คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7068/2559
#604322
เปิดฉบับเต็ม

ตามสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการอ้างว่าโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่ผู้เดียวในประเทศไทย โดยบริษัท ว. เจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "VANS" มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เมื่อปัจจุบันยังไม่มีการจดทะเบียนอนุญาตให้บุคคลใดใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ในประเทศไทย ดังนั้น ทั้งบริษัท อ. และโจทก์จึงมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด (Exclusive Licensee) จากเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะมีอำนาจฟ้องผู้กระทำละเมิดเครื่องหมายการค้าของตนหรือที่ตนได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาดตามมาตรา 68 วรรคสอง โจทก์เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ที่ทำขึ้นระหว่างบริษัท อ. กับโจทก์ โดยจำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาดังกล่าวด้วย จำเลยจึงหาจำต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีในนามของตนเองเพื่อให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44

การขายสินค้าโดยลดราคาของจำเลยเป็นเพียงการขายสินค้าที่ยังเหลือจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น การขายสินค้าโดยลดราคาดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิตามปกติในทางการค้า มิใช่การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ของโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือผิดสัญญาใด ๆ ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ทำละเมิดจนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,517,871 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินค่าขาดรายได้ในอัตราเดือนละ 600,000 บาท จนกว่าจำเลยจะหยุดทำละเมิด ให้ยึดหรืออายัดและมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายสินค้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยทั้งหมดรวมทั้งสินค้าของจำเลยที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่ผู้เดียวในประเทศไทย จึงเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศไทย และมีอำนาจฟ้องจำเลยว่ากระทำละเมิดเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า "...บริษัทแวนส์ อิงค์. เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ใช้กับสินค้าประเภทรองเท้าโดยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทย และบริษัทวี เอฟ ฮ่องกง ลิมิเต็ด ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และทำสัญญาแต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย..." จำเลยให้การว่า "แวนส์ อิงค์." มิได้นำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โจทก์มิใช่ผู้มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยถูกต้องตามกฎหมาย สัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายมิชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ เห็นว่า ตามสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการอ้างว่าโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่ผู้เดียวในประเทศไทย โดยบริษัทแวนส์ อิงค์. เจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "VANS" มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แต่ปรากฏจากคำเบิกความนายสมชาย นักวิชาการ กรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า ปัจจุบันยังไม่มีการจดทะเบียนอนุญาตให้บุคคลใดใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ในประเทศไทย ดังนั้น ทั้งบริษัทวี เอฟ ฮ่องกง ลิมิเต็ด และโจทก์จึงมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด (Exclusive Licensee) จากเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะมีอำนาจฟ้องผู้กระทำละเมิดเครื่องหมายการค้าของตนหรือที่ตนได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาดตามมาตรา 68 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ดังที่วินิจฉัยไปข้างต้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า คำว่า "VANS" ที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทวี เอฟ ฮ่องกง ลิมิเต็ด กับโจทก์ โดยจำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาดังกล่าวด้วย จำเลยจึงหาจำต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวไม่ การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยยังฝ่าฝืนขายสินค้าหลังจากสัญญาตัวแทนระหว่างบริษัทวี เอฟ ฮ่องกง ลิมิเต็ด กับจำเลยสิ้นสุดลง ก็เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาตัวแทนที่ทำไว้กับบริษัทวี เอฟ ฮ่องกง ลิมิเต็ด มิใช่ผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีในนามของตนเองเพื่อให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่จำเลยขายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" โดยลดราคาลงร้อยละ 40 ถึง 50 เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 หรือไม่ เห็นว่า ปรากฏจากคำเบิกความของนายสินทวี กรรมการบริษัทจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า สินค้าที่จำเลยจำหน่ายเป็นสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อมาจากเจ้าของเครื่องหมายการค้า สินค้าดังกล่าวจึงเป็นสินค้าที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิจำหน่ายสินค้าดังกล่าวได้ ส่วนที่จำเลยขายสินค้าโดยลดราคาลงร้อยละ 40 ถึง 50 นั้น นายสินทวีเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ส่วนที่ลดราคาลงประมาณร้อยละ 40 เป็นสินค้าที่มีตำหนิ หรือเป็นสินค้าที่จำเลยต้องการขายให้หมดไป เช่น เหลือ 1 หรือ 2 คู่ จะลดราคาลงถึงร้อยละ 70 ดังนั้น การขายสินค้าโดยลดราคาในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นเพียงการขายสินค้าที่ยังเหลือจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายเท่านั้นการขายสินค้าโดยลดราคาดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิตามปกติในทางการค้า มิใช่การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ของโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือผิดสัญญาใด ๆ ต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความ 5,000 บาทแทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 68 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็กเซลเลนซ์ สปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัทอรสาสินทวี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
ปริญญา ดีผดุง
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7053/2559
#605152
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 มาตรา 2 จะบัญญัติว่า ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป แต่ตามความในมาตรา 3 (1) วรรคสอง บัญญัติให้เงินได้ที่ได้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ต้องจ่ายภายในห้ารอบระยะเวลาบัญชีนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป โดยไม่มีข้อความใดบัญญัติให้เงินได้ที่จ่ายตามมาตรา 3 (1) วรรคหนึ่ง ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จะต้องเป็นเงินได้ที่ได้จ่ายหลังวันที่ พ.ร.ฎ ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ทั้งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 156) ฯ ซึ่งออกตาม พ.ร.ฎ ฉบับดังกล่าว ก็กำหนดเงื่อนไขในข้อ 3 ไว้แต่เพียงว่าต้องเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเงินได้ที่ได้จ่ายหลัง พ.ร.ฎ ฉบับนี้ใช้บังคับ ดังนั้น เงินได้ที่ได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ตามมาตรา 3 (1) และได้จ่ายนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป แม้ก่อนวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.ฎ ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ค.20 เลขที่ 02015090/02/0089 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือแจ้งผลอุทธรณ์คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0722/5316 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากร 76,257,307.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงิน 50,501,528.22 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งคืนภาษีอากร ค.20 เลขที่ 02015090/02/0089 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นให้คืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์จำนวน 385,302,360.55 บาท และแก้ไขหนังสือแจ้งผลอุทธรณ์คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0722/5316 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 เป็นว่าโจทก์มีสิทธินำรายจ่ายตามโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน และโครงการปรับปรุงถังน้ำมันP-915 B มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ได้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 กับให้จำเลยชำระเงิน 50,501,528.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 ตุลาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 150,000 บาทและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 70,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ วันที่ 9 พฤษภาคม 2550 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 โดยแสดงผลขาดทุนสุทธิ 381,391,962.60 บาท จึงไม่มีภาษีต้องชำระ แต่มีภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่ จ่าย 9,053,503.18 บาท และมีภาษีเงินได้ชำระไว้แล้วตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.51) 376,248,857.37 บาท จึงมีภาษีที่ชำระไว้เกิน 385,302,360.55 บาท โจทก์ขอคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกินจำนวนดังกล่าว โดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาเปลี่ยนเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มอบไว้แก่จำเลยเพื่อประกันเงินค่าภาษีตามจำนวนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนไว้ จนกว่าผลการตรวจสอบภาษีของเจ้าพนักงานของจำเลยจะแล้วเสร็จ เจ้าพนักงานของจำเลยอนุมัติจ่ายคืนเงินภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.20) เลขที่ 02009090/02/0075 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 โจทก์ได้รับเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวคืนแล้วต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบแล้วปรากฏว่า โจทก์ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณราคาทุนของสินค้าคงเหลือสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันและน้ำมันดิบ จากวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน เป็นวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป และปรับปรุงราคาสินค้าต้นงวดให้เป็นวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก จึงมีผลให้สินค้าคงเหลือในงบการเงินยกมา ณ วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ตามวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (วิธีเดิม) ต่ำกว่าวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (วิธีใหม่) จำนวน 38,851,650.64 บาท โจทก์จึงนำมาถือเป็นรายจ่ายโดยปรับปรุงหักออกในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) เพื่อให้ราคาสินค้าต้นงวดเป็นวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก อันเป็นเหตุให้มีกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีลดลง จึงเป็นการคำนวณที่ไม่ถูกต้องตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้โจทก์ยังนำรายจ่ายตามโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน และโครงการปรับปรุงถัง P-915 B ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 มีผลใช้บังคับ จำนวน 2,038,939,821.38 บาท และ 1,441,991.15 บาท ตามลำดับ มาหักเป็นรายจ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ของเงินที่จ่าย คิดเป็นเงิน 510,095,453.13 บาท ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 โจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นรัษฎากร เจ้าพนักงานของจำเลยจึงทำการปรับปรุงการคำนวณภาษีให้เป็นไปตามผลการตรวจสอบ ทำให้โจทก์มีกำไรสุทธิ 168,338,427.39 บาท ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 50,501,528.22 บาท เมื่อหักเงินจำนวนดังกล่าวจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย และที่โจทก์ชำระแล้วจำนวน 385,302,360.55 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีจำนวน 334,800,823.33 บาท ทำให้โจทก์ได้รับเงินค่าภาษีอากรคืนเกินไปกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนตามกฎหมายจำนวน 50,501,528.22 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.37) ที่ กค 0722/007 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 และหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด (ค.31) เลขที่ 0722/006 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 และออกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรตามจำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย 334,800,832.33 บาท ตามหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากร (ค.20) เลขที่ 02015090/02/0089 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 แจ้งให้โจทก์ทราบ วันที่ 20 มีนาคม 2552 โจทก์นำเงินจำนวน 50,501,528.22 บาท ไปชำระคืนแก่จำเลยแล้ว โจทก์เห็นว่าหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.20) ดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันที่ 11 มีนาคม 2552 โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คัดค้านหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.20) ดังกล่าว ต่ออธิบดีกรมสรรพากร จำเลยพิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีหนังสือที่ กค 0722/5316 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.20) เลขที่ 02015090/02/0089 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 ถูกต้องชอบด้วยข้อกฎหมายแล้ว แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วยคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เงินที่โจทก์จ่ายไปในโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง และโครงการปรับปรุงถัง P-915 B จำนวน 510,094,453.13 บาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 หรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า การตีความของจำเลยรวมทั้งการออกคำชี้แจงกรมสรรพากร เรื่อง การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เพื่อการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2550 เกี่ยวกับมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 156) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 กันยายน 2549 หาได้เป็นการตีความเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากนิติบุคคลที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว จะต้องจัดทำโครงการลงทุนตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 2 กำหนดไว้ชัดเจนว่า พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจากนุเบกษา เป็นต้นไป เมื่อพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้ในวันถัดไปคือวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป แต่โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง และโครงการปรับปรุงถัง P-915 B ของโจทก์ทั้งสองโครงการได้รับอนุมัติและดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 และวันที่ 11 เมษายน 2549 ตามลำดับโดยได้มีการชำระเงินตามโครงการดังกล่าวบางส่วนก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 แม้โครงการของโจทก์ทั้งสองจะเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 3 (1) วรรคสอง บัญญัติว่า เงินได้ที่จ่ายตามวรรคหนึ่ง ต้องจ่ายภายในห้ารอบระยะเวลาบัญชีนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป ก็ตาม แต่โครงการที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษร เนื่องจากเป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงต้องเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ การที่อธิบดีของจำเลยในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยยกเลิกคำชี้แจงกรมสรรพากร ฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2549 แล้วมีคำชี้แจงกรมสรรพากรฉบับใหม่ลงวันที่ 25 เมษายน 2550 เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 2 และมาตรา 3 (1) โดยชี้แจงให้ทราบว่า โครงการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ต้องเป็นโครงการที่จัดทำเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5,000,000 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชกฤษฎีกาและประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว การที่โจทก์นำรายจ่ายตามโครงการลงทุนทั้งสองโครงการที่เกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เป็นเงินจำนวน 510,095,453.13 บาท โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ที่เก็บจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยโดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งว่า โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง และโครงการปรับปรุงถัง P-915 B ของโจทก์ เข้าหลักเกณฑ์ในการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 156) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 กันยายน 2549 คงมีปัญหาโต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์แต่เพียงว่า โจทก์จะนำรายจ่ายจากโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง และโครงการปรับปรุงถัง P-915 B ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 มายกเว้นภาษีเงินได้ที่เก็บจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 มาตรา 3 (1) ได้หรือไม่ โดยพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ (1) บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุนหรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนร้อยละยี่สิบห้าของเงินได้ที่ได้จ่ายไปนั้น โดยการดำเนินการดังกล่าวต้องเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของกิจการและจัดทำเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เงินได้ที่จ่ายตามวรรคหนึ่ง ต้องจ่ายภายในห้ารอบระยะเวลาบัญชีนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 เป็นต้นไป"

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า แม้พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 2 จะบัญญัติว่า "พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม2549 จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป แต่ตามความในมาตรา 3 (1) วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวที่บัญญัติว่า "เงินได้ที่ได้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ต้องจ่ายภายในห้ารอบระยะเวลาบัญชีนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 เป็นต้นไป" โดยไม่มีข้อความใดในพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวที่บัญญัติว่า เงินได้ที่จ่ายตามมาตรา 3 (1) วรรคหนึ่ง ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเป็นเงินได้ที่ได้จ่ายหลังวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ทั้งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 156) ที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติมเปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 กันยายน 2549 ซึ่งออกตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ก็กำหนดเงื่อนไขในข้อ 3 ไว้แต่เพียงว่าต้องเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป เท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเงินได้ที่ได้จ่ายหลังพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวบัญญัติไว้เป็นที่ชัดเจนว่า เงินได้ที่จ่ายตามมาตรา 3 (1) วรรคหนึ่ง ต้องจ่าย..นับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 เป็นต้นไป เงินได้ที่ได้จ่าย ตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 3 (1) และได้จ่ายนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป แม้ก่อนวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรด้วย การที่อธิบดีกรมสรรพากรออกคำชี้แจงกรมสรรพากร เรื่อง การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 เมษายน 2550 ข้อ 2. ที่กำหนดว่า ผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว จะต้องมีการจัดทำโครงการการลงทุนของบริษัทในทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินธุรกิจหลักของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทรัพย์สินใหม่ การต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่มิใช่ซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องเป็นโครงการที่จัดทำเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 มีผลใช้บังคับ จึงเป็นการออกคำชี้แจงที่ขัดแย้งกับพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการที่จัดทำต้องเป็นโครงการตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธินำรายจ่ายตามโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน และโครงการปรับปรุงถังน้ำมัน P-915 B จำนวน 510,095,453.13 บาท มายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ค.20 เลขที่ 02015090/02/0089 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นให้คืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์จำนวน 385,302,360.55 บาท โดยให้จำเลยคืนเงินส่วนต่างที่จำเลยได้รับจากโจทก์จำนวน 50,501,528.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรจำนวน 50,501,528.22 บาท ที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2552 จนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 25,755,779.39 บาท และจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์เสร็จ แต่ดอกเบี้ยที่ให้มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 ม. 2 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7052/2559
#604497
เปิดฉบับเต็ม

รายจ่ายที่จะนำมาคำนวณเพื่อหากำไรสุทธิได้นั้น ต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งต้องพิเคราะห์ถึงลักษณะของรายจ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจ่าย ตลอดจนเหตุผลจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป โจทก์เป็นเพียงผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ และกองทุนรวมดังกล่าวมีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าแก่โจทก์จนครบเมื่อมีการจดทะเบียนสิทธิการเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า การที่โจทก์ประกันค่าเช่าเพื่อให้ผู้ลงทุนเกิดความมั่นใจในการลงทุนกับกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ การประกันค่าเช่าจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กองทุนรวมดังกล่าว มิใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ ดังนั้น เงินที่โจทก์จ่ายเป็นเงินประกันค่าเช่าให้แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 จึงต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร แบบ ค.20 ฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2554 และใบแนบหนังสือแจ้งการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลชำระไว้เกินรายโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3770 และ 2494 ตำบลปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอาคารสูงเลขที่ 60 ซอยหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เดิมโจทก์ใช้ที่ดินและอาคารดังกล่าวประกอบกิจการโรงแรมชื่อโรงแรมเมย์แฟร์ แมริออท ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 โจทก์ทำสัญญาให้เช่าทรัพย์สินที่ดินและอาคารระยะยาวแก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ มีกำหนดเวลาเช่า 30 ปี โดยกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ทำสัญญาให้บริษัทแกรนด์ เมย์แฟร์ จำกัด เช่าช่วงเป็นเวลา 16 ปี และบริษัทแกรนด์ เมย์แฟร์ จำกัด ว่าจ้างกลุ่มบริษัทแมริออทเป็นผู้บริหารโรงแรม ในวันทำสัญญาเช่าโจทก์ได้รับค่าเช่าระยะเวลา 30 ปี เป็นเงิน 1,700,000,000 บาท และโจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่ามีเงื่อนไขให้โจทก์รับประกันค่าเช่าที่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์จะได้รับจากการให้เช่าช่วงเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน โดยในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 โจทก์ประกันค่าเช่าแก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์เป็นเงิน 107,250,000 บาท แต่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ได้รับค่าเช่าจริงต่ำกว่าจำนวนเงินประกันดังกล่าว โจทก์จึงจ่ายเงินส่วนต่างนั้นแก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์จำนวน 43,618,020.32 บาท ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2551 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 ต่อจำเลยเพื่อขอคืนภาษีเป็นเงิน 85,074,450.98 บาท แต่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 ของจำเลยมีหนังสือแจ้งว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนเพียง 83,012,866.19 บาท เนื่องจากในส่วนเงินประกันค่าเช่าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 จำนวน 43,618,020.32 บาท โจทก์มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายได้เพียงบางส่วนคือ 1 ใน 3 เท่านั้น คิดเป็นเงิน 14 ล้านบาทเศษ แต่โจทก์นำมาคิดเป็นรายจ่ายทั้งจำนวน จึงต้องหักจำนวนเงิน 29,079,680.22 บาทออก ทั้งการที่โจทก์จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 1,100,000,000 บาท ให้แก่ผู้ถือหุ้น ถือเป็นการให้กู้ยืมที่ต้องคิดดอกเบี้ยรับต่อกันตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งการไม่คืนภาษีอากรบางส่วน สรรพากรภาค 1 ของจำเลยมีคำวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีรายได้จากดอกเบี้ยรับ แต่รายจ่ายเงินประกันค่าเช่าเป็นการก่อความผูกพันค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทั้งจำนวน ตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีเพิ่มขึ้น 479,704.81 บาท แต่โจทก์ยังไม่พอใจคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงฟ้องขอคืนเงินภาษีส่วนที่ยังไม่ได้รับคืนเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินที่โจทก์จ่ายเป็นเงินประกันค่าเช่าให้แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ จำนวน 43,618,020.32 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" หมายความว่า รายจ่ายที่จะนำมาคำนวณเพื่อหากำไรสุทธิได้นั้น ต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นโดยเฉพาะเท่านั้น ซึ่งต้องพิเคราะห์ถึงลักษณะของรายจ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจ่าย ตลอดจนเหตุผลจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้โจทก์เป็นเพียงผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ และกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าแก่โจทก์ให้ครบจำนวน 1,700,000,000 บาทเมื่อมีการจดทะเบียนสิทธิการเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 3 อยู่แล้ว การที่โจทก์ประกันค่าเช่าดังกล่าวเพื่อให้ผู้ลงทุนเกิดความมั่นใจในการลงทุนกับกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ การประกันค่าเช่าจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ ซึ่งมิใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ อีกทั้งโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการ ย่อมประเมินสภาพมูลค่าทรัพย์สินของโจทก์ตามสภาวะเศรษฐกิจและการตลาดในขณะนำทรัพย์สินออกให้เช่าว่าจะได้รับค่าเช่าเท่าใดก่อนกำหนดค่าเช่า จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่โจทก์ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ เนื่องจากโจทก์และกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ต่างก็มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของแต่ละนิติบุคคลแยกออกจากกัน กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์จะได้รับค่าเช่ามากน้อยเพียงใดย่อมเป็นเรื่องกิจการภายในธุรกิจของกองทุนรวมเอง ข้อที่โจทก์อ้างว่า หากโจทก์ไม่รับประกันค่าเช่าดังกล่าว กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์อาจจะไม่สามารถระดมทุนได้เพียงพอที่จะชำระค่าเช่าจำนวน 1,700,000,000 บาท ได้นั้น เป็นการขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากนายเขมชาติ และนางสาวรุ่งทิพย์ พยานโจทก์ต่างเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยืนยันว่า โจทก์ได้รับค่าเช่าจำนวน 1,700,000,000 บาท ไปครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ทำสัญญาเช่า ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญาข้อ 6.6 ยอมรับประกันค่าเช่าว่าค่าเช่าของโครงการเมย์แฟร์แมริออทจะมีจำนวนเท่ากับ 107,250,000 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 และจำนวนเท่ากับ 163,500,000 บาท สำหรับแต่ละปีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 ถึงปี 2554 โดยหากค่าเช่ามีจำนวนน้อยกว่าเงินประกัน โจทก์จะชำระเงินส่วนต่างนั้นให้แก่กองทุนรวม ข้อสัญญานี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อช่วยเหลือกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ในการเสนอขายหน่วยลงทุนแก่ผู้ลงทุนเท่านั้น แต่ไม่มีผลทำให้โจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่สามารถจะอ้างได้ว่าเงินประกันค่าเช่าที่ต้องจ่ายจริงจำนวน 43,618,020.32 บาท นั้นได้จ่ายไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าของโจทก์ ดังนั้น เงินที่โจทก์จ่ายเป็นเงินประกันค่าเช่าให้แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ จำนวน 43,618,020.32 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 จึงต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (13)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลเด้น แลนด์ (เมย์แฟร์) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7051/2559
#604338
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขายสินค้าพิพาททั้งสามรายการตามใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่ออก ณ โรงอุตสาหกรรม สูงกว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม โดยอ้างว่า มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตสินค้า เช่น ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริการหรือค่าโฆษณารวมอยู่ด้วย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าส่วนต่างระหว่างราคาขายตามใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์กับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม เป็นค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารหรือค่าโฆษณา โจทก์นำสืบว่าการขายสินค้าของโจทก์ทั้งหมดเป็นการขายโดยขนส่งถึงมือลูกค้าซึ่งโจทก์จะทำการขนส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าประจำสำนักงานสาขา จากนั้นก็จะกระจายสินค้าส่งไปยังลูกค้าต่อไป โดยค่าขนส่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยและคิดรวมอยู่ในราคาสินค้าที่ขายแต่ละขวด ส่วนจำเลยนำสืบเพียงว่าจำนวนฝาขวดที่โจทก์ได้เสียภาษีไว้ ไม่สัมพันธ์กับจำนวนฝาขวดที่โจทก์รับไปจึงออกตรวจปฏิบัติการสถานประกอบการของโจทก์พบว่า ราคาขายตามใบกำกับภาษีของโจทก์สูงกว่าราคาขายของโจทก์ที่แจ้งต่อจำเลยตามแบบแจ้งราคาขาย และไม่มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มเติม จึงมีส่วนต่างราคาที่โจทก์ต้องชำระภาษี ซึ่งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่แสดงในแบบแจ้งราคาขาย เป็นราคาที่ผู้ผลิตขายให้แก่ผู้ซื้อโดยสุจริตและเปิดเผย ณ สถานที่ผลิตสินค้า หรือราคาซื้อขายกัน ณ สถานที่ผลิตสินค้า แต่กรณีของโจทก์เป็นการขายสินค้าโดยโจทก์เป็นผู้นำสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าพร้อมออกใบกำกับภาษีขาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ราคาสินค้าตามที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีเป็นราคาที่มีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นด้วยโดยโจทก์มิได้แยกค่าขนส่งและค่าบริหารการขายออกจากราคาพิพาท แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้หักค่าใช้จ่ายในการขนส่งออกจากมูลค่าสินค้าก่อนคำนวณภาษีนั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขนส่งทั้งปีซึ่งรวมสินค้ารายการอื่นๆ ของโจทก์ที่มิได้พิพาทกันในคดีนี้ด้วย ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าขนส่งสินค้าที่พิพาททั้งสามรายการในคดีนี้จำนวนเท่าใด ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางให้หักค่าขนส่งออกจากมูลค่าสินค้าที่เป็นฐานภาษี (ราคาขาย) ก่อนคำนวณภาษี จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้เพิกถอนการประเมินภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต (ภษ.02-08) เลขที่ กค 0614/2432 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 เลขที่ กค 0614/2433 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 และเลขที่ กค 0614/2716 ลงวันที่ 29 กันยายน 2551 คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต เลขที่ 20645/2552 ลงวันที่ 23 กันยายน 2552 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต เลขที่ 1/2553 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ให้งดหรือลดเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีสรรพสามิตและภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทย ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต เลขที่ กค 0614/2432 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 เลขที่ กค 0614/2433 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2551 และเลขที่ กค 0614/2716 ลงวันที่ 29 กันยายน 2551 คำวินิจฉัยคัดค้าน เลขที่ 20645/2552 ลงวันที่ 23 กันยายน 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ 1/2553 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 โดยให้หักค่าขนส่งสำหรับการประเมิน ปี 2549 ร้อยละ 6.59 และปี 2550 ร้อยละ 4.17 ออกจากยอดขายก่อนคำนวณภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทยแล้วคำนวณภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทยใหม่ โดยให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมผลิตเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมตรา อาเจบิ๊กโคล่า มีหน้าที่ต้องชำระภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 20 ของมูลค่าหรือราคาขายโดยใช้ฝาขวดเป็นเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี โจทก์แจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมสำหรับเครื่องดื่มน้ำอัดลมขนาด 0.620 ลิตร ราคา 7.48 บาท ขนาด 0.535 ลิตร ราคา 6.40 บาท ขนาด 1 ลิตร ราคา 8.64 บาท แต่จำเลยทักท้วงให้ปรับราคาสำหรับขนาด 1 ลิตร เป็น 10 บาท ตามสำเนาแบบแจ้งราคาขายหรือแบบ ภษ. 01-44 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 หรือแบบ ภษ. 02-07 รอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2550 รอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม 2549 และรอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม 2550 แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติม เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยรวม 99,405,332.04 บาท 29,219,992.45 บาท และ 147,867,478.83 บาท โจทก์ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือแบบ ภษ. 01-25 ต่ออธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมสรรพสามิตมีคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 หรือแบบ ภษ.02-10 เลขที่ 20645/2552 ลงวันที่ 23 กันยายน 2552 ให้ยกคำคัดค้านการประเมินภาษีของโจทก์ โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือแบบ ภษ. 01-26 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 หรือแบบ ภษ. 02-09 เลขที่ 1/2553 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ให้ยกคำอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลภายในกำหนดที่ศาลอนุญาตให้ขยายเวลาหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 96 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์" พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติว่า "เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือตามที่ศาลได้กำหนดไว้ หรือระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่น เพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาใดๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น แต่การขยายหรือย่นเวลาเช่นว่านี้ให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า กำหนดเวลาให้ผู้อุทธรณ์คำวินิจฉัยมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 96 วรรคหนึ่ง เป็นกำหนดเวลาให้ฟ้องคดี ถ้าโจทก์ไม่ฟ้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดี แม้ไม่เป็นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ แต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ฯ เพื่อให้ดำเนินการฟ้องคดีก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจขยายหรือย่นระยะเวลาให้โจทก์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ได้ โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 แม้จะเป็นระยะเวลาก่อนฟ้องคดีหรือก่อนเสนอคำฟ้องต่อศาลก็ตาม คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 96 วรรคหนึ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกและตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อที่สองมีว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม สำหรับสินค้าเครื่องดื่มที่ใช้ในการประเมินภาษีของจำเลย คำวินิจฉัยคำคัดค้าน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 11 วรรคหนึ่ง และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง การเสียภาษีตามมูลค่านั้นให้ถือมูลค่าตาม (1) (2) และ (3) โดยให้รวมภาษีสรรพสามิตที่พึงต้องชำระด้วย ดังนี้ (1) ในกรณีสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้ถือตามราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม" ซึ่งมาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ "โรงอุตสาหกรรม" หมายความว่า "สถานที่ที่ใช้ในการผลิตสินค้า รวมตลอดทั้งบริเวณแห่งสถานที่นั้น และให้หมายความรวมถึงเครื่องขายเครื่องดื่มด้วย" นอกจากนี้มาตรา 117 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการกำหนดมูลค่าของสินค้า ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ตามแบบที่อธิบดีกำหนดไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันเริ่มจำหน่ายสินค้านั้น" วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาที่ได้แจ้งไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมแจ้งราคาที่เปลี่ยนแปลงต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันที่จะมีการเปลี่ยนแปลงราคา" และตามแบบแจ้งราคาขาย ตามมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือแบบ ภษ. 01-44 ข้อที่ควรทราบและถือปฏิบัติ ระบุว่า 1. ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมตามแบบ ภษ. 01-44 คือ ราคาสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมขายโดยสุจริตและเปิดเผย ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าราคารวมที่คำนวณจากค่าวัตถุดิบ ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าใช้จ่ายอื่นๆ กำไร ภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพสามิตที่เก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทย 2. การแจ้งราคาขายหรือแจ้งเปลี่ยนแปลงราคาที่ได้แจ้งไว้ต้องแจ้งไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนวันเริ่มจำหน่ายสินค้าหรือวันที่จะเปลี่ยนแปลงราคา ต่อกลุ่มวิชาการกำหนดมูลค่า สำนักบริหารการจัดเก็บภาษี 2 กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตจังหวัดที่โรงอุตสาหกรรมตั้งอยู่ พร้อมทั้งแนบเอกสารประกอบดังนี้ 2.1 โครงสร้างต้นทุนการผลิตและราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม 2.2 รูปแบบสินค้า (ภาพถ่ายหรือแบบเสนอขาย) เมื่อคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์ขายสินค้าพิพาททั้งสามรายการตามใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่ออก ณ โรงอุตสาหกรรม สูงกว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม โดยโจทก์อ้างว่ามีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตสินค้า เช่น ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารหรือค่าโฆษณา รวมอยู่ด้วย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่า ส่วนต่างระหว่างราคาขายตามใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์กับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม เป็นค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารหรือค่าโฆษณา โจทก์นำสืบว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์ที่แสดงไว้ตามแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ. 01-44 เป็นราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ที่เป็นไปตามวิธีการคำนวณและหลักเกณฑ์สากล โดยราคาตามแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ. 01-44 ดังกล่าวพิจารณาจากโครงการการผลิตของบริษัทแม่ในต่างประเทศว่ามีรายจ่ายเกี่ยวข้องอะไรบ้างตามที่นางสาวยุวดี ผู้จัดการฝ่ายภาษีมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลงานที่เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตของโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงและเทียบเคียงกับแนวทางกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของสินค้ารถยนต์ ตามคำสั่งกรมสรรพสามิต ที่ 197/2537 เรื่อง ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมสำหรับสินค้ารถยนต์ โดยโจทก์มีนายเฮอร์นัน ออกัสโต กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ มีหน้าที่ในการควบคุม ดูแล และบริหารกิจการของบริษัทโจทก์ให้เป็นไปตามขอบวัตถุประสงค์ เป็นพยานเบิกความได้ความว่า โจทก์จำหน่ายสินค้าผ่าน 2 ช่องทาง คือ 1) การจำหน่ายสินค้าผ่านพนักงานขายประจำสำนักงานสาขา (Cedis) เมื่อผลิตสินค้า ณ โรงอุตสาหกรรม เสร็จแล้ว โจทก์จะกระจายสินค้าไปยังศูนย์กระจายสินค้าทั้ง 6 สาขา พนักงานขายจะเบิกสินค้าออกไปขาย และเก็บเงินสด พร้อมกับออกใบกำกับภาษีขายของบริษัทโจทก์ โดยใช้รหัสสาขากำกับ ซึ่งราคาที่ปรากฏในใบกำกับภาษีเป็นราคาที่รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น ค่าขนส่ง ค่าบริหารการขายอยู่ด้วย และ 2) การจำหน่ายสินค้าผ่านพนักงานขายของโจทก์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ (Econored) โดยเมื่อพนักงานขายของโจทก์ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าก็จะแจ้งไปยังศูนย์ประจำภาคเพื่อจัดส่งสินค้าพร้อมกับออกใบกำกับภาษีขายที่ออก ณ สำนักงานใหญ่ให้แก่ลูกค้า ราคาที่ระบุในใบกำกับภาษีมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น ค่าขนส่ง ค่าบริหารการขายรวมอยู่ด้วย การขายสินค้าของโจทก์ทั้งหมดเป็นการขายโดยขนส่งถึงมือลูกค้าซึ่งโจทก์จะทำการขนส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าประจำสำนักงานสาขา จากนั้นก็จะกระจายสินค้าส่งไปยังลูกค้าต่อไป โดยค่าขนส่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยและคิดรวมอยู่ในราคาสินค้าที่ขายแต่ละขวด ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2549 กิจการของโจทก์มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเป็นจำนวนทั้งสิ้น 164,871,404.27 บาท ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าขนส่งรวมอยู่ด้วย 31,453,079.28 บาท ส่วนในรอบระยะเวลาปี 2550 กิจการของโจทก์มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเป็นจำนวนทั้งสิ้น 405,726,742.93 บาท ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าขนส่งรวมอยู่ด้วย 102,648,543.08 บาท ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับปีภาษี 2549 และปี 2550 ส่วนจำเลยนำสืบแต่เพียงว่า จำนวนฝาขวดที่โจทก์ได้เสียภาษีไว้ไม่สัมพันธ์กับจำนวนฝาขวดที่โจทก์รับไป จึงออกหมายเรียกเพื่อทำการตรวจสอบการชำระภาษี และจากการออกตรวจปฏิบัติการสถานประกอบการของโจทก์พบว่า ราคาขายสินค้าตามใบกำกับภาษีของโจทก์สูงกว่าราคาขายของโจทก์ที่แจ้งไว้ต่อจำเลย และไม่มีการแจ้งเปลี่ยนราคาเพิ่มเติม จึงมีส่วนต่างราคาที่โจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษี และมีปริมาณขายตามใบกำกับภาษีในแต่ละเดือนคำนวณเป็นภาษีที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มตามตารางสรุป พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์ที่แสดงไว้ตามแบบแจ้งราคาขาย หรือแบบ ภษ.01-44 ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ผลิตขายให้แก่ผู้ซื้อโดยสุจริตและเปิดเผย ณ สถานที่ผลิตสินค้า หรือราคาซื้อขายสินค้ากัน ณ สถานที่ผลิตสินค้า แต่กรณีของโจทก์เป็นการขายสินค้าโดยโจทก์เป็นผู้นำสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าพร้อมกับออกใบกำกับภาษีขาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ราคาสินค้าที่ระบุในใบกำกับภาษีขายเป็นราคาที่มีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นรวมอยู่ด้วย เช่น ค่าขนส่ง และค่าบริการการขาย โดยโจทก์มิได้แยกค่าขนส่งและค่าบริหารการขายออกจากราคาสินค้าพิพาท ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม สำหรับสินค้าเครื่องดื่มที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้หักค่าขนส่งในปี 2549 ร้อยละ 6.59 และในปี 2550 ให้หักค่าขนส่งร้อยละ 4.17 ออกจากมูลค่าสินค้าที่เป็นฐานภาษี (ราคาขาย) เสียก่อนแล้วจึงคำนวณภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทยนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากพยานโจทก์ทุกปากไม่ได้เบิกความถึงอัตราค่าขนส่งดังกล่าว และไม่ได้เบิกความว่าราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ของสินค้าที่พิพาททั้งสามรายการที่โจทก์ยื่นราคาขายไว้ตามแบบแจ้งราคาขายจะต้องหักค่าขนส่งออกจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่ยื่นไว้นี้เป็นจำนวนเท่าใดต่อสินค้าหนึ่งหน่วย (ขวด) ไม่ได้เบิกความว่าค่าขนส่งในปีดังกล่าวแต่ละปีเป็นค่าขนส่งอะไรหรือแยกเป็นค่าขนส่งสินค้าที่พิพาทจำนวนเท่าใดอันจะทำให้สามารถคำนวณค่าเฉลี่ยเป็นอัตราร้อยละตามที่พิพากษาได้ ทั้งตามใบกำกับภาษีของโจทก์ไม่ปรากฏรายการค่าขนส่งเป็นจำนวนเท่าใด นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้หักค่าใช้จ่ายในการขนส่งในปี 2549 ร้อยละ 6.59 และในปี 2550 ให้หักค่าขนส่งร้อยละ 4.17 ออกจากมูลค่าสินค้าที่ใช้เป็นฐานภาษี (ราคาขาย) เสียก่อนแล้วจึงคำนวณภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย นั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขนส่งของบริษัทโจทก์ทั้งปี ซึ่งรวมถึงค่าขนส่งสินค้ารายการอื่น ๆ ของโจทก์ที่มิได้พิพาทกันในคดีนี้ด้วย แต่สินค้าที่พิพาทกันในคดีนี้มีเพียงสามรายการเท่านั้น และตามคำเบิกความของกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ที่อ้างว่าค่าขนส่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดดังกล่าวจะคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยและคิดรวมอยู่ในราคาสินค้าที่ขายแต่ละขวดแล้ว เป็นเพียงสัญญาจ้างขนส่งและสัญญาเช่ารถยนต์พร้อมคนขับ ไม่มีรายการคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยแต่อย่างใด คำเบิกความของกรรมการผู้จัดการโจทก์ดังกล่าวยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าขนส่งสำหรับสินค้าที่พิพาททั้งสามรายการในคดีนี้จำนวนเท่าใด ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางให้หักค่าขนส่งในปี 2549 อัตราร้อยละ 6.59 และในปี 2550 อัตราร้อยละ 4.17 ออกจากมูลค่าสินค้าที่เป็นฐานภาษี (ราคาขาย) เสียก่อน แล้วจึงคำนวณภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเพิ่มเพื่อมหาดไทย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า กรณีของโจทก์มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์ที่ผลิตสินค้าและจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมขนาดบรรจุขวดหลายขนาด แต่สินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่พิพาทในคดีนี้มีเพียงสามขนาดที่เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตโจทก์เพิ่มขึ้นตามราคาที่โจทก์ระบุไว้ในใบกำกับภาษีขาย โดยโจทก์อ้างว่าเป็นราคาขายปลีกหรือขายส่งที่มีค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการบริหารการขายรวมอยู่ด้วยในใบกำกับภาษีขาย แต่โจทก์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าพิพาทเพียงใด พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ประกอบกับโจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเป็นอย่างดี ที่ศาลภาษีอากรกลางเห็นสมควรลดเบี้ยปรับให้โจทก์คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายแต่ไม่ลดเงินเพิ่มนั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่หักค่าขนส่งสำหรับการประเมิน ปี 2549 และปี 2550 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาเจไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7032/2559
#603285
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายทั้งสามไม่ได้ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่การพิพากษาในคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ศาลฎีกาจึงต้องมีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งด้วย และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี โดยวินิจฉัยว่าการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนในคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย และให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 2 ปี นั้น เห็นว่า ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจกระทำได้จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เนื่องจากจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยให้สูงกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษา เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย โดยที่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลย แก่ผู้ร้องทั้งสามคนละ 10,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 5 ปี จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดทุ่งสงให้ลงโทษจำคุกและพ้นโทษจำคุกมาแล้ว การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนในคดีนี้จึงไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสามเป็นเงินคนละ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันนายโกสิทธิ์ ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ที่แขนซ้ายลึกถึงกล้ามเนื้อ กระดูกแขนด้านนิ้วก้อยหัก นายเอนกพงศ์ ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ศีรษะยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลก มีแผลฉีกขาดที่ข้อนิ้วกลางมือซ้าย นายวรวุฒิ ผู้เสียหายที่ 3 มีบาดแผลฉีกขาด ขนาด 8 เซนติเมตร และขนาด 15 เซนติเมตร ที่บริเวณหลัง แผลฉีกขาดลึกถึงกล้ามเนื้อ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตัวจำเลยเองเบิกความยอมรับว่า รู้จักกับนายโชคดีมาก่อน ขณะเกิดเหตุวัยรุ่น 2 กลุ่ม ทะเลาะวิวาทกับฝ่ายผู้เสียหายประมาณ 10 คน ฝ่ายจำเลยก็ประมาณ 10 คน ผู้เสียหายทั้งสามไม่รู้จักจำเลยมาก่อน แต่นายโชคดีกับจำเลยรู้จักกันมาก่อน จึงเป็นไปได้ว่าในคำให้การผู้เสียหายครั้งแรก ผู้เสียหายทั้งสามไม่ได้กล่าวถึงจำเลย อย่างไรก็ดีนายโชคดีซึ่งรู้จักจำเลยระบุชื่อจำเลยว่าร่วมอยู่ด้วยในกลุ่มคนร้ายตั้งแต่ให้การครั้งแรก ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ดูภาพถ่ายจำเลยจึงให้การเพิ่มเติมว่าจำเลยร่วมอยู่ในกลุ่มคนร้าย มีเพียงผู้เสียหายที่ 2 ที่ให้การว่ารับฟังมาจากนายโชคดี ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายทั้งสามและนายโชคดีเบิกความยืนยันว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้าย น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสามและนายโชคดีเบิกความไปตามสัตย์จริง คำให้การชั้นสอบสวนครั้งแรกของนายโชคดีที่ไม่สังเกตว่าจำเลยถืออาวุธมีดหรือไม่ และของผู้เสียหายที่ 2 ครั้งเพิ่มเติมที่ว่ารับฟังจากนายโชคดีเป็นเพียงพลความ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบหนักแน่นรับฟังได้ว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายคดีนี้ จำเลยนำสืบว่าอยู่ในเหตุการณ์ นายพลวัฒน์เป็นเพื่อนของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อน่าสงสัยตามสมควรว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดหรือไม่ ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ผู้เสียหายทั้งสามไม่ได้ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่การพิพากษาในคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลฎีกาจึงต้องมีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งด้วย และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี โดยวินิจฉัยว่าการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนในคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย และให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 2 ปี นั้น เห็นว่า ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจกระทำได้จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เนื่องจากจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยให้สูงกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษา เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย โดยที่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายโกสิทธิ์ คงศิลป์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายกมล บัวแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศล พิรุณ
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7005/2559
#605741
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขอให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ในคดีที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงของศาลชั้นต้นอีกคดีหนึ่ง และโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว ทั้งความก็ปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ได้มีคำพิพากษาตัดสินคดีแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจนับโทษต่อได้ เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลเอง โดยจำเลยไม่ได้แถลงหรืออุทธรณ์คัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1262/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1262/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1262/2556 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1262/2556 ของศาลชั้นต้น ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เท่ากับจำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1262/2556 ของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์ขอนับโทษต่อด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1262/2556 ของศาลชั้นต้น และคำขอท้ายฟ้องได้ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว หลังจากศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องทั้งหมดให้จำเลยฟัง จำเลยก็ได้ยื่นคำให้การว่าทราบฟ้องของโจทก์แล้ว จำเลยขอให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ทั้งความก็ปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยแล้วเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1262/2556 เช่นนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจนับโทษต่อได้เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลเอง โดยจำเลยไม่ได้แถลงหรืออุทธรณ์คัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่นแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1262/2556 ของศาลชั้นต้น จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1262/2556 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นางสาวศิริพร มโนรัมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายนันทศักดิ์ บัวงาม
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุจิตรา โพทะยะ
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7004/2559
#605403
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนนั้น ต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเพียงบุคคลภายนอกที่อาจจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในส่วนแพ่งเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้กระทำความผิดคดีนี้ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาในคดีเพื่อให้ร่วมรับผิดในส่วนแพ่งได้ ผู้ร้องชอบที่จะนำคดีไปฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคดีแพ่งใหม่ต่างหากจากคดีนี้

จำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถกระบะกับจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถโดยสารประจำทางที่ผู้ร้องนั่งโดยสารมาด้วยต่างประมาทด้วยกัน มิใช่เป็นการร่วมกันกระทำละเมิด เมื่อผู้ร้องมิได้มีส่วนทำความผิดด้วยและความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายอันเดียวกัน เป็นหนี้อันจะแบ่งแยกจากกันชำระมิได้ ผู้ทำละเมิดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างลูกหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 ประกอบมาตรา 291 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายทั้งหมดต่อผู้ร้อง ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ประมาทน้อยกว่าจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายน้อยกว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ด้วยกันเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายพิสิทธิ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าทนทุกขเวทนาและค่ารักษาพยาบาล ในช่วงแรกที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 500,000 บาท ค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลหลังจากออกจากโรงพยาบาลเดือนละ 55,000 บาท ถึงเดือนพฤศจิกายน 2555 เป็นเงิน 350,000 บาท ค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลในอนาคตเดือนละ 55,000 บาท อีก 20 เดือน เป็นเงิน 1,100,000 บาท ค่าเสียความสามารถประกอบการงาน 6,300,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูมารดา 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,550,000 บาท แต่ขอเรียกเพียง 7,150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เรียก บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัทพัทลุงทักษิณขนส่ง จำกัด นางวาสนา ซึ่งเป็นเจ้าของรถคันที่จำเลยที่ 2 ขับ และเป็นตัวการของจำเลยที่ 2 กับนางชินณัฎฐา ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้เรียกจำเลยร่วมดังกล่าวว่าจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยลำดับ

จำเลยร่วมทั้งสี่ให้การขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องขอถอนคำร้องในส่วนจำเลยร่วมที่ 1 เนื่องจากจำเลยร่วมที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องตามสัญญาประกันภัยแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีในส่วนอาญาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 14,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี ตามเงื่อนไขและเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินให้แก่ผู้ร้อง 3,108,840 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 จำเลยร่วมที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าเป็นจำเลยร่วม และยกคำพิพากษาในส่วนแพ่งที่เกี่ยวข้องกับจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับอันตรายสาหัส คดีถึงที่สุดไปแล้ว สำหรับคดีในส่วนแพ่งผู้ร้องได้รับชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 50,000 บาท จากจำเลยที่ 2 จำนวน 50,000 บาท จากจำเลยร่วมที่ 1 นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาลอีก 450,000 บาท จากบริษัทเอเชียประกันภัย 1950 จำกัด ผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถกระบะของจำเลยที่ 2 จำนวน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 750,000 บาท ผู้ร้องขอถอนคำร้องในส่วนจำเลยร่วมที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งตามคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งตามคำร้องของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนนั้น ต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเพียงบุคคลภายนอกที่อาจจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในส่วนแพ่งเท่านั้น ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดคดีนี้ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาในคดีเพื่อให้ร่วมรับผิดในส่วนแพ่งได้ ผู้ร้องชอบที่จะนำคดีไปฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคดีแพ่งใหม่ต่างหากจากคดีนี้ ทั้งไม่มีกฎหมายบังคับให้ศาลต้องกล่าวหรือแสดงในคำพิพากษาว่าไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะไปฟ้องเป็นคดีใหม่ดังที่ผู้ร้องฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมที่ 2 ถึงที่ 4 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีส่วนแพ่งตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของผู้ร้องเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องน้อยกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ประมาทน้อยกว่าจำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถกระบะกับจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถโดยสารประจำทางที่ผู้ร้องนั่งโดยสารมาด้วยต่างประมาทด้วยกัน มิใช่เป็นการร่วมกันกระทำละเมิด เมื่อผู้ร้องมิได้มีส่วนทำความผิดด้วยและความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายอันเดียวกัน เป็นหนี้อันจะแบ่งแยกจากกันชำระมิได้ ผู้ทำละเมิดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างลูกหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 ประกอบมาตรา 291 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายทั้งหมดต่อผู้ร้อง ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ประมาทน้อยกว่าจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายน้อยกว่าจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ ส่วนจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ด้วยกันเอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดสูงเกินไปหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับน่าจะไม่เกิน 1,300,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ร้อง 3,108,840 บาท นั้นสูงเกินไป เห็นว่า ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส กระดูกสันหลังระดับคอข้อที่ 5 หัก ต้องผ่าตัดดามกระดูกด้วยโลหะบริเวณคอ มีผลต่อระบบประสาทบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้แขนขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาต และกระดูกต้นขาขวาหัก ต้องผ่าตัดใส่โลหะดามกระดูก ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง ทั้งผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องไม่สามารถขยับขาได้ต้องนั่งรถเข็น ปัจจุบันเพียงยกแขนขวาได้ แต่ไม่สุด ส่วนแขนซ้ายเพียงขยับได้ แต่ยกไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัดและไปโรงพยาบาลทุกวัน นอกจากนี้ยังนำสืบแสดงรายการรักษาตามใบรับรองแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการรักษาตามใบสั่งยาและใบเสร็จรับเงิน รวมทั้งหลักฐานที่บริษัทคริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) รับรองว่า ผู้ร้องเป็นพนักงานของบริษัทในตำแหน่งหัวหน้างานโครงสร้างและสถาปัตย์ 4 เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ในอัตราจ้างเดือนละ 24,510 บาท จริง แม้ค่าเสียหายบางรายการผู้ร้องไม่มีหลักฐานมาแสดง แต่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาโดยละเอียดแล้วและเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 500,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 300,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 1,000,000 บาท ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงาน 2,058,840 บาท ให้ผู้ร้อง รวมเป็นเงิน 3,858,840 บาท และคิดหักค่าเสียหายที่ผู้ร้องได้รับมาบางส่วนแล้วเป็นเงิน 750,000 บาท ออก คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดแก่ผู้ร้อง 3,108,840 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว หาใช่เป็นจำนวนที่สูงเกินความเป็นจริงดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายของผู้ร้องจำนวนดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 301
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
ผู้ร้อง — นายพิสิทธิ์ ซังฤทธิ์
จำเลย — นายวินัย หรนนุ้ย กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสมประสงค์ พัตจาลจุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6980/2559
#604711
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 3 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในวงเงินคนละ 250,000 บาท วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับ ซึ่งกำหนดให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานด้วยการค้ำประกันด้วยบุคคลไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย หากมีการค้ำประกันเกินกำหนดดังกล่าวให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันใหม่ไม่เกินจำนวนตามที่กำหนด ต่อมาโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมชำระหนี้ให้โจทก์คนละ 250,000 บาท ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานระงับสิ้นไป และทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 สัญญาประนีประนอมยอมความทำขึ้นหลังจากที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้ว ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 สัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เบียดบังเอาเงินค่าสินค้าและสินค้าของโจทก์เป็นเงิน 1,389,800.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมชำระหนี้ให้โจทก์คนละ 250,000 บาท ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,389,800.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 95,548 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีว่าสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 และที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ในวงเงินคนละ 250,000 บาท คนละฉบับ แต่ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติ พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 กำหนดให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานด้วยการค้ำประกันด้วยบุคคลได้ไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย หากมีการค้ำประกันเกินกำหนดดังกล่าวก่อนวันประกาศใช้บังคับ ให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันใหม่ไม่เกินจำนวนตามที่กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ แต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการอย่างใด การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมโดยมิได้พิจารณาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้นสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 อันเป็นเวลาก่อนจะมีประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 และศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานระงับสิ้นไปและทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะทำขึ้นหลังจากที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความจึงใช้บังคับได้ ไม่ตกอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10 วรรคหนึ่ง
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ดี.ที.ซี.อินดัสตรี่ส์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประสิทธิ์ เกิดตลาดแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6968/2559
#609278
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและโจทก์ประสงค์จะได้รับชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงจะมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ขายได้สุทธิมาชำระหนี้ที่ยังค้างชำระได้ภายในสิบปีนับแต่วันถัดจากวันสุดท้ายที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดในคำพิพากษาตามยอม หากทรัพย์สินจำนองยังขายมิได้ โจทก์ย่อมไม่อาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลย เนื่องจากขัดต่อขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอมที่โจทก์และจำเลยตกลงกันโดยสมัครใจและบังคับต่อกันได้ โดยความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนาและชอบด้วยกฎหมายสารบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 ซึ่งกฎหมายวิธีสบัญญัติคือ ป.วิ.พ. มาตรา 138 ก็ให้ศาลพิพากษาไปตามข้อตกลงนั้นได้บัญญัติรับรองไว้ ดังนี้ การบังคับคดีจึงต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ซึ่งเป็นบทมาตราหลัก คือต้องบังคับคดีตามคำบังคับที่ออกตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอมซึ่งผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2559)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 128,074.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 94,971.36 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท จำเลยจะนำเงินทั้งหมดมาชำระแก่โจทก์ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 หากผิดสัญญายอมให้โจทก์ยึดที่ดินที่จำนองโฉนดเลขที่ 7572 ตำบลโพนบก อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากยังไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ครั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2546 โดยประเมินราคาไว้เป็นเงิน 222,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6792, 6801, 6791 ตำบลโพนบก อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม และที่ดินโฉนดเลขที่ 10742 ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ของจำเลย ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและขอให้บังคับจำนอง คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 ใจความว่า จำเลยยอมชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 128,074.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 94,971.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ จำเลยจะนำเงินทั้งหมดมาชำระแก่โจทก์ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 หากผิดสัญญายอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากยังไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยผิดนัดและมีการยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด แต่ยังขายทอดตลาดไม่ได้ โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยอีก ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและโจทก์ประสงค์จะได้รับชำระหนี้ โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงจะมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ขายได้สุทธิมาชำระหนี้ที่ยังค้างชำระได้ภายในสิบปีนับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 วันสุดท้ายที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดในคำพิพากษาตามยอม จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ดังนี้ แม้โจทก์จะกล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามคำร้องฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2553 ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดรวมทั้งสิ้น 48 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2553 แต่ไม่มีผู้ใดเสนอราคาเพื่อซื้อทรัพย์สินจำนองเพราะเห็นว่าราคาประเมินที่ดินสูงกว่าความเป็นจริง ก็จะเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองยังไม่ได้โดยมิใช่ความผิดของจำเลย หรือเพราะมีบุคคลภายนอกยื่นคำร้องขอให้ปล่อยการยึดทรัพย์สินจำนองดังกล่าวทำให้ศาลจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องและมีคำสั่ง อันจะพึงเป็นเหตุให้ต้องมีคำสั่งงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น โจทก์มีสิทธิที่จะซื้อทอดตลาดทรัพย์สินจำนอง และหากซื้อได้ในราคาต่ำกว่าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้อีก แต่โจทก์หาได้ใช้สิทธิในการเข้าซื้อทรัพย์สินจำนองจากการขายทอดตลาดซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการมาแล้วถึง 48 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2543 ไม่ จะเห็นได้ว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินจำนวน 100,000 บาท จากโจทก์เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน ต่อมาจำเลยค้างชำระ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2543 ขณะนั้นยอดหนี้ตามฟ้องคือเงินต้น 94,971.36 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระ 33,102.98 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 128,074.34 บาท ครั้นวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 ศาลมีคำพิพากษาตามยอมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จนกระทั่งวันที่ 24 ธันวาคม 2546 ล่วงเลยเวลานับแต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมถึง 3 ปีเศษ โจทก์จึงร้องขอให้บังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดตลอดมารวม 48 ครั้ง ก็ยังขายไม่ได้ โดยเหตุที่โจทก์กล่าวอ้างในคำร้องก็คือเพราะราคาประเมินทรัพย์สินจำนองตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ คือ ที่ดิน 72,000 บาท และสิ่งปลูกสร้าง 150,000 บาท รวม 222,000 บาท สูงกว่าความเป็นจริง เห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์ขัดแย้งต่อเหตุผล เพราะโจทก์เป็นสถาบันการเงินและเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไปว่า ในการประกอบธุรกิจให้ลูกค้ากู้เงินโดยมีหลักทรัพย์จดทะเบียนจำนองเป็นประกันนั้น โจทก์ย่อมมิให้ลูกค้ากู้เงินในจำนวนสูงกว่าราคาประเมินหลักทรัพย์ประกันซึ่งโจทก์เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับราคาประเมินอยู่แล้ว ตลอดจนการที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจำนองเสียเอง จนเวลาล่วงเลยมาใกล้จะครบสิบปีในการที่จะบังคับคดีได้คือวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ก็เป็นเหตุให้ยอดหนี้จากขณะศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม คือ 128,074.34 บาท เพิ่มเป็น 262,718.51 บาท มากขึ้นเกินกว่าเท่าตัว จริงอยู่ การที่เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจำนองจากการขายทอดตลาดหรือไม่เป็นสิทธิของโจทก์ แต่หากโจทก์ไม่ใช้สิทธิทำให้ทรัพย์สินจำนองยังขายมิได้ โจทก์ก็ยังไม่อาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลย เนื่องจากขัดต่อขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอม ที่โจทก์และจำเลยตกลงกันโดยสมัครใจย่อมต้องบังคับต่อกันได้ โดยความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนาและชอบด้วยกฎหมายสารบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 ซึ่งกฎหมายวิธีสบัญญัติ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ก็ให้ศาลพิพากษาไปตามข้อตกลงนั้น ได้บัญญัติรับรองไว้ ดังนี้ การบังคับคดีจึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งเป็นบทมาตราหลักคือต้องบังคับคดีตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษา นอกจากนี้ โจทก์ก็ยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างมาในฎีกาว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจำนองในราคา 80,000 บาท เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมชี้ชัดว่าโจทก์สามารถเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินดังกล่าวได้แต่แรกแล้ว ฉะนั้น จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จึงชอบที่ศาลพึงวินิจฉัยให้การบังคับคดีเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอมซึ่งผูกพันคู่ความตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ คำพิพากษาฎีกาที่ 1452/2524 และคำพิพากษาฎีกาที่ 6485/2552 ซึ่งโจทก์อ้างมาในฎีกานั้น ประเด็นและข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายทุ่น เครื่องพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายภาค แสงทับทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6953/2559
#604350
เปิดฉบับเต็ม

ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์แก้ฟ้องทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี และรถเกี่ยวข้าวคันที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยยักยอกนำไปขายให้แก่ อ. เป็นรถเกี่ยวข้าวคันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยคำร้องขอแก้ฟ้องและการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยมีระวางโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ฯ มาตรา 22 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด ฯ มาตรา 3

คดีที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ฯ มาตรา 3 เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้ยักยอกรถเกี่ยวข้าวคันที่โจทก์ฟ้องไป ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 700,000 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

วันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวอาจทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ประกอบกับจำเลยและทนายจำเลยคัดค้าน จึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้แก้ฟ้องและอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ และยกฟ้องคดีส่วนแพ่ง (ที่มาและยืนในคดีส่วนแพ่ง) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในคดีส่วนอาญาเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายและจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์โดยวินิจฉัยว่า การขอแก้ฟ้องของโจทก์อาจทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี และมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยสรุปได้ความว่า รถเกี่ยวข้าวรุ่นสตาร์ บิ๊ก ที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยยักยอกแล้วนำไปขายให้แก่นายอนงค์ แล้วไม่นำเงินที่ได้จากการขายรถเกี่ยวข้าวคันดังกล่าวมามอบให้โจทก์นั้นเป็นรถเกี่ยวข้าวคนละคันกับที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญในความผิดฐานยักยอก กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง โจทก์อุทธรณ์สรุปได้ความว่า การแก้ฟ้องของโจทก์ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยได้ครอบครองรถเกี่ยวข้าวของโจทก์แล้วเบียดบังเอารถเกี่ยวข้าวของโจทก์ไปโดยทุจริตนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์แก้ฟ้องทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี และรถเกี่ยวข้าวคันที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยยักยอกนำไปขายให้แก่นายอนงค์เป็นรถเกี่ยวข้าวคันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยคำร้องขอแก้ฟ้องและการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยมีระวางโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นแล้วประกอบกับคดีที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งศาลฎีกาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 3 เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้ยักยอกรถเกี่ยวข้าวคันที่โจทก์ฟ้องไป ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ในคดีส่วนอาญาและยกฟ้องในคดีส่วนแพ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 3 ม. 22
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายละมูล หนูชัย
จำเลย — นางชุลี สีรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นางภิญรดา ศรีแก้วณวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6914/2559
#604335
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยในขณะเมาสุรา แล้วเกิดอุบัติเหตุชนท้ายรถยนต์ที่ ส. ขับได้รับความเสียหาย จึงเสมือนจำเลยเป็นผู้เอาประกันภัยก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ตามกรมธรรม์ประกันภัยหมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 8 กำหนดให้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยไม่อาจยกข้อต่อสู้ที่ยกเว้นความคุ้มครองกรณีการขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เพื่อปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และเมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์จ่ายไปคืนแก่โจทก์ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 8 วรรคสาม กรณีดังกล่าวเป็นการฟ้องเรียกเงินที่ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ให้แก่บุคคลภายนอกไปคืนจากผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัย ซึ่งแตกต่างจากการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความในมาตรา 882 วรรคหนึ่ง และเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกไป คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 111,446.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 100,408.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 63,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ตฉ 5021 กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัทวัน - พาเลท กรุ๊ป จำกัด มีระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 30 กันยายน 2548 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2549 เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2549 จำเลยนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปขับโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยแล้วเกิดอุบัติเหตุชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน วภ 7681 กรุงเทพมหานคร ที่นางบุญสม เป็นผู้ขับ รถยนต์ที่นางบุญสมขับได้รับความเสียหายและผู้โดยสารในรถได้รับอันตรายแก่กาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรศรีราชาทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดของจำเลย ปรากฏว่า จำเลยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือด 163 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยหมวดการคุ้มครองความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก ข้อ 4 ถือว่า บุคคลซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง และตามข้อ 7.6 ยกเว้นไม่คุ้มครองการขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่ตามข้อ 8 มีข้อสัญญาพิเศษว่า ผู้รับประกันภัยจะไม่นำเงื่อนไขข้อ 7.6 มาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด และในกรณีที่ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัย แต่ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วในความรับผิดที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก ผู้เอาประกันภัยต้องใช้จำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัยได้จ่ายไปนั้นคืนภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือเรียกร้องจากผู้รับประกันภัย โจทก์ชำระค่าซ่อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน วภ 7681 กรุงเทพมหานคร ไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 จึงเรียกให้จำเลยชดใช้เงินคืนโดยอ้างเงื่อนไขกรมธรรม์ดังกล่าว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ตฉ 5021 กรุงเทพมหานคร เมื่อจำเลยขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยแล้วเกิดอุบัติเหตุชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน วภ 7681 กรุงเทพมหานคร ที่นางบุญสมขับได้รับความเสียหาย จึงเสมือนจำเลยเป็นผู้เอาประกันภัยก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยไม่อาจยกข้อต่อสู้ที่ยกเว้นความคุ้มครองกรณีการขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เพื่อปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ การที่โจทก์เข้าใช้ค่าซ่อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน วภ 7681 กรุงเทพมหานคร จึงเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกผู้เสียหาย ซึ่งบุคคลภายนอกอาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ในวินาศภัยที่จำเลยซึ่งเป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยก่อให้เกิดขึ้น แม้โจทก์กับจำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาประกันภัยกันโดยตรงก็ตาม แต่โจทก์มีความผูกพันที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องเรียกเงินที่ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ให้แก่บุคคลภายนอกไปคืนจากผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัย แตกต่างจากการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความในมาตรา 882 วรรคหนึ่ง และกรณีหาใช่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดโดยโจทก์รับช่วงสิทธิมาจากผู้ต้องเสียหายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้ไม่ จึงนำอายุความละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับมิได้ เมื่อโจทก์เข้าใช้หนี้ส่วนนี้แล้วย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์จ่ายไปคืนแก่โจทก์ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก ข้อ 8 วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ชำระค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 17 เมษายน 2551 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ ซึ่งกำหนดให้จำเลยต้องใช้เงินที่โจทก์จ่ายไปคืนภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือเรียกร้องจากโจทก์ เมื่อครบกำหนดแล้ว จำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัด แต่ข้อเท็จจริงคงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินคืนภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามแล้วหรือไม่ เมื่อใด จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาที่คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ต้องคำนวณตามจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อคำนวณแล้วเป็นทุนทรัพย์ 70,284.93 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 1,757.50 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาในทุนทรัพย์ 111,446.68 บาท เป็นเงิน 2,785 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 1,027.50 บาท แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ดอกเบี้ยให้นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 เมษายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 1,027.50 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 882 วรรคหนึ่ง ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นางสาวพัชราพรหรือวรกานต์ อติชาตสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายเอกชัย มณีรัตน์โรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6905/2559
#604355
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะได้รับการอนุญาตหรือไม่ต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาตตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2543 แต่การที่จำเลยหน่วงเหนี่ยวไม่ปิดประกาศแบบ ท.ด.25 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเปิดเผยต่อสาธารณะให้ทราบทั่วกัน โดยเฉพาะราษฎรในพื้นที่ให้ทราบว่ามีผู้ขอใช้ทางสาธารณประโยชน์ หากราษฎรผู้ใดมีส่วนได้เสีย ก็สามารถคัดค้านหรือแสดงความคิดเห็นได้นั้น ย่อมเป็นเหตุให้นายอำเภอทับคล้อไม่สามารถรายงานความเห็นเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เพื่อพิจารณาตามคำขออนุญาตของโจทก์ได้ตามขั้นตอนและตามกำหนดเวลา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ผู้ยื่นคำขอที่ต้องได้รับผลกระทบต่อการดำเนินกิจการในความล่าช้าอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่จงใจขัดขวางการขออนุญาตใช้ทางสาธารณประโยชน์เพื่อสร้างบ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 ให้เกิดอุปสรรคและความล่าช้าในการดำเนินการ โจทก์เป็นผู้ซึ่งได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งการกระทำของจำเลยที่จงใจเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายอำเภอ เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และ 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยเป็นกำนันตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 โจทก์ยื่นคำขออนุญาตใช้ทางสาธารณประโยชน์เพื่อสร้างบ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 ในท้องที่ตำบลเขาเจ็ดลูกต่อนายอำเภอทับคล้อ ซึ่งเป็นการขออนุญาตประกอบกิจการในที่ดินของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 นายอำเภอทับคล้อมอบหมายให้จำเลยปิดประกาศการขออนุญาตประกอบกิจการในที่ดินของรัฐของโจทก์หรือแบบ ท.ด.25 ไว้ในที่เปิดเผย ณ ที่ทำการกำนันและบริเวณที่ดินที่ขออนุญาตแห่งละหนึ่งฉบับ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาตตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2543 จำเลยได้รับประกาศนั้นแล้ว แต่มิได้นำไปปิดไว้ตามคำสั่งของนายอำเภอทับคล้อ นายอำเภอทับคล้อจึงมีหนังสือสอบถามรวมทั้งให้จำเลยชี้แจงเหตุผล จำเลยไม่ได้ชี้แจง ต่อมานายอำเภอทับคล้อออกประกาศฉบับใหม่ส่งให้จำเลยนำไปปิดประกาศอีกครั้ง จำเลยได้รับประกาศดังกล่าวแล้ว แต่ไม่นำไปปิดไว้ในที่ดังกล่าวตามคำสั่งนายอำเภอทับคล้อ จากนั้นนายอำเภอทับคล้อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไปดำเนินการปิดประกาศดังกล่าวแทนและสอบสวนลงโทษวินัยแก่จำเลย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เมื่อพิจารณาระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาต ตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2543 ข้อ 17 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่า "เมื่อได้มีการชันสูตรสอบสวนแล้ว ให้นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ หรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา ประกาศการขออนุญาตประกอบกิจการในที่ดินของรัฐให้ทราบมีกำหนดสามสิบวันตามแบบ ท.ด.25 ประกาศนั้นให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด หรือสำนักงานที่ดินจังหวัดสาขา ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอ ที่ทำการกำนัน ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบริเวณที่ดินที่ขออนุญาตแห่งละหนึ่งฉบับ" และวรรคสอง กำหนดว่า "เมื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ส่งเรื่องพร้อมรายงานและชี้แจงเหตุผลว่าสมควรจะอนุญาตหรือไม่ หรือสมควรจะอนุญาตภายในเขตกว้างยาวและเนื้อที่เท่าใด เนื่องจากเหตุผลประการใด เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายในเจ็ดวันทำการ เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป" ปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์ยื่นคำขออนุญาตประกอบกิจการในที่ดินของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และมีการชันสูตรสอบสวนที่ดินที่ขออนุญาตเสนอให้นายอำเภอทับคล้อประกาศตามแบบ ท.ด.25 โดยปิดไว้ที่ที่ว่าการอำเภอทับคล้อ และมีคำสั่งลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยซึ่งเป็นกำนันตำบลเขาเจ็ดลูกปิดประกาศไว้ที่ทำการกำนันและบริเวณที่ดินที่ขออนุญาตเพื่อให้ประชาชนทราบทั่วกัน แต่จำเลยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวโดยมิได้ชี้แจงเหตุผล ทั้ง ๆ ที่นายอำเภอทับคล้อมีหนังสือทวงถามจำเลยที่เพิกเฉยไม่ปิดประกาศแบบ ท.ด.25 ตามคำสั่งถึง 3 ครั้ง โดยกำหนดให้จำเลยชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร แต่จำเลยก็ยังเพิกเฉยไม่ชี้แจงเหตุผลแห่งการเพิกเฉยที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ทราบแต่อย่างใด แม้ต่อมาจำเลยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามรายงานการสอบสวนว่า สาเหตุที่ไม่ปิดประกาศแบบ ท.ด.25 เนื่องจากมีราษฎรจำนวนหนึ่งยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลกว่า โจทก์ขัดขวางไม่ให้ราษฎรใช้เส้นทางและมีการขอออกโฉนดที่ดินทับเส้นทาง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จึงเกรงว่าหากปิดประกาศจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล และสารประกอบจากแร่และน้ำเสียจะก่อให้เกิดมลภาวะและอันตรายต่อราษฎรในพื้นที่ และในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบว่า เหตุที่ไม่ปิดประกาศแบบ ท.ด.25 เนื่องจากราษฎรมาร้องคัดค้าน และจำเลยเข้าใจว่าการปิดประกาศเป็นหน้าที่ของนายอำเภอ หากจำเลยไม่ปิดประกาศ นายอำเภอสามารถปิดประกาศได้ จำเลยไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ เห็นว่า วัตถุประสงค์ของการปิดประกาศแบบ ท.ด.25 เพื่อต้องการเปิดเผยต่อสาธารณะให้ทราบทั่วกัน โดยเฉพาะราษฎรในพื้นที่ให้ทราบว่ามีผู้ขออนุญาตใช้ทางสาธารณประโยชน์ หากราษฎรผู้ใดมีส่วนได้เสีย ก็สามารถคัดค้านหรือแสดงความคิดเห็นได้ ดังนั้น หากมีข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของจำเลย จำเลยยิ่งสมควรปิดประกาศแบบ ท.ด.25 ทันทีที่ได้รับคำสั่ง เพื่อให้ราษฎรในพื้นที่รับรู้และดำเนินการคัดค้านหรือแสดงความคิดเห็นตามขั้นตอนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำขอของโจทก์ จำเลยจะอ้างว่าเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของนายอำเภอนั้นฟังไม่ขึ้น หรือมิฉะนั้นจำเลยก็ควรชี้แจงเหตุขัดข้องต่อนายอำเภอทับคล้อเพื่อจะให้พิจารณาแก้ไขข้อขัดข้องต่อไปตามลำดับชั้น การที่จำเลยเพิกเฉยโดยไม่ชี้แจงเหตุผลใด ๆ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า จำเลยจงใจขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายอำเภอทับคล้อที่ให้ปิดประกาศแบบ ท.ด.25 ตามคำขออนุญาตใช้ทางสาธารณประโยชน์เพื่อสร้างบ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 ของโจทก์ แม้ว่าการที่โจทก์จะได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาตตามคำขอต้องเป็นไปตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาตตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2543 โดยพิจารณาคุณสมบัติของโจทก์ผู้ขอ ที่ตั้ง สภาพและลักษณะของที่ดินที่ขอ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดแก่สภาพแวดล้อมโดยรอบและข้อคัดค้านอื่นอีกหลายประการก็ตาม แต่การที่จำเลยหน่วงเหนี่ยวไม่ปิดประกาศแบบ ท.ด.25 ย่อมเป็นเหตุให้นายอำเภอทับคล้อไม่สามารถรายงานความเห็นเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เพื่อพิจารณาตามคำขออนุญาตของโจทก์ได้ตามขั้นตอนและตามกำหนดเวลา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ผู้ยื่นคำขอที่ต้องได้รับผลกระทบต่อการดำเนินกิจการในความล่าช้าอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่จงใจขัดขวางการขออนุญาตใช้ทางสาธารณประโยชน์เพื่อสร้างบ่อเก็บกากแร่แห่งที่ 2 ให้เกิดอุปสรรคและความล่าช้าในการดำเนินการ โจทก์เป็นผู้ซึ่งได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำดังกล่าวของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทั้งการกระทำของจำเลยที่จงใจเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายอำเภอดังกล่าว ทำให้ขั้นตอนตามระบบราชการเป็นไปด้วยความล่าช้านานกว่าปกติถึง 8 เดือนเศษ การทำงานต้องสะดุดหยุดลงไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดต่อไปได้ นายอำเภอทับคล้อไม่สามารถทำรายงานความเห็นเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรตามระยะเวลาและขั้นตอนตามกฎหมายได้ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือต่อระบบราชการและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาตตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด
จำเลย — นายกิติพงษ์ คงสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายกฤตย หงษ์สัมฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6903/2559
#604942
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ..." การที่จำเลยส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่โจทก์โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2553 กำหนดไว้ในหมวด 6 ระบบงานไปรษณีย์ การนำจ่ายสิ่งของทางไปรษณีย์ ข้อ 64 ว่า ในกรณีนำจ่าย ณ ที่อยู่ของผู้รับ การสื่อสารแห่งประเทศไทยถือว่าบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้แทนของผู้รับ คือ 64.3 เจ้าหน้าที่รับรองหรือผู้ดูแลของโรงแรมหรืออาคาร 64.4 ผู้ทำหน้าที่เวรรับส่งหรือเวรรักษาการณ์ของหน่วยงานหรืออาคารหลายชั้นต่าง ๆ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ของไปรษณีย์ได้นำหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปส่งให้แก่โจทก์ที่อาคารเลขที่ 255/6 รัชดาเพรสทีจ คอนโดมิเนียม ตรงตามที่อยู่ของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ โดยมี น. เจ้าหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 จึงถือได้ว่าได้มีการจ่ายหนังสือแจ้งการประเมินให้แก่ผู้แทนของโจทก์แล้วในวันดังกล่าว โจทก์จึงต้องยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ตามมาตรา 30 แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2553 เกินกำหนดเวลา 30 วัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ กค. 0706/ก3/9304 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2554 และคำสั่งประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินที่ กค. 0706.01/3.ก04/ภงด. 73.1 - 02010170 - 25530611 200 - 00004 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2553 หรือเพิกถอนคำสั่งใด ๆ ของจำเลยอันเกี่ยวกับการที่ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับจ้างสำรวจภัยให้แก่บริษัทประกันภัยต่าง ๆ สำนักงานของโจทก์ตั้งอยู่เลขที่ 255/6 อาคารรัชดาเพรสทีจ คอนโดมิเนียม ถนนลาดพร้าว ซอยพิบูลย์อุปถัมภ์ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เป็นเงินภาษีที่ต้องชำระ 504,702.97 บาท หักภาษีที่ชำระไว้ตามแบบ ภ.ง.ด. 50 จำนวน 311,492.18 บาท คงมีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 193.210.79 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร 72,454.05 บาท รวม 265,664.84 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่โจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับภายในประเทศ ณ ที่ทำการเลขที่ 255/6 อาคารรัชดาเพรสทีจ คอนโดมิเนียม ซอยพิบูลย์อุปถัมภ์ ถนนลาดพร้าว แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร โดยมีนางหรือนางสาวนันท์นภัส เจ้าหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดเป็นผู้รับแทน เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 โจทก์อุทธรณ์การประเมินเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์ต่ออธิบดีของจำเลย จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 8 สิงหาคม 2554 แจ้งโจทก์ว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ได้รับอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาอุทธรณ์ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายอุทธรณ์ของโจทก์ออกจากทะเบียน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีพิพาทให้แก่บุคคลอื่นที่มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างหรือบุคคลผู้อยู่ในสำนักงานของโจทก์ แต่ส่งให้เจ้าหน้าที่ดูแลอาคารชุดหรือนิติบุคคลอาคารชุดเพรสทีจ คอนโดมิเนียม การส่งหนังสือแจ้งการประเมินจึงไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง การที่ศาลภาษีอากรกลางนำข้อกำหนดของไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2553 โดยอาศัยพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 22 และพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 มาตรา 4 มาปรับใช้กับการส่งหมายเรียกและส่งหนังสือแจ้งภาษีนั้นไม่ชอบ เพราะมาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากร ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว พิเคราะห์ประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของผู้รับจะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้" ดังนั้น การที่จำเลยส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่โจทก์โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวเมื่อใด เห็นว่า ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2553 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ประกอบมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจสิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ จำกัด พ.ศ.2546 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป กำหนดไว้ในหมวด 6 ระบบงานไปรษณีย์ การนำจ่ายสิ่งของทางไปรษณีย์ข้อ 64 ว่า ในกรณีนำจ่าย ณ ที่อยู่ของผู้รับ การสื่อสารแห่งประเทศไทยถือว่าบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้แทนของผู้รับ คือ 64.1 บุคคลซึ่งอยู่ในบ้านเรือนเดียวกันกับผู้รับ 64.2 บุคคลซึ่งทำงานอยู่ในสถานที่เดียวกันกับผู้รับ 64.3 เจ้าหน้าที่รับรองหรือผู้ดูแลของโรงแรมหรืออาคาร 64.4 ผู้ทำหน้าที่เวรรับส่งหรือเวรรักษาการณ์ของหน่วยงานหรืออาคารหลายชั้นต่าง ๆ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ของไปรษณีย์ได้นำหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปส่งให้แก่โจทก์ที่อาคารเลขที่ 255/6 รัชดาเพรสทีจ คอนโดมิเนียม ซอยพิบูลย์อุปถัมป์ ถนนลาดพร้าว แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ตรงตามที่อยู่ของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ โดยมีนางหรือนางสาวนันท์นภัส เจ้าหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 จึงถือได้ว่าได้มีการจ่ายหนังสือแจ้งการประเมินให้แก่ผู้แทนของโจทก์แล้วในวันดังกล่าว โจทก์จึงต้องยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2553 เกินกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมิน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จีเค แอนด์ อาร์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวรพจน์ อินทวดี
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6902/2559
#604341
เปิดฉบับเต็ม

กรณีคู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วน ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องพร้อมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลครั้งแรก อ้างว่าเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าต้องใช้เอกสารการประเมินภาษีเพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมศาล ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในวันถัดมาว่า ให้โจทก์เสนอหลักฐานการประเมินภาษีเพื่อประกอบการคำนวณทุนทรัพย์ในการเสียค่าขึ้นศาลมาภายใน 5 วัน แล้วจะพิจารณาสั่ง แสดงให้เห็นว่า สาเหตุที่โจทก์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาล เนื่องจากโจทก์ยังไม่ทราบจำนวนเงินค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องชำระให้ถูกต้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลเป็นครั้งที่สองอ้างว่า โจทก์ได้ไปติดตามเอกสารจากสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงใหม่แล้ว ได้รับแจ้งว่าต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อน ย่อมเป็นอำนาจของศาลภาษีอากรกลางที่จะพิจารณาว่ามีเหตุจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะขยายระยะเวลาส่งเอกสารตามที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนด ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 19 หรือไม่ ซึ่งหากเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่มีความจำเป็นที่จะขยายระยะเวลาส่งเอกสารให้แก่โจทก์ ก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควรเสียก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง และทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลภาษีอากรกลางต้องพิจารณาจากหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับ คดีนี้ทุนทรัพย์ที่ปรากฏในหนังสือแจ้งการประเมิน 43,927,464.47 บาท แต่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้องโจทก์ทั้งสองฉบับและมีคำสั่งไม่รับฟ้องพร้อมกันไปในวันเดียวกัน โดยโจทก์ไม่มีเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลได้ ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจงใจขัดขืนไม่ยอมชำระค่าธรรมเนียมศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเป็นเงิน 43,927,464.47 บาท ตามหนังสือของจำเลย เลขที่ กค 606801/3559 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ 1/2556 และเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ที่ 1/2555, 871/2555, 1083/2555

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลครั้งแรก ลงวันที่ 2 กันยายน 2556 อ้างว่า คดีนี้จะต้องคำนวณค่าธรรมเนียมศาลให้เป็นที่แน่นอนก่อนโดยเจ้าพนักงานศาล จึงขอขยายระยะเวลาวางเงิน 30 วัน ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า ให้โจทก์เสนอหลักฐานการประเมินภาษีตามแบบแจ้งการประเมินเพื่อประกอบการคำนวณทุนทรัพย์ในการเสียค่าขึ้นศาลมาภายใน 5 วัน แล้วจะพิจารณาสั่งคำร้องฉบับนี้ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลครั้งที่ 2 ลงวันที่ 10 กันยายน 2556 อ้างว่า โจทก์จะต้องไปขอคัดถ่ายที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงใหม่เนื่องจากเอกสารที่โจทก์สูญหายไป ไม่สามารถนำส่งได้ทันตามกำหนด จึงขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 60 วัน ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาตามคำร้องของโจทก์ฉบับแรก โดยให้โจทก์เสนอแบบแจ้งการประเมินมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาตามคำร้องฉบับนี้ ยกคำร้องและศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งคำร้องโจทก์ฉบับแรกในวันเดียวกันว่า โจทก์ไม่ได้เสนอหลักฐานต่อศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด จึงให้ยกคำร้อง และศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในคำฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลและไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการชำระค่าขึ้นศาล จึงไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 2 กันยายน 2556 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาล 30 วัน ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในวันถัดมาว่า ให้โจทก์เสนอหลักฐานการประเมินภาษีตามแบบแจ้งการประเมินเพื่อประกอบการคำนวณทุนทรัพย์ในการเสียค่าขึ้นศาลมาภายใน 5 วัน แล้วจะพิจารณาสั่ง แต่โจทก์มิได้ยื่นเอกสารภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลครั้งที่ 2 อ้างว่า โจทก์ต้องไปขอคัดถ่ายที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงใหม่ เนื่องจากเอกสารที่โจทก์สูญหายไป จึงขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 60 วัน ซึ่งศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาตามคำร้องของโจทก์ฉบับแรก โดยให้โจทก์เสนอแบบแจ้งการประเมินมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาตามคำร้องฉบับนี้ ยกคำร้องและมีคำสั่งในคำร้องฉบับแรกของโจทก์ว่า โจทก์ไม่ได้เสนอหลักฐานต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด จึงให้ยกคำร้อง หลังจากนั้นศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในคำฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลและไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาล จึงไม่รับฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่อาจชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าต้องใช้เอกสารการประเมินภาษีทุกเดือนพิพาทตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2546 ถึงเดือนกันยายน 2553 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปก่อน ต่อมาโจทก์ไปขอเอกสารจากสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงใหม่ แต่ได้รับแจ้งว่าต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาออกไปอีกครั้งเป็นกรณีพิเศษ โดยโจทก์มิได้มีพฤติการณ์ประวิงคดีหรือหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาลนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า กรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลครั้งแรกเป็นเวลา 30 วัน โดยอ้างว่าจะต้องคำนวณค่าธรรมเนียมศาลให้แน่นอนก่อน ศาลภาษีอากรกลางมิได้มีคำสั่งในวันที่โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวแต่มีคำสั่งในวันถัดมาว่า ให้โจทก์เสนอหลักฐานการประเมินภาษีตามแบบแจ้งการประเมินเพื่อประกอบการคำนวณทุนทรัพย์ในการเสียค่าขึ้นศาลมาภายใน 5 วัน แล้วจะพิจารณาสั่ง แสดงให้เห็นว่า สาเหตุที่โจทก์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาล สืบเนื่องมาจากโจทก์ยังไม่ทราบจำนวนเงินค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องชำระให้ถูกต้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีกครั้งเป็นเวลา 60 วัน แม้ศาลภาษีอากรกลางจะยกคำร้องฉบับแรกเพราะเห็นว่าโจทก์ไม่เสนอเอกสารการประเมินภาษีต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด แต่จากเหตุผลคำร้องโจทก์ฉบับที่สองดังกล่าวที่อ้างว่าโจทก์ได้ไปติดตามเอกสารจากสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงใหม่แล้วได้รับแจ้งว่าต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อนนั้น ย่อมเป็นอำนาจของศาลภาษีอากรกลางที่จะพิจารณาว่ามีเหตุจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะขยายระยะเวลาส่งเอกสารตามที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนด ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 หรือไม่ ซึ่งหากเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่มีความจำเป็นที่จะขยายระยะเวลาส่งเอกสารให้แก่โจทก์ ศาลภาษีอากรกลางก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควรเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง และทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลภาษีอากรกลางต้องพิจารณาจากหนังสือแจ้งการประเมินรวมกันและคดีนี้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินฉบับเดียว เป็นเงิน 43,927,464.47 บาท โจทก์จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลจากทุนทรัพย์ที่ปรากฏในหนังสือแจ้งการประเมินจำนวน 43,927,464.47 บาท แต่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้องโจทก์ทั้งสองฉบับและมีคำสั่งไม่รับฟ้องพร้อมกันไปในวันเดียวกัน โดยโจทก์ไม่มีเวลาที่จะชำระค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลได้ ตามพฤติการณ์ของโจทก์ฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีเจตนาจงใจขัดขืนไม่ยอมชำระค่าธรรมเนียมศาล จึงควรให้โอกาสแก่โจทก์ในอันที่จะนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระเสียให้ครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์ที่มิได้จงใจที่จะไม่ชำระค่าธรรมเนียมศาล ดังนั้น การที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์เสียทีเดียวโดยมิได้ให้โอกาสโจทก์ก่อน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลภาษีอากรกลางและให้ศาลภาษีอากรกลางสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมศาลจากทุนทรัพย์ จำนวน 43,927,464.47 บาท ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่เห็นสมควรเสียก่อน แล้วจึงดำเนินการสั่งคำฟ้องโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชียงใหม่ ตะวันแดงสาดแสงเดือน จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2559
#604339
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2554 ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 วินิจฉัยว่า ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ดังนั้น ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) เพื่อขอคืนภาษีเงินได้ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาของจำเลยที่ 1 ว่าจะคืนภาษีให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2554 ในวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติดังกล่าวที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหาได้วินิจฉัยให้บทบัญญัติดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้นไม่ ซึ่งจะมีผลเป็นการลบล้าง ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่มีบทบัญญัตินั้นไม่ เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 เป็นกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ซึ่งตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 55 วรรคสี่ ที่กำหนดว่า ในกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยของศาลแก่ผู้ร้องและให้ถือว่าวันที่ศาลลงมติซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่าน ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคือ วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ไม่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 42,521.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,524.68 บาท และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลภาษีอากรกลาง คู่ความแถลงร่วมกันว่า ขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า คำพิพากษา (คำวินิจฉัย) ศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 มีผลให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีหรือไม่ โดยทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยานหลักฐานต่อไป

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 มีผลให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับ ขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เป็นการขัดหรือแย้งตั้งแต่มีประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ หาได้มีผลขัดหรือแย้งนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย เพียงแต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลในวันอ่านคำวินิจฉัย บุคคลจะนำไปกล่าวอ้างอิงก่อนมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือแบบ ภ.ง.ด.91 ประจำปีภาษี 2554 ต่อจำเลย เพื่อขอคืนภาษีเงินได้ที่ถูกธนาคารแห่งประเทศไทยหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งโจทก์ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคมทุก ๆ ปี สำหรับโจทก์คือภายในเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2554 ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 วินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ดังนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือแบบ ภ.ง.ด.91 เพื่อขอคืนภาษีเงินได้ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาของจำเลยที่ 1 ว่าจะคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือแบบ ภ.ง.ด.91 ประจำปีภาษี 2554 ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติดังกล่าวที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวหาได้วินิจฉัยให้บทบัญญัติดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือให้เสียเปล่ามาตั้งแต่ต้นไม่ ซึ่งจะมีผลเป็นการลบล้างประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่มีบทบัญญัติดังกล่าวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ฉะนั้น เมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 เป็นกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง และตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 55 วรรคสี่ ที่กำหนดว่า ในกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยของศาลแก่ผู้ร้องและให้ถือว่าวันที่ศาลลงมติซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่าน เท่านั้น ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวคงทำให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคือ วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป ด้วยเหตุที่วินิจฉัยไว้ดังกล่าวข้างต้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 จึงไม่มีผลทำให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในปีภาษี 2554 ต่อจำเลยที่ 1 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ไม่มีผลย้อนหลังนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 57 ตรี ม. 57 เบญจ
ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวิพันธ์ จรรยาสัณห์
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6899/2559
#604493
เปิดฉบับเต็ม

ที่ ส. เจ้าพนักงานของจำเลยเบิกความว่า คณะบุคคล ก. และ ว. เป็นหน่วยภาษีที่เป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร บุคคลหรือนิติบุคคลที่จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน การจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ร่วมกันถือหุ้นดังกล่าวนั้น ต้องจ่ายให้แก่บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ใช้สิทธิในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้น เงินปันผลที่ได้รับถือเป็นการรับแทนผู้ร่วมหุ้น เงินปันผลที่ได้รับจึงถือเป็นเงินได้ของบุคคลแต่ละคนผู้ร่วมในคณะบุคคลนั้น ก็ปรากฏจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า บริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในนามของคณะบุคคล ก. และ ว. ได้จ่ายเงินปันผลให้คณะบุคคลดังกล่าว และผู้จ่ายเงินปันผลได้หักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายแล้ว โดยระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของคณะบุคคล ก. และ ว. ที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า บริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในประเทศไทยได้จ่าย เงินปันผลในระหว่างปีภาษี 2553 ให้แก่คณะบุคคล ก. และ ว. มิได้จ่ายเงินปันผลให้แก่โจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียวดังที่พยานจำเลยเบิกความ เมื่อคณะบุคคลดังกล่าวเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงินปันผลตามมาตรา 40 (4) (ข) จากบริษัทต่าง ๆ ในปีภาษี 2553 ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เกินกว่า 30,000 บาท คณะบุคคลจึงเป็นผู้มีเงินได้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของคณะบุคคลจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น เสมือนเป็นบุคคลเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยก โดยผู้เป็นบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีอีกตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่ง ป.รัษฎากร คณะบุคคลที่โจทก์ทั้งสองจัดตั้งขึ้นจึงมีสิทธิได้รับเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร เมื่อคณะบุคคลยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินปันผลที่ได้รับตามมาตรา 65 วรรคสอง โดยนำเงินปันผลที่ได้รับมาเครดิตภาษีตามวิธีการที่มาตรา 47 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติไว้ แล้วมีภาษีที่ชำระเกิน จำเลยจึงต้องคืนภาษีแก่คณะบุคคล ก. และ ว.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 182,929.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ทั้งสองตกลงทำสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลนายกำจรและนายวีระชัย มีวัตถุประสงค์ลงทุนฝากเงิน และซื้อขายหลักทรัพย์ร่วมกัน จำเลยได้ออกบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรให้คณะบุคคลดังกล่าวแล้ว ก่อนปีภาษีที่พิพาทกันในคดีนี้ เจ้าพนักงานของจำเลยเคยคืนเงินภาษีอากรให้คณะบุคคลดังกล่าวในกรณีเดียวกันมาแล้ว เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 คณะบุคคลดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) ปีภาษี 2553 แสดงเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงินปันผลจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย 683,629 บาท มีเครดิตภาษีเงินปันผล 217,865.75 บาท คำนวณเป็นภาษีที่ต้องชำระ 103,298.95 บาท มีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและเครดิต 286,228.65 บาท เมื่อคำนวณแล้วมีเงินภาษีที่ชำระไว้เกิน และยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษี 182,929.70 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยไม่อนุมัติคืนเงินภาษีอากรให้คณะบุคคลและมีหนังสือที่ กค 0706.04/003704 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2554 แจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร คณะบุคคลดังกล่าวอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากร ต่อมาจำเลยแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า คณะบุคคลนายกำจรและนายวีระชัย มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2553 หรือไม่ เห็นว่า ที่นายสิทธิโชค เจ้าพนักงานของจำเลยเบิกความว่า คณะบุคคลนายกำจรและนายวีระชัย เป็นหน่วยภาษีที่เป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร บุคคลหรือนิติบุคคลที่จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน การจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ร่วมกันถือหุ้นดังกล่าวนั้น ต้องจ่ายให้แก่บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ใช้สิทธิในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้น เงินปันผลที่ได้รับถือเป็นการรับแทนผู้ร่วมหุ้น เงินปันผลที่ได้รับจึงถือเป็นเงินได้ของบุคคลแต่ละคนผู้ร่วมในคณะบุคคลนั้น ก็ปรากฏจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัดว่า บริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในนามของคณะบุคคล นายกำจร/นายวีระชัย โดยนายกำจร ได้จ่ายเงินปันผลให้คณะบุคคลดังกล่าว ตามจำนวนหน่วยของหลักทรัพย์ที่คณะบุคคลดังกล่าวถือหุ้นไว้ในขณะที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นมีมติให้จ่ายเงินปันผล และผู้จ่ายเงินปันผลดังกล่าวได้หักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายแล้ว โดยระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับเงินได้ดังกล่าวว่าเป็นหมายเลข 2000335687 ซึ่งตรงกับหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของคณะบุคคล โดยนายกำจรและนายวีระชัย ที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ทั้งสอง และผู้ลงนามในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าว คือ นางนงราม นายทะเบียนของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับรองว่าข้อความและตัวเลขข้างต้นถูกต้องตรงกับความจริงทุกประการจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าวด้านล่างมีร่องรอยแสดงให้เห็นว่ามีส่วนหนึ่งที่ถูกฉีกออกไปก็มีข้อความตรงกับสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงส่วนที่ถูกฉีกออกไปว่าเป็นคำสั่งของบริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ดังกล่าว สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินปันผลจำนวนที่เหลือจากการหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วให้แก่คณะบุคคล นายกำจร/นายวีระชัย โดยนายกำจร โดยการเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น (A/C PAYEE ONLY) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า บริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ดังกล่าวซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในประเทศไทยได้จ่ายเงินปันผลในระหว่างปีภาษี 2553 ให้แก่คณะบุคคลนายกำจรและนายวีระชัย มิได้จ่ายเงินปันผลให้แก่นายกำจร เพียงคนเดียวดังที่นายสิทธิโชค พยานจำเลยเบิกความ เมื่อคณะบุคคลดังกล่าวเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงินปันผล ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) จากบริษัทต่าง ๆ ในปีภาษี 2553 ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เกินกว่า 30,000 บาท คณะบุคคลดังกล่าวจึงเป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น เสมือนเป็นบุคคลคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก โดยผู้เป็นบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีอีกตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อมาตรา 47 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) ซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษีโดยวิธีการตามวรรคหนึ่ง และมาตรา 47 ทวิ วรรคสอง บัญญัติให้นำเครดิตภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย โดยมีข้อจำกัดในวรรคสามแต่เพียงว่า ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ที่ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยและมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น เมื่อคณะบุคคลที่โจทก์ทั้งสองจัดตั้งขึ้น มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ตามบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ที่จำเลยออกให้ คณะบุคคลดังกล่าวซึ่งมีเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) จึงมีสิทธิได้รับเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรด้วย เมื่อคณะบุคคลนายกำจรและนายวีระชัย ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเงินปันผลที่ได้รับ ตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยนำเงินปันผลที่ได้รับมาเครดิตภาษี ตามวิธีการที่มาตรา 47 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสองบัญญัติไว้แล้วปรากฏว่า มีภาษีที่ชำระไว้เกินจำนวน 182,929.70 บาท ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำ ปีภาษี 2553 จำเลยจึงต้องคืนภาษีที่ชำระเกินให้แก่คณะบุคคลดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระเงินภาษีที่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายเกินไปจำนวนตามฟ้องให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นั้น เห็นว่า มาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้อธิบดีกรมสรรพากร หรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น โดยเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร ข้อ 1 (1) (ก) แต่ดอกเบี้ยดังกล่าวต้องไม่เกินจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน ตามมาตรา 4 ทศ วรรคสอง เมื่อโจทก์ขอให้คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้อง จึงพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรจำนวน 182,929.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่โจทก์ได้รับคืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (4) (ข) ม. 47 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 65 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำจร เตชะวิเชียร กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6898/2559
#604491
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 แบ่งหุ้นในบริษัทให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และทำสัญญาจัดตั้งคณะบุคคล มีการยื่นคำขอบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร เพื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในหุ้นของบริษัท คณะบุคคลนำเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2552 นำเครดิตภาษีจากเงินปันผลรวมคำนวณภาษี และมีภาษีที่ชำระเกินจึงขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกิน จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเพราะเห็นว่าเงินปันผลที่คณะบุคคลได้รับถือเป็นเงินได้ของบุคคลแต่ละบุคคลผู้ร่วมในคณะบุคคล

โจทก์ทั้งสามมีเพียงสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลที่จัดทำขึ้นเอง ซึ่งกำหนดให้โจทก์ที่ 1 แต่ผู้เดียวเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการแทนคณะบุคคล โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยังไม่ได้ดำเนินการแก้ชื่อผู้ถือหุ้นในทะเบียนผู้ถือหุ้นมาเป็นชื่อของตน แม้บริษัทจะได้ลงชื่อคณะบุคคลในทะเบียนผู้ถือหุ้นก็ไม่ทำให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กลายเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทตามกฎหมาย เนื่องจากคณะบุคคลมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอันอาจเป็นผู้ใช้สิทธิถือหุ้นแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ ดังนั้น โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงยังไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในหุ้นบริษัท ซึ่งความข้อนี้ก็สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจาก ส. พยานโจทก์ว่า เงินปันผลที่ได้มาไม่มีการแบ่งปันให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยเก็บสะสมไว้เป็นเงินสำหรับการศึกษาของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 แสดงว่าเงินปันผลอันเป็นดอกผลของหุ้นมิได้ตกแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 อย่างแท้จริง แต่เป็นเงินที่อยู่ในความควบคุมและจัดการของโจทก์ที่ 1 พฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องกับคณะบุคคลเป็นเพราะโจทก์ที่ 1 ต้องการที่จะจัดตั้งหน่วยภาษีขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในทางภาษีเท่านั้น หุ้นของบริษัทยังคงเป็นของโจทก์ที่ 1 เช่นเดิม ดังนั้น คณะบุคคลที่โจทก์ทั้งสามจัดตั้งขึ้นจึงไม่ใช่คณะบุคคลตามมาตรา 56 วรรคสอง อันจะมีสิทธิขอคืนเงินภาษีอากรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 467,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ แก่โจทก์ทั้งสามหรือคณะบุคคลเจริญมิตร

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ทำสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลเจริญมิตร เพื่อเข้าถือหุ้นในบริษัทเวทอะกริเทค จำกัด ต่อมาคณะบุคคลเจริญมิตรเข้าถือหุ้นในบริษัทเวทอะกริเทค จำกัด จำนวน 720,354 หุ้น หุ้นละ 100 บาท คณะบุคคลเจริญมิตรได้รับเงินปันผลจากบริษัทเวทอะกริเทค จำกัด จำนวน 5,129,978 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 512,997.80 บาท หลังจากนั้นคณะบุคคลเจริญมิตรยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2552 โดยนำเครดิตภาษีจากเงินปันผล 2,198,562 บาท มารวมคำนวณภาษี เมื่อนำเครดิตภาษีที่คำนวณได้และภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย มาหักออกจากภาษีที่ต้องเสียแล้ว คงมีภาษีที่โจทก์ชำระเกิน 467,200 บาท จึงขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกินจำนวนดังกล่าว จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร คณะบุคคลเจริญมิตรยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงิน จำเลยมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่า เงินปันผลที่คณะบุคคลเจริญมิตรได้รับจากบริษัทเวทอะกริเทค จำกัด ต้องถือเป็นเงินได้ของบุคคลแต่ละบุคคลผู้ร่วมในคณะบุคคลนั้น คณะบุคคลจึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า คณะบุคคลเจริญมิตรที่โจทก์ทั้งสามจัดตั้งขึ้นมีฐานะเป็นคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 แบ่งหุ้นในบริษัทเวทอะกริเทค จำกัด ให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในหุ้นบริษัทและการจัดตั้งคณะบุคคลได้ทำสัญญาเป็นหลักฐานและมีการยื่นคำขอบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในหุ้นจึงเข้าเงื่อนไขเป็นคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล นั้น โจทก์มีนายกรินทร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนายแสงชัย ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์ที่ 1 เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้ประกอบกิจการใช้ชื่อว่า คณะบุคคลเจริญมิตร จัดตั้งขึ้นโดยสัญญาตกลงจัดตั้งคณะบุคคล มีวัตถุประสงค์ถือหุ้นในบริษัทเวทอะกริเทค จำกัด โดยแต่งตั้งให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนคณะบุคคลและได้รับบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเลขที่ 2-7809-4053-8 จากจำเลย คณะบุคคลเจริญมิตรถือหุ้นในบริษัทเวทอะกริเทค จำกัด จำนวน 720,354 หุ้น หุ้นละ 100 บาท ต่อมามีเงินได้จากเงินปันผลของบริษัท ส่วนจำเลยมีนายฉัตรชัย เจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ทั้งสามแล้วมีความเห็นว่า การประกอบกิจการของคณะบุคคลจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคณะบุคคลเอง มิใช่เพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งและต้องไม่มีความมุ่งหมายในทางภาษี เช่น เพื่อกระจายฐานภาษี หรือขอคืนภาษี กรณีที่คณะบุคคลจะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทต้องจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้ถูกต้อง โดยแสดงรายละเอียดว่าในการถือหุ้นเดียวหรือหลายหุ้นร่วมกันนั้นประกอบด้วยบุคคลใดร่วมถือหุ้นบ้างและกรณีที่ร่วมกันถือหุ้นหลายหุ้นต้องระบุจำนวนหุ้นที่แต่ละบุคคลถือ รวมทั้งระบุว่าผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ใช้สิทธิในฐานะเป็นผู้ถือหุ้น ส่วนการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ร่วมกันถือหุ้นนั้น ต้องจ่ายให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใช้สิทธิในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นและเงินปันผลที่ได้รับถือเป็นการรับแทนผู้ร่วมถือหุ้นทุกคน ดังนั้น เงินปันผลที่ได้รับในกรณีดังกล่าวจึงต้องถือเป็นเงินได้ของบุคคลแต่ละบุคคลผู้ร่วมในคณะบุคคลนั้น คณะบุคคลไม่มีสิทธิขอคืนภาษี การแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ทั้งสามจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ทั้งสามมีเพียงสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลเจริญมิตรที่โจทก์ทั้งสามจัดทำขึ้นเอง แต่โจทก์ทั้งสามมิได้มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงด้วยตนเองว่าโจทก์ที่ 1 จัดสรรหุ้นให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามฟ้องจริง ตามคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามและที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์ที่ 1 ก็คงเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏรายละเอียดว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 แต่ละคนได้รับหุ้นจากโจทก์ที่ 1 เป็นจำนวนหุ้นเท่าใดและตั้งแต่เมื่อใด พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักน้อยไม่พอฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในหุ้นบริษัท ซึ่งความข้อนี้ก็สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากนายแสงชัยพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความตอบคำถามค้านว่า เงินปันผลที่ได้มาไม่มีการแบ่งปันให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยเก็บสะสมไว้เป็นเงินสำหรับการศึกษาของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 แสดงว่าเงินปันผลมิได้จัดสรรแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 อย่างแท้จริง แต่เป็นเงินที่อยู่ในความควบคุมและจัดการของโจทก์ที่ 1 ทั้งหลังจากคณะบุคคลเจริญมิตรมีชื่อในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการร่วมกันอย่างใดที่จะเห็นได้ว่าเป็นการตั้งคณะบุคคลกันอย่างแท้จริง พฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องกับคณะบุคคลเจริญมิตรด้วยเป็นเพราะโจทก์ที่ 1 ต้องการที่จะจัดตั้งหน่วยภาษีขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในทางภาษีเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าหุ้นในบริษัทเวทอะกริเทค จำกัด จำนวน 720,354 หุ้น ยังคงเป็นของโจทก์ที่ 1 เช่นเดิม ดังนั้น คณะบุคคลเจริญมิตรตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างว่าจัดตั้งขึ้น จึงมิใช่คณะบุคคลตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร อันจะขอคืนเงินภาษีอากรได้ การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่ผู้ขอคืนในนามคณะบุคคลเจริญมิตรจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 56 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปกรณ์ ภานุไพศาล กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6893/2559
#604490
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. การที่ ส. ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยโดยระบุให้ ท. เป็นผู้รับประโยชน์เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ส. และ ท. ต่างถึงแก่ความตายซึ่งไม่ว่า ท. จะถึงแก่ความตายก่อนหรือหลัง ส. ท. ก็ถึงแก่ความตายเช่นเดียวกัน เมื่อ ท. ผู้รับประโยชน์ถึงแก่ความตายจึงไม่อาจเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของ ส. ได้ ดังนั้นจึงไม่อาจถือว่า ท. จะได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และไม่ถือว่าเงินตามกรมธรรม์ที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่ ท. ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์นั้นตกเป็นของกองมรดก ท. กรณีต้องถือว่า ท. ผู้รับประโยชน์ไม่อาจเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของ ส. ดังนั้นประโยชน์ที่จะได้รับจากสัญญาประกันชีวิตจึงต้องตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกซึ่งผู้จัดการมรดกของ ส. หรือทายาทโดยธรรมจึงจะมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิตของ ส. เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการมรดกของ ท. จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของ ส. ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 นายสุรศักดิ์ ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยจำนวนเงินเอาประกันภัย 5,000,000 บาท กำหนดให้นางเทียมจันทร์ ป็นผู้รับประโยชน์ปรากฏตามตารางแห่งกรมธรรม์ประกันชีวิต นายสุรศักดิ์ผู้เอาประกันจดทะเบียนสมรสกับนางเทียมจันทร์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2532 ปรากฏตามสำเนาทะเบียนการสมรส เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 นายสุรศักดิ์และนางเทียมจันทร์ถึงแก่ความตายภายในห้องพักเดียวกันด้วยสาเหตุกระสุนปืนทำลายสมอง โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางเทียมจันทร์ตามคำสั่งศาล โจทก์เรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันชีวิตของนายสุรศักดิ์ชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเทียมจันทร์ แต่จำเลยปฏิเสธความรับผิดโดยกล่าวอ้างว่านางเทียมจันทร์ผู้รับประโยชน์ถึงแก่ความตายก่อนที่นายสุรศักดิ์ผู้เอาประกันจะถึงแก่ความตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ดังกล่าว และจำเลยได้ขอบอกล้างสัญญาประกันชีวิตแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่นายสุรศักดิ์ ถึงแก่ความตายนั้น นางเทียมจันทร์ ในฐานะผู้รับประโยชน์มีสิทธิเรียกให้จำเลยผู้รับประกันชีวิตจ่ายเงินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันชีวิตหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จากการตรวจศพของผู้เชี่ยวชาญพบว่าเลือดของนายสุรศักดิ์มีเชื้อโรคทำให้เกิดการเน่าก่อนนางเทียมจันทร์ จึงแปลความได้ว่านายสุรศักดิ์ถึงแก่ความตายก่อนนางเทียมจันทร์ดังนั้นนางเทียมจันทร์ผู้รับประโยชน์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าประกันชีวิตตามสัญญาประกันชีวิตของนายสุรศักดิ์ เห็นว่า การที่นายสุรศักดิ์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยโดยระบุให้นางเทียมจันทร์เป็นผู้รับประโยชน์เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายสุรศักดิ์และนางเทียมจันทร์ต่างถึงแก่ความตาย ซึ่งไม่ว่านางเทียมจันทร์จะถึงแก่ความตายก่อนหรือหลังนายสุรศักดิ์นางเทียมจันทร์ก็ถึงแก่ความตายเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อนางเทียมจันทร์ผู้รับประโยชน์ถึงแก่ความตายจึงไม่อาจเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของนายสุรศักดิ์ได้ ดังนั้นจึงไม่อาจถือว่านางเทียมจันทร์จะได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และไม่ถือว่าเงินตามกรมธรรม์ที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่นางเทียมจันทร์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์นั้นตกเป็นของกองมรดกนางเทียมจันทร์ กรณีต้องถือว่านางเทียมจันทร์ผู้รับประโยชน์ไม่อาจเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตของนายสุรศักดิ์ ดังนั้นประโยชน์ที่จะได้รับจากสัญญาประกันชีวิตจึงต้องตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายสุรศักดิ์ผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกซึ่งผู้จัดการมรดกของนายสุรศักดิ์หรือทายาทโดยธรรมจึงจะมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิตของนายสุรศักดิ์ เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการมรดกของนางเทียมจันทร์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของนายสุรศักดิ์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 374 ม. 889 ม. 1599
ชื่อคู่ความ
นางพงษ์จันทร์ ภมรบุตร ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนางเทียมจันทร์ สุริโย
จำเลย — บริษัทกรุงเทพประกันชีวิต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางพิทยลักษณ์ บุญชู สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6881/2559
#605740
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เนื่องจากคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 จะไม่อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ร่วมอุทธรณ์เกี่ยวกับดุลพินิจในการลงโทษของศาลชั้นต้น แต่ก็พอถือได้ว่าความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อวินิจฉัยไปพร้อมกับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง กรณีจึงถือได้ว่า คดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีการพิจารณาตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสองแล้ว และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ซ้ำอีก จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายแสวง บิดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต่อมาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ชั่วคราว และพิจารณาพิพากษาคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ไป คดีสำหรับจำเลยที่ 2 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมตามหมายจับ โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาและคู่ความแถลงร่วมกันว่า โจทก์ได้นำพยานเข้าสืบโดยกระทำต่อหน้าจำเลยทั้งสองแล้ว

ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้วางโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (3) คำขออื่นให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ของกลางศาลมีคำพิพากษาให้ริบไปแล้ว จึงให้ยกคำขอ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายแสวง บิดาของนายมานพ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบของกลาง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบหัวกระสุนปืนของกลาง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน

สำหรับจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 ศาลชั้นต้นให้ยกคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ขึ้นพิจารณาใหม่ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาโดยรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ส่วนคำขอ ให้ริบของกลางให้ยก เนื่องจากศาลมีคำพิพากษาให้ริบของกลางไปแล้ว โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ร่วมอุทธรณ์เกี่ยวกับดุลพินิจในการลงโทษ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อวินิจฉัยไปพร้อมกับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน วันที่ 24 ธันวาคม 2557 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณา เรื่องการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 โดยศาลฎีกาพิพากษายืน ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และจดรายงานกระบวนพิจารณาต่อไปว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ในสำนวนของจำเลยที่ 1 จึงให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เคยมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 จะไม่อุทธรณ์ แต่โจทก์ร่วมได้อุทธรณ์เกี่ยวกับดุลพินิจในการลงโทษของศาลชั้นต้นก็พอถือได้ว่า ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อวินิจฉัยไปพร้อมกับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ซึ่งในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิจารณาถึงพยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้ว คงพิพากษายืน ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ปรากฏตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีหมายเลขแดงที่ 3836/2554 ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวให้โจทก์และโจทก์ร่วมฟังเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ต่อมาศาลชั้นต้นกลับส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 อีก และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 โดยพิพากษายกฟ้อง (ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2558) จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เนื่องจากคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 จะไม่อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ร่วมอุทธรณ์เกี่ยวกับดุลพินิจในการลงโทษของศาลชั้นต้น แต่ก็พอถือได้ว่าความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อวินิจฉัยไปพร้อมกับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง กรณีจึงถือได้ว่า คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีการพิจารณาตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสองแล้ว และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 ธันวาคม 2557 และต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์นอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2558 คงให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
โจทก์ร่วม — นายแสวง สมทรง
จำเลย — นายสนุก อินทนิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายพงษ์เทพ รุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6877/2559
#604351
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 เรื่อง การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้อ 6 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอนวิธีการดำเนินคดีในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา ย่อมมีผลใช้บังคับทันทีหลังจากมีประกาศ เมื่อปรากฏว่ากฎหมายดังกล่าวประกาศใช้บังคับขณะคดีของจำเลยอยู่ในขั้นตอนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีอำนาจที่จะเลือกใช้ช่องทางตามประกาศดังกล่าวแก่คดีของจำเลยหรือไม่ก็ได้ เพราะเป็นทางเลือกที่เพิ่มเติมจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 ข้อ 8 ยังกำหนดว่า บรรดาบทบัญญัติใดของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้ให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน ดังนั้น การดำเนินการตามข้อ 6 ของประกาศดังกล่าวจึงมิได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แต่อย่างใด เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาเรื่องของจำเลยแล้วมีมติให้ส่งเรื่องกล่าวหาร้องเรียนจำเลยไปให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรห้างฉัตรดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป ย่อมเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจที่จะสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย

การยึดรถกระบะของกลางตลอดจนการคืนล้วนเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม (เดิม), 131 ส่วนเรื่องการเก็บรักษา ดูแล หรือพิจารณาสั่งคืนของกลาง แม้ตามข้อบังคับหรือระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมิได้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนโดยลำพังก็ตาม ก็หาทำให้อำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายหมดสิ้นไป จำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนเรียกรับเงินค่าตรวจสภาพรถกระบะของกลางโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157 และ 201

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 201 ฐานเรียกรับเงินค่าตรวจสอบสภาพรถและฐานเรียกเงินในการดำเนินคดีเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเรียกเงินในการดำเนินคดีเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการ จำคุก 5 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 201 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ กระทงหนึ่ง และลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวนเรียกรับเงินโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการตามหน้าที่ในตำแหน่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อีกกระทงหนึ่ง โทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ตามวันและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรห้างฉัตรในคดีอาญาที่ 187/2548 ระหว่างนายสมิท ผู้กล่าวหา นางอรัญญา ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้กับพวก ผู้ต้องหา ฐานร่วมกันบุกรุกและลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ มีการยึดรถกระบะหมายเลขทะเบียน บธ 4117 ลำปาง เป็นของกลาง ซึ่งได้คืนรถกระบะของกลางแก่เจ้าของแล้ว และตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้ให้อำนาจในการเรียกเงินค่าตรวจสภาพรถ ต่อมาผู้เสียหายถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว และให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เสียหายมีความผิด ให้ลงโทษจำคุก แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้น มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยมาตรา 97 บัญญัติให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องคดี และตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 31 ข้อ 6 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.อาจส่งเรื่องที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไปก็ได้นั้น เพิ่งประกาศบังคับใช้ขณะคดีของจำเลยอยู่ในขั้นตอนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กล่าวคือ เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องแล้วทำการสอบสวน ถ้าเห็นว่าสมควรสั่งฟ้องจำเลยจะต้องส่งความเห็นไปให้อัยการสูงสุดเป็นผู้สั่งฟ้องจำเลย แต่พนักงานสอบสวนกลับส่งเรื่องไปให้โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 เรื่อง การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้อ 6 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดขั้นตอนวิธีการดำเนินคดีในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา ย่อมมีผลใช้บังคับทันทีหลังจากมีประกาศ เมื่อปรากฏว่ากฎหมายดังกล่าวประกาศใช้บังคับขณะคดีของจำเลยอยู่ในขั้นตอนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจที่จะเลือกใช้ช่องทางตามประกาศดังกล่าวแก่คดีของจำเลยหรือไม่ก็ได้ เพราะเป็นทางเลือกที่เพิ่มเติมจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 ข้อ 8 ยังกำหนดว่า บรรดาบทบัญญัติใดของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้ให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน ดังนั้น การดำเนินการตามข้อ 6 ของประกาศดังกล่าวจึงมิได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แต่อย่างใด เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเรื่องของจำเลยแล้วมีมติให้ส่งเรื่องกล่าวหาร้องเรียนจำเลยไปให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรห้างฉัตรดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป ย่อมเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจที่จะสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า หากจำเลยเรียกรับเงินค่าตรวจสภาพรถยนต์โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 บัญญัติให้อำนาจพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาและมาตรา 85 วรรคสาม บัญญัติว่าสิ่งของใดที่ยึดไว้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ดังนั้นการยึดรถกระบะของกลางตลอดจนการคืนล้วนเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนทั้งสิ้น ส่วนเรื่องการเก็บรักษา ดูแล หรือพิจารณาสั่งคืนของกลาง แม้ตามข้อบังคับหรือระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมิได้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนโดยลำพังก็ตาม ก็หาทำให้อำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นหมดสิ้นไป หากจำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนเรียกรับเงินค่าตรวจสภาพรถกระบะของกลางโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 85 วรรคสาม (เดิม) ม. 120 ม. 131
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 97
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกสุวิชา เตชะวรรณวุฒิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายสญชัย กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายมีชัย เตชาชาญ
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา