คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9126/2558
#586537
เปิดฉบับเต็ม

แม้การขายฝากที่ดินพิพาทจะมีการทำนิติกรรมต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ราคาขายฝากที่ดินต่ำกว่าราคาตลาด ทั้ง ส. ซึ่ง จ.ผู้ขายฝากอ้างว่าเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันนั้น ก็เป็นญาติกับจำเลยผู้รับซื้อฝาก และราคาขายฝากนั้นจำเลยยอมรับว่าได้นำหนี้ของ ส. มารวมเข้าในราคาขายฝากด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นหนี้เท่าใด รวมทั้งไม่มีหลักฐานการเป็นหนี้มาแสดง นอกจากนี้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์เสนอไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืนในราคา 8,000,000 บาท แต่จำเลยไม่ยินยอม อันแสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทมีราคาสูงกว่าราคาที่ขายฝาก ตามพฤติการณ์แห่งคดีพอรับฟังได้ว่าจำเลยรับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินดังกล่าวด้วย หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 10742, 10743, 10744, 10745, 10746, 10747, 10748, 10749, 10750, 10751, 10752, 10753, 10754, 10755, 10756, 10757, 10758, 10759, 10760, 10761, 10762, 10763, 12159 และ 18567 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2552 และวันที่ 14 กันยายน 2552 ทั้งนี้ให้เพิกถอนเฉพาะในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการคนละครึ่ง หากจำเลยไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยให้จำเลยรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายกึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายจันทร์กับโจทก์นั้นชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยรับซื้อฝากที่ดินพิพาททั้ง 24 แปลง จากนายจันทร์ โดยไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจันทร์ นายจันทร์บอกแก่จำเลยว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนแต่ผู้เดียว ซึ่งเมื่ออ่านแล้วจะสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการปฏิเสธโดยชัดแจ้งอยู่ในตัวแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของนายจันทร์ มิใช่เป็นสินสมรสอย่างที่โจทก์อ้างในฟ้อง เห็นว่า การจัดการทรัพย์สินที่จะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนั้น จะต้องเป็นการจัดการสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 หากเป็นการจัดการเกี่ยวกับสินส่วนตัว คู่สมรสฝ่ายนั้นย่อมจัดการได้เองตามมาตรา 1473 คดีนี้แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ไว้ดังที่จำเลยอ้าง แต่จำเลยก็ได้ให้การต่อไปในตอนท้ายของข้อ 1 ว่า ในวันจดทะเบียนขายฝาก นายจันทร์ได้พานางสุวรรณาไปที่สำนักงานที่ดินแล้วแจ้งต่อจำเลยและเจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำการจดทะเบียนขายฝากว่าเป็นคู่สมรสของตนเพื่อให้ความยินยอมในการทำนิติกรรม จำเลยจึงเชื่อโดยสุจริตว่าคู่สมรสของนายจันทร์ได้ให้ความยินยอมแล้ว และนายจันทร์มีอำนาจขายฝาก เมื่ออ่านคำให้การของจำเลยโดยรวมทั้งหมดแล้ว เหตุแห่งการปฏิเสธไม่เป็นไปทางใดทางหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่เป็นสินสมรสระหว่างนายจันทร์กับโจทก์แต่อย่างใด เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายจันทร์กับโจทก์หรือไม่ และต้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของโจทก์ในฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ปัญหานี้จึงไม่เป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยรับซื้อฝากที่ดินพิพาททั้ง 24 แปลงตามฟ้อง โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ โจทก์มีนางสุวรรณา เป็นพยานเบิกความว่า พยานอยู่กินฉันสามีภริยากับนายจันทร์โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมานายจันทร์มีความจำเป็น ต้องใช้เงิน จึงไปขอยืมเงินจำเลย โดยนำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันและรับเงินกู้จำนวนไม่ถึง 4,000,000 บาท แต่ไม่ทราบเหตุผลว่าเหตุใดสัญญาขายฝากจึงระบุจำนวนเงิน 6,000,000 บาท นางสาวชุติมา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า หลังทราบเรื่องได้ติดต่อจำเลยเพื่อขอไถ่ถอน แต่จำเลยปฏิเสธและเรียกค่าเสียหาย 12,000,000 บาท ส่วนจำเลยเบิกความว่า ทำการรับซื้อฝากที่ดินพิพาทในราคา 6,000,000 บาท โดยนำหนี้ที่นางสุวรรณาเป็นหนี้มารวมเข้าในราคารับซื้อฝากด้วย เห็นว่า แม้การขายฝากที่ดินพิพาทจะมีการทำนิติกรรมต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน แต่ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่า ราคาขายฝากที่ดินต่ำกว่าราคาตลาด ทั้งนางสุวรรณาซึ่งนายจันทร์ผู้ขายฝากอ้างว่าเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันนั้น ก็เป็นญาติจำเลยผู้รับซื้อฝาก และราคาขายฝากนั้นจำเลยยอมรับว่าได้นำหนี้ของนางสุวรรณามารวมเข้าในราคาขายฝากด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าเป็นหนี้เท่าใด รวมทั้งไม่มีหลักฐานการเป็นหนี้มาแสดง นอกจากนี้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์เสนอไถ่ถอนที่ดินพิพาทคืนในราคา 8,000,000 บาท แต่จำเลยไม่ยินยอม อันแสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทมีราคาสูงกว่าราคาที่ขายฝาก ตามพฤติการณ์แห่งคดีพอรับฟังได้ว่าจำเลยรับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริต

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในประเด็นข้อนี้ นางชุติมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ทราบเรื่องการขายฝากที่ดินเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2554 โดยทราบจากการที่นายจันทร์กับนางสุวรรณาไปพบเพื่อขอยืมเงินไปไถ่ถอนที่ดินพิพาทที่ขายฝากกับจำเลย โดยโจทก์มีนางสุวรรณามาเบิกความเป็นพยานได้ความทำนองเดียวกัน ส่วนจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้รับฟังเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์เพิ่งทราบเรื่องการขายฝากที่ดินพิพาทเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2554 การที่โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ส่วนฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายที่ว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝาก แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องนายจันทร์ผู้ทำนิติกรรมขายฝากและไม่ได้นำนายจันทร์มาเป็นพยานในคดี เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในประเด็นดังกล่าวไว้ จึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายทวีศักดิ์ ชัยธันยาภัทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9108/2558
#585451
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขนสินค้าเองบางส่วนที่เหลือให้โจทก์และบริษัทอื่นรับจ้างขนสินค้าคิดค่าจ้างเป็นรายเที่ยว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์มีสัญญาต่อกันในการรับจ้างขนสินค้าบางส่วนดังกล่าว ครั้นต่อมาโจทก์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนด้านการจัดส่งสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่ง ธ. กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ยอมรับว่ายังไม่มีการทำสัญญาเนื่องจากสัญญาจะทำขึ้นในภายหลัง แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาว่าสัญญาอันมุ่งจะทำต่อกันนั้นต้องทำเป็นหนังสือ แต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ เนื่องจากยังไม่สามารถตกลงกันได้ในรายละเอียด ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา ต้องถือว่ายังไม่มีสัญญาต่อกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง สัญญาว่าจ้างรถห้องเย็นขนส่งสินค้าที่ว่าจ้างโจทก์แต่ผู้เดียวตามฟ้องจึงยังไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงจะฟ้องให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันปฏิบัติตามสัญญาโดยให้โจทก์เป็นผู้ส่งสินค้าพรานทะเลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจำเลยทั้งแปดจะต้องจัดให้มีการขนส่งสินค้าไม่น้อยกว่า 260 เที่ยวต่อสัปดาห์ หากจำเลยทั้งแปดไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 79,104,782.17 บาท ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 79,104,782.17 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้แก่จำเลยคนละ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนรัชต์ และนางนิภา เป็นกรรมการ โดยกรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งให้เช่ารถห้องเย็นเพื่อการขนส่ง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยกรรมการคนหนึ่งคนใดลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยกรรมการสองในสี่คนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อประมาณ พ.ศ.2548 โจทก์เริ่มนำรถยนต์ของโจทก์มารับจ้างขนส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 ประมาณ 5 คัน เฉลี่ยค่าขนส่งเป็นรายเที่ยวละประมาณ 1,800 บาท โดยเบิกเงินทุกสัปดาห์ ขณะนั้นมีรถยนต์ของบริษัทอื่นมารับจ้างขนสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 อยู่ก่อนแล้วประมาณ 2 ถึง 3 คัน และมีรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าเองประมาณ 13 ถึง 14 คัน ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 นายประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรการและสิ่งแวดล้อมของจำเลยที่ 1 ได้มีประกาศเรื่องบริษัทที่เข้ามาเป็นคู่ค้ากับพรานทะเลตามและตามประกาศ ระบุว่า คัดเลือกโจทก์เป็นตัวแทนด้านการจัดส่งสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้จัดส่งแบบร่างสัญญา มาให้โจทก์และมีการประชุมร่วมกันแต่ตกลงรายละเอียดในสัญญาไม่ได้ ครั้นวันที่ 22 ตุลาคม 2550 โจทก์ได้ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอหยุดขนส่งสินค้า โจทก์ได้รับค่าขนส่งสินค้าครบถ้วนแล้วตามรายการขนส่ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาว่าจ้างรถห้องเย็นขนส่งสินค้าที่ว่าจ้างโจทก์แต่ผู้เดียวโดยกำหนดระยะเวลา 3 ปี และให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เที่ยวละ 1,900 บาท ตามฟ้องเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เห็นว่า เดิมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขนสินค้าเองบางส่วนที่เหลือให้โจทก์และบริษัทอื่นรับจ้างขนสินค้าคิดค่าจ้างเป็นรายเที่ยว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์มีสัญญาต่อกันในการรับจ้างขนสินค้าบางส่วนดังกล่าว ครั้นต่อมาโจทก์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนด้านการจัดส่งสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้แก่จำเลยที่ 1 ในข้อนี้นายธนรัชต์กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยอมรับว่า ตามประกาศดังกล่าว ยังไม่มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเนื่องจากสัญญาจะทำขึ้นในภายหลัง แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาว่าสัญญาอันมุ่งจะทำต่อกันนั้นต้องทำเป็นหนังสือ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า มีการร่างสัญญากันหลายครั้งแต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่สามารถลงนามในสัญญาได้เนื่องจากยังไม่สามารถตกลงกันได้ในรายละเอียด ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา ต้องถือว่ายังไม่มีสัญญาต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง สัญญาว่าจ้างรถห้องเย็นขนส่งสินค้าที่ว่าจ้างโจทก์แต่ผู้เดียวโดยกำหนดระยะเวลา 3 ปี และให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เที่ยวละ 1,900 บาท ตามฟ้อง จึงยังไม่เกิดขึ้น โจทก์จึงจะฟ้องให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเยลโล่ทรานสปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัทยูเนี่ยนโฟรเซนโปรดักส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมชาย จันทร์นาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9093/2558
#586566
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพนักงานแผนกห้องอาหารของบริษัท ก. ซึ่งประกอบกิจการโรงแรม มีหน้าที่นำใบเสร็จรับเงินไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าที่สั่งอาหารและเครื่องดื่มแล้วนำเงินค่าอาหารและเครื่องดื่มดังกล่าวส่งให้โรงแรม การที่จำเลยนำใบเสร็จรับเงินที่ใช้เรียกเก็บเงินไปแล้วมาลงวันที่และเขียนรายการใหม่ แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้ารายใหม่ ก็เพื่อไม่ต้องนำเงินจำนวนที่จำเลยเรียกเก็บใหม่ดังกล่าวส่งมอบให้แก่ทางโรงแรมเพราะไม่มีหลักฐานการรับเงินที่แท้จริงและเก็บเงินจำนวนนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของจำเลยคือโรงแรมที่ต้องเสียค่าแรงงานและค่าอาหาร เมื่อลูกค้าไม่ยอมชำระเงินค่าอาหาร บริษัท ก. จึงเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดฐานพยายามฉ้อโกง

สำหรับคำขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6378/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อคดีนี้ศาลเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ทั้งคดีอาญาของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุก จึงนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 352 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6378/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุก 1 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน ให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6416/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 80, 83 ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 ให้ยก โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า บริษัทแกรนด์ซิทตี้ แมนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยมีตำแหน่งเป็นพนักงานแผนกห้องอาหารของบริษัทดังกล่าวซึ่งประกอบกิจการโรงแรม มีหน้าที่นำใบเสร็จรับเงินไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าแล้วนำส่งให้โรงแรม เห็นว่า การที่จำเลยนำใบเสร็จรับเงินที่ใช้เรียกเก็บเงินไปแล้ว มาลงวันที่แล้วเขียนรายการใหม่ แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากลูกค้าชาวเกาหลี จำนวน 211.86 บาท ก็เพื่อไม่ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวส่งมอบให้แก่ทางโรงแรม เพราะไม่มีหลักฐานการรับเงิน และเก็บเงินจำนวนนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของจำเลยคือทางโรงแรมที่ต้องเสียค่าแรงงานและค่าอาหาร สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่าลูกค้าได้รับประทานอาหารไปแล้วแต่ไม่ยอมชำระเงินค่าอาหาร บริษัทแกรนด์ซิทตี้ แมนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ภายในอายุความ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและส่งสำนวนให้อัยการฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกหรือลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยเคยกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้มาแล้ว และศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงค่าอาหารประมาณ 211 บาท เป็นราคาไม่มากนัก ทั้งจำเลยยังไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ การกระทำความผิดครั้งนี้น่าจะมีผลกระทบต่อการทำงานของจำเลยในอนาคต ทั้งน่าเชื่อว่าจำเลยมีบุตรอายุเพียง 3 เดือน มีภาระอื่นทางครอบครัว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการจำคุกในระยะเวลาอันสั้น แต่ให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และเมื่อเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนแล้ว ทั้งคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6378/2555 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุก จึงนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 20 วัน เป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศุภชัย นาคทองอินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายรติปกรณ์ จงอุตส่าห์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9091/2558
#586567
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก จำเลยไม่ฎีกาแต่ยื่นคำแก้ฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานยักยอกอันเป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ การกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น หากจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีนี้ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว จำเลยต้องซักค้านพยานโจทก์ที่นำสืบในชั้นพิจารณาให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์รู้เรื่องความผิดคดีนี้และรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อไร แต่จำเลยไม่ได้ซักค้านพยานโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยังไม่อาจฟังยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้ แต่จากคำเบิกความของ ห. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ประกอบกับรายงานการตรวจสอบของ บ. ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบภายในของบริษัทโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2554 จึงเป็นการฟ้องภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก จำเลยไม่ฎีกา แต่ยื่นคำแก้ฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ การกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ดังนี้ หากจำเลยประสงค์ที่จะต่อสู้คดีว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีนี้ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว จำเลยต้องซักค้านพยานโจทก์ที่นำสืบในชั้นพิจารณาให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์รู้เรื่องความผิดคดีนี้และรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อไร แต่จำเลยไม่ได้ซักค้านพยานโจทก์ให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว กลับได้ความจากคำเบิกความของนายหาญ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในช่วงเกิดเหตุนอกจากจะมีจำเลยเป็นกรรมการของโจทก์แล้วยังมีพยาน นางสาวมณฑนา และนางสาวปริญณี เป็นกรรมการของโจทก์ด้วย กรรมการของโจทก์ทั้งสี่คนมีอำนาจที่จะตรวจสอบบัญชีของโจทก์ได้ตลอดเวลาและยังต้องตรวจสอบในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งกันและกันด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 ดังนั้น ด้วยอำนาจและหน้าที่ของกรรมการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เชื่อว่านายหาญ นางสาวมณฑนา และนางสาวปริญณี หรือคนใดคนหนึ่งต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องด้วยความระมัดระวังในกิจการของบริษัทโดยเฉพาะบรรดาสมุดบัญชีและเอกสารเกี่ยวกับการเงินเพราะเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อนับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2554 ที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าเป็นวันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นระยะเวลานานร่วมสองปี การเป็นกรรมการบริหารบริษัทอย่างน้อยต้องตรวจสอบบัญชีการเงินของบริษัททุกๆ เดือน เดือนละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อยเพื่อจะได้ทราบว่าการดำเนินการของบริษัทเป็นอย่างไร สถานะทางการเงินเป็นอย่างไร เป็นต้น เมื่อมีการตรวจสอบก็ต้องพบการกระทำผิดของจำเลยเป็นแน่แท้ เชื่อว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ทราบเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยอย่างช้าที่สุดในวันที่นายบุญชัย ผู้ตรวจสอบภายในทำรายงานผลการตรวจสอบภายในให้ประธานและคณะกรรมการของโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 เป็นการวินิจฉัยโดยคาดเดาเองจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากคำเบิกความของนายหาญและตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 บัญญัติไว้ ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายบุญชัยว่า เมื่อทราบข้อพิรุธจากเอกสารที่ตรวจสอบแล้ว จึงทำรายงานให้กรรมการอื่นของโจทก์ทราบ ซึ่งรายงานดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 เมื่อนายบุญชัยทำรายงานในวันดังกล่าวและต้องส่งให้แก่กรรมการโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่อาจฟังยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้ว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 เมื่อจำเลยไม่ได้ซักค้านพยานโจทก์ให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อใด ทั้งนายหาญเบิกความว่า โจทก์ทราบการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2554 ดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับข้อเท็จจริงตามฟ้องระบุว่า โจทก์ทราบการกระทำความผิดและทราบตัวผู้กระทำความผิดเมื่อประมาณวันที่ 21 มีนาคม 2554 จากรายงานการตรวจสอบของนายบุญชัยซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบภายใน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2554 จึงเป็นการฟ้องภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติดังวินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมอนทาน่า โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — นายธนัชย์ สุวรรณวิสูตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายองอาจ ชัยเพชรโยธิน
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
สุภกิจ กิตสัมบันท์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9076/2558
#585116
เปิดฉบับเต็ม

แม้ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า การกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ระงับไปเพราะคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้แล้ว จึงเป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่าโจทก์มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 8 เดือน คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างใน

ศาลชั้นต้นว่าคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันและเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน กรณีจึงไม่มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าการกระทำของจำเลยในข้อหาโกงเจ้าหนี้ในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ ดังนี้ แม้ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า การกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) จึงเป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า

ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่าโจทก์มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยอ้าง

อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาใน

ศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหรือนางเยาวเรศ ถนอมกิตติหรือศรีเมฆ
จำเลย — นางลาวัณย์ ภู่กำชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายรุ่งโรจน์ สมบูรณ์สุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9076/2558
#635928
เปิดฉบับเต็ม

แม้ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น ว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า การกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) จึงเป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่าโจทก์มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 3,080,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ได้ส่งคำบังคับให้จำเลยทราบตามกฎหมายแล้ว ระหว่างดำเนินการสืบหาทรัพย์เพื่อจะบังคับคดี โจทก์ทราบว่าเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 27896 ไปขายให้แก่บุคคลภายนอก การกระทำของจำเลยเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้สิทธิหรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่น ซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเป็นหนี้จำนวนใด อันไม่เป็นความจริงก็ดี โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่า จำเลยได้กระทำไปโดยรู้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้แล้ว ซึ่งครบองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 8 เดือน คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นว่าคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันและเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน กรณีจึงไม่มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าการกระทำของจำเลยในข้อหาโกงเจ้าหนี้ในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ ดังนี้ แม้ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า การกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้น เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 619/2556 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) จึงเป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่าโจทก์มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยกระทำโดยรู้ว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ของตน ได้ใช้สิทธิหรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้อันเป็นองค์ประกอบความผิดในสาระสำคัญนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 บัญญัติว่า "ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษ...." ซึ่งคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 3,080,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ได้ส่งคำบังคับให้จำเลยทราบตามกฎหมายแล้ว ระหว่างดำเนินการสืบหาทรัพย์เพื่อจะบังคับคดี โจทก์ทราบว่าเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 27896 ไปขายให้แก่บุคคลภายนอก การกระทำของจำเลยเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้สิทธิหรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่น ซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเป็นหนี้จำนวนใด อันไม่เป็นความจริงก็ดี โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่า จำเลยได้กระทำไปโดยรู้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้แล้ว ซึ่งครบองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 218
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหรือนางเยาวเรศ ถนอมกิตติหรือศรีเมฆ
จำเลย — นางลาวัณย์ ภู่กำชัย
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9060/2558
#633618
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เฉพาะในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 199 ประกอบมาตรา 83 เพียงข้อเดียว ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่างพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ดังกล่าว โดยอาศัยข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 อีกไม่ได้ เพราะต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 แต่โจทก์ร่วมฎีกาโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้อนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 199, 288 ริบไม้ท่อน ผ้าเช็ดตัว ถุงพลาสติก และเทปกาวของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันซ่อนเร้นย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าใช้ท่อนไม้ตีผู้ตายจนถึงแก่ความตาย แต่กระทำไปโดยไม่มีเจตนาฆ่า

ระหว่างพิจารณา นางกิมเหลี่ยง มารดาของนายธงชัย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่น หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 10 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 199 ประกอบมาตรา 83 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 288, 83 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ตามมาตรา 199, 83 ส่วนความผิดอื่นฐานให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 รวม 2 ข้อหามีกำหนด 33 ปี 10 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ประกอบมาตรา 83 ข้อหาเดียวมีกำหนด 6 เดือน โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า กระทำผิดโดยบันดาลโทสะ ส่วนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าโทษจำคุกสูงเกินไปและขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้อง ส่วนโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ฎีกา ดังนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ประกอบ 83 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในชั้นนี้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ประกอบมาตรา 83 เพียงข้อเดียว ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่างพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ดังกล่าว โดยอาศัยข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 อีกไม่ได้ เพราะต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่โจทก์ร่วมฎีกาโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้อนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 199 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 220 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — นางกิมเหลี่ยง อังกาบ
จำเลย — นายสมชาย ตะโกพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ประพาฬ อนมาน
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9046/2558
#586564
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์สวนทางกับกลุ่มวัยรุ่นที่ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์แล่นมา 6 คัน จากนั้นพวกของจำเลยขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหนึ่งมาด่าผู้เสียหายแล้วกลับไปรวมตัวกับกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อมาพวกของจำเลยและจำเลยขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มายังบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วพวกของจำเลยใช้ขวดสุราขว้างปาใส่ผู้เสียหาย พฤติการณ์การเชื่อได้ว่า กลุ่มวัยรุ่นที่กระทำการดังกล่าวเป็นกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มเดียวกันโดยมีจำเลยอยู่ร่วมกลุ่มด้วยมาโดยตลอด แสดงว่าจำเลยรับรู้ข้อเท็จจริงที่เป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้มาตั้งแต่ต้น ประกอบกับขณะเกิดเหตุพวกของจำเลยที่ใช้ขวดขว้างปาใส่ผู้เสียหายยังใช้ผ้าปิดบังอำพรางใบหน้า ส่อแสดงว่าจะก่อเหตุร้ายขึ้นโดยไม่ให้มีผู้ใดจดจำได้ ซึ่งจำเลยย่อมตระหนักได้เป็นอย่างดี หากจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกับพวกในการกระทำความผิด จำเลยก็ชอบจะแยกตัวไปโดยไม่เกี่ยวข้องด้วย พฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นว่าจำเลยกับพวกคบคิดกันมาก่อนในการทำร้ายผู้เสียหาย และอยู่ในภาวะที่สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ อีกทั้งยังหลบหนีไปด้วยกัน จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295 และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8752/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8752/2556 ของศาลชั้นต้น เมื่อคดีดังกล่าวศาลรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลา 20 นาฬิกา ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปซื้อยาที่สหกรณ์ของหมู่บ้าน ระหว่างทางพบกลุ่มวัยรุ่นบ้านทันซึ่งเป็นคนละหมู่บ้านกับผู้เสียหาย แต่มักจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มา 6 คัน แต่ผู้เสียหายไม่สนใจ ต่อมาขณะที่ผู้เสียหายจะออกจากสหกรณ์ นายธีรพงศ์ และนายอนุพล ซึ่งเป็นวัยรุ่นบ้านทันขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาด่าผู้เสียหายว่า "ไอ้ควาย" แล้วขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์กลับไปรวมกับพวกของตนที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ห่างจากสหกรณ์ประมาณ 400 เมตร ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านยาย และใช้โทรศัพท์เรียกนายวุฒิชัย ให้มาพบ โดยผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปรออยู่ที่บริเวณถนนหน้าบ้านของนายวุฒิไกรที่เกิดเหตุ ต่อมาประมาณ 2 ถึง 3 นาที นายวุฒิชัยและภริยามายังที่เกิดเหตุแล้วพูดคุยกับผู้เสียหาย ระหว่างนั้นมีกลุ่มวัยรุ่นขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์แล่นมา 6 คัน เมื่อรถจักรยานยนต์คันแรกแล่นผ่านไป คนที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่สองซึ่งมีผ้าปิดหน้าใช้ขวดขว้างปาใส่ผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บ และโจทก์มีนายวุฒิชัยเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา พยานได้รับโทรศัพท์จากผู้เสียหายแจ้งว่า มีกลุ่มวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์ 6 คัน มาก่อกวน พยานและภริยาจึงเดินไปพบผู้เสียหายบริเวณหน้าบ้านของนายวุฒิไกรที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของพยานประมาณ 100 เมตร ระหว่างนั้นมีกลุ่มวัยรุ่นขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ประมาณ 6 คัน แล่นมายังบริเวณที่เกิดเหตุ คนร้ายที่ใช้ขวดขว้างปาใส่ผู้เสียหายมีผ้าคลุมหน้าและนั่งซ้อนท้าย หลังจากนั้นกลุ่มวัยรุ่นพากันขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนีไป กลุ่มวัยรุ่นที่ขับรถจักรยานยนต์ที่พยานรู้จักและจำหน้าได้คือนายธีรพงศ์ นายสมหวัง นายอนุพล และจำเลย ส่วนจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า วันเกิดเหตุ เวลา 21 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์เพียงลำพังไปตามถนนที่เกิดเหตุเพื่อจะไปกรีดยาง ระหว่างที่ขับผ่านหมู่บ้านที่เกิดเหตุ จำเลยพบบุคคล 2 ถึง 3 คน ยืนคุยกันอยู่ แต่ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น หลังจากกลับจากกรีดยาง 2 ถึง 3 วัน จำเลยทราบจากยายว่า มีคนกล่าวหาจำเลยว่าไปทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ขณะที่มีการออกหมายจับจำเลย จำเลยไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้าน และจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกให้ไปพบ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์สวนทางกับกลุ่มวัยรุ่นที่ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์แล่นมา 6 คัน จากนั้นพวกของจำเลยขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหนึ่งมาด่าผู้เสียหายแล้วกลับไปรวมกับกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อมาพวกของจำเลยและจำเลยขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มายังบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วพวกของจำเลยใช้ขวดสุราขว้างปาใส่ผู้เสียหาย เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไปในระยะเวลากระชั้นชิดต่อเนื่องกันโดยไม่ปรากฏว่ามีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มอื่นอีก ตามพฤติการณ์ในคดีจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า กลุ่มวัยรุ่นที่กระทำการดังกล่าวเป็นกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มเดียวกันโดยมีจำเลยอยู่ร่วมกลุ่มด้วยมาโดยตลอด แสดงว่าจำเลยรับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่เป็นมูลเหตุของคดีนี้มาตั้งแต่ต้น ประกอบกับขณะเกิดเหตุพวกของจำเลยที่ใช้ขวดขว้างปาใส่ผู้เสียหายยังใช้ผ้าปิดบังอำพรางใบหน้า ส่อแสดงว่าเจตนาจะก่อเหตุร้ายขึ้นโดยไม่ให้มีผู้ใดจดจำได้ ซึ่งจำเลยย่อมตระหนักได้เป็นอย่างดี หากจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกับพวกในการกระทำความผิด จำเลยก็ชอบที่จะแยกตัวไปโดยไม่เกี่ยวข้องด้วย แต่จำเลยกลับร่วมกับพวกใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะแล่นไปหาผู้เสียหายและใช้ขวดขว้างปาใส่ผู้เสียหาย แล้วหลบหนีไปด้วยกัน นอกจากนี้หลังเกิดเหตุ เมื่อจำเลยทราบจากยายว่า มีผู้กล่าวหาว่าจำเลยไปทำร้ายผู้เสียหาย หากจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกับพวกในการกระทำความผิด จำเลยก็น่าจะเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเสียตั้งแต่โอกาสแรกที่อาจจะกระทำได้ แต่จำเลยก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนับจากเกิดเหตุเป็นเวลาถึงประมาณ 6 เดือน จนเจ้าพนักงานตำรวจต้องติดตามจับกุมจำเลยตามหมายจับ อันเป็นข้อพิรุธของจำเลย พฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นว่าจำเลยกับพวกคบคิดกันมาก่อนในการทำร้ายผู้เสียหาย และอยู่ในภาวะที่สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ อีกทั้งยังหลบหนีไปด้วยกัน จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83, 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นายศุภกฤต พิมพ์โคตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายคำกอง คำพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวมณฑิรา จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
รัถยา สัตยาบัน
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9033/2558
#587391
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยในคดีล้มละลายซึ่งมีอำนาจรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยเพื่อแบ่งแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายอ้างว่า จำเลยซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในคดีนี้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 และบันทึกข้อตกลง เรื่อง โอนชำระหนี้ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 กับโจทก์ โดยฝ่าฝืนคำสั่งนายทะเบียน ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ที่ให้จำเลยซึ่งเป็นบริษัทรับประกันวินาศภัยหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว และห้ามมิให้จำเลยเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยเว้นแต่เป็นการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างตามปกติตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 54 การโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 70108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 38/138 และ 38/139 ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะ และมีผลให้ผู้คัดค้านซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยเพื่อประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลายโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย เนื่องจากนิติกรรมที่จำเลยโอนให้แก่โจทก์เป็นโมฆะกรรมไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของทรัพย์และไม่มีสิทธิโอนให้แก่ผู้คัดค้านได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องว่ากล่าวตามอำนาจหน้าที่ของผู้ร้องในคดีล้มละลาย มิใช่ยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้เพราะมิใช่เรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลซึ่งคำร้องนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) (4) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยินยอมชำระเงิน 3,848,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 70108 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 38/138 และ 38/139 หมู่ที่ 9 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 21846 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ตีราคาชำระหนี้ค่าซ่อมรถยนต์โจทก์จำนวน 2,255,000 บาท ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้ถือว่ามูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้และหนี้ค่าซ่อมรถยนต์ที่โจทก์ตั้งเบิกกับจำเลย แต่จำเลยยังไม่ได้ออกใบนัดให้มารับเงินจำนวน 521,582 บาท เป็นอันระงับสิ้นไป หากจำเลยไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย โดยค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนโจทก์เป็นผู้ออกทั้งสิ้น หากไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ไม่ว่าด้วยประการใด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีเอากับจำเลยได้ตามจำนวนหนี้ดังกล่าว และวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 โจทก์กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลง เรื่อง โอนชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2551 โจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 70108 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 38/138 และ 38/139 หมู่ที่ 9 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ให้แก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้พิพากษาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ นิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์ และการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้คัดค้าน ตกเป็นโมฆะ ให้โจทก์และผู้คัดค้านไปดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาท หากเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา กรณีไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้โจทก์กับผู้คัดค้านร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 3,848,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำสั่งจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์กับจำเลย ฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 และให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 70108 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 38/138 และ 38/139 ระหว่างจำเลยกับโจทก์ และระหว่างโจทก์กับผู้คัดค้าน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์และผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 70108 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 38/138 และ 38/139 ระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ โดยไม่เพิกถอนกระบวนพิจารณาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของผู้ร้องในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยในคดีล้มละลายซึ่งมีอำนาจรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยเพื่อแบ่งแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายอ้างว่า จำเลยซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในคดีนี้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 และบันทึกข้อตกลง เรื่อง โอนชำระหนี้ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 กับโจทก์ โดยฝ่าฝืนคำสั่งนายทะเบียน ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ที่ให้จำเลยซึ่งเป็นบริษัทรับประกันวินาศภัยหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว และห้ามมิให้จำเลยเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยเว้นแต่เป็นการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างตามปกติ ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 54 การโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 70108 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 38/138 และ 38/139 ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะ และมีผลให้ผู้คัดค้านซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 22 ในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยเพื่อประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลายโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย เนื่องจากนิติกรรมที่จำเลยโอนให้แก่โจทก์เป็นโมฆะกรรมไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของทรัพย์และไม่มีสิทธิโอนให้แก่ผู้คัดค้านได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องว่ากล่าวตามอำนาจหน้าที่ของผู้ร้องในคดีล้มละลาย มิใช่ยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้เพราะมิใช่เรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลซึ่งคำร้องนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) (4) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตา 246, 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้าน

พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น และยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเตียม ตาสิงห์
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ
ผู้ร้อง — บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทนามมงคลการโยธา จำกัด
จำเลย — บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระพล บุญอารีย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9004/2558
#585469
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ทิ้งฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่นๆ อันมีมาภายหลังยื่นคำฟ้อง ทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงไม่มีคดีของโจทก์อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 341 ระหว่างพิจารณา นายชัยวัฒน์ ผู้อนุบาลโจทก์ถึงแก่ความตาย นายสมศักดิ์ ผู้อนุบาลโจทก์อีกคนหนึ่ง เข้าดำเนินคดีแทน ต่อมาโจทก์ถึงแก่ความตาย นายสมศักดิ์จึงดำเนินคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 วรรคสอง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 341 เฉพาะกระทงความผิดตามคำฟ้องข้อ 2 ในส่วนข้อ 1.1, 1.2, 1.5 ถึง 1.7, 1.11, 1.14, 1.19, 1.21 ถึง 1.31 ไว้พิจารณา หมายเรียกจำเลยให้การแก้คดี สืบพยานโจทก์ หรือนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดพิจารณาคดีต่อเนื่องวันที่ 14 พฤษภาคม 2557 เวลา 9 นาฬิกา ให้โจทก์นำส่งหมายภายใน 3 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้อง การส่งหมายหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตอำนาจศาลนี้ให้แจ้งศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาจัดการให้ เมื่อถึงวันนัดดังกล่าว โจทก์ไม่มาศาล และจำเลยยื่นคำร้องว่าโจทก์ไม่ได้นำส่งหมายเรียกให้จำเลยแก้คดี ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ได้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทราบตามคำสั่งศาล ประกอบกับวันนี้โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ถือว่าโจทก์มีเจตนาทิ้งฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (1) (2) (ที่ถูก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ ในวันเดียวกันช่วงบ่าย โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ถอนนายอภิชาติ จากการเป็นทนายความโจทก์ แต่โจทก์เจ็บป่วยจึงไม่สามารถหาทนายความคนใหม่ได้ทัน โจทก์ตั้งใจจะมาศาลเพื่อขอเลื่อนคดี แต่ในช่วงเช้าโจทก์มีอาการปวดในช่องท้องอย่างเฉียบพลันและรุนแรงไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ และไม่สามารถติดต่อหาบุคคลไปเลื่อนคดีแทน ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาออกไป ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ทิ้งฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาภายหลังยื่นคำฟ้อง กระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ซึ่งหากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ หรือขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในกรณีที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์โดยผิดหลง ซึ่งมีบทกฎหมายที่จะยกขึ้นปรับแก่คดีได้โดยเฉพาะอยู่แล้ว แต่โจทก์ไม่ดำเนินการดังกล่าวกลับยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าเจ็บป่วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่มีคดีของโจทก์อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอีก หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไปก็ชอบที่จะใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 176
ชื่อคู่ความ
นางสุจิตรา เสสะเวช โดยนายชัยวัฒน์ เสสะเวช ผู้อนุบาล
และนายสมศักดิ์ เสสะเวช ผู้อนุบาล
โจทก์ — ซึ่งดำเนินคดีต่างนางสุจิตรา ผู้ตาย
จำเลย — นางสาวศรีศักดิ์ เสสะเวช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นางสาวสุปราณี สุวรรณกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2558
#584538
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งแรกให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ แต่จำเลยยังไม่ได้ขอรับเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นคืน ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งที่สอง ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท กรณีถือว่าจำเลยได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางพร้อมอุทธรณ์เพิ่มเติมอีก ทั้งไม่จำต้องมีคำขอให้เอาเงินดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ครั้งที่สองด้วย อุทธรณ์ของจำเลยครั้งที่สองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 229 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 56106 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ดินโฉนดเลขที่ 56106 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท แก่โจทก์ นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ โดยเสียค่าขึ้นศาลและค่าขึ้นศาลอนาคต 300 บาท พร้อมนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ เป็นคดีมีทุนทรัพย์จึงให้ศาลชั้นต้นตีราคาทรัพย์สินที่พิพาท ให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วน หากทุนทรัพย์ที่พิพาทเกินสามแสนให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดพร้อมคู่ความแถลงร่วมกันว่า ราคาทรัพย์สินที่พิพาทอันเป็นทุนทรัพย์คดีนี้ 410,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 4

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ แล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 56106 เลขที่ดิน 100 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,500 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนในชั้นอุทธรณ์แล้ว เมื่อครั้งที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 ตามใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 19 มีนาคม 2556 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์จึงเป็นการผิดหลงนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งแรกในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ดังนั้น เงินค่าธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นเคยสั่งให้จำเลยต้องรับผิดใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2555 จึงถูกยกไปด้วยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่จำเลยยังไม่ได้ขอรับเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นคืน ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งที่สองในวันที่ 25 สิงหาคม 2557 ว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เงินค่าธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยรับผิดใช้แทนโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2557 เมื่อคำนวณแล้วก็มีจำนวนเท่ากันกับจำนวนเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ ที่จำเลยได้วางต่อศาลชั้นต้นในครั้งก่อนซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับคืนไป กรณีถือว่าจำเลยได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางพร้อมอุทธรณ์เพิ่มเติมอีก ทั้งไม่จำต้องมีคำขอให้เอาเงินมาวางพร้อมอุทธรณ์ครั้งที่สองด้วย อุทธรณ์ของจำเลยครั้งที่สอง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจันทิมา จันทร์ตรี
จำเลย — นายสุนทร กองแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายสังกาส เนาวรัตนพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2558
#632591
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งแรก ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ เงินค่าธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นเคยสั่งให้จำเลยต้องรับผิดใช้แทนโจทก์จึงถูกยกไป แต่จำเลยยังไม่ได้ขอรับเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นคืน ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งที่สอง ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เงินค่าธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยรับผิดใช้แทนโจทก์ จึงมีจำนวนเท่ากันกับจำนวนเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยได้วางต่อศาลชั้นต้นในครั้งก่อนซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับคืนไป กรณีถือว่าจำเลยได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางพร้อมอุทธรณ์เพิ่มเติมอีก ทั้งไม่จำต้องมีคำขอให้เอาเงินดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ครั้งที่สองด้วย อุทธรณ์ของจำเลยครั้งที่สองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 229 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 56106 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ดินโฉนดเลขที่ 56106 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท แก่โจทก์ นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ โดยเสียค่าขึ้นศาลและค่าขึ้นศาลอนาคต 300 บาท พร้อมนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ เป็นคดีมีทุนทรัพย์จึงให้ศาลชั้นต้นตีราคาทรัพย์สินที่พิพาท ให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบถ้วน หากทุนทรัพย์ที่พิพาทเกินสามแสนให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดพร้อมคู่ความแถลงร่วมกันว่า ราคาทรัพย์สินที่พิพาทอันเป็นทุนทรัพย์คดีนี้ 410,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 4

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วพิพากษา ให้จำเลยและบริวารออกไปจากสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 56106 เลขที่ดิน 100 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,500 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤษภาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนในชั้นอุทธรณ์แล้ว เมื่อครั้งที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 ตามใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 19 มีนาคม 2556 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์จึงเป็นการผิดหลงนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งแรกในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ดังนั้น เงินค่าธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นเคยสั่งให้จำเลยต้องรับผิดใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2555 จึงถูกยกไปด้วยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดังกล่าว แต่จำเลยยังไม่ได้ขอรับเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นคืน ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งที่สองในวันที่ 25 สิงหาคม 2557 ว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เงินค่าธรรมเนียมที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยรับผิดใช้แทนโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2557 ดังกล่าว เมื่อคำนวณแล้วก็มีจำนวนเท่ากันกับจำนวนเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ที่จำเลยได้วางต่อศาลชั้นต้นในครั้งก่อนซึ่งจำเลยยังไม่ได้รับคืนไป กรณีถือว่าจำเลยได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางพร้อมอุทธรณ์เพิ่มเติมอีก ทั้งไม่จำต้องมีคำขอให้เอาเงินดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ครั้งที่สองด้วย อุทธรณ์ของจำเลยครั้งที่สองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจันทิมา จันทร์ตรี
จำเลย — นายสุนทร กองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8972/2558
#629406
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เท่ากับจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น เมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 57, 91, 97 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 8 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 10 เดือน 20 วัน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เท่ากับจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 12 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายนิรัตน์ รอดไป
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8970/2558
#633735
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้ใดหลบหนีจากการตรวจพิสูจน์หรือหลบหนีออกนอกศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวมพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานครมีคำสั่งที่ 7563/2552 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ว่า ... ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูฯ โดยเข้ารับการฟื้นฟูฯ ไม่ครบถ้วนตามแผนที่คณะอนุกรรมการฯ กำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกหนังสือเตือนไปยังที่อยู่ที่แจ้งไว้โดยมีผู้รับหนังสือดังกล่าวไว้แล้ว แต่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ยังไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามนัด อาสาสมัครคุมประพฤติจึงได้ออกติดตามไปยังที่อยู่ที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ แจ้งไว้ ปรากฏว่าพบบุคคลชื่อ อ. เกี่ยวพันเป็นมารดาของผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ จึงนัดให้มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานคุมประพฤติ แต่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ไม่ไปพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำหนดนัด โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ให้โอกาสในการเข้ารับการฟื้นฟูฯ แล้ว แต่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ก็ไม่ปฏิบัติตาม ไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ จากผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การให้โอกาสแก่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อให้กลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมโดยใช้วิธีการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เหมาะสมและใช้ไม่ได้ผล จึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 13 (8) ประกอบมาตรา 33 วรรคสอง วินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีต่อไป จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก็ตาม แต่เมื่อมาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยหลบหนีไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4581/2551 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4220/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา และส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4581/2551 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ เนื่องจากพ้นระยะเวลารอการลงโทษแล้ว จึงให้ยกคำขอ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า บทบัญญัติมาตรา 19 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ไม่ได้ให้อำนาจศาลเข้ามาใช้ดุลพินิจในการควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกคำสั่งทางปกครองในขั้นตอนการฟื้นฟูของคณะอนุกรรมการ เมื่อยังไม่มีผู้มีส่วนได้เสียคนใดโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการออกคำสั่งทางปกครองของคณะอนุกรรมการฟื้นฟู ศาลย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดีไปถึงดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูในส่วนคำวินิจฉัยผลการฟื้นฟูจำเลยว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่าก่อนยื่นฟ้องจำเลย จำเลยได้เข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟูตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมเข้ารับการฟื้นฟูตามแผนที่กำหนด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูจึงได้วินิจฉัยตามอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา 13 (8) โดยพิจารณาว่าผลการฟื้นฟูของจำเลยไม่เป็นที่พอใจ และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้ใดหลบหนีจากการตรวจพิสูจน์หรือหลบหนีออกนอกศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แม้การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานครมีคำสั่งที่ 7563/2552 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ว่า ... ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูฯ โดยเข้ารับการฟื้นฟูฯ ไม่ครบถ้วนตามแผนที่คณะอนุกรรมการฯ กำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกหนังสือเตือนไปยังที่อยู่ที่แจ้งไว้โดยมีผู้รับหนังสือดังกล่าวไว้แล้ว แต่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ยังไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามนัด อาสาสมัครคุมประพฤติจึงได้ออกติดตามไปยังที่อยู่ที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ แจ้งไว้ ปรากฏว่าพบบุคคลชื่ออัมพร เกี่ยวพันเป็นมารดาของผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ จึงนัดให้มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานคุมประพฤติในวันที่ 16 มิถุนายน 2552 แต่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ รายนี้ไม่ไปพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำหนดนัด โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ให้โอกาสในการเข้ารับการฟื้นฟูฯ แล้ว แต่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูฯ ก็ไม่ปฏิบัติตาม ไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ จากผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การให้โอกาสแก่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อให้กลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมโดยใช้วิธีการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เหมาะสมและใช้ไม่ได้ผล จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 13 (8) ประกอบมาตรา 33 วรรคสอง วินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีต่อไป จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก็ตาม แต่เมื่อมาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 หลังจากที่จำเลยหลบหนีไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 13 (8) ม. 19 ม. 22 ม. 23 ม. 25 ม. 29 วรรคหนึ่ง ม. 32 ม. 33 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเชาวลิตหรือเอ โกมลฐิติ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8959/2558
#633733
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและคำเบิกความของพยานโจทก์ในส่วนของข้อเท็จจริงที่ได้รับการบอกเล่าจากผู้เสียหายเป็นพยานบอกเล่า แต่สภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่า เช่นว่านี้ย่อมพิสูจน์ความจริงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ทั้งการที่โจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาได้เพราะผู้เสียหายถูกคนร้ายยิงถึงแก่ความตายเสียก่อน นับว่ามีเหตุจำเป็นที่โจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนี้ด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ กรณีเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังคำให้การของผู้เสียหายประกอบคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งแวดล้อมกรณีใกล้ชิดเหตุการณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์แล่นผ่านคนร้ายซึ่งดักรออยู่ริมถนน ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง กระสุนปืนถูกผู้เสียหาย 1 นัด ที่หลังส่วนบนเป็นแผลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.9 เซนติเมตร ทะลุออกบริเวณไหปลาร้าทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาด ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 ผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนางวงศ์เดือน ภริยาผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ตอนเที่ยงของวันเกิดเหตุผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปรับประทานก๋วยเตี๋ยว ครั้นเวลาประมาณ 12.30 นาฬิกา ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์กลับไปที่บ้านร้องตะโกนบอกพยานว่าถูกยิง พยานออกไปดูเห็นผู้เสียหายถูกยิงที่บริเวณหลังทะลุทางไหปลาร้าข้างขวา ผู้เสียหายลงจากรถใช้เสื้อซับเลือดที่บาดแผล พยานสอบถามว่าใครยิง ผู้เสียหายบอกว่าจำเลยเป็นคนยิง หลังจากนั้นผู้เสียหายโทรศัพท์บอกเพื่อนของผู้เสียหายให้ช่วยพาไปส่งโรงพยาบาล และพันตำรวจโทบุญเลิศ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อพยานได้รับแจ้งเหตุในเวลา 13 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุจึงออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ แต่ไม่พบวัตถุของกลาง จึงเดินทางไปหาผู้เสียหายที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 สอบถามผู้เสียหายได้ความว่า ระหว่างที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์กลับจากรับประทานก๋วยเตี๋ยว ก่อนถึงที่เกิดเหตุเห็นจำเลยยืนหันหลังอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ เมื่อเข้าไปใกล้จำเลยหันหน้ามาจึงจำได้เพราะเคยมีเหตุวิวาทกัน ผู้เสียหายเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์ขับหลบหนี จำเลยใช้อาวุธปืนยิง 3 นัด ถูกผู้เสียหายที่ด้านหลัง 1 นัด วันเดียวกันพยานนำภาพถ่ายจากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของจำเลยไปให้ผู้เสียหายดู ผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ยิงผู้เสียหาย ตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์ วันรุ่งขึ้นพยานไปสอบสวนผู้เสียหายอีกครั้ง ผู้เสียหายให้การไว้เหมือนกับที่แจ้งแก่พยานในวันเกิดเหตุ พยานบันทึกคำให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 ผู้เสียหายออกจากโรงพยาบาลแล้วไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติม ผู้เสียหายยังคงยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ยิงผู้เสียหาย เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางวัน ตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุเป็นทางสาธารณะแคบเพียงเท่าที่รถยนต์จะแล่นสวนกัน ผู้เสียหายมองเห็นจำเลยก่อนถึงจุดเกิดเหตุ ประมาณ 30 เมตร ก่อนขับรถผ่านและถูกยิง จึงมองเห็นจำเลยในระยะใกล้ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายและจำเลยมีเหตุทะเลาะวิวาทชกต่อยกันและรู้จักกันมาก่อนเพราะเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน บาดแผลที่ถูกยิงก็ไม่ถึงกับเป็นอันตรายสาหัส แม้ผู้เสียหายเสียเลือดมากแต่ยังสามารถขับรถกลับไปถึงบ้าน ผู้เสียหายจึงยังมีสติสัมปชัญญะดี ลักษณะที่ผู้เสียหายถูกยิงที่หลังก็สอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายที่เร่งเครื่องยนต์หลบหนี แสดงว่าผู้เสียหายเห็นชัดว่าจำเลยเป็นคนร้าย เมื่อกลับไปถึงบ้านก็แจ้งให้นางวงศ์เดือนทราบในทันทีก่อนที่นางวงศ์เดือนจะพาผู้เสียหายไปโรงพยาบาล เมื่อพนักงานสอบสวนไปสอบถามและให้ดูภาพถ่ายของจำเลย ผู้เสียหายให้การไว้ตรงกันและยืนยันภาพถ่ายของจำเลย สำหรับพันตำรวจโทบุญเลิศพนักงานสอบสวนปฏิบัติหน้าที่ไปตามกฎหมายไม่มีส่วนได้เสียกับคู่กรณีฝ่ายใด และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงว่าจะแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อว่าผู้เสียหายบอกเล่าเหตุการณ์ไปตามความเป็นจริง ข้อที่ผู้เสียหายเคยมีเหตุวิวาทชกต่อยกับจำเลยนอกจากไม่เป็นพิรุธแล้ว ยังบ่งชี้ว่าเป็นเหตุจูงใจให้จำเลยยิงผู้เสียหายเพราะนางวงศ์เดือนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เบิกความว่า วันดังกล่าวผู้เสียหายซึ่งมีอายุมากกว่าตบสั่งสอนจำเลยที่พูดจาไม่ดี ก่อนจะแยกย้ายกัน จำเลยกล่าวอาฆาตผู้เสียหายไว้ สอดคล้องกับคำให้การของผู้เสียหายที่ว่าผู้เสียหายชกต่อยกับจำเลย จำเลยสู้ไม่ได้พูดขู่ผู้เสียหายว่าระวังตัวไว้ให้ดี นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีสาเหตุโกธรเคืองกับใครอีกดังนี้ แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองในส่วนของข้อเท็จจริงที่ได้รับการบอกเล่าจากผู้เสียหายเป็นพยานบอกเล่า แต่สภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่า เช่นว่านี้ย่อมพิสูจน์ความจริงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ทั้งการที่โจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาได้เพราะผู้เสียหายถูกคนร้ายยิงถึงแก่ความตายเสียก่อน นับว่ามีเหตุจำเป็นที่โจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นและได้ยินในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนี้ด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ กรณีเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังคำให้การของผู้เสียหายประกอบคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งแวดล้อมกรณีใกล้ชิดเหตุการณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) เมื่อผลการตรวจพิสูจน์บาดแผลของแพทย์ได้ความว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยยิงที่หลังทะลุไหปลาร้า แสดงว่าจำเลยเล็งยิงที่บริเวณลำตัวท่อนบนของผู้เสียหายซึ่งเป็นบริเวณที่มีอวัยวะสำคัญ บ่งชี้ว่ามีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนกับฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่มีน้ำหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (1) (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายเอกศักดิ์หรือเอฟ โรจน์พานิชกิจ
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8938/2558
#633606
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลในความผิดฐานบุกรุกว่า โจทก์และ ส. ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) โจทก์กับ ส. แบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนคนละครึ่ง ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นภริยา ส. ก่อสร้างห้องแถวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองและเจตนาถือการครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทมาแสดง ส่วนแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) เป็นเพียงแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อการชำระภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น ไม่ใช่เอกสารสิทธิ พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกา โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นั้น ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ปรากฎว่า คดีส่วนอาญาวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน ห้ามมิให้เข้าไปกระทำการใด ๆ ในที่ดินโจทก์ กับให้จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยสามารถใช้ประโยชน์ได้และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและส่งมอบการครอบครองคืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า คดีก่อนโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีในความผิดฐานบุกรุกว่า โจทก์และนายสมบัติ ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) หมู่ที่ 5 ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา โจทก์กับนายสมบัติแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนคนละครึ่ง ต่อมานายสมบัติถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นภริยานายสมบัติก่อสร้างห้องแถวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองและเจตนาถือการครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลจังหวัดกาญจนบุรีไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 โดยวินิจฉัยว่า โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทมาแสดง ส่วนแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) เป็นเพียงแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อการชำระภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น ไม่ใช่เอกสารสิทธิ พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 11088/2557 โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยอาศัยข้อเท็จจริงในคดีอาญาว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้วหรือไม่นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า คดีอาญาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ซึ่งแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องสิทธิครอบครองของโจทก์ แต่เมื่อคดีส่วนอาญาดังกล่าวถึงที่สุดในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ปรากฏว่าคดีส่วนอาญาวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทัศนีย์ ธรรมพัฒนกิจ
จำเลย — นางอรสา พารุณ
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8921/2558
#633598
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธินั้นเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินรวมทั้งต้นยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งตาม มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้ ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าอยู่ในที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจอาศัยแสวงสิทธิจากที่ดินพิพาทได้ การกระทำของจำเลยทั้งหกจึงหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีหาใช่เป็นการสนับสนุนให้จำเลยทั้งหกกระทำ ละเมิดอันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์และชำระค่าเสียหายจำนวน 325,000 บาท ห้ามจำเลยทั้งหกกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด หรือมีคำสั่งในการบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติ โดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 325 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี พ.ศ.2521 ปัจจุบันมีจำเลยทั้งหกอยู่ในที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 701 ไร่ หมู่ที่ 3 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ที่โจทก์ซื้อมาจากนายชาญชัย เมื่อปี 2551 และโจทก์เข้าทำประโยชน์โดยมอบหมายให้นายพิชัย ปลูกต้นยูคาลิปตัสและมันสำปะหลังต่อจากนายชาญชัย แต่เมื่อที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธินั้นเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินรวมทั้งต้นยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งตาม มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้ ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าอยู่ในที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจอาศัยแสวงสิทธิจากที่ดินพิพาทได้ การกระทำของจำเลยทั้งหกจึงหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีหาใช่เป็นการสนับสนุนให้จำเลยทั้งหกกระทำละเมิดอันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ดังที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7) ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญมา จริงจัง
จำเลย — นางสาวทักษพร ศรีมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8865/2558
#586539
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ร. ได้รถยนต์พิพาทมาด้วยการกระทำความผิดฐานยักยอกซึ่งคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ร. จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 จะซื้อรถยนต์พิพาทโดยสุจริตแต่เป็นการซื้อจาก ร. ผู้ไม่มีกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิดีไปกว่า ร. คือไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทด้วยเช่นกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องใช้ราคาแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า รถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บท 6121 สุรินทร์ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งมอบได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 220,000บาท และใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายสิทธิโชค เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์พิพาทยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บท 6121 สุรินทร์ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความชั้นศาลละ3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ว่าโจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ นายระพีพัฒน์ ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้แล้ว จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัดมีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้อรถยนต์ จำเลยที่ 2 รับราชการครู จำเลยร่วมเป็นเจ้าของเต็นท์รถยนต์ที่ใช้งานแล้ว เดิมนางอรัญญา เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทหมายเลขทะเบียน บท 6121 สุรินทร์ นางอรัญญาขายรถยนต์พิพาทให้นายระพีพัฒน์ในราคา 270,000 บาท โดยการโอนลอยด้วยวิธีส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียน แบบคำขอโอนและรับโอนกับเอกสารประกอบให้แก่นายระพีพัฒน์ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 นายระพีพัฒน์ขายรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ในราคา 220,000 บาท โดยการโอนลอยเช่นกัน แล้วนายระพีพัฒน์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์ นายระพีพัฒน์ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ จากนั้นนายระพีพัฒน์นำนางอรัญญาไปแจ้งต่อนางปาลีรัตน์ เจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งสุรินทร์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าสมุดคู่มือจดทะเบียนรถสูญหายจนได้สมุดคู่มือจดทะเบียนแทนสมุดคู่มือที่สูญหายแล้วนายระพีพัฒน์นำสมุดแทนสมุดคู่มือไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อให้ตนเองเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทตามสำเนารายการจดทะเบียน ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2552 นายระพีพัฒน์จดทะเบียนโอนขายรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 นายระพีพัฒน์ถูกฟ้องคดีอาญาและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษคดีถึงที่สุดในความผิดฐานยักยอกรถยนต์พิพาทและแจ้งความเท็จตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2675/2554 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท แต่โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากนายระพีพัฒน์โดยไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสมุดจดทะเบียนรถพิพาทถือได้ว่าเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์ จำเลยทั้งสองกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ต้องชดใช้ราคารถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 เมื่อโจทก์ยังไม่ใช้ราคา จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องคืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้อุทธรณ์ขอให้จำเลยร่วมต้องรับผิดด้วย จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์และจำเลยที่ 1 แก้อุทธรณ์ว่า โจทก์จะใช้สิทธิในฐานะเจ้าของรถยนต์พิพาทเพื่อติดตามเอารถยนต์พิพาทคืนจากจำเลยทั้งสองไม่ได้เว้นแต่โจทก์จะชดใช้ราคารถยนต์พิพาทแก่จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้เรื่องโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทและจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ฟังข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามศาลชั้นต้นและพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์พิพาทยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บท 6121 สุรินทร์ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคารถยนต์พิพาทแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยร่วมโดยสุจริต อีกทั้งจำเลยร่วมกับนายระพีพัฒน์ก็เป็นเจ้าของเต็นท์รถที่ขายรถมือสองหรือรถที่ใช้แล้ว จึงควรถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ซื้อรถยนต์พิพาทโดยสุจริตจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้นในอันที่จะได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 และฎีกาอีกว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 ได้ตั้งประเด็นดังกล่าวไว้ด้วย ศาลฎีกาได้ตรวจดูรายละเอียดตามคำให้การจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 16 มกราคม 2555 แล้ว ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีเพียงว่า โจทก์มิใช่เจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่พิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริตเท่านั้น มิได้ให้การต่อสู้ไว้เลยว่าจำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์พิพาทโดยสุจริตจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น รวมทั้งเอกสารที่แนบท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยร่วมและนายระพีพัฒน์เป็นเจ้าของเต็นท์รถที่ขายรถยนต์ที่ใช้แล้วอีกด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ยกเหตุการได้มาโดยสุจริตในพฤติการณ์พิเศษขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้แต่ประการใด จึงต้องบังคับตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ดังนั้น การที่นายระพีพัฒน์ได้รถยนต์พิพาทมาด้วยการกระทำความผิดฐานยักยอกตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2675/2554 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว นายระพีพัฒน์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 จะซื้อรถยนต์พิพาทโดยสุจริตแต่เป็นการซื้อจากนายระพีพัฒน์ผู้ไม่มีกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิดีไปกว่านายระพีพัฒน์ คือไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทด้วยเช่นกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องใช้ราคาแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอิทธิพล สุริย์ฉาย
บริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
จำเลยร่วม — นายสิทธิโชค โคตรนิมิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นายสัญญา ศรีภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ปริญญา ดีผดุง
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8825/2558
#632590
เปิดฉบับเต็ม

แม้เลขอารบิค 59 กับอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่คำว่า FIFTY โจทก์นำมา ขอจดทะเบียนจะเป็นตัวเลขและคำสามัญที่ใช้สื่อสารในการพูดและเขียนตามปกติทั่วไป แต่ในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "59FIFTY" ทำให้เห็นวัตถุประสงค์ของโจทก์ได้ว่า โจทก์ขอจดทะเบียนเลขอารบิค 59 กับอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่คำว่า FIFTY รวมกันเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 มิได้ขอจดทะเบียนเพื่อใช้เลขอารบิคและคำดังกล่าวแยกกัน ดังนั้น ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านี้มีคุณสมบัติอันพึงรับจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง และมาตรา 7 วรรคสอง (3) หรือไม่ จึงต้องพิจารณาทั้ง 2 ส่วนรวมกัน ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 7 วรรคสอง (3) เพียงแสดงให้เห็นว่า ถ้าเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ขอจดทะเบียนเป็นตัวหนังสือ ตัวเลข หรือคำที่ประดิษฐ์ขึ้น ก็ให้ถือเป็นเด็ดขาดว่าเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าได้ มิได้หมายความว่า ตัวหนังสือ ตัวเลข หรือคำที่มิได้ประดิษฐ์ขึ้นแต่มีลักษณะการนำเสนอและการใช้ร่วมกันในลักษณะเช่นนี้จะไม่สามารถมีลักษณะบ่งเฉพาะได้ในทุกกรณี ซึ่งเมื่อพิจารณาทั้ง 2 ส่วนรวมกันก็หาได้สื่อถึงสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนหรือเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรงไม่ เครื่องหมายการค้าคำว่า "59FIFTY" จึงมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าของโจทก์ทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้แตกต่างไปจากสินค้าอื่น จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ อันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/2195 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 349/2555 ซึ่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "59FIFTY" ตามคำขอเลขที่ 740848 ของโจทก์ กับให้จำเลยและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "59FIFTY" ตามคำขอเลขที่ 740848 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/2195 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า 349/2555 ที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "59FIFTY" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 740848 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติฟังได้ว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "59FIFTY" ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน โดยให้เหตุผลว่า ตัวเลขและคำว่า "59FIFTY" เป็นคำสามัญทั่ว ๆ ไป ไม่มีการประดิษฐ์ในลักษณะพิเศษ จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยให้เหตุผลว่าเลขอารบิค 59 เป็นตัวเลขอารบิคธรรมดาที่ไม่ได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) ส่วนคำว่า FIFTY แปลว่า ห้าสิบ เลขห้าสิบ เป็นคำสามัญทั่วไป ไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "59FIFTY" เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ เห็นว่า แม้เลขอารบิค 59 กับอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่คำว่า FIFTY โจทก์นำมาขอจดทะเบียน จะเป็นตัวเลขและคำสามัญที่ใช้สื่อสารในการพูดและเขียนตามปกติทั่วไป แต่ในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "59FIFTY" ทำให้เห็นวัตถุประสงค์ของโจทก์ได้ว่า โจทก์ขอจดทะเบียนเลขอารบิค 59 กับอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่คำว่า FIFTY รวมกันเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 มิได้ขอจดทะเบียนเพื่อใช้เลขอารบิคและคำดังกล่าวแยกกัน ดังนั้น ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านี้มีคุณสมบัติอันพึงรับจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าได้ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง และมาตรา 7 วรรคสอง (3) หรือไม่ จึงต้องพิจารณาทั้ง 2 ส่วนรวมกัน ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 7 วรรคสอง (3) เพียงแสดงให้เห็นว่า ถ้าเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ขอจดทะเบียนเป็นตัวหนังสือ ตัวเลข หรือคำที่ประดิษฐ์ขึ้น ก็ให้ถือเป็นเด็ดขาดว่าเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าได้ มิได้หมายความว่า ตัวหนังสือ ตัวเลข หรือคำที่มิได้ประดิษฐ์ขึ้นแต่มีลักษณะการนำเสนอและการใช้ร่วมกันในลักษณะเช่นนี้จะไม่สามารถมีลักษณะบ่งเฉพาะได้ในทุกกรณี ซึ่งเมื่อพิจารณาทั้ง 2 ส่วนรวมกันก็หาได้สื่อถึงสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนหรือเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรงไม่ เครื่องหมายการค้าคำว่า "59FIFTY" จึงมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าของโจทก์ทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้แตกต่างไปจากสินค้าอื่น จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ อันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 7 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิว อีร่า แคพ โค., อิงค์.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8823/2558
#587380
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "Caramelts" เป็นคำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรม เป็นคำที่ไม่มีความหมาย ไม่มีคำแปล ถือว่าเป็นคำประดิษฐ์ขึ้น แม้คำว่า "Caramelts" จะมีอักษรโรมัน คำว่า "Caramel" รวมอยู่ด้วย แต่ก็มิได้ทำให้เข้าใจไปได้ว่าหมายถึง คาราเมลที่มีสีน้ำตาลอมเหลือง น้ำตาลไหม้ ขนมหวาน คำว่า "Caramelts" จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ย่อมนำมาใช้กับสินค้าขนมหวานช็อกโกแลต เครื่องดื่มช็อกโกแลต อาหารที่มีชื่อช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมหลักได้ คำว่า "Caramelts" จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวโดยตรง และมีลักษณะเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนในแบบ ตค. 1 ที่ พณ. 0704/3903 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2554 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 207/2555 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 761689 ของโจทก์กับให้จำเลยมีคำสั่งให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 761689 ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 207/2555 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอที่ 761689 ของโจทก์ ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไปดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า Caramelts เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบตัวอักษรที่ประกอบเป็นคำและเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าโจทก์ คำว่า "Caramelts" กับคำว่า "Caramel" เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมัน 7 ตัวแรกเป็นอักษรตัวเดียวกันกับคำว่า "Caramel"คงแตกต่างกันเพียงเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษร "t" และ "s" เพิ่มขึ้นมาในตอนท้ายของคำเท่านั้น จึงถือได้ว่ารูปลักษณะและคำทั้งสองมีรูปลักษณะที่คล้ายกันอย่างมาก เมื่อพิจารณาถึงเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับคำว่า "Caramel"คำทั้งสองมีเสียงเรียกขานที่คล้ายกันมาก มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในเสียงเรียกขานของพยางค์ที่สาม ส่วนโจทก์แก้อุทธรณ์ว่า Caramelts เป็นคำประดิษฐ์ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น หากพิจารณาจำนวนตัวอักษรหรือเปรียบเทียบกับเสียงเรียกขานแล้วในภาษาอังกฤษยังมีคำอีกจำนวนมากที่อ่านออกเสียงและมีสำเนียงเหมือนหรือใกล้เคียงกันแต่เขียนต่างกัน และคำดังกล่าวเป็นคำที่มีความหมายหรือคำแปลทั้งสิ้น และมีความหมายที่แตกกต่างกันออกไป ในภาษาอังกฤษเรียกคำเหล่านี้ว่า Words Homonyms ซึ่งหมายถึงคำที่เขียนแตกต่างกันแต่มีการอ่านออกเสียงที่เหมือนคล้ายใกล้เคียงกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยเครื่องหมายการค้าคำว่า Caramelt ของโจทก์เป็นคำประดิษฐ์ที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบและถูกต้องแล้วนั้น เห็นว่า คำว่า "Caramelts" เป็นคำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรม เป็นคำที่ไม่มีความหมาย ไม่มีคำแปล ถือว่าเป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้น แม้คำว่า "Caramelts" จะมีอักษรโรมัน คำว่า "Caramel" รวมอยู่ด้วย แต่ก็มิได้ทำให้เข้าใจไปได้ว่าหมายถึง คาราเมลที่มีสีน้ำตาลอมเหลือง น้ำตาลไหม้ ขนมหวาน คำว่า "Caramelts" จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ย่อมนำคำว่า "Caramelts" มาใช้กับสินค้าขนมหวานช็อกโกแลต ขนมช็อกโกแลต เครื่องดื่มช็อกโกแลต อาหารที่มีชื่อช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมหลักได้ ดังนี้ คำว่า "Caramelts" จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวโดยตรง และมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 207/2555 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยและคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้จนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ออกุสท์ สโตร์ก เคจี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา