คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9556/2558
#587639
เปิดฉบับเต็ม

การเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหรือข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิ ป.พ.พ. มาตรา 1145 และมาตรา 1146 กำหนดว่าจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการลงมติพิเศษ ซึ่งจะต้องมีการประชุมใหญ่โดยมีคำบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องจัดให้ไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้มีการลงมติพิเศษ และเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องนำเรื่องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก กรณีที่จำต้องใช้เอกสารยืนยันภูมิลำเนาคือ สำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคลเป็นพยานหลักฐานที่มีการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งกิจการของบริษัท บ. ก็มิได้เป็นเพียงนิติบุคคลที่จดทะเบียนเพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวข้องแต่เฉพาะบุคคลในเครือญาติของจำเลย หากแต่ต้องติดต่อกับนิติบุคคลหรือบุคคลอื่นด้วย จำเลยจะอ้างความเคยชิน และความไว้วางใจระหว่างเครือญาติของจำเลยมาเป็นข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้

การที่จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และแจ้งย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัท บ. ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทโดยอ้างว่าจำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๒/๒๕๕๒ โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งมอบให้ผู้ถือหุ้น และที่ประชุมวิสามัญมีมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมที่ตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรีโดยไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137 และมาตรา 267

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด มอบอำนาจให้นายปิยะพงศ์ ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ต่อนางสาวสุรีย์ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่า จำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 9 มกราคม2552 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ และส่งมอบหนังสือนัดประชุมให้ผู้ถือหุ้นแล้วมีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเข้าประชุม 8 คน นับจำนวนหุ้นได้ 520,000 หุ้น จำเลยเป็นประธานที่ประชุม บริษัทมีมติพิเศษที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552 ให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคนห์สนธิข้อ 2 และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมซึ่งตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรี โดยมีสำนักงานแห่งใหม่ตั้งอยู่เลขที่ 74/70 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้นายทะเบียนหลงเชื่อและรับดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอของจำเลย ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2554 นางสาวเอมอร และนางวลัยผู้ถือหุ้นของบริษัทมีหนังสือถึงนายทะเบียนขอให้ตรวจสอบและเพิกถอนการจดทะเบียน นายทะเบียนได้มีหนังสือสอบถามผู้ถือหุ้นของบริษัทถึงเรื่องดังกล่าวและได้รับแจ้งจากนางสาวเอมอร นางวลัยและแพทย์หญิงลดาวัลย์ ผู้ถือหุ้นว่าไม่เคยได้รับการบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 และไม่ได้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น โดยความจริงแล้วจำเลยไม่ได้บอกกล่าวนัดประชุม และไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 แต่อย่างใด นายทะเบียนจึงมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิดังกล่าว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวแล้ว สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกามีใจความสำคัญว่า บริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด เป็นกิจการของตระกูลนาวิกผลซึ่งมีบริษัทในเครือกว่า 10 บริษัท ผู้ถือหุ้นของบริษัทล้วนเป็นเครือญาติกัน การประชุมผู้ถือหุ้นมีวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบริษัทอื่น คือ ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้น จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเนื่องจากกระทำโดยผ่านความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น ตามข้อเท็จจริงมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิ และแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดเพราะไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า การเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหรือข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1145 และมาตรา 1146 กำหนดว่า จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการลงมติพิเศษซึ่งจะต้องมีการประชุมใหญ่โดยมีคำบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องจัดให้ไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้มีการลงมติพิเศษ และเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องนำเรื่องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก กรณีที่จำต้องใช้เอกสารยืนยันภูมิลำเนาคือสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคลเป็นพยานหลักฐานที่มีการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นที่เชื่อถือได้ในทางกฎหมาย ทั้งกิจการของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ก็มิได้เป็นเพียงนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวข้องแต่เฉพาะบุคคลในวงศ์เครือญาติของจำเลย หากแต่ต้องติดต่อสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลหรือบุคคลอื่นด้วย จำเลยจะอ้างความเคยชิน และความไว้วางใจระหว่างเครือญาติของจำเลยมาเป็นข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้ อีกทั้งการที่จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และแจ้งย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยอ้างว่าจำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งมอบให้ผู้ถือหุ้น และที่ประชุมวิสามัญมีมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 2 และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมที่ตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรีโดยไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 จำเลยจึงอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267
ป.พ.พ. ม. 1145 ม. 1146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายไกรรงค์ นาวิกผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9556/2558
#633671
เปิดฉบับเต็ม

การเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหรือข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิ ป.พ.พ. มาตรา 1145 และมาตรา 1146 กำหนดว่า จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการลงมติพิเศษ ซึ่งจะต้องมีการประชุมใหญ่โดยมีคำบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องจัดให้ไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้มีการลงมติพิเศษ และเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องนำเรื่องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก กรณีที่จำต้องใช้เอกสารยืนยันภูมิลำเนาคือสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคลเป็นพยานหลักฐานที่มีการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นที่เชื่อถือได้ในทางกฎหมาย ทั้งกิจการของบริษัท ร. ก็มิได้เป็นเพียงนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวข้องแต่เฉพาะบุคคลในวงศ์เครือญาติของจำเลย หากแต่ต้องติดต่อสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลหรือบุคคลอื่นด้วย จำเลยจะอ้างความเคยชิน และความไว้วางใจระหว่างเครือญาติของจำเลยมาเป็นข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้ อีกทั้งการที่จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และแจ้งย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัท ร. ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยอ้างว่าจำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งมอบให้ผู้ถือหุ้น และที่ประชุมวิสามัญมีมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 2 และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัท จากเดิมที่ตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรีโดยไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 137 และมาตรา 267 จำเลยจึงอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด มอบอำนาจให้นายปิยะพงศ์ ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ต่อนางสาวสุรีย์ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่า จำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ และส่งมอบหนังสือนัดประชุมให้ผู้ถือหุ้นแล้วมีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเข้าประชุม 8 คน นับจำนวนหุ้นได้ 520,000 หุ้น จำเลยเป็นประธานที่ประชุม บริษัทมีมติพิเศษที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552 ให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคนห์สนธิ ข้อ 2 และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมซึ่งตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรี โดยมีสำนักงานแห่งใหม่ตั้งอยู่เลขที่ 74/70 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้นายทะเบียนหลงเชื่อและรับดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอของจำเลย ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2554 นางสาวเอมอร และนางวลัย ผู้ถือหุ้นของบริษัทมีหนังสือถึงนายทะเบียนขอให้ตรวจสอบและเพิกถอนการจดทะเบียน นายทะเบียนได้มีหนังสือสอบถามผู้ถือหุ้นของบริษัทถึงเรื่องดังกล่าวและได้รับแจ้งจากนางสาวเอมอร นางวลัยและแพทย์หญิงลดาวัลย์ ผู้ถือหุ้นว่าไม่เคยได้รับการบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 และไม่ได้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น โดยความจริงแล้วจำเลยไม่ได้บอกกล่าวนัดประชุม และไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 แต่อย่างใด นายทะเบียนจึงมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิดังกล่าว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวแล้ว สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกามีใจความสำคัญว่า บริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด เป็นกิจการของตระกูลนาวิกผลซึ่งมีบริษัทในเครือกว่า 10 บริษัท ผู้ถือหุ้นของบริษัทล้วนเป็นเครือญาติกัน การประชุมผู้ถือหุ้นมีวิธีปฏิบัติแตกต่างจากบริษัทอื่น คือ ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้น จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเนื่องจากกระทำโดยผ่านความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น ตามข้อเท็จจริงมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิ และแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดเพราะไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า การเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหรือข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1145 และมาตรา 1146 กำหนดว่า จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการลงมติพิเศษซึ่งจะต้องมีการประชุมใหญ่โดยมีคำบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องจัดให้ไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้มีการลงมติพิเศษ และเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องนำเรื่องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก กรณีที่จำต้องใช้เอกสารยืนยันภูมิลำเนาคือสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคลเป็นพยานหลักฐานที่มีการรับรองโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นที่เชื่อถือได้ในทางกฎหมาย ทั้งกิจการของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ก็มิได้เป็นเพียงนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวข้องแต่เฉพาะบุคคลในวงศ์เครือญาติของจำเลย หากแต่ต้องติดต่อสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลหรือบุคคลอื่นด้วย จำเลยจะอ้างความเคยชิน และความไว้วางใจระหว่างเครือญาติของจำเลยมาเป็นข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้ อีกทั้งการที่จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ และแจ้งย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยอ้างว่าจำเลยได้บอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2552 โดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งมอบให้ผู้ถือหุ้น และที่ประชุมวิสามัญมีมติพิเศษให้แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 2 และย้ายที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจากเดิมที่ตั้งอยู่กรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดราชบุรีโดยไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 จำเลยจึงอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1145 ม. 1146
ป.อ. ม. 137 ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายไกรรงค์ นาวิกผล
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9535/2558
#588129
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้ถูกอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดิน ซึ่งผู้ร้องจะต้องส่งมอบเงินค่าเช่าที่ดินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ณ เวลา หรือภายในเวลาตามที่กำหนดไว้ในคำสั่ง และเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องที่มีการอายัด จึงถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 280, 311 ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดินของจำเลยที่ 2 มิได้อายัดที่ดินดังกล่าว จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยที่ 2 จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องให้แก่บุคคลภายนอก เมื่อจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว สิทธิในเงินค่าเช่าที่ดินย่อมโอนไปยังบุคคลภายนอกนับแต่วันที่จดทะเบียนการโอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 569 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิรับเงินค่าเช่าอีกต่อไป จึงมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 36,969,329.07 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4313, 4314, 5479, 6798, 112468, 112469, 126017 และ 126018 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 จำนวน 3,767.54 ตารางวา ที่จำเลยที่ 2 มีต่อผู้ร้อง ผู้ร้องได้ส่งเงินค่าเช่าให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายและจ่ายเงินที่อายัดมาทั้งหมดให้โจทก์ไปรวม 7 ครั้ง แล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของตนทั้ง 8 แปลง ให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว ผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เช่าด้วย สิทธิในการรับเงินค่าเช่าของจำเลยที่ 2 จึงสิ้นสุดลง ขอให้เพิกถอนการอายัดและให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าที่รับเกินไปจำนวน 527,456 บาท แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินค่าเช่าและทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่าย และได้จ่ายเงินให้โจทก์ไปรวม 7 ครั้ง โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ร้องและไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการอายัด ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เช่าไม่มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานข้อเท็จจริงว่า ได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายและได้จ่ายเงินที่อายัดมาทั้งหมดให้โจทก์ไปรวม 7 ครั้ง เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2553 เงินจำนวน 527,456 บาท ที่ผู้ร้องขอคืนคือ เงินค่าเช่าของเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2553

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนการอายัด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน 8 แปลง ตามคำร้อง ผู้ร้องเป็นผู้เช่าที่ดินโดยจดทะเบียนการเช่ามีกำหนด 30 ปี และเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 จำนวน 2 แปลง วันที่ 14 ธันวาคม 2552 จำนวน 1 แปลง และวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จำนวน 5 แปลง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถูกอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดิน ซึ่งผู้ร้องจะต้องส่งมอบเงินค่าเช่าที่ดินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ณ เวลาหรือภายในเวลาตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งและเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องที่มีการอายัด จึงถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280, 311 ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนการอายัดเงินค่าเช่าที่ดินหรือไม่ เห็นว่า กรณีตามคำร้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดิน มิได้อายัดที่ดิน จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยที่ 2 จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องให้แก่บุคคลภายนอก เมื่อจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว สิทธิในเงินค่าเช่าที่ดินย่อมโอนไปยังบุคคลภายนอกนับแต่วันที่จดทะเบียนการโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิรับเงินค่าเช่าอีกต่อไป จึงมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดิน ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 280 ม. 311
ป.พ.พ. ม. 569 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนสินเอเซีย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา พระราม 2 จำกัด
จำเลย — บริษัทบ้านเจริญสุข จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวดุษดี พิชยภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
รัถยา สัตยาบัน
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9529/2558
#590620
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นได้รับมอบหมายจากศาลแขวงพระโขนงให้ดำเนินการบังคับคดี ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใด ๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตามคำร้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำร้องขอของโจทก์ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนและอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้ เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 16 วรรคสอง หาเป็นการขัดต่อมาตรา 302 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแขวงพระโขนง (ปัจจุบันศาลจังหวัดพระโขนง) โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และต่อมาโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6279 ตำบลเมืองใหม่ อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีชื่อเด็กชาย ก. เป็นเจ้าของ โดยอ้างว่าจำเลยให้เด็กชาย ก. ถือกรรมสิทธิ์แทน เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา) ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งศาลแขวงพระโขนง พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลแขวงพระโขนงมอบหมายให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6279 ตำบลเมืองใหม่ อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่จำเลยยกให้เด็กชาย ก. บุตรของจำเลยโดยเสน่หา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา มีคำสั่งไม่ยึดให้ อ้างว่าตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อเด็กชาย ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาคำร้องของโจทก์ที่ขอให้บังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้รับมอบหมายจากศาลแขวงพระโขนงให้ดำเนินการบังคับคดี ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใด ๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตามคำร้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำร้องขอของโจทก์ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนและอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้ เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 16 วรรคสอง หาเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่บังคับคดีแทน และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 16 วรรคสอง ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุชิน ทิพวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสุธี สระบัว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9529/2558
#632474
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นได้รับมอบหมายจากศาลแขวงพระโขนงให้ดำเนินการบังคับคดี ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใด ๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตามคำร้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำร้องขอของโจทก์ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนและอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 16 วรรคสอง หาเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 302 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแขวงพระโขนง (ปัจจุบันศาลจังหวัดพระโขนง) โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และต่อมาโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6279 ตำบลเมืองใหม่ อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีชื่อเด็กชายกิตติ เป็นเจ้าของ โดยอ้างว่าจำเลยให้เด็กชายกิตติถือกรรมสิทธิ์แทน เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา) ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งศาลแขวงพระโขนงพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลแขวงพระโขนงมอบหมายให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6279 ตำบลเมืองใหม่ อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่จำเลยยกให้เด็กชายกิตติ บุตรของจำเลยโดยเสน่หา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา มีคำสั่งไม่ยึดให้ อ้างว่าตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อเด็กชายกิตติเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาคำร้องของโจทก์ที่ขอให้บังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้รับมอบหมายจากศาลแขวงพระโขนงให้ดำเนินการบังคับคดี ยึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใด ๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตามคำร้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำร้องขอของโจทก์ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนและอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 16 วรรคสอง หาเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่บังคับคดีแทน และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 16 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุชิน ทิพวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9526/2558
#588591
เปิดฉบับเต็ม

การอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางภายในจังหวัดอุบลราชธานีเพิ่มจำนวนรถและจำนวนเที่ยวการเดินรถ เป็นการพิจารณากำหนด (ปรับปรุง) เงื่อนไขการเดินรถตามที่นายทะเบียนจังหวัดอุบลราชธานีเสนอโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการขนส่งประจำจังหวัดอุบลราชธานี อันเข้าลักษณะเป็นการออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทาง ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 31 (1) และ (11) หาใช่การพิจารณากำหนดเส้นทาง จำนวนผู้ประกอบการขนส่งและจำนวนรถสำหรับการขนส่งประจำทางตาม มาตรา 20 (1) อันจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางอีกชั้นหนึ่ง การอนุมัติให้จำเลยที่ 1 เพิ่มจำนวนรถและจำนวนเที่ยวการเดินรถ จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่นายทะเบียนกำหนด (ปรับปรุง) เงื่อนไขการเดินรถดังกล่าว เมื่อจำนวนรถและจำนวนเที่ยวการเดินรถดังกล่าวไม่เกินกว่าจำนวนที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่หยุดการกระทำที่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2547 และเมื่อไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจำเลยที่ 4 นำมาวางชำระจนถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2547 ว่าไม่ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว โจทก์ย่อมไม่สามารถบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสี่จัดให้จำเลยที่ 1 เดินรถโดยสารในเส้นทางหมวด 4 สาย 1460 ระหว่างอำเภอเมืองอุบลราชธานีถึงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เกินจำนวนเที่ยวและเกินจำนวนคันตามที่ระบุไว้ในตารางการเดินรถที่ได้รับอนุญาต กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 500 บาท นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะหยุดทำละเมิด และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9901 ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี กับที่ดินโฉนดเลขที่ 93429 และ 93430 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ของจำเลยที่ 4 เพื่อบังคับชำระหนี้ค่าเสียหายดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี หมายบังคับคดีตลอดจนการยึดที่ดินของจำเลยที่ 4 ทั้งสามแปลงดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 10 สิงหาคม 2555 และการยึดทรัพย์ที่ดินของจำเลยที่ 4 ตลอดจนการบังคับคดีที่ได้กระทำไปจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่งระหว่างอำเภอเมืองอุบลราชธานีถึงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีสิทธิเดินรถวันละ 8 ถึง 12 คัน หรือ 24 ถึง 36 เที่ยว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กรรมการของจำเลยที่ 1 จัดให้จำเลยที่ 1 นำรถโดยสารรับส่งผู้โดยสารเกินกว่าจำนวนเที่ยวและจำนวนรถ ทำให้โจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่งประจำทางหมวด 1 สาย 1 บ้านธาตุ อำเภอวารินชำราบ ถึงสามแยกทางเข้าหมู่บ้านหนองแก อำเภอเมืองอุบลราชธานี ที่มีเส้นทางทับซ้อนกันบางส่วนต้องขาดรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 5,000 บาท ขอให้มีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่จัดให้จำเลยที่ 1 เดินรถในเส้นทางสายหมวด 4 สาย 1460 ระหว่างอำเภอเมืองอุบลราชธานีถึงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เกินกว่าจำนวนเที่ยวและเกินกว่าจำนวนคันที่ได้รับอนุญาต และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 5,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะหยุดทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่จัดให้จำเลยที่ 1 เดินรถโดยสารในเส้นทางสายหมวด 4 สาย 1460 ระหว่างอำเภอเมืองอุบลราชธานีถึงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เกินจำนวนเที่ยวและเกินจำนวนคันตามที่ระบุไว้ในตารางการเดินรถที่ได้รับอนุญาต กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 200 บาท ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะหยุดทำละเมิด ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น แต่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 500 บาท นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะหยุดทำละเมิด ต่อมาวันที่ 21 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดอุบลราชธานี ให้เพิ่มจำนวนรถจาก 12 คัน เป็น 33 คัน และเพิ่มเที่ยวการเดินรถจาก 36 ถึง 42 เที่ยว เป็น 120 ถึง 142 เที่ยวต่อวัน และนายทะเบียนประจำจังหวัดอุบลราชธานีได้กำหนด (ปรับปรุง) เงื่อนไขเกี่ยวกับจำนวนรถและเที่ยวการเดินรถตามมติดังกล่าว ตามรายงานการประชุม และสำเนาใบอนุญาต ครั้นวันที่ 12 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 22 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 4 นำเงินค่าเสียหายที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลฎีกาพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมรวม 561,505 บาท ไปวางชำระต่อศาลชั้นต้น วันที่ 10 สิงหาคม 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9901 ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี กับที่ดินโฉนดเลขที่ 93429 และ 93430 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ของจำเลยที่ 4 เพื่อบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีอ้างว่า จำเลยทั้งสี่หยุดทำละเมิดตั้งแต่วันที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดอุบลราชธานีลงมติอนุมัติให้เพิ่มจำนวนรถกับจำนวนเที่ยวการเดินรถ และได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์คัดค้านว่ามติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดอุบลราชธานี ยังไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ยังคงทำละเมิดอยู่จนปัจจุบัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ยังกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ในข้อนี้ โจทก์มิได้ปฏิเสธโต้เถียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสี่นำไปวางชำระต่อศาลชั้นต้นว่าไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสี่นำเงินไปวางชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาจนถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2547 โดยถูกต้องครบถ้วน คงมีปัญหาโต้เถียงกันเพียงว่า มติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดอุบลราชธานี ที่อนุมัติให้เพิ่มจำนวนรถและเที่ยวการเดินรถแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547 มีผลใช้บังคับได้ทันทีหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 16 บัญญัติให้มีคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง และมาตรา 19 ได้กำหนดอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวไว้ ส่วนมาตรา 17 ก็บัญญัติให้มีคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดทุกจังหวัดยกเว้นกรุงเทพมหานคร และกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าวไว้ในมาตรา 20 สำหรับการออกใบอนุญาตขนส่งนั้น มาตรา 30 กำหนดให้นายทะเบียนกลางเป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งในกรุงเทพมหานคร การขนส่งระหว่างจังหวัด การขนส่งระหว่างประเทศ และกำหนดให้นายทะเบียนประจำจังหวัดเป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งในจังหวัดของตน เว้นแต่การออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทาง จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ เมื่อปรากฏว่าการอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางภายในจังหวัดอุบลราชธานีเพิ่มจำนวนรถและจำนวนเที่ยวการเดินรถ เป็นการพิจารณากำหนด (ปรับปรุง) เงื่อนไขการเดินรถตามที่นายทะเบียนจังหวัดอุบลราชธานีเสนอ โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการขนส่งประจำจังหวัดอุบลราชธานี อันเข้าลักษณะเป็นการออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางตามมาตรา 31 (1) และ (11) หาใช่การพิจารณากำหนดเส้นทาง จำนวนผู้ประกอบการขนส่งและจำนวนรถสำหรับการขนส่งประจำทางตามมาตรา 20 (1) อันจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางอีกชั้นหนึ่งแต่อย่างใด ดังนั้น การอนุมัติให้จำเลยที่ 1 เพิ่มจำนวนรถและจำนวนเที่ยวการเดินรถจึงมีผลใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่นายทะเบียนกำหนด (ปรับปรุง) เงื่อนไขการเดินรถดังกล่าว เมื่อจำนวนรถและจำนวนเที่ยวการเดินรถดังกล่าวไม่เกินกว่าจำนวนที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ กรณีถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่หยุดการกระทำที่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2547 และเมื่อไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจำเลยที่ 4 นำมาวางชำระจนถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2547 ว่าไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ได้อีก ข้อที่โจทก์อ้างในฎีกาเกี่ยวกับความไม่ชอบในการลงมติอนุมัติให้เพิ่มจำนวนรถและจำนวนเที่ยวการเดินรถที่พิพาทของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดอุบลราชธานี และการออกใบอนุญาตของนายทะเบียนจังหวัดอุบลราชธานีนั้น เห็นว่า เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างจากการคาดการณ์ของโจทก์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวจากทางพิจารณา ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนใบอนุญาตที่ออกตามมติดังกล่าว ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะรับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนให้เพิกถอนการบังคับคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 20 (1) ม. 31 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวารินทร์เดินรถอุบล จำกัด
จำเลย — บริษัทสมคิดเดินรถ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายยุทธศักดิ์ ตั้งอิทธิพลากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลิมพล ชอบธรรม
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9489/2558
#604336
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประมาทเลินเล่อขับรถบรรทุกชนท้ายรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น และเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง ข้อ ก. เป็นค่าเสียหายที่โจทก์ต้องนำรถโดยสารไปซ่อมเป็นจำนวนเงินตามบัญชีใบประเมินราคาการซ่อม ค่าเสียหายส่วนที่โจทก์ฟ้องมาตามฟ้องข้อ ก. โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นค่าซ่อมรถโดยตรง เพียงแต่โจทก์เรียกค่าเสียหายส่วนนี้โดยอิงกับใบประเมินราคา ซึ่งหากมีการซ่อมรถก็มีรายการและราคาตามใบประเมินราคานี้ ดังนั้น แม้รถโดยสารจะถูกผู้ให้เช่าซื้อขายไปในลักษณะขายซากรถโดยไม่ได้รับการซ่อมหรือไม่ หรือโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่า ผู้ให้เช่าซื้อขายซากรถไปโดยที่ยังไม่ได้รับการซ่อมหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ เพราะโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าซ่อมรถโดยตรง แต่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยกระทำละเมิดทำให้รถโดยสารที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย โจทก์ผู้เช่าซื้อย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามฟ้องข้อ ก. ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายดังนี้ ก. ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องนำรถโดยสารไปซ่อมคิดเป็นเงินทั้งสิ้นตามบัญชีใบประเมินราคาการซ่อม 284,862.14 บาท ซึ่งปรากฏตามภาพถ่ายความเสียหายของรถท้ายฟ้องหมายเลข 2 และใบประเมินราคา ข. ค่าขาดรายได้จากการขับรถโดยสารเดือนละ 12,000 บาท กับค่าเช่าซื้อรถโดยสารเดือนละ 7,300 บาท นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องขอคิดเพียง 15 เดือน คิดเป็นเงิน 289,500 บาท และ ค. ค่าเสื่อมราคารถโดยสาร 80,000 บาท รวม 654,362.14 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 654,362 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทอาร์.เอส.ที. อินเตอร์ทรานส์จำกัด และบริษัทคูเนีย ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม โดยแสดงเหตุว่าบริษัทอาร์.เอส.ที.อินเตอร์ทรานส์ จำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยซึ่งขับรถบรรทุกไปในทางการที่จ้าง และบริษัทคูเนีย ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกว่าจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยร่วมที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 374,862.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2550 โจทก์ซึ่งมีอาชีพทำนาได้เช่าซื้อรถโดยสารซึ่งเป็นรถใหม่มาจากบริษัทโค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อ ในราคาเช่าซื้อ 633,200 บาท โจทก์ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าในวันทำสัญญา 20,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระ 84 งวด งวดละเดือน งวดละ 7,300 บาท เริ่มงวดแรกวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ชำระเพียง 5 งวด งวดที่ 5 ประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2551โจทก์ใช้รถโดยสารรับส่งผู้โดยสารตลอดมา ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 เวลากลางวันขณะที่โจทก์จอดรถโดยสารรับผู้โดยสาร จำเลยลูกจ้างของจำเลยร่วมที่ 1 ขับรถบรรทุกตามฟ้องในทางการที่จ้างของจำเลยร่วมที่ 1 หลับในอันเป็นการขับรถโดยประมาทเลินเล่อชนท้ายรถโดยสารของโจทก์ รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย ผู้โดยสารในรถโดยสารคนหนึ่งและกำลังขึ้นรถอีกคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จำเลยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาว่าขับรถโดยประมาท ศาลพิพากษาลงโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว รถบรรทุกที่จำเลยขับดังกล่าวได้มีการเอาประกันภัยไว้ต่อจำเลยร่วมที่ 2 ระบุให้จำเลยร่วมที่ 2 มีความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สิน 600,000 บาท ขณะเกิดเหตุอยู่ในระยะเวลาประกันภัย สำหรับความเสียหายของรถโดยสาร โดยหลังเกิดเหตุรถโดยสารได้ถูกนำไปไว้ที่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ มีการประเมินความเสียหายโดยบริษัทขอนแก่นยนต์ จำกัด ตีราคาค่าซ่อม 284,862.14 บาท ตามใบประเมินราคาลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 ตรงกับเอกสารท้ายฟ้อง หลังจากเกิดเหตุโจทก์ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้ออีกเลย โจทก์อ้างว่าไม่มีรายได้ เมื่อโจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ให้โจทก์ส่งมอบรถโดยสารที่เช่าซื้อแก่ผู้ให้เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้โจทก์ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 500,000 บาท ให้โจทก์ชำระค่าขาดประโยชน์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 6 เดือน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยตามคำพิพากษาดังกล่าวผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้ฟ้องเรียกค่าซ่อมรถแต่อย่างใด หลังเกิดเหตุโจทก์ติดต่อจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองให้ชดใช้ค่าเสียหาย แต่ก็ไม่ได้รับการชดใช้ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2552 กรณีค่าเสื่อมราคารถโดยสาร ศาลชั้นต้นไม่กำหนดให้ โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับค่าขาดรายได้จากการขับรถโดยสารที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 90,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่าเหมาะสมแล้ว ก็ดี และค่าเช่าซื้อรถโดยสารที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดให้ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นพ้องด้วยก็ดี โจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่วนค่าเสียหายตามฟ้องข้อ ก. ตามใบประเมินราคา ศาลชั้นต้นกำหนดให้ 40,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้เป็นจำนวนเต็มตามที่ระบุไว้ในใบประเมินราคา 284,862.14 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามฟ้องข้อ ก. หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคำเบิกความของโจทก์ที่ว่า โจทก์ทราบภายหลังว่าผู้ให้เช่าซื้อนำรถโดยสารไปขายในลักษณะขายซากรถ ตามสำนวนซึ่งรวมทั้งในชั้นอุทธรณ์ฎีกาไม่ปรากฏว่าผู้ให้เช่าซื้อขายซากรถโดยสารไปเมื่อใด ก่อนหรือหลังโจทก์ฟ้อง เพราะโจทก์เบิกความหลังฟ้องนานถึง 1 ปี 3 เดือนเศษ อาจจะขายซากรถไปหลังจากโจทก์ฟ้องก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเสียหายส่วนนี้ที่โจทก์ฟ้องมาตามฟ้องข้อ ก. โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นค่าซ่อมรถโดยตรง กล่าวคือ จำเลยประมาทเลินเล่อขับรถบรรทุกชนท้ายรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย จำเลยย่อมทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ค่าเสียหายส่วนนี้ที่โจทก์ฟ้องและนำสืบมาก็เป็นค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่ง โดยตามฟ้องโจทก์บรรยายว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องนำรถโดยสารไปซ่อมคิดเป็นเงินทั้งสิ้นตามบัญชีใบประเมินราคาการซ่อม 284,862.14 บาท ซึ่งปรากฏตามภาพถ่ายความเสียหายของรถท้ายฟ้อง และใบประเมินราคาเอกสารท้ายฟ้อง และตามทางนำสืบของโจทก์ดังที่โจทก์เบิกความข้างต้นก็เห็นได้ชัดเจนว่าโจทก์ยืนยันว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดของจำเลย โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าซ่อมรถโดยสารดังที่จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกา เพียงแต่โจทก์เรียกค่าเสียหายส่วนนี้โดยอิงกับใบประเมินราคา ซึ่งหากมีการซ่อมรถก็มีรายการและราคาตามใบประเมินราคานี้ ดังนั้น แม้รถโดยสารจะได้รับการซ่อมก่อนขายหรือไม่ หรือโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าผู้ให้เช่าซื้อขายซากรถไปโดยที่ยังไม่ได้รับการซ่อมหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ เพราะโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าซ่อมรถโดยตรง แต่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทำละเมิดทำให้รถโดยสารที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย แม้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยโดยกล่าวว่าเป็นค่าซ่อมรถตามใบประเมินราคา ก็เป็นที่เห็นได้ว่าเป็นการวินิจฉัยอิงกับค่าซ่อมรถตามใบประเมินราคา นั่นเอง ทั้งตามคำเบิกความของโจทก์ข้างต้นก็มีเหตุผลดี เพราะโจทก์ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้ออยู่ ดังนั้น โจทก์ผู้เช่าซื้อย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามฟ้องข้อ ก. ได้ ส่วนโจทก์ควรได้รับค่าเสียหายตามฟ้องข้อ ก. เพียงใดนั้น ปรากฏตามภาพถ่าย ว่ารถโดยสารได้รับความเสียหายมากทั้งด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง ค่าเสียหายย่อมเกิน 40,000 บาท เมื่อได้คำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดประกอบด้วยแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ 284,862.14 บาท นั้น เหมาะสมดีแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียง 244,862.14 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 4,897 บาท แต่จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 เสียมา 7,497 บาท เกินกว่าที่จะต้องเสีย 2,600 บาท ต้องคืนแก่จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 2,600 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศรัณย์ กัณหาจันทร์
จำเลย — นายวรายุทธ ยอดกิ่ง
จำเลยร่วม — บริษัทอาร์.เอส.ที. อินเตอร์ทรานส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายนพดล ไกษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9487/2558
#590848
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91 เพื่อเป็นการรักษาสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยไว้เท่านั้น และเป็นการไม่แน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้เพราะคำขออาจถูกยกหรืออนุญาตทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตาม มาตรา 107 การถือเอาประโยชน์ของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหาย โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อได้ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 345,312 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 345,312 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดจำนวนเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ด้วย เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 723 พัทลุง ไปจากโจทก์ในราคา 470,880 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 60 งวด งวดละ 7,334.58 บาท ต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 เมษายน 2549 และงวดถัดไปวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ หากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดต่อกัน โจทก์แจ้งให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันที ทั้งมีข้อตกลงให้ผู้เช่าซื้อเอาประกันภัยรถยนต์ประเภทที่ 1 ครอบคลุมภัยทุกชนิด โดยผู้เช่าซื้อเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยและระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์และเป็นผู้เก็บรักษากรมธรรม์ประกันภัยตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 เอาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้กับจำเลยที่ 2 มีผลคุ้มครองระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2550 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2551 ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย เนื่องจากต้นฉบับเอกสารดังกล่าวหายไป โจทก์จึงแจ้งความไว้ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 16 งวด เป็นเงิน 125,568 บาท ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 17 ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2550 ติดต่อกันเกินสามงวด ยังคงค้างชำระค่าเช่าซื้ออีก 345,312 บาท ตามรายละเอียดการชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อตามหนังสือทวงถามและใบตอบรับ ต่อมาโจทก์ทราบว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งคันโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้วตามหนังสือและใบตอบรับ จำเลยที่ 2 เพิกเฉย

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกากล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยและได้แสดงความประสงค์ขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยแล้ว โจทก์จึงต้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 มิใช่เรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจะเป็นการเรียกร้องซ้ำซ้อนนั้น เห็นว่า สัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำขึ้นตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้ออันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 เพื่อเป็นค่าทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์อีกทางหนึ่งซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพื่อให้ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวนจากข้อผูกพันตามสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับก็ได้จนกว่าจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายครบถ้วน แม้จะปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยด้วยการเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนที่เอาประกัน แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนที่ 126 ง ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 และตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนที่ 144 ง ฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2554 ว่า ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 ดังนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 27 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ก็ตาม แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้ล้มละลาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหรือไม่ ซึ่งหากโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายก็เป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในสองมาตราดังกล่าวเพื่อเป็นการรักษาสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยไว้เท่านั้น และเป็นการไม่แน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้เพราะคำขออาจถูกยกหรืออนุญาตทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตามมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น การถือเอาประโยชน์ของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อได้ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกันดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระเงิน 56,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 107
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสัญญา ขำจีน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนงนุช ตะวันพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9483/2558
#586546
เปิดฉบับเต็ม

การโอนหุ้นระหว่าง ภ. กับโจทก์มีการทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอนโดยมีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วย จึงถือว่าการโอนหุ้นดังกล่าวได้กระทำตามแบบที่กำหนดไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง และตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยมิได้กำหนดว่าการโอนหุ้นต้องได้รับความยินยอมของบริษัท ดังนั้น การโอนหุ้นระหว่าง ภ. กับโจทก์จึงไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1129 วรรคหนึ่ง และไม่ว่าหุ้นตามฟ้องจะเป็นสินสมรสระหว่าง ภ. กับโจทก์ ซึ่งถือเป็นการแบ่งสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัวของ ภ. ก็ตาม ภ. ก็มีสิทธิโอนหุ้นดังกล่าวให้โจทก์ได้ ไม่ได้มีผลกระทบต่อบริษัทจำเลยและไม่ได้ทำให้การโอนหุ้นดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการโอนหุ้นระหว่าง ภ. กับโจทก์เป็นการโอนที่ชอบ และโจทก์ในฐานะผู้รับโอนได้แจ้งให้จำเลยจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมดำเนินการ การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทใส่ชื่อโจทก์ในทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในส่วนที่โจทก์ได้รับโอนมาจากนายภูวน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดปทุมธานี เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยแทนนายภูวนหรือวินัย เลขหมายหุ้นที่ 669001 ถึง 719000 จำนวน 50,000 หุ้น หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายภูวนหรือวินัย แต่ได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548 นายภูวนถือหุ้นในบริษัทจำเลย จำนวน 149,990 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 นายภูวนทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นในบริษัท จำเลย หุ้นหมายเลข 669001 ถึงเลขที่ 719000 รวม 50,000 หุ้น ให้แก่โจทก์ โดยนายภูวนลงลายมือชื่อเป็นผู้โอน โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับโอน มีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองไว้ด้วย ตามหนังสือสัญญาโอนหุ้นในบริษัทจำกัด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การโอนหุ้นระหว่างนายภูวนกับโจทก์ได้มีการทำเป็นหนังสือและลงลาย มือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองลายมือนั้นๆ ด้วย ตามหนังสือสัญญาโอนหุ้น จึงถือว่าการโอนหุ้นดังกล่าวได้กระทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และตามข้อบังคับของบริษัทจำเลย ก็มิได้กำหนดไว้ว่า การโอนหุ้น ต้องได้รับความยินยอมของบริษัท ดังนั้น การโอนหุ้นระหว่างนายภูวนกับโจทก์จึงไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทจำเลย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ตามข้อบังคับของบริษัทจำเลย กำหนดว่าการโอนหุ้น จะนำมาใช้แก่บริษัทได้ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว และที่ทนายโจทก์แจ้งไปยังกรรมการของบริษัทจำเลย มีเงื่อนไขให้จำเลยเลือกว่าจะโอนหุ้นให้โจทก์หรือหากไม่โอนหุ้นให้โจทก์ โจทก์ก็มีความประสงค์จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งของจำเลยนั้น เห็นว่า มีข้อความสรุปได้ว่า โจทก์ในฐานะผู้รับโอนขอบอกกล่าวให้บริษัทจำเลยดำเนินการใส่ชื่อ โจทก์ลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย หรือหากไม่ดำเนินการ โจทก์ก็มีความประสงค์ที่จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งที่มีความประสงค์จะซื้อ ดังนั้น ตามหนังสือดังกล่าวเห็นได้ว่า ความประสงค์ของโจทก์ก็คือต้องการจะได้หุ้นที่นายภูวนโอนให้ โดยให้จำเลย ใส่ชื่อโจทก์ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นลำดับแรก ถือว่าโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยจดทะเบียน แก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า นายภูวนไม่มี ความประสงค์จะโอนหุ้นจริง แต่เป็นเพียงเจตนาลวงเท่านั้น ในประเด็นนี้โจทก์มีนายภูวน มาเบิกความยืนยันว่า พยานโอนหุ้นตามฟ้องให้โจทก์จริง ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการโอนหุ้นกันโดยมีเจตนาลวง สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า การโอนหุ้นโจทก์ จะต้องมีเอกสารหลายอย่างมามอบให้จำเลย ต้องมีคณะกรรมการของจำเลยเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุมดำเนินการได้ จำเลยจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องขั้นตอนการดำเนินการของจำเลยเท่านั้น เมื่อการโอนหุ้นระหว่างนายภูวนกับโจทก์เป็นการโอนที่ชอบ และจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามที่ทนายโจทก์มีหนังสือแจ้ง การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หุ้นตามฟ้องมิใช่สินสมรสระหว่างนายภูวนกับโจทก์แต่เป็นสินส่วนตัวของนายภูวน ที่นายภูวนโอนหุ้นโดยเป็นการแบ่งสินสมรสจึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ไม่ว่าหุ้นตามฟ้องจะเป็นสินสมรสซึ่งถือเป็นการแบ่งสินสมรสหรือเป็นสินส่วนตัวของนายภูวน นายภูวนก็มีสิทธิโอนหุ้นดังกล่าวให้โจทก์ได้ ไม่ได้มีผลกระทบต่อบริษัทจำเลย และไม่ได้ทำให้การโอนหุ้นดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดปทุมธานี เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยแทนนายภูวนหรือวินัย เลขหมายหุ้นที่ 669001 ถึง 719000 ตามฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกฤชดา วรสินธนา
จำเลย — บริษัทบ้านฉางปั้นจั่น (1988) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางกมลา เทพวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมภู
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9483/2558
#635933
เปิดฉบับเต็ม

การโอนหุ้นระหว่าง ภ. กับโจทก์มีการทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอนโดยมีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วย จึงถือว่าการโอนหุ้นดังกล่าวได้กระทำตามแบบที่กำหนดไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง และตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยมิได้กำหนดว่าการโอนหุ้นต้องได้รับความยินยอมของบริษัท ดังนั้น การโอนหุ้นระหว่าง ภ. กับโจทก์จึงไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1129 วรรคหนึ่ง

หนังสือที่ทนายโจทก์แจ้งไปยังกรรมการของบริษัทจำเลยมีข้อความสรุปได้ว่า โจทก์ในฐานะผู้รับโอนขอบอกกล่าวให้บริษัทจำเลยดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย หรือหากไม่ดำเนินการ โจทก์ก็มีความประสงค์ที่จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งที่มีความประสงค์จะซื้อ ตามหนังสือดังกล่าวเห็นได้ว่า ความประสงค์ของโจทก์ก็คือต้องการจะได้หุ้นที่ ภ. โอนให้ โดยให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นลำดับแรก ถือว่าโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว

เมื่อการโอนหุ้นระหว่าง ภ. กับโจทก์เป็นการโอนที่ชอบ และจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามที่ทนายโจทก์มีหนังสือแจ้งตามการกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทใส่ชื่อโจทก์ในทะเบียนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในส่วนที่โจทก์ได้รับโอนมาจากนายภูวน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดปทุมธานี เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยแทนนายภูวนเลขหมายหุ้นที่ 669001 ถึง 719000 จำนวน 50,000 หุ้น หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายภูวน แต่ได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548 นายภูวนถือหุ้นในบริษัทจำเลยจำนวน 149,990 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 นายภูวนทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นในบริษัทจำเลย หุ้นหมายเลข 669001 ถึงเลขที่ 719000 รวม 50,000 หุ้น ให้แก่โจทก์โดยนายภูวนลงลายมือชื่อเป็นผู้โอน โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับโอน มีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองไว้ด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การโอนหุ้นระหว่างนายภูวนกับโจทก์ได้มีการทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอน โดยมีพยาน 2 คน ลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วย จึงถือว่าการโอนหุ้นดังกล่าวได้กระทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยก็มิได้ กำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องได้รับความยินยอมของบริษัท ดังนั้น การโอนหุ้นระหว่างนายภูวนกับโจทก์จึงไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทจำเลย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1129 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยข้อ 4 กำหนดว่า การโอนหุ้นจะนำมาใช้แก่บริษัทได้ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วและตามหนังสือที่ทนายโจทก์แจ้งไปยังกรรมการของบริษัทจำเลยมีเงื่อนไขให้จำเลยเลือกว่าจะโอนหุ้นให้โจทก์หรือหากไม่โอนหุ้นให้โจทก์ โจทก์ก็มีความประสงค์จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งของจำเลยนั้น เห็นว่า ตามหนังสือที่ทนายโจทก์แจ้งไปยังกรรมการของบริษัทมีข้อความสรุปได้ว่า โจทก์ในฐานะผู้รับโอนขอบอกกล่าวให้บริษัทจำเลยดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย หรือหากไม่ดำเนินการ โจทก์ก็มีความประสงค์ที่จะขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งที่มีความประสงค์จะซื้อ ดังนั้น ตามหนังสือดังกล่าวเห็นได้ว่า ความประสงค์ของโจทก์ก็คือต้องการจะได้หุ้นที่นายภูวนโอนให้ โดยให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นลำดับแรก ถือว่าโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า นายภูวนไม่มีความประสงค์จะโอนหุ้นจริง แต่เป็นเพียงเจตนาลวงเท่านั้น ในประเด็นนี้โจทก์มีนายภูวนมาเบิกความยืนยันว่า พยานโอนหุ้นตามฟ้องให้โจทก์ตามจริง ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการโอนหุ้นกันโดยมีเจตนาลวง สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า การโอนหุ้นโจทก์จะต้องมีเอกสารหลายอย่างมามอบให้จำเลย ต้องมีคณะกรรมการของจำเลยเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุมดำเนินการได้ จำเลยจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องขั้นตอนการดำเนินการของจำเลยเท่านั้น เมื่อการโอนหุ้นระหว่างนายภูวนกับโจทก์เป็นการโอนที่ชอบ และจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนแก้ไขการโอนหุ้นนั้นลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามที่ทนายโจทก์มีหนังสือแจ้ง การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกฤชดา วรสินธนา
จำเลย — บริษัทบ้านฉางปั้นจั่น (1988) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมพู
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9481/2558
#632419
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 31-0857 กรุงเทพมหานคร และหมายเลขทะเบียน 31-4326 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถโดยสารไม่ประจำทางหมายเลขทะเบียน 30-0174 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างหรือตามที่จำเลยที่ 2 มอบหมาย ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. เอาประกันภัยรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 30-0174 กรุงเทพมหานคร ไว้กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2549 เวลา 16.40 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารคันดังกล่าวออกจากหน้าบริษัท ท. แล้วเลี้ยวซ้ายเพื่อตรงออกปากซอยนิคมอุตสาหกรรมบางพลีซอย 7 ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนด้วยความเร็วสูงและไม่สามารถหยุดห้ามล้อได้ทัน เป็นเหตุให้รถโดยสารที่จำเลยที่ 1 ขับพุ่งเข้าชนรถโดยสารทั้งสองคันของโจทก์ที่จอดดับเครื่องยนต์อยู่ริมถนนหน้าบริษัท ด. เพื่อรอรับคนงานจนรถโดยสารทั้งสองคันของโจทก์ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 30-0174 กรุงเทพมหานคร จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ที่จำเลยที่ 1 ขับ ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ และขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัย อันมีลักษณะเป็นการเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถโดยสารคันดังกล่าว ซึ่งการรับประกันภัยค้ำจุนนั้น ผู้รับประกันภัยจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง แต่คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขับรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 30-0174 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้ขับรถในฐานะใดหรือมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ผู้เอาประกันภัย อันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีโอกาสทราบว่าผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุใด อันจะทำให้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นผู้รับประกันภัย ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 641,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 609,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 519,800 บาท ให้โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 กันยายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่เกิน 600,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าส่วนที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 และค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 31-0857 กรุงเทพมหานคร และหมายเลขทะเบียน 31-4326 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถโดยสารไม่ประจำทางหมายเลขทะเบียน 30-0174 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างหรือตามที่จำเลยที่ 2 มอบหมาย ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติศักดิ์ ทรานสปอร์ต (1992) เอาประกันภัยรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 30-0174 กรุงเทพมหานคร ไว้กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2549 เวลา 16.40 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารคันดังกล่าวออกจากหน้าบริษัทไทรอัมพ์ จำกัด แล้วเลี้ยวซ้ายเพื่อตรงออกปากซอยนิคมอุตสาหกรรมบางพลีซอย 7 ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนด้วยความเร็วสูงและไม่สามารถหยุดห้ามล้อได้ทัน เป็นเหตุให้รถโดยสารที่จำเลยที่ 1 ขับพุ่งเข้าชนรถโดยสารทั้งสองคันของโจทก์ที่จอดดับเครื่องยนต์อยู่ริมถนนหน้าบริษัทดูแม็กซ์ จำกัด เพื่อรอรับคนงานจนรถโดยสารทั้งสองคันของโจทก์ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 30-0174 กรุงเทพมหานคร จากห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติศักดิ์ ทรานสปอร์ต (1992) ที่จำเลยที่ 1 ขับ ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ และขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัย อันมีลักษณะเป็นการเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถโดยสารคันดังกล่าว ซึ่งการรับประกันภัยค้ำจุนนั้น ผู้รับประกันภัยจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง แต่คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขับรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 30-0174 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้ขับรถในฐานะใดหรือมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติศักดิ์ ทรานสปอร์ต (1992) ผู้เอาประกันภัย อันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีโอกาสทราบว่าผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุใด อันจะทำให้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นผู้รับประกันภัย ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแมจิค รูทส์ จำกัด
จำเลย — นายพลากร มาดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9479/2558
#589746
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุนของบริษัท ซึ่งก็คือขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทครั้งที่ 3/2536 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2536 ครั้งที่ 4/2536 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2536 และครั้งที่ 5/2536 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2536 โดยให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองถือหุ้นตามอัตราส่วนก่อนการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าว โดยอ้างว่าการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองไม่ชอบ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องขอให้เพิกถอนมติโดยอ้างว่าการประชุมใหญ่วิสามัญนั้นได้นัดเรียกประชุมฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ดังนี้การขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบ ป.พ.พ. มาตรา 1195 ต้องยื่นต่อศาลภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันลงมติ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เกินกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุนของบริษัทสินการช่าง จำกัด ตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปี 2545 และมีคำสั่งให้บริษัทสินการช่าง จำกัด กลับคืนสู่สถานะเดิมมีทุนจดทะเบียนจำนวน 1,000,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองถือหุ้นตามบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2536 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 46,768,000 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 126,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนด ค่าทนายความ 100,000 บาท

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2536 ถึง ครั้งที่ 5/2536 หรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1310/2517 คดีระหว่างบรษัทซีไซด์เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด กับพวก โจทก์กับนายไกรพิชย์ ในฐานะนายทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทกรมทะเบียนการค้า กระทรวงเศรษฐการ จำเลย ที่โจทก์ที่ 1 อ้าง เป็นเรื่องที่ศาลวินิจฉัยไว้ว่า การประชุมใหญ่วิสามัญของบริษัทผิดกฎหมายจนถือว่าไม่มีการประชุมและลงมติกันจริง และมิใช่การประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบตามความหมายของประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ซึ่งต่างกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุนของบริษัท ซึ่งก็คือขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทครั้งที่ 3/2536 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2536 ครั้งที่ 4/2536 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2536 และครั้งที่ 5/2536 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2536 โดยให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองถือหุ้นตามอัตราส่วนก่อนการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าว โดยอ้างว่าการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองไม่ชอบ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องขอให้เพิกถอนมติโดยอ้างว่า การประชุมใหญ่วิสามัญนั้นได้นัดเรียกประชุมฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ดังนี้การขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ฝ่าฝืนตามมาตรา 1195 ต้องยื่นต่อศาลภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันลงมติ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เกินกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญที อารีพิทักษ์ กับพวก
จำเลย — นายเม้ง แซ่เอ๊าหรือนายปรีชา อารีพิทักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุขุม นามวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิพันธ์ ช่วยสกุล
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
วิรุฬห์ แสงเทียน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9477/2558
#587379
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนี้ตามสัญญาซื้อขายที่มีคำชี้ขาดนี้จะเป็นหนี้เงิน ซึ่งกฎหมายให้คิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ผิดนัด แต่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก็ต้องเป็นไปตามข้อเรียกร้อง และคำขอที่ให้ชี้ขาดในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งตามข้อเรียกร้องของผู้ร้องมิได้มีคำขอดอกเบี้ยหลังวันชี้ขาดด้วย และอนุญาโตตุลาการก็ชี้ขาดดอกเบี้ยเฉพาะตามที่ขอ เมื่อผู้ร้องมาขอบังคับตามคำชี้ขาด ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้บังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดนั้นได้ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมีคำขอดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จมาท้ายคำร้อง ก็เป็นการขอบังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดที่กำหนดสถานะความรับผิดของผู้คัดค้านจากการผิดสัญญาซื้อขายไว้โดยเฉพาะแล้ว และตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 นั้น ศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับเกินคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสภาอนุญาโตตุลาการด้านเศรษฐกิจและพาณิชย์ระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 ให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ร้องจำนวน 551,756.29 ดอลลาร์สหรัฐ โดยคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 (วันที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด) ในอัตราแลกเปลี่ยน 34.63 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ คิดคำนวณเป็นเงินบาทได้เป็นเงินจำนวน 19,063,179.81 บาท ให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายจากอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยที่เกิดจากการชำระหนี้ล่าช้า เงินชดเชยค่าทนายความ ค่าเดินทาง ค่าที่พักที่เกิดขึ้นจากการเดินทางไปประเทศไทยเพื่อทวงถามค่าสินค้า ค่าธรรมเนียมของอนุญาโตตุลาการ รวมเป็นเงินที่ผู้คัดค้านต้องชำระให้แก่ผู้ร้องจำนวน 955,228.74 หยวน โดยคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 (วันที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด) ในอัตราแลกเปลี่ยน 5.45 บาท ต่อ 1 หยวน คิดคำนวณเป็นเงินบาทได้เป็นเงินจำนวน 5,205,996.63 บาท รวมยอดเงินที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านต้องชำระให้แก่ผู้ร้องเป็นเงินทั้งสิ้น 24,269,176.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ (ครบกำหนดชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในวันที่ 6 มิถุนายน 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ดอกเบี้ยคิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นระยะเวลา 1,079 วันเป็นเงิน 5,380,775.61 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ดังนี้

(1) เงินจำนวน 551,756.29 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

(2) เงินจำนวน 955,228.74 หยวน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 40,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องได้ยื่นข้อเรียกร้องให้คณะอนุญาโตตุลาการสภาอนุญาโตตุลาการด้านเศรษฐกิจและพาณิชย์ระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ชี้ขาดข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายเส้นเหล็กกล้าระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านขาดนัดยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 ให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ค่าสินค้า 551,756.29 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเสียหายจากอัตราแลกเปลี่ยน 377,015 หยวน ดอกเบี้ยกรณีชำระหนี้ล่าช้า (อัตราร้อยละ 7.02 ต่อปี) 264,625.85 หยวน ค่าทนายความ 146,111 หยวน ค่าเดินทางและที่พัก 32,399.89 หยวน และค่าธรรมเนียมอนุญาโตตุลาการ 135,077 หยวน แก่ผู้ร้อง

ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งที่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ได้บังคับเรื่องดอกเบี้ยในส่วนนี้ไว้ และยังเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยอีกด้วย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้หนี้ตามสัญญาซื้อขายที่มีคำชี้ขาดนี้จะเป็นหนี้เงิน ซึ่งกฎหมายให้คิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ผิดนัด แต่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก็ต้องเป็นไปตามข้อเรียกร้องและคำขอที่ให้ชี้ขาดในเรื่องนั้นๆ ซึ่งตามข้อเรียกร้องของผู้ร้องมิได้มีคำขอดอกเบี้ยหลังวันชี้ขาดด้วย และอนุญาโตตุลาการก็ชี้ขาดดอกเบี้ยเฉพาะตามที่ขอ เมื่อผู้ร้องมาขอบังคับตามคำชี้ขาด ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้บังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดนั้นได้ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมีคำขอดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จมาท้ายคำร้อง ก็เป็นการขอบังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดที่กำหนดสถานะความรับผิดของผู้คัดค้านจากการผิดสัญญาซื้อขายไว้โดยเฉพาะแล้ว และตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 นั้น ศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับเกินคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านชำระเฉพาะเงิน 551,756.29 ดอลลาร์สหรัฐ และ 955,228.74 หยวน แก่ผู้ร้อง โดยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยของเงินทั้งสองจำนวน ในกรณีที่จะชำระเป็นเงินบาท ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความแทนผู้ร้อง 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 42
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเจียงยิน คังรุ่ย สเตนเลส สตีล โปรดักส์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทเวิลด์ ไวด์ บรัช จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9476/2558
#590004
เปิดฉบับเต็ม

คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้เป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งวาเรน - แฟร์ไอน์ แดร์ ฮามบัวร์เกอร์ เบอร์เซ อี.วี. ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จึงเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ซึ่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 ถึงมาตรา 44 เห็นได้แจ้งชัดว่า คู่พิพาทอาจร้องขอต่อศาลประเทศไทยที่มีเขตอำนาจให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำขึ้นในต่างประเทศได้ และศาลที่มีเขตอำนาจจะมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดนั้นให้ต่อเมื่อเป็นคำชี้ขาดที่อยู่ในบังคับแห่งสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่ประเทศไทยยอมตนเข้าผูกพันเท่านั้น ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 หรือคู่พิพาทซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งได้กระทำขึ้นในต่างประเทศอาจขอให้ศาลประเทศไทยที่มีเขตอำนาจมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวหากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 (1) ถึง (6) บัญญัติได้เท่านั้น แต่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลไทยที่มีเขตอำนาจมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำขึ้นในต่างประเทศ การร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงต้องร้องขอต่อศาลในประเทศที่คำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการได้กระทำขึ้นเท่านั้น สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 5 (1) (อี) ในอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติหรือ "UNCITRAL Model Laws" ที่กำหนดไว้ใน Ariticle 34 และ 36 การเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 นั้น เฉพาะศาลที่มีการดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาลเท่านั้นที่อาจพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอแย้งให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวซึ่งเป็นคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำขึ้นในต่างประเทศได้

ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินสกุลต่างประเทศโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ถึงกำหนดชำระเงินตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการนั้น ยังไม่ถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 ที่บัญญัติให้ลูกหนี้ใช้เป็นเงินไทยได้โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามคำชี้ขาดและคำสั่งของศาลสูงมลรัฐแห่งนครรัฐฮันซีติก ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 1,206,765 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย ณ อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 31 มีนาคม 2551 ในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.6229 บาท รวมเป็นเงิน 38,161,408.92 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2551 และขอให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมอนุญาโตตุลาการคืนให้แก่ผู้ร้องจำนวน 28,853.75 ยูโร (ที่ถูก 28,853.74 ยูโร) หรือคิดเป็นเงินไทย ณ อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 31 มีนาคม 2551 ในอัตรา 1 ยูโร เท่ากับ 50.0139 บาท เป็นเงินจำนวน 1,443,088.57 บาท รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 39,604,497.49 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน แก้ไขคำคัดค้าน และคำร้องขอแย้ง ขอให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ มีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องให้การแก้คำร้องขอแย้ง ขอให้ยกคำร้องขอแย้งของผู้คัดค้าน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งวาเรน - แฟร์ไอน์ แดร์ ฮามบัวร์เกอร์ เบอร์เซ อี.วี. โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องดังนี้ (1) ค่าเสียหายจำนวน 1,206,765 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2551 โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 (2) ค่าฤชาธรรมเนียมอนุญาโตตุลาการจำนวน 28,853.75 ยูโร โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 800,000 บาท ยกคำร้องขอแย้ง ให้ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับคำร้องขอแย้งเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ขอให้บังคับตามคำร้องขอแย้งของผู้คัดค้านโดยให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น เห็นว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งวาเรน - แฟร์ไอน์ แดร์ ฮามบัวร์เกอร์ เบอร์เซ อี.วี. ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว จึงเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ซึ่งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 ถึงมาตรา 44 บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและการร้องขอให้บังคับตามหรือปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จากบทบัญญัติมาตรา 40 ถึงมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ดังกล่าวเห็นได้แจ้งชัดว่า คู่พิพาทอาจร้องขอต่อศาลประเทศไทยที่มีเขตอำนาจให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำขึ้นในต่างประเทศได้และศาลที่มีเขตอำนาจจะมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดนั้นให้ต่อเมื่อเป็นคำชี้ขาดที่อยู่ในบังคับแห่งสนธิสัญญา อนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่ประเทศไทยยอมตนเข้าผูกพันเท่านั้น สนธิสัญญาหรืออนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี คืออนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ (Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Award) หรืออนุสัญญากรุงนิวยอร์ก (New York Convention) ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 หรือคู่พิพาทผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งได้กระทำขึ้นในต่างประเทศอาจขอให้ศาลประเทศไทยที่มีเขตอำนาจมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งได้กระทำในต่างประเทศหากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่มาตรา 43 (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 บัญญัติได้เท่านั้น แต่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่ให้อำนาจศาลไทยที่มีเขตอำนาจมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำขึ้นในต่างประเทศ คงบัญญัติให้อำนาจศาลไทยที่มีเขตอำนาจที่มีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำขึ้นในต่างประเทศหรือมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำขึ้นในต่างประเทศได้ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 41 และมาตรา 43 ตามลำดับ เท่านั้น การร้องขอให้ศาลไทยที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 ดังกล่าวมิได้บัญญัติให้คู่พิพาทร้องขอให้ศาลไทยที่มีเขตอำนาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำขึ้นในต่างประเทศได้เช่นเดียวกับการร้องขอให้ศาลไทยที่มีเขตอำนาจมีคำพิพากษาบังคับตามหรือมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำขึ้นในต่างประเทศดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 41 และมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ดังนั้น การร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงต้องร้องขอต่อศาลในประเทศที่คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้กระทำขึ้นเท่านั้นซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 5 (1) (อี) ในอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย มาตรา 5 (1) (อี) ดังกล่าว บัญญัติว่า "อาจมีการปฏิเสธไม่ยอมรับและบังคับให้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ หากคู่พิพาทฝ่ายที่จะถูกบังคับตามคำชี้ขาดพิสูจน์ได้ว่า คำชี้ขาดนั้นได้ถูกเพิกถอนแล้วโดยเจ้าหน้าที่หรือองค์กรผู้มีอำนาจของประเทศที่มีการทำคำชี้ขาดหรือของประเทศที่คำชี้ขาดได้ทำขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศนั้น" (Article V 1. Recognition and enforcement of the award may be refused, at the request of the party against whom it is invoked, only if that party furnishes to the competent authority where the recognition and enforcement is sought, proof that:

(e) The award has not yet become binding on the parties, or has been set aside or suspended by a competent authority of the country in which, or under the law of which, that award was made.) ซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าการเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่หรือองค์กรที่มีอำนาจในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาดซึ่งโดยปกติก็คือศาล นอกจากนี้ยังปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ว่า "เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระงับข้อพิพาททางการพาณิชย์ระหว่างประเทศ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายอนุญาโตตุลาการของประเทศอื่นด้วยสมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเสียใหม่ โดยนำกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันอย่างกว้างขวางมาเป็นหลักเพื่อการพัฒนาระบบอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ และส่งเสริมให้มีการใช้กระบวนการทางอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาททางแพ่งและพาณิชย์ระหว่างประเทศให้แพร่หลายยิ่งขึ้น อันจะเป็นการลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาลอีกทางหนึ่งจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้" ซึ่งในกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ หรือ "UNCITRAL Model Laws" มีบทบัญญัติเรื่องการคัดค้านคำชี้ขาดโดยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยตรงโดยบัญญัติอยู่ใน "Article 34" ซึ่งได้กำหนดเหตุต่างๆ ที่ศาลอาจเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไว้บทบัญญัติในมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีที่มาจากการแปล "Article 34" ของกฎหมายแม่แบบของ "UNCITRAL" ดังกล่าว และใน "Article 36 (1) (v)" ของกฎหมายแม่แบบดังกล่าวได้บัญญัติถึงเหตุที่ศาลอาจปฏิเสธไม่รับบังคับให้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในกรณีที่คำชี้ขาดนั้นได้ถูกเพิกถอนแล้ว ในประเทศที่ได้ทำคำชี้ขาดหรือในประเทศที่คำชี้ขาดได้ทำขึ้นภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นซึ่งสำนักงานเลขาธิการ "UNCITRAL" ได้ทำคำอธิบายกฎหมายแม่แบบของ "UNCITRAL" ในเรื่องนี้ไว้ว่า "แม้เหตุแห่งการเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม "Article 34 (2)" กับเหตุแห่งการปฏิเสธไม่ยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม "Article 36 (1)" จะเหมือนกันเกือบทั้งหมด แต่ก็มีข้อแตกต่างในทางปฏิบัติ กล่าวคือ การร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดตาม "Article 34 (2)" อาจยื่นได้เฉพาะต่อศาลในประเทศที่ทำคำชี้ขาดเท่านั้น ในขณะที่การร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอาจยื่นต่อศาลในประเทศใดก็ได้ (Although the grounds for setting aside as set out in article 34 (2) are almost identical to those for refusing recognition or enforcement as set out in article 36 (1), a practical difference should be noted. An application for setting aside under article 34 (2) may only be made to a court in the State where the award was rendered whereas an application for enforcement might be made in a court in any State. (United Nations, "UNCITRAL Model Law on International Commercial Arbitration with amendments as adopted in 2006 and Explanatory Note by the UNCITRAL Secretariat" United Nations Publication, Austria, 2008 Page 36)) จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายแม่แบบของ "UNCITRAL" "Article 34" ซึ่งเป็นที่มาของบทบัญญัติมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และ "Article 36" แห่งกฎหมายแม่แบบของ "UNCITRAL" พร้อมคำอธิบายกฎหมายแม่แบบของ "UNCITRAL" ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการ "UNCITRAL" ดังกล่าวกับบทบัญญัติใน "Article V (1) (e)" แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าการเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 นั้น เฉพาะศาลที่มีการดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาลเท่านั้นที่อาจพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอแย้งให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งวาเรน - แฟร์ไอน์ แดร์ ฮามบัวร์เกอร์ เบอร์เซ อี.วี. ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเป็นคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งกระทำขึ้นในต่างประเทศตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ยกคำร้องขอแย้งของผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินสกุลต่างประเทศโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2551 อันเป็นวันที่ถึงกำหนดชำระเงินดังกล่าวตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ยังไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 196 ที่บัญญัติให้ลูกหนี้ใช้เป็นเงินไทยได้โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่ง วาเรน - แฟร์ไอน์ แดร์ ฮามบัวร์เกอร์ เบอร์เซ อี.วี. โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงิน (1) ค่าเสียหายจำนวน 1,206,765 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง และ (2) ค่าฤชาธรรมเนียมอนุญาโตตุลาการจำนวน 28,853.74 ยูโร หากผู้คัดค้านจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถือว่าอัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ ทั้งนี้อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.6229 บาท และไม่เกิน 1 ยูโร เท่ากับ 50.0139 บาท ตามที่ผู้ร้องขอ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 41 ม. 42 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ฮึบเพเด้น แอนด์ โค. (จีเอ็มบีเอช แอนด์ โค.) เคจี
ผู้คัดค้าน — บริษัทเอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุวรรณา แก้วบุตตา
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9468/2558
#590628
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งเป็นนายจ้างด้วยเหตุจำเลยปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบ ฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ อนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีเกินขอบอำนาจโดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดทั้งฐานละเมิดต่อโจทก์ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการทำละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง และฐานทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 โดยอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12

ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ถึงวันที่ 13 มกราคม 2538 นับถึงวันฟ้องวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เกินกว่า 10 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดทั้งอายุความฐานละเมิดและอายุความฐานผิดสัญญาจ้างแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 315,567,528.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 144,061,397.23 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ มีสำนักงานสาขาทับเที่ยงเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์และโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการธนาคารสาขาทับเที่ยง มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบประเมินราคาหลักประกันอนุมัติสินเชื่อ ควบคุมการปล่อยสินเชื่อ ควบคุมดูแลการจัดทำนิติกรรมให้ถูกต้องเป็นไปตามระเบียบคำสั่งในคู่มือและระเบียบปฏิบัติงานของโจทก์ จำเลยอนุมัติให้ลูกค้า 8 ราย กู้เบิกเงินเกินบัญชีไปโดยผิดระเบียบปฏิบัติงานของโจทก์ กล่าวคือให้กู้เงินวงเงินเกินขอบอำนาจรวมเป็นเงิน 144,061,397.23 บาท โจทก์มีคำสั่งโอนย้ายจำเลยจากตำแหน่งผู้จัดการสาขาทับเที่ยงไปดำรงตำแหน่งพนักงานฝ่ายกิจการสาขา 8 ตามคำสั่ง ธ. ที่ 5/2538 และให้ฝ่ายตรวจสอบดำเนินการตรวจสอบการกระทำของจำเลยพบว่า จำเลยกระทำผิดระเบียบฝ่าฝืนคำสั่งของสำนักงานใหญ่ ทำให้โจทก์เสียหายอย่างมาก เห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย ซึ่งโจทก์โดยนายศิรินทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่รับทราบรายงานของฝ่ายตรวจสอบแล้วสั่งให้ดำเนินการตามเสนอและมีคำสั่งที่ ธ. 751/2538 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย ทั้งนี้ในระหว่างสอบสวนโจทก์มีคำสั่งที่ ธ.410/2539 ให้พักงานจำเลยไว้ก่อน ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยมีความเห็นว่า จำเลยกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ อนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเกินขอบอำนาจโดยผิดระเบียบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีคำสั่งลงโทษไล่จำเลยออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ตามคำสั่งที่ ธ.106/2544 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นวันพักงานเป็นต้นไป กับให้จำเลยรับผิดทางแพ่งชดใช้ค่าเสียหายคืนโจทก์ ทั้งนี้โจทก์มีหนังสือแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบทางไปรษณีย์ตอบรับ จำเลยได้ลงชื่อรับหนังสือแล้ว โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องศาลแรงงานภาค 9 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2538 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เมื่อนับถึงวันฟ้องเกิน 10 ปี แล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 10 ปี แล้วหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง เพราะเหตุที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบ ฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ อนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเกินขอบอำนาจโดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดทั้งฐานละเมิดต่อโจทก์ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก และฐานทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย ซึ่งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ทั้งนี้วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องคือ วันที่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานหาใช่วันที่โจทก์ทราบการกระทำผิดของจำเลยหรือวันที่แจ้งคำสั่งลงโทษให้จำเลยทราบแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ถึงวันที่ 13 มกราคม 2538 นับถึงวันฟ้องวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เกินกว่า 10 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ทั้งอายุความฐานละเมิดและอายุความฐานผิดสัญญาจ้างแรงงาน ที่ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุทธิเมฆ ธิติประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายพรสักก์ พิทักษ์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9468/2558
#633745
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง เพราะเหตุที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบ ฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ อนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเกินขอบอำนาจโดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดทั้งฐานละเมิดต่อโจทก์ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง และฐานทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย ซึ่งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 โดยอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 193/12 ทั้งนี้วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องคือวันที่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่ใช่วันที่โจทก์ทราบการกระทำผิดของจำเลย หรือวันที่แจ้งคำสั่งลงโทษให้จำเลยทราบ จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ถึงวันที่ 13 มกราคม 2538 นับถึงวันฟ้องเกินกว่า 10 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความทั้งอายุความฐานละเมิดและอายุความฐานผิดสัญญาจ้างแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 315,567,528.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 144,061,397.23 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ มีสำนักงานสาขาทับเที่ยงเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์ และโจทก์มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการธนาคารสาขาทับเที่ยง มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบประเมินราคาหลักประกันอนุมัติสินเชื่อ ควบคุมการปล่อยสินเชื่อ ควบคุมดูแลการจัดทำนิติกรรมให้ถูกต้องเป็นไปตามระเบียบคำสั่งในคู่มือและระเบียบปฏิบัติงานของโจทก์ เมื่อระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ถึงวันที่ 13 มกราคม 2538 จำเลยอนุมัติให้ลูกค้า 8 ราย กู้เบิกเงินเกินบัญชีไปโดยผิดระเบียบปฏิบัติงานของโจทก์ กล่าวคือให้กู้เงินวงเงินเกินขอบอำนาจรวมเป็นเงิน 144,061,397.23 บาท โจทก์มีคำสั่งโอนย้ายจำเลยจากตำแหน่งผู้จัดการสาขาทับเที่ยงไปดำรงตำแหน่งพนักงานฝ่ายกิจการสาขา 8 ตามคำสั่ง ธ. ที่ 5/2538 ลงวันที่ 12 มกราคม 2538 และให้ฝ่ายตรวจสอบดำเนินการตรวจสอบการกระทำของจำเลยพบว่าจำเลยกระทำผิดระเบียบฝ่าฝืนคำสั่งของสำนักงานใหญ่ ทำให้โจทก์เสียหายอย่างมาก เห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย ซึ่งโจทก์โดยนายศิรินทร์กรรมการผู้จัดการใหญ่รับทราบรายงานของฝ่ายตรวจสอบแล้วสั่งให้ดำเนินการตามเสนอเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2538 และมีคำสั่งที่ ธ. 751/2538 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2538 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย ทั้งนี้ในระหว่างสอบสวนโจทก์มีคำสั่งที่ ธ. 410/2539 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 ให้พักงานจำเลยไว้ก่อน ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยมีความเห็นว่าจำเลยกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ อนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเกินขอบอำนาจโดยผิดระเบียบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีคำสั่งลงโทษไล่จำเลยออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ตามคำสั่งที่ ธ. 106/2544 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นวันพักงานเป็นต้นไป กับให้จำเลยรับผิดทางแพ่งชดใช้ค่าเสียหายคืนโจทก์ ทั้งนี้โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 6 มีนาคม 2544 แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบทางไปรษณีย์ตอบรับ จำเลยได้ลงชื่อรับหนังสือวันที่ 10 มีนาคม 2544 แล้วโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องศาลแรงงานภาค 9 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2538 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เมื่อนับถึงวันฟ้องเกิน 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 10 ปีแล้วหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง เพราะเหตุที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบ ฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ อนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเกินขอบอำนาจโดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดทั้งฐานละเมิดต่อโจทก์ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง และฐานทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย ซึ่งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ทั้งนี้วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องคือวันที่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานหาใช่วันที่โจทก์ทราบการกระทำผิดของจำเลย หรือวันที่แจ้งคำสั่งลงโทษให้จำเลยทราบแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ถึงวันที่ 13 มกราคม 2538 นับถึงวันฟ้องวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เกินกว่า 10 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ทั้งอายุความฐานละเมิดและอายุความฐานผิดสัญญาจ้างแรงงาน ที่ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุทธิเมฆ ธิติประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9456/2558
#633663
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 ก็บัญญัติว่า เอกสารมหาชนซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร ที่ดินตามโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน และโฉนดที่ดินกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นเอกสารมหาชน จึงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เมื่อโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างและนำสืบว่า โฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องมีภาระพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานตามข้อกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และหรือจำเลยที่ 4 เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 29099 เลขที่ดิน 67 โฉนดที่ดินเลขที่ 28742 เลขที่ดิน 70 โฉนดที่ดินเลขที่ 28743 เลขที่ดิน 71 และ น.ส. 3 ก.เลขที่ 490 ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาทหรือทั้งแปลงกรณีที่ออกเอกสารสิทธิทับที่ดินพิพาททั้งแปลงหากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำนวน 15,000 บาท และจำเลยที่ 4 จำนวน 5,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำนวน 15,000 บาท จำเลยที่ 4 จำนวน 5,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29099 ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28742 และ 28743 ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 45 ตารางวา และ 21 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา ตามลำดับ และจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 490 ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 7 ไร่ 30 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายโป๋ กับนางพัด ปัจจุบันนี้นายโป๋กับนางพัดถึงแก่ความตายไปแล้ว ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 36 ไร่ 44 ตารางวา ตามเส้นกรอบสีดำน้ำเงินในแผนที่พิพาท ซึ่งมีส่วนทับที่ดินโฉนดเลขที่ 29099, 28742 และ 28743 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 490 พนักงานอัยการเคยเป็นโจทก์ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นโจทก์ร่วมฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ บุกรุก ละเมิด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4687/2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1524/2556 คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิให้จำเลยที่ 4 เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 29099, 28742 และ 28743 ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 490 ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เฉพาะส่วนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 36 ไร่ 44 ตารางวา ตามเส้นกรอบสีดำน้ำเงินในแผนที่พิพาท หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ก็บัญญัติว่า เอกสารมหาชนซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร ที่ดินตามโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน และโฉนดที่ดินกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นเอกสารมหาชน จึงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เมื่อโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างและนำสืบว่า โฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องมีภาระพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานตามข้อกฎหมายดังกล่าว หาใช่ว่าข้อสันนิษฐานดังกล่าวหมดไปแล้วไม่ ซึ่งโจทก์ทั้งสองนำสืบแต่เพียงว่า นายโป๋และนางพัดบิดามารดาโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2490 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เคยแย่งการครอบครองไปจากนายโป๋และนางพัดกับโจทก์ทั้งสอง และการออกโฉนดที่ดินกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่พยานโจทก์เองเบิกความให้เห็นว่า นายโป๋เคยครอบครองที่ดินพิพาทแต่ในอดีต ก่อนถึงแก่ความตายในปี 2542 นายโป๋ก็มิได้ครอบครองที่ดินพิพาทและปัจจุบันโจทก์ทั้งสองก็มิได้ครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งนางลัดดาวัลย์ นักวิชาการที่ดินชำนาญการ พยานโจทก์ทั้งสองเองก็เบิกความยืนยันว่า การออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องเป็นการออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่การเบิกความถึงข้อกฎหมายอย่างเดียว แต่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงด้วยว่า การออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องเป็นการออกโดยชอบถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งฝ่ายโจทก์เองซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตามฟ้องก็ไม่เคยโต้แย้งการออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องเลย ปัจจุบันโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท และไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ เหนือที่ดินพิพาท การนำสืบของโจทก์เป็นเพียงการเบิกความลอย ๆ ปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เพียงแต่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าวเท่านั้นยังนำสืบให้เห็นถึงความเป็นมาของโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องให้เห็นว่า นางนิดา มารดาของจำเลยทั้งสามเป็นผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์มาจากผู้อื่น แล้วยกให้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นบุตร มิใช่เป็นผู้ขอออกเอกสารสิทธิตามฟ้องเอง ข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่มีน้ำหนักพอฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 29099 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 28742 และ 28743 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 490 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลำภูมิ จันทร์ทอง กับพวก
จำเลย — นางสาวมัลลิกา ธรรมาเจริญราช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9450/2558
#585108
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 มีข้อความว่า จำเลยทั้งสองจะทำหนังสือแจ้งประกันสังคมโดยระบุว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด...ปรากฏว่าภายหลังศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม จำเลยทั้งสองได้ทำหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงการให้ออกของพนักงาน ลงวันที่ 19 เมษายน 2553 ถึงผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 8 แจ้งเปลี่ยนแปลงการให้ออกของโจทก์จาก "ไล่ออกโดยมีความผิด" เป็น "ไล่ออกโดยไม่มีความผิด" ตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความนำมายื่นต่อศาลและให้โจทก์รับไปแล้ว แม้หนังสือดังกล่าวจะมีข้อความอื่นนอกเหนือจากที่ระบุตาม ข้อ 2 ของสัญญาประนีประนอมยอมความรวมอยู่ด้วย แต่เมื่อโจทก์นำไปยื่นต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 8 เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการแก้ไขฐานข้อมูลการเลิกจ้างให้ว่าเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ตรงตามเจตนารมณ์ของคู่ความที่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน เช่นนี้จะถือว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ดังนี้

ข้อ 1 จำเลยทั้งสองตกลงจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์จำนวน 456,000 บาท (เป็นส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 342,000 บาท และเป็นส่วนของจำเลยที่ 2 จำนวน 114,000 บาท) ซึ่งจำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระทุกวันที่ 21 ของทุกเดือน เริ่มเดือนแรกเดือนเมษายน 2553 โดยงวดแรกจะชำระเป็นเงิน370,500 บาท งวดที่ 2 ถึงงวดที่ 4 จะชำระงวดละ 28,500 บาท และเงินที่ผ่อนดังกล่าวจะนำเงินมาวางศาล

ข้อ 2 จำเลยทั้งสองจะทำหนังสือแจ้งประกันสังคมโดยระบุว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งหนังสือดังกล่าวจำเลยทั้งสองจะนำมายื่นต่อศาลภายในวันที่ 21 เมษายน 2553

ข้อ 3 โจทก์จะถอนฟ้องคดีดำที่ 7423/2552 ของศาลนี้ โดยเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีนี้ และโจทก์จะไม่นำคดีมาฟ้องในคดีดังกล่าวอีก

ข้อ 4 หากจำเลยทั้งสองผิดนัดในข้อ 1 และข้อ 2 ยินยอมให้โจทก์คิดค่าปรับเป็นเงิน 800,000 บาท โดยไม่รวมเงินที่จำเลยทั้งสองได้ชำระมาก่อน

ข้อ 5 โจทก์และจำเลยทั้งสองจะไม่ติดใจดำเนินคดีไม่ว่าแพ่งและคดีอาญารวมทั้งเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ต่อกันอีก

ข้อ 6 โจทก์และจำเลยทั้งสองยอมตามข้อ 1 ถึงข้อ 5

โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 มีข้อความว่า จำเลยทั้งสองจะทำหนังสือแจ้งประกันสังคมโดยระบุว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด...ปรากฏว่าภายหลังศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม จำเลยทั้งสองได้ทำหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงการให้ออกของพนักงาน ลงวันที่ 19 เมษายน 2553 ถึงผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 8 แจ้งเปลี่ยนแปลงการให้ออกของโจทก์จาก "ไล่ออกโดยมีความผิด" เป็น "ไล่ออกโดยไม่มีความผิด" ตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความนำมายื่นต่อศาลและให้โจทก์รับไปแล้ว แม้หนังสือดังกล่าวจะมีข้อความอื่นนอกเหนือจากที่ระบุตาม ข้อ 2 ของสัญญาประนีประนอมยอมความรวมอยู่ด้วยแต่เมื่อโจทก์นำไปยื่นต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 8 เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการแก้ไขฐานข้อมูลการเลิกจ้างให้ว่าเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ตรงตามเจตนารมณ์ของคู่ความที่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน เช่นนี้จะถือว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมหาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำขอให้ออกหมายบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก ไชยศิริสุโรจน์
จำเลย — บริษัทศรีสยามมงคล (อุดมสุข) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9449/2558
#588132
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อรถยนต์มาประกอบธุรกิจให้เช่า มูลค่าต้นทุนจากการซื้อรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่ง ป.รัษฎากร ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามมาตรา 5 (2) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ.2540 เมื่อรถยนต์เป็นสินทรัพย์ โจทก์คงมีสิทธิเพียงหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) ประกอบ พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 มาตรา 4 (5) ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่อาจนำมูลค่าต้นทุนของรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคามาถือเป็นรายจ่ายควบคู่ไปกับการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาได้ อย่างไรก็ตาม มูลค่าต้นทุนของรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว โจทก์ย่อมนำมาหักเป็นรายจ่ายได้เมื่อโจทก์ขายรถยนต์ โดยถือว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้จากการขายรถยนต์นั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0711.02 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2550 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.2)/148/2552 ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 และให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์ โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 มีกำไรสุทธิ 13,578,602.64 บาท ค่าภาษี 4,073,580.79 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 4,343,165.80 บาท คงเหลือภาษีที่ชำระไว้เกิน 269,585.01 บาท วันที่ 28 ธันวาคม 2550 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โจทก์ว่า แบบ ภ.ง.ด. 50 มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 2,090,686.58 บาท และแสดงกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สินสูงไป 153,807.70 บาท เมื่อปรับปรุงรายการคำนวณกำไรสุทธิใหม่แล้ว โจทก์มีกำไรสุทธิ 15,515,481.52 บาท คิดเป็นภาษี 4,654,644.46 บาท หักภาษีที่ชำระแล้ว 4,343,165.80 บาท คงเหลือภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 311,478.66 บาท เบี้ยปรับ 311,478.66 บาท เงินเพิ่ม 93,443.60 บาท รวมเป็นเงินที่ต้องชำระทั้งสิ้น 716,400 บาท โดยให้เหตุผลว่าโจทก์คำนวณค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่โจทก์มีไว้เพื่อการให้เช่าไม่ถูกต้องตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.3/2527 ข้อ 8 โจทก์อุทธรณ์การประเมินในส่วนการคำนวณค่าเสื่อมราคาและรายจ่ายต้องห้ามสำหรับกิจการของโจทก์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเห็นพ้องด้วยกับการประเมิน แต่ให้ลดเบี้ยปรับลงร้อยละ 50 คงเหลือเรียกเก็บภาษี 311,478.66 บาท เบี้ยปรับ 155,739.33 บาท เงินเพิ่ม 93,443.60 บาท รวมเรียกเก็บเป็นเงินทั้งสิ้น 560,661.59 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงข้อเดียวว่า การที่โจทก์นำมูลค่าต้นทุนหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนและมีไว้เพื่อการให้เช่า เฉพาะส่วนที่เกินกว่าหนึ่งล้านบาท มาทยอยหักเป็นรายจ่ายนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่ารถยนต์ มูลค่ารถยนต์ที่ซื้อมาเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรจึงมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน อีกทั้งตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ.2540 มาตรา 5 (2) บัญญัติยกเว้นให้นำมูลค่าต้นทุนรถยนต์ส่วนที่เกินคันละหนึ่งล้านบาทมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้โดยมิได้บังคับให้หักรายจ่ายได้เฉพาะเมื่อขายรถยนต์นั้นออกไป โจทก์จึงมีสิทธินำมูลค่าต้นทุนส่วนที่เกินหนึ่งล้านบาททยอยหักเป็นรายจ่ายตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาการให้เช่ารถยนต์ได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ... (20) รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (19) ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ.2540 มาตรา 4 บัญญัติว่า รายจ่ายต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (1) มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกินคันละหนึ่งล้านบาท และมาตรา 5 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 4 (1) ไม่ใช้บังคับกับรายจ่ายที่เกิดจากซื้อหรือการเช่าซื้อทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ในกรณีที่... (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์ มีรถยนต์ประเภทดังกล่าวไว้เพื่อการให้เช่า เฉพาะมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับคดีนี้โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์และซื้อรถยนต์มาเพื่อการให้เช่า มูลค่าต้นทุนจากการซื้อรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามมาตรา 5 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวได้ เมื่อรถยนต์เป็นสินทรัพย์ โจทก์คงมีสิทธิเพียงหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 มาตรา 4 (5) ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่อาจนำมูลค่าต้นทุนของรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคามาถือเป็นรายจ่ายควบคู่ไปกับการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาได้ การที่โจทก์นำมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนและมีไว้เพื่อการให้เช่า เฉพาะส่วนที่เกินกว่าหนึ่งล้านบาท มาทยอยหักเป็นรายจ่ายควบคู่ไปกับการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สำหรับมูลค่าต้นทุนของรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมนำมาหักเป็นรายจ่ายได้เมื่อโจทก์ขายรถยนต์โดยถือว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้จากการขายรถยนต์นั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (2)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 ม. 4 (5)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ.2540 ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทควอลิตี้ เรนท์ อะ คาร์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9449/2558
#635931
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 65 ตรี แห่ง ป.รัษฎากร บัญญัติว่า รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ... (20) รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (19) ตามที่จะได้กำหนดโดย พ.ร.ฎ. ซึ่ง พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ.2540 มาตรา 4 บัญญัติว่า รายจ่ายต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (1) มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกินคันละหนึ่งล้านบาท และมาตรา 5 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 4 (1) ไม่ใช้บังคับกับรายจ่ายที่เกิดจากซื้อหรือการเช่าซื้อทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ในกรณีที่... (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์ มีรถยนต์ประเภทดังกล่าวไว้เพื่อการให้เช่า เฉพาะมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่ง ป.รัษฎากร

โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์และซื้อรถยนต์มาเพื่อการให้เช่า มูลค่าต้นทุนจากการซื้อรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่ง ป.รัษฎากร ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามมาตรา 5 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวได้ เมื่อรถยนต์เป็นสินทรัพย์ โจทก์คงมีสิทธิเพียงหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่ง ป.รัษฎากร ประกอบ พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 มาตรา 4 (5) ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่อาจนำมูลค่าต้นทุนของรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคามาถือเป็นรายจ่ายควบคู่ไปกับการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาได้ การที่โจทก์นำมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนและมีไว้เพื่อการให้เช่า เฉพาะส่วนที่เกินกว่าหนึ่งล้านบาท มาทยอยหักเป็นรายจ่ายควบคู่ไปกับการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับมูลค่าต้นทุนของรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมนำมาหักเป็นรายจ่ายได้เมื่อโจทก์ขายรถยนต์โดยถือว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้จากการขายรถยนต์นั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0711.02 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2550 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.2)/148/2552 ลงวันที่ 22 มกราคม 2551 และให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์ โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 มีกำไรสุทธิ 13,578,602.64 บาท ค่าภาษี 4,073,580.79 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 4,343,165.80 บาท คงเหลือภาษีที่ชำระไว้เกิน 269,585.01 บาท วันที่ 28 ธันวาคม 2550 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โจทก์ว่า แบบ ภ.ง.ด. 50 มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 2,090,686.58 บาท และแสดงกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สินสูงไป 153,807.70 บาท เมื่อปรับปรุงรายการคำนวณกำไรสุทธิใหม่แล้ว โจทก์มีกำไรสุทธิ 15,515,481.52 บาท คิดเป็นภาษี 4,654,644.46 บาท หักภาษีที่ชำระแล้ว 4,343,165.80 บาท คงเหลือภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 311,478.66 บาท เบี้ยปรับ 311,478.66 บาท เงินเพิ่ม 93,443.60 บาท รวมเป็นเงินที่ต้องชำระทั้งสิ้น 716,400 บาท โดยให้เหตุผลว่าโจทก์คำนวณค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่โจทก์มีไว้เพื่อการให้เช่าไม่ถูกต้องตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.3/2527 ข้อ 8 โจทก์อุทธรณ์การประเมินในส่วนการคำนวณค่าเสื่อมราคาและรายจ่ายต้องห้ามสำหรับกิจการของโจทก์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเห็นพ้องด้วยกับการประเมิน แต่ให้ลดเบี้ยปรับลงร้อยละ 50 คงเหลือเรียกเก็บภาษี 311,478.66 บาท เบี้ยปรับ 155,739.33 บาท เงินเพิ่ม 93,443.60 บาท รวมเรียกเก็บเป็นเงินทั้งสิ้น 560,661.59 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงข้อเดียวว่า การที่โจทก์นำมูลค่าต้นทุนหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนและมีไว้เพื่อการให้เช่า เฉพาะส่วนที่เกินกว่าหนึ่งล้านบาท มาทยอยหักเป็นรายจ่ายนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่ารถยนต์ มูลค่ารถยนต์ที่ซื้อมาเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรจึงมิใช่รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน อีกทั้งตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ.2540 มาตรา 5 (2) บัญญัติยกเว้นให้นำมูลค่าต้นทุนรถยนต์ส่วนที่เกินคันละหนึ่งล้านบาทมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้โดยมิได้บังคับให้หักรายจ่ายได้เฉพาะเมื่อขายรถยนต์นั้นออกไป โจทก์จึงมีสิทธินำมูลค่าต้นทุนส่วนที่เกินหนึ่งล้านบาททยอยหักเป็นรายจ่ายตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาการให้เช่ารถยนต์ได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ... (20) รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (19) ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ.2540 มาตรา 4 บัญญัติว่า รายจ่ายต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (1) มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เฉพาะส่วนที่เกินคันละหนึ่งล้านบาท และมาตรา 5 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 4 (1) ไม่ใช้บังคับกับรายจ่ายที่เกิดจากซื้อหรือการเช่าซื้อทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ในกรณีที่... (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์ มีรถยนต์ประเภทดังกล่าวไว้เพื่อการให้เช่า เฉพาะมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับคดีนี้โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์และซื้อรถยนต์มาเพื่อการให้เช่า มูลค่าต้นทุนจากการซื้อรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามมาตรา 5 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวได้ เมื่อรถยนต์เป็นสินทรัพย์ โจทก์คงมีสิทธิเพียงหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 มาตรา 4 (5) ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่อาจนำมูลค่าต้นทุนของรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคามาถือเป็นรายจ่ายควบคู่ไปกับการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาได้ การที่โจทก์นำมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนและมีไว้เพื่อการให้เช่า เฉพาะส่วนที่เกินกว่าหนึ่งล้านบาท มาทยอยหักเป็นรายจ่ายควบคู่ไปกับการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สำหรับมูลค่าต้นทุนของรถยนต์ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมนำมาหักเป็นรายจ่ายได้เมื่อโจทก์ขายรถยนต์โดยถือว่าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้จากการขายรถยนต์นั้นที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (2)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 ม. 4 (5)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (ฉบับที่ 315) พ.ศ.2540 ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทควอลิตี้ เรนท์ อะ คาร์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ