คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10762/2557
#571902
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 6 บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกัน ให้หลักประกันนั้นตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วย ซึ่งแม้บทมาตราดังกล่าวมิได้บัญญัติถึงสิทธิจำนองให้ตกแก่ผู้สวมสิทธิด้วย แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติถึงสิทธิจำนองดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 305 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อโอนสิทธิเรียกร้องไป สิทธิจำนองหรือจำนำที่มีอยู่เกี่ยวพันกับสิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี ย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนด้วย" ดังนั้น สิทธิจำนองคดีนี้ย่อมตกแก่ผู้สวมสิทธิซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้กู้ยืมเงินอันเป็นหนี้ประธานคดีนี้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 795,782.95 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 619,943.83 บาท นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กันยายน 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ คดีเป็นที่สุด

ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 79325 ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ทรัพย์จำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำร้อง เนื่องจากโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง แม้ไม่ได้บังคับคดีภายใน 10 ปี ก็ไม่ทำให้การจำนองเสียไป ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีถูกต้อง จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกประเด็นเรื่องการโอนสินทรัพย์ขึ้นวินิจฉัยว่า แม้ว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เป็นผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แต่ในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์นั้น หากเป็นสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกัน หลักประกันเช่นว่านี้หาตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยไม่ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 6 ดังนั้น สิทธิจำนองที่ดินพิพาทจึงไม่ตกแก่ผู้สวมสิทธิ ผู้สวมสิทธิไม่อาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองได้ เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเดิมมีสิทธิบังคับคดีทรัพย์จำนองแม้จะพ้นกำหนด 10 ปี หรือไม่นั้น เป็นปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้จะมิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกมาตรา 6 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ขึ้นวินิจฉัยว่า สิทธิจำนองไม่ตกแก่ผู้สวมสิทธิ ผู้สวมสิทธิไม่อาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 6 บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกัน ให้หลักประกันนั้นตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วย ซึ่งแม้บทมาตราดังกล่าวมิได้บัญญัติถึงสิทธิจำนองให้ตกแก่ผู้สวมสิทธิด้วย แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติถึงสิทธิจำนองดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะแล้ว กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อโอนสิทธิเรียกร้องไป สิทธิจำนองหรือจำนำที่มีอยู่เกี่ยวพันกับสิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี ย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนด้วย" ดังนั้น สิทธิจำนองคดีนี้ย่อมตกแก่ผู้สวมสิทธิซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้กู้ยืมเงินอันเป็นหนี้ประธานคดีนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองคดีนี้หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาเดิมซึ่งมีสิทธิบังคับจำนองเอากับทรัพย์จำนอง แม้เมื่อหนี้ที่เป็นประธานขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ผู้สวมสิทธิจึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีทรัพย์จำนอง แม้โจทก์จะไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้" ดังนั้น แม้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมและโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี อันเป็นเหตุให้โจทก์สิ้นสิทธิที่จะบังคับเอาแก่หนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ก็ตาม แต่โจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว เพียงแต่จะบังคับคดีเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้เท่านั้น ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ยึดทรัพย์จำนองและศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องของโจทก์ที่ขอเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ไม่เกินหนี้จำนองจำนวน 620,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 619,943.83 บาท ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 305 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 6
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดย บริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายวุฒิพงษ์ โนนุช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวนภาวรรณ ขุนอักษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10751/2557
#572062
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยทั้งสองล้วนคัดลอกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแบบคำต่อคำ เว้นแต่มีการแก้ไขชื่อของศาลจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นศาลฎีกา เพื่อให้ตรงตามความจริงเท่านั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสอง จึงมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร และควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินครึ่งหนึ่งและขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดิน ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์สองในสามส่วน จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 40429 และที่ดินโฉนดเลขที่ 20409 ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 40429 ให้แก่โจทก์ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 20409 นั้น ให้จำเลยที่ 1 โอนให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1156 ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ให้แก่โจทก์หนึ่งในหกส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 40429 เลขที่ดิน 122 และโฉนดเลขที่ 20409 เลขที่ดิน 27 ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20409 เลขที่ดิน 27 ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์สองในสามส่วน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แปลงแรก โฉนดเลขที่ 40429 เลขที่ดิน 122 เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 2 ตารางวา กับแปลงที่สอง โฉนดเลขที่ 20409 เลขที่ดิน 27 เนื้อที่ 1 งาน 9 ตารางวา ที่ดินทั้งสองแปลงตั้งอยู่ที่ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม และมีราคาประเมินไร่ละ 44,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสังหรือสังข์โอนให้แก่จำเลยที่ 2 และขอให้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินแปลงที่สาม ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1156 เนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา สำหรับที่ดินแปลงที่สามนี้ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้ยกคำขอในส่วนนี้ โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแปลงแรกและแปลงที่สอง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นการฟ้องเรียกเพื่อให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เนื้อที่ดินทั้งแปลงแรกและแปลงที่สองรวมกันแล้วได้ 4 ไร่ 11 ตารางวา ซึ่งตามฟ้องโจทก์ที่พิพาทราคาไร่ละ 44,000 บาท คำนวณแล้วได้เป็นเงิน 177,210 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน เมื่อไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในข้อนี้ของจำเลยทั้งสองมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนโดยไม่ชอบ คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 597/2548 ของศาลชั้นต้นและคดีขาดอายุความนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ล้วนคัดลอกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมาแบบคำต่อคำ เว้นแต่มีการแก้ไขชื่อของศาลจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นศาลฎีกา เพื่อให้ตรงตามความจริงเท่านั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไรและควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอีกเช่นกัน

อนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับส่วนแบ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 20409 เลขที่ดิน 27 สองในสามส่วน จำเลยที่ 1 มีส่วนแบ่งหนึ่งในสามส่วน แล้วพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนโฉนดเลขที่ 20409 เลขที่ดิน 27 ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์สองในสามส่วนหาได้ไม่ เนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวครึ่งหนึ่งและขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20409 เลขที่ดิน 27 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้จึงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20409 เลขที่ดิน 27 ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกมลพรรณ ตาธง
นางคำดี พ่อมูล ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสัง
จำเลย — หรือสังข์ พ่อมุนหรือพ่อมูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายบัลลังก์ จิระบุญศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพินิจ เพชรรุ่ง
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10743/2557
#571977
เปิดฉบับเต็ม

การค้ำประกันเป็นสิทธิในทางแพ่ง ต้องใช้กฎหมายในขณะเกิดเหตุหรือเกิดความเสียหาย

การที่ประกาศฯ ข้อ 12 ที่ว่านายจ้างที่เรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายจากลูกจ้างเป็นทรัพย์สินหรือให้บุคคลค้ำประกันไว้มีมูลค่าเกินว่า 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยอยู่ก่อนวันที่ประกาศฯ มีผลใช้บังคับ ให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานไม่เกินกว่าจำนวนมูลค่าของหลักประกันที่กำหนดไว้ในประกาศฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประกาศฯ มีผลใช้บังคับ เป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติให้นายจ้างดำเนินการหลังจากประกาศฯ มีผลใช้บังคับแล้ว ไม่ใช่กรณีที่ให้ประกาศฯ มีผลย้อนหลัง

ตาม ข้อ 2 ระบุให้ประกาศฯ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ก. ลูกจ้างของโจทก์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ก่อนวันที่ประกาศฯ มีผลใช้บังคับ ต้องบังคับตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลย (ผู้ค้ำประกันการทำงานของ ก.) ได้ทำกับโจทก์ไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 260,550.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 27 กรกฎาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 โจทก์จ้างนายโกวิทย์เป็นพนักงานขับรถเซมิเทเลอร์ โดยมีจำเลยทำสัญญาค้ำประกันการทำงานโดยไม่จำกัดจำนวน ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2551 นายโกวิทย์ขับรถยนต์บรรทุกแบบหัวพ่วงลากกระบะบรรทุก 18 ล้อ ของโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และขับรถด้วยความเร็วสูงเป็นเหตุให้ชนรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 84-4881 นครราชสีมา และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 85-3382 นครราชสีมา ทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเสียค่าซ่อมเป็นเงิน 240,306 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของนายโกวิทย์เมื่อนายโกวิทย์กระทำการโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน แต่จำนวนความรับผิดนั้น ตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่นหรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด" และตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ข้อ 11 และข้อ 12 กำหนดไว้ว่า "ข้อ 11 ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันตามข้อ 5 หลายประเภทรวมกัน เมื่อคำนวณจำนวนมูลค่าของหลักประกันทุกประเภทรวมกันแล้วต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ" และ "ข้อ 12 ในกรณีที่นายจ้างได้เรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างเป็นทรัพย์สินหรือให้บุคคลค้ำประกัน ซึ่งลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานตามข้อ 4 แต่มิใช่ทรัพย์สินตามข้อ 9 หรือมีจำนวนมูลค่าของหลักประกันเกินจากที่กำหนดไว้ในประกาศนี้อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินจำนวนมูลค่าของหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ ทั้งนี้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ" จากหลักเกณฑ์ของประกาศดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ ปรากฏว่านายโกวิทย์ผู้เป็นลูกจ้างของโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 3,000 บาท ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่นายโกวิทย์ได้รับจึงเป็นเงินจำนวน 6,000 บาท ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าตามประกาศของกระทรวงแรงงานเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ข้อ 12 ระบุเพียงว่าหากนายจ้างมีการทำสัญญาประกันการทำงานมีมูลค่าเกินกว่าที่กำหนดไว้ในประกาศอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้นายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินจำนวนมูลค่าของหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับเท่านั้น หาได้มีบทบังคับว่าหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามโดยไม่จัดให้มีการทำสัญญาประกันแบบใหม่ตามที่ประกาศกำหนด ก็ให้ถือเอาเจตนาของประกาศดังกล่าวมาบังคับใช้แทนสัญญาค้ำประกันฉบับเดิมนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับได้ทันที อีกทั้งสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ได้ทำไว้ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2544 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่จะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในปี 2551 และหนี้ในคดีนี้เป็นหนี้ที่เกิดจากการที่นายโกวิทย์ กระทำละเมิดต่อโจทก์ขณะปฏิบัติงานในหน้าที่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อหนังสือค้ำประกันระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีการยกเลิกรวมทั้งไม่มีการทำสัญญาฉบับใหม่ขึ้นภายหลังที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ก็ย่อมถือว่าจำเลยยังมีผลผูกพันตามสัญญาค้ำประกันฉบับเดิมตามที่จำเลยได้ทำกับโจทก์ไว้ จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามฟ้องจากจำเลยจนสิ้นเชิง หาใช่ให้ถือเอาเจตนาของประกาศฉบับใหม่มาบังคับใช้แก่กรณีของโจทก์และจำเลยได้ทันที โดยให้รับผิดเพียงจำนวน 6,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างเฉลี่ยรายวันของนายโกวิทย์เช่นที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้ไม่ เห็นว่า เรื่องการค้ำประกันเป็นสิทธิในทางแพ่งจึงไม่อาจนำกฎหมายที่เป็นคุณมาใช้บังคับย้อนหลังได้ ต้องใช้กฎหมายในขณะเกิดเหตุหรือเกิดความเสียหาย กล่าวคือความเสียหายเกิดขึ้นในวันใดต้องใช้กฎหมายที่มีผลในขณะนั้นใช้บังคับ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ข้อ 12 แล้ว ก็ปรากฏเพียงว่าในกรณีที่นายจ้างรายใดเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายจากลูกจ้างเป็นทรัพย์สินหรือให้บุคคลค้ำประกันไว้มีมูลค่าเกินกว่า 60 เท่า ของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยอยู่ก่อนวันที่ประกาศใช้บังคับ เมื่อประกาศมีผลใช้บังคับ ก็ให้นายจ้างนั้นดำเนินการให้มีหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานไม่เกินกว่าจำนวนมูลค่าของหลักประกันที่กำหนดไว้ในประกาศภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ เป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติให้นายจ้างดำเนินการหลังจากประกาศมีผลใช้บังคับแล้ว มิใช่กรณีที่ให้ประกาศมีผลย้อนหลังแต่ประการใด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามประกาศในข้อ 2 ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า "ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป" ซึ่งได้มีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 จึงมีผลใช้บังคับนับแต่วันดังกล่าว นายโกวิทย์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์วันที่ 3 มิถุนายน 2551 ก่อนวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับจึงไม่อาจนำประกาศมาใช้บังคับ แต่ต้องบังคับตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยได้ทำกับโจทก์ไว้ ที่ศาลแรงงานกลางนำประกาศมาใช้บังคับย้อนหลังศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 240,306 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 27 กรกฎาคม 2552) ต้องไม่เกิน 20,244.95 บาท ตามที่โจทก์ขอ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10 วรรคหนึ่ง
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน่ำเฮงศิลา จำกัด
จำเลย — นางเจิม สมณะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10577/2557
#580044
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันนำโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินมาหลอกลวงโจทก์ในระหว่างการพิจารณาคดีอาญาทั้งสองและคดีแพ่ง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงว่าขอนำที่ดินโฉนดเลขที่ 67633 และ 70225 ตีใช้หนี้โจทก์ โจทก์หลงเชื่อหนังสือรับรองราคาประเมินว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 70225 มีราคาประเมิน 1,302,000 บาท จึงรับโอนที่ดินและถอนคำร้องทุกข์และถอนฟ้องทั้งสามคดี ความจริงที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินเพียง 117,180 บาท ไม่ได้มีราคาประเมินตามหนังสือรับรองดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับประโยชน์เพียงไม่ถูกดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งเท่านั้น ไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ด้วยการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ การถอนฟ้องคดีแพ่งนั้นโจทก์สามารถฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความ การที่โจทก์ถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาทั้งสองคดีและถอนฟ้องคดีแพ่งก็ไม่ใช่การถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ เพราะคำฟ้องคดีแพ่งและคำร้องทุกข์ไม่ใช่เอกสารสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 165, 267, 268, 341, 83, 84, 86, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 วรรคแรก, 341 ประกอบมาตรา 83 สำหรับความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จและฐานใช้เอกสารเท็จ ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง และความผิดฐานใช้เอกสารที่แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จและฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวกันซึ่งมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารที่แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 5

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 300,000 บาท โดยออกเช็คให้โจทก์ไว้ และจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์ 450,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกเช็คให้โจทก์ไว้ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 และฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลแขวงพระโขนง ในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค โดยโจทก์เข้าเป็นโจทก์ร่วม ตามคดีหมายเลขดำที่ 6334/2545 และ 77/2546 และฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามเช็ค 300,000 บาท ตามคดีหมายเลขดำที่ 865/2546 ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 67633 ตำบลวังชมภู อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ของจำเลยที่ 1 ราคาประเมิน 480,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ของจำเลยที่ 3 ราคาประเมิน 1,302,000 บาท ให้แก่โจทก์ แล้วโจทก์จะถอนคำร้องทุกข์และถอนฟ้องทั้งสามคดี ทั้งนี้ที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ยื่นคำขอหนังสือรับรองราคาประเมิน และให้ถ้อยคำต่อจำเลยที่ 5 เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ปฏิบัติราชการแทนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวได้ทำการปรับปรุงเป็นที่ดินพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 5 ออกหนังสือรับรองราคาประเมินตารางวาละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,302,000 บาท ต่อมาโจทก์รับโอนที่ดินทั้งสองแปลงเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 โดยจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ให้แก่โจทก์ โจทก์ถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาทั้งสองคดีและถอนฟ้องคดีแพ่ง ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 โจทก์ตรวจสอบที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 โดยขอหนังสือรับรองราคาประเมิน นายประยูร นักวิชาการที่ดิน 6 ปฏิบัติราชการแทนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ออกหนังสือรับรองราคาประเมินตารางวาละ 110 บาท รวมเป็นเงิน 143,220 บาท ก่อนนี้นางสาวสาริ เจ้าพนักงานผู้ประเมินของสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ตารางวาละ 90 บาท รวมเป็นเงิน 117,180 บาท เพื่อใช้ในการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวระหว่างนายสมคิดและนางเจียมจิต เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2546 โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้ให้ถ้อยคำต่อนางสาวสาริ สำหรับคดีของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันแจ้งให้จำเลยที่ 5 เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดดังกล่าวด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 3 เจ้าของที่ดินยื่นคำขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ต่อจำเลยที่ 5 ว่าที่ดินเป็นที่อาศัย และแจ้งให้จำเลยที่ 5 เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความในคำขอดังกล่าวว่าที่ดินได้พัฒนาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ดังนี้ แม้ข้อความที่จำเลยที่ 4 แจ้งให้จำเลยที่ 5 จดนั้นเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยความจริงที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินได้พัฒนาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยแล้วก็ตาม แต่คำเบิกความของนายสมคิดและนายสมศักดิ์ นายช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ความว่า เดิมนายสมคิดและนางเจียมจิตเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ มีสภาพเป็นที่ไร่ปลูกข้าวโพดและต้นมะขาม และขายต่อไป แต่ก่อนขายได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ไปขอรังวัดแบ่งแยก โดยนายสมศักดิ์ได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินเป็น 8 แปลง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2546 และภายหลังได้รังวัดแบ่งแยกอีกเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2546 ตามคำขอของจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ซื้อ โดยรังวัดแบ่งแยกรวม 49 แปลง ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ด้วย ในการรังวัดได้แบ่งแยกเป็นทางสาธารณะผ่านที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลง ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ซื้อยื่นคำขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินแปลงที่แบ่งแยกทุกแปลง ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ด้วย โดยระบุในคำขอทุกแปลงว่าเป็นที่ดินได้พัฒนาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว และระบุความประสงค์ว่าเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการขอประกันตัวผู้ต้องหา เห็นได้ว่า จำเลยที่ 4 ซึ่งกระทำในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของที่ดินได้กระทำการเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ซื้อที่ดินแปลงใหญ่ และแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กตั้งแต่ก่อนและภายหลังซื้อ จากนั้นขอออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยก ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 4 หรือผู้ซื้อที่ดินมีจุดมุ่งหมายต้องการใช้หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินที่เป็นแปลงเล็กในกิจการใดกิจการหนึ่งที่มีลักษณะเป็นโครงการ แต่จำเลยที่ 4 นำหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 เพียงแปลงเดียวไปใช้เป็นหลักฐานเพื่อให้โจทก์รับโอนที่ดิน จากสำเนารายงานกระบวนพิจารณาได้ความว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เจรจากันเกี่ยวกับการโอนที่ดินให้แก่โจทก์ในคดีก่อนอย่างเร็วเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 แสดงว่าจำเลยที่ 4 ขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ก่อนโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เจรจากันเกี่ยวกับการโอนที่ดิน เชื่อว่าขณะจำเลยที่ 4 ยื่นคำขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 จำเลยที่ 4 ไม่ได้มีเจตนาจะใช้หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินดังกล่าวเพื่อเป็นหลักฐานให้โจทก์ยินยอมรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 การที่จำเลยที่ 4 แจ้งให้จำเลยที่ 5 เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จเพื่อให้ออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ในความผิดดังกล่าวนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารที่แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันนำโฉนดที่ดินเลขที่ 70225 และหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินมาหลอกลวงโจทก์ในระหว่างการพิจารณาคดีอาญาทั้งสองและคดีแพ่ง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงว่าขอนำที่ดินโฉนดเลขที่ 67633 และ 70225 ตีใช้หนี้โจทก์ โจทก์หลงเชื่อหนังสือรับรองราคาประเมินว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 มีราคาประเมิน 1,302,000 บาท จึงรับโอนที่ดิน และถอนคำร้องทุกข์และถอนฟ้องทั้งสามคดี ความจริงที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินเพียง 117,180 บาท ไม่ได้มีราคาประเมินตามหนังสือรับรองดังกล่าว ทำให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินไม่ต้องชดใช้เงินตามเช็คที่จะต้องชำระแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าวในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 คำฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบของความผิด เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) อย่างไรก็ดีเอกสารที่เกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ คือ คำขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน มิใช่หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นผลมาจากการแจ้งดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ใช้เอกสารดังกล่าว จึงไม่ใช่การใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่เป็นความผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดดังกล่าวนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงจะต้องได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่าหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 70225 ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 นำมาแสดงต่อโจทก์ มีราคาประเมิน 1,302,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงมีราคาประเมิน 117,180 บาท ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ตกลงกันในคดีก่อนว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 67633 และ 70225 ให้แก่โจทก์ แล้วโจทก์จะถอนคำร้องทุกข์และถอนฟ้องทั้งสามคดี เมื่อโจทก์รับโอนที่ดินแล้วถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาทั้งสองและถอนฟ้องคดีแพ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับประโยชน์เพียงไม่ถูกดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งเท่านั้น ไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ด้วยการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ การถอนฟ้องคดีแพ่งนั้นโจทก์สามารถฟ้องใหม่ได้ภายในอายุความ การที่โจทก์ถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาทั้งสองคดีและถอนฟ้องคดีแพ่งก็ไม่ใช่การถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ เพราะคำฟ้องคดีแพ่งและคำร้องทุกข์ไม่ใช่เอกสารสิทธิ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดดังกล่าวนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ บรรเจิดวัฒนกุล
จำเลย — นางพาณี นิธิปิติกาญจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสิรวดี สุขวัฒน์นิจกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10570/2557
#579974
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ได้รับอนุญาตให้นำรถเข้ามาจอดจะต้องหาสถานที่จอดเอง เก็บกุญแจรถไว้เอง และจะต้องดูแลรถกับทรัพย์สินภายในรถเอง ทั้งนี้ จำเลยไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการในการนำรถเข้าจอด ดังนั้นความครอบครองในรถยังคงอยู่กับเจ้าของรถหรือผู้ที่นำรถเข้ามาจอด จำเลยจึงไม่ใช่ผู้รับฝากรถและไม่ได้รับประโยชน์อันเนื่องจากการที่มีผู้นำรถเข้าไปจอดในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุแต่อย่างใด เพียงแต่ได้รับประโยชน์จากผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าและการบริการซึ่งเป็นปกติทางการค้าเท่านั้น

พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมไม่ได้กระทำประมาทปราศจากความระมัดระวังปล่อยให้คนร้ายลักรถกระบะคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ออกไปโดยไม่ตรวจสอบบัตรอนุญาตจอดรถให้ถูกต้อง และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ได้ระมัดระวังดูแลรักษาความปลอดภัยสำหรับรถที่มีผู้นำมาจอดในห้างสรรพสินค้าของจำเลยตามสมควรแล้ว การที่รถสูญหายมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำหรือละเว้นกระทำของจำเลยและจำเลยร่วม ดังนั้นจำเลยและจำเลยร่วม จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 669,223 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 630,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทเจนเนอรัล การ์ด กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงินจำนวน 669,223 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 630,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กันยายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติ โดยโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วม มิได้โต้แย้งว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะหมายเลขทะเบียน ถณ - 2230 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางสาวสุชาพร ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขามหาชัย เป็นสาขาหนึ่งของจำเลย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2551 เวลาประมาณ 20 ถึง 21 นาฬิกา นายสมจิต สามีของนางสาวสุชาพรขับรถกระบะคันดังกล่าวเข้าไปในที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่เกิดเหตุ และรับบัตรจอดรถที่จำเลยร่วมเป็นผู้กำหนดมอบให้ลูกค้าเป็นหลักฐานในการนำรถออกจากห้าง เมื่อนายสมจิตซื้อของแล้วกลับมาที่จอดรถ ปรากฏว่ารถกระบะที่ขับมาสูญหายไป โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์เป็นเงิน 630,000 บาท แล้วรับช่วงสิทธิมาฟ้องเป็นคดีนี้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมในประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว และ ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยร่วมในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า จำเลยและจำเลยร่วมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายของรถกระบะที่โจทก์รับประกันภัยหรือไม่ เห็นว่า แม้ห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุได้จัดให้มีสถานที่จอดรถให้แก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการ แต่บุคคลอื่นยังสามารถนำรถมาจอดได้ เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามระเบียบโดยผู้นำรถเข้ามาในสถานที่จอดรถของจำเลยจะต้องรับบัตรอนุญาตจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัย ของจำเลยร่วมในช่องทางเข้า โดยพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วม ไม่ต้องสอบถามหรือตรวจสอบว่าผู้ที่นำรถเข้ามานั้นจะมาเพื่อธุระใด แต่เมื่อนำรถออกไปจะต้องคืนบัตรในช่องทางออก โดยผู้ได้รับอนุญาตให้นำรถเข้ามาจอดจะต้องหาสถานที่จอดเอง เก็บกุญแจรถไว้เอง และจะต้องดูแลรถกับทรัพย์สินภายในรถเอง ทั้งนี้ จำเลยไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการในการนำรถเข้าจอด ดังนั้นความครอบครองในรถยังคงอยู่กับเจ้าของรถหรือผู้ที่นำรถเข้ามาจอด จำเลยจึงไม่ใช่ผู้รับฝากรถและไม่ได้รับประโยชน์อันเนื่องจากการที่มีผู้นำรถเข้าไปจอดในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุแต่อย่างใด เพียงแต่ได้รับประโยชน์จากผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าและการบริการซึ่งเป็นปกติทางการค้าเท่านั้น และการที่จำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมให้เป็นผู้รักษาความปลอดภัยซึ่งก็เพื่อมุ่งหวังคุ้มครองดูแลทรัพย์สินของจำเลยเป็นสำคัญ ส่วนการที่จำเลยร่วมจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยและมีโทรทัศน์วงจรปิดควบคุมดูแลรถที่เข้าออกนั้นน่าจะเพื่อจัดการจราจรและเฝ้าระวังคนร้ายที่มีเจตนาโจรกรรมรถ อันเป็นการให้บริการเสริมแก่ผู้นำรถเข้ามาใช้บริการของห้าง แต่หาเป็นผลให้จำเลยมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบยิ่งไปกว่าการดำเนินการตามปกติทางธุรกิจการค้า ผู้ที่นำรถเข้าไปจอดจึงยังมีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยรถและทรัพย์สินที่อยู่ภายในรถของตนเอง ส่วนจำเลยและจำเลยร่วมจะมีความรับผิดในความเสียหายหรือสูญหายในทรัพย์สินของผู้เข้ามาใช้บริการนั้น ข้อเท็จจริงจะต้องได้ความว่าได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนปรากฏว่า พนักงานของจำเลยร่วมมอบบัตรอนุญาตจอดรถให้แก่นายสมจิต รับไปแล้วนายสมจิตนำรถเข้าไปจอดเอง แต่รถถูกคนร้ายลักไป โดยได้ความจากบันทึกถ้อยคำผู้เสียหายว่า รถคันดังกล่าวไม่มีอุปกรณ์ป้องกันขโมยและนายสมจิตไม่ได้เอาบัตรอนุญาตจอดรถออกมาจากรถ แม้พันตำรวจโทบุญเลิศ พนักงานสอบสวน ผู้สอบคำให้การนางสาวสุชาพร เบิกความว่า หลังจากที่นางสาวสุชาพรทำการตรวจสอบแล้วตอนแรกเข้าใจว่าลืมบัตรอนุญาตจอดรถไว้ในรถ แต่ต่อมาพบว่าบัตรอนุญาตจอดรถอยู่กับนางสาวสุชาพร จึงบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้นั้น แต่ก็ขัดแย้งกับบันทึกถ้อยคำผู้เสียหาย ที่พนักงานของจำเลยร่วมได้สอบถามนายสมจิตไว้ในวันนั้นหลังเกิดเหตุ แม้บันทึกดังกล่าวนายสมจิตเป็นผู้ลงชื่อผู้ให้ถ้อยคำเองและลงลายมือชื่อไม่เหมือนกับลายมือชื่อของนายสมจิตในคำเบิกความเป็นพยานโจทก์ต่อศาลชั้นต้น แต่นายสมจิตได้เบิกความยอมรับว่าตนได้ให้ถ้อยคำไว้กับพนักงานรักษาความปลอดภัย ตามเอกสารดังกล่าว แม้บันทึกถ้อยคำผู้เสียหาย จะมีข้อความตอนท้ายว่าไม่ต้องการให้ใช้ถ้อยคำให้การทั้งหมดเป็นพยานหลักฐานยืนยันผู้ให้ถ้อยคำก็ตาม แต่เมื่อนายสมจิตเบิกความรับรองเอกสารดังกล่าวจึงสามารถนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นในสำนวนคดีนี้ได้ ส่วนที่นายสมจิตเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะชุลมุนอยู่ที่ลานจอดรถพบว่าบัตรอนุญาตจอดรถอยู่กับบุตรชายซึ่งหากเป็นความจริงตามที่นายสมจิตอ้าง เหตุใดนางสาวสุชาพรจึงเพิ่งมาแจ้งแก่พันตำรวจโทบุญเลิศ ในวันที่ 25 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุถึง 9 วัน และเหตุใดในวันเกิดเหตุนายสมจิตจึงให้ถ้อยคำต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมตามบันทึกถ้อยคำผู้เสียหาย 2 ว่าไม่ได้เอาบัตรอนุญาตจอดรถออกมาจากรถ พยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับบัตรอนุญาตจอดรถจึงมีพิรุธและไม่อาจเชื่อได้โดยแน่ชัดว่าบัตรอนุญาตจอดรถ ที่โจทก์อ้างเป็นพยานจะเป็นเอกสารที่พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมมอบให้แก่นายสมจิตจริงหรือไม่ เพราะถ้าหากบัตรอนุญาตจอดรถอยู่กับนายสมจิตแล้ว นายสมจิตย่อมจะต้องแสดงต่อจำเลยและจำเลยร่วมเพื่อยืนยันว่าคนร้ายได้ขับรถออกไปโดยไม่มีการแลกบัตรและตนเองไม่มีส่วนประมาทโดยลืมบัตรอนุญาตจอดรถไว้ในรถ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบกับรายงานพร้อมรูปภาพประกอบ ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่บันทึกด้วยกล้องวงจรปิดปรากฏภาพที่มีการเปิดกระจกรถกระบะคันที่ถูกขโมยขณะจอดที่จุดคืนบัตรด้วยแล้ว จึงเชื่อได้ว่ามีการคืนบัตรอนุญาตจอดรถให้แก่พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วม มิฉะนั้นพนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องไม่อนุญาตให้นำรถออกไป จากเหตุผลดังวินิจฉัยมาจึงฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมไม่ได้กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังปล่อยให้คนร้ายลักรถกระบะคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ออกไปโดยไม่ตรวจสอบบัตรอนุญาตจอดรถให้ถูกต้อง และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ได้ระมัดระวังดูแลรักษาความปลอดภัยสำหรับรถที่มีผู้นำมาจอดในห้างสรรพสินค้าของจำเลยตามสมควรแล้ว การที่รถสูญหายมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำหรือละเว้นกระทำของจำเลยและจำเลยร่วม ดังนั้นจำเลยและจำเลยร่วม จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 657
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยศรีเมือง จำกัด
จำเลย — บริษัทเอก - ชัย ดีสทริ บิวชั่น ซิสเทม จำกัด
บริษัทเจนเนอรัล การ์ด กรุ๊ป
จำเลยร่วม — อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมพงค์ วงค์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
สุนทร ทรงฤกษ์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10565/2557
#576222
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้สร้างรั้วคอนกรีตล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่หลังจากที่มีการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินจนทราบว่าจำเลยสร้างรั้วล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยขอแก้ไขคำให้การเดิมและฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครอง คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยไม่เป็นการขอแก้ไขคำให้การในข้อสาระสำคัญ ตรงกันข้ามกลับเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า จำเลยสร้างรั้วล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองจริง เพียงแต่ยกข้อต่อสู้ใหม่ขึ้นกล่าวอ้างว่า จำเลยครอบครองที่ดินส่วนนั้นมานานเกินกว่าสิบปีจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ทั้งเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนมีการชี้สองสถาน ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีของโจทก์ทั้งสองให้โจทก์ทั้งสองเสียเปรียบในการดำเนินคดี

จำเลยเพิ่งเข้าไปอยู่ในที่ดินของจำเลยเมื่อปี 2539 นับถึงวันฟ้องแล้วยังไม่ครบสิบปีตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1382 บัญญัติไว้ จำเลยยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 2 สร้างรั้วล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2 เป็นเนื้อที่ 12 ตารางวา ซึ่งทางราชการประเมินราคาที่ดินไว้ตารางวาละ 13,000 บาท คิดเป็นมูลค่า 156,000 บาท ทุนทรัพย์ของโจทก์ที่ 2 จึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

แม้คดีของโจทก์ที่ 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตหรือไม่ เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวที่เกี่ยวพันไปถึงโจทก์ที่ 2 ด้วย เพราะโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินแต่ละแปลงมาพร้อมกัน ยิ่งไปกว่านั้นโจทก์ทั้งสองยังมีหนังสือฉบับเดียวกันแจ้งให้จำเลยรื้อรั้วออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หากไม่วินิจฉัยไปถึงโจทก์ที่ 2 อาจส่งผลให้คำพิพากษาสำหรับโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ขัดแย้งกัน ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และ 247 ให้ถือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่ามาใช้บังคับ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปถึงโจทก์ที่ 2 ด้วยว่าโจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้มีคำสั่งว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองในที่ดินโฉนดเลขที่ 40567 และ 40568 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 19 ตารางวา และ 12 ตารางวา ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกำแพงรั้วคอนกรีตพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินพิพาท (ที่ดินตามแนวเขตเส้นสีเขียว ในแผนที่วิวาท) ของโจทก์ทั้งสองและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนกำแพงรั้วคอนกรีตพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้ง ค่าธรรมเนียมศาลในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เดิมจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้สร้างรั้วคอนกรีตล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่หลังจากที่มีการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินจนทราบว่าจำเลยสร้างรั้วล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยจึงขอแก้ไขคำให้การเดิมและฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองอันเป็นการขอแก้ไขคำให้การในข้อสาระสำคัญ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองเสียเปรียบในเชิงคดี การที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกา แต่คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยไม่เป็นการขอแก้ไขคำให้การในข้อสาระสำคัญดังที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ตรงกันข้ามกลับเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า จำเลยสร้างรั้วล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองจริง เพียงแต่ยกข้อต่อสู้ใหม่ขึ้นกล่าวอ้างว่า จำเลยครอบครองที่ดินส่วนนั้นมานานเกินกว่าสิบปีจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ทั้งเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนมีการชี้สองสถาน ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีของโจทก์ทั้งสองให้โจทก์ทั้งสองเสียเปรียบในการดำเนินคดีตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า แม้จำเลยจะถมดินและสร้างรั้วล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2536 ก็ตาม แต่จำเลยยังไม่เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของจำเลย ยังไม่ถือว่าจำเลยเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองตั้งแต่วันที่จำเลยสร้างรั้วล้ำเข้าไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเพิ่งเข้าไปอยู่ในที่ดินของจำเลยเมื่อปี 2539 นับถึงวันฟ้องแล้วยังไม่ครบสิบปีตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติไว้ จำเลยยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 สร้างรั้วล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2 เป็นเนื้อที่ 12 ตารางวา ซึ่งทางราชการประเมินราคาที่ดินไว้ตารางวาละ 13,000 บาท คิดเป็นมูลค่า 156,000 บาท ทุนทรัพย์ของโจทก์ที่ 2 จึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองต่างซื้อที่ดินทั้งสองแปลงเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2546 อันเป็นเวลาหลังจากที่จำเลยครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสงบ โดยเปิดเผยติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ทั้งเป็นการซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาโดยไม่สุจริต เห็นว่า แม้คดีของโจทก์ที่ 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตหรือไม่ เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวที่เกี่ยวพันไปถึงโจทก์ที่ 2 ด้วย เพราะโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินแต่ละแปลงมาพร้อมกัน ยิ่งไปกว่านั้นโจทก์ทั้งสองยังมีหนังสือฉบับเดียวกันแจ้งให้จำเลยรื้อรั้วออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หากไม่วินิจฉัยไปถึงโจทก์ที่ 2 อาจส่งผลให้คำพิพากษาสำหรับโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ขัดแย้งกัน ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และ 247 ให้ถือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่ามาใช้บังคับ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปถึงโจทก์ที่ 2 ด้วยว่าโจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตหรือไม่

พิพากษากลับว่า จำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40567 และ 40568 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 19 ตารางวา และ 12 ตารางวา ตามลำดับโดยการครอบครอง ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 146 วรรคหนึ่ง ม. 180 ม. 246 ม. 247 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเสาวลักษณ์ เชื้อปราณีประนอม กับพวก
จำเลย — นายวิสุทธิ์ ต่างใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทกุล
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10554/2557
#572067
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและ ณ. ร่วมกันรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ หลังจากศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตและพิพากษายกฟ้องโจทก์ คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีส่วนที่ศาลพิพากษายกฟ้องจึงถึงที่สุด แม้จำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนซึ่งจำเลยทั้งสองยังฎีกาต่อมาก็ตาม แต่ขณะจำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งในคดีเดิม ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีไว้ก่อนโดยดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อมาและมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุด คดีในส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งจึงเป็นคดีคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมของโจทก์ ทั้งศาลฎีกาในคดีเดิมมีคำสั่งไม่รับคดีของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ผลของคำสั่งศาลฎีกาย่อมไม่กระทบต่อคำพิพากษาในคดีเดิมที่ถึงที่สุดแล้ว ประกอบกับจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งอันเป็นข้อที่จำเลยทั้งสองทราบอยู่ก่อนแล้ว และยื่นภายหลังกำหนดเวลาตามกฎหมายเพื่อให้คดีเดิมอยู่ระหว่างพิจารณา พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวมีเจตนาที่ไม่สุจริต จึงไม่ถือว่าคดีตามฟ้องเดิมอยู่ในระหว่างพิจารณาอันเป็นเหตุให้ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,989,779.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,120,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,989,779.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,120,050 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์อนุมัติให้จำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเครดิตเพื่อซื้อสินค้าจำพวกผลิตภัณฑ์อาหารนมจากโจทก์วงเงิน 300,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 มอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) วงเงิน 200,000 บาท และหนังสือค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวม 2 ฉบับ จำนวน 1,000,000 บาท และ 700,000 บาท แก่โจทก์เป็นประกันหนี้กับมีพลเรือตรีณรงค์ ทำสัญญาค้ำประกันวงเงิน 100,000 บาท จำเลยทั้งสองสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จนถึงเดือนเมษายน 2546 เป็นเงิน 3,320,500 บาท แล้วผิดนัด โดยชำระหนี้บางส่วน จำนวน 300,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับว่าจำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้โจทก์ จำนวน 3,020,500 บาท ให้โจทก์เรียกเงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารรวม 1,900,000 บาท ที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 120,000 บาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2546 โดยต้องชำระให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2546 หากไม่สามารถชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระค่าสินค้าในแต่ละงวดที่ค้างชำระจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2547 โดยไม่ต้องหักเงินต้นที่ได้ชำระแก่โจทก์แล้ว รวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 136,778.08 บาท รวมค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,257,278.08 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองจะชำระให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 เมษายน 2547 ต่อมาธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้แก่โจทก์รวม 1,700,000 บาท ส่วนจำเลยทั้งสองไม่เคยผ่อนชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองและพลเรือตรีณรงค์ ให้ร่วมกันรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2088/2548 ของศาลชั้นต้น คู่ความไม่อุทธรณ์คำพิพากษาและคดีดังกล่าวจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตเนื่องจากล่วงเลยระยะเวลาขอแก้ไขคำให้การและมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2088/2548 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและพลเรือตรีณรงค์ร่วมกันรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ หลังจากศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและไม่รับฟ้องแย้งและพิพากษายกฟ้องโจทก์ คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีส่วนที่ศาลพิพากษายกฟ้องจึงถึงที่สุด แม้จำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ซึ่งจำเลยทั้งสองยังฎีกาต่อมาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งในคดีเดิม ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีไว้ก่อนโดยดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาและมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุด คดีในส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งจึงเป็นคดีคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมของโจทก์ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลฎีกาในคดีเดิมมีคำสั่งไม่รับคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6688/2553 ผลของคำสั่งศาลฎีกาในคดีเดิมดังกล่าวย่อมไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาในคดีเดิมซึ่งถึงที่สุดแล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 22 กรกฎาคม 2551 ซึ่งเป็นเวลาที่คดีเดิมถึงที่สุดไปแล้ว ประกอบกับที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง อันเป็นข้อที่จำเลยทั้งสองทราบอยู่ก่อนแล้วและยื่นภายหลังกำหนดเวลาตามกฎหมายเพื่อให้คดีเดิมอยู่ในระหว่างพิจารณา พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวมีเจตนาที่ไม่สุจริต จึงไม่ถือว่าคดีตามฟ้องเดิมอยู่ในระหว่างพิจารณาอันจะเป็นเหตุให้ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นและเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า เมื่อคู่ความนำสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์ต่อไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาก่อน

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
บริษัทฟรีสแลนด์ ฟู้ดส์ โฟร์โมสต์ (ประเทศไทย)
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวผุสดี หว่างพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนารักษ์ พงษ์ศิริเดชา
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
สันต์ เกียรติก้อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10552/2557
#571958
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกล่าวต่อโจทก์ซึ่งเป็นบิดาโดยใช้คำว่ามึงกู เป็นคำหยาบไม่ให้ความเคารพโจทก์ ส่วนข้อความที่ว่า "ถ้ากูไม่ช่วยมึง มึงติดคุกไปนานแล้ว" เป็นการกล่าวเพื่อลำเลิกบุญคุณ ที่จำเลยเคยช่วยเหลือโจทก์ในอดีตเท่านั้น หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่ คำกล่าวนี้ยังไม่ถึงขนาดที่จะพอฟังได้ว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 169085 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 169085 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 169085 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยพูดกับโจทก์ด้วยถ้อยคำว่า "ถ้ากูไม่ช่วยมึง มึงติดคุกไปตั้งนานแล้ว" หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นางสาวเนตรนภาและนายพิศาลมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ส่วนนายเจษฎา เป็นลูกจ้างและหลานนายพิศาลย่อมเบิกความเข้าข้างโจทก์ พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังนั้น เห็นว่า การที่พยานเป็นญาติกันหรือมีเหตุโกรธเคืองกันจนอาจมีการเบิกความช่วยเหลือกันได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ข้อที่บ่งชี้ให้เห็นว่าพยานเหล่านั้นเบิกความไม่เป็นความจริง เมื่อพยานแต่ละปากเบิกความได้สอดคล้องต้องกันกับโจทก์ โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่จะต้องปรักปรำให้ร้ายจำเลยแล้ว คำเบิกความของพยานย่อมมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำคำเบิกความของพยานมารับฟังประกอบคำเบิกความของโจทก์ แล้วเชื่อว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาว่า ถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์นั้น เมื่อพิจารณาถ้อยคำดังกล่าวที่จำเลยผู้เป็นบุตรกล่าวต่อโจทก์ผู้เป็นบิดาโดยใช้คำว่ามึงกูนั้น เป็นคำหยาบไม่ให้ความเคารพโจทก์ซึ่งเป็นบิดา ส่วนข้อความที่ว่า "ถ้ากูไม่ช่วยมึง มึงติดคุกไปนานแล้ว" นั้น เป็นการกล่าวเพื่อลำเลิกบุญคุณ ที่จำเลยเคยช่วยเหลือโจทก์ในอดีตเท่านั้น หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่ คำกล่าวนี้ยังไม่ถึงขนาดที่จะพอฟังได้ว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยเอกเธียร สุขวัฒก์
จำเลย — ร้อยตรีพรชัยหรือจ่าสิบเอกพรชัย สุขวัฒก์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายนิวัฒน์ ปิ่นสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวมณฑิรา จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10547/2557
#579987
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ส่งมอบเอกสารหลักฐานให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบหาผลผลิตตามขั้นตอนการผลิตตามความเป็นจริงได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของโจทก์ในแต่ละเดือนคำนวณผลผลิต ย่อมเป็นวิธีการที่เหมาะสมและยอมรับได้

หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าพนักงานประเมินในการคืนภาษีให้โจทก์น้อยกว่าที่โจทก์ขอคืนไว้ เมื่อโจทก์ไม่มีภาระภาษีที่จะต้องชำระเพิ่มเติมอีก จึงไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังที่โจทก์อ้าง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมาสเท็กซ์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
กรองเกียรติ คมสัน
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10513/2557
#562657
เปิดฉบับเต็ม

การที่ อ. ภริยา ทำสัญญาขายฝากที่พิพาทให้แก่จำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรส นิติกรรมการขายฝากที่พิพาทไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1476 (1) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากดังกล่าวได้ตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง แม้คำขอบังคับของโจทก์เพียงขอให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่พิพาท โดยมิได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝาก ก็เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืน เท่ากับมีผลเป็นการเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากด้วยเช่นกัน และการเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากดังกล่าวต้องเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมดจะเพิกถอนเฉพาะส่วนของโจทก์หาได้ไม่ แต่เมื่อโจทก์ขอมาเพียงเฉพาะส่วนของโจทก์เท่านั้น ศาลก็มิอาจเพิกถอนทั้งหมดได้เพราะจะเป็นการพิพากษาให้เกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนคืนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมครึ่งหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 46 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดนครพนม (มุกดาหาร) โดยปลอดภาระผูกพัน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยจำเลยเป็นผู้ชำระภาษีกับค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 46 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดนครพนม (มุกดาหาร) ครึ่งส่วนให้แก่โจทก์ด้วยการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดิน โดยปลอดภาระผูกพันโดยจำเลยเป็นผู้ชำระภาษีกับค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

ก่อนศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางหลิ๊ก มารดาของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2540 นางอณิกานต์ ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 46 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดนครพนม (มุกดาหาร) ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางอณิกานต์ เป็นเงิน 300,000 บาท มีกำหนดเวลาไถ่คืน 1 ปี โดยสัญญาขายฝาก ข้อ 9 ระบุว่าโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมในการขายฝากที่พิพาทตามสัญญาขายฝาก ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การจัดการทรัพย์สินที่จะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนั้น จะต้องเป็นการจัดการสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 หากเป็นการจัดการเกี่ยวกับสินส่วนตัว คู่สมรสฝ่ายนั้นย่อมจัดการได้เองตามมาตรา 1473 คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และนางอณิกานต์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) และตามสัญญาขายฝาก ข้อ 9 ระบุว่า โจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมในการขายฝากที่พิพาท ดังนั้น การที่นางอณิกานต์ทำสัญญาขายฝากที่พิพาทให้แก่จำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรส นิติกรรมการขายฝากที่พิพาทจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 1476 (1) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากดังกล่าวได้ตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง แม้คำขอบังคับของโจทก์คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่พิพาท โดยมิได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝาก ก็เป็นกรณีที่โจทก์ติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืน เท่ากับมีผลเป็นการเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากด้วยเช่นกัน และการเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากดังกล่าวจะต้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นทั้งหมดจะเพิกถอนเฉพาะส่วนของโจทก์หาได้ไม่ แต่เมื่อโจทก์ขอมาเพียงเฉพาะส่วนของโจทก์เท่านั้น ศาลก็มิอาจพิพากษาให้เกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 1476 (1) ม. 1480 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทพพนม พรหมอารักษ์
นายทิวากร เพชรพนมกุล
โดยนางหลิ๊ก ดิ่งถิ
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายนพัตรธร ฤทธิกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10488/2557
#571533
เปิดฉบับเต็ม

แม้การระบุถึงวันที่สินค้าพิพาทจะถึงท่าเรือปลายทาง ระบุคำว่า อีทีเอ 24.11.10 ซึ่งหมายถึง กำหนดวันโดยประมาณที่เรือจะเดินทางไปถึงท่าเรือปลายทางวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการขนส่งสินค้าทางทะเลที่ผู้ขนส่งไม่สามารถยืนยันวันส่งมอบสินค้าที่ท่าเรือปลายทางหรือวันที่เรือเดินทางไปถึงท่าเรือปลายทางที่แน่นอนได้ แต่หากตัวแทนของจำเลยไม่ขนถ่ายสินค้าของโจทก์ลงเรือผิดลำ สินค้าของโจทก์ย่อมไปถึงท่าเรือปลายทางตามกำหนดวันที่ประมาณการไว้ เหตุที่สินค้าของโจทก์ไปถึงท่าเรือปลายทางในวันที่ 2 ธันวาคม 2553 มิใช่เหตุล่าช้าในการเดินเรือซึ่งตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้ แต่เกิดขึ้นเพราะความบกพร่องและความประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่ง กรณีจึงเป็นการส่งมอบที่ชักช้ากว่าระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะผู้ซื้อยกเลิกสัญญาซื้อขาย

การขนส่งสินค้าทางทะเล ผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางไปถึงท่าเรือปลายทางตามกำหนดเวลาที่ตกลงกับผู้ส่งสินค้า การเปลี่ยนถ่ายสินค้าจากเรือเดินทะเลลำหนึ่งไปบรรทุกลงเรือเดินทะเลอีกลำหนึ่งหรือกว่านั้น ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติเพื่อให้สินค้าถูกขนส่งไปถึงท่าเรือปลายทางโดยไม่เกิดความเสียหายและภายในกำหนดเวลาที่ประมาณการไว้ การขนถ่ายสินค้าลงเรือเดินทะเลผิดลำ จึงเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะสินค้าของโจทก์ถูกบรรจุภายในตู้คอนเทนเนอร์ร่วมกับสินค้าของผู้อื่น เป็นเรื่องการจัดการผิดพลาด แม้จะมิได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ผู้ขนส่งสามารถนำสินค้าของโจทก์ไปถึงท่าเรือปลายทางในวันที่ 2 ธันวาคม 2553 ช้ากว่าเวลาที่ประมาณการไว้ 8 วัน จึงยังไม่พอฟังได้ว่า การส่งมอบชักช้าดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ขนส่ง

การที่จำเลยไม่สามารถนำสินค้าของโจทก์ไปถึงท่าเรือปลายทางได้ภายในเวลาที่ตกลงกัน ทำให้ผู้ซื้อสินค้าของโจทก์ยกเลิกการซื้อขาย ปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้า ทำให้โจทก์เสียหายสิ้นเชิงเพราะสินค้าดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายให้แก่บุคคลได้ แต่เมื่อโจทก์ผู้ส่งสินค้าไม่ได้แจ้งราคาสินค้าที่ขนส่งให้ผู้ขนส่งทราบ ทั้งไม่ปรากฏผู้ขนส่งมีเจตนาจะให้เกิดการส่งมอบสินค้าล่าช้า หรือเป็นการละเลยไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ ความรับผิดของจำเลยในการส่งมอบชักช้า จึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 วรรคสาม คือ รับผิดไม่เกินค่าระวางทั้งหมดตามสัญญารับขนของทางทะเลที่จำเลยทำไว้กับโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 910,351.66 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 862,892.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทเกทเวย์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด และสายการเดินเรือโอเรียน โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ หรือสายการเดินเรือโอโอซีแอลเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต โดยเรียกบริษัทเกทเวย์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด ว่า จำเลยร่วมที่ 1 และสายการเดินเรือโอเรียน โอเอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ หรือสายการเดินเรือโอโอซีแอล ว่า จำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้นว่า ทีวีเอส เอสพีเอ ลูกค้าได้สั่งซื้อสินค้าประเภทแถบแม่เหล็กที่แสดงสูตรอาหารเป็นภาษาฝรั่งเศส จำนวน 67,650 ชิ้น มูลค่า 20,295 ยูโร คิดเป็นเงินไทย 862,892.66 บาท จากโจทก์ โดยให้โจทก์จัดส่งให้แก่ทีวีเอส เอสพีเอ ที่ประเทศอิตาลี ทีวีเอส เอสพีเอ ได้ชำระเงินมัดจำเพื่อการสั่งซื้อสินค้าให้แก่โจทก์จำนวน 10,147.50 ยูโร คิดเป็นเงินไทย 431,446.33 บาท เพื่อเป็นประกันการสั่งซื้อสินค้า โจทก์ว่าจ้างจำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี โจทก์ส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่จำเลย และจำเลยได้ออกใบตราส่งให้แก่โจทก์ โดยในใบตราส่งได้ระบุถึงรายการสินค้า ชื่อเรือที่ใช้ในการขนส่งอันได้แก่เรือ YANTRA BHUM และเรือ APL HAMBURG โดยระบุถึงท่าเรือปลายทางคือ ท่าเรือเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี จำเลยได้ส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 ให้ดำเนินการขนส่งสินค้าพิพาทไปยังท่าเรือปลายทาง เรือ APL HAMBURG เดินทางถึงท่าเรือเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี แต่ไม่มีสินค้าพิพาทถูกขนส่งโดยเรือดังกล่าว ทีวีเอส เอสพีเอ ขอเลิกสัญญาซื้อขายและเรียกให้โจทก์คืนเงินมัดจำ ต่อมาสินค้าพิพาทถูกบรรทุกบนเรือ LOS ANGELES EXPRESS เดินทางถึงท่าเรือเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ทีวีเอส เอสพีเอ ผู้รับตราส่งปฏิเสธไม่ยอมรับของ โจทก์คืนเงินมัดจำค่าซื้อสินค้าพิพาทให้แก่ทีวีเอส เอสพีเอ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า การขนส่งสินค้าพิพาทไปถึงท่าเรือเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ชักช้ากว่าที่ได้ตกลงกันทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามสัญญาว่าจ้างขนส่งสินค้าที่ทำขึ้นระหว่างกัน จำเลยมีหน้าที่จะต้องขนส่งสินค้าพิพาทไปถึงท่าเรือปลายทางเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ภายในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 เมื่อสินค้าพิพาทไปถึงท่าเรือปลายทางในวันที่ 2 ธันวาคม 2553 อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่ตกลงกันไว้ถึง 1 สัปดาห์ อันเป็นผลมาจากการส่งลงเรือผิดลำซึ่งเป็นกระทำของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง ซึ่งเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า มีการขนถ่ายสินค้าจากเรือ YANTRA BHUM ลงเรือ APL HAMBURG ที่ท่าเรือประเทศสิงคโปร์และโจทก์มีนางวงเดือนเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นว่า ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 สินค้าของโจทก์ยังไม่ถูกขนส่งไปถึงท่าเรือเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี เนื่องจากทีวีเอส เอสพีเอ ลูกค้าของโจทก์ติดต่อสอบถามมาว่าเหตุใดสินค้ายังไม่ส่งถึงท่าเรือเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี วันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 โจทก์จึงสอบถามไปยังตัวแทนที่ปลายทางของผู้ขนส่ง ได้รับแจ้งว่าภายในเรือ APL HAMBURG ที่เดินทางมาจากท่าเรือประเทศสิงคโปร์ไม่มีสินค้าของทีวีเอส เอสพีเอ ลูกค้าของโจทก์บรรทุกมาด้วย พยานได้โทรศัพท์สอบถามไปยังนางสาวรัชพรพนักงานของจำเลย นางสาวรัชพรขอเวลาตรวจสอบ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 นางสาวรัชพรโทรศัพท์แจ้งว่าสินค้าของโจทก์ไม่ได้ถูก ขนถ่ายลงเรือ APL HAMBURG ตามที่ระบุไว้ และภายหลังทราบว่ามีการนำสินค้าของโจทก์ลงเรือ LOS ANGELES EXPRESS ซึ่งเป็นการบรรทุกลงเรือผิดลำตามสำเนาไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวและรับว่าสินค้าของโจทก์ถูกส่งถึงท่าเรือเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ในวันที่ 2 ธันวาคม 2553 ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า หากตัวแทนของจำเลยไม่ขนถ่ายสินค้าของโจทก์ลงเรือผิดลำ สินค้าของโจทก์ย่อมไปถึงท่าเรือปลายทางตามกำหนดวันที่ประมาณการไว้ เหตุที่สินค้าของโจทก์ไปถึงท่าเรือปลายทางในวันที่ 2 ธันวาคม 2553 อันมิใช่เหตุล่าช้าในการเดินเรือซึ่งตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้ แต่เกิดขึ้นเพราะความบกพร่องและความประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่ง กรณีย่อมถือได้ว่าสัญญาขนส่งของทางทะเลได้กำหนดเวลาส่งมอบไว้แก่ผู้ส่งของ แต่ผู้ขนส่งไม่ส่งมอบของภายในกำหนดเวลานั้น จึงเป็นการส่งมอบที่ชักช้ากว่าระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะผู้ซื้อยกเลิกสัญญาซื้อขาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ ก่อนจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทหรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานหลักฐานกันมาจนครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน ปัญหานี้ได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนางสาววริสราพยานโจทก์ว่า หนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลของจำเลยระบุว่า จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบการขนส่ง ซึ่งตรงกับข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในหน้าเว็บไซต์ของจำเลยเพื่อการประชาสัมพันธ์ ตามสำเนาหนังสือรับรอง ภาพถ่ายหน้าเว็บไซต์จำเลย จำเลยแสดงต่อโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่ง ไม่เคยแจ้งข้อมูลของผู้ขนส่งช่วงและบุคคลที่เกี่ยวข้องให้โจทก์ทราบและจำเลยเป็นผู้ออกเอกสารต่าง ๆ เช่น ใบแจ้งรายละเอียดการขนส่งสินค้า (shipping details) สำเนาใบตราส่ง ก่อนหน้านั้นโจทก์เคยจ้างให้จำเลยขนส่งสินค้าหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งจำเลยแสดงตนเป็นผู้ขนส่งและรับมอบค่าจ้างจากโจทก์ ส่วนจำเลยนั้นตามคำเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนางชุติมา ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ พยานจำเลยว่า จำเลยไม่เคยออกใบตราส่ง ผู้ที่ออกใบตราส่งคือออลเวิร์ด ชิปปิ้ง โจทก์ได้มอบให้จำเลยจองระวางเรือเดินทะเลและนำสินค้าพิพาทไปส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่งที่ท่าเรือกรุงเทพเพื่อส่งให้แก่ผู้ซื้อปลายทางประเทศอิตาลี จำเลยจึงไปติดต่อจองระวางเรือกับจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งได้มอบหมายให้จำเลยร่วมที่ 2 ผู้ให้บริการสายการเดินเรือเป็นผู้ขนส่ง จึงต้องถือว่าจำเลยร่วมทั้งสองเป็นผู้ขนส่ง เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามพฤติการณ์ที่ปรากฏนั้น จำเลยเป็นผู้ทำความตกลงกับโจทก์ในเรื่องเกี่ยวกับเงื่อนไขในการขนส่ง ระยะเวลาในการขนส่ง รวมถึงค่าระวางในการขนส่ง โดยมิได้มีลักษณะเป็นการกระทำการเป็นตัวแทนของโจทก์ในการจองระวางเรือ หรือเป็นตัวแทนของผู้ให้บริการเรือที่ใช้ในการขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยเป็นนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการขนส่ง ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ค่าตอบแทนจากโจทก์หรือจากผู้ให้บริการเรือที่ใช้ในการขนส่งสินค้าพิพาทในลักษณะที่เป็นส่วนต่างจากค่าระวางที่ผู้ให้บริการเรือจะได้รับ แต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่าจำเลยไม่ได้รับเงินค่าระวาง โดยไม่มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเงินที่จำเลยได้รับจากโจทก์นั้น จำเลยจะต้องส่งมอบให้แก่ผู้ใดซึ่งเป็นผู้ขนส่งที่แท้จริง การที่จำเลยออกใบตราส่งสินค้าพิพาท ซึ่งครอบคลุมท่าเรือต้นทางและปลายทาง มีรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าพิพาทส่วนใหญ่ตรงกันกับสำเนาใบแจ้งรายละเอียดการขนส่งสินค้า (shipping details) ที่จำเลยทำขึ้น แม้จะระบุว่า เป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของออลเวิร์ด ชิปปิ้ง แต่เอกสารดังกล่าวจำเลยก็เป็นผู้ทำขึ้นเองจึงอยู่ในความรับรู้ของจำเลยผู้เดียว และจำเลยก็ไม่แสดงให้ปรากฏว่า ออลเวิร์ด ชิปปิ้ง นั้นคือใครและมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยและได้เคยใช้บริการกับจำเลยมาเป็นระยะเวลานาน แต่ก็ไม่เคยได้รับทราบว่าจำเลยเป็นตัวแทนของใคร การดำเนินการของจำเลยยังขัดกับข้ออ้างว่าจำเลยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อจองระวางเรือ ที่จะต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ขนส่งซึ่งทำหน้าที่รับขนสินค้าให้โจทก์ผู้ส่งทราบว่าเป็นผู้ใดอีกด้วย แม้ว่าการขนส่งสินค้าพิพาทนั้นจำเลยจะมิได้ทำการขนส่งด้วยตนเองเพียงลำพังแต่ได้มอบหมายให้จำเลยร่วมทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการขนส่งต่อจากจำเลยก็ตาม ซึ่งการเป็นผู้ขนส่งไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำด้วยตนเอง โดยอาจมอบหมายให้บุคคลอื่นทำการขนส่งแทนก็ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายอันเนื่องมาจากการขนส่งสินค้าพิพาทชักช้า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 20,298 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทย 862,892.66 บาท อันเป็นมูลค่าเต็มของสินค้าพิพาทนั้น โดยอ้างว่าความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย หรือลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ละเลยไม่เอาใจใส่ทำให้มีการส่งสินค้าพิพาทลงเรือผิดลำจนเกิดความล่าช้าในการขนส่ง เห็นว่า การขนส่งสินค้าทางทะเล ผู้ขนส่งมีหน้าที่จัดการขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางไปถึงท่าเรือปลายทางตามกำหนดเวลาที่ตกลงกับผู้ส่งสินค้า การเปลี่ยนถ่ายสินค้าจากเรือเดินทะเลลำหนึ่งไปบรรทุกลงเรือเดินทะเลอีกลำหนึ่งหรือกว่านั้น ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เพื่อให้สินค้าถูกขนส่งไปถึงท่าเรือปลายทางโดยไม่เกิดความเสียหาย และภายในกำหนดเวลาที่ประมาณการไว้ การขนถ่ายสินค้าลงเรือเดินทะเลผิดลำ จึงเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะสินค้าของโจทก์ถูกบรรจุภายในตู้คอนเทนเนอร์ร่วมกับสินค้าของผู้อื่น เป็นเรื่องการจัดการผิดพลาด แม้จะมิได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ผู้ขนส่งสามารถนำสินค้าของโจทก์ไปถึงท่าเรือปลายทางเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ในวันที่ 2 ธันวาคม 2553 ชักช้ากว่าเวลาที่ประมาณการไว้ 8 วัน จึงยังไม่พอฟังได้ว่า การส่งมอบชักช้าดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ขนส่ง การที่จำเลยไม่สามารถนำสินค้าของโจทก์ไปถึงท่าเรือปลายทางเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ได้ภายในเวลาที่ตกลงกันทำให้ผู้ซื้อสินค้าของโจทก์ยกเลิกการซื้อขาย ปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้า ทำให้โจทก์เสียหายสิ้นเชิง เพราะสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แถบแม่เหล็กที่แสดงสูตรอาหารเป็นภาษาฝรั่งเศสไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายให้แก่บุคคลใดได้ แต่เมื่อโจทก์ผู้ส่งสินค้าไม่ได้แจ้งราคาสินค้าที่ขนส่งให้ผู้ขนส่งทราบและยอมรับโดยแสดงราคาสินค้านั้นไว้ในใบตราส่ง ทั้งไม่ปรากฏว่าการส่งสินค้าของโจทก์ลงเรือผิดลำนั้น ผู้ขนส่งมีเจตนาจะให้เกิดการส่งมอบสินค้าล่าช้า หรือเป็นการละเลยไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการส่งมอบชักช้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ ความรับผิดของจำเลยในการส่งมอบชักช้า จึงต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 58 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 คือ รับผิดไม่เกินค่าระวางทั้งหมดตามสัญญารับขนของทางทะเลที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏแน่ชัดว่า ค่าระวางสินค้าทั้งหมดตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยตกลงกันไว้เป็นเงินจำนวนเท่าใด และข้อเท็จจริงได้ความว่าการขนส่งสินค้าตามที่พิพาทกันคดีนี้ จำเลยยังมิได้เรียกเก็บเงินค่าระวางจากโจทก์ เมื่อจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนเท่ากับค่าระวางของสินค้าทั้งหมด จึงเห็นสมควรให้ค่าระวางสินค้าพิพาทที่จำเลยมีสิทธิเรียกร้องเอาแก่โจทก์เป็นอันพับกันไปกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของสินค้าที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58 วรรคสาม ม. 60
ชื่อคู่ความ
บริษัทไสยาบาล อินเตอร์เนชั่นแนล
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเดอะ เฟรท จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทเกทเวย์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชุตินธร ห่อวโนทยาน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10485/2557
#571535
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าการประดิษฐ์ที่โจทก์ขอรับอนุสิทธิบัตรเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 6 ที่บัญญัติว่า การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ได้แก่การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว และงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามมาตรา 6 วรรคสอง (2) ได้แก่ การประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร

การประดิษฐ์และข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เมื่อเปรียบเทียบกับการประดิษฐ์ตามเอกสารประกาศแสดงสิทธิบัตรในประเทศญี่ปุ่น อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่ก่อนโจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร เห็นว่า เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายของเหลวและลักษณะทั่วไปทางกายภาพและการใช้งานทำนองเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ คงมีส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในบางส่วน แต่โจทก์ก็ไม่ได้แสดงรายละเอียดตามข้ออ้างดังกล่าวไว้ในรายการแสดงรายละเอียดการประดิษฐ์ของโจทก์ในคำขอรับอนุสิทธิบัตร จึงฟังไม่ได้ว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ย่อมไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการสิทธิบัตรที่ 7/2553

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ตู้จำหน่ายของเหลวแบบหยอดเหรียญและรองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 เป็นอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2925 ต่อมานายนิธิศ ซึ่งเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 สำหรับการประดิษฐ์เครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ เจ้าหน้าที่กรมจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบการประดิษฐ์ของโจทก์เปรียบเทียบกับงานที่ปรากฏอยู่แล้วก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร ได้แก่ เอกสารการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรประเทศสหรัฐอเมริกา 2 ฉบับ เอกสารการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรประเทศญี่ปุ่น 2 ฉบับ และเอกสารการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรประเทศสาธารณรัฐเกาหลี 1 ฉบับ แล้วเสนออธิบดีกรมจำเลยที่ 1 ซึ่งในที่สุดผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตรผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมจำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัยว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ นายนิธิศอุทธรณ์ คณะกรรมการสิทธิบัตรอันประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นคณะกรรมการพิจารณาการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เปรียบเทียบกับงานการประดิษฐ์ในเอกสารแสดงการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรญี่ปุ่นเลขที่ JP 2000011248 ซึ่งโฆษณาไว้ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2543 ก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร แล้ววินิจฉัยว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2925 ของโจทก์ได้ระบุถึงตู้จำหน่ายของเหลวแบบหยอดเหรียญที่ประกอบด้วยตัวตู้ที่มีถังบรรจุของเหลวจำนวนหนึ่งอยู่ภายในและมีแผ่นปิดด้านหน้าหนึ่งด้านที่สามารถเปิด - ปิดได้ โดยบนแผ่นปิดด้านหน้ามีชุดรับคำสั่งที่ส่วนรับเหรียญ ส่วนแสดงผล ส่วนด้านข้างของตู้ด้านหนึ่งเป็นช่องด้านข้างที่มีส่วนเชื่อมต่อด้านนอก ต่อกับปลายท่อปล่อยของเหลวออก โดยมุ่งเน้นมีลักษณะพิเศษคือ ถังบรรจุของเหลว ที่อยู่ภายในตัวตู้มีชุดดูดของเหลวออกที่มีลักษณะประกอบด้วยแผ่นปิดด้านบน ที่มีท่อระบายอากาศออกเชื่อมต่อกับภายในถังบรรจุของเหลวและเชื่อมต่อกับรูเจาะทะลุที่ด้านข้างตัวตู้และบนแผ่นปิดด้านบนข้างต้น ยังมีปลายด้านบนของท่อดูดของเหลวจากภายในถังบรรจุของเหลวที่เชื่อมต่อกับท่อส่งผ่านของเหลว อุปกรณ์วัดปริมาณการไหลและอุปกรณ์ควบคุมการปิด - เปิด ที่ควบคุมด้วยชุดควบคุมที่ต่อเข้ากับส่วนเชื่อมต่อตามลำดับ ส่วนปลายล่างของท่อดูดของเหลวต่อยื่นอยู่ภายในถังบรรจุและมีปั๊มดูดของเหลวติดตั้งอยู่และบริเวณท่อดูดของเหลวด้านในมีอุปกรณ์ตรวจวัดสำหรับวัดระดับของเหลวภายในถัง เพื่อส่งสัญญาณที่ตรวจวัดได้ไปยังส่วนแสดงสถานะ ส่วนเอกสารประกาศโฆษณาสิทธิบัตรญี่ปุ่นเลขที่ JP 2000011248 ได้ระบุถึงตู้จำหน่ายของเหลวอัตโนมัติที่ประกอบด้วยชุดเก็บของเหลวและชุดควบคุมอยู่ด้านบนของชุดเก็บของเหลวอยู่ภายในตัวตู้ โดยชุดเก็บของเหลวมีถังบรรจุของเหลวอยู่ด้านล่าง มีปั๊มสูบของเหลวอยู่ภายนอกถังบรรจุสำหรับสูบของเหลวจ่ายไปยังห้องจ่ายของเหลวที่มีบานเปิดด้านหน้าสำหรับผู้ซื้อนำภาชนะบรรจุรองรับของเหลวและบริเวณห้องจ่ายของเหลวจะมีอุปกรณ์ตรวจจับระดับของเหลวที่จ่าย อุปกรณ์ตรวจจับของเหลวรั่วและอุปกรณ์ตรวจจับการเปิดปิดบานเปิด เครื่องตวงสำหรับส่งสัญญาณไปยังชุดควบคุมเพื่อควบคุมจ่ายของเหลวและส่วนแสดงผล ซึ่งเห็นได้ว่าหน่วยทำงานของระบบการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2925 และการประดิษฐ์ตามเอกสารประกาศโฆษณาสิทธิบัตรญี่ปุ่นเลขที่ JP 2000011248 เหมือนกัน แม้การติดตั้งและจัดวางอุปกรณ์จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่มิใช่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของการประดิษฐ์ นอกจากนี้ลักษณะการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2925 มีมานานแล้ว ปรากฏอยู่ทั่วไปแทบทุกประเทศสำหรับจำหน่ายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง จึงพิจารณาได้ว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2925 ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตามมาตรา 65 ทวิ ประกอบมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 สำหรับการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2925 จะคล้ายกับงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ได้แก่ สิทธิบัตร US 3394789 JP 9091526 KR 9501421 และอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 หรือไม่นั้น ไม่จำต้องพิจารณา ให้ยกคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาและให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2925

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่คณะกรรมการสิทธิบัตรวินิจฉัยว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2925 ของโจทก์ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ จึงให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 นั้น แม้สิทธิบัตรการประดิษฐ์กับอนุสิทธิบัตรจะมีหลักการได้รับคุ้มครองและการขอรับสิทธิบัตรต่างกันบ้างบางประการก็ตาม แต่กรณีอนุสิทธิบัตรนั้นตามมาตรา 65 ทศ ก็บัญญัติให้นำบทบัญญัติในมาตรา 6 และอีกหลายมาตราในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิบัตรการประดิษฐ์มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น การพิจารณาว่าการประดิษฐ์ที่โจทก์ขอรับอนุสิทธิบัตรเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาตามมาตรา 65 ทศ ประกอบกับมาตรา 6 ที่บัญญัติว่า การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ได้แก่ การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วและงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามมาตรา 6 วรรคสอง (2) ได้แก่ การประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร ซึ่งในการวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิบัตรเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรของโจทก์นี้ได้พิจารณาลักษณะการประดิษฐ์ที่โจทก์ขอรับอนุสิทธิบัตรกับการประดิษฐ์ตามเอกสารเกี่ยวกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตร การประดิษฐ์เครื่องจำหน่ายของเหลวแบบหยอดเหรียญในประเทศญี่ปุ่นเลขที่ JP 2000011248 ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2543 ก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรของโจทก์ ที่แสดงภาพส่วนประกอบต่าง ๆ ของการประดิษฐ์ พร้อมคำอธิบายการทำงานของส่วนต่าง ๆ รวมทั้งวัตถุประสงค์ในการคิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีในผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกันนี้มาก่อนและยังแสดงรายละเอียดข้อถือสิทธิไว้ด้วย มิใช่เป็นเอกสารที่ขาดรายละเอียดการประดิษฐ์และข้อถือสิทธิที่ไม่เหมาะสมแก่การพิจารณาเปรียบเทียบดังที่โจทก์อุทธรณ์และเมื่อพิจารณาการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ อันเป็นการประดิษฐ์ตู้จำหน่ายของเหลวแบบหยอดเหรียญกับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ JP 2000011248 ซึ่งก็เป็นการประดิษฐ์เครื่องจำหน่ายของเหลวแบบหยอดเหรียญอัตโนมัติเช่นเดียวกันและการประดิษฐ์แสดงภาพและคำอธิบายประกอบให้เห็นถึงส่วนสาระสำคัญ โดยมีถังบรรจุของเหลวซึ่งอาจเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงก็ได้อยู่ด้านล่างสุดของเครื่อง มีท่อซึ่งด้านล่างยื่นลงในถังบรรจุของเหลวและด้านบนเชื่อมต่อกับเครื่องปั๊มหรือดูดของเหลวและมีท่อต่อจากปั๊มไปสู่ถังหนึ่งที่เรียกว่า ถังส่ง (Carriage container) เพื่อให้มีการต่อท่อไปยังถังส่งและส่งของเหลวจากถังส่งนี้ผ่านอุปกรณ์อีกชุดหนึ่งให้ของเหลวผ่านออกจำหน่ายต่อไป นอกจากนั้นก็จะเป็นอุปกรณ์เครื่องวัดปริมาณของเหลว อุปกรณ์ป้องกันการรั่วซึมและระบบความปลอดภัย รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับหยอดเหรียญ ส่วนการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ตามรายละเอียดรวมทั้งภาพการประดิษฐ์ในคำขอรับอนุสิทธิบัตรนั้น จากภาพแสดงรายละเอียดการประดิษฐ์ตู้จำหน่ายของเหลวแบบหยอดเหรียญตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ มีลักษณะเป็นตู้จำหน่ายของเหลวแบบหยอดเหรียญ ประกอบด้วย ตู้ด้านนอกที่ซึ่งด้านในจะมีถังบรรจุของเหลวติดตั้งอยู่ และบริเวณถังบรรจุของเหลวจะมีชุดดูดของเหลวออกติดตั้งอยู่ ที่ประกอบด้วยแผ่นปิดด้านบนที่มีท่อระบายอากาศออกเชื่อมต่ออยู่ สำหรับรองรับการเชื่อมต่อด้วยปลายด้านหนึ่งของสายส่งผ่านอากาศออกสู่ด้านนอก และบริเวณอีกส่วนหนึ่งของแผ่นปิดด้านบนจะมีปลายด้านหนึ่งของท่อดูดของเหลวด้านในที่อยู่ด้านในถังบรรจุของเหลวเชื่อมต่ออยู่และปลายด้านล่างของท่อดูดของเหลวด้านในจะมีปั๊มดูดของเหลวติดตั้งอยู่ สำหรับดูดของเหลวด้านในถังบรรจุของเหลว และปลายด้านบนของท่อดูดของเหลวด้านในจะเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์วัดปริมาณการไหล สำหรับวัดปริมาณของเหลวที่ไหลผ่าน ก่อนที่จะไหลผ่านไปยังอุปกรณ์ควบคุมการเปิด - ปิดของเหลวที่จะส่งผ่านของเหลวไปยังท่อใช้งานด้านนอก ซึ่งการทำงานของปั๊มดูดของเหลวและการเปิด - ปิดของอุปกรณ์ควบคุมการเปิด - ปิดของเหลว จะถูกควบคุมด้วยชุดควบคุมการทำงานที่ได้รับแหล่งจ่ายพลังงานจากภายนอกและทำงานสัมพันธ์กับชุดรับคำสั่งที่มีส่วนรับเหรียญติดตั้งอยู่ และมีข้อถือสิทธิตามรายละเอียดข้อถือสิทธิและลักษณะการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ เมื่อเปรียบเทียบกับการประดิษฐ์เครื่องจำหน่ายของเหลวแบบหยอดเหรียญ ตามเอกสารประกาศแสดงสิทธิบัตรในประเทศญี่ปุ่นเลขที่ JP 2000011248 อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่ก่อนโจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร เห็นได้ว่า เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายของเหลวและลักษณะทั่วไปทางกายภาพและการใช้งานทำนองเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ คงมีส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าการประดิษฐ์ของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของถังบรรจุของเหลวซึ่งจะมีชุดดูดของเหลวออกจำนวนหนึ่งติดตั้งอยู่ ประกอบด้วยแผ่นปิดด้านบนที่มีท่อระบายอากาศออกเชื่อมต่ออยู่ในลักษณะต่อถึงด้านในถังบรรจุของเหลวสำหรับรองรับการเชื่อมต่อเข้ากับรูเจาะทะลุด้านข้างด้วยวิถีทางเชื่อมต่อและบริเวณอีกส่วนหนึ่งของแผ่นปิดด้านบนจะมีปลายบนของท่อดูดของเหลวด้านในที่อยู่บริเวณด้านในถังบรรจุของเหลวเชื่อมต่ออยู่และปลายด้านล่างของท่อดูดของเหลวด้านในจะมีปั๊มดูดของเหลวติดตั้งอยู่ ทั้งนี้ การที่มีปั๊มดูดของเหลวอยู่ภายในถังบรรจุของเหลวดังกล่าวนั้นเป็นลักษณะพิเศษที่ทำให้การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์แตกต่างจากงานที่ปรากฏอยู่แล้ว เห็นว่า ในส่วนการทำงานในการดูดของเหลวออกจากถังบรรจุของเหลวนั้น การประดิษฐ์ที่ปรากฏอยู่แล้วตามสิทธิบัตรของญี่ปุ่นใช้ท่อยื่นลงในถังบรรจุของเหลวและท่อส่วนบนที่อยู่เหนือถังบรรจุของเหลวมีปั๊มติดตั้งไว้เป็นอุปกรณ์สำหรับส่งแรงดูดของเหลวจากถังบรรจุของเหลวผ่านท่อเพื่อผ่านออกสู่ระบบการจ่ายของเหลวออกต่อไป ซึ่งการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ก็ใช้หลักการใช้ท่อผ่านฝาปิดด้านบนลงในถังบรรจุของเหลวและใช้ปั๊มเป็นอุปกรณ์ส่งแรงเพื่อดูดของเหลวในถังเช่นเดียวกัน ในส่วนการใช้ท่อดูดของเหลวผ่านท่อโดยใช้ปั๊มเช่นนี้ ย่อมไม่แตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามสิทธิบัตรญี่ปุ่น ส่วนกรณีที่การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ใช้ปั๊มดูดบรรจุของเหลวติดกับท่ออยู่ภายในถังบรรจุของเหลว ต่างจากตำแหน่งติดตั้งปั๊มดูดของเหลวตามสิทธิบัตรญี่ปุ่นที่ปรากฏอยู่แล้ว ซึ่งติดตั้งปั๊มบรรจุของเหลวไว้ที่ส่วนบนของท่อที่อยู่ด้านบนนอกถังบรรจุของเหลวนั้น ในเบื้องต้นก็เห็นได้ว่าเป็นเพียงการวางตำแหน่งที่แตกต่างกันบ้างเท่านั้นยังไม่ถึงกับถือได้ว่ามีนัยสำคัญในความแตกต่างจนถือได้ว่าเป็นการทำให้ถือว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เว้นแต่การวางตำแหน่งปั๊มไว้ในถังบรรจุของเหลวตามการประดิษฐ์ในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ก่อให้เกิดผลแตกต่างจากการประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้วอย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อนี้โจทก์ก็อ้างว่าการวางตำแหน่งปั๊มดูดของเหลวไว้ในถังบรรจุของเหลวทำให้เกิดผลเป็นการป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่วที่อาจเกิดประกายไฟลุกไหม้ไอระเหยของน้ำมันหรือของเหลวอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการดูดจ่ายของเหลว เนื่องจากอุปกรณ์ของโจทก์ใช้ปั๊มดูดขนาดเล็กและมีแรงดันกระแสไฟฟ้าต่ำ และปั๊มยังแช่อยู่ในของเหลวช่วยลดปัญหาความร้อนขณะทำงานและท่อส่งผ่านของเหลวสามารถถอดแยกออกได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการบำรุงรักษาและซ่อมบำรุงทำให้ป้องกันการรั่วซึมของของเหลวได้ดีกว่าเครื่องที่เคยมีอยู่ก่อน ซึ่งไม่ได้ความชัดเจนว่า ปั๊มที่ติดตั้งขนาดเล็กกว่าการประดิษฐ์ที่ปรากฏอยู่แล้วอย่างใด ใช้แรงดันไฟฟ้าต่ำกว่ากันอย่างใด เพราะเหตุใด วิธีการบำรุงรักษาเครื่องแบบเดิมเป็นอย่างไรและในประการสำคัญโจทก์ก็ไม่ได้แสดงรายละเอียดตามข้ออ้างไว้ในรายการแสดงรายละเอียดการประดิษฐ์ของโจทก์ในคำขอรับอนุสิทธิบัตรไม่ว่าจะเป็นรายการลักษณะและความมุ่งหมายของการประดิษฐ์ รูปเขียนและคำอธิบายรูปเขียนประกอบ รายการการเปิดเผยการประดิษฐ์โดยสมบูรณ์รวมทั้งข้อถือสิทธิและบทสรุปการประดิษฐ์ จึงไม่อาจรับฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์และฟังไม่ได้ว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ย่อมไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตรได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ (1) อนุสิทธิบัตรของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ ชอบที่คณะกรรมการสิทธิบัตรจะเพิกถอนอนุสิทธิบัตรนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 6 ม. 65 ทวิ ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวาสินีหรือวาสินีย์ สุวรรณสิทธิ์หรืออมรส่งเจริญ
จำเลย — กรมทรัพย์ทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10452/2557
#571927
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อร่วมกันในช่องผู้มอบอำนาจโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่มีการจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับเรื่องจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองดังกล่าวเท่านั้น และจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่เพียงใดเป็นเรื่องที่ศาลในคดีดังกล่าวจะพิจารณาวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ใช่พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพราะเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจและไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 การส่งหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานต่อศาลจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 180 วรรคแรก

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 ให้ปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2686/2543 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา อันเป็นคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในฐานะทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอ่าง ให้ชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองที่ดินของนายอ่าง ตามสำเนาคำฟ้องและสำนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 4 ได้เบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 5 ทำหน้าที่เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ในวันนั้นและมีการส่งหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 17 มีนาคม 2536 เป็นพยานหลักฐานซึ่งมีใจความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจ มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 4273 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ไว้เป็นประกันการกู้ยืม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจแต่ไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาคำเบิกความ ในวันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 หรือกรรมการอีก 2 คน คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการชุดอื่นอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จึงมีผลผูกพันจำเลยที่1 ตามหนังสือรับรอง ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย มิฉะนั้นให้บังคับจำนองที่ดินดังกล่าวตามสำเนาคำพิพากษา มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในฐานะทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอ่างเป็นคดีหมายเลขดำที่ 2686/2543 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา จำเลยที่ 1 บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการรับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 4273 ของนายอ่างไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจในการทำนิติกรรมจำนองแทนจำเลยที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจตามสำเนา ที่มีการส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีดังกล่าวก็ระบุเป็นใจความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจ มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการรับจำนองที่ดินแปลงเดียวกันนั้น อันเป็นการสอดคล้องกับเนื้อหาที่บรรยายไว้ในคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง แม้จะปรากฏว่าตามวันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อร่วมกันในช่องผู้มอบอำนาจโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่มีการจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับเรื่องจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทที่ว่า จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 หรือกรรมการอื่นอีก 2 คน คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการชุดอื่นอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัทตามหนังสือรับรองก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองเท่านั้น และจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่เพียงใดเป็นเรื่องที่ศาลในคดีดังกล่าวจะพิจารณาวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพราะเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจและไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์อ้าง การส่งหนังสือมอบอำนาจ เป็นพยานหลักฐานต่อศาลจึงไม่เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้น ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 หนักขึ้นโดยไม่รอการลงโทษจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ยกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 180 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสึ่ม เกาะสระน้อย
จำเลย — บริษัทอุตสาหกรรมโคราช จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายธิติพันธุ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10361/2557
#562673
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และขอให้พิพากษาแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแบ่งสินสมรสที่ดินสวนยางพาราพิพาทเนื้อที่ 60 ไร่ และที่ดินสวนปาล์มน้ำมันพิพาทเนื้อที่ 15 ไร่ แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีดอกผลรายได้จากผลผลิตในที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน แล้วนำเงินรายได้จากผลผลิตที่จะได้รับจำนวนกึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยดอกผลของทรัพย์พิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ซึ่งในที่สุดหากโจทก์ชนะคดีโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งดอกผลของทรัพย์ที่พิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นสินสมรสได้ คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวจึงหาเกินกว่าคำขอในคำฟ้อง อันเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่มีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้นายอดิศักดิ์และเด็กชายชลสิทธิ์ บุตรผู้เยาว์อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง คนละ 5,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ คือ นายอดิศักดิ์และเด็กชายชลสิทธิ์ แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสที่ดินสวนยางพาราพิพาทเนื้อที่ 60 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักเลขที่ 139/2 หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันพิพาทเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน กจ 9725 สุราษฎร์ธานี 1 คัน แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมแบ่งหรือแบ่งไม่ได้ให้แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนำสินสมรสดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะค่าเลี้ยงดูนายอดิศักดิ์และเด็กชายชลสิทธิ์ บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 5,000 บาท ต่อเดือน และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราว

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุคุ้มครองชั่วคราวให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีดอกผลรายได้จากผลผลิตเป็นรายเดือน แล้วนำเงินรายได้จากผลผลิตที่จะได้รับจำนวนกึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวให้แก่โจทก์ระหว่างการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้เสียหายและการยื่นคำขอของโจทก์เป็นการขอคุ้มครองประโยชน์เกินกว่าคำขอในคำฟ้องเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและมิใช่เพื่อบังคับตามคำพิพากษา ขอให้ศาลฎีกายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น เห็นว่า คดีนี้นอกจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ยังฟ้องขอให้พิพากษาแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสที่ดินสวนยางพาราพิพาทเนื้อที่ 60 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักเลขที่ 139/2 หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ดินสวนปาล์มน้ำมันพิพาทเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ หมู่ที่ 2 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีดอกผลรายได้จากผลผลิตในที่ดินพิพาทเป็นรายเดือน แล้วนำเงินรายได้จากผลผลิตที่จะได้รับจำนวนกึ่งหนึ่งของทั้งหมดมาวางศาลเป็นรายเดือน ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยดอกผลของทรัพย์ที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ซึ่งในที่สุดหากโจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการแบ่งดอกผลของทรัพย์ที่พิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนของสินสมรสเช่นกัน กรณีจึงอาจทำให้โจทก์เสียหายได้หากศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณา และหาใช่เป็นคำสั่งคุ้มครองประโยชน์เกินกว่าคำขอในคำฟ้องอันเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นและมิใช่เพื่อบังคับตามคำพิพากษาดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264 วรรคหนึ่ง ม. 142 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 148 วรรคหนึ่ง ม. 1533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมนฑา นิจจันทร์พันศรี
จำเลย — นายสมพร นิจจันทร์พันศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
พฤษภา พนมยันตร์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10351/2557
#569534
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.บริษัทมหาชน พ.ศ.2535 มาตรา 19 วรรคสอง และมาตรา 31 กล่าวเฉพาะข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิเท่านั้นที่หากมีการแก้ไขจะต้องนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ดังนั้น แม้ลายมือชื่อของนางสาว ส. กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ จะเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปบ้าง แต่ก็ไม่ถือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชน พ.ศ.2535 มาตรา 19 วรรคสอง และมาตรา 31 กรณีจึงไม่ต้องห้ามตาม มาตรา 8 ที่ว่า ผู้ถือหุ้นหรือบริษัทจะถือเอาประโยชน์จากบุคคลภายนอกจากข้อความหรือรายการใด ๆ ที่ต้องจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ จนกว่านายทะเบียนจะได้รับจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เมื่อนาย ส. กรรมการโจทก์ลงลายมือชื่อร่วมกับนางสาว ส. ซึ่งเป็นกรรมการอีกคนหนึ่งและประทับตราสำคัญของโจทก์ อันเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดในหนังสือรับรอง การมอบอำนาจของโจทก์ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,646 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,097 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,646 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,097 บาท นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,646 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,097 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน พ.ศ.2535 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หนังสือบริคณห์สนธิให้ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัททุกคนลงลายมือชื่อและนำไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน" วรรคสองบัญญัติว่า "การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้วก่อนการขอจดทะเบียนเป็นบริษัทจะกระทำได้ก็แต่โดยได้รับความยินยอมจากผู้เริ่มจัดตั้งบริษัททุกคนและนำไปขอจดทะเบียนการแก้ไขเพิ่มเติมต่อนายทะเบียน..." และมาตรา 31 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 19 วรรคสอง บริษัทจะแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัทได้ เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ในการแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิหรือข้อบังคับของบริษัทให้บริษัทขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ที่ประชุมลงมติ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเฉพาะข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิเท่านั้นที่หากมีการแก้ไขจะต้องนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ดังนั้น แม้ลายมือชื่อของนางสาวสุมาลีจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปบ้าง แต่ก็ไม่ถือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 19 วรรคสอง และมาตรา 31 กรณีจึงมิต้องห้ามบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 ที่ว่า ผู้ถือหุ้นหรือบริษัทจะถือเอาประโยชน์จากบุคคลภายนอกจากข้อความหรือรายการใด ๆ ที่ต้องจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ จนกว่านายทะเบียนจะได้รับจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว และเมื่อคดีนี้ได้ความว่าโจทก์โดยนายสมบุญ กรรมการโจทก์ลงลายมือชื่อร่วมกับนางสาวสุมาลีซึ่งเป็นกรรมการอีกคนหนึ่งและประทับตราสำคัญของโจทก์ อันเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดในหนังสือรับรอง การมอบอำนาจของโจทก์ให้นายสัญญาผู้รับมอบอำนาจโจทก์กระทำการแทนย่อมชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 19 วรรคสอง ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายกลอน รักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10348 -ที่ 10350/2557
#571547
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติมโดย มาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งใช้บังคับกับคดีนี้บัญญัติไว้ความว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอก เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด ให้บริษัทผู้รับประกันภัยมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกได้" ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 8 จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปสามรายการ รวมเป็นเงิน 45,000 บาท ไปแล้ว โจทก์ที่ 8 ย่อมไล่เบี้ยเอาแก่ ฉ. ผู้ขับรถโดยสารซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ และย่อมไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ต้องร่วมกันรับผิดกับ ฉ. ได้ด้วย เมื่อจำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยรถโดยสารไว้ต่อจำเลยที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิด จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย โจทก์ที่ 8 ย่อมไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 4 ได้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

สำนวนแรก โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 179,687 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ร่วมกันชำระเงิน 228,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 144,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,248,338 บาท แก่โจทก์ที่ 4 และร่วมกันชำระเงิน 360,000 บาท แก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด เฉลิมชัย - ณัฐพงษ์ ทัวร์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

สำนวนที่สอง โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 416,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด เฉลิมชัย - ณัฐพงษ์ ทัวร์ ที่ 1 นายฉลอง ที่ 2 และบริษัทนิคอน (ประเทศไทย) จำกัด ที่ 3 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

สำนวนที่สาม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 239,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายอาจินต์ ที่ 1 และบริษัทนิคอน (ประเทศไทย) จำกัด ที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ในการพิจารณาและพิพากษารวมกัน ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ เรียกนางสำเนียง โจทก์ที่ 1 และนายสำราญ โจทก์ที่ 2 สำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ เรียกบริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด โจทก์สำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 8 เรียกนายอาจินต์ จำเลยที่ 1 สำนวนแรกและสำนวนที่สองและจำเลยร่วมที่ 1 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 1 เรียกบริษัทเฉลิมชัยณัฐพงษ์เดินรถ จำกัด จำเลยที่ 2 สำนวนแรกและสำนวนที่สองและจำเลยที่ 3 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 2 เรียกบริษัทนิคอน (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 3 สำนวนแรก จำเลยร่วมที่ 3 สำนวนที่สองและจำเลยร่วมที่ 2 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 เรียกบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด จำเลยที่ 4 สำนวนแรก จำเลยที่ 3 สำนวนที่สองและจำเลยที่ 4 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 4 เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด เฉลิมชัย - ณัฐพงษ์ ทัวร์ จำเลยร่วมสำนวนแรก จำเลยร่วมที่ 1 สำนวนที่สองและจำเลยที่ 1 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 5 และเรียกนายฉลอง จำเลยร่วมที่ 2 สำนวนที่สองและจำเลยที่ 2 สำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 7

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 106,687 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 180,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 100,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 458,338 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 100,000 บาท ทั้งนี้ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 6 และที่ 7 รวม 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องสำนวนที่สองวันที่ 6 ธันวาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 8 จำนวน 239,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องสำนวนที่สามวันที่ 1 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งแปด เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งแปดชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนแรก 10,000 บาท สำนวนที่สอง 5,000 บาท และสำนวนที่สาม 3,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 4 ให้ร่วมรับผิดในวงเงินไม่เกินกว่าที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรถกระบะหมายเลขทะเบียน บ - 8522 พระนครศรีอยุธยา ซึ่งโจทก์ที่ 1 เอาประกันภัยไว้ต่อโจทก์ที่ 8 ทั้งประเภทประกันภัยค้ำจุนและประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โจทก์ที่ 2 เป็นสามีของนางสังวรณ์ โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นบุตรของนางสังวรณ์กับโจทก์ที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 6 และที่ 7 เป็นมารดาและบิดาของนายสำเริง จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0343 สระบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 นำไปแล่นร่วมกับจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งจึงมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยใช้แล่นรับส่งพนักงานของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถโดยสารจากจำเลยที่ 5 ทั้งประเภทประกันภัยค้ำจุนและประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำเลยที่ 6 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 5 และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ด้วย รถทั้งสองคันดังกล่าวเฉี่ยวชนกันที่สี่แยกบางนมโค ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายเฉลิมไม่ทราบชื่อสกุลผู้ขับรถโดยสารหลบหนี โจทก์ที่ 1 ผู้ขับรถกระบะและโจทก์ที่ 4 ผู้โดยสารมากับรถกระบะ ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ที่ 6 ผู้โดยสารมากับรถกระบะได้รับอันตรายแก่กาย นางสังวรณ์ นายสำเริงและนายชูชาติ ผู้โดยสารมากับรถกระบะถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุอยู่ในระยะเวลาประกันภัยตามตารางกรมธรรม์ทั้งสี่ฉบับ

ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 6 เป็นทั้งหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 5 และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ก็ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 5 จึงมิได้เป็นนายจ้างของนายเฉลิม จำเลยที่ 5 ย่อมไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยแตกต่างจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ 4 ไม่ได้โต้แย้งโดยชัดแจ้งว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อแรกว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ไม่หยุดรถก่อนเข้าสี่แยกที่เกิดเหตุเพื่อให้รถโดยสารที่นายเฉลิมขับแล่นผ่านสี่แยกไปก่อน โจทก์ที่ 1 จึงเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อหรือมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วยนั้น เห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีโจทก์ที่ 1 และที่ 6 เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า โจทก์ที่ 1 ได้หยุดรถก่อนเข้าสี่แยกที่เกิดเหตุโดยตรวจสอบด้านขวาและซ้ายเห็นแสงไฟรถโดยสารอยู่ห่าง 150 เมตร จึงขับรถเข้าสี่แยกขณะที่ส่วนหัวของรถกระบะผ่านสี่แยกแล้ว แต่ส่วนท้ายรถกระบะยังอยู่ในสี่แยกจึงถูกรถโดยสารชนส่วนท้าย ตามภาพถ่ายและแผนที่สังเขป โดยจำเลยที่ 4 มิได้นำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมาสืบหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังตามพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ว่า รถกระบะมาถึงสี่แยกที่เกิดเหตุก่อนรถโดยสาร เมื่อโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบแล้วไม่มีรถอยู่ในสี่แยก จึงขับรถเข้าสี่แยก โจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้หยุดรถกระบะเพื่อให้รถโดยสารผ่านไปก่อนดังที่อ้างมาในฎีกา แต่เมื่อนายเฉลิมขับรถโดยสารมาถึงสี่แยกที่เกิดเหตุภายหลังรถกระบะและเห็นมีรถกระบะอยู่ในสี่แยก นายเฉลิมต้องหยุดรถเพื่อให้รถกระบะผ่านไปได้ด้วยความปลอดภัย แต่นายเฉลิมกลับขับรถเข้าสี่แยกมาจนเป็นเหตุให้ชนรถกระบะของโจทก์ที่ 1 เหตุรถชนกันจึงไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายเฉลิมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อต่อไปซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ต้องนำเงิน 15,000 บาท ที่โจทก์ที่ 8 จ่ายแก่โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทของนางสังวรณ์ สำหรับความเสียหายที่นางสังวรณ์เสียชีวิต เงิน 15,000 บาท ที่โจทก์ที่ 8 จ่ายแก่โจทก์ที่ 4 สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย และเงิน 15,000 บาท ที่โจทก์ที่ 8 จ่ายแก่โจทก์ที่ 6 ในฐานะทายาทของนายสำเริง สำหรับความเสียหายที่นายสำเริงเสียชีวิตซึ่งเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปหักออกจากความรับผิดของจำเลยที่ 4 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ต้องนำเงินสามจำนวนดังกล่าวไปหักออกด้วย ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า ตามตารางกรมธรรม์ทั้งสี่ฉบับดังกล่าวกำหนดความรับผิดของโจทก์ที่ 8 และจำเลยที่ 4 ในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัย ดังนี้ ตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โจทก์ที่ 8 รับผิดต่อผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยคนละ 50,000 บาท ต่อผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตคนละ 80,000 บาท เมื่อรวมกับความรับผิดตามตารางกรมธรรม์เข้าด้วยแล้ว โจทก์ที่ 8 รับผิดต่อผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยคนละ 100,000 บาท และต่อผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตคนละ 100,000 บาท เช่นกัน สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 4 เมื่อพิจารณาตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและตารางกรมธรรม์ ประกอบกับคำให้การของจำเลยที่ 4 และอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยที่ 4 แล้ว ก็กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 4 เช่นเดียวกันกับความรับผิดของโจทก์ที่ 8 ดังกล่าว นั่นคือ จำเลยที่ 4 รับผิดต่อผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยคนละ 100,000 บาท และต่อผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตคนละ 100,000 บาท เช่นกัน ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติต่อไปว่า หลังเกิดเหตุ โจทก์ที่ 8 จ่ายค่าสินไหมทดแทนเท่าที่นำมาฟ้อง โดยจ่ายตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ดังนี้ จ่ายเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ที่ 1 สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทของนางสังวรณ์สำหรับความเสียหายที่นางสังวรณ์เสียชีวิต 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 6 สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย 13,474 บาท แก่โจทก์ที่ 6 ในฐานะทายาทของนายสำเริงสำหรับความเสียหายที่นายสำเริงเสียชีวิต 15,000 บาท แก่นางเอมอร สำหรับความเสียหายที่นายชูชาติเสียชีวิต 15,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นอีก 65,000 บาท รวม 80,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ที่ 8 ยังได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินคือ รถกระบะ ตามตารางกรมธรรม์ เป็นค่าลากรถกระบะ 1,200 บาท และค่าซ่อมแซมรถกระบะ 85,000 บาท รวมแล้วโจทก์ที่ 8 จ่ายไปทั้งหมดเป็นเงิน 239,674 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ทั้งแปดดังนี้ โจทก์ที่ 1 ค่าเสียหายเกี่ยวกับรถกระบะ 50,000 บาท และค่ารักษาพยาบาล 56,687 บาท รวม 106,687 บาท โจทก์ที่ 2 ค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท และค่าปลงศพนางสังวรณ์ 80,000 บาท รวม 180,000 บาท โจทก์ที่ 3 ค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท โจทก์ที่ 4 ค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท และค่ารักษาพยาบาล 358,338 บาท รวม 458,338 บาท โจทก์ที่ 5 ค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท โจทก์ที่ 6 และที่ 7 กำหนดให้รวมกัน ค่าขาดไร้อุปการะ 120,000 บาท และค่าปลงศพนายสำเริง 80,000 บาท รวม 200,000 บาท และสำหรับโจทก์ที่ 8 กำหนดให้เต็มตามที่โจทก์ที่ 8 ฟ้อง จำนวน 239,674 บาท ค่าสินไหมทดแทนจำนวนและรายการอื่นนอกจากที่เป็นปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ไม่มีปัญหาให้วินิจฉัยในชั้นฎีกา คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะค่าเสียหายของโจทก์ที่ 8 สามรายการตามที่จำเลยที่ 4 ฎีกาเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งใช้บังคับกับคดีนี้บัญญัติไว้ความว่า ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก... เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วเป็นจำนวนเงินเท่าใด ให้บริษัทผู้รับประกันภัยมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 8 จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปสามรายการตามที่จำเลยที่ 4 ฎีการวมเป็นเงิน 45,000 บาท ไปแล้ว โจทก์ที่ 8 ย่อมไล่เบี้ยเอาแก่นายเฉลิมผู้ขับรถโดยสารซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้และย่อมไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ต้องร่วมกันรับผิดกับนายเฉลิมได้ด้วย เมื่อจำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยรถโดยสารไว้ต่อจำเลยที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิด จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยก็ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย โจทก์ที่ 8 ย่อมไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 4 ได้ด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชำระเงินสามรายการตามที่จำเลยที่ 4 ฎีกาแก่โจทก์ที่ 8 โดยต้องพิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดชำระเงินสามรายการตามที่จำเลยที่ 4 ฎีกาแก่โจทก์ที่ 8 และเมื่อจำเลยที่ 4 รับผิดชำระเงินสามรายการนี้แก่โจทก์ที่ 8 แล้ว ก็ต้องนำไปหักออกจากจำนวนที่จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 หากไม่นำไปหักออกย่อมทำให้จำเลยที่ 4 ต้องชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามตารางกรมธรรม์ ซึ่งเมื่อนำไปคิดหักให้แล้วคงเหลือเงินที่จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 จำนวน 85,000 บาท ต่อโจทก์ที่ 4 จำนวน 85,000 บาท ต่อโจทก์ที่ 6 และที่ 7 จำนวน 85,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้นำไปหักให้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้น จำต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้ และเนื่องจากมีคู่ความฝ่ายละหลายคน เพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดีเห็นสมควรพิพากษาเรียงลำดับเสียใหม่ให้ชัดเจน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 4 เฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 8 ซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 239,674 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 5,992.50 บาท แต่จำเลยที่ 4 เสียมา 16,160 บาท เกินกว่าที่ต้องเสีย 10,167.50 บาท ต้องคืนส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 106,687 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 180,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 458,338 บาท และแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 100,000 บาท ทั้งนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 6 และที่ 7 รวมกัน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และแก่โจทก์ที่ 8 จำนวน 239,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยในจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องชำระดังกล่าว ให้จำเลยที่ 4 ร่วมชำระในต้นเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 106,687 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 (ในฐานะทายาทนางสังวรณ์ ผู้เสียชีวิต) 85,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 85,000 บาท แก่โจทก์ที่ 6 และที่ 7 (ในฐานะทายาทนายสำเริง ผู้เสียชีวิต) 85,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 8 จำนวน 239,674 บาท ทั้งนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ร่วมรับผิดนับแต่วันที่ร่วมรับผิดในต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 10,167.50 บาท แก่จำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัง เจริญสุข กับพวก
จำเลย — นายอาจินต์ ทองตั้งทุน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายกลอน รักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10347/2557
#572078
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ข้อ 9 ที่ระบุว่า "ถ้ามีการขัดแย้งเกิดขึ้นภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยนี้ คู่กรณีจะเสนอให้นำข้อขัดแย้งดังกล่าวให้อนุญาโตตุลาการคนหนึ่ง ซึ่งคู่กรณีแต่งตั้งขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นผู้วินิจฉัย หรือถ้าคู่กรณีไม่สามารถตกลงเลือกบุคคลเดียวกันภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ถูกคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษร อาจจะเสนอให้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการสองคน ฝ่ายละ 1 คน เป็นผู้วินิจฉัย ในกรณีที่อนุญาโตตุลาการสองคนตกลงกันไม่ได้ ให้อนุญาโตตุลาการตั้งผู้ชี้ขาดเป็นลายลักษณ์อักษรทำการชี้ขาด" หาใช่เป็นการบังคับให้คู่กรณีจำต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนเสมอไปไม่ แต่มีความหมายไปในทางให้โอกาสคู่กรณีฝ่ายหนึ่งเสนอต่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งให้นำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากจำเลยที่ 1 มีความจริงใจให้มีการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน จำเลยที่ 1 น่าจะให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้หรือยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์และจำเลยทั้งสามไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ หาใช่เพิ่งยื่นคำร้องกล่าวอ้างเรื่องนี้ขึ้น หลังจากจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การนานถึง 6 ปีเศษ พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะหยิบยกข้อ 9 แห่งเงื่อนไขทั่วไปดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างแล้ว

ม. ผู้เอาประกันภัยชกต่อยกับ ธ. ยุติไปก่อนที่ ธ. นำอาวุธปืนมายิง ม. ฟังไม่ได้ว่า ม. เสียชีวิตขณะเข้าร่วมทะเลาะวิวาทหรือมีส่วนยั่วยุให้เกิดการทะเลาะวิวาท จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางก้ำ บุตรโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับผิดเสียดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายมานิตย์ พนักงานของจำเลยที่ 1 สาขาลำปาง ทำสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลไว้ต่อจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงว่าหากนายมานิตย์เสียชีวิต จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ผู้รับประโยชน์ ซึ่งเป็นมารดานายมานิตย์ ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประกันภัย นายมานิตย์ชกต่อยกับนายธวัชชัย มีผู้เข้าห้ามและแยกจากกัน นายธวัชชัยกลับเข้ามาในบ้านพักแล้วเอาอาวุธปืนออกมายิงนายมานิตย์ 1 นัด เสียชีวิต พนักงานอัยการจังหวัดลำปางฟ้องนายธวัชชัยต่อศาลชั้นต้น ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและเกี่ยวกับอาวุธปืน คดีถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกนายธวัชชัย ส่วนโจทก์ยื่นเรื่องขอรับเงิน 400,000 บาท จากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ไม่ยอมจ่ายเงินอ้างว่า นายมานิตย์ถูกยิงเสียชีวิตขณะที่เข้าร่วมทะเลาะวิวาทหรือมีส่วนยั่วยุให้เกิดการทะเลาะวิวาท เข้าข้อยกเว้นการประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลไม่คุ้มครอง โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ โดยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การเมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลครบถ้วน ศาลชั้นต้นจึงรับฟ้อง รับคำให้การ นัดสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสาม ครั้นถึงวันนัดจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนตามข้อ 9 เงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ให้ดำเนินคดีต่อไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดเสียก่อนตามข้อ 9 แห่งเงื่อนไขทั่วไปของกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ข้อ 9 ของกรมธรรม์ดังกล่าวระบุว่า "ถ้ามีการขัดแย้งเกิดขึ้นภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยนี้ คู่กรณีจะเสนอให้นำข้อขัดแย้งดังกล่าวให้อนุญาโตตุลาการคนหนึ่ง ซึ่งคู่กรณีแต่งตั้งขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นผู้วินิจฉัย หรือถ้าคู่กรณีไม่สามารถตกลงเลือกบุคคลเดียวกันภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ถูกคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษร อาจจะเสนอให้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการสองคน ฝ่ายละ 1 คน เป็นผู้วินิจฉัย ในกรณีที่อนุญาโตตุลาการสองคนตกลงกันไม่ได้ ให้อนุญาโตตุลาการตั้งผู้ชี้ขาดเป็นลายลักษณ์อักษรทำการชี้ขาด" เช่นนี้ตามข้อ 9 หาใช่เป็นการบังคับให้คู่กรณีจำต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนเสมอไปไม่ แต่มีความหมายไปในทางให้โอกาสคู่กรณีฝ่ายหนึ่งเสนอต่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งให้นำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ประกอบกับ หากจำเลยที่ 1 มีความจริงใจให้มีการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อน จำเลยที่ 1 น่าจะให้การต่อสู้ในเรื่องนี้ไว้หรือยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ จำเลยทั้งสามไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนเสียตั้งแต่เนิ่นๆ หาใช่เพิ่งยื่นคำร้องกล่าวอ้างเรื่องนี้ขึ้น เป็นเวลาหลังจากจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การนานถึง ๖ ปีเศษ พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะหยิบยกข้อ ๙ แห่งเงื่อนไขทั่วไปดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ นำมาเทียบเคียงไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นายมานิตย์ถึงแก่ความตายอันเป็นผลมาจากนายมานิตย์เข้าร่วมทะเลาะวิวาทหรือยั่วยุให้เกิดการทะเลาะวิวาท เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องรับผิด เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องชัดแจ้งแล้วว่า นายมานิตย์ผู้เอาประกันภัยชกต่อยกับนายธวัชชัยยุติไปก่อนที่นายธวัชชัยนำอาวุธปืนมายิงนายมานิตย์ ฟังไม่ได้ว่านายมานิตย์เสียชีวิตขณะเข้าร่วมทะเลาะวิวาทหรือมีส่วนยั่วยุให้เกิดการทะเลาะวิวาท จึงไม่เข้าข้อยกเว้นข้อ 2 ง. ที่จะให้ต้องรับผิด ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
นางช้อย ทารักษ์ โดยนางก้ำ ผิวเหลือง
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทไพบูลย์ประกันภัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายชำนาญ อินทะศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโอภาส อนันตสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10338/2557
#575244
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาเดิม พนักงานอัยการโจทก์ไม่สามารถติดตามตัว จ. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลได้ จึงจำเป็นต้องส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของ จ. บันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาทั้งสองและบันทึกการชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาทั้งสองซึ่งจำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาให้ จ. และพิมพ์ลายนิ้วมือในคำแปลไว้ กับจำเป็นต้องส่งบันทึกการสอบปากคำจำเลยในฐานะผู้ทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาให้ จ. ฟัง เป็นพยานหลักฐานต่อศาล และเพื่อให้พยานดังกล่าวมีคุณค่าในการรับฟังจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำตัวจำเลยมาเบิกความยืนยัน การที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จโดยเบิกความกลับคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นว่า จำเลยพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือลงในเอกสารทุกฉบับโดยที่จำเลยมิได้ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลและมิได้สาบานตัวว่าจะทำหน้าที่เป็นล่ามแปลต่อพนักงานสอบสวน ทั้งเบิกความด้วยว่าจำเลยมิได้ทำหน้าที่เป็นล่ามในการชี้ตัวและชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาทั้งสองเลย ความเท็จที่จำเลยเบิกความจึงเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะหากศาลเชื่อตามคำเบิกความของจำเลย พยานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ล่ามแปลของจำเลยดังกล่าว ย่อมเป็นพยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยมิชอบที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เลย เพราะต้องห้ามมิให้โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226

องค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคแรก บัญญัติแต่เพียงว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี..." เท่านั้น แสดงว่าเพียงความเท็จที่ผู้กระทำผิดเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีที่จะพิสูจน์ความจริงได้ก็ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ตามองค์ประกอบความผิดดังกล่าวหาได้ระบุว่าต้องเป็นข้อสำคัญในคดีถึงขนาดที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ได้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี เห็นควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี พิเคราะห์การกระทำของจำเลยแล้วนับว่ามีความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม จึงไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความเท็จที่จำเลยเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามถ้อยคำสำนวนในคดีที่จำเลยเบิกความเท็จคือคดีหมายเลขดำที่ 15/2549 หมายเลขแดงที่ 63/2550 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่า พนักงานอัยการโจทก์ไม่สามารถติดตามตัวนายโจซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวและเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลได้ พนักงานอัยการโจทก์ในคดีนั้นจึงจำเป็นต้องส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายโจซึ่งจำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามแปล เป็นพยานหลักฐานต่อศาลและจำเป็นต้องส่งบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาทั้งสองกับบันทึกการชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาทั้งสอง ซึ่งจำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามแปล กับจำเป็นต้องส่งบันทึกการสอบปากคำจำเลยในฐานะผู้ทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาให้นายโจฟังเป็นพยานหลักฐานต่อศาลและเพื่อให้พยานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่มีคุณค่าในการรับฟัง โจทก์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำตัวจำเลยผู้ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลมาเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันว่านายโจผู้เสียหายได้ให้การ ชี้ตัวและชี้ภาพถ่ายยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวจริง แต่จำเลยกลับเบิกความกลับคำให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารทุกฉบับดังกล่าว เป็นว่า จำเลยพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือลงในเอกสารทุกฉบับโดยที่จำเลยมิได้ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลและมิได้สาบานตัวว่าจะทำหน้าที่เป็นล่ามแปลต่อพนักงานสอบสวน ทั้งเบิกความด้วยว่าจำเลยมิได้ทำหน้าที่เป็นล่ามในการชี้ตัวและชี้ภาพถ่ายผู้ต้องหาทั้งสองเลย ซึ่งเป็นคำเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญาดังที่ได้วินิจฉัยมาในประเด็นก่อน ความเท็จที่จำเลยเบิกความจึงเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะหากศาลเชื่อตามคำเบิกความของจำเลย พยานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ล่ามแปลของจำเลย ย่อมเป็นพยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยมิชอบที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เลย เพราะต้องห้ามมิให้โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า หากแม้จำเลยจะเบิกความต่อศาลว่า จำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาพม่าในการสอบปากคำนายโจผู้เสียหาย รวมทั้งการทำบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาและบันทึกการดูภาพถ่ายผู้ต้องหาทั้งสองในชั้นสอบสวนจริง ก็ไม่แน่ว่าศาลจะนำคำเบิกความของจำเลยมารับฟังประกอบพยานบอกเล่าเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะคำเบิกความของจำเลยก็เป็นพยานบอกเล่าเช่นเดียวกัน ดังนั้นคำเบิกความอันเป็นเท็จของจำเลยจึงไม่เป็นข้อสำคัญในคดีนั้น เห็นว่า องค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก บัญญัติแต่เพียงว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี..." เท่านั้น แสดงว่าเพียงความเท็จที่ผู้กระทำผิดเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีที่จะพิสูจน์ความจริงได้ก็ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ตามองค์ประกอบความผิดดังกล่าวหาได้ระบุว่าต้องเป็นข้อสำคัญในคดีถึงขนาดที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ได้แต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คำแก้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดีอาญา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี โดยมิได้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลปรานีรอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยทำหน้าที่เป็นล่ามแปลคำให้การพยานในชั้นสอบสวน ก่อนทำหน้าที่ต้องสาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่โดยสุจริตใจ จะไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปล เพื่อให้คำแปลถูกต้องตรงต่อความจริง จึงเป็นบุคลากรที่ทำหน้าที่ช่วยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปโดยถูกต้องและเป็นธรรม แต่จำเลยกลับเบิกความเท็จเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน ถือเท่ากับว่าจำเลยเป็นผู้ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมเสียเอง จึงสมควรลงโทษจำเลยอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการป้องปรามมิให้คนอื่นประพฤติเยี่ยงจำเลยอีก ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุอันควรปรานีที่จะพิจารณารอการลงโทษให้แก่จำเลย คำแก้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ลงโทษและบังคับคดีแก่จำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 13 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นายทองเปลี่ยน สุกใสหรือสุขใส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นางสาวผาณิต เจียรพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10330/2557
#580052
เปิดฉบับเต็ม

แม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้เพียงว่าจำเลยพูดหลอกลวงชักชวน ป. ผู้เสียหายที่ 5 เพียงคนเดียวให้เข้าร่วมลงทุน ส่วนผู้เสียหายอื่นถูกผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นพูดหลอกลวงชักชวนให้เข้าร่วมลงทุน แต่ความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฉ้อโกงประชาชนองค์ประกอบสำคัญคือ มีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน และความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนองค์ประกอบที่สำคัญคือ ผู้กระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันโฆษณาหรือประกาศต่อประชาชนหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปในการกู้ยืมเงิน ผู้ร่วมกระทำความผิดอาจกระทำการในลักษณะแบ่งงานกันทำ ไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเอง เพียงจำเลยกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายที่ 5 โดยแนะนำตัวเองว่าเป็นผู้ช่วยผู้บริหารและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน พาผู้เสียหายที่ 5 เดินชมสถานที่ซึ่งมีพนักงานมากกว่า 30 คน นั่งประจำเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องจนผู้เสียหายที่ 5 หลงเชื่อและมอบเงินให้แก่จำเลย ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ถึง 4 และที่ 6 ถึงที่ 11 ก็ถูกพวกจำเลยหลอกลวงในทำนองเดียวกัน แสดงว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกันหลอกลวงประชาชนและกระทำต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยแบ่งงานกันทำกับพวกจำเลย เป็นผลให้ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดคนหลงเชื่อและมอบเงินให้แก่จำเลยกับพวกตามฟ้อง จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนทั้งสิบเอ็ดกระทงตามฟ้อง

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากำหนดให้จำเลยต้องชดใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยต้องคืนแก่ผู้เสียหายที่ 5 ด้วยนั้นชอบแล้ว เพราะเป็นผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง เมื่อจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิด จำเลยต้องชดใช้ดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงินแก่ผู้เสียหายทุกคนด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 17,753,641.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามกฎหมายให้แก่ผู้เสียหาย โดยให้คืนหรือใช้เงิน แต่ละรายตามรายละเอียดและจำนวนเงินที่ปรากฏในคำฟ้อง ข้อ 1.1 ถึง 1.11

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก) พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคสอง, 5 (1), 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน 11 กระทง รวมจำคุก 22 ปี 66 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 17,353,461.17 บาท ให้แก่ผู้เสียหายรายละเอียดตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.4 และข้อ 1.6 ถึง 1.11 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่นางปัทมพรรณ ผู้เสียหาย ตามฟ้องข้อ 1.5 เป็นเงิน 343,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 343,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2554) ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 และผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 11 และยกคำขอที่ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 และผู้เสียหายที่ 6 ถึงที่ 11 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.4 และข้อ 1.6 ถึงข้อ 1.11 ด้วยหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับนายสุริยา และพวกรวม 4 คน จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.482/2549 ของศาลชั้นต้น และพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม คือ ฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน รวม 11 กรรม มีผู้เสียหาย 11 คน ตามลำดับฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.11 จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 และมาตรา 5 มีโทษตามมาตรา 12 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คดีนี้ความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนมีกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษได้ แม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้เพียงว่าจำเลยพูดหลอกลวงชักชวนนางปัทมพรรณ ผู้เสียหายที่ 5 เพียงคนเดียวให้เข้าร่วมลงทุน ส่วนผู้เสียหายอื่นถูกผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นพูดหลอกลวงชักชวนให้เข้าร่วมลงทุน แต่ความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน องค์ประกอบสำคัญ คือ มีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ร่วมกันหลอกลวงผู้อื่น ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน และความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน องค์ประกอบสำคัญคือ ผู้กระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ร่วมกันโฆษณาหรือประกาศต่อประชาชนหรือกระทำการด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปในการกู้ยืมเงิน ผู้ร่วมกระทำความผิดอาจกระทำการในลักษณะแบ่งงานกันทำ ไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเอง เพียงจำเลยกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายที่ 5 โดยแนะนำตนเองว่าเป็นผู้ช่วยผู้บริหาร และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน พาผู้เสียหายที่ 5 เดินชมสถานที่ซึ่งมีพนักงานมากกว่า 30 คน นั่งประจำเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องจนผู้เสียหายที่ 5 หลงเชื่อและมอบเงินให้จำเลย ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 11 ก็ถูกพวกของจำเลยหลอกลวงในทำนองเดียวกัน แสดงว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกันหลอกลวงประชาชนและกระทำต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป โดยแบ่งงานกันทำกับพวกของจำเลย เป็นผลให้ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดคนหลงเชื่อ และมอบเงินให้แก่จำเลยกับพวกตามฟ้อง จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนทั้งสิบเอ็ดกระทงตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 5 เพียงกระทงเดียวนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากำหนดให้จำเลยต้องชดใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยต้องคืนแก่ผู้เสียหายที่ 5 ด้วยนั้นชอบแล้ว เพราะเป็นผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง เมื่อจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 11 จำเลยต้องชดใช้ดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของต้นเงินแก่ผู้เสียหายทุกคนด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยต้องคืนแก่ผู้เสียหายแต่ละคน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายแต่ละคนด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 5 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุขสันต์ วายุบริสุทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายธเนศ ไชยหมาน
ศาลอุทธรณ์ — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9904/2557
#572011
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม เช่นนี้ วันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวคือ วันที่ทวงถามให้ใช้เงิน ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 913 (3) หาใช่วันออกตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ เพราะวันดังกล่าวเป็นเพียงวันที่อาจใช้สิทธิทวงถามได้เท่านั้น เมื่อยังไม่ใช้สิทธิทวงถามก็ยังไม่ถึงวันกำหนดใช้เงิน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ เพราะอายุความเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งก็คือวันถึงกำหนดใช้เงิน

หนังสือทวงถามกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 รับหนังสือทวงถามวันที่ 20 มกราคม 2547 ครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในวันดังกล่าวย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วสัญญาใช้เงินได้นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไป อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน และยังไม่พ้นกำหนด 3 ปี ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และมาตรา 1001 ตามลำดับ ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 91,440,739.69 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 18,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 18,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1819, 1788 และ 4513 ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว (ปราจีนบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนอง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทของพันเอก (พิเศษ) พล ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในส่วนนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาล 200 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2526 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินเมื่อทวงถาม 18,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์รอยัล อินเตอร์เนชั่นแนล ไฟแนนซ์ จำกัด โดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1819, 1788 และ 4513 ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว (ปราจีนบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ โดยตกลงกันว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในเงินนั้น และจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท โดยครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2528 ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2542 และวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 โจทก์รับโอนหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน และสิทธิการรับจำนองจากบริษัทดังกล่าว โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามในวันที่ 20 มกราคม 2547 แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพิกเฉย คดีคงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่อ้างว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งในสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 ขอยอมรับผิดชอบชดใช้เงิน 18,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย และตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าจะใช้เงินเมื่อทวงถาม เห็นได้ว่า เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม เช่นนี้ วันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวคือ วันที่ทวงถามให้ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913 (3) หาใช่วันออกตั๋วสัญญาใช้เงินดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าใจไม่ เพราะวันดังกล่าวเป็นเพียงวันที่อาจใช้สิทธิทวงถามได้เท่านั้น เมื่อยังไม่ใช้สิทธิทวงถามก็ยังไม่ถึงวันกำหนดใช้เงิน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ เพราะอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งก็คือวันถึงกำหนดใช้เงิน การที่หนังสือทวงถามกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 ครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในวันดังกล่าวย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วสัญญาใช้เงินได้นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไป ดังนี้ อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน และยังไม่พ้นกำหนด 3 ปี ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และมาตรา 1001 ตามลำดับ ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 913 (3) ม. 1001
ชื่อคู่ความ
กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล โดยบริษทหลักทรัพย์
โจทก์ — จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด
จำเลย — บริษัทชะอำไพน์แอปเปิ้ลแคนเนอรี่ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฉัตรชัย ไทรโชต
ศาลอุทธรณ์ — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พิศล พิรุณ
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา