คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7322/2557
#571934
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุดาบตำรวจ บ. และดาบตำรวจ ส. แต่งกายในเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ พกพาอาวุธปืนสั้นแบบเปิดเผย กำลังมอบหมายให้ อ. ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานดำเนินการจับกุม ส. โดยทำการใส่กุญแจมือ ส. ได้เพียงข้างเดียว แล้ว ส. ดิ้นรนขัดขืน พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นใครเห็นก็ต้องทราบดีว่า ส. กำลังถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมอยู่ ไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องทราบว่า ส. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาอะไร เชื่อว่าจำเลยทราบดีว่าเจ้าพนักงานตำรวจและ อ. กำลังเข้าจับกุม ส. อยู่ จำเลยเข้ามาช่วย ส. โดยช่วยดึงแขนดาบตำรวจ บ. และดาบตำรวจ ส. จนเป็นเหตุให้ดาบตำรวจ บ. หกล้ม อาวุธปืนสั้นหล่นลงที่พื้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่และเป็นการกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสองแล้ว แต่เจ้าพนักงานตำรวจและ อ. ยังไม่สามารถจับกุม ส. ได้ จึงฟังไม่ได้ว่า ส. ถูกคุมขังอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 191

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 191

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 191 วรรคแรก ประกอบวรรคสาม, 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาหลุดพ้นจากการคุมขังไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย และฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาหลุดพ้นจากการคุมขังไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความสอดคล้องต้องกัน โดยพยานต่างไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน เฉพาะอย่างยิ่งพยานโจทก์ปากดาบตำรวจบุญสมและดาบตำรวจสมควรเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงว่าจะแกล้งปั้นแต่งเรื่องขึ้นเพื่อใส่ร้ายจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้และฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยได้ยินนางเซอยู่เหมยพูดว่า ไม่ต้องตี ๆดังมาจากบ้านนายเสถียร จำเลยจึงเดินไปที่บ้านนายเสถียร และเห็นเจ้าพนักงานตำรวจกำลังฉุดกระชากอยู่กับนางเซอยู่เหมย ทำให้กระจกซึ่งอยู่ที่ผนังบ้านล้มลงแตก จำเลยเกรงว่าจะมีผู้เหยียบกระจกดังกล่าว จึงเข้าไปในบ้านนายเสถียรเพื่อนำผ้าขนหนูไปวางปิดทับเศษกระจกจากนั้นจำเลยเดินออกมาจากบ้านนายเสถียรโดยมิได้สนใจดูเหตุการณ์นั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ดังนี้ เมื่อขณะเกิดเหตุดาบตำรวจบุญสมและดาบตำรวจสมควรแต่งกายในเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจพกพาอาวุธปืนสั้นแบบเปิดเผย กำลังมอบหมายให้นายอาเจ๊ะซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานดำเนินการจับกุมนายเสถียร โดยทำการใส่กุญแจมือนายเสถียรได้เพียงข้างเดียว แล้วนายเสถียรดิ้นรนขัดขืน พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นใครเห็นก็ต้องทราบดีว่านายเสถียรกำลังถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมอยู่ ไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องทราบว่านายเสถียรถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาอะไร จำเลยมีอายุ 30 ปี ไม่ปรากฏว่ามีเหตุบกพร่องทางจิต จะปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจกำลังดำเนินการจับกุมนายเสถียรอยู่นั้นฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยทราบดีว่าเจ้าพนักงานตำรวจและนายอาเจ๊ะกำลังเข้าจับกุมนายเสถียรอยู่ แล้วจำเลยกับนางเซอยู่เหมยเข้ามาช่วยนายเสถียรเพื่อไม่ให้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวได้ โดยช่วยดึงแขนดาบตำรวจบุญสมและดาบตำรวจสมควร จนเป็นเหตุให้ดาบตำรวจบุญสมหกล้ม อาวุธปืนสั้นหล่นลงที่พื้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ และเป็นการกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง แล้ว แต่เจ้าพนักงานตำรวจและนายอาเจ๊ะยังไม่สามารถจับกุมนายเสถียรได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่านายเสถียรถูกคุมขังอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138 วรรคสอง ม. 191 วรรคแรก ม. 191 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางสาวนาพือหรือจะพือ แซ่ลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายชวลิต กิตตินันทะศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7257/2557
#566131
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเกี่ยวกับการตีความการแสดงเจตนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และตามมาตรา 11 กรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยไม่ได้ระบุให้รวมถึงหนี้ที่โจทก์ที่ 1 ค้ำประกันหนี้กู้ยืมของบุคคลอื่นที่ทำกับจำเลยไว้ชัดแจ้งในสัญญาจำนองและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองทั้งที่อยู่ในวิสัยทำได้ ดังนั้น คำว่า "หนี้และภาระผูกพันทุกลักษณะและทุกประเภท" ตามสัญญาจำนองจึงหมายถึงหนี้ที่โจทก์ที่ 1 เป็นลูกหนี้ของจำเลยโดยตรงในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงหนี้ที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้กู้ยืมของบุคคลอื่นที่ทำกับจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนปลดจำนองที่ดินรวม 11 แปลง แก่โจทก์ที่ 1 และที่ดินรวม 4 แปลง แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนปลดจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 35403, 35405, 35406, 35408, 36363, 39961, 40269, 40272 และ 40273 ตำบลคลองเปร็ง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33563, 33380, 37599 และ 41913 ตำบลคลองนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และที่ดินโฉนดเลขที่ 31360 และ 31361 ตำบลบางระกำ อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) และส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกโจทก์ทั้งสอง) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในชั้นฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยวงเงิน 10,000,000 บาท โดยใช้บัญชีกระแสรายวันเลขที่ 106 - 0 - 02695 - 6 ในการกู้เบิกเงินเกินบัญชี และทำสัญญามอบเงินฝากเป็นประกันโดยมอบบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือน เลขที่ 106 - 2 - 03924 - 9 แก่จำเลยและยินยอมให้จำเลยหักเงินในบัญชีเพื่อชำระหนี้และภาระผูกพันที่โจทก์ที่ 1 มีต่อจำเลย ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญามอบเงินฝากเป็นประกัน ต่อมาโจทก์ที่ 1 ทำบันทึกต่อท้ายสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีขอเพิ่มวงเงินอีก 6,000,000 บาท ตามบันทึกต่อท้ายสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี โดยโจทก์ที่ 1 ทำสัญญาจำนองที่ดินรวม 14 แปลง ส่วนโจทก์ที่ 2 ทำสัญญาจำนองที่ดินรวม 4 แปลง ไว้เป็นประกันต่อจำเลย ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ภายหลังจำเลยปลดจำนองที่ดิน 3 แปลง ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน คงเหลือที่ดินติดจำนองอีก 15 แปลงตามฟ้อง และโจทก์ที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของโจทก์ที่ 1 ในวงเงิน 16,000,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกัน นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบุคคลอื่นที่ทำสัญญากู้ยืมกับจำเลยตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและได้หักเงินฝากจากบัญชีเลขที่ 106 - 2 - 03924 - 9 กับบัญชีเงินฝากอื่นอีก 2 บัญชี โดยนำไปหักจากหนี้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมด และหนี้ที่โจทก์ที่ 1 ค้ำประกันบุคคลอื่นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า สัญญาจำนองตามฟ้องครอบคลุมถึงหนี้ที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้กู้ยืมของบุคคลอื่นกับจำเลยหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ความหมายของข้อความ "ทุกลักษณะทุกประเภทหนี้" ที่ระบุอยู่ในสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง มีความหมายชัดแจ้งแล้วว่า ต้องรวมถึงหนี้ที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้กู้ยืมของบุคคลอื่นที่ทำกับจำเลยด้วย ทั้งโจทก์ที่ 1 มาขอสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีเพื่อโครงการจัดสรรที่ดินและขอให้จำเลยให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ลูกค้ารายย่อยเป็นภาระหนี้เกี่ยวพันกัน และจำเลยไม่อยู่ในวิสัยจะระบุรายละเอียดของการค้ำประกันหนี้ในสัญญาจำนองและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองทั้งหมดนั้น เห็นว่า ตามบันทึกต่อท้ายสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ระบุว่า โจทก์ที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยอีก 6,000,000 บาท รวมเป็นวงเงิน 16,000,000 บาท ส่วนเงื่อนไขและข้อตกลงอื่น ๆ คงเป็น ไปตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเดิม เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญานี้โจทก์ทั้งสองยอมนำที่ดินโฉนดเลขที่... ของตนเป็นประกันต่อจำเลยจนกว่าโจทก์ที่ 1 ผู้เบิกเงินเกินบัญชีจะชำระหนี้แก่จำเลยจนครบถ้วน ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ข้อ 1. ที่ระบุว่าโจทก์ที่ 1 ตกลงจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่จำเลยเป็นจำนวนเงิน 6,000,000 บาท และรวมถึงหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ข้อ 4 ก็ระบุว่าเป็นการจำนองเพิ่มหลักทรัพย์จำนวนเงินจำนองและข้อตกลงอื่นเป็นไปตามสัญญาจำนอง แต่เมื่อข้อตกลงในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินข้อ 1. และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ 3 ระบุว่าเป็นประกันหนี้และภาระผูกพันทุกลักษณะทุกประเภทหนี้ กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับการตีความการแสดงเจตนาซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และตามมาตรา 11 กรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยไม่ได้ระบุให้รวมถึงหนี้ที่โจทก์ที่ 1 ค้ำประกันหนี้กู้ยืมของบุคคลอื่นที่ทำกับจำเลยไว้ชัดแจ้งในสัญญาจำนองและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองทั้งที่อยู่ในวิสัยทำได้ หนี้และภาระผูกพันทุกลักษณะและทุกประเภทจึงหมายถึงหนี้ที่โจทก์ที่ 1 เป็นลูกหนี้ของจำเลยโดยตรงในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงหนี้ที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้กู้ยืมของบุคคลอื่นที่ทำกับจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 171
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอธิราช พันธเสน กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวนฤมล สัตยาประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7225/2557
#560380
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ที่ 2 เพื่อทำนาโดยชำระค่าเช่าเป็นข้าวเปลือก จำเลยไม่ชำระค่าเช่า โจทก์ทั้งสองบอกเลิกสัญญาเช่าพร้อมขับไล่จำเลยและเรียกค่าเช่าเป็นข้าวเปลือก ดังนี้ โจทก์ที่ 1 ไม่ใช่คู่สัญญาเช่าที่ดินกับจำเลย แม้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมก็ฟ้องขับไล่จำเลยตามสัญญาเช่าและเรียกค่าเช่าที่ดินไม่ได้

พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การเช่านาให้มีการกำหนดคราวละไม่น้อยกว่าหกปี การเช่านารายใดที่ทำไว้โดยไม่มีกำหนดเวลาหรือมีต่ำกว่าหกปี ให้ถือว่าการเช่านารายนั้นมีกำหนดเวลาหกปี" และมาตรา 40 วรรคสอง บัญญัติว่า "ค่าเช่านาให้คิดเป็นรายปี ในอัตราไม่เกินอัตราขั้นสูงที่ คชก. ตำบลกำหนด..." ดังนั้น เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2552 โจทก์ที่ 2 ตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินเพื่อปลูกข้าวทำนามีกำหนดเวลาเช่า 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 ครบกำหนดเวลาวันที่ 12 กรกฎาคม 2558 ข้อตกลงที่สถานีตำรวจภูธรท่าบ่อ ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานว่า ผู้ให้เช่าเรียกเก็บข้าวเปลือกจากผู้เช่าไร่ละ 9 กระสอบ หากผู้เช่ายังไม่ได้ทำสัญญาเช่า ห้ามผู้เช่าทำนาอีกต่อไปในที่นาของผู้ให้เช่า เป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และมาตรา 151 โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีก่อนครบกำหนดในวันที่ 12 กรกฎาคม 2558 หาได้ไม่ ส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับการเก็บค่าเช่าและการชำระค่าเช่านั้น โจทก์ยังมิได้ขอให้ คชก. ตำบล พิจารณาวินิจฉัย ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 13 (2) โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเช่าที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 25260 ตำบลบ้านถ่อน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระข้าวเปลือก 189 กระสอบ (กระสอบละ 50 กิโลกรัม) หากชำระข้าวเปลือกไม่ได้ให้จำเลยชำระเงิน 170,100 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 25260 ตำบลบ้านถ่อน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และส่งมอบที่ดินแปลงดังกล่าวคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระข้าวเปลือก 189 กระสอบ (กระสอบละ 50 กิโลกรัม) แก่โจทก์ที่ 2 หากชำระไม่ได้ให้จำเลยชำระเงิน 132,300 บาท แก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นเห็นควรวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 25260 ตำบลบ้านถ่อน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ 46 ตารางวา จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ที่ 2 แล้วไม่ชำระค่าเช่าเป็นข้าวเปลือก 63 กระสอบปุ๋ย โจทก์ที่ 2 และจำเลยตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรท่าบ่อ โจทก์ที่ 2 เรียกร้องค่าเช่าเป็นข้าวเปลือกไร่ละ 9 กระสอบ จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ โจทก์ทั้งสองบอกเลิกสัญญาเช่าพร้อมทั้งขับไล่จำเลยและเรียกค่าเช่าที่ดินเป็นข้าวเปลือก ดังนี้ โจทก์ที่ 1 ไม่ใช่คู่สัญญาเช่าที่ดินกับจำเลย แม้โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมก็ฟ้องขับไล่จำเลยตามสัญญาเช่าและเรียกค่าเช่าที่ดินไม่ได้ อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 โจทก์ที่ 2 ตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 25260 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกข้าวทำนา มีกำหนดเวลาเช่า 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 หมดสิ้นกำหนดเวลาเช่าวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เห็นว่า พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การเช่านาให้มีการกำหนดคราวละไม่น้อยกว่าหกปี การเช่านารายใดที่ทำไว้โดยไม่มีกำหนดเวลาหรือมีแต่ต่ำกว่าหกปี "ค่าเช่านาให้คิดเป็นรายปี ในอัตราไม่เกินอัตราขั้นสูงที่ คชก. ตำบลกำหนด..." ดังนั้น หนังสือสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยครบกำหนดเวลาวันที่ 12 กรกฎาคม 2558 ข้อตกลงที่สถานีตำรวจภูธรท่าบ่อ ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานว่า ผู้ให้เช่าเรียกเก็บข้าวเปลือกจากผู้เช่าไร่ละ 9 กระสอบ หากผู้เช่ายังไม่ได้ทำสัญญาเช่า ห้ามผู้เช่าทำนาอีกต่อไปในที่นาของผู้ให้เช่า เป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และมาตรา 151 โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีวันที่ 10 มกราคม 2555 อันเป็นเวลาก่อนครบกำหนดเวลาหกปีวันที่ 12 กรกฎาคม 2558 หาได้ไม่ ส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับการเก็บค่าเช่าและการชำระค่าเช่านั้น เมื่อโจทก์ยังมิได้ขอให้ คชก. ตำบลบ้านถ่อน พิจารณาวินิจฉัย ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 13 (2) โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเช่าที่ดิน ทั้งโจทก์ที่ 2 ไม่ได้บอกเลิกการเช่านาเป็นหนังสือให้จำเลยผู้เช่านาทราบล่วงหน้าเป็นเวลาน้อยกว่าหนึ่งปี ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 37 อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 151
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 12 (2) ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 40 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหลีฮุ้น แซ่ลิ่ว กับพวก
จำเลย — นางสาวหรือนางดอกไม้ ชัยแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายวรวุฒิ เลาลัคนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนรินทร์ ตงศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ธราธร ศิลปโอสถ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7194 -ที่ 7195/2557
#562634
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ห้องพักเกิดเหตุก็เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ชำระหนี้ที่กู้ยืมไปจากกลุ่มของจำเลยทั้งหกให้แก่จำเลยที่ 1 ประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องให้ผู้เสียหายที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าไถ่ตามความหมายในบทนิยามคำว่า "ค่าไถ่" ตาม ป.อ. มาตรา 1 (13) การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 5 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 4 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 3 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 เรียกจำเลยที่ 5 ในสำนวนแรก และจำเลยที่ 6 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 6 ในสำนวนแรก และจำเลยที่ 6 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 6 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 4 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 6 และเรียกผู้เสียหายในสำนวนแรกว่า ผู้เสียหายที่ 1 เรียกผู้เสียหายในสำนวนหลังว่า ผู้เสียหายที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 295, 313 (3), 337 (1) (2), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพเฉพาะฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 313 วรรคแรก ประกอบมาตรา 316, 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83 จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 คนละ 8 ปี 3 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาท หากจำเลยที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 5 และคำขออื่นสำหรับจำเลยทั้งหกนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในความผิดฐานพยายามกรรโชกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 93, จำคุกคนละ 3 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกคนละ 3 ปี 3 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 6 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 มีความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดตามฟ้องหรือไม่ ผู้เสียหายที่ 1 เองที่จะเข้าไปในห้องพักดังกล่าวและร่วมเสพยาเสพติดโดยผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เตรียมยาเสพติดไปเพื่อเสพร่วมกัน และผู้เสียหายที่ 1 ยังเบิกความอีกว่า ระหว่างอยู่ภายในห้องพัก ไม่มีการใช้เชือกหรือวัสดุอย่างใดผูกขาและมือไว้ ประตูห้องมีลักษณะเป็นลูกบิดเปิดเข้าออกได้ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่ได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายที่ 1 และการที่ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางไปที่ห้องพักเกิดเหตุก็เนื่องจากไปเจรจาตกลงเกี่ยวกับเรื่องเงินของจำเลยที่ 1 โดยร้อยตำรวจโทผงเพชร ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งหกก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ผู้เสียหายที่ 2 เล่าให้ฟังว่าเงินจำนวน 15,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 เรียกให้ผู้เสียหายที่ 2 ชำระนั้นเป็นเงินที่ผู้เสียหายที่ 1 กู้ยืมจากกลุ่มของจำเลยทั้งหก ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันพาผู้เสียที่ 1 ไปที่ห้องพักเกิดเหตุก็เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยเหตุเช่นนี้ ประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องให้ผู้เสียหายที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าไถ่ตามความหมายในบทนิยามคำว่า "ค่าไถ่" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (13) การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 จึงไม่เป็นความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (13) ม. 313 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายอัมรี ยายอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางเพ็ญวิภา ลอยกุลนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7190/2557
#562534
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว แต่ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ไปจากโจทก์เพื่อประโยชน์ในการติดต่อซื้อขายเสื้อผ้ากับต่างประเทศโดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เข้าข้อยกเว้นของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ที่ว่า เว้นแต่เพื่อการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) โจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่เกิน 5 ปี จึงไม่ขาดอายุความ เป็นการอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง ควรจะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อุทธรณ์ อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น และเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จากโจทก์เพื่อประโยชน์ของจำเลยทั้งสองในการติดต่อซื้อขายเสื้อผ้ากับต่างประเทศโดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต อันนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์มีอายุความ 5 ปี จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 110,909.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 71,580 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 71,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 700 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 ใหม่

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว สำหรับปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ตามที่โจทก์อุทธรณ์นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายตามฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจการค้าขายเครื่องคอมพิวเตอร์เรียกเอาราคาสินค้าที่ขายให้แก่จำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลย สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) จำเลยที่ 1 ค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 5 โจทก์บอกเลิกสัญญาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 นับถัดจากวันดังกล่าวจนถึงวันฟ้อง พ้นกำหนด 2 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ส่วนโจทก์อุทธรณ์ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 สอดคล้องรับกันฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ไปจากโจทก์เพื่อประโยชน์ในการติดต่อซื้อขายเสื้อผ้ากับต่างประเทศโดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ท เข้าข้อยกเว้นของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่ว่า เว้นแต่เพื่อการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) โจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่เกิน 5 ปี จึงไม่ขาดอายุความ ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง ควรจะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อุทธรณ์ อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น และเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์จากโจทก์เพื่อประโยชน์ของจำเลยทั้งสองในการติดต่อซื้อขายเสื้อผ้ากับต่างประเทศโดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ท อันนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์มีอายุความ 5 ปี จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินการส่งอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศรชัย ห่านรุ่งชโรทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวกชมน ทรงพิทักษ์กุล
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7183/2557
#562546
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ตามหนังสือดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ ดังนั้น วันเวลาที่โจทก์ที่ 2 ไปติดต่อกับจำเลยที่ 2 น่าจะอยู่ภายในเดือนมกราคม 2538 นอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในฟ้องว่าเป็นการกระทำความผิดฐานใช้หนังสือค้ำประกันปลอม นั้น ศาลอาญาธนบุรีมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2548 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้จึงมิได้มีมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา การใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง และ ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคท้าย กล่าวคือ โจทก์ทั้งสองต้องฟ้องจำเลยทั้งสี่ภายใน 1 ปี นับแต่เดือนมกราคม 2538 แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 จึงเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองที่นำมาฟ้องคดีนี้จึงขาดอายุความแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 249,136,920 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดในมูลละเมิดจากการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำและใช้หนังสือค้ำประกันปลอมของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างและตัวการของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้หนังสือค้ำประกันปลอมดังกล่าวฟ้องบังคับโจทก์ทั้งสองให้ชำระหนี้ ปัญหาจึงมีอยู่ว่า โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อใด ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ประกอบหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้และใบตอบรับไปรษณีย์ว่า โจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของนายทรรศนัย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2537 หนังสือดังกล่าวระบุให้โจทก์ทั้งสองนำเงินไปชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือมิฉะนั้นจะดำเนินคดี โจทก์ที่ 2 นำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษาร้อยโทสมบูรณ์ ทนายความและไปพบจำเลยที่ 2 ขอตรวจสอบหนังสือค้ำประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีพร้อมกับโต้แย้งว่าโจทก์ทั้งสองไม่เคยทำหนังสือค้ำประกันดังกล่าวโดยหนังสือค้ำประกันมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้พิมพ์และเป็นพยาน ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในขณะนั้นแล้ว หากอนุมานวันเวลาที่โจทก์ทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ตามหนังสือดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ ดังนั้น วันเวลาที่โจทก์ที่ 2 ได้ไปติดต่อกับจำเลยที่ 2 น่าจะอยู่ภายในเดือนมกราคม 2538 นอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในฟ้องว่าเป็นการกระทำความผิดฐานใช้หนังสือค้ำประกันปลอม นั้น ศาลอาญาธนบุรีมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2548 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้จึงมิได้มีมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา การใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคท้าย กล่าวคือ โจทก์ทั้งสองต้องฟ้องจำเลยทั้งสี่ภายใน 1 ปี นับแต่เดือนมกราคม 2538 แต่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 จึงเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองที่นำมาฟ้องคดีนี้จึงขาดอายุความแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความและพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง หาใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในคดีไม่ครบถ้วนอันจะเป็นเหตุให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาแต่ประการใด ส่วนข้อฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองยังไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายฟ้องเป็นสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาไว้โดยชัดแจ้งดังวินิจฉัยไว้ข้างต้น ทั้งเป็นการกระทำคนละวาระกับการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ทั้งสองบรรยายมาในคำฟ้อง จึงไม่เป็นประเด็นที่จำเลยทั้งสี่จะต้องให้การต่อสู้คดี ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองเนื่องจากฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 51 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายตั้งหยู แซ่โอ้ว กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7134/2557
#562584
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและเสรีภาพ ดังนี้ การบรรยายฟ้องว่า โจทก์พูดจาข่มขู่จำเลยอันมิใช่เป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยมอันเนื่องมาจากการที่จำเลยใช้สิทธิในการเข้าตรวจสอบที่ดินและอาคารตามฟ้องซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โดยโจทก์ได้พูดจาข่มขู่ต่อจำเลยว่า ใครเข้าไปเดี๋ยวจะเอาเข้าคุกให้หมดเลยทั้งคนเข้าไป จะเป็นทนายหรือตำรวจ เดี๋ยวจะเอาเข้าคุกให้หมด ทั้งที่จำเลยได้ซื้อที่ดินและอาคารมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์เป็นทนายความมีความรู้ทางกฎหมายมากกว่าคนทั่วไปกลับกล่าวคำข่มขู่ดังกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ก้าวร้าว รุนแรง และมิใช่เป็นการข่มขู่ที่จะใช้สิทธิตามปกตินิยม ทำให้จำเลยกลัวและไม่สามารถตรวจสอบที่ดินและอาคารอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้อย่างสมัครใจเนื่องจากกลัวว่าโจทก์สามารถทำให้จำเลยเข้าคุกได้เพราะแม้แต่เจ้าพนักงานตำรวจโจทก์ยังกล้าพูดข่มขู่ จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาล ซึ่งจำเลยจำเป็นต้องกล่าวมาในฟ้องเพื่อให้เห็นว่าการกระทำของโจทก์เป็นความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและเสรีภาพ ถือได้ว่าเป็นข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลของคู่ความเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ในคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานหมิ่นประมาท และยกคำขอในส่วนแพ่ง เท่ากับศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งแล้ว และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ซึ่งเท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งเช่นกัน การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาแล้วมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว แต่มิใช่เป็นกรณีศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องโจทก์แล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ตั้งแต่ต้น อันจะทำให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 175, 181 (1), 326, 328 ให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และยกคำขอในส่วนแพ่ง ส่วนข้อหาฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 181 (1) ศาลชั้นต้นสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า คดีหลักซึ่งเป็นมูลเหตุให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้อง และจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอคดีหลักมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อน โดยให้โจทก์ยื่นคำร้องขอยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ระหว่างฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นคืนค่าฤชาธรรมเนียมให้โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดข้อหาหมิ่นประมาทและยกคำขอในส่วนแพ่ง โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย เป็นการวินิจฉัยการกระทำของจำเลยตามฟ้องโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญาและคำขอในคดีส่วนแพ่ง กรณีจึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่สั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ได้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา และฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 987/2555 ของศาลแขวงพระนครเหนือ จำเลยฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและเสรีภาพ ดังนี้ การที่ฟ้องข้อดังกล่าวบรรยายฟ้องว่า โจทก์พูดจาข่มขู่จำเลยอันมิใช่เป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยมอันเนื่องมาจากการที่จำเลยใช้สิทธิในการเข้าตรวจสอบและตรวจตราที่ดินทั้งสองแปลงและอาคารดังกล่าวที่กล่าวไว้ในฟ้องข้อ 2 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โดยโจทก์ได้พูดจาข่มขู่ต่อจำเลยว่า ใครเข้าไปเดี๋ยวจะเอาเข้าคุกให้หมดเลยทั้งคนเข้าไป จะเป็นทนายหรือตำรวจ เดี๋ยวจะเอาเข้าคุกให้หมด ทั้งที่จำเลยได้ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและอาคารมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ย.899/2550 ซึ่งโจทก์ก็เป็นทนายความมีความรู้ทางกฎหมายมากกว่าคนทั่วไป แต่โจทก์กลับกล่าวข่มขู่ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นด้วยน้ำเสียงที่ก้าวร้าวและรุนแรงและมิใช่เป็นการข่มขู่ที่จะใช้สิทธิตามปกตินิยม ทำให้จำเลยกลัวและไม่สามารถตรวจสอบและตรวจตราที่ดินทั้งสองแปลงและอาคารอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้อย่างสมัครใจ เพราะกลัวว่าโจทก์จะสามารถทำให้จำเลยเข้าคุกได้ เพราะแม้แต่เจ้าพนักงานตำรวจโจทก์ยังกล้าพูดข่มขู่ จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาล ซึ่งจำเลยมีความจำเป็นจะต้องกล่าวในฟ้องเพื่อให้เห็นว่าการกระทำของโจทก์เป็นความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและเสรีภาพ ถือได้ว่าเป็นข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลของคู่ความเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 331 และกรณีเป็นการใช้สิทธิทางศาลดังกล่าวแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริต จึงถือไม่ได้ด้วยว่าเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งคืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญารวมอยู่ด้วย จึงเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และยกคำขอในส่วนแพ่ง เท่ากับศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งแล้ว ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องในความผิดฐานหมิ่นประมาท เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในความผิดฐานนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็เท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งเช่นกัน การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาแล้วไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่คดีนี้มิใช่กรณีศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วมีเหตุให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ตั้งแต่ต้นอันจะทำให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328 ม. 331
ป.วิ.พ. ม. 151 ม. 167
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิราช รัฐศักเดชา
จำเลย — นายอำพล กุลลาวัณย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางเพียงตา บุญไพรัตน์กุล
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7123/2557
#572281
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. ได้บัญญัติถึงอำนาจและหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในชั้นแจ้งข้อหาตามมาตรา 134 ซึ่งความในวรรคหนึ่งกำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ที่เกิดของผู้ต้องหาเป็นประการแรก ต่อจากนั้นจึงแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ รวมทั้งให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน ดังนั้น เมื่อเริ่มทำการสอบสวนพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวผู้ต้องหา ผู้ต้องหามีหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตนเองตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีสภาพบังคับทางอาญาดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 367 ภายใต้หลักเกณฑ์ที่พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อกล่าวหาและแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคสี่เพื่อให้การสอบสวนดำเนินต่อไปได้ถูกต้องและชอบธรรม ส่วนการถามคำให้การผู้ต้องหาอันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 134/4 บัญญัติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ รวมทั้งสิทธิในการให้ทนายความและบุคคลที่ผู้ต้องหาไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ ซึ่งเป็นขั้นตอนเมื่อผ่านการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว ไม่อาจแปลความไปถึงขนาดให้สิทธิผู้ต้องหาที่จะปฏิเสธอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเมื่อเริ่มทำการสอบสวนดังกล่าวข้างต้น จำเลยแจ้งความเท็จและแจ้งให้ร้อยตำรวจโท ด. เจ้าพนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกคำให้การของจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นว่าจำเลยเป็น ธ. ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว หลังจากนั้นเมื่อพนักงานสอบสวนเรียกตัวจำเลยไปสอบถามเนื่องจากจำเลยผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยแจ้งความเท็จและแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของ ธ. เพื่อให้ร้อยตำรวจโท ด. หลงเชื่อว่าจำเลยเป็น ธ. จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการให้การและใช้สิทธิในขั้นตอนการทำคำให้การที่จำเลยเป็นผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/4 (1) การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 267, 367

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 367, 58 และบวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 367 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 15 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเป็นกรรมเดียวกับฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ฐานแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และฐานนำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่นไปใช้แสดงว่าตนเป็นเจ้าของบัตรตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประจำตัวประชาชนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน สำหรับคำขอให้บวกโทษนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยกระทำผิดคดีนี้ก่อนศาลจะมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษย่อมไม่อาจบวกโทษที่รอไว้ได้ จึงให้ยกคำขอบวกโทษ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าจำเลยซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานแสดงตนต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่าเป็นบุคคลอื่น อันเป็นความเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนหลงเชื่อจดข้อความอันเป็นเท็จลงในคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหา ทั้งนี้ โดยจำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่นไปใช้แสดงว่าตนเป็นเจ้าของบัตร รวมทั้งแกล้งบอกชื่อและที่อยู่อันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติถึงอำนาจและหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในชั้นแจ้งข้อหาตามมาตรา 134 ซึ่งความในวรรคหนึ่งกำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิดของผู้ต้องหาเป็นประการแรก ต่อจากนั้นจึงแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ รวมทั้งให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน ดังนั้น เมื่อเริ่มทำการสอบสวนพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวผู้ต้องหาและผู้ต้องหามีหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตนเอง ตามบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งมีสภาพบังคับทางอาญาดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 367 ภายใต้หลักเกณฑ์ที่พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อกล่าวหาและแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่ตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคสี่ เพื่อให้การสอบสวนดำเนินต่อไปได้อย่างถูกต้องและชอบธรรม ส่วนการถามคำให้การผู้ต้องหาอันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 บัญญัติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ รวมทั้งสิทธิในการให้ทนายความหรือบุคคลที่ผู้ต้องหาไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ ซึ่งเป็นขั้นตอนเมื่อผ่านการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว ไม่อาจแปลความไปถึงขนาดให้สิทธิผู้ต้องหาที่จะปฏิเสธอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเมื่อเริ่มทำการสอบสวนดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยแจ้งความเท็จและแจ้งให้ร้อยตำรวจโทธาดา พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกคำให้การของจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นว่าจำเลยเป็นนายธาดา ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว หลังจากนั้นเมื่อพนักงานสอบสวนเรียกตัวจำเลยไปสอบถามเนื่องจากจำเลยผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยแจ้งความเท็จและแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของนายธาดาเพื่อให้ร้อยตำรวจโทธาดาหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นนายธาดา จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการให้การและใช้สิทธิในขั้นตอนการถามคำให้การที่จำเลยเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 (1) การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง

พิพากษากลับว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2472/2551 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 12 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 วรรคหนึ่ง ม. 134 วรรคสี่ ม. 134/4
ป.อ. ม. 137 ม. 267 ม. 367
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายประนอม สมานกล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพรชัย ลิ้มมงคลสิริกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7109/2557
#567478
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ เมื่อเหตุวินาศภัยได้เกิดขึ้นแก่ อ. ผู้ตาย จากการขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 5 ผู้ครอบครองและเป็นผู้เอาประกันภัยรถแท็กซี่ที่จำเลยที่ 2 ขับ ไว้กับจำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดชอบด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เพราะฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ขาดอายุความมิใช่ยกฟ้องเพราะจำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดชอบในเหตุรถเฉี่ยวชนกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน จำนวน 4,861,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,141,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้จำเลยที่ 3 รับผิดไม่เกิน 400,000 บาท และจำเลยที่ 4 รับผิดไม่เกิน 380,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทน 9436 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 5 ผู้ครอบครองรถแท็กซี่คันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ศ - 6174 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับและจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย เป็นเหตุให้นายอำพน ซึ่งโดยสารมาในรถแท็กซี่ที่จำเลยที่ 2 ขับถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3261/2545 หมายเลขแดงที่ 1835/2546 ของศาลอาญา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลอาญาพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) 157 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์เป็นมารดาของผู้ตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นการระงับข้อพิพาททางละเมิดแล้วและเมื่อจำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 นั้น เห็นว่า บันทึกข้อตกลงที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 4 ไม่มีข้อความตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วย ต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เพราะไม่มีข้อความที่โจทก์ตกลงจะไม่ฟ้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายทางละเมิดต่อจำเลยที่ 4 แม้จะเขียนว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความก็มิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 แต่เป็นเพียงบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 4 ยอมรับผิดต่อโจทก์เท่านั้น ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดไป จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยยังต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัย ซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ เห็นว่า เหตุวินาศภัยได้เกิดขึ้นแก่นายอำพนผู้ตาย จากการขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 5 ผู้ครอบครองรถแท็กซี่ที่จำเลยที่ 2 ขับ จะต้องรับผิดชอบด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เป็นเพราะฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เพราะจำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดชอบในเหตุรถเฉี่ยวชนกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ชอบแล้ว ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 4 ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้มาแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยทั้งในเรื่องจำนวนเงินที่จำเลยที่ 4 ชำระให้แก่โจทก์จำนวน 80,000 บาท สามารถนำไปหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยได้หรือไม่ ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะควรมีจำนวนเพียงใด ไว้โดยละเอียด ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยที่ 4 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอนงค์ อนันต์รัตนสุข
จำเลย — นายจักรพันธ์ ชัยศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเชิดพันธุ์ อุปนิสากร
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7106/2557
#572081
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่า ผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย และจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องให้เห็นแล้วว่า จำเลยที่ 2 ได้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 93 - 3064 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์ หลังเกิดเหตุตัวแทนของจำเลยที่ 2 มาที่เกิดเหตุและตกลงชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยออกหลักฐาน (ใบเคลม) โดยตัวแทนของจำเลยที่ 2 ระบุเลขกรมธรรม์ 1 - 45 - 2164 ให้แก่โจทก์ในวันเกิดเหตุตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 อันเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามหลักฐานเอกสารใบตรวจสอบรายการความเสียหายที่จำเลยที่ 2 ออกให้อันเกิดจากการกระทำละเมิดของผู้ขับรถที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัย ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้ให้การโต้แย้งฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 ทราบดีถึงเหตุที่เกิดตลอดจนนิติสัมพันธ์ที่จำเลยที่ 2 มีต่อรถบรรทุกคันเกิดเหตุจึงได้ส่งตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไปตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ คำฟ้องโจทก์จึงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณาหรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด เหตุเกิดวันที่ 21 เมษายน 2545 เดิมโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแขวงพระนครเหนือวันที่ 13 กันยายน 2545 ภายในกำหนดอายุความ ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งรับฟ้องและส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2546 จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องเนื่องจากไม่มีอำนาจพิจารณา เป็นกรณีที่ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลภายหลังจากที่คดีขาดอายุความแล้ว เช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีใหม่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด โดยศาลแขวงพระนครเหนือไม่จำต้องมีคำสั่งว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้ภายในหกสิบวันนับแต่คำสั่งศาลแขวงพระนครเหนือถึงที่สุดชอบแล้ว

ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องเนื่องจากไม่มีอำนาจพิจารณา จึงเป็นกรณีที่ศาลแขวงพระนครเหนือยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยพิพากษาในเนื้อหาแห่งคดีแต่อย่างใด ที่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ใหม่ต่อศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

โจทก์นำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของรถที่โจทก์ใช้อยู่ ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ผู้ได้รับความเสียหายที่จะกระทำได้ จำเลยที่ 2 จะบังคับให้โจทก์ไปซ่อมรถที่อู่ทั่วไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ 2 หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 131,883.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 121,338 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ว่า ผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์คือ นายสมศักดิ์ มิใช่จำเลยที่ 1 จึงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขอถอนฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 93 - 3064 กรุงเทพมหานคร หลังเกิดเหตุตัวแทนของจำเลยที่ 2 มาที่เกิดเหตุและตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยตัวแทนของจำเลยที่ 2 ออกหลักฐาน (ใบเคลม) ให้ไว้แก่โจทก์ในวันเกิดเหตุและพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่า เหตุเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัย เห็นว่า แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย และจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องให้เห็นแล้วว่า จำเลยที่ 2 ได้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 93 - 3064 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์ หลังเกิดเหตุตัวแทนของจำเลยที่ 2 มาที่เกิดเหตุและตกลงชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยออกหลักฐาน (ใบเคลม) โดยตัวแทนของจำเลยที่ 2 ระบุเลขกรมธรรม์ 1 - 45 - 2164 ให้แก่โจทก์ในวันเกิดเหตุตามภาพถ่ายใบตรวจสอบรายการความเสียหาย อันเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามหลักฐานเอกสารใบตรวจสอบรายการความเสียหายที่จำเลยที่ 2 ออกให้อันเกิดจากการทำละเมิดของผู้ขับรถที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้ให้การโต้แย้งฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ เช่นนี้ กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีถึงเหตุที่เกิดตลอดจนนิติสัมพันธ์ที่จำเลยที่ 2 มีต่อรถบรรทุกคันเกิดเหตุจึงได้ส่งตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไปตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ คำฟ้องโจทก์จึงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นอื่น ๆ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย เพื่อความรวดเร็วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องเนื่องจากไม่มีอำนาจพิจารณาโดยไม่ได้มีคำสั่งให้โจทก์นำคดีไปฟ้องใหม่ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ได้ภายใน 60 วัน นับแต่ศาลเดิมเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องไม่ชอบนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณาหรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องโดยจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งว่า เดิมโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแขวงพระนครเหนือวันที่ 13 กันยายน 2545 ภายในกำหนดอายุความ ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งรับฟ้องและส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องเนื่องจากไม่มีอำนาจพิจารณา เป็นกรณีที่ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลภายหลังจากที่คดีขาดอายุความแล้ว เช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีใหม่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด โดยศาลแขวงพระนครเหนือไม่จำต้องมีคำสั่งว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้ภายในหกสิบวันนับแต่คำสั่งศาลแขวงพระนครเหนือถึงที่สุดชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ได้ฟ้องเหตุการณ์กรณีนี้ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ แล้วศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องเนื่องจากไม่มีอำนาจพิจารณา การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองใหม่เป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องเนื่องจากไม่มีอำนาจพิจารณา จึงเป็นกรณีที่ศาลแขวงพระนครเหนือยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยพิพากษาในเนื้อหาแห่งคดีดังกล่าวแต่อย่างใด เช่นนี้ การที่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ใหม่ต่อศาลชั้นต้นจึงไม่ฟ้องซ้ำ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อสุดท้ายว่า ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดมีเพียงใด จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ตามภาพถ่ายรถมีความเสียหายเล็กน้อยที่มุมหน้าด้านซ้ายเท่านั้น ซึ่งรายการซ่อมตามใบตรวจสอบรายการความเสียหาย มีเพียง 5 รายการ แต่รายการซ่อมตามใบเสร็จรับเงินมีรายการซ่อม 9 รายการ ทั้งเป็นการซ่อมที่ศูนย์บริการรถยนต์ย่อมราคาสูงกว่าราคาอู่ทั่วไปนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเพียงนายวิสันต์ พนักงานของจำเลยที่ 2 เบิกความปากเดียวในเรื่องความเสียหายของรถได้ความว่า โจทก์นำรถไปซ่อมที่ศูนย์บริการซึ่งมีค่าแรงและอะไหล่สูงกว่าอู่ซ่อมรถทั่ว ๆ ไป โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่าความเสียหายของรถมีรายการซ่อมไม่ถึง 9 รายการ ตามที่โจทก์ได้จ่ายค่าซ่อมให้แก่ศูนย์บริการตามใบเสร็จรับเงินแต่ประการใด ส่วนโจทก์มีนายปัญญา ซึ่งเป็นลูกจ้างของศูนย์บริการที่รับซ่อมรถเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบรายการซ่อมความว่า กระโปรงรถถูกเบียดโป่งขึ้นมา บังโคลนหน้าด้านซ้ายถูกเบียดไปถึงประตูหน้าด้านซ้าย ทำให้ประตูหน้าด้านซ้ายเปิดไม่ได้ซึ่งเมื่อเปิดตัวถังรถจะขบกัน ไฟเลี้ยวกันชนหน้าซ้ายในรูปถ่ายไม่ปรากฏความเสียหาย แต่เมื่อถอดออกมาแล้วปรากฏว่าขายึดไฟแตกหักและกันชนหน้านั้นต้องเปลี่ยนใหม่เพราะเนื้อพลาสติกเสียไปแล้ว ไม่สามารถซ่อมให้กลับคืนมาอยู่ในรูปเดิมได้และที่ต้องเปลี่ยนไฟหน้าด้วยเพราะฐานไฟแตก รายการซ่อมตามใบตรวจสอบรายการความเสียหายที่เพิ่มจาก 5 รายการ เป็น 9 รายการ ตามใบเสร็จรับเงิน เพราะเป็นรายการซ่อมที่เสียหายต่อเนื่องกันจากอุบัติเหตุ โดยแบ่งเป็นรายการอะไหล่ซ่อม 7 รายการ เป็นเงิน 66,850 บาท และค่าแรงซ่อมสีถอดประกอบ 9 รายการ เป็นเงิน 46,550 บาท เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงิน 121,338 บาท เช่นนี้ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อตามทางนำสืบของโจทก์และยังได้วินิจฉัยต่อว่า รถเป็นรถใช้แล้วย่อมมีการเสื่อมราคาของอุปกรณ์จากการใช้ดังกล่าวบ้างแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 120,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนที่โจทก์นำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการก็ปรากฏว่าเป็นศูนย์บริการของรถที่โจทก์ใช้อยู่ ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ผู้ได้รับความเสียหายที่จะกระทำได้ จำเลยที่ 2 จะบังคับให้โจทก์ไปซ่อมอู่ทั่วไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ 2 หาได้ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกฤตย์ รัตนรักษ์
จำเลย — นายสมศักดิ์ เช่นขุนทด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายวิชัย รอดพิเศษ
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7088/2557
#572091
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายแต่แรก การที่ผู้เสียหายส่งมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน 700 บาท แก่จำเลยกับพวกโดยเจตนาเพื่อไม่ให้ถูกจำเลยกับพวกทำร้ายและข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อจำเลยกับพวกรับทรัพย์ดังกล่าวไว้ แต่ยังคงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอยู่เพื่อข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อผู้เสียหายขอคืน จำเลยกับพวกยังยึดเงิน 200 บาทไว้ ไม่คืนให้ผู้เสียหาย เป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไปอันเป็นผลพลอยได้จากการที่ผู้เสียหายส่งมอบเงินให้ก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ดังนั้น การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะกระทำความผิดจำเลยกับพวกไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 278, 284, 340, 340 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ภายหลังสืบพยานเสร็จ จำเลยใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 30,000 บาท และผู้เสียหายแถลงว่าไม่ติดใจเอาความกับจำเลยในข้อหากระทำอนาจารและข้อหาพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ขอถอนคำร้องทุกข์สองข้อหานี้ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในทั้งสองข้อหาดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะสองข้อหานั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายกับนายเอ็ม จำเลย นายกุ้ง และนายประสิทธิ์ไปรับประทานอาหารและดื่มเบียร์กันที่ร้านอาหาร ต.เต่า หลังจากนั้นนายเอ็มกับจำเลยและพวกชวนผู้เสียหายไปที่วัดไร่ขิง นายเอ็มชวนผู้เสียหายไปดูปลาในแม่น้ำ แล้วขอร่วมเพศกับผู้เสียหายโดยพากันไปร่วมเพศที่โรงเรียนวัดไร่ขิง เสร็จแล้วนายเอ็มขอให้ผู้เสียหายร่วมเพศกับจำเลยและพวก แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม ผู้เสียหายให้นายเอ็มขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่พัก ถึงที่เกิดเหตุพบจำเลยกับพวกดักรออยู่ จำเลยกับพวกเข้ามากอดปล้ำและทำร้ายผู้เสียหาย ผู้เสียหายส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน 700 บาท ให้จำเลยกับพวกเพื่อไม่ให้จำเลยกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยกับพวกรับไว้แต่ยังจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายดิ้นรนต่อสู้ ถูกจำเลยกับพวกทำร้ายจนหมดสติ นายเอ็มห้ามจำเลยกับพวกไม่ให้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายฟื้นขึ้นได้ขอโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 700 บาท คืน จำเลยกับพวกคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 500 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนเงินอีก 200 บาท ไม่ยอมคืนให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า เมื่อผู้เสียหายขอคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 700 บาท การที่จำเลยกับพวกคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 500 บาท ให้ผู้เสียหาย ส่วนอีก 200 บาท ไม่คืนให้ เป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายมาแต่แรก การที่ผู้เสียหายส่งมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเงิน 700 บาท แก่จำเลยกับพวกโดยเจตนาเพื่อไม่ให้ถูกจำเลยกับพวกทำร้ายและข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อจำเลยกับพวกรับทรัพย์ดังกล่าวไว้ แต่ยังคงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอยู่เพื่อข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อผู้เสียหายขอคืน จำเลยกับพวกยังยึดเงิน 200 บาท ไว้ ไม่คืนให้ผู้เสียหายเป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายไป จากผลพลอยได้การที่ผู้เสียหายส่งมอบเงินไว้ให้ก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ดังนั้น การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นเพียงความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะกระทำความผิดจำเลยกับพวกไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 200 บาท แก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายกิตติพงษ์หรือโจ๊ก กุ๊ยเกร็ด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายเชาวน์ ถวัลย์ธัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7068/2557
#572060
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1613 บัญญัติว่า การสละมรดกนั้นจะทำแต่เพียงบางส่วนหรือทำโดยมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาไม่ได้ สัญญาประนีประนอมแบ่งมรดกระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุว่า จำเลยตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกบ้าน 4 หลังซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินที่เช่าจากวัดกับเงินอีก 10,000 บาท ให้โจทก์ โจทก์ยอมรับส่วนแบ่งดังกล่าว ไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดจากจำเลยอีก เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นอกจากบ้าน 4 หลังดังกล่าวแล้ว ยังมีบ้านอีก 7 หลังซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินที่เช่าจากวัดกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกอีกส่วนหนึ่ง แต่สัญญาดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึง หากเป็นการสละมรดกก็เป็นการสละเพียงบางส่วน จึงถือไม่ได้ว่าสัญญาประนีประนอมแบ่งมรดกดังกล่าวเป็นการสละมรดก และโจทก์มิได้สละสิทธิในที่ดินพิพาท อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากจำเลยไปยื่นคำขอรับโอนทรัพย์มรดกบ้าน 7 หลังแล้วได้ยื่นคำขอจดทะเบียนรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โดยโจทก์แสดงเจตนาให้ความยินยอมแก่จำเลยในการรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน พฤติการณ์ดังกล่าวเท่ากับเป็นการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในการสละมรดกถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ตอนท้าย และมาตรา 850 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 22565 ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน (ตลาดใหม่) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) เนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่โจทก์ หากแบ่งไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากปรากฏว่าจำเลยปิดบังทรัพย์มรดกที่ดินดังกล่าวเท่าส่วนที่ตนจะได้รับหรือมากกว่า ขอให้กำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกและให้ตกแก่โจทก์ฝ่ายเดียว หากปิดบังน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ ขอให้กำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ปิดบังและให้ตกแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 22565 ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน (ตลาดใหม่) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) เนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่โจทก์ หากแบ่งไม่ได้ ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ จำเลย และนายชมเป็นบุตรของนายชิตกับนางพร้อม เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2520 นายชิต เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกมีเพียงโจทก์กับจำเลย ส่วนทายาทอื่นเสียชีวิตและไม่มีผู้รับมรดกแทนที่ เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกคือบ้าน 11 หลัง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินวัดเทพากร แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร กับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 22526 ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน (ตลาดใหม่) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) เนื้อที่ 10 ไร่ ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2520 โจทก์กับจำเลยตกลงกันว่า จำเลยยอมยกบ้าน 4 หลัง และเงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่โจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมแบ่งมรดก ครั้นวันที่ 22 มิถุนายน 2520 จำเลยยื่นคำขอรับโอนทรัพย์มรดกบ้าน 7 หลัง ตามหนังสือเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หลังจากนั้นวันที่ 19 กรกฎาคม 2522 จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท และเจ้าพนักงานที่ดินโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2520

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์สละมรดกในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1613 บัญญัติว่า การสละมรดกนั้น จะทำแต่เพียงบางส่วน หรือทำโดยมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาไม่ได้ สัญญาประนีประนอมแบ่งมรดกระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุว่า ข้อ 1 จำเลยตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกบ้านจำนวน 4 หลัง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินที่เช่าจากวัดเทพากร กับเงินอีก 10,000 บาท ให้โจทก์ ข้อ 2 โจทก์ยอมรับส่วนแบ่งดังกล่าว ไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดจากจำเลยอีก เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นอกจากบ้านดังกล่าวแล้ว ยังมีที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกอีกส่วนหนึ่งด้วย แต่สัญญาดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงที่ดินพิพาท หากเป็นการสละสิทธิก็เป็นการสละสิทธิบางส่วน ถือไม่ได้ว่าสัญญาประนีประนอมแบ่งมรดกดังกล่าวเป็นการสละมรดกตามนัยบทบัญญัติข้างต้น และโจทก์มิได้สละสิทธิในที่ดินพิพาท อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวจริยาพร ผู้รับมอบอำนาจและเป็นบุตรสาวของโจทก์เบิกความว่า หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยเสนอให้บ้าน 4 หลัง แก่โจทก์ โดยแจ้งว่าที่ดินรอไว้พูดคุยในภายหลัง โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นพี่สาวจึงยอมลงลายมือชื่อในเอกสารเกี่ยวกับบ้าน แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่า ณ ขณะนั้น นอกจากบ้าน 11 หลัง แล้ว ยังมีที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกด้วย หลังจากที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมแบ่งมรดกกันแล้ว ปรากฏว่า วันที่ 22 มิถุนายน 2520 จำเลยไปยื่นคำขอรับโอนทรัพย์มรดกบ้าน 7 หลัง ตามหนังสือเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หลังจากนั้น วันที่ 19 กรกฎาคม 2522 จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทและเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการโอนมรดกทั้งบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2520 เมื่อพิจารณาหนังสือเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ ตอนบนมีข้อความระบุโดยเจ้าหน้าที่ว่า มรดกรายนี้ได้ประกาศครบแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ผู้ขอ (จำเลย) เป็นทายาทของเจ้ามรดก ส่วนทายาทที่ควรได้รับมรดกไม่ขอรับมรดก ลงลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ และวันที่ 26 กันยายน 2520 ตอนล่างระบุว่า วันที่ 26 กันยายน 2520 ข้าฯ นายเชื้อ (โจทก์) ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกตามที่นางชอบ (จำเลย) ขอรับมรดกอาคารดังกล่าวนี้ ข้าฯ ทราบแล้วและยินยอมให้นางชอบ (จำเลย) ผู้ขอรับมรดกได้ตามความประสงค์ หากเกิดการเสียหายด้วยประการใด ๆ ข้าฯ ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้นและลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ไม่ขอรับมรดกโดยมีพยานลงลายมือชื่อ 2 คน และข้าง ๆ มีข้อความระบุว่า วันที่ 26 กันยายน 2520 ข้าฯ (จำเลย) ได้ทราบการจดทะเบียนรับมรดกไปจากเจ้าหน้าที่แล้วและลงลายมือชื่อจำเลย เทียบกับสำเนาแบบบันทึกการสอบสวนขอจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทด้านหลัง ระบุโดยเจ้าหน้าที่ว่า มรดกรายนี้ไม่มีพินัยกรรม ประกาศครบกำหนดแล้ว ไม่มีผู้คัดค้าน ผู้ขอ (จำเลย) เป็นทายาทมีสิทธิได้รับมรดก วันนี้ผู้ขอมาขอโอน เห็นควรโอนให้ ทายาทยินยอมแล้ว ลงลายมือชื่อเจ้าหน้าที่และลงวันที่วันเดียวกันกับที่โจทก์ลงลายมือชื่อยินยอมให้จำเลยรับโอนมรดกบ้าน 7 หลัง คือ วันที่ 26 กันยายน 2520 และจำเลยลงลายมือชื่อทราบการโอนมรดก และได้รับโฉนดคืนไปแล้วในวันเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า ในวันที่ 26 กันยายน 2520 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยรับโอนมรดกบ้าน 7 หลัง และที่ดินพิพาท โจทก์ได้เดินทางไปแสดงตัวและแสดงเจตนาให้ความยินยอมแก่จำเลยในการรับโอนทรัพย์มรดกดังกล่าว สอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวรุ่งนภา หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในกรณีทายาทยินยอมให้รับมรดกจะต้องมีหลักฐานอย่างแน่ชัดและผ่านการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่จึงจะจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกให้ผู้ยื่นคำขอ ฉะนั้น การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยย่อมผ่านการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่แล้ว มิฉะนั้น เจ้าพนักงานที่ดินคงไม่ดำเนินการโอนมรดกให้แก่จำเลย ทั้งแบบ ท.ด.29 ซึ่งเป็นใบปะหน้าระบุเอกสารสำคัญที่มีอยู่ในสารบบที่ดินพิพาทว่า มีประกาศมรดก รายงานการปิดประกาศ สำเนามรณบัตร สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือความยินยอมของนายเชื้อ (โจทก์) รวมทั้งคำขอโอนมรดก บ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์ให้ความยินยอมแก่จำเลยในการรับโอนทรัพย์มรดกโดยแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว แม้ใบปะหน้าดังกล่าวจะมีการขีดฆ่าข้อความหนังสือความยินยอมของนายเชื้อ (โจทก์) แต่นางสาวรุ่งนภาก็ไม่ได้เบิกความอธิบายว่าเหตุใดจึงขีดฆ่าข้อความดังกล่าว ทั้งการขีดฆ่าก็ไม่ได้ขีดฆ่าเฉพาะข้อความดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังมีการขีดฆ่าข้อความประกาศมรดก รายงานการปิดประกาศ สำเนามรณบัตร และสำเนาทะเบียนบ้านด้วย เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนางสาวรุ่งนภาซึ่งเบิกความเกี่ยวกับระเบียบกรมที่ดินว่า การจดทะเบียนที่ดินที่มีระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี จะต้องทำลายเอกสารรวมทั้งบันทึกถ้อยคำต่าง ๆ (ท.ด.16) ก็ต้องทำลายด้วย ที่ดินพิพาทรายนี้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนมรดกเมื่อปี 2520 นับถึงวันที่มีการขอคัดถ่ายเอกสารดังกล่าวเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงเป็นไปได้ว่า เหตุที่มีการขีดฆ่าข้อความดังกล่าวซึ่งรวมถึงการขีดฆ่าหนังสือความยินยอมของโจทก์ที่มาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าไม่ประสงค์จะรับมรดก สืบเนื่องจากมีการทำลายเอกสารดังกล่าวตามระเบียบกรมที่ดินนั่นเอง พฤติการณ์ที่โจทก์แสดงเจตนาให้ความยินยอมแก่จำเลยในการรับโอนมรดกที่ดินพิพาท เท่ากับเป็นการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในการสละมรดกถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 ตอนท้าย และมาตรา 850 เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยว่า หลังจากที่จำเลยรับโอนมรดกที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2520 จำเลยได้นำที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นเช่า ทั้งยังนำไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้แก่สหกรณ์การเกษตรสามพราน จำกัด เมื่อปี 2544 โดยระหว่างนั้นโจทก์ไม่เคยโต้แย้งหรือทักท้วงเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเลย โจทก์เพิ่งมาโต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเมื่อปี 2553 นับเวลาล่วงมาแล้วกว่า 33 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยของผู้ที่อ้างว่าตนมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยได้รับโอนมรดกมาโดยชอบ ดังนี้ เมื่อโจทก์กับจำเลยตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งจะมีขึ้นให้เสร็จสิ้นไปโดยโจทก์สละมรดกในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์มรดกในที่ดินพิพาท เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว รูปคดีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของจำเลยในประการอื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1612 ม. 1613
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเชื้อ ชุบขยัน
จำเลย — นางชอบ ทองจุลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายไพโรจน์ ธนกิจโกเศรษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
พฤษภา พนมยันตร์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7036/2557
#560379
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ที่บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดก เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายนั้น ใช้บังคับสำหรับกรณีที่ทายาทฟ้องเรียกร้องทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันกัน แต่สำหรับกรณีที่มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อรวบรวมทรัพย์มรดกมาแบ่งปันแก่ทายาทนั้น ตราบใดที่ยังมิได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือการแบ่งปันทรัพย์มรดกยังไม่แล้วเสร็จ ถือว่าทรัพย์มรดกอยู่ระหว่างการจัดการมรดกทายาทย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้จัดการมรดกแบ่งปันทรัพย์มรดกเมื่อใดก็ได้ ไม่มีกำหนดอายุความ เมื่อที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกยังมิได้จัดสรรแบ่งปันแก่ทายาท จึงถือว่าอยู่ในระหว่างการจัดการทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดก อายุความตามมาตรา 1754 จึงไม่นำมาใช้บังคับ คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความมรดก

แม้จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาท แต่การถูกกำจัดมิให้รับทรัพย์มรดกนั้นเป็นเรื่องเฉพาะของจำเลย ผู้สืบสันดานของจำเลยสืบมรดกแทนจำเลยต่อไปได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยมีบุตรทั้งหมด 4 คน จึงถือว่าจำเลยมีผู้สืบสันดานที่สามารถสืบมรดกแทนจำเลยเสมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วได้ตามมาตรา 1607 เมื่อทายาทของ ก. เจ้ามรดกมีทั้งหมด 10 คน แม้ ส. ทายาทคนหนึ่งได้ตายไปก่อนที่ ก. ถึงแก่ความตาย แต่ ส. ก็มีผู้สืบสันดานเข้ารับมรดกแทนที่ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ก. คนหนึ่งถูกกำจัดมิให้ได้มรดกที่ดินพิพาท แต่จำเลยก็มีผู้สืบสันดานมรดกแทนที่จำเลยได้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งเป็น 10 ส่วนเท่าจำนวนทายาทของ ก. โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 10 ส่วน

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ย่อมเป็นการพิพากษาตามคำขอบังคับของโจทก์ทั้งสามที่ให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยครบถ้วนแล้ว ไม่จำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขในกรณีที่จำเลยไม่สามารถปฏิบัติการตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ต่อไปอีก ทั้งการถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นการวินิจฉัยถึงสิทธิในการรับมรดกของทายาท ไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในคำพิพากษาเพื่อบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามขอให้พิพากษาว่า จำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดกในที่ดินโฉนดเลขที่ 2200 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนถอนชื่อจำเลยออกจากผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวลงในสารบัญจดทะเบียน ให้จำเลยดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 9 ส่วน โดยให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามในสารบัญจดทะเบียน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากไม่สามารถดำเนินการให้โจทก์ทั้งสามมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินคนละ 1 ใน 9 ส่วน ได้ ให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1,536,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยเพิกเฉยให้ศาลมีคำสั่งจับกุมคุมขังจำเลยไว้จนกว่าจะส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2200 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ของนายกวย ผู้ตาย ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทให้กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนายกวย ให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนการโอนดังกล่าวและแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 9 ส่วน หากจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันเองระหว่างทายาทของนายกวยที่มีสิทธิรับมรดกแล้วนำเงินที่ได้แบ่งกันตามส่วน หากไม่เป็นที่ตกลงกันให้นำที่ดินทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า ขณะจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทยังเป็นมรดกของนายกวยหรือไม่ เห็นว่า ขณะนายกวยถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2525 นายกวยมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและก่อนตายนายกวยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของนายกวย ก่อนตายนายวิเชียรบุตรคนสุดท้องและครอบครัวพักอาศัยและครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับนายกวยและหลังจากนายกวยถึงแก่ความตายแล้ว นายวีเชียรและครอบครัวยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ที่จำเลยนำสืบว่า นายกวยเจตนายกที่ดินพิพาทให้แก่นายวิเชียรหลังจากนายกวยถึงแก่ความตายแล้ว ก็มีแต่คำเบิกความลอย ๆ ของนายชรัณ พยานจำเลย ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยเพียงปากเดียว จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่นายวิเชียรยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลังจากนายกวยถึงแก่ความตายแล้ว ย่อมถือเป็นการครอบครองแทนทายาททุกคนของนายกวย เมื่อนายวิเชียรมิได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครองที่ดินพิพาทไปยังทายาทของนายกวยว่าไม่เจตนาจะยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของนายกวยอีกต่อไป จนกระทั่งนายวิเชียรและครอบครัวย้ายออกจากที่ดินพิพาทไปเมื่อปี 2547 อันเป็นเวลานานถึง 20 ปี นายวิเชียรก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ที่ดินพิพาทยังเป็นทรัพย์มรดกของนายกวยจนกระทั่งจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2551 ดังนั้น ขณะจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทยังเป็นมรดกของนายกวย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกของนายกวยมากกว่าส่วนที่ตนจะได้โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทอื่นหรือไม่ เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยที่ว่านายวิเชียรตกลงแลกที่ดินพิพาทกับที่ดินของจำเลยที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่นายวิเชียรและครอบครัวเข้าไปครอบครองทำกินอยู่ในปัจจุบันนั้น จำเลยคงมีแต่นายชรัณเป็นพยานเบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียว โดยมิได้นำนายวิเชียรเข้าเบิกความเป็นพยาน แม้จำเลยจะอ้างส่งสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 39924 ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 47 ไร่ 3 งาน เป็นพยานแต่ก็ปรากฏว่าชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ใช่ชื่อของนายวิเชียรแต่อย่างใด จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พฤติการณ์น่าจะเป็นไปได้ว่าทายาทคนอื่นซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนายวิเชียร เห็นว่านายวิเชียรน้องคนสุดท้องไม่มีที่อยู่อาศัยและทำกิน จึงยินยอมให้นายวิเชียรและครอบครัวทำกินในที่ดินพิพาท และก็ไม่ปรากฏว่าทายาทอื่นได้แสดงเจตนาสละมรดกส่วนของตนให้แก่นายวิเชียร ก็ต้องถือว่านายวิเชียรครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น การที่นายวิเชียรย้ายครอบครัวออกไปจากที่ดินพิพาทหลังจากครอบครองที่ดินพิพาทมากว่า 20 ปี โดยพี่น้องคนอื่นไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว อาจทำให้จำเลยเห็นเป็นโอกาสและเข้าใจว่าพี่น้องคนอื่นไม่สนใจที่ดินพิพาทแปลงนี้แล้ว จึงดำเนินการจดทะเบียนโอนใส่ชื่อของตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในฐานะที่ตนเป็นผู้จัดการมรดกของนายกวยซึ่งโดยหน้าที่ผู้จัดการมรดก จำเลยต้องนำที่ดินพิพาทมาแบ่งปันแก่ทายาทของนายกวย การที่จำเลยดำเนินการโอนใส่ชื่อตนแต่เพียงผู้เดียวในโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่แจ้งให้แก่โจทก์ทั้งสามและทายาทอื่นให้ทราบ ย่อมถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทอื่น จึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ เห็นว่า กำหนดอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ที่บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดก เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายนั้น ใช้บังคับสำหรับกรณีที่ทายาทฟ้องเรียกร้องจากทายาทที่ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันกัน แต่สำหรับกรณีที่มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อรวบรวมทรัพย์มรดกมาแบ่งปันแก่ทายาทนั้น ตราบใดที่ยังมิได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือการแบ่งปันทรัพย์มรดกยังไม่แล้วเสร็จ ถือว่าทรัพย์มรดกอยู่ระหว่างการจัดการมรดกทายาทย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้จัดการมรดกแบ่งปันทรัพย์มรดกเมื่อใดก็ได้ ไม่มีกำหนดอายุความ คดีนี้ ที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกยังมิได้จัดสรรแบ่งปันแก่ทายาท จึงถือว่าอยู่ในระหว่างการจัดการทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดก อายุความตามมาตรา 1754 จึงไม่นำมาใช้บังคับ คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความมรดก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาท แต่การถูกกำจัดมิให้รับทรัพย์มรดกนั้นเป็นเรื่องเฉพาะของจำเลย ผู้สืบสันดานของจำเลยสืบมรดกแทนจำเลยต่อไปได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยมีบุตรทั้งหมด 4 คน จึงถือว่าจำเลยมีผู้สืบสันดานที่สามารถสืบมรดกแทนจำเลยเสมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วได้ตามมาตรา 1607 เมื่อทายาทของนายกวยเจ้ามรดกมีทั้งหมด 10 คน แม้นางสมพงษ์ ทายาทคนหนึ่งได้ตายไปก่อนที่นายกวยถึงแก่ความตาย แต่นางสมพงษ์ก็มีผู้สืบสันดานเข้ารับมรดกแทนที่ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นทายาทของนายกวยคนหนึ่งถูกกำจัดมิให้ได้มรดกที่ดินพิพาท แต่จำเลยก็มีผู้สืบสันดานสืบมรดกแทนที่จำเลยได้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งเป็น 10 ส่วน เท่าจำนวนทายาทของนายกวย โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 10 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนายกวยคนละ 1 ใน 9 ส่วน จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ย่อมเป็นการพิพากษาตามคำขอบังคับของโจทก์ทั้งสามที่ให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยครบถ้วนแล้ว ไม่จำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขในกรณีที่จำเลยไม่สามารถปฏิบัติการตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ต่อไปอีก ทั้งการถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นการวินิจฉัยถึงสิทธิในการรับมรดกของทายาท ไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในคำพิพากษาเพื่อบังคับคดี สมควรแก้ไขให้ถูกต้องและเหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลย ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 10 ส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวน 5,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1607 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาเอกสกล แจ่มจันทรา กับพวก
จำเลย — นางสุมาลี ชววิวัฒนชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายอนุรักษ์ เปลวเฟื่อง
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิศล พิรุณ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7031/2557
#572058
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่ ว. ได้มาขณะที่ ว. มีโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นสินสมรสที่สามีภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือจัดการโดยได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อมีการขายฝากที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 (1) แต่ปรากฏว่ามีการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในฐานะผู้ให้ความยินยอมไปทำนิติกรรมขายฝาก จึงเป็นการทำนิติกรรมที่ ว. ทำไปลำพังฝ่ายเดียว เป็นนิติกรรมไม่สมบูรณ์ ซึ่งมีผลให้คู่สมรสที่ไม่ให้ความยินยอมอาจขอให้ศาลเพิกถอนได้ เว้นแต่นิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง แต่กฎหมายมิได้บัญญัติว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ดังนั้นตราบใดที่สัญญาขายฝากที่ดินยังไม่ถูกศาลเพิกถอน บุคคลภายนอกที่เป็นคู่สัญญาย่อมมีสิทธิสมบูรณ์ในที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 19197 และเลขที่ 19198 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 488 เลขที่ 682 เลขที่ 691 ถึงเลขที่ 693 เลขที่ 696 และเลขที่ 1377 ถึงเลขที่ 1381 ตำบลธรรมเสน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตรีวัชรชาญ จดทะเบียนสมรส เมื่อปี 2525 นอกจากพลตรีวัชรชาญจะรับราชการทหารแล้วยังประกอบธุรกิจโดยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเทพพิมาน จำกัด เมื่อประมาณปี 2533 ถึง 2534 พลตรีวัชรชาญซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 19197 และ 19198 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 488 เลขที่ 682 เลขที่ 691 ถึงเลขที่ 693 เลขที่ 696 และเลขที่ 1377 ถึงเลขที่ 1381 ตำบลธรรมเสน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี รวม 13 แปลง ต่อมาพลตรีวัชรชาญทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้ง 13 แปลง ดังกล่าวกับจำเลยมีกำหนดเวลา 5 ปี พลตรีวัชรชาญถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 ลายมือชื่อในช่องภริยาผู้ให้ความยินยอมในหนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาท ไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่พลตรีวัชรชาญได้มาขณะที่โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นสินสมรสซึ่งเป็นทรัพย์สินที่สามีภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง หากจะมีการขายฝากตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) เมื่อคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในฐานะของผู้ให้ความยินยอมในหนังสือให้ความยินยอมไปทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาท จึงเป็นการทำนิติกรรมที่พลตรีวัชรชาญทำไปตามลำพังฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คงทำให้นิติกรรมไม่สมบูรณ์ซึ่งเป็นเหตุที่จะขอเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่ขณะทำนิติกรรมบุคคลภายนอกได้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแต่อย่างใดว่า จำเลยมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับหนังสือให้ความยินยอมของโจทก์และที่โจทก์นำสืบอ้างว่า ราคาขายฝากต่ำกว่าราคาปกตินั้นก็เห็นว่า ราคาขายนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจของคู่สัญญาอาจจะไม่เป็นไปตามราคาที่แท้จริงที่มีการซื้อขายกันตามปกติในขณะนั้นก็ได้ นอกจากนี้การที่ไม่ได้ระบุสินไถ่กันไว้ก็ไม่เป็นข้อพิรุธที่จะชี้ให้เห็นว่า จำเลยกระทำไปโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด อีกทั้งราคาสินไถ่นั้นแม้จะไม่ได้ระบุกันไว้ในสัญญากฎหมายก็ให้ไถ่ตามราคาขายฝากได้อยู่แล้ว นอกจากนี้ที่โจทก์อ้างว่า วงเงินขายฝากมีจำนวนสูงจำเลยน่าจะมีการตรวจสอบลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือให้ความยินยอมก่อนนั้น ก็ปรากฏว่าหนังสือให้ความยินยอมทุกฉบับพลตรีวัชรชาญได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้แล้ว แม้จำเลยจะไม่ได้มีการตรวจสอบลายมือชื่อดังที่โจทก์กล่าวอ้างก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นข้อพิรุธสงสัยที่จะชี้ให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยสุจริตหรือไม่ และที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยกับโจทก์ไม่รู้จักกันหรือเคยพบกันมาก่อน การที่จำเลยไม่เคยไปดูที่ดินพิพาทที่จะมีการรับซื้อฝากทั้งที่ที่ดินพิพาทมีราคาสูง ผิดวิสัยของผู้ที่จะรับซื้อฝากทั่ว ๆ ไป รวมทั้งการที่จำเลยไม่ได้ไปดำเนินการด้วยตนเองกลับมอบหมายให้ทนายความไปดำเนินการแทนก็ไม่มีการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับที่ดินที่มีอยู่ที่สำนักงานที่ดินนั้น เห็นว่า ก่อนที่จะมีการทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทได้ความว่าที่ดินพิพาทจำนองไว้แก่สถาบันการเงินอยู่ก่อนแล้วและการทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทก็ทำในวันเดียวกันกับวันที่มีการไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงิน การที่จำเลยไม่ได้ไปดูที่ดินพิพาทก่อนหรือจะมีการมอบหมายให้บุคคลอื่นไปดำเนินการ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบเอกสารที่อยู่ที่สำนักงานที่ดินก่อนก็ไม่ได้หมายความว่าการที่ไม่ได้ดำเนินการตามที่โจทก์กล่าวอ้างจะมีผลทำให้การกระทำของจำเลยสุจริตหรือไม่แต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าในวันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาท ทั้งผู้ขายและผู้รับซื้อฝากได้ร่วมกันแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินพิพาทไม่มีสิ่งปลูกสร้างทั้ง ๆ ที่มีสิ่งปลูกสร้าง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมและภาษีแก่รัฐ รวมทั้งจำเลยได้ประโยชน์โดยได้รับสิ่งปลูกสร้างอันเป็นการแสดงถึงความไม่สุจริตนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ามีสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การที่คู่สัญญาไม่ได้แจ้งว่ามีสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่จะทำนิติกรรมขายฝากกัน กรณีจะเป็นการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมและเสียภาษีแก่รัฐหรือไม่ก็ตาม ก็ยังไม่ได้เป็นการชี้ให้เห็นว่าเป็นการแสดงถึงความไม่สุจริตในการทำนิติกรรมการซื้อฝากที่ดินพิพาทของจำเลย รวมทั้งที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยไม่ได้นำหลักฐานที่แสดงให้เห็นได้ว่า มีการมอบแคชเชียร์เช็คและเงินสดมาแสดงได้ จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะได้ชำระเงิน 23,500,000 บาท แก่พลตรีวัชรชาญจริง เห็นว่า นิติกรรมการขายฝากเป็นสัญญาต่างตอบแทน หากมิได้มีการชำระเงินตามจำนวนที่ตกลงกัน ผู้ขายฝากย่อมไม่ดำเนินการจดทะเบียนขายฝากได้อยู่แล้ว แม้จำเลยจะไม่ได้นำต้นฉบับหรือภาพถ่ายแคชเชียร์เช็คมาแสดงก็ตาม ก็หาได้มีข้อพิรุธสงสัยว่าการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทมีค่าตอบแทนหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า ตามบทบัญญัติในมาตรา 1480 กฎหมายใช้คำว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว คำว่าให้สัตยาบันย่อมมีความหมายว่า นิติกรรมที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งกระทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆียะกรรมนั้น เห็นว่า การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำนิติกรรมในการจัดการสินสมรสตามข้อยกเว้นแปดประการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1476 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไปโดยลำพังฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งนั้น นิติกรรมไม่สมบูรณ์คู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมอาจขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ แต่อย่างใดก็ตามตราบใดที่สัญญาขายฝากที่ดินยังไม่ได้ถูกศาลเพิกถอน บุคคลภายนอกที่เป็นคู่สัญญาย่อมมีสิทธิสมบูรณ์ในสัญญาขายฝากอยู่เสมอ เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติว่า นิติกรรมในการจัดการสินสมรสที่คู่สมรสทำไปโดยลำพังนั้นเป็นโมฆะหรือโมฆียะ คงบัญญัติแต่เพียงว่านิติกรรมนั้นอาจถูกศาลเพิกถอนได้ในภายหลังเท่านั้น ที่บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง บัญญัติด้วยว่า เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว อันเป็นกรณีที่มีความหมายว่า หากมีการให้สัตยาบันแล้วก็จะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นอีกไม่ได้ หาได้หมายความไปถึงว่าเป็นกรณีชี้ให้เห็นได้ว่านิติกรรมเมื่อมีการให้สัตยาบันได้ก็แสดงว่า นิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะกรรมแต่อย่างใด การบอกล้างนิติกรรมไปยังจำเลยจึงไม่มีผลให้นิติกรรมเป็นโมฆะเพราะเป็นการบอกล้างโมฆียะตามที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้าง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1476 (1) ม. 1480 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางธนิกานต์หรือธนิดา โพธิ์แก้ว
จำเลย — นางเกษลัย มงคลวนิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7011/2557
#562608
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวที่โรงพยาบาล แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบเงื่อนไขให้ครบถ้วนอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับตัวจำเลยกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 การที่คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเห็นว่า การที่ผู้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีเจตนาไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย จึงให้ส่งเรื่องคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไปก็เป็นการไม่ชอบ เพราะตามมาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดี หากผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ดังนั้นเมื่อได้ตัวจำเลยกลับมา โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ยังมิได้นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 1 เม็ด เป็นของกลางโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชได้วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดและให้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แบบไม่ควบคุมตัว แบบผู้ป่วยนอก ที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราชเป็นเวลา 4 เดือน หลังจากนั้นให้เข้าโปรแกรมการปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 2 เดือน จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แบบไม่ควบคุมตัวแบบผู้ป่วยนอก ที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราชเป็นเวลา 4 เดือน ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยยังไม่ได้เข้าสู่โปรแกรมการปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 2 เดือน พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือเตือนและออกติดตามสอดส่องไปยังที่บ้านพักจำเลยและฝากหนังสือเตือนไว้ เมื่อถึงกำหนดจำเลยก็ไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่จนกระทั่งล่วงเลยระยะเวลาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมาเป็นเวลา 8 เดือน คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยว่า การที่ผู้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โดยยังคงเพิกเฉยไม่มารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกไปติดตามยังที่อยู่ตามภูมิลำเนาแล้ว แสดงว่าผู้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีเจตนาไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จึงเห็นว่าการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่น่าจะเกิดประโยชน์กับผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายนี้ จึงให้ส่งเรื่องคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 1444/2553 ท้ายคำฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟูคือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดจากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีนี้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัว แบบผู้ป่วยนอก เป็นเวลา 4 เดือน ครบถ้วนแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าสู่โปรแกรมการปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 2 เดือน พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือเตือนและออกติดตามสอดส่องไปยังที่บ้านพักจำเลยและฝากหนังสือเตือนไว้ เมื่อถึงกำหนดจำเลยก็ไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่จนกระทั่งล่วงเลยเวลาระยะเวลาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมาเป็นเวลา 8 เดือน กรณีจึงถือว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบเงื่อนไขโดยไม่ได้เข้าสู่โปรแกรมการปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 2 เดือน ให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่ประการใด ทั้งการที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งที่ 1444/2553 ว่า "...การที่ผู้รับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โดยยังคงเพิกเฉยไม่มารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกไปติดตามยังที่อยู่ตามภูมิลำเนาแล้ว แสดงว่าผู้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีเจตนาไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จึงเห็นว่าการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่น่าจะเกิดประโยชน์กับผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายนี้ จึงให้ส่งเรื่องคืนพนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป" จึงเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ในกรณีหากผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ดังนั้นเมื่อได้ตัวจำเลยกลับมาและโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ยังมิได้นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 57 ม. 67 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 25 ม. 30 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายรุ่งตะวันหรือหลิม วรรณกาล่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเกื้อกูล ธรรมเนียม
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7008/2557
#571568
เปิดฉบับเต็ม

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นการเลือกตั้งอันมีเหตุจากพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 และบทบัญญัติในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว กำหนดให้วันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นวันเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดให้มีการเลือกตั้งในวันดังกล่าว และจำเลยได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่เมื่อจำเลยได้รับบัตรเลือกตั้งทั้งสองฉบับแล้วเดินเข้าไปในคูหาและกาเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งทั้งสองฉบับแล้ว จากนั้นได้ออกมาชูมือขึ้นพร้อมทั้งฉีกบัตรเลือกตั้งทั้งสองฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จขณะที่ฉีกบัตรเลือกตั้งตาม ป.อ. มาตรา 358 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันดังกล่าว และผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หามีผลต่อการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใดไม่ ส่วนข้อโต้แย้งของจำเลยในส่วนที่ว่า การใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีตามมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 นั้น เห็นว่า การใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีดังกล่าวจะต้องเป็นการกระทำที่มิได้ล่วงละเมิดบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดห้าปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก2 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน อีกทั้งจำเลยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถโดยรับราชการอยู่ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ระดับ 9 โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดห้าปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาโต้แย้งประการแรกว่า คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ว่าการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดผลของการเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม จึงเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจัดการเลือกตั้ง เป็นผลทำให้วันที่ 2 เมษายน 2549 มิใช่วันเลือกตั้งที่แท้จริงดังนั้น บัตรเลือกตั้งทั้งสองฉบับที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมอบให้แก่จำเลยและจำเลยได้ฉีกทิ้งไปนั้นจึงมิใช่บัตรเลือกตั้ง แต่เป็นเพียงแบบพิมพ์เลือกตั้งเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 กับฎีกาข้อโต้แย้งประการที่สองว่า การกระทำของจำเลยที่ฉีกบัตรเลือกตั้งเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและเป็นการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีตามมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นการเลือกตั้งอันมีเหตุจากพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 และบทบัญญัติในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว กำหนดให้วันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นวันเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดให้มีการเลือกตั้งในวันดังกล่าว และจำเลยได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่เมื่อจำเลยได้รับบัตรเลือกตั้งทั้งสองฉบับแล้วเดินเข้าไปในคูหาและกาเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งทั้งสองฉบับแล้ว จากนั้นได้ออกมาชูมือขึ้นพร้อมทั้งฉีกบัตรเลือกตั้งทั้งสองฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จขณะที่ฉีกบัตรเลือกตั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันดังกล่าว และผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หามีผลต่อการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใดไม่ ส่วนข้อโต้แย้งของจำเลยในส่วนที่ว่า การใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีตามมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 นั้น เห็นว่า การใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีดังกล่าวจะต้องเป็นการกระทำที่มิได้ล่วงละเมิดบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ศาลอุทธรณ์ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดและพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 65
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายไชยันต์ ไชยพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายธงชัย ฉัตรเพิ่มพร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุมิตร สุภาดุลย์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7001/2557
#562530
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าสินค้าที่โจทก์ชำระไป เนื่องจากจำเลยไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยอ้างว่าโจทก์มีหนี้ค่าเสียหายที่ต้องรับผิดต่อจำเลย จากการไม่ชำระค่าสินค้าและรับมอบสินค้าทั้งหมดภายในกำหนด แต่โจทก์ปฏิเสธความรับผิด เช่นนี้ถือว่าหนี้ค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวยังมีข้อต่อสู้อยู่ จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเพื่อให้ได้ข้อยุติว่า โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยหรือไม่ เพียงใด จำเลยจึงนำหนี้ค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ซึ่งจำเลยอ้างเพียงฝ่ายเดียวมาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าสินค้าของโจทก์ไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,281,448.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,155,600 บาท นับถัดวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,155,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์สั่งซื้อสินค้าประเภทซิลิคอน แมงกานีส จากจำเลย จำนวน 200 เมตริกตัน โดยอ้างอิง Proforma Invoice ของจำเลยหมายเลข FICO/P2/2009 และสั่งซื้อสินค้าประเภทเดียวกันจากจำเลยอีกครั้งหนึ่ง จำนวน 26 เมตริกตัน โดยอ้างอิง Proforma Invoice ของจำเลยหมายเลข FICO/GS/3/2009 โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าและได้รับสินค้าจากจำเลยเป็นคราว ๆ ครั้งที่ 1 จำนวนสินค้า 30 เมตริกตัน ครั้งที่ 2 จำนวนสินค้า 27 เมตริกตัน ครั้งที่ 3 จำนวนสินค้า 27 เมตริกตัน ต่อมาโจทก์สั่งซื้อสินค้าประเภทเดียวกันจากจำเลย จำนวน 27 เมตริกตัน จำเลยแจ้งว่าจะจัดส่งสินค้าให้หลังจากได้รับเงินตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) โจทก์ชำระค่าสินค้าแล้วเป็นเช็คจำนวนเงิน 1,155,600 บาท จำเลยได้รับเงินแล้ว แต่จำเลยไม่ส่งมอบสินค้าให้โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิหักกลบลบหนี้ค่าเสียหายของจำเลยกับเงินค่าสินค้าของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ตามใบสั่งซื้อโจทก์จะต้องชำระค่าสินค้าและรับมอบสินค้าทั้งหมดไปจากจำเลยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2552 โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าสินค้าและรับมอบสินค้าทั้งหมดภายในกำหนดดังกล่าว ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้า จึงขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับเงินค่าสินค้าของโจทก์ซึ่งจำเลยได้รับไว้และยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใดยังมีข้อต่อสู้อยู่ สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าหาอาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ไม่..." เมื่อจำเลยอ้างว่าโจทก์มีหนี้ค่าเสียหายที่ต้องรับผิดต่อจำเลยจากการไม่ชำระค่าสินค้าและรับมอบสินค้าทั้งหมดภายในกำหนด แต่โจทก์ปฏิเสธความรับผิด เช่นนี้ถือว่าหนี้ค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวยังมีข้อต่อสู้อยู่ จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเพื่อให้ได้ข้อยุติว่าโจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยหรือไม่ เพียงใด จำเลยจึงนำหนี้ค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวซึ่งจำเลยอ้างเพียงฝ่ายเดียวมาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าสินค้าของโจทก์ไม่ได้ จำเลยต้องคืนเงินค่าสินค้าที่รับไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจี สตีล จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวัจน์ สาสนพิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6998/2557
#562687
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลแรงงานกลางเพื่อลงโทษโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยการไล่ออกเนื่องจากโจทก์กระทำทุจริตต่อหน้าที่เรียกเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่มาขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โจทก์เบิกความในคดีดังกล่าวว่าได้รับเงินจากลูกหนี้ของจำเลยจริงแต่เป็นเงินที่ลูกหนี้ประสงค์จะให้นำไปทำบุญโดยโจทก์นำไปทำบุญแล้ว โจทก์ไม่เคยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นปฏิเสธต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของจำเลย เพิ่งยกขึ้นอ้างขณะเบิกความในคดีดังกล่าว เมื่อศาลสืบพยานในคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วโจทก์กลับยื่นใบลาออกก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยเนื่องจากเห็นว่าเมื่อโจทก์ลาออกแล้วก็ไม่มีเหตุที่จะพิจารณาว่าโจทก์กระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ หากโจทก์ไม่ลาออกศาลต้องพิจารณาว่าโจทก์กระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ หากโจทก์กระทำผิดศาลก็ต้องมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยลงโทษไล่โจทก์ออกได้ ทั้งจำเลยก็ไม่ได้อนุมัติให้โจทก์ลาออกเนื่องจากเห็นว่าคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างพิจารณาและโจทก์มิได้ยื่นใบลาออกล่วงหน้าตามระเบียบของจำเลย แสดงให้เห็นว่าโจทก์คาดหมายได้ว่าศาลอาจจะอนุญาตให้จำเลยลงโทษโจทก์โดยการไล่ออกหรือเลิกจ้าง โจทก์จึงชิงลาออกเสียก่อนเพื่อไม่ให้กระบวนการพิจารณาในการขอลงโทษกรรมการลูกจ้างตามกฎหมายดำเนินต่อไปได้ พฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตของโจทก์เพื่อที่จะแสวงหาประโยชน์จากการลาออก เนื่องจากหากโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุทุจริตย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่อาจจะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรมและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แม้จำเลยจะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์หลังจากโจทก์ลาออก แต่โจทก์อาศัยเหตุลาออกดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องคดีนี้เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุจากการลาออกโดยไม่สุจริตมาขอเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยเพื่อให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการลาออกและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 303,032 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย 171,955 บาท และค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องอีกเดือนละ 24,565 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 230/2551 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลแรงงานกลางเพื่อลงโทษโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยการไล่ออกเนื่องจากโจทก์กระทำผิดทุจริตต่อหน้าที่เรียกเงินจากลูกหนี้ของจำเลยที่มาขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 6715/2550 โจทก์ยื่นคำคัดค้านโดยโจทก์เบิกความในคดีดังกล่าวว่าได้รับเงินจากลูกหนี้ของจำเลยจริง แต่เป็นเงินที่ลูกหนี้ประสงค์จะให้นำไปทำบุญโดยโจทก์นำไปทำบุญแล้ว ซึ่งโจทก์ไม่เคยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นปฏิเสธตั้งแต่ในชั้นที่โจทก์ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของจำเลย เพิ่งยกขึ้นมาอ้างขณะเบิกความต่อศาลในคดีดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางสืบพยานทั้งสองฝ่ายในคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษา โจทก์กลับยื่นใบลาออกก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ลาออกศาลแรงงานกลางก็ต้องพิจารณาว่าโจทก์กระทำผิดทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ หากโจทก์กระทำผิดศาลแรงงานกลางก็ต้องมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยลงโทษไล่โจทก์ออกได้ ทั้งจำเลยก็ไม่ได้อนุมัติให้โจทก์ลาออกเนื่องจากเห็นว่าคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างพิจารณาและโจทก์มิได้ยื่นใบลาออกล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามระเบียบของจำเลย อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์คาดหมายได้ว่าศาลแรงงานกลางอาจจะอนุญาตให้จำเลยลงโทษโจทก์โดยการไล่ออกหรือเลิกจ้าง โจทก์จึงชิงลาออกเสียก่อนเพื่อไม่ให้กระบวนการพิจารณาในการขอลงโทษกรรมการลูกจ้างตามกฎหมายดำเนินต่อไปได้ พฤติการณ์ทั้งหลายส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการลาออกของโจทก์ เพื่อที่จะแสวงหาประโยชน์จากการลาออกเนื่องจากหากโจทก์ถูกเลิกจ้างหรือไล่ออกเพราะเหตุทุจริต ย่อมทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสิทธิประโยชน์อื่นที่อาจจะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างผิดทำนองคลองธรรมและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แม้จำเลยจะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์หลังจากโจทก์ลาออก แต่โจทก์อาศัยเหตุลาออกดังกล่าวมาเป็นมูลฟ้องร้องคดีนี้เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเช่นนี้ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุจากการลาออกโดยไม่สุจริตมาขอเพิกถอนคำสั่งไล่โจทก์ออกของจำเลยเพื่อให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากการลาออกและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการที่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยว่าคำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกหลังจากที่โจทก์ลาออกแล้วชอบหรือไม่นั้น เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาและจำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ป.พ.พ. ม. 5
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำรวม ภู่เชี่ยวชาญวิทย์
จำเลย — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6989/2557
#569530
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับที่โจทก์อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ปรากฏตามสำเนาสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ในสิทธิทำซ้ำและเผยแพร่ต่อสาธารณชน เอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องว่า ป. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุเท่านั้น มิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด โจทก์ในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจจาก ป. ให้ฟ้องคดีนี้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารท้ายฟ้อง ข้อ 7 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมและงานสิ่งบันทึกเสียงนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมคำร้องและทำนอง งานสิ่งบันทึกเสียงของ ป. โดยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้บริการขับร้องเพลงคาราโอเกะแก่บุคคลทั่วไปชนิดห้องส่วนตัวและให้พนักงานมาบริการโดยคิดค่าบริการห้องร้องเพลงเป็นรายชั่วโมง ภายในห้องคาราโอเกะมีจอโทรทัศน์ ไมโครโฟน ลำโพง เครื่องขยายเสียง ชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งบรรจุข้อมูลเพลงที่พ่วงติดกันพร้อมใช้งานอยู่ โดยใช้รีโมตคอนโทรลในการเลือกเปิดเพลง ตัวแทนของโจทก์เข้าไปใช้บริการขับร้องเพลง จึงพบว่าในสมุดเลือกเพลงมีผลงานเพลงของ ป. อยู่จำนวนมาก มีรายชื่อเพลงชู้ เพลงตำนานรักสะท้านโลกา เพลงรอยจูบบนฝ่าเท้า และผลงานต่าง ๆ ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของ ป. อีกหลายเพลงซึ่งเป็นงานเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของ ป. ประกอบไว้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีเครื่องอ่านข้อมูลทำการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณภาพแบบเนื้อร้อง ทำนอง และเสียงออกทางจอภาพและลำโพง และต่อมาตัวแทนของโจทก์กดเลือกเพลง ก็ปรากฏมีภาพงานเพลง คำร้อง ทำนอง ภาพมิวสิกประกอบเพลงชู้ เพลงตำนานรักสะท้านโลกา และเพลงรอยจูบบนฝ่าเท้า ซึ่งเป็นงานเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของ ป. โดยคิดค่าบริการห้องร้องเพลงเป็นรายชั่วโมง อันเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ป. และโจทก์" เห็นว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าได้มีการบันทึกงานดนตรีกรรมและบันทึกเสียงเพลงอันมีลิขสิทธิ์ทั้งสามเพลงของ ป. ไว้โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของ ป. และได้เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าอันเป็นความผิดตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มิใช่ความผิดตามมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2) และ 28 (2) ซึ่งตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้ (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน" เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานที่จำเลยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของ ป. อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตมาด้วยก็ตาม แต่ตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวมิได้มีองค์ประกอบของความผิดว่าผู้กระทำความผิดจะต้องกระทำโดยมีเจตนาทุจริตด้วย ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงมิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีมูลที่จะลงโทษจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 10, 15, 17, 27, 31, 69, 70, 74, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ให้จ่ายเงินค่าปรับจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ ริบทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดและให้จำเลยชำระเงินจำนวน 99,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าทนายความในการดำเนินคดีจำนวน 50,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 149,500 บาท

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องในส่วนอาญาและมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงส่วนแพ่งได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือไม่ และฟ้องโจทก์ในส่วนที่อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงของนายปรมินทร์ เป็นฟ้องที่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ งานดนตรีกรรมคำร้องและทำนอง งานสิ่งบันทึกเสียงของนายปรมินทร์ โดยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้บริการขับร้องเพลงคาราโอเกะแก่บุคคลทั่วไป ชนิดห้องส่วนตัวและให้พนักงานมาบริการโดยคิดค่าบริการห้องร้องเพลงเป็นรายชั่วโมง ภายในห้องคาราโอเกะมีจอโทรทัศน์ ไมโครโฟน ลำโพง เครื่องขยายเสียง ชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งบรรจุข้อมูลเพลงที่พ่วงต่อกันพร้อมใช้งานอยู่ โดยใช้รีโมตคอนโทรลในการเลือกเปิดเพลง ตัวแทนของโจทก์เข้าไปใช้บริการขับร้องเพลง จึงพบว่าในสมุดเลือกเพลงมีผลงานเพลงของนายปรมินทร์อยู่จำนวนมาก มีรายชื่อเพลงชู้ เพลงตำนานรักสะท้านโลกา เพลงรอยจูบบนฝ่าเท้าและผลงานเพลงต่าง ๆ ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของนายปรมินทร์อีกหลายเพลงซึ่งเป็นงานเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของนายปรมินทร์ประกอบไว้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีเครื่องอ่านข้อมูลทำการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณภาพแบบเนื้อร้อง ทำนอง และเสียงออกทางจอภาพและลำโพง และต่อมาตัวแทนของโจทก์กดเลือกเพลง ก็ปรากฏมีภาพงานเพลง คำร้อง ทำนอง ภาพมิวสิกประกอบเพลงชู้ เพลงตำนานรักสะท้านโลกาและเพลงรอยจูบบนฝ่าเท้า ซึ่งเป็นงานเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของนายปรมินทร์ อันเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายปรมินทร์และโจทก์ เห็นว่า คำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับที่โจทก์อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ปรากฏตามสำเนาสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ในสิทธิทำซ้ำและเผยแพร่ต่อสาธารณชน เอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องว่า นายปรมินทร์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุเท่านั้น มิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด โจทก์ในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายปรมินทร์ให้ฟ้องคดีนี้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารท้ายฟ้อง ข้อ 7 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมและงานสิ่งบันทึกเสียงนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า " จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมคำร้องและทำนอง งานสิ่งบันทึกเสียงของนายปรมินทร์ โดยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้บริการขับร้องเพลงคาราโอเกะแก่บุคคลทั่วไปชนิดห้องส่วนตัวและให้พนักงานมาบริการโดยคิดค่าบริการห้องร้องเพลงเป็นรายชั่วโมง ภายในห้องคาราโอเกะมีจอโทรทัศน์ ไมโครโฟน ลำโพง เครื่องขยายเสียง ชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งบรรจุข้อมูลเพลงที่พ่วงติดกันพร้อมใช้งานอยู่ โดยใช้รีโมตคอนโทรลในการเลือกเปิดเพลง ตัวแทนของโจทก์เข้าไปใช้บริการขับร้องเพลง จึงพบว่าในสมุดเลือกเพลงมีผลงานเพลงของนายปรมินทร์อยู่จำนวนมาก มีรายชื่อเพลงชู้ เพลงตำนานรักสะท้านโลกา เพลงรอยจูบบนฝ่าเท้าและผลงานต่าง ๆ ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของนายปรมินทร์ อีกหลายเพลงซึ่งเป็นงานเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของนายปรมินทร์ ประกอบไว้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีเครื่องอ่านข้อมูลทำการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณภาพแบบเนื้อร้อง ทำนอง และเสียงออกทางจอภาพและลำโพง และต่อมาตัวแทนของโจทก์กดเลือกเพลง ก็ปรากฏมีภาพงานเพลง คำร้อง ทำนอง ภาพมิวสิกประกอบเพลงชู้ เพลงตำนานรักสะท้านโลกาและเพลงรอยจูบบนฝ่าเท้าซึ่งเป็นงานเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของนายปรมินทร์ โดยคิดค่าบริการห้องร้องเพลงเป็นรายชั่วโมง อันเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายปรมินทร์และโจทก์" เห็นว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์แสดงให้เห็นว่า ได้มีการบันทึกงานดนตรีกรรมและบันทึกเสียงเพลงอันมีลิขสิทธิ์ทั้งสามเพลงของนายปรมินทร์ไว้โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของนายปรมินทร์และได้เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าอันเป็นความผิดตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 31 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มิใช่ความผิดตามมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2) และ 28 (2) ซึ่งตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้ (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานที่จำเลยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของนายปรมินทร์อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตมาด้วยก็ตาม แต่ตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวมิได้มีองค์ประกอบของความผิดว่าผู้กระทำความผิดจะต้องกระทำโดยมีเจตนาทุจริตด้วย ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงมิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฟ้องของโจทก์จึงไม่มีมูลที่จะลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นได้ โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการละเมิดลิขสิทธิ์ในส่วนแพ่งตามฟ้องได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า การที่ตัวแทนของโจทก์พบการกระทำที่อ้างว่าละเมิดลิขสิทธิ์งานเพลงของโจทก์ภายในร้านที่เกิดเหตุนั้นเกิดจากการกระทำของจำเลยโดยการนำคอมพิวเตอร์ซึ่งมีโปรแกรมที่จำเลยเป็นผู้ทำซ้ำหรือดัดแปลงสิ่งบันทึกเสียงและโสตทัศนวัสดุที่มีคำร้องและทำนองเพลงที่อ้างว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนและโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บรรจุงานเพลงนั้นเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จึงพิพากษายกฟ้องและไม่รับฟ้องส่วนแพ่งมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 27 (2) ม. 28 (2) ม. 30 ม. 31 (2) ม. 69 วรรคสอง ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาร์ เอ็ม เอส พับลิชชิ่ง จำกัด
จำเลย — นายภานุกรณ์ กองมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมศักดิ์ พลายเพ็ชร์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6984/2557
#580850
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดฟัน เผาป่า โค่นไม้ ก่อความเสียหายแก่ป่าไม้ และยึดถือครอบครองที่ดินป่าที่เกิดเหตุ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 72 ตรี วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ถ้าปรากฏว่าบุคคลนั้นได้ยึดถือครอบครองป่าที่ตนได้กระทำความผิด ศาลมีอำนาจที่สั่งให้ผู้กระทำผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของผู้กระทำผิด ออกไปจากป่านั้นได้ด้วย" ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้ยึดถือครอบครองป่าที่เกิดเหตุ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกไปจากป่าที่เกิดเหตุได้ด้วย โดยโจทก์หาจำต้องมีคำขอในข้อดังกล่าวมาด้วย ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 54, 69, 70, 72 ตรี, 73, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 14, 31 (2), 34, 35 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง เฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือยึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันทำไม้หรือทำอันตรายด้วยประการใดๆ แก่ไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งเลื่อยยนต์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากร จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 1 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันทำไม้หรือทำอันตรายด้วยประการใดๆ แก่ไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตคงจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 4 ปี ฐานร่วมกันซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้อยู่ว่าเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากร จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 5 ปี 9 เดือน จำคุก จำเลยที่ 4 มีกำหนด 5 ปี 3 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง (ที่ถูก 73 วรรคสอง (2)) สำหรับความผิดฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถางป่าและทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง (ที่ถูก 73 วรรคสอง (2)) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามประเภท ก. และฐานร่วมกันซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้อยู่ว่าเป็นของต้องห้าม โดยยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากร รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 11 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 5 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถอนฎีกา จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกเสียจากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 4 ฎีกา ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 มานั้นเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป 4 ปี แม้จำเลยที่ 4 จะไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนก็ไม่อาจรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 4 ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดฟัน เผาป่า โค่นไม้ ก่อความเสียหายแก่ป่าไม้ และยึดถือครอบครองที่ดินป่าที่เกิดเหตุ ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 72 ตรี วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ถ้าปรากฏว่าบุคคลนั้นได้ยึดถือครอบครองป่าที่ตนได้กระทำความผิด ศาลมีอำนาจที่สั่งให้ผู้กระทำผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำผิดออกไปจากป่านั้นได้ด้วย" ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้ยึดถือครอบครองป่าที่เกิดเหตุ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกไปจากป่าที่เกิดเหตุได้ด้วย โดยโจทก์หาจำต้องมีคำขอในข้อดังกล่าวมาด้วย ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกไปจากป่าที่เกิดเหตุตามฟ้องด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 72 ตรี วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายจรัญ กุลศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายภัทพงศ์ แก้วพูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
พันวะสา บัวทอง
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา