คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9440/2558
#585114
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ซึ่งจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด คำว่า ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลนั้น หมายถึง วันที่จำเลยกระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดนั้นจำเลยต้องหาหรือถูกดำเนินคดีอื่นหรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุก หาใช่วันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยตามที่จำเลยแก้ฎีกาไม่ จำเลยกระทำความผิดคดีนี้วันที่ 13 ธันวาคม 2554 ซึ่งในขณะนั้นจำเลยต้องคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุก ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1801/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยจึงเป็นผู้อยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ดังนี้ พนักงานสอบสวนจึงไม่ต้องนำตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวระบุว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ พระราชบัญญัตินี้จึงกำหนดให้มีกระบวนการคัดแยกผู้เสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงไปดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก่อนที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนสรุปสำนวนเสนอพนักงานอัยการฟ้องศาลเพื่อลงโทษผู้นั้นเหมือนผู้กระทำความผิดอาญาอื่น ๆ ซึ่งในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนยังคงดำเนินการสอบสวนคดีต่อไป และเมื่อผู้เสพยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นที่พอใจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 และให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป แต่ถ้าผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่พอใจ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป โดยมาตรา 19 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ซึ่งจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่าต้องเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้บังคับให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 22 โดยให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้ตรวจวินิจฉัยว่า ผู้ต้องหานั้นเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดหรือไม่ เพื่อจะได้คัดแยกว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือต้องถูกดำเนินคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังเช่นผู้กระทำความผิดทางอาญาอื่น ๆ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่พนักงานสอบสวนจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อผู้กระทำความผิดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครองครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงและถูกจำคุกในขณะกระทำความผิดเช่นนี้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่อาจนำตัวไปดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดดังกล่าวข้างต้นได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งนั้น จึงหมายความถึงในขณะที่ผู้ต้องหากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครองเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติด ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลก็อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หาใช่วันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาตามที่จำเลยแก้ฎีกาไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ซึ่งในขณะนั้นจำเลยต้องคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุกมีกำหนด 1 ปี 9 เดือน ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2553 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1801/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยจึงเป็นผู้อยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษและรอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษและลดโทษจำคุกนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นการลดโทษขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว และเมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่ เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกในคดีนี้จึงต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยกึ่งหนึ่งสำหรับความผิดในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็ไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษากลับ โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91 ม. 97
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายจักรกฤษ สำลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นางสาวผาณิต เจียรพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวภัทรพร จักรางกูร
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9384/2558
#632732
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ (3) หนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง ตามหนังสือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดตากขอความร่วมมือไปยังนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าว ให้จัดหาที่พักให้แก่แรงงานต่างด้าวเพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของชุมชนและเป็นไปเพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกจ้างในการที่จะทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ทั้งโจทก์ก็ได้รับประโยชน์เป็นตัวเงินได้เพราะมีผลทำให้จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดน้อยลงด้วย หนังสือดังกล่าวมิใช่กฎหมายแต่เป็นเพียงหนังสือขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการไปยังผู้ประกอบกิจการเอกชนเท่านั้น ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ค่าตรวจสุขภาพ ค่าประกันสุขภาพ และค่าใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวจึงมิใช่เงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ลูกจ้างต้องชำระและนายจ้างชำระแทนลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (1) หากแต่เป็นสวัสดิการที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจัดหาให้แก่ลูกจ้าง เพื่อให้ความสะดวกแก่โจทก์สามารถจ้างงานลูกจ้าง ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวได้อย่างถูกต้องตามที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดตากมีหนังสือขอความร่วมมือโดยโจทก์ได้รับประโยชน์จากการออกค่าใช้จ่ายนั้นด้วย เงินดังกล่าวจึงมิใช่หนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (3) โจทก์จึงไม่สามารถหักเงินค่าใช้จ่ายนั้นออกจากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้

การที่โจทก์นำคดีมาสู่ศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 ย่อมหมายความว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลแรงงานพิจารณาทบทวนคำสั่งของจำเลยว่าถูกต้องหรือไม่ หากจำเลยมีคำสั่งไม่ถูกต้องศาลแรงงานย่อมมีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งของจำเลยได้ โจทก์ฟ้องว่าคำสั่งของจำเลยไม่ถูกต้องเพราะหนี้ที่ลูกจ้างใช้สิทธิเรียกร้องบางส่วนขาดอายุความและโจทก์มีสิทธินำค่าใช้จ่ายหักจากหนี้ดังกล่าวโจทก์จะไม่มีเงินค้างจ่ายแก่ลูกจ้างตามคำสั่งของจำเลยและขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย จำเลยให้การว่าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องยังไม่ขาดอายุความและโจทก์ไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่าย แม้ศาลแรงงานภาค 6 จะมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่ามีเหตุที่ต้องแก้ไขคำสั่งของจำเลยหรือไม่ แต่การที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายตามที่อ้างมาหักจากเงินที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างได้ แต่ที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินแก่ลูกจ้างโดยนำเอาหนี้ตามสิทธิเรียกร้องบางส่วนที่ขาดอายุความมาคิดคำนวณด้วยไม่ถูกต้องนั้น ก็เกี่ยวเนื่องโดยตรงที่จะวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเป็นไปดังคำฟ้องหรือคำให้การว่าคำสั่งของจำเลยถูกต้องหรือไม่ เมื่อเห็นว่าคำสั่งของจำเลยไม่ถูกต้องบางส่วน ศาลแรงงานภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขคำสั่งของจำเลยในส่วนที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวโดยมิต้องเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งหมดได้ กรณีมิใช่เป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตาก ที่ 15/2549

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้แก้ไขคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดตาก ที่ 15/2549 ของจำเลย โดยให้โจทก์จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่ลูกจ้างทั้ง 85 คน รายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 รวมเป็นเงิน 484,452.03 บาท นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำสั่งของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า นายโกธงกับพวกรวม 85 คน เป็นลูกจ้างโจทก์ ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยว่าโจทก์จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างที่จ่ายต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำบางส่วน ตามคำสั่งที่ 15/2549 ระยะเวลาในการทำงานของลูกจ้างตามคำสั่งของจำเลยถูกต้องแล้ว ลูกจ้างใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อจำเลยเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด มีกำหนดอายุความ 2 ปี สิทธิเรียกร้องดังกล่าวของลูกจ้างทั้ง 85 คน จึงนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินดังกล่าวจากโจทก์ย้อนหลังไปถึงวันที่ 8 เมษายน 2547 คือตารางการคำนวณที่แยกแยะหนี้ส่วนที่ขาดอายุความกับส่วนที่อยู่ในอายุความว่าเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งเมื่อหักสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความตามคำสั่งของจำเลยแล้วคงเหลือเงินที่ลูกจ้างแต่ละคนจะได้รับรวมเป็นเงิน 484,452.03 บาท การที่โจทก์ให้ลูกจ้างเข้าพักในที่พักของโจทก์ ออกค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า จัดหาอาหารให้ และค่าใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวเพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกจ้างที่ทำงานให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับประโยชน์อันคิดเป็นตัวเงินได้เพราะมีผลให้จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดน้อยลงอันเป็นการได้ประโยชน์จากการออกค่าใช้จ่ายดังกล่าว มิใช่สวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวตามข้อยกเว้นแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (3) การที่โจทก์ถือปฏิบัติตามหนังสือของสำนักงานจัดหางานจังหวัดตากก็ไม่สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 ที่ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด โจทก์จึงไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายตามที่อ้างดังกล่าวไปหักจากเงินค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างดังกล่าวได้

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าตรวจสุขภาพ ค่าประกันสุขภาพและค่าใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวเป็นเงินที่ลูกจ้างซึ่งเป็นคนต่างด้าวมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมายเพื่อให้มีคุณสมบัติที่จะทำงานในประเทศไทยได้จึงเป็นเงินอื่นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (1) ที่โจทก์ในฐานะนายจ้างได้จ่ายแทนไปก่อนย่อมมีสิทธิหักจากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้เต็มจำนวน รวมทั้งค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ซึ่งโจทก์ได้จ่ายไปก่อนเพื่อเป็นสวัสดิการที่ต้องจัดให้ลูกจ้างตามคำสั่งของสำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก เพื่อความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และเป็นหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง โจทก์จึงมีสิทธิหักจากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดของลูกจ้างได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ (3) หนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง เมื่อคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานภาค 6 รับฟังมาและคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ค่าตรวจสุขภาพ ค่าประกันสุขภาพ และค่าใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว เกิดจากการที่โจทก์ดำเนินการให้แก่ลูกจ้างทั้ง 85 คน ตามหนังสือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดตากขอความร่วมมือไปยังนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวให้จัดหาที่พักให้แก่แรงงานต่างด้าวเพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของชุมชนและเป็นไปเพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกจ้างในการที่จะทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ทั้งโจทก์ก็ได้รับประโยชน์เป็นตัวเงินได้เพราะมีผลทำให้จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดน้อยลงด้วย เมื่อหนังสือดังกล่าวมิใช่กฎหมายแต่เป็นเพียงหนังสือขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการไปยังผู้ประกอบกิจการเอกชนเท่านั้น ดังนั้น ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ค่าตรวจสุขภาพ ค่าประกันสุขภาพ และค่าใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวจึงมิใช่เงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ลูกจ้างต้องชำระและนายจ้างชำระแทนลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (1) หากแต่เป็นสวัสดิการที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจัดหาให้แก่ลูกจ้างทั้ง 85 คน เพื่อให้ความสะดวกแก่โจทก์สามารถจ้างงานลูกจ้างทั้ง 85 คน ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวได้อย่างถูกต้องตามที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดตากมีหนังสือขอความร่วมมือโดยโจทก์ได้รับประโยชน์จากการออกค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วย เงินดังกล่าวจึงมิใช่หนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (3) โจทก์จึงไม่สามารถหักเงินดังกล่าวออกจากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้ ที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมาว่า คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ศาลแรงงานภาค 6 กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งจำเลยหรือไม่ เมื่อศาลแรงงานภาค 6 เห็นว่าคำสั่งจำเลยไม่ถูกต้องจึงต้องพิพากษาเพียงเพิกถอนคำสั่งของจำเลยหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้แก้ไขคำสั่งของจำเลยจึงเป็นการพิพากษาที่เกินไปกว่าหรือนอกจากคำขอท้ายฟ้อง ทั้งไม่ได้ระบุเหตุอันสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความฝ่ายใดจึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 นั้น เห็นว่า การที่โจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 ย่อมหมายความว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลแรงงานพิจารณาทบทวนคำสั่งของจำเลยว่าถูกต้องหรือไม่ โดยหากจำเลยมีคำสั่งไม่ถูกต้องศาลแรงงานย่อมมีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งของจำเลยได้ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าคำสั่งของจำเลยไม่ถูกต้องเพราะหนี้ที่ลูกจ้างใช้สิทธิเรียกร้องบางส่วนขาดอายุความและโจทก์มีสิทธินำค่าใช้จ่ายหักจากหนี้ดังกล่าวโจทก์จะไม่มีเงินค้างจ่ายแก่ลูกจ้างตามคำสั่งของจำเลยและขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย และจำเลยให้การว่าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องยังไม่ขาดอายุความและโจทก์ไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่าย ดังนั้น แม้ศาลแรงงานภาค 6 จะมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่ามีเหตุที่ต้องแก้ไขคำสั่งของจำเลยหรือไม่ แต่การที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายตามที่อ้างมาหักจากเงินที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างได้ แต่ที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินแก่ลูกจ้างโดยนำเอาหนี้ตามสิทธิเรียกร้องบางส่วนที่ขาดอายุความมาคิดคำนวณด้วยไม่ถูกต้องนั้น ก็เกี่ยวเนื่องโดยตรงที่จะวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเป็นไปดังคำฟ้องหรือคำให้การว่าคำสั่งของจำเลยถูกต้องหรือไม่ เมื่อเห็นว่าคำสั่งของจำเลยไม่ถูกต้องบางส่วน ศาลแรงงานภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขคำสั่งของจำเลยในส่วนที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวโดยมิต้องเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งหมดได้ กรณีมิใช่เป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอเชีย (ประเทศไทย) ผลิตเสื้อ จำกัด หรือ
โจทก์ — บริษัทเอเซีย (ประเทศไทย) ผลิตเสื้อ จำกัด
จำเลย — นายควง ใสแจ่ม ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9383/2558
#586533
เปิดฉบับเต็ม

การส่งมอบและรับการส่งมอบสินค้าที่ผู้ขายและผู้ซื้ออยู่ห่างกันโดยระยะทางต้องมีการขนส่งจากต้นทางมายังปลายทางโดยใช้บริการของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งโดยลักษณะการขนส่งประเภทนี้จะต้องมีการใช้ท่าเรือหรือท่าเทียบเรือในการบรรทุกและขนถ่ายสินค้าขึ้นลงจากเรือเดินทะเลตามแต่ลักษณะทางกายภาพของสินค้า มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถดำเนินการส่งมอบและรับมอบสินค้ากันให้เสร็จสิ้นตามสัญญาซื้อขายได้ และในขณะเดียวกันการที่สินค้าได้รับการขนส่งจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ยังเกี่ยวพันกับกฎหมายว่าด้วยการศุลกากร ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรจากผู้นำเข้าสินค้านั้นมาถึงปลายทาง การที่เรือเดินทางมาถึงท่าเทียบเรือที่โจทก์เป็นผู้บริหารและให้บริการ โดยมีการจัดเตรียมอาคารสถานที่ พื้นที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรไว้รองรับตั้งแต่การเข้าเทียบท่าของเรือ การบรรทุก การขนถ่าย การเคลื่อนย้ายสินค้ามายัง ไปจาก ขึ้น หรือลงจากเรือเดินทะเล จึงเป็นการจัดเตรียมไว้เพื่อให้การดำเนินการส่งมอบและรับการส่งมอบสินค้าที่ต่อเนื่องจากการบริการของเรือเดินทะเลตามสัญญารับขนของทางทะเล ที่เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศให้ดำเนินไปและเสร็จสิ้นลงได้ และขณะเดียวกันก็เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้าที่เข้ามาอยู่ในอารักขาของตน โดยที่ข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายเป็น CIF Bangkok ผู้ขายจึงมีหน้าที่จัดหาผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลและชำระค่าระวางล่วงหน้า ดังนั้นจากข้อตกลงและพฤติการณ์ในทางปฏิบัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า การที่เรือที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ขนส่งได้บรรทุกสินค้ามาส่งมอบขึ้นที่ท่าเรือที่โจทก์ให้บริการ เป็นการนำมาส่งมอบไว้แก่โจทก์เพื่อให้จำเลยในฐานะผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายหรือผู้นำเข้าตามความหมายของ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มารับการส่งมอบไปจากโจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณา ป.พ.พ. มาตรา 665 วรรคหนึ่ง ประกอบกับ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 41 และมาตรา 10 ทวิ แล้วเห็นได้ว่า โจทก์ทราบล่วงหน้าว่าจำเลยจะเป็นผู้รับมอบสินค้า และเมื่อจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยนำเอกสารเกี่ยวกับการรับสินค้ามาติดต่อขอรับสินค้าจากโจทก์พร้อมชำระค่าภาระต่าง ๆ แล้วเท่านั้น โจทก์จึงจะส่งมอบสินค้าทั้งหมดให้แก่จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยได้ ถือได้ว่าโจทก์ได้รับคำสั่งโดยชอบให้คืนสินค้าแก่ผู้ใดก็จะคืนให้แก่ผู้นั้น พร้อมกันนั้นผู้นั้นก็จะต้องชำระค่าภาระต่าง ๆ แก่โจทก์ด้วย มิฉะนั้นโจทก์มีสิทธิยึดหน่วงสินค้าเหล่านั้นไว้จนกว่าจะได้รับชำระภาระต่าง ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 670 อันสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 61 และ 63 ซึ่งหมายถึงเมื่อของที่นำเข้ามากลายเป็นของตกค้างเพราะเหตุที่ไม่มีผู้ติดต่อขอรับและเสียค่าภาษี อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจสั่งให้จัดการกับของนั้นได้ เมื่อคำนึงถึงสิทธิหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศที่ผู้ซื้ออาจมีเหตุที่จะปฏิเสธการรับมอบสินค้าได้แล้ว ที่จำเลยยังมิได้แสดงเจตนาต่อโจทก์เพื่อขอรับสินค้าที่โจทก์เก็บรักษาไว้ไปจากการดูแลจากอารักขาของศุลกากร จำเลยจึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาระการให้บริการท่าเรือตามที่โจทก์เรียกร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการท่าเรือขนถ่ายสินค้า และได้ประกาศอัตราค่าบริการตามที่ได้รับอนุญาตไว้ตามใบอนุญาตเงื่อนไขการประกอบกิจการและอัตราค่าบริการ ใช้ชื่อ ท่าเรือบางกอกโมเดิร์นเทอร์มินอล ส่วนจำเลยเป็นผู้สั่งซื้อสินค้า Adipic Acid 4 ตู้สินค้า รวม 1,319 ห่อน้ำหนัก 71,230 กิโลกรัม จาก China Xintai Longjiang and Exp Co.Ltd ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยข้อตกลง CIF Bangkok การชำระเงินค่าสินค้าใช้วิธีเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สินค้าได้รับการขนส่งด้วยเรือเดินทะเลของสายการเดินเรือ Hafiz Darya Shipping Company ที่มีบริษัทขนส่งสากล จำกัด เป็นตัวแทนเรือ และมีการออกใบตราส่ง แต่เนื่องจากสินค้าที่จัดส่งมาตามสัญญาซื้อขายมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ตกลง จำเลยจึงแจ้งธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ระงับการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต และแจ้งให้ผู้ขายทราบเพื่อนำสินค้ากลับไปยังต้นทางต่อมาธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้จัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายและการขนส่งกลับไปยังผู้ขาย ส่วนจำเลยมิได้ดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อนำสินค้า ออกไปจากอารักขาของศุลกากร สินค้าทั้งหมดยังคงเก็บรักษาไว้ที่คลังสินค้าของโจทก์ตลอดมา และกลายเป็นของตกค้างรอการดำเนินการตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2464

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าภาระการให้บริการท่าเรือตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ จากข้อตกลงในการซื้อสินค้าตามฟ้องแสดงให้เห็นว่า ผู้ขายมีหน้าที่ส่งมอบ ผู้ซื้อมีหน้าที่ยอมรับการส่งมอบสินค้าจากผู้ขาย การส่งมอบและรับการส่งมอบสินค้าที่ผู้ขายและผู้ซื้ออยู่ห่างกันโดยระยะทางจึงต้องมีการขนส่งจากต้นทางมายังปลายทางโดยใช้บริการของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งโดยลักษณะการขนส่งประเภทนี้จะต้องมีการใช้ท่าเรือหรือท่าเทียบเรือในการบรรทุกและขนถ่ายสินค้าขึ้นลงจากเรือเดินทะเลตามแต่ลักษณะทางกายภาพของสินค้า มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถดำเนินการส่งมอบและรับมอบสินค้ากันให้เสร็จสิ้นตามสัญญาซื้อขายได้ และในขณะเดียวกันการที่สินค้าได้รับการขนส่งจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ยังเกี่ยวพันกับกฎหมายว่าด้วยการศุลกากร ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรจากผู้นำเข้าสินค้านั้นมาถึงปลายทาง การที่เรือเดินทางมาถึงท่าเทียบเรือที่โจทก์เป็นผู้บริหารและให้บริการ โดยมีการจัดเตรียมอาคารสถานที่ พื้นที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรไว้รองรับตั้งแต่การเข้าเทียบท่าของเรือ การบรรทุกการขนถ่าย การเคลื่อนย้ายสินค้ามายัง ไปจาก ขึ้น หรือลงจากเรือเดินทะเล จึงเป็นการจัดเตรียมไว้เพื่อให้การดำเนินการส่งมอบและรับการส่งมอบสินค้าที่ต่อเนื่องจากการบริการของเรือเดินทะเลตามสัญญารับขนของทางทะเลที่เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศให้ดำเนินไปและเสร็จสิ้นลงได้ และขณะเดียวกันก็เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้าที่เข้ามาอยู่ในอารักขาของตน โดยที่ข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายเป็น CIF Bangkok ผู้ขายจึงมีหน้าที่จัดหาผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลและชำระค่าระวางล่วงหน้า ดังปรากฏตามใบตราส่ง ที่ระบุChina Xintai Longjiang and Exp Co.Ltd ผู้ขายเป็นผู้ส่ง ระบุธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือตามคำสั่ง เป็นผู้รับตราส่ง ระบุจำเลยเป็นผู้แจ้งการมาถึงของสินค้า และระบุค่าระวางได้ชำระแล้ว และมีสายการเดินเรือ Hafiz Darya Shipping Company เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลด้วยเรือ Daffodil จากข้อตกลงและพฤติการณ์ในทางปฏิบัติดังกล่าว เห็นว่า การที่เรือ Daffodil ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ขนส่งได้บรรทุกสินค้ามาส่งมอบขึ้นที่ท่าเรือที่โจทก์ให้บริการเป็นการนำมาส่งมอบไว้แก่โจทก์เพื่อให้จำเลยในฐานะผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายหรือผู้นำเข้าตามความหมายของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2569 มารับการส่งมอบไปจากโจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ผู้รับฝากจำต้องคืนทรัพย์สินที่รับฝากไว้นั้นให้แก่ผู้ฝาก หรือทรัพย์สินนั้นฝากในนามของผู้ใดคืนให้แก่ผู้นั้น หรือผู้รับฝากได้รับคำสั่งโดยชอบให้คืนทรัพย์สินนั้นไปแก่ผู้ใด คืนให้แก่ผู้นั้น" กับพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 41 ที่บัญญัติว่า "ถ้ามีความจำเป็นด้วยประการใด ๆ เกี่ยวด้วยการศุลกากรที่จะกำหนดเวลาเป็นแน่นอนว่าการนำของใด ๆ เข้ามา จะพึงถือว่าเป็นอันสำเร็จเมื่อไรไซร้ ท่านให้ถือว่าการนำของเข้ามาเป็นอันสำเร็จแต่ขณะที่เรือซึ่งนำของเช่นนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากเรือ หรือท่าที่มีชื่อส่งของถึง" และมาตรา 10 ทวิ ที่บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" และประกอบใบตราส่ง แล้ว เห็นได้ว่า โจทก์ทราบล่วงหน้าว่าจำเลยจะเป็นผู้รับมอบสินค้า และต่อเมื่อจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยนำเอกสารเกี่ยวกับการรับสินค้า เช่น ใบตราส่ง ใบส่งมอบสินค้า และใบขนสินค้าขาเข้าที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร มาติดต่อขอรับสินค้าจากโจทก์พร้อมกับการชำระค่าภาระต่าง ๆ แล้วเท่านั้น โจทก์จึงจะส่งมอบสินค้าทั้งหมดให้แก่จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยได้ จึงเป็นกรณีที่ถือว่าโจทก์ได้รับคำสั่งโดยชอบให้คืนสินค้าแก่ผู้ใดก็จะคืนให้แก่ผู้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 665 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว และพร้อมกันนั้น ผู้นั้นก็จะต้องชำระค่าภาระต่าง ๆ แก่โจทก์ด้วย มิฉะนั้นโจทก์ก็มีสิทธิที่จะยึดหน่วงสินค้าเหล่านั้นไว้จนกว่าจะได้รับชำระค่าภาระต่าง ๆ ทั้งนี้ตามมาตรา 670 สอดคล้องกับพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 61 และ 63 ซึ่งหมายถึง เมื่อของที่นำเข้ามากลายเป็นของตกค้างเพราะเหตุที่ไม่มีผู้ติดต่อขอรับและเสียค่าภาษี อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจสั่งให้จัดการกับของนั้นได้เช่น ด้วยการขายทอดตลาด ส่วนเงินที่ได้มาให้นำไปชำระค่าภาษี ค่าภาระติดพันต่าง ๆ รวมถึงค่าย้ายขน ค่าเก็บรักษา และโดยเหตุที่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏชัดว่าจำเลยมิได้ชำระค่าสินค้า มิได้ติดต่อขอรับเอกสารเกี่ยวกับการขนส่ง และดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อจะได้ขอรับสินค้าทั้งหมดไปจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรและโจทก์ พร้อมกับการชำระ ค่าภาระต่าง ๆ ทั้งเมื่อคำนึงถึงสิทธิหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศที่ผู้ซื้ออาจมีเหตุที่จะปฏิเสธการรับมอบสินค้าได้ ดังนี้ เมื่อจำเลยยังมิได้แสดงเจตนาต่อโจทก์เพื่อขอรับสินค้าที่โจทก์เก็บรักษาไว้ไปจากการดูแลจากอารักขาของศุลกากร จำเลยจึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาระการให้บริการท่าเรือตามที่โจทก์เรียกร้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 665 วรรคหนึ่ง ม. 670
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ทวิ ม. 41 ม. 61 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบีเอ็มที แปซิฟิค จำกัด
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ดแมชชินเนอรี่ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมศักดิ์ พลายเพ็ชร์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9365/2558
#589745
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทนายความปลอมรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ขึ้นทั้งฉบับโดยมีใจความสำคัญว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ในคดีดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 นำเอกสารปลอมไปยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินโดยมีโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อโจทก์ได้ชำระราคาที่ดิน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นเพิกถอนการขายทอดตลาด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยไม่สุจริต หรือจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

เมื่อ พ. หัวหน้าส่วนงานหลังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเบิกความว่า ไม่สามารถทราบได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ปลอมหรือไม่ จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้ใช้ความระมัดระวังแล้วมิได้ประมาทเลินเล่อโจทก์จะถือเอาคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 และกระทำการที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 4 โดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแล้วสรุปว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 หาได้ไม่

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 5 (กรมบังคับคดี) และหากไม่มีการเพิกถอนการขายทอดตลาดในครั้งนี้โจทก์สามารถเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวได้ แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการปฏิบัติหน้าที่และการตัดสินใจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดครั้งนี้แล้ว โจทก์จึงต้องรับผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่และการตัดสินใจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เกิดขึ้นในภายหลังด้วยเช่นกัน กรณียังฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายและจะถือว่าจำเลยที่ 5 (กรมบังคับคดี) กระทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 16,233,384.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่อย่างไรก็ดี การที่ศาลชั้นต้นเรียกชื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 4 นั้นไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์จึงให้เรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,387,353.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 898,605 บาท นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งเงินค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้แก่โจทก์ออกเป็น 5 ส่วน โดยจำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดเพียง 1 ส่วน ให้จำเลยที่ 5 เสียดอกเบี้ยในเงินค่าเสียหายที่ตนต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ในอัตราและตามกรอบระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเฉพาะค่าขึ้นศาลให้แบ่งใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการในชั้นบังคับคดีเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ในการตรวจสอบรายงานกระบวนพิจารณาของศาลว่าถูกต้องแท้จริงหรือไม่ เพราะว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 อีกทั้งจำเลยที่ 2 ได้ตรวจดูสำเนารายงานกระบวนพิจารณาแล้วว่า การรับรองสำเนาถูกต้องของรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวมีลักษณะเช่นเดียวกับอีกหลายคดีของบริษัททำให้ไม่มีเหตุระแวงสงสัยในเอกสารดังกล่าว นอกจากนี้นางพจนีย์ หัวหน้าส่วนหลังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นพยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อพยานดูรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวแล้ว พยานก็ไม่สามารถทราบได้ว่ารายงานนี้ปลอมหรือไม่ อย่างไรและตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 5 ว่า หากพยานไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของศาลก็จะไม่มีความสงสัยในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยไม่สุจริต จงใจหรือประมาทเลินเล่อเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่ประการใดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการผิดกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นการกระทำตามความมุ่งหมายของจำเลยที่ 4 ถือได้ว่าอยู่ในขอบอำนาจแห่งฐานการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 อีกทั้งจำเลยที่ 4 ก็มิได้ให้การปฏิเสธในเรื่องทางการที่จ้างและขอบอำนาจแห่งฐานเป็นตัวแทน เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 แล้ว จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวการมีความผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 และต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และ 427 เห็นว่า ความรับผิดของผู้ว่าจ้างหรือตัวการในทางแพ่งอันเนื่องมาจากการทุจริตของผู้รับจ้างหรือตัวแทนนั้น หาใช่เพราะเหตุของการเป็นผู้ว่าจ้างหรือตัวการแต่เพียงอย่างเดียวไม่ ความรับผิดของผู้ว่าจ้างหรือตัวการในทางแพ่งจะต้องเป็นไปตามหลักเรื่องละเมิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งได้แก่การกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ 4 ได้ทุจริตปลอมรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ขึ้นทั้งฉบับ มีใจความสำคัญว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ในคดีดังกล่าวโดยที่จำเลยที่ 1 มิได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 4 ให้กระทำการปลอมรายงานกระบวนพิจารณานั้นจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำสำเนาเอกสารดังกล่าวไปมอบให้แก่นายนิกร หัวหน้าส่วนบังคับคดีของบริษัทสำนักกฎหมาย ซี. เอ. แอล. จำกัด เก็บไว้ในสำนวนคดีของบริษัท ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มอบสำเนารายงานกระบวนพิจารณานั้นให้จำเลยที่ 3 ไปยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยจำเลยที่ 2 ได้ตรวจดูสำเนารายงานกระบวนพิจารณาแล้วว่าการรับรองสำเนาถูกต้องของเอกสาร มีลักษณะเช่นเดียวกับอีกหลายคดีของบริษัท จึงถือว่า จำเลยที่ 4 ได้ตรวจสอบด้วยความระมัดระวังแล้ว นอกจากนั้นเมื่อได้พิจารณาดูสำเนารายงานกระบวนพิจารณาที่ถูกปลอมแล้ว ก็เป็นการยากที่จะรู้ว่าปลอมหรือไม่เพราะแม้แต่นางพจนีย์ หัวหน้าส่วนงานหลังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเองก็เบิกความว่าไม่สามารถทราบได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวปลอมหรือไม่ จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้ใช้ความระมัดระวังแล้วโดยมิได้ประมาทเลินเล่อ โจทก์จะถือเอาคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 และกระทำตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 4 โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แล้วสรุปว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 หาได้ไม่

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ประการต่อมามีว่าจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 5 จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รายงานให้ศาลชั้นต้นทราบแล้วดำเนินการประกาศขายทอดตลาดที่ดินที่ยึดไว้ดังกล่าว ตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ซึ่งเป็นการประกาศขายครั้งที่ 7 ถึงครั้งที่ 10 ปรากฏว่าในการขายทอดตลาดครั้งที่ 9 วันที่ 9 เมษายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีตกลงเคาะไม้ให้โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวได้ในราคา 31,000,000 บาท ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ วันที่ 22 เมษายน 2547 โจทก์ชำระเงินค่าซื้อที่ดินดังกล่าวครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ทำหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน ให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ ตามสำเนาหนังสือกองจำหน่ายทรัพย์สินกรมบังคับคดี หากไม่มีการเพิกถอนการขายทอดตลาดในครั้งนี้ โจทก์ก็สามารถเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการปฏิบัติหน้าที่และการตัดสินใจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดครั้งนี้แล้ว เมื่อนางสมเจตน์ ผู้จัดการมรดกของนายวุฒิชัย ลูกหนี้เดิมซึ่งถูกยึดทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โดยวินิจฉัยว่าการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดที่ดิน เป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนั้น โจทก์จึงต้องรับผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่และการตัดสินใจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เกิดขึ้นในภายหลังด้วยเช่นกัน กรณียังฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหาย และจะถือว่าจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หาได้ไม่ นอกจากนี้ ในวันที่โจทก์ประมูลซื้อที่ดินได้ โจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน ซึ่งในข้อ 5 ของหนังสือสัญญาดังกล่าวระบุว่า หากศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีนี้ได้ชี้ขาดต่อมาภายหลังว่าที่ดินนั้นไม่ใช่ของจำเลยหรือเพราะเหตุอื่น ๆ ก็ดี อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้า (ผู้ซื้อ) ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ซื้อ สัญญาซื้อขายนี้เป็นอันยกเลิก เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินที่ข้าพเจ้า (ผู้ซื้อ) ได้ชำระไว้ ข้าพเจ้า (ผู้ซื้อ) จะไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายแต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดิน อันมีผลให้โจทก์ผู้ซื้อไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้กำไรจากการขายที่ดินดังกล่าวตามที่โจทก์ฎีกาอีกด้วย ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์เป็นเพียงประเด็นปลีกย่อย ที่ไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 5 ที่นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเดช ก่อกูลเกียรติ
จำเลย — นางสาววรพันธ์ ผลคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายลิขิต รัตนประภาพรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9346/2558
#633635
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ถนนที่จำเลยจอดรถมีสภาพมืดไม่มีแสงส่องสว่าง จำเลยไม่ได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้ายและโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์เพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ใช้ยานพาหนะเห็นรถที่จอดได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร อันเป็นองค์ประกอบของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2522) โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า รถบรรทุกสิบล้อคันที่จำเลยขับมีเครื่องยนต์ และอุปกรณ์ของรถขัดข้อง ทั้งมิได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56 แต่อย่างใด แต่ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้แสดงเครื่องหมายตามลักษณะที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 5 และ 56 วรรคสอง ข้อ 2 (1) ข้อ 3 และข้อ 6 ซึ่งกำหนดให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกนอกเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ต้องแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณในกรณีที่จำเป็นต้องจอดรถอยู่ในทางเดินรถ เนื่องจากเครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถขัดข้อง โดยมีเครื่องหมายทำด้วยแผ่นโลหะรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ยาวไม่ต่ำกว่าด้านละ 50 เซนติเมตร ติดด้วยแถบสะท้อนแสงพื้นสีขาว ขอบสีแดง กว้าง 5 เซนติเมตร มีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำกว้าง 8 เซนติเมตร ยาว 25 เซนติเมตร หัวท้ายมน อยู่บนพื้นสีขาวในแนวดิ่งพร้อมขาตั้ง โดยให้ฐานของรูปสามเหลี่ยมขนานกับพื้นไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของรถห่างจากรถไม่ต่ำกว่า 50 เมตร และไม่ได้ให้สัญญาณเป็นไฟกระพริบสีเหลืองอำพันหรือสีขาวติดอยู่หน้ารถทั้งด้านซ้ายและด้านขวา และสัญญาณไฟกระพริบสีแดงหรือสีเหลืองอำพันติดอยู่ท้ายรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวา รวมทั้งไม่ได้ตั้งวางกรวยสัญญาณจราจร กองกิ่งไม้หรือวัตถุอื่นใดไว้ด้านท้ายรถของจำเลย อันเป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าที่โจทก์กล่าวในฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นก็ยังมิได้วินิจฉัยเลยว่า จำเลยไม่ได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้าย และโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์ไว้ อันเป็นองค์ประกอบของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2522) ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะปรับบทลงโทษจำเลย ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61, 151 ตรงตามคำขอของโจทก์ แต่ก็เป็นการมิชอบเช่นกันเพราะเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้แสดงเหตุผลในการตัดสินในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและปรับเข้าข้อกฎหมาย ตามนัยแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 186 (6)

เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายอุทธรณ์ว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังว่า รถบรรทุกสิบล้อของจำเลยได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้าย และโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์ไว้ และพิพากษายกฟ้องในความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61, 151 ด้วย ดังนี้ โจทก์จะฎีกาว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า จำเลยจอดรถในบริเวณที่เกิดเหตุโดยไม่ได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้าย และโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์ จำเลยจึงกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61, 151 หาได้ไม่ เพราะถือว่ามิใช่ข้อที่โจทก์ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง, 148 วรรคหนึ่ง กรณีที่ผู้ขับขี่ต้องจอดรถทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และจอดรถให้ด้านซ้ายของรถขนานชิดกับขอบทางหรือไหล่ทางในระยะห่างไม่เกินยี่สิบห้าเซนติเมตรนั้น โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานนี้ว่า จำเลยจอดรถในช่องเดินรถในลักษณะกีดขวางการจราจรโดยไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ปรากฏจากภาพถ่ายว่า รถบรรทุกสิบล้อของจำเลยจอดอยู่ในลักษณะเกือบชิดเส้นทึบริมขอบทางด้านซ้าย ซึ่งสอดคล้องกับที่ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจตรี ป. พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า รถบรรทุกสิบล้อของจำเลยจอดค่อนข้างชิดไปทางซ้าย และเชื่อได้ว่าในช่องเดินรถทางด้านขวาของตัวรถยังมีพื้นที่ว่างอยู่พอสมควร จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยจอดรถบรรทุกสิบล้อในช่องเดินรถในลักษณะกีดขวางการจราจรโดยไม่จอดรถให้ด้านซ้ายของรถขนานชิดกับขอบทางหรือไหล่ทางในระยะห่างไม่เกินยี่สิบห้าเซนติเมตร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 54, 61, 148, 151

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางวิไล มารดาของนายวิรัตน์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 61, 148 วรรคหนึ่ง, 151 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยจอดรถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 70 - 8207 ระยอง ซึ่งบรรทุกข้าวสาร ต่อท้ายรถบรรทุกกึ่งพ่วงยี่สิบสองล้อ หมายเลขทะเบียน 71 - 0304 สระบุรี ลากจูงรถคันหมายเลขทะเบียน 71 - 0305 สระบุรี ซึ่งบรรทุกไม้แปรรูป โดยมีนายจำเรือง เป็นคนขับ ในช่องเดินรถที่ขยายออกไปเพื่อใช้เป็นที่กลับรถยนต์ขนาดใหญ่ โดยไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถทางหลัก ต่อมาผู้ตายขับรถบรรทุกกึ่งพ่วงยี่สิบสองล้อ หมายเลขทะเบียน 70 - 5645 ขอนแก่น ลากจูงคันหมายเลขทะเบียน 70 - 5646 ขอนแก่น บรรทุกไม้ยูคาลิปตัส และมีผู้เสียหายโดยสารมาด้วย เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุรถบรรทุกกึ่งพ่วงยี่สิบสองล้อของผู้ตายเสียหลักแล่นเฉี่ยวชนรถบรรทุกสิบล้อของจำเลยบริเวณล้อหลังด้านขวา แล้วเลยไปชนท้ายรถบรรทุกกึ่งพ่วงยี่สิบสองล้อของนายจำเรือง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามสำเนารายการชันสูตรพลิกศพ และผู้เสียหายกระดูกต้นขาซ้ายหัก ได้รับอันตรายสาหัสตามสำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 หรือไม่นั้น เห็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61, 151 โจทก์บรรยายฟ้องว่า ถนนที่จำเลยจอดรถมีสภาพมืดไม่มีแสงส่องสว่าง จำเลยไม่ได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้ายและโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์เพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ใช้ยานพาหนะเห็นรถที่จอดได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร อันเป็นองค์ประกอบของพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2522) โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า รถบรรทุกสิบล้อคันที่จำเลยขับมีเครื่องยนต์ และอุปกรณ์ของรถขัดข้อง ทั้งมิได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 56 แต่อย่างใด แต่ศาลชั้นต้นกลับวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้แสดงเครื่องหมายตามลักษณะที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 5 และ 56 วรรคสอง ข้อ 2 (1) ข้อ 3 และข้อ 6 ซึ่งกำหนดให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกนอกเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ต้องแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณในกรณีที่จำเป็นต้องจอดรถอยู่ในทางเดินรถ เนื่องจากเครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถขัดข้อง โดยมีเครื่องหมายทำด้วยแผ่นโลหะรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ยาวไม่ต่ำกว่าด้านละ 50 เซนติเมตร ติดด้วยแถบสะท้อนแสงพื้นสีขาว ขอบสีแดง กว้าง 5 เซนติเมตร มีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำกว้าง 8 เซนติเมตร ยาว 25 เซนติเมตร หัวท้ายมน อยู่บนพื้นสีขาวในแนวดิ่งพร้อมขาตั้ง โดยให้ฐานของรูปสามเหลี่ยมขนานกับพื้นไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของรถห่างจากรถไม่ต่ำกว่า 50 เมตร และไม่ได้ให้สัญญาณเป็นไฟกระพริบสีเหลืองอำพันหรือสีขาวติดอยู่หน้ารถทั้งด้านซ้ายและด้านขวา และสัญญาณไฟกระพริบสีแดงหรือสีเหลืองอำพันติดอยู่ท้ายรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวา รวมทั้งไม่ได้ตั้งวางกรวยสัญญาณจราจร กองกิ่งไม้หรือวัตถุอื่นใดไว้ด้านท้ายรถของจำเลย อันเป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าที่โจทก์กล่าวในฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นก็ยังมิได้วินิจฉัยเลยว่า จำเลยไม่ได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้าย และโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์ไว้ อันเป็นองค์ประกอบของพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2522) ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะปรับบทลงโทษจำเลย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61, 151 ตรงตามคำขอของโจทก์ แต่ก็เป็นการมิชอบเช่นกันเพราะเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้แสดงเหตุผลในการตัดสินในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและปรับเข้าข้อกฎหมาย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในเรื่องดังกล่าว แต่โจทก์ก็ไม่ได้อุทธรณ์ ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่จำเป็นที่จะต้องอุทธรณ์ในเรื่องนี้เพราะศาลชั้นต้นยังคงลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายอุทธรณ์ว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังว่า รถบรรทุกสิบล้อของจำเลยได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้าย และโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์ไว้ และพิพากษายกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61, 151 ด้วย ดังนี้ โจทก์จะฎีกาว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า จำเลยจอดรถในบริเวณที่เกิดเหตุโดยไม่ได้เปิดโคมไฟเล็ก โคมไฟท้าย และโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถยนต์ จำเลยจึงกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61, 151 หาได้ไม่ เพราะถือว่ามิใช่ข้อที่โจทก์ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง, 148 วรรคหนึ่ง กรณีที่ผู้ขับขี่ต้องจอดรถทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และจอดรถให้ด้านซ้ายของรถขนานชิดกับขอบทางหรือไหล่ทางในระยะห่างไม่เกินยี่สิบห้าเซนติเมตรนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานนี้ว่า จำเลยจอดรถในช่องเดินรถในลักษณะกีดขวางการจราจรโดยไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ปรากฏจากภาพถ่าย ภาพที่ 7 และ 9 ว่า รถบรรทุกสิบล้อของจำเลยจอดอยู่ในลักษณะเกือบชิดเส้นทึบริมขอบทางด้านซ้าย ซึ่งสอดคล้องกับที่ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีประชุม พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า รถบรรทุกสิบล้อของจำเลยจอดค่อนข้างชิดไปทางซ้าย และเชื่อได้ว่าในช่องเดินรถทางด้านขวาของตัวรถยังมีพื้นที่ว่างอยู่พอสมควรดังที่วินิจฉัยไปแล้วข้างต้น จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยจอดรถบรรทุกสิบล้อในช่องเดินรถในลักษณะกีดขวางการจราจรโดยไม่จอดรถให้ด้านซ้ายของรถขนานชิดกับขอบทางหรือไหล่ทางในระยะห่างไม่เกินยี่สิบห้าเซนติเมตร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ด้วยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 186 ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 5 ม. 54 ม. 56 ม. 61 ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดบัวใหญ่
โจทก์ร่วม — นางวิไล เนื่องแก้ว
จำเลย — นายทองสวย สมมาคูณ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
รัถยา สัตยาบัน
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9345/2558
#590027
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 134/4 วรรคสาม กำหนดไว้ว่าถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 ในเรื่องการสอบถามและจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหานั้นไม่ได้เท่านั้น แต่หาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆ ที่ห้ามมิให้นำคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาในลักษณะดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของบุคคลอื่นหรือจำเลยอื่นในคดีแต่ประการใดทั้งสิ้น ดังนั้น คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยจึงสามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบในคดีเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยอื่นได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134/1 ม. 134/4 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นางสุจิตร เอี๋ยวพานิช กับพวก
จำเลย — นางวีณากร บุญยืน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายอุทัย ปล้องใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9277/2558
#594391
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อน ส.ฟ้องทายาทของร้อยตำรวจโท ค. เพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดก และมีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความ ส่วนวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกจะถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความกันหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่คู่ความในคดีดังกล่าวต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี หาใช่นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ เมื่อการประมูลทรัพย์มรดกเป็นการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม หากไม่ถูกต้องโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของ ส. ต้องไปโต้แย้งในชั้นบังคับคดีในคดีดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นคดีใหม่ ฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกตามสัญญาแบ่งมรดกจึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ที่โจทก์อ้างว่ายังมีทรัพย์มรดกอื่นที่ไม่ได้ตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกนั้นด้วย กองมรดกที่ตกทอดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600, 1602 ถือเป็นการได้ทรัพย์มาโดยอาศัยสิทธิอันเดียวกัน มิใช่เป็นการได้มาโดยอาศัยสิทธิในทรัพย์แต่ละชิ้นเป็นสิทธิต่างรายกัน ประเด็นที่วินิจฉัยจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ด้วยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการประมูลทรัพย์สินระหว่างทายาทในกองมรดกของร้อยตำรวจโทครุฑและนางยุพิน ครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2529 และพิพากษาว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์มรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20387-20388/2528 ของศาลชั้นต้นยังเป็นทรัพย์มรดกร้อยตำรวจโทครุฑและนางยุพิน ให้จำเลยทั้งเก้าแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ทายาทตามคำพิพากษาดังกล่าว หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเพื่อโจทก์จะนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของร้อยตำรวจโทครุฑแบ่งปันเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปาง บัญชีเลขที่ 502-1-03312-5 ให้แก่ทายาท และให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับมรดกในส่วนที่ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ 4 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้เรียกจำเลยที่ 4 เช่นเดิม

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางเบ็ญจพร ทายาทนางประไพศรี เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกจำเลยร่วมเป็นจำเลยที่ 9

จำเลยที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่านายสุพงษ์ บิดาโจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลต่างๆ ที่เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจโทครุฑหรือครุฑ เพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจโทครุฑต่อมาบรรดาทายาทมีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20387-20388/2528 และมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจโทครุฑไปแล้ว โดยในระหว่างที่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2529 นายสุพงษ์ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และวันที่ 8 มกราคม 2530 ศาลพิพากษาให้นายสุพงษ์เป็นบุคคลล้มละลายตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล. 206/2529 ของศาลชั้นต้น ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าวมีมติให้รับเงินจำนวน 3,000,000 บาท จากกองมรดกของร้อยตำรวจโทครุฑทดแทนส่วนที่เป็นมรดกตกทอดของนายสุพงษ์ตามคำแถลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 นายสุพงษ์ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยศาลฎีกาให้ยกคำร้องของนายสุพงษ์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบุคคลอื่นนอกจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ วันที่ 12 พฤษภาคม 2542 นายสุพงษ์ถึงแก่ความตาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20387-20388/2528 นายสุพงษ์ฟ้องทายาทของร้อยตำรวจโทครุฑเพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดก และได้มีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความที่ได้มีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ส่วนวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกจะถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่คู่ความในคดีดังกล่าวต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นของการบังคับคดีหาใช่นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ เมื่อการประมูลทรัพย์มรดกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2529 เป็นการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม หากไม่ถูกต้องเช่นใดโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนายสุพงษ์จึงต้องไปโต้แย้งในชั้นบังคับคดีในคดีดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจนำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ ดังนั้น ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่โจทก์อ้างว่า ในคดีเดิมนั้นศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่ทายาทครบถ้วนแล้วหรือไม่นั้น จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกประการว่า ยังมีทรัพย์สินที่อยู่นอกสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่โจทก์และทายาทอื่น การแบ่งทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้นและครบถ้วน หากนายสุพงษ์ ยังไม่ได้รับมรดกครบถ้วนจากการแบ่งทรัพย์มรดกแล้ว โจทก์ก็ขอสืบสิทธิที่จะเรียกร้องเอากับจำเลยทั้งเก้าได้นั้น เห็นว่า คดีก่อนนายสุพงษ์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดดังข้อวินิจฉัยข้างต้น คดีนี้การที่โจทก์อ้างว่ายังมีทรัพย์มรดกอื่นที่ไม่ได้ตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวอีกนั้น กองมรดกที่ตกทอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600, 1602 ถือเป็นการได้ทรัพย์มาโดยอาศัยสิทธิอันเดียวกันไม่ว่าจะเป็นทรัพย์กี่ชิ้นก็ตาม มิใช่เป็นการได้มาโดยอาศัยสิทธิในทรัพย์แต่ละชิ้นเป็นสิทธิต่างรายกัน ประเด็นที่วินิจฉัยจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน มิใช่ต่างกันตามทรัพย์แต่ละชิ้นแต่ละราย ดังนั้น แม้ฟ้องของโจทก์จะเป็นทรัพย์มรดกที่อยู่นอกสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1600 ม. 1602
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์สฤษดิ์ ศรีสมิต
จำเลย — นายบุญทรัพย์ ศรีสมิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรี พงษธา
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9270/2558
#633744
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่ 8 มีนาคม 2544 โจทก์โดย ท. ลงลายมือชื่อในใบคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ โดยแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนจาก ท. เป็น ว. และเปลี่ยนให้ ว. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน ท. ทั้ง พ. และ น. ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแล้ว และในวันเดียวกันโจทก์โดย ท. มอบอำนาจให้ ภ. ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการดังกล่าว การจดทะเบียนที่กระทำภายหลัง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 อันเป็นเวลาภายหลังที่ ท. ถึงแก่กรรมแล้วตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2544 ก็เป็นไปตามเจตนาของ ท. และได้แจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อจะได้มีการประกาศการเปลี่ยนแปลงลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้บุคคลภายนอกทั่วไปทราบเท่านั้น เมื่อนายทะเบียนฯ รับจดทะเบียนไว้แล้ว ตราบใดที่ยังไม่มีการร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือมีการเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนนั้นเป็นอย่างอื่น ก็ยังถือได้ว่า ว. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์โดยชอบ การที่ ภ.ได้ดำเนินการจดทะเบียนเพื่อให้ ว. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนใหม่มีจุดประสงค์ให้โจทก์ดำเนินกิจการต่อไปได้ และเป็นไปเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของ ท. ซึ่งเป็นตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 ประกอบกับปรากฏจากคำเบิกความของ ว. พยานโจทก์ว่า ว. เป็นบุตรชายคนโตของ ท. จึงนับว่าเป็นทายาทของ ท. หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์คนเดิม ทั้งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดตกลงให้ ว. เข้ามาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนใหม่และตกลงให้ห้างฯ ยังคงอยู่ต่อไปมิได้ให้ห้างฯ เลิกไป ว. ย่อมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์โดยชอบ ทั้งยังได้ความว่าก่อนฟ้องคดีนี้ห้างฯ โจทก์ยังดำเนินกิจการอยู่โดย ว. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยยังมิได้เลิกห้างฯ โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่โจทก์ฝากไว้กับจำเลย และขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ เพิ่มขึ้นจากค่าเสียหายที่แท้จริง ตามที่ศาลเห็นสมควร

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 105,571,160.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นต่อศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2513 มีนายทนงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นางพรรณีและนางสาวนวลฉวีเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนเพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนและแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการโดยเปลี่ยนหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์จากนายทนงเป็นนายวิรัช การยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการดังกล่าวมีการทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 8 มีนาคม 2544 โดยระบุว่านายทนง ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการขอมอบอำนาจให้นายภานุเดชเป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร มีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าในวันที่ 8 มีนาคม 2544 โจทก์โดยนายทนงลงลายมือชื่อในใบคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ โดยแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนจากนายทนงเป็นนายวิรัช และเปลี่ยนให้นายวิรัชเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทนนายทนง ทั้งนางพรรณีและนางสาวนวลฉวีผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมแล้ว และในวันเดียวกันโจทก์โดยนายทนงมอบอำนาจให้นายภาณุเดชไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการดังกล่าว การจดทะเบียนที่กระทำภายหลัง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 อันเป็นเวลาภายหลังที่นายทนงถึงแก่กรรมแล้วตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2544 ก็เป็นไปตามเจตนาของนายทนง และได้แจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อจะได้มีการประกาศการเปลี่ยนแปลงลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้บุคคลภายนอกทั่วไปทราบเท่านั้น เมื่อนายทะเบียนฯ รับจดทะเบียนไว้แล้ว ตราบใดที่ยังไม่มีการร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวหรือมีการเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนนั้นเป็นอย่างอื่น ก็ยังถือได้ว่านายวิรัชเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์โดยชอบ การที่นายภานุเดชได้ดำเนินการจดทะเบียนเพื่อให้นายวิรัชเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนใหม่มีจุดประสงค์ให้โจทก์ดำเนินกิจการต่อไปได้ และเป็นไปเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของนายทนงซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 ประกอบกับปรากฏจากคำเบิกความของนายวิรัชพยานโจทก์ว่า นายวิรัชเป็นบุตรชายคนโตของนายทนงจึงนับว่าเป็นทายาทของนายทนงหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์คนเดิม ทั้งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดตกลงให้นายวิรัชเข้ามาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนใหม่และตกลงให้ห้างฯ ยังคงอยู่ต่อไปมิได้ให้ห้างฯ เลิกไป นายวิรัชย่อมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์โดยชอบ ทั้งยังได้ความว่าก่อนฟ้องคดีนี้ห้างฯ โจทก์ยังดำเนินกิจการอยู่โดยนายวิรัชเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยยังมิได้เลิกห้างฯ โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า นายวิรัชไม่มีอำนาจฟ้องในนามของโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ดีเนื่องจากศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นสำคัญอื่นๆ ตามอุทธรณ์ของจำเลยและเพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเสียก่อนตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภครวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 828 ม. 1055 ม. 1080
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ใต้เซ้งซัน
จำเลย — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9217/2558
#633740
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาตามยอมกำหนดให้บังคับแก่ห้องชุดจำนองก่อน หากไม่พอชำระจำเลยยอมชำระส่วนที่ขาดจนครบ ตราบใดที่ยังมิได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง ก็ไม่อาจทราบว่ายังมีหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเหลืออยู่อีกเพียงใดที่จำเลยยินยอมจะชำระหนี้นั้นจนครบ เมื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องอาศัยและตามคำบังคับคดีที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยให้ผิดไปจากคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลได้

การบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นกำหนดให้ยึดห้องชุดจำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดจนครบเป็นการกำหนดลำดับในการบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและตราบใดที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังขายทอดตลาดห้องชุดจำนองตามคำพิพากษาไม่ได้ ก็ไม่อาจทราบว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดจำนองนั้นเพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพียงใด แม้ห้องชุดจำนองมีราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำกว่าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งจำเลยทั้งสี่ต้องชำระก็ตาม แต่ได้ความว่า โจทก์เพิ่งขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดจำนองเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 และไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีการนำห้องชุดจำนองออกขายทอดตลาดมาก่อนหรือไม่อย่างไร ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นได้นับแต่ปี 2544 เป็นต้นมา การปล่อยให้เวลาการบังคับคดีล่วงเลยมานานแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ขวนขวายที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองภายในเวลาอันสมควร ทั้งยังไม่มีการนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมาก่อนเลย ย่อมเห็นได้ชัดว่าการบังคับคดีไม่เป็นลำดับไปตามคำพิพากษาของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ซึ่งบัญญัติให้การบังคับคดีต้องอาศัยและตามคำบังคับที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ทั้งไม่มีพฤติการณ์พิเศษอื่นใดที่จะอ้างความเป็นธรรมเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมโดยให้รอขายทอดตลาดไว้ก่อนให้ผิดไปจากคำพิพากษาของศาลซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 โดยจำเลยยินยอมชำระเงินจำนวน 268,958.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และยินยอมชำระเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนองคดีนี้แก่โจทก์ทุก 2 ปี ต่อครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 1,217.66 บาท ครั้งแรกเริ่มวันที่ 3 เมษายน 2545 และหลังจากนั้นทุกครั้งชำระภายในวันที่ 3 เมษายน ของปีที่ชำระจนกว่าจะชำระหนี้หรือไถ่ถอนทรัพย์จำนองเสร็จสิ้น จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายงวดเดือนและจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 15 ปี นับแต่ชำระหนี้งวดแรก กับยอมชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้โจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับทรัพย์จำนอง หากไม่พอชำระ ยอมชำระส่วนที่ขาดอยู่จนครบจำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดจำนองตามคำพิพากษาเลขที่ 77/196 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่อาร์ชื่ออาคารชุดนิรันดร์เรซิเดนซ์ 3 ตำบลดอกไม้ อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยโดยประเมินราคา 372,008 บาท และอยู่ระหว่างรอการประกาศขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 98493 ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวม แต่ให้รอการขายทอดตลาดไว้จนกว่าจะขายทรัพย์จำนอง หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็อนุญาตให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 98493 ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวมเพิ่มเติมได้หรือไม่ เมื่อคำพิพากษาตามยอมกำหนดให้บังคับแก่ห้องชุดจำนองก่อนหากไม่พอชำระจำเลยยอมชำระส่วนที่ขาดจนครบ ดังนั้น ตราบใดที่ยังมิได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง ก็ไม่อาจทราบว่ายังมีหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเหลืออยู่อีกเพียงใดที่จำเลยยินยอมจะชำระหนี้นั้นจนครบ ดังนั้น เมื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องอาศัยและตามคำบังคับคดีที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยให้ผิดไปจากคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลได้ ที่โจทก์อ้างว่ากว่าจะขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ ก็อาจล่วงพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิบังคับคดีนั้น เห็นว่า การบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นกำหนดให้ยึดห้องชุดจำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดจนครบเป็นการกำหนดลำดับในการบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและตราบใดที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังขายทอดตลาดห้องชุดจำนองตามคำพิพากษาไม่ได้ ก็ไม่อาจทราบว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดจำนองนั้นเพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพียงใด แม้ห้องชุดจำนองมีราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำกว่าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งจำเลยทั้งสี่ต้องชำระก็ตาม แต่คดีนี้ตามทางไต่สวนพยานผู้ร้องได้ความว่า โจทก์เพิ่งขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดจำนองเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 และไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีการนำห้องชุดจำนองออกขายทอดตลาดมาก่อนหรือไม่อย่างไร ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นได้นับแต่ปี 2544 เป็นต้นมา การปล่อยให้เวลาการบังคับคดีล่วงเลยมานานแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ขวนขวายที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองภายในเวลาอันสมควร ทั้งยังไม่มีการนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมาก่อนเลย ย่อมเห็นได้ชัดว่าการบังคับคดีไม่เป็นลำดับไปตามคำพิพากษาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งบัญญัติให้การบังคับคดีต้องอาศัยและตามคำบังคับที่ได้ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ทั้งไม่มีพฤติการณ์พิเศษอื่นใดที่จะอ้างความเป็นธรรมเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมโดยให้รอขายทอดตลาดไว้ก่อนให้ผิดไปจากคำพิพากษาของศาลซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายศิริวัฒน์ ทรัพย์วิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9214/2558
#633738
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่ ข. นำรังวัดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เพื่อออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1837 เมื่อปี 2508 นั้น ข. ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในขณะนั้นได้ตกลงยินยอมให้นายอำเภอบางละมุงกันที่ดินส่วนสุดเขตทางด้านทิศตะวันตกที่ระบุว่าจดทะเลไปจนถึงทะเลในระยะ 15 เมตร ไว้เป็นที่ชายทะเลสาธารณประโยชน์ ซึ่งถือได้ว่า ข. ได้ยกหรืออุทิศที่ดินส่วนนั้นให้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว แม้จะมิได้มีการทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือหรือจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว เมื่อที่ดินที่กันไว้เป็นที่สาธารณประโยชน์เกิดที่งอกริมตลิ่งขึ้น ที่ดินที่งอกขึ้นนั้นย่อมเป็นทรัพย์สินของที่สาธารณประโยชน์แปลงนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1308 หาใช่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ไม่

จำเลยให้การตั้งประเด็นต่อสู้คำฟ้องโจทก์ว่า ตามหลักฐานที่ปรากฏในรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ 1837 ระบุว่า ด้านทิศตะวันตกของที่ดินจดชายทะเล ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า "ที่ชายทะเล" หมายถึง "เขตระหว่างแนวน้ำทะเลต่ำสุดกับแนวน้ำทะเลขึ้นสูงสุด" ซึ่งแสดงว่า แต่เดิมที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกที่เกิดที่งอกนั้นติดชายทะเลที่น้ำท่วมถึง ที่ดินที่น้ำขึ้นลงดังกล่าว (ชายหาด) ย่อมเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมิได้อยู่ติดกับทะเล แต่มีชายทะเล (ชายหาด) กั้นอยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์กับพื้นน้ำทะเล ที่ดินที่งอกขึ้นจากชายทะเลดังกล่าว จึงเป็นที่ดินที่งอกขึ้นจากที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่งอกดังกล่าวจึงยังคงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพื้นที่ที่ดินที่งอกขึ้นมา ตามคำให้การของจำเลยเช่นว่านี้ ถือได้ว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ โดยชัดแจ้งแล้วว่าที่งอกริมตลิ่งที่ดินพิพาท มิใช่ที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ โดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าที่งอกริมตลิ่งพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ชายทะเล ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หาใช่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ไม่ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าที่ชายหาดเป็นที่สาธารณประโยชน์ เนื่องจาก ข. เจ้าของที่ดินเดิมตกลงอุทิศให้แก่อำเภอบางละมุงนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาเพื่อสนับสนุนข้อเถียงตามคำให้การจำเลยในประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่งอกริมตลิ่งพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่สาธารณประโยชน์นั่นเอง จึงหาใช่เป็นการนำสืบและพิพากษาคดีนอกฟ้องนอกประเด็นอันจักต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนทางเดินเท้า ท่อประปา ไฟฟ้า และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ออกไปพร้อมทั้งทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิมและส่งคืนโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 25,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีในปัญหาความรับผิดทางละเมิดของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยรับกันฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเดิมเป็นที่ดินมีหลักฐานการครอบครองเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ มีเนื้อที่ 2 ไร่ 90 ตารางวา ซึ่งระบุว่าด้านทิศตะวันตกจดทะเล นายขจร บิดาโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากเรือเอกเอนก มาตั้งแต่ปี 2505 ต่อมาปี 2508 นายขจรยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินได้เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา ซึ่งระบุว่าด้านทิศตะวันตกจดชายทะเล ปรากฏว่ามีที่ดินงอกออกไป 1 ไร่ 1 งานเศษ ซึ่งจำเลยได้ทำทางเดินเท้า เดินสายไฟฟ้าและท่อประปา กว้างประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร ขนานริมชายทะเลตลอดแนว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่งอกตามแผนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เมื่อได้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักรับฟังเชื่อถือได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่า ในขณะที่นายขจรนำรังวัดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เพื่อออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1837 เมื่อปี 2508 นั้น นายขจรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในขณะนั้นได้ตกลงยินยอมให้นายอำเภอบางละมุงกันที่ดินส่วนสุดเขตทางด้านทิศตะวันตกที่ระบุว่าจดทะเลไปจนถึงทะเลในระยะ 15 เมตร ไว้เป็นที่ชายทะเลสาธารณประโยชน์จริงตามคำเบิกความของนายพิทักษ์ ซึ่งถือได้ว่านายขจรได้ยกหรืออุทิศที่ดินส่วนนั้นให้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว แม้จะมิได้มีการทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือหรือจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว เมื่อที่ดินที่กันไว้เป็นที่สาธารณประโยชน์เกิดที่งอกริมตลิ่งขึ้น ที่ดินที่งอกขึ้นนั้นย่อมเป็นทรัพย์สินของที่สาธารณประโยชน์แปลงนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 หาใช่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตำหนิคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่ามีการกันที่ดินไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยที่จำเลยไม่ได้ให้การไว้ ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบและศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จึงเป็นการนำสืบและวินิจฉัยนอกคำให้การไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 นั้น เห็นว่าจำเลยให้การตั้งประเด็นต่อสู้คำฟ้องโจทก์ว่า ตามหลักฐานที่ปรากฏในรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ 1837 ระบุว่า ด้านทิศตะวันตกของที่ดินจดชายทะเล ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า "ที่ชายทะเล" หมายถึง "เขตระหว่างแนวน้ำทะเลต่ำสุดกับแนวน้ำทะเลขึ้นสูงสุด" ซึ่งแสดงว่า แต่เดิมที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกที่เกิดที่งอกนั้นติดชายทะเลที่น้ำท่วมถึง ที่ดินที่น้ำขึ้นลงดังกล่าว (ชายหาด) ย่อมเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมิได้อยู่ติดกับทะเล แต่มีชายทะเล (ชายหาด) กั้นอยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์กับพื้นน้ำทะเล ที่ดินที่งอกขึ้นจากชายทะเลดังกล่าว จึงเป็นที่ดินที่งอกขึ้นจากที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่งอกดังกล่าวจึงยังคงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพื้นที่ที่ดินที่งอกขึ้นมา ตามคำให้การของจำเลยเช่นว่านี้ ถือได้ว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ โดยชัดแจ้งแล้วว่าที่งอกริมตลิ่งที่ดินพิพาท มิใช่ที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ โดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าที่งอกริมตลิ่งพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ชายทะเล ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หาใช่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ไม่ ส่วนที่จำเลยนำสืบและศาลชั้นต้นตลอดจนศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าที่ชายหาดเป็นที่สาธารณประโยชน์ เนื่องจากนายขจรเจ้าของที่ดินเดิมตกลงอุทิศให้แก่อำเภอบางละมุงนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาเพื่อสนับสนุนข้อเถียงตามคำให้การจำเลยในประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่งอกริมตลิ่งพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่สาธารณประโยชน์นั่นเอง จึงหาใช่เป็นการนำสืบและพิพากษาคดีนอกฟ้องนอกประเด็นอันจักต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ไม่ และในประการสำคัญคดีนี้โจทก์ก็ได้นำสืบโต้เถียงในประเด็นพิพาทข้อนี้แล้วดังที่ศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยมาข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ที่งอกริมตลิ่งที่พิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1837 ของโจทก์ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนมาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาความรับผิดทางละเมิดของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แต่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องของโจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1308
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิกร สุขพานิช
จำเลย — เมืองพัทยา
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2558
#589743
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในคดีอาญาจำเลยที่ 3 จะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลย จึงไม่ถูกผูกพันที่ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย ตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 มีสิทธิใช้รถยนต์ดังกล่าวเสมือนเป็นรถยนต์ของตนเอง จึงถือเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยด้วย ทั้งตามคำให้การ จำเลยที่ 3 ก็มิได้ปฏิเสธว่าตนไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้เอาประกันภัย ดังนี้ เมื่อคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 ไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตและสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 2,044,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2554) แต่ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 3 รับผิดไม่เกิน 1,000,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3และคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 และพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าเสียหายเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,044,311 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 รับผิดในเงินจำนวนดังกล่าว แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท กำหนดค่าทนายความให้โจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 63/2555 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส โดยโจทก์ไม่มีส่วนประมาทด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จำเลยที่ 1 จะมาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นไม่ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ สำหรับความเสียหาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส กระดูกขาขวาหัก กระดูกเชิงกรานแตก นับแต่วันเกิดเหตุวันที่ 3 เมษายน 2553 ถึงวันฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2554 โจทก์ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระยองและที่โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง ต้องรับการผ่าตัดใส่โลหะดามกระดูกกับผ่าตัดเอ็นร้อยหวายหลายครั้ง หลังผ่าตัดโจทก์ยังคงมีอาการปวดเรื้อรัง ข้อเท้าขวาผิดรูป เดินไม่ได้ตามปกติต้องมีไม้พยุงค้ำยัน และต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะ ๆ ไม่มีกำหนด โดยนายแพทย์สมบูรณ์ แพทย์โรงพยาบาลระยอง สรุปการรักษาแล้วลงความเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ป่วยทุพพลภาพถาวรของขาขวา ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีก 2 ถึง 3 ครั้ง เพื่อบรรเทาความพิการ และโจทก์ยังคงต้องเข้ารับการรักษาทางแพทย์แผนไทย เพื่อบรรเทาอาการปวดและทำกายภาพบำบัดตลอดมาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ใบหน้าโจทก์ยังมีร่องรอยบาดแผลเสียโฉมอย่างติดตัว มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลาเนื่องจากศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากเหตุรถชน ตามใบรับรองแพทย์อันดับที่ 71 แผ่นที่ 15 เวชระเบียน และบันทึกการรักษา เห็นได้ชัดว่า โจทก์มีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แม้บาดแผลภายนอกจะหาย อวัยวะก็ไม่อาจใช้การได้ดังเดิม ต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต เป็นผลให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ต้องออกจากงานประจำที่เคยทำอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันสหกรณ์การเกษตรบ้านค่าย จำกัด สาขาหนองกรับ ซึ่งมีรายได้เดือนละ 7,500 บาท ตามหนังสือรับรองเงินเดือน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรับการรักษา ค่าเสียความสามารถในการประกอบกิจการงานและค่าเจ็บป่วยทุกข์ทรมาน อันเป็นค่าความเสียหายทางจิตใจอันเกิดแต่การทำละเมิดของตนแก่โจทก์

สำหรับค่าเสียหายอันเป็นค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งในเรื่องค่ารักษาพยาบาลจำนวน 454,311 บาท ที่โจทก์นำสืบว่ามีการจ่ายไปตามเอกสารหลักฐานการจ่ายค่ารักษาพยาบาลและสำเนาประวัติการรักษา เห็นว่า ปรากฏตามใบแจ้งหนี้ ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลจำนวน 15,000 บาท และระหว่างการพิจารณาจำเลยที่ 4 ได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์อีก 35,000 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับและจำเลยที่ 4 ถูกฟ้องเป็นคดีนี้ด้วย เงินที่จำเลยที่ 4 จ่ายให้แก่โจทก์ในส่วนนี้ จึงต้องถือว่าเป็นการจ่ายแทนจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด และเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับชดใช้ จึงต้องนำมาหักออก แต่ในส่วนของเงินค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด จ่ายไปจำนวน 60,000 บาท ตามใบแจ้งหนี้ เห็นว่า บริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย แม้บริษัทดังกล่าวจะเป็นผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับบริษัทดังกล่าว จึงไม่ถือเป็นการจ่ายเงินแทนผู้ทำละเมิดและไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ ในส่วนค่าพาหนะที่โจทก์ต้องเดินทางไปรักษาพยาบาล แม้โจทก์ไม่นำสืบว่าโจทก์ต้องเดินทางไปรักษาที่ไหน กี่ครั้ง ครั้งละเท่าไร และบ้านพักอยู่ห่างจากโรงพยาบาลเท่าไรอย่างที่จำเลยที่ 1 ฎีกา แต่จากอาการบาดเจ็บของโจทก์ทำให้โจทก์ต้องเป็นคนพิการเดินไม่ได้ตามปกติ ต้องใช้ไม้ค้ำยันและจากการรักษาตัวของโจทก์น่าเชื่อว่าโจทก์ต้องเสียค่าพาหนะจ้างเหมารถเดินทางจากบ้านพักไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลรวมทั้งค่าพาหนะของญาติที่ไปเฝ้าโจทก์ที่โรงพยาบาลในระหว่างผ่าตัดอย่างที่โจทก์เบิกความเป็นจำนวนหลายครั้งจริง เมื่อโจทก์ยังต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อไปอีกเป็นระยะ ๆ ไม่มีกำหนดโดยต้องรับการผ่าตัดอีก 2 ถึง 3 ครั้ง เพื่อบรรเทาความพิการและต้องเข้ารับการรักษาตัวด้วยแพทย์แผนไทยเพื่อบรรเทาอาการปวดและทำกายภาพบำบัดตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์จึงยังต้องเสียค่าพาหนะในการจ้างเหมารถอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ค่าพาหนะจึงไม่ใช่เป็นเงิน 10,000 บาท อย่างที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้เป็นเงิน 50,000 บาท เห็นว่าเป็นจำนวนที่พอสมควรแล้ว ในส่วนที่โจทก์ต้องเสียความสามารถในการประกอบการงาน โจทก์ต้องเป็นคนพิการเดินไม่ได้ตามปกติต้องมีไม้ค้ำยัน ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะมาฎีกาอ้างว่าโจทก์สามารถช่วยเหลือตัวเองและเดินได้แล้ว โดยโจทก์สามารถที่จะประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ปี นั้น ไม่ได้ จากอาการบาดเจ็บของโจทก์เมื่อโจทก์ต้องออกจากงานประจำที่เคยทำอยู่ โจทก์จึงต้องเสียความสามารถในการประกอบการงาน แม้โจทก์ไม่มีพยานผู้ออกหนังสือรับรองเงินเดือน มาเบิกความยืนยัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำสืบโต้แย้ง จึงรับฟังได้ว่าก่อนออกจากงานโจทก์มีรายได้จากการทำงานที่สถานีบริการน้ำมันเดือนละ 7,500 บาท เมื่อขณะเกิดเหตุโจทก์มีอายุ 40 ปี สุขภาพแข็งแรงจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ต้องทำงานต่อไปได้อีกอย่างน้อยถึงอายุ 60 ปี กรณีจะไปกำหนดค่าเสียความสามารถในการประกอบการงานเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 178 บาท เป็นเงิน 250,000 บาท อย่างที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้เดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลาเพียง 15 ปี เป็นเงิน 1,440,000 บาท จึงเป็นจำนวนที่พอสมควรแล้ว และจากอาการบาดเจ็บของโจทก์ ในส่วนค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์ต้องเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต จึงไม่ใช่มีเพียงจำนวน 50,000 บาท อย่างที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้ 100,000 บาท จึงเป็นจำนวนที่พอสมควรแล้วเช่นกัน รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้แก่โจทก์ 1,994,311 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 3 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ในคดีอาญาจำเลยที่ 3 จะไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลย จึงไม่ถูกผูกพันที่ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย ตกลงว่าจะใช้ ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยจะไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 มีสิทธิใช้รถยนต์ดังกล่าวเสมือนเป็นรถยนต์ของตนเอง จึงถือเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยด้วย ทั้งตามคำให้การจำเลยที่ 3 ก็มิได้ปฏิเสธว่าตนไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้เอาประกันภัย ดังนี้ เมื่อคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 ไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ 1,994,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.พ.พ. ม. 887 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววาสนา นาคเกษม
จำเลย — นางพรภิมล แสงอ่อน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายภิญณชาตก์ คูหากาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9200/2558
#583711
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเหตุผลสองประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงการให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่ไม่ใช่ข้อมูลที่สำคัญ ผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ดังนั้น แม้จำเลยได้ให้การเกี่ยวกับวิธีการที่กลุ่มนายทุนผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศ แต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีการสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นโดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้กระทำความผิดอื่นที่จำเลยกล่าวอ้างมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ อีกทั้งการที่จำเลยให้ข้อมูลว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านของจำเลย พร้อมกับพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนมาเป็นของกลาง แต่ของกลางถูกเก็บไว้อยู่ในบ้านของจำเลยเอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าหลังจากจับกุมจำเลยแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจะต้องมีการสอบคำให้การถึงแหล่งที่มาของยาเสพติด และต้องติดตามไปตรวจค้นที่บ้านพักของจำเลยและตรวจพบของกลางได้โดยไม่ยาก การให้ข้อมูลของจำเลยจึงมิใช่เป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติ พ.ศ.2522 มาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91,144 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพสารเสพติดให้โทษ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานเป็นผู้ขับขี่เสพสารเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถจากนายทะเบียนปรับ 800 บาท ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ประหารชีวิต ฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกฐานเป็นผู้ขับขี่เสพสารเสพติดให้โทษ 4 เดือนฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถจากนายทะเบียน ปรับ 400 บาท ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกตลอดชีวิตฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่จำคุก 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3) และปรับ 400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเหตุสองประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงการให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลที่สำคัญผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ดังนั้น แม้จำเลยได้ให้การเกี่ยวกับวิธีการที่กลุ่มนายทุนผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศแต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีการสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นโดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้กระทำความผิดอื่นที่จำเลยกล่าวอ้างมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ อีกทั้งการที่จำเลยให้ข้อมูลว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านของจำเลย พร้อมกับพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนมาเป็นของกลาง แต่ของกลางถูกเก็บไว้อยู่ในบ้านของจำเลยเอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าหลังจากจับกุมจำเลยแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจะต้องมีการสอบคำให้การถึงแหล่งที่มาของยาเสพติด และต้องติดตามไปตรวจค้นที่บ้านพักของจำเลยและตรวจพบของกลางได้โดยไม่ยาก การให้ข้อมูลของจำเลยจึงมิใช่เป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสุรชัย พฤกษาพันธ์ทวี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุรเชษฐ์วริศ มหัทธนะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ดารณี ลัดพลี
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9185/2558
#590024
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้นต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม 10,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 40,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมสูงเกินสมควร จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยให้ในส่วนนี้จึงเป็นการไม่ชอบ และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 295, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สิบเอกยอดเอก ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายและปล้นทรัพย์ ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์ผู้อื่น จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน ปรับ 9,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานร่วมทำร้ายร่างกายผู้อื่น ส่วนจำเลยที่ 2 ทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณากรณีมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละกึ่งหนึ่งลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 3 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ปรับ 6,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี แต่กำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติไว้ โดยให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 2 ปี และให้จำเลยทั้งสามกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสามเห็นสมควรเป็นเวลา 40 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 10,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 40,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก คืนรถยนต์ของกลางให้จำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เสีย คงลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น หลังลดโทษแล้วจำคุก 4 เดือน ปรับ 2,666.66 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมรับราชการเป็นทหารค่ายเสนาณรงค์ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ขณะโจทก์ร่วมจอดรถยนต์บริเวณริมถนนปุณณกัณฑ์ มีรถยนต์หมายเลขทะเบียน กล 9364 สงขลา ของจำเลยที่ 1 มาจอดขวางหน้าแล้วจำเลยทั้งสามลงจากรถคันดังกล่าวตรงเข้ามารุมทำร้าย โจทก์ร่วมมีบาดแผลบวมแดงบริเวณกกหูขวา ขมับซ้าย แผ่นหลังด้านซ้าย และบาดแผลถลอกบริเวณหางคิ้วขวา ริมฝีปากบนขวา ใต้ตาซ้าย แผ่นหลังด้านขวาใช้เวลารักษาประมาณ 5 วัน ตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลระหว่างรุมทำร้ายจำเลยที่ 2 เอากระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมไปและในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 คืนกระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่โจทก์ร่วมตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วม และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์โจทก์ร่วมอีกกระทงหนึ่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 10,000 บาทกับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 40,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามฐานปล้นทรัพย์และความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 10,000 บาท โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานลักทรัพย์โจทก์ร่วม และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีในส่วนของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเงิน 40,000 บาท เห็นว่า สิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 10,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมสูงเกินสมควร จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยให้ในส่วนนี้จึงเป็นการไม่ชอบ และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 3,333.34 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ปรับ 6,000 บาท ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีส่วนแพ่ง ยกฎีกาของโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง สำหรับคดีส่วนแพ่งคงให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — สิบเอกยอดเอก บุญมา
จำเลย — นายวีระกิจ อรัญดร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางประไพ เอื้อไพจิตร คงใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางอารยา วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9181/2558
#585769
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี และยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา 157 มีองค์ประกอบของความผิดและการกระทำที่มีเจตนาประสงค์ต่อผลแยกต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรม ตาม ป.อ. มาตรา 91 แม้ อ. ได้ทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร และยินยอมมอบรถยนต์ของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งทางด่านศุลกากรแม่สอดได้อนุมัติให้ทำความตกลงระงับคดีแล้ว ก็เป็นการระงับเฉพาะในส่วนของ อ. ไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยระงับไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5, 6, 7, 8, 9 และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับนั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลพิพากษายกฟ้อง และมิได้มีการสั่งริบของกลาง จึงไม่มีเงินค่าปรับที่จำเลยหรือผู้กระทำความผิดได้ชำระต่อศาล และไม่มีเงินที่ได้จากการขายของกลาง ไม่อาจจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้เสีย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุก 3 ปี ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้มีการเสียค่าภาษี หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร จำคุก 1 ปี และปรับ 563,712 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 563,712 บาท ให้จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับร้อยละยี่สิบของค่าปรับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรล่า หมายเลขเครื่อง 5 AP 197084 หมายเลขตัวถังรถ AE 100 - 0019035 หมายเลขทะเบียน ก - 3837 ตาก ซึ่งเป็นรถที่มิได้ผลิต จำหน่าย หรือได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร และไม่มีการปฏิบัติพิธีการศุลกากรนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร เจ้าพนักงานตำรวจจึงยึดรถดังกล่าวไว้เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนนายอภิชาติ ให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร โดยยินยอมมอบรถยนต์ของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน และด่านศุลกากรแม่สอดได้อนุมัติให้รับทำความตกลงระงับคดีแล้ว รถยนต์ของกลางมีราคาประเมิน 45,000 บาท ค่าภาษีอากร 95,928 บาท ราคารวมภาษีอากร 140,928 บาท ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ช่วยราชการงานป้องกันปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจนครบาล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสำราญ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณต้นปี 2547 นายฝั้นมาบอกแก่พยานว่าจำเลยต้องการขายรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าในราคาถูก พยานต้องการซื้อรถยนต์ให้แก่นายพิทักร์ บุตรชายไว้ใช้งาน จึงได้ให้นายฝั้นนัดหมายจำเลยมาพบกันที่อู่ซ่อมรถบุญหาการช่างของนายบุญหา หลังจากนัดหมายกันแล้วพยานได้ไปพบจำเลยที่อู่บุญหาการช่าง จำเลยพาพยานไปดูรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ก - 3837 ตาก ซึ่งจอดอยู่ที่อู่ดังกล่าว พยานตกลงซื้อรถยนต์ในราคา 50,000 บาท โดยจำเลยให้พยานมารับรถในอีก 3 วันข้างหน้าเนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวอยู่ระหว่างซ่อมแซมหม้อน้ำ หลังจากนั้นอีก 3 วัน นายพิทักร์ได้ไปรับรถยนต์โดยไม่ได้ชำระราคา ต่อมาจำเลยให้นายพิทักร์มอบไม้แดงหรือไม้มะค่าประมาณ 3 ยก ให้จำเลยเพื่อตีใช้หนี้ราคารถยนต์โดยคิดประมาณ 30,000 บาท ส่วนอีก 20,000 บาท จะชำระให้ภายหลัง และโจทก์มีนายพิทักร์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณต้นปี 2547 นายฝั้นได้บอกแก่พยานว่าจำเลยต้องการขายรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าในราคาถูก พยานจึงให้นายฝั้นพาไปดูรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ที่อู่ซ่อมรถที่เกิดเหตุ พยานพอใจจึงบอกให้นายสำราญทราบ หลังจากนั้นพยานพูดขอซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลย โดยจำเลยขอให้พยานนำไม้มะค่าที่เหลือจากการสร้างบ้าน 3 ยก ราคาประมาณ 50,000 บาท ตีใช้หนี้ราคารถ ต่อมาพยานได้ให้นายฝั้นนัดหมายจำเลยมาพูดคุยกันที่อู่ที่เกิดเหตุ เมื่อพบจำเลย พยานได้พูดตกลงซื้อรถยนต์คันดังกล่าวต่อหน้านายบุญหา แต่พยานยังไม่ได้นำรถยนต์ไปใช้งาน เนื่องจากรถยนต์อยู่ระหว่างการซ่อมแซมหม้อน้ำ หลังจากที่พยานนำรถไปใช้ได้ไม่นาน จำเลยได้นำรถมาลากไม้ที่บ้านของพยาน 3 ยกไปตามที่ตกลงกัน และโจทก์มีนายฝั้น เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน ก - 3837 ตาก พยานเคยเห็นจำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวและเห็นว่ารถมีสภาพดีจึงสอบถามจำเลยว่าจะขายหรือไม่ ต่อมาพยานพานายพิทักร์ไปพบจำเลยที่บ้านเพื่อติดต่อขอซื้อรถยนต์คันดังกล่าว ต่อมาอีก 3 วัน จึงพากันไปที่อู่ที่เกิดเหตุเพื่อดูสภาพรถ หลังจากนั้นพยานเห็นนายพิทักร์ขับรถยนต์คันดังกล่าว และพยานทราบจากนายพิทักร์ว่าได้ใช้ไม้มะค่า 3 ยก ตีใช้หนี้ราคารถให้จำเลย เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญ โดยพยานโจทก์ทั้งสามไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะพยานโจทก์ทั้งสามทราบดีว่าจำเลยรับราชการตำรวจ จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสามจะกล้าเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยเพื่อให้ได้รับโทษทางอาญา เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวเบิกความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจตรีสุรเดช เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2547 พยานกับพวกรับแจ้งจากสายลับว่าอู่ที่เกิดเหตุมีการนำรถยนต์ที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายดัดแปลงซ่อมแซมเพื่อขายในราคาถูกกว่าท้องตลาด ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา พยานจึงเข้าตรวจค้นอู่ที่เกิดเหตุและยึดรถยนต์ของกลางไปตรวจสอบ โดยนายบุญหาเจ้าของอู่ที่เกิดเหตุแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้นำรถยนต์มาซ่อมแซม พยานได้บันทึกการตรวจยึดไว้ ซึ่งบันทึกการตรวจยึดดังกล่าวนายบุญหาลงลายมือชื่อในฐานะเจ้าของอู่และผู้ยินยอมให้ตรวจยึด ซึ่งบันทึกการตรวจยึดดังกล่าวทำขึ้นเกือบจะในทันทีที่มีการตรวจยึดรถยนต์ของกลาง โดยไม่มีเวลาปรุงแต่งคำให้การ เชื่อว่านายบุญหาให้การต่อร้อยตำรวจตรีสุรเดชตามความเป็นจริง ทั้งร้อยตำรวจตรีสุรเดชเป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะบันทึกข้อเท็จจริงในการตรวจยึดรถยนต์ของกลางให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อปรักปรำจำเลย แม้ในชั้นพิจารณานายบุญหาจะเบิกความปฏิเสธว่าพยานไม่ได้อ่านบันทึกการตรวจยึด และเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านข้อความให้พยานฟังก่อนที่จะให้พยานลงลายมือชื่อ และพยานไม่เคยแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ารถยนต์ของกลางเป็นของจำเลย แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน ประกอบกับได้ความว่านายบุญหาเป็นญาติกับจำเลย การเบิกความในชั้นพิจารณาเป็นเวลาห่างจากเวลาที่เกิดเหตุนานพอสมควร เชื่อว่าพยานดังกล่าวมีโอกาสคิดปรุงแต่งคำเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลย ส่วนฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า นายบุญหาเบิกความว่าพยานไม่เคยเห็นนายพิทักร์เจรจาซื้อขายรถยนต์กับจำเลย พยานไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าเห็นนายพิทักร์เจรจาซื้อขายรถยนต์กับจำเลย คำเบิกความของนายสำราญ นายพิทักร์ และนายฝั้นมีข้อพิรุธและขัดแย้งกัน ทั้งราคาซื้อขาย การเจรจาซื้อรถยนต์พิพาท และการใช้ไม้มะค่าหรือไม้แดงตีใช้หนี้ราคารถ ซึ่งถือเป็นข้อสาระสำคัญ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และฎีกาที่ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่ารถยนต์ของกลางเป็นรถที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยไว้โดยชอบทุกประการแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาดังกล่าวของจำเลยซ้ำอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี และยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีองค์ประกอบความผิดและการกระทำที่ประสงค์ต่อผลแยกต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แม้นายอภิชาติได้ทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากร และยินยอมมอบรถยนต์ของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งทางด่านศุลกากรแม่สอดได้อนุมัติให้ทำความตกลงระงับคดีแล้ว ก็เป็นการระงับเฉพาะในส่วนของนายอภิชาติไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยระงับไปด้วย นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 บัญญัติว่า "สินบนและรางวัลให้จ่ายจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ในกรณีที่ศาลมิได้สั่งริบของกลางหรือของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล" ซึ่งคดีนี้มิได้สั่งริบของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษปรับจำเลย ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับจากเงินค่าปรับได้ พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษปรับจำเลยโดยมิได้กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับ เมื่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการบังคับค่าปรับไว้จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับและการกักขังแทนค่าปรับอันเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 ทั้งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดวิธีการบังคับค่าปรับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ทั้งนี้ในกรณีต้องกักขังแทนค่าปรับ มิให้กักขังเกินกำหนด 1 ปี

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในกรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 157
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — ดาบตำรวจวิรัชหรือวิรัตน์ อินทะจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายฉัตรชัย ตังคณานุกูลชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งศาลฎีกาที่ 9175/2558
#603141
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเคยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภามาแล้วถึงสามครั้ง หลังจากที่ผู้คัดค้านไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแทนตำแหน่งที่ว่างในปี 2556 ผู้คัดค้านก็ได้พบปะกับพี่น้องประชาชนและเข้าร่วมกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านย่อมทราบได้ว่าสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองจะครบวาระในวันที่ 2 มีนาคม 2557 และพึงคาดหมายได้ว่าจะต้องมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปขึ้น เนื่องจากถึงคราวครบวาระของสมาชิกวุฒิสภา การที่ผู้คัดค้านจัดทำปฏิทินประจำปี 2557 ขึ้นเพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปในจังหวัดระนอง เมื่อพิจารณาปฏิทินประจำปี 2557 ที่มีรูปหรือตราสัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ และภาพ ว. ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏอยู่ส่วนบนและภาพของผู้คัดค้านอยู่ส่วนกลางแล้ว ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเยี่ยงวิญญูชนที่พบเห็นเข้าใจได้ว่า ผู้คัดค้านเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ และ ว. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองพรรคประชาธิปัตย์หรือได้รับความช่วยเหลือหรือสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ และ ว. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองพรรคประชาธิปัตย์ หากผู้คัดค้านไม่ประสงค์ที่จะให้ผู้ที่พบเห็นปฏิทินดังกล่าวเข้าใจเช่นว่านั้นก็คงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้คัดค้านจะต้องจัดทำปฏิทินที่ปรากฏภาพดังกล่าวเพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปในพื้นที่จังหวัดระนอง และปฏิทินปรากฏอยู่จนถึงวันเลือกตั้ง ดังนั้น การแจกปฏิทินที่มีตราสัญลักษณ์พรรคการเมืองกับภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนั้น ซึ่งสังกัดพรรคการเมืองจึงฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของกฎหมาย เป็นการอ้างหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าพรรคการเมืองดังกล่าวสนับสนุนตนทั้งที่พรรคการเมืองไม่อาจสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาคนใดได้ การกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะเกิดขึ้นในเวลาใดๆ ก่อนเลือกตั้งหากเป็นการกระทำเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิลงคะแนนให้เลือกตั้งตนเอง ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 111 ประกอบมาตรา 122 กล่าวคือผู้สมัครผู้ใดกระทำการใดๆ โดยไม่สุจริตเพื่อที่จะให้ตนเองได้รับการเลือกตั้ง...ฝ่าฝืน พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองทำให้การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปในวันที่ 30 มีนาคม 2557 โดยในการเลือกตั้งดังกล่าว ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนอง หมายเลข 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 ผู้ร้องได้ประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนอง แต่ปรากฏว่าการเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านได้แจกหรือเป็นผู้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นแจกปฏิทินประจำปี 2557 ซึ่งปฏิทินนั้นมีรูปหรือตราสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และภาพนายวิรัช ขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง พรรคประชาธิปัตย์ การแจกปฏิทินดังกล่าวของผู้คัดค้านให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองรายอื่นเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้านและมีเจตนาในการจัดทำปฏิทินดังกล่าวเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งโดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบว่าผู้คัดค้านได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 (1) ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตเพื่อที่จะให้ผู้คัดค้านได้รับเลือกตั้งมีผลให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ขอให้คำสั่งตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 เรื่อง ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 111 และมาตรา 122 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดห้าปี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้จัดทำปฏิทินประจำปี 2557 ตามคำร้อง และมอบหมายให้นายปิยะรับไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปที่อำเภอละอุ่น 2,500 ฉบับ ที่อำเภอเมือง 6,200 ฉบับ นายประสิทธิ์รับไปแจกจ่ายที่อำเภอกระบุรี 6,000 ฉบับ นายสมเกียรติรับไปแจกจ่ายที่อำเภอสุขสำราญ 1,800 ฉบับ และนายสุมิตรรับไปแจกจ่ายที่อำเภอกะเปอร์ 3,500 ฉบับ แต่ได้แจกจ่ายเสร็จสิ้นก่อนระยะเวลาเก้าสิบวันก่อนวันครบวาระสมาชิกวุฒิสภา และการแจกปฏิทินดังกล่าวไม่เป็นเหตุที่จะจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้านแต่ประการใด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ.2557 ในวันที่ 30 มีนาคม 2557 ก่อนมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ดังกล่าวผู้คัดค้านได้จัดทำปฏิทินประจำปี 2557 และมอบหมายให้นายปิยะ นายประสิทธิ์ นายสมเกียรติ และนายสุมิตร รับปฏิทินดังกล่าวไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปในท้องที่จังหวัดระนอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ผู้คัดค้านมอบหมายให้นายปิยะ นายประสิทธิ์ นายสมเกียรติ และนายสุมิตร ไปแจกจ่ายปฏิทินประจำปี 2557ตามคำร้องให้แก่ประชาชนทั่วไปในท้องที่จังหวัดระนอง ทำให้ผู้คัดค้านได้รับประโยชน์ในการเลือกตั้งมีผลทำให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านได้แจกจ่ายปฏิทินประจำปี 2557 ตามคำร้องให้แก่ประชาชนทั่วไปในท้องที่จังหวัดระนองแต่ได้แจกจ่ายเสร็จสิ้นก่อนระยะเวลาเก้าสิบวัน ก่อนวันครบวาระสมาชิกวุฒิสภา และการแจกปฏิทินดังกล่าวไม่เป็นมูลเหตุให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้านนั้นได้ความจากนายชนซึ่งให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่าขณะที่ช่วยหาเสียงแนะนำตัวให้แก่นายคำนึงผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนอง หมายเลข 4 เมื่อไปถึงบ้านของนายวิโรฒ พบปฏิทินประจำปี 2557 ตามคำร้องแขวนไว้ที่ฝาผนังด้านนอกบ้านของนายวิโรฒ พยานจึงสอบถามนายวิโรฒถึงการได้รับปฏิทินดังกล่าวได้ความว่าได้รับแจกปฏิทินไม่ทราบว่าได้รับจากผู้ใด และนายวิโรฒได้มอบปฏิทินให้แก่พยาน ต่อมามีนายกาหริ่มนำปฏิทินตามคำร้องมามอบให้พยานบริเวณตลาดเทศบาลตำบลหงาว นายโสภณให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่า ขณะที่พยานและนายชนนเดินทางไปแจกแผ่นพับที่เทศบาลตำบลหงาวเพื่อแจกแผ่นพับแนะนำตัวนายคำนึง ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนอง หมายเลข 4 ได้พบกับนายกาหริ่มคนเคยรู้จักกันจึงได้แจกแผ่นพับให้และแสดงปฏิทินที่ได้รับจากนายวิโรฒให้นายกาหริ่มดู ซึ่งนายกาหริ่มบอกว่าที่บ้านก็มี เดี๋ยวจะเอามาให้ จากนั้นประมาณ 10 นาที นายกาหริ่มก็นำปฏิทินตามคำร้องมามอบให้แก่พยาน และนายวิโรฒให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่าพยานออกมาทำธุระส่วนตัวนอกบ้านและกลับถึงบ้านช่วงบ่ายพบปฏิทินดังกล่าววางอยู่ในกล่องรับจดหมายหน้าบ้านของพยานแต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้นำปฏิทินมาใส่ในกล่องจดหมายและวันดังกล่าวไม่มีใครอยู่ที่บ้าน พยานจึงนำปฏิทินไปแขวนไว้ที่ฝาผนังบ้าน นายกาหริ่ม ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่า พยานออกมาทำธุระนอกบ้านกลับถึงบ้านช่วงบ่ายพบปฏิทินดังกล่าวเสียบอยู่ใต้หลังคาบ้าน พยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้นำปฏิทินมาเสียบไว้และได้ความจากผู้คัดค้านซึ่งให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่า ผู้คัดค้านเคยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภามาแล้ว 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ผู้คัดค้านว่าจ้างบริษัทโรงพิมพ์ทองกมล จำกัด จัดทำปฏิทินประจำปี 2557 เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไป ผู้คัดค้านได้รับปฏิทินเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2556 แล้วมอบหมายให้นายปิยะ นายประสิทธิ์ นายสมเกียรติ นายสุมิตร ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้จักและไว้ใจไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนโดยทั่วไปในพื้นที่รับผิดชอบ และผู้คัดค้านได้กำชับให้ทำการแจกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งอยู่นอกกรอบเวลาเก้าสิบวัน ก่อนวันครบวาระสมาชิกวุฒิสภา เห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ได้ความตามบันทึกถ้อยคำของพยานและผู้คัดค้านดังกล่าวข้างต้นผู้คัดค้านซึ่งเคยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภามาแล้วถึงสามครั้ง ทั้งยังได้ความตามบันทึกถ้อยคำของผู้คัดค้านพร้อมบันทึกชี้แจงข้อกล่าวหาว่า หลังจากที่ผู้คัดค้านไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแทนตำแหน่งที่ว่างในปี 2556ผู้คัดค้านก็ได้พบปะกับพี่น้องประชาชนและเข้าร่วมกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยังคงมีความสนใจและหวังผลในการสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งทางการเมืองในคราวถัดไป ผู้คัดค้านย่อมทราบได้ว่าสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองจะครบวาระในวันที่ 2 มีนาคม 2557 ขึ้นเพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปในจังหวัดระนอง ทั้งยังได้กำชับให้นายปิยะ นายประสิทธิ์ นายสมเกียรติ นายสุมิตร ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้จักและไว้ใจไปแจกจ่ายปฏิทินดังกล่าวให้แก่ประชาชนทั่วไปในพื้นที่รับผิดชอบให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 อันเป็นระยะเวลาก่อนเก้าสิบวันก่อนวันครบวาระสมาชิกวุฒิสภาทำให้เชื่อได้ว่าผู้คัดค้านมีความประสงค์ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองในคราวถัดไป และจงใจกระทำการเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามมาตรา 49 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 เมื่อพิจารณาปฏิทินประจำปี 2557 ตามเอกสารหมาย ร.39 แผ่นที่ 3 ที่มีรูปหรือตราสัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ และภาพนายวิรัช ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏอยู่ส่วนบนและภาพของผู้คัดค้านอยู่ส่วนกลางแล้ว ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเยี่ยงวิญญูชนที่พบเห็นเข้าใจได้ว่า ผู้คัดค้านเกี่ยวข้องพรรคประชาธิปัตย์ และนายวิรัชสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองพรรคประชาธิปัตย์ หรือได้รับความช่วยเหลือหรือสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ และนายวิรัชสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนองพรรคประชาธิปัตย์ หากผู้คัดค้านไม่ประสงค์ที่จะให้ผู้ที่พบเห็นปฏิทินดังกล่าวเข้าใจเช่นว่านั้น ก็คงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้คัดค้านจะต้องจัดทำปฏิทินที่ปรากฏภาพดังกล่าวเพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปในพื้นที่จังหวัดระนอง และปฏิทินปรากฏอยู่จนถึงวันเลือกตั้งนอกจากนั้นยังได้ความว่านายปิยะ นายประสิทธิ์ นายสมเกียรติ นายสุมิตร ซึ่งเป็นผู้ที่ผู้คัดค้านมอบหมายให้ไป แจกปฏิทินประจำปี 2557 ดังกล่าวในพื้นที่ที่แต่ละคนรับผิดชอบนั้นล้วนแต่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 43 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พรรคการเมือง กรรมการบริหาร พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้สมัครรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งหรือได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม" และมีโทษทางอาญาตามมาตรา 111 ซึ่งบัญญัติว่า "กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองผู้ใด ช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 43 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" ส่วนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...วิธีการหาเสียงเลือกตั้ง...ให้เป็นไปตามบทบัญญัติ ในส่วนนี้และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง" ซึ่งบทบัญญัติ ในมาตรา 122ให้นำมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วย ดังนั้น การแจกปฏิทินที่มีตราสัญลักษณ์พรรคการเมืองกับภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดซึ่งสังกัดพรรคการเมืองจึงฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของกฎหมาย เป็นการอ้างหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าพรรคการเมืองดังกล่าวสนับสนุนตน ทั้งที่พรรคการเมืองไม่อาจสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาคนใดได้ การกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะเกิดขึ้นในเวลาใดๆ ก่อนเลือกตั้ง หากเป็นการกระทำเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิลงคะแนนให้เลือกตั้งตนเอง ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 111 ประกอบมาตรา 122 กล่าวคือ ผู้สมัครผู้ใดกระทำการใดๆ โดยไม่สุจริตเพื่อที่จะให้ตนเองได้รับการเลือกตั้ง... ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาด้วยพรรคการเมืองทำให้การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้คดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากรณีเป็นไปตามคำร้องของผู้ร้องคำคัดค้านของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายศักดาผู้คัดค้านมีกำหนดห้าปีนับแต่วันมีคำสั่ง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 53 (1) ม. 111 ม. 122
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร สุทธิมนัส
อภิรัตน์ ลัดพลี
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
แผนกคดีเลือกตั้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9174/2558
#585985
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งทั้งสองคดีในคดีก่อน จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 กับโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ให้ร่วมกันโอนที่ดินรวม 8 แปลง แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 จึงต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ โจทก์ร้องขอพิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้ว คดีแพ่งทั้งสองคดีในคดีก่อนจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 หรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฟ้องเท็จและเบิกความเท็จในคดีแพ่งทั้งสองคดีในคดีก่อนอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีนี้รูปคดีจึงเป็นเรื่องละเมิดซึ่งมีประเด็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฟ้องเท็จและเบิกความเท็จหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในภายหลังและศาลในคดีก่อนทั้งสองคดียังไม่ได้มีการวินิจฉัย ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าว

อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นการโต้แย้งเรื่องอำนาจฟ้องมิได้ขอให้โจทก์ชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (2) ท้าย ป.วิ.พ. แต่โจทก์เสียมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมาให้โจทก์ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 36,641,932 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 830/2552 และ 601/2553 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 กับโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ให้ร่วมกันโอนที่ดินรวม 8 แปลง แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 จึงต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ โจทก์ร้องขอพิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ในคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าว จึงมีประเด็นที่ศาลวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 หรือไม่ ส่วนในคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฟ้องเท็จและเบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 830/2552 และหมายเลขดำที่ 601/2553 ของศาลชั้นต้น อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายต้องสูญเสียที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวและสิ่งปลูกสร้างคิดเป็นเงิน 36,641,932 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ คดีนี้รูปคดีจึงเป็นเรื่องละเมิด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันฟ้องเท็จและเบิกความเท็จหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในภายหลังและศาลในคดีก่อนทั้งสองคดียังไม่ได้มีการวินิจฉัย ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นเรื่องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องมิได้ขอให้โจทก์ชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (2) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียมา 200,000 บาท 200,100 บาท ตามลำดับ จึงเห็นควรคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมาให้โจทก์ ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาที่โจทก์เสียเกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 148 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมณีวรรณ หิมกร
จำเลย — บริษัท ที.การ์เด้น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายจิตรภาณุ คณิตวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจำแลง กุลเจริญ
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9173/2558
#633630
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสามเป็นฝ่ายกล่าวอ้างในคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ต่อเนื่องกับการครอบครองยึดถือเพื่อตนของบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนที่ บ. ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทบอกยกที่ดินพิพาทให้ตั้งแต่ประมาณปี 2500 ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า บ. ให้บิดามารดาของผู้ร้องแต่ละคนอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนตั้งแต่ประมาณปี 2500 หลังจากนั้นบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนตลอดจนผู้ร้องทั้งสามไม่เคยบอกกล่าวหรือแสดงเจตนาแก่ บ. หรือผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทว่าจะเปลี่ยนลักษณะการครอบครองโดยจะไม่ครอบครองแทนอีกต่อไป ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้ร้องทั้งสาม

ผู้ร้องทั้งสามบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อจากบิดามารดาที่ถึงแก่ความตายแล้วร่วมกันเป็นเวลานานกว่า 20 ปี และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์ กรณีมิใช่คำร้องขอที่ประสงค์ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ละคนโดยการครอบครองปรปักษ์ตามเนื้อที่ที่แยกกันครอบครองเป็นส่วนสัด จึงย่อมจะคิดแยกทุนทรัพย์ที่ดินตามที่ผู้ร้องแต่ละคนครอบครองอยู่ไม่ได้ ทุนทรัพย์ในคดีนี้ต้องถือตามราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงที่คู่ความตีราคา 560,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 2059 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันตลอดมาโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ผู้ร้องทั้งสามประสงค์จะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ร่วมกันครอบครองนั้น แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการให้ได้ ขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2059 ตำบลมหาชัย (มะหาไชย) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 1 งาน 60 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2059 ตำบลมหาชัย (มะหาไชย) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 1 งาน 60 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2059 ตำบลมหาชัย (มะหาไชย) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 1 งาน 60 ตารางวา มีชื่อนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมี และนายวิชิต เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมตามสำเนาโฉนดที่ดินปัจจุบันมีบ้านของผู้ร้องที่ 1 บ้านของผู้ร้องที่ 2 และบ้านของผู้ร้องที่ 3 ตั้งอยู่ในที่ดินพิพาทเรียงกันลักษณะตามสำเนาแผนที่ โดยผู้ร้องทั้งสามมีชื่อเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้านของตนตามสำเนาทะเบียนบ้าน ส่วนผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิต ผู้ตาย ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้วตามสำเนาคำสั่งกับใบสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุด ตามลำดับ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ผู้ร้องทั้งสามเบิกความทำนองเดียวกันว่า แต่แรกผู้ร้องทั้งสามอยู่อาศัยกับมารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนในที่ดินพิพาท และได้รับคำบอกเล่าว่ามีการร่วมซื้อที่ดินพิพาทมาจากผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในราคา 10,000 บาท เมื่อปี 2500 การซื้อขายดังกล่าวตกลงกันด้วยวาจาและฝ่ายผู้ขายส่งมอบโฉนดที่ดินให้ไว้ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากบิดามารดาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ผู้ร้องทั้งสามต่างกั้นรั้วที่ดินส่วนที่ตนครอบครองแยกจากกันเป็นส่วนสัดตามสำเนาแผนที่และไม่เคยรู้จักผู้คัดค้านมาก่อน โดยผู้ร้องที่ 1 เบิกความในรายละเอียดว่า พยานครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทส่วนที่บ้านของพยานตั้งอยู่เพื่อตนมา 20 ปีเศษ ผู้ร้องที่ 2 เบิกความในรายละเอียดว่า บิดาของพยานเคยเล่าว่าในการซื้อขายที่ดินพิพาท นางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตแจ้งว่าจะมาจดทะเบียนโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายหลังแล้วก็ไม่มีการจดทะเบียนโอนกัน พยานไม่ได้เป็นญาติกับฝ่ายผู้ขายทั้งสาม พยานเข้าปลูกสร้างบ้านใหม่และมีชื่อเป็นเจ้าบ้านหลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตาย โดยยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทบริเวณนั้นเพื่อตนมากว่า 10 ปี ส่วนผู้ร้องที่ 3 เบิกความในรายละเอียดว่า หลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว พยานเข้าครอบครองบ้าน กับที่ดินพิพาทบริเวณนั้นเพื่อตนมาประมาณ 40 ถึง 50 ปี และผู้ร้องทั้งสามมีนางชัช เป็นพยานเบิกความว่า พยานมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 206/27 ง. ถนนเจษฎาวิถี ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร ตั้งแต่ปี 2512 เวลานั้นบ้านนางสาวบุญมีตั้งอยู่ริมคลองที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 206/27 ง. ดังกล่าว และพยานเคยเห็นนางสาวบุญมีกับนายวิชิต นางสาวบุญมีย้ายออกไปขณะมีอายุมากแล้ว พยานเห็นผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทในลักษณะเป็นเจ้าของเรื่อยมากว่า 30 ปี โดยไม่เคยมีผู้ใดโต้แย้งสิทธิ ส่วนผู้คัดค้านมีตัวผู้คัดค้าน นายถวิล และนายเปรม เป็นพยาน โดยผู้คัดค้านเบิกความว่า พยานเป็นบุตรของนางสาวบุญมีกับนายวิชิตตามสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเดิมพยานพักอาศัยอยู่กับนางสาวบุญมีและนายวิชิตในบริเวณที่ดินพิพาท 10 ปีเศษแล้ว นางสาวบุญมีและนายวิชิตทนความเกเรของนายโฮ้ ซึ่งเป็นญาติที่จะใช้มีดมาฟันทำร้ายไม่ได้จึงย้ายออกจากที่ดินพิพาทไปอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี โดยพยานไปอยู่ที่บ้านขอมในจังหวัดสมุทรสาคร และได้รับคำบอกเล่าจากนางสาวบุญมีว่า ก่อนย้ายนางสาวบุญมีอนุญาตให้บิดามารดาของผู้ร้องแต่ละคนเข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทได้ นางสาวบุญมีและนายวิชิตถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อประมาณปี 2533 และปี 2536 ตามสำเนาหนังสือรับรองกับสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนคนตาย ก่อนถึงแก่ความตายนางสาวบุญมีและนายวิชิตเคยบอกพยานว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้ แต่พยานตอบปฏิเสธเพราะเวลานั้นพยานมีฐานะยากจนและไม่สะดวกในการเดินทาง นางสาวบุญมีและนายวิชิตจึงสั่งเสียให้พยานจัดการเรื่องที่ดินพิพาทให้เรียบร้อยด้วย หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งพยานเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตแล้ว พยานไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกไว้ตามสำเนาใบแทนโฉนดที่ดิน นายถวิลเบิกความว่า บิดามารดาของพยานเป็นพี่น้องกับนายวิชิต เดิมพยานอยู่อาศัยใกล้ที่ดินพิพาทซึ่งนายวิชิตกับนางสาวบุญมีผู้เป็นภริยาอยู่ด้วยกัน ต่อมา 20 ปีเศษ พยานแต่งงานจึงย้ายไปอยู่กับภริยาที่อื่น พยานทราบว่านายวิชิตและนางสาวบุญมีไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใด และนายเปรมเบิกความว่า พยานเป็นบุตรของผู้คัดค้านและนายเง็ก ผู้คัดค้านเคยรับนางสาวบุญมีจากจังหวัดนนทบุรีมาอยู่ด้วยกันที่จังหวัดสมุทรสาคร นางสาวบุญมีเคยบอกให้ผู้คัดค้านไปรับโอนที่ดินพิพาททางทะเบียนแต่ระยะนั้นผู้คัดค้านไม่มีเงินและการคมนาคมไม่สะดวกจึงยังไม่ดำเนินการ จากพยานผู้ร้องทั้งสามกับพยานผู้คัดค้านข้างต้นเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามเป็นฝ่ายกล่าวอ้างในคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ต่อเนื่องกับการครอบครองยึดถือเพื่อตนของบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนที่นางสาวบุญมีผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทบอกยกที่ดินพิพาทให้ตั้งแต่ประมาณปี 2500 ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า นางสาวบุญมีให้บิดามารดาของผู้ร้องแต่ละคนอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนตั้งแต่ประมาณปี 2500 หลังจากนั้นบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนตลอดจนผู้ร้องทั้งสามไม่เคยบอกกล่าวหรือแสดงเจตนาแก่นางสาวบุญมีหรือผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทว่าจะเปลี่ยนลักษณะการครอบครอง โดยจะไม่ครอบครองแทนอีกต่อไป ดังนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้ร้องทั้งสาม ซึ่งตามที่ผู้ร้องทั้งสามกล่าวอ้างในคำร้องขอถึงจุดเริ่มต้นอันเป็นเหตุให้มีการเข้าครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนว่าเป็นเพราะนางสาวบุญมีบอกยกที่ดินพิพาทให้บิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนนั้น ผู้ร้องทั้งสามกลับนำสืบแตกต่างไปว่าได้รับคำบอกเล่าจากบิดามารดาของตนว่าร่วมกันตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทด้วยวาจากับฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับมอบโฉนดที่ดินให้ยึดถือไว้ ซึ่งตามที่ผู้ร้องที่ 3 เบิกความตอบทนายผู้ร้องทั้งสามถามติงว่า หลังจากนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมี และนายวิชิตขายที่ดินพิพาทให้บิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแล้ว ผู้ร้องที่ 3 ไม่ทราบว่าบุคคลทั้งสามหายไปไหน แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความของนางชัชซึ่งเป็นพยานผู้ร้องทั้งสามเองว่าในปี 2512 นางชัชยังเคยเห็นนางสาวบุญมีอยู่ที่บ้านนางสาวบุญมีในบริเวณที่ดินพิพาทและยังเคยเห็นนายวิชิตออกเรือไปหาปลา อันเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างขัดแย้งกันอย่างชัดแจ้ง กรณีจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้แน่ชัด นอกจากนี้ปรากฏจากคำเบิกความของผู้ร้องที่ 3 ที่ตอบทนายผู้คัดค้านถามค้านได้ความตรงกันว่า ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ได้รับคำบอกเล่าจากบิดามารดาของตนว่าในการซื้อขายที่ดินพิพาทฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตส่งมอบโฉนดที่ดินให้ไว้โดยแจ้งว่าจะมาจดทะเบียนโอนให้ในภายหลัง ซึ่งหากข้อนำสืบของผู้ร้องทั้งสามในส่วนนี้เป็นเรื่องแท้จริงข้อตกลงระหว่างฝ่ายบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามกับฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตที่ประสงค์จะมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตามแบบของกฎหมายโดยจะไปจดทะเบียนโอนกันที่สำนักงานที่ดินในภายหลังก็มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังไม่โอนมายังผู้ซื้อจนกว่าจะได้จดทะเบียนโอนตามแบบของกฎหมาย แม้ฝ่ายบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้วก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิต ผู้จะขายเรื่อยมา การที่ผู้ร้องทั้งสามเข้าครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อจากบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนจึงเป็นการครอบครองแทนเช่นกัน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนหรือผู้ร้องทั้งสามได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือที่ดินพิพาทแก่ฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตหรือผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทว่าจะไม่ยึดถือแทนอีกต่อไป แม้ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทมาเกิน 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนี้ พยานหลักฐานที่ผู้ร้องทั้งสามนำสืบจึงรับฟังไม่ได้ตามภาระการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า ที่ดินพิพาทไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อจากบิดามารดาที่ถึงแก่ความตายแล้วร่วมกันเป็นเวลานานกว่า 20 ปี และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์ กรณีมิใช่คำร้องขอที่ประสงค์ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ละคนโดยการครอบครองปรปักษ์ตามเนื้อที่ที่แยกกันครอบครองเป็นส่วนสัด จึงย่อมจะคิดแยกทุนทรัพย์ที่ดินตามที่ผู้ร้องแต่ละคนครอบครองอยู่ไม่ได้ ทุนทรัพย์ในคดีนี้ต้องถือตามราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงที่คู่ความตีราคา 560,000 บาท ฎีกาของผู้คัดค้านจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 150
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางรุ่งทิวาหรือฮวย จงโปรย กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางสมสนิท ตันติภัณฑรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9136/2558
#635929
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการบังคับจำเลยในทุนทรัพย์ 300,000 บาท มิใช่ราคา 600,000 บาท การคำนวณทุนทรัพย์ของคดีจะต้องคำนวณตามราคาที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นราคาที่ตกลงจะซื้อขายกับจำเลย จำเลยไม่เคยโต้เถียงในเรื่องนี้มาก่อนและจำเลยได้ร่วมดำเนินคดีมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น เท่ากับจำเลยยอมรับว่าคดีมีทุนทรัพย์ 300,000 บาท เมื่อเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19826 ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาพร้อมกับรับเงิน 300,000 บาท จากโจทก์ทั้งเจ็ด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่ความตาย นายปัน บิดา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยรับเงิน 300,000 บาท จากโจทก์ทั้งเจ็ด และให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19826 ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดภายใน 7 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งเจ็ด โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงเป็นที่ยุติมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้วว่า โจทก์ทั้งเจ็ดตกลงซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 19826 ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เฉพาะส่วนของจำเลยตามที่จำเลยเสนอขายโดยนัดจำเลยไปโอนที่ดินพร้อมชำระเงินที่สำนักงานที่ดินในวันที่ 29 มีนาคม 2556 และทั้งสองฝ่ายได้ไปยังสำนักงานที่ดินแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยถือว่าโจทก์ทั้งเจ็ดบอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายอันเป็นคำสนองรับไปยังจำเลยผู้เสนอแล้วจึงก่อให้เกิดสัญญาขึ้น เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์ที่จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ตกลงซื้อขายกัน สัญญาที่เกิดขึ้นจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย อันมีผลผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตามสัญญานั้น เมื่อจำเลยปฏิเสธไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เสนอขายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามสัญญาจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมอาศัยหนังสือเสนอขายที่ดิน ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า คดีนี้ที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยมีราคา 600,000 บาท คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดขอให้บังคับให้จำเลยขายที่ดินที่มีราคาไม่ต่ำกว่า 600,000 บาท ราคาทรัพย์ที่พิพาทเกิน 300,000 บาท ศาลชั้นต้นคือศาลแขวงเชียงใหม่ จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการบังคับจำเลยในทุนทรัพย์ 300,000 บาท มิใช่ราคา 600,000 บาท การคำนวณทุนทรัพย์ของคดีจะต้องคำนวณตามราคาที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นราคาที่ตกลงจะซื้อขายกับจำเลย จำเลยไม่เคยโต้เถียงในเรื่องนี้มาก่อนและจำเลยได้ร่วมดำเนินคดีมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น เท่ากับจำเลยยอมรับว่าคดีมีทุนทรัพย์ 300,000 บาท เมื่อเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ไม่มีผลบังคับเพราะเป็นเอกสารที่ฉีกขาดทั้งฉบับ เห็นว่า สภาพเอกสารฉีกขาดทั้งฉบับหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริง จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ แม้จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาดังกล่าวต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า พฤติการณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ เป็นข้อที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประทิน ไชยศรี กับพวก
จำเลย — นางศรีบุศย์ ดวงทวี
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9129/2558
#585101
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กับนาง ท. ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ในคดีก่อน นั้น ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่นๆ ด้วย เพราะหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนที่ดินกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับนาง ท. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับนาง ท. และศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ใช้อำนาจผู้จัดการมรดกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีนี้อีก จึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกัน คือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กับคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่

ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน มุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนาง น. ตามคำสั่งศาลจดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ ถือเป็นการโอนทางมรดก ซึ่งเข้าข้อยกเว้น จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน หลังจากพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จึงไม่เป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 4909 ตำบลกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนางกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กลับมาเป็นกองมรดกของนางนางและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดก ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กลับมาเป็นกองมรดกของนางนาง ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนขอย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยที่ 3 พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของนางนาง สร้างโศรก เฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับ คำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 87/2553 หมายเลขแดงที่1343/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้นำเงินจำนวน 90,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ตามที่ตกลงกันไว้ สัญญาประนีประนอมในข้อที่ 2 ย่อมไม่อาจนำมาผูกพันต่อโจทก์และนางสาวทิพ แต่อย่างใด คดียังเปิดช่องให้โจทก์มีสิทธิที่จะดำเนินคดีฟ้องร้องเอาคืนที่ดินพิพาทในคดีนี้ต่อไป นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 87/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับนางทิพจุฑา ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถือเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่น ๆ ด้วย หากศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับนางทิพจุฑาทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับนางทิพจุฑา และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะโจทก์ในส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้อีกจึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกันคือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งอยู่ระหว่างห้ามโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ จำเลยที่ 2 ทราบข้อกำหนดห้ามโอนตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิซื้อที่ดินอันเป็นกองมรดกของบุคคลภายนอก สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4909 ตำบลน้ำกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ทางราชการออกให้แก่นางนาง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 ซึ่งสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางนางตามคำสั่งศาล จดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ถือเป็นการโอนทางมรดกซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า เมื่อปี 2551 จำเลยที่ 1 ประกาศขายที่ดินพิพาทเนื่องจากติดจำนองอยู่กับนางละม่อม มากว่า 10 ปี แล้ว จำเลยที่ 2 จึงนำเงินไปไถ่ถอนจำนวน 150,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ส่วนจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ในราคา 460,000 บาท ขณะนั้นที่ดินพิพาทติดจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์โดยจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งเป็นการทำสัญญาเมื่อกว่า 10 ปี ซึ่งพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หาได้ตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกันถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
นางบังอร แก้วลี ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนางนาง สร้างโศรก
นายอภิสิทธิ์ สร้างโศรกหรือสร่างโศรก
จำเลย — หรือสร่างโศก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายชัยรัตน์ ชีวะเศรษฐธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวมณฑิรา จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9129/2558
#634179
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อน โจทก์กับ ท. ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 นั้น ถือได้ว่าการที่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่น ๆ ด้วย เพราะหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับ ท. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับ ท. และศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีนี้อีก จึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกัน คือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กับคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่

ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน มุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ น. ตามคำสั่งศาล จดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ ถือเป็นการโอนทางมรดกซึ่งเข้าข้อยกเว้น จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน หลังจากพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จึงไม่เป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 4909 ตำบลกระจาย อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ระหว่างจำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนางกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กลับมาเป็นกองมรดกของนางนางและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดก ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กลับมาเป็นกองมรดกของนางนาง ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยที่ 3 พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของนางนาง เฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับคำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 87/2553 หมายเลขแดงที่ 1343/2553 ของศาลชั้นต้น จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้นำเงินจำนวน 90,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ตามที่ตกลงกันไว้ สัญญาประนีประนอมยอมความในข้อที่ 2 ย่อมไม่อาจนำมาผูกพันต่อโจทก์และนางสาวทิพจุฑาแต่อย่างใด คดียังเปิดช่องให้โจทก์มีสิทธิที่จะดำเนินคดีฟ้องร้องเอาคืนที่ดินพิพาทในคดีนี้ต่อไป นั้น โจทก์มิได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ก็มิได้อ้างไว้เช่นกัน ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มิได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพิจารณามาก่อน ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่โจทก์ฎีกาว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 87/2553 ของศาลชั้นต้น ขณะนั้นโจทก์เป็นเพียงทายาทคนหนึ่งของนางนาง ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนผู้จัดการมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทจึงหาใช่คู่ความเดียวกันไม่ คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 87/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับนางสาวทิพจุฑา ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถือเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องบุคคลภายนอกแทนทายาทคนอื่น ๆ ด้วย หากศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นทรัพย์ในกองมรดก ทายาททุกคนย่อมได้รับประโยชน์ แต่การที่โจทก์กับนางสาวทิพจุฑาทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์กับนางสาวทิพจุฑา และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว การกระทำของโจทก์ในฐานะทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกใช้สิทธิขัดกับทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่น คำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวคงผูกพันเฉพาะโจทก์ในส่วนของโจทก์เท่านั้น หาได้ผูกพันทายาทอื่นหรือเจ้าของรวมคนอื่นไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้อีกจึงเป็นคู่ความเดียวกันและมีประเด็นเดียวกันคือ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำเฉพาะส่วนของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเท่านั้น แต่ในส่วนผู้จัดการมรดกหาได้เป็นฟ้องซ้ำด้วยไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งอยู่ระหว่างห้ามโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ จำเลยที่ 2 ทราบข้อกำหนดห้ามโอนตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิซื้อที่ดินอันเป็นกองมรดกของบุคคลภายนอก สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2537 บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายที่จะควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงจากผู้รับโฉนดที่ดินไปเป็นของบุคคลอื่นจนกว่าจะพ้นระยะเวลาห้ามโอน เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดก หรือเป็นการโอนในกรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางนางตามคำสั่งศาล จดทะเบียนใส่ชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนมาเป็นชื่อตนเองในฐานะทายาทในวันเดียวกันเช่นนี้ถือเป็นการโอนทางมรดกซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า เมื่อปี 2551 จำเลยที่ 1 ประกาศขายที่ดินพิพาทเนื่องจากติดจำนองอยู่กับนางละม่อมมากว่า 10 ปี แล้ว จำเลยที่ 2 จึงนำเงินไปไถ่ถอนจำนวน 150,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ส่วนจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ในราคา 460,000 บาท ขณะนั้นที่ดินพิพาทติดจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรโดยจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนในฐานะทายาทเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งเป็นการทำสัญญาเมื่อกว่า 10 ปี ซึ่งพ้นระยะเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หาได้ตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
นางบังอร แก้วลี ในฐานะส่วนตัวและ
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนาง สร้างโศรก
นายอภิสิทธิ์ สร้างโศรกหรือ
จำเลย — สร่างโศรกหรือสร่างโศก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ