คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6826/2557
#571971
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญากับผู้ว่าจ้าง ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 ฉบับ ฉบับแรก สัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระบบลูกค้าสัมพันธ์ ให้ผู้ว่าจ้างนำไปใช้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉบับที่สอง สัญญาบริการดูแลระบบโทรศัพท์ทางไกลของผู้ว่าจ้างในประเทศไทย ปัญหาว่ารายรับจากการให้บริการของโจทก์ทั้งสองสัญญาจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 หรือร้อยละ 0 นั้น ป.รัษฎากร มาตรา 80/1 "ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (2) การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักร และได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามประเภทหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด" และตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 105) ซึ่งใช้บังคับขณะนั้น ข้อ 2 "กำหนดให้การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ เป็นการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร (1) การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรแก่ผู้รับบริการในต่างประเทศ และได้ส่งผลของการให้บริการนั้นไปใช้ในต่างประกาศทั้งหมด" สัญญาบริการมีลักษณะเป็นสัญญาดูแลระบบโทรศัพท์ทางไกลที่จะต้องมีการเชื่อมมายังผู้รับปลายทางที่ประเทศไทย ส่วนสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ลูกค้าสามารถติดต่อโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศได้เองโดยอัตโนมัติ หรือที่โจทก์เรียกว่าระบบลูกค้าสัมพันธ์ โดยลูกค้าสามารถใช้โทรศัพท์สาธารณะ หรือโทรศัพท์ส่วนตัวโทรเข้ามาที่ระบบลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทดังกล่าว โปรแกรมที่โจทก์อนุญาตให้บริษัทดังกล่าวใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีความเกี่ยวข้องกับสัญญาบริการที่โจทก์ทำไว้กับบริษัทดังกล่าว ประกอบกับบริษัทดังกล่าวจ่ายค่าบริการตามสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์รวมกับค่าบริการตามสัญญาบริการในการดูแลระบบโทรศัพท์ทางไกลที่ประเทศไทย ผู้ว่าจ้างมีเจตนาว่าจ้างโจทก์จัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์พร้อมกับติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อเชื่อมต่อกับระบบของผู้ว่าจ้างที่อยู่ต่างประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อติดต่อสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตระหว่างบริษัทผู้ว่าจ้างไปยังเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ เป็นผลให้มีการใช้บริการในประเทศไทย กรณีจึงต้องถือว่าสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นการให้บริการในราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 การที่จำเลยนำรายรับของโจทก์ทั้งสองสัญญามารวมกันแล้วคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 06730010-25480706-005-00227 ถึง 00239 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.6 (นฐ.)/69 ถึง 81/2548 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2548 กับให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 06730010-25480706-005-00227 ถึง 00239 รวม 13 ฉบับ แจ้งให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2543 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2544 และเดือนภาษีพฤษภาคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2544 ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2548 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามคำอุทธรณ์ วันที่ 26 ธันวาคม 2548 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงให้งดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บทั้งสิ้นตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่ารายได้จากการให้บริการของโจทก์ทั้งสองสัญญาจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 หรือร้อยละ 7 ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า วันที่ 1 ตุลาคม 2543 โจทก์ทำสัญญากับบริษัทไอไดเอิล เน็ทเวอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศสำนักงานตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รวม 2 สัญญา ฉบับแรก สัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยโจทก์ว่าจ้างนายสายัญ เป็นตัวแทนของโจทก์ในการเขียนโปรแกรมส่งไปให้แก่ผู้ว่าจ้างใช้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบบลูกค้าสัมพันธ์ที่โจทก์จัดทำให้แก่บริษัทดังกล่าวนั้นได้นำไปใช้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ฉบับที่สอง เป็นสัญญาบริการในการดูแลระบบของบริษัทไอไดเอิล เน็ทเวอร์ค จำกัด ที่ประเทศไทย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบลูกค้าสัมพันธ์ที่โจทก์รับจ้างพัฒนาโปรแกรมให้แก่บริษัทดังกล่าวที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ค่าบริการตามสัญญานี้ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ซึ่งสัญญารับจ้างให้บริการจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่โจทก์รับจ้างเขียนโปรแกรมให้แก่บริษัทไอไดเอิล เน็ทเวอร์ค จำกัด และบริษัทดังกล่าวจ่ายค่าบริการให้แก่โจทก์ โดยโจทก์เป็นเจ้าของสิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวที่อยู่ในต่างประเทศใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ ไม่ถือว่าเป็นการขายสินค้าไม่มีรูปร่าง แต่ถือว่าเป็นการให้บริการอย่างหนึ่ง จึงเป็นการส่งออกบริการตามมาตรา 80/1(2) แห่งประมวลรัษฎากร ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 การที่เจ้าพนักงานประเมินนำยอดเงินที่บริษัทไอไดเอิล เน็ทเวอร์ค จำกัด จ่ายเข้าบัญชีของโจทก์ทั้งหมดในแต่ละเดือนมาถือเป็นรายรับของโจทก์ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 โดยไม่ได้หักค่าบริการตามสัญญารับจ้างพัฒนาและจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกก่อนจึงไม่ถูกต้องนั้น โจทก์มีนางสาวมุกดา และนายวีรชัย กรรมการของบริษัทโจทก์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันได้ความว่า วันที่ 1 ตุลาคม 2543 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ กับบริษัทไอไดเอิล เน็ทเวอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ สำนักงานตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (call center application) มาใช้งานร่วมกับ telephony hardware เพื่อให้สามารถควบคุมดูแลระบบตอบรับอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้าของบริษัทดังกล่าว ในการรับสายเรียกซ้อน (call waiting) การโอนสายอัตโนมัติ (call forwarding divert) การฝากข้อความเสียง (voice mail) บันทึกรายการใช้งาน (call detail record (CDR)) บริการ DID เป็นบริการที่ให้ลูกค้าของบริษัทดังกล่าวสามารถเรียกสายโดยตรงไปในระบบชุมสายภายใน (PBX) หรือโดยตรงไปในระบบ packet voice โดยไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ช่วยในการโอนสาย (ระบบโอนสายอัตโนมัติ) จัดทำรายงานประจำวัน (daily call report) เพื่อเรียกดูการใช้งานและประสิทธิภาพของระบบ โดยการเรียกดูรายงานการรับสายทั้งหมดหรือในแต่ช่วงเวลา (management report) เรียกดูระยะเวลาเฉลี่ยการถือสายต่อ 1 call (average call handling time) เรียกดูระยะเวลาในการให้บริการแต่ละ agent เรียกดูระยะเวลา waiting call ในขณะที่ให้บริการช่วงนั้น เรียกดูปริมาณการใช้งาน (call volume) เรียกดูสถิติแบบ real time ในการให้บริการโทรศัพท์ทางไกลอัตโนมัติของบริษัทดังกล่าวมีทั้งการใช้บริการโดยใช้บัตรเติมเงินที่ซื้อจากบริษัทหรือหักจากบัตรเครดิต โดยโปรแกรมที่โจทก์ให้บริการแก่บริษัทดังกล่าวจะทำการโปรแกรมกำหนดให้ลูกค้าสามารถต่อโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศได้เองอัตโนมัติไม่ต้องผ่านฝ่ายโอเปอเรเตอร์ และโปรแกรมจะคำนวณเงินในการใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลของลูกค้า โดยการตัดจากบัตรโทรศัพท์ที่ลูกค้าซื้อจากบริษัทดังกล่าวหรือหักจากบัตรเครดิตกรณีใช้โทรศัพท์บ้าน โดยระบบลูกค้าสัมพันธ์หรือ call center นั้น ลูกค้าสามารถใช้โทรศัพท์สาธารณะ (toll free) หรือโทรศัพท์ส่วนตัว (DID number) โทรเข้ามาที่ระบบลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทดังกล่าว (iDialNetworks call center) โดยที่ทุกคู่สายจะต้องผ่านเข้าระบบตอบรับอัตโนมัติก่อน จากนั้นระบบจะทำการสอบถามว่าผู้ใช้งานต้องการทำรายการอะไรบ้าง เช่น ถ้าต้องการใช้บริการกด 1 หรือต้องการซื้อบริการหรือเติมเงินกด 2 ถ้าต้องการสอบถามข้อมูลบริการอื่นกด 3 เป็นต้น ถ้าผู้โทรต้องการใช้บริการก็ทำการกด 1 ก่อน เมื่อกดเสร็จแล้วระบบลูกค้าสัมพันธ์จะขอให้ผู้โทรใส่หมายเลขส่วนตัว (โดยหมายเลขส่วนตัวนี้ลูกค้าสามารถซื้อได้จากทางระบบลูกค้าสัมพันธ์ โดยจ่ายผ่านทางบัตรเครดิตหรือจะซื้อผ่านผู้แทนจำหน่ายของบริษัทดังกล่าวก็สามารถทำได้) หลังจากผู้ใช้โทรศัพท์ใส่หมายเลขส่วนตัว (PIN number) แล้ว ระบบตอบรับอัตโนมัติจะสอบถามหมายเลขโทรศัพท์ปลายทางที่ลูกค้าต้องการโทรไปหา หลังจากลูกค้าใส่หมายเลขเสร็จแล้ว ระบบลูกค้าสัมพันธ์จะเริ่มคำนวณยอดเงินคงเหลือของลูกค้าว่าพอหรือไม่ ถ้าพอก็ทำการเชื่อมต่อระบบไปยังระบบของผู้รับปลายทาง จากนั้นระบบลูกค้าสัมพันธ์จะทำการบันทึกวันและเวลาเริ่มใช้งานของลูกค้า รวมทั้งยังบันทึกข้อมูลอัตราค่าใช้บริการที่ทางบริษัทดังกล่าวกำหนดไว้ เช่น ถ้าโทรระหว่างรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาจะคิดในอัตรา 1 เซนต์ต่อนาที ถ้าโทรไปยุโรปคิดในอัตรา 3 เซนต์ต่อนาที และราคาตามประเทศต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดของข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกบันทึกลงระบบฐานข้อมูลที่บริษัทดังกล่าว (iDial networks database server) โดยในระหว่างที่ลูกค้าใช้บริการอยู่ ระบบลูกค้าสัมพันธ์จะคำนวณยอดเงินคงเหลือทุก 1 นาที ถ้ายอดเงินคงเหลือใกล้จะหมดระบบลูกค้าสัมพันธ์จะส่งสัญญาณเตือนไปหาลูกค้าก่อนที่จะตัดสาย หลังจากลูกค้าวางสายโทรศัพท์หรือถูกตัดสาย ระบบลูกค้าสัมพันธ์จะบันทึกวันที่และเวลาสิ้นสุดการใช้บริการของลูกค้าลงระบบฐานข้อมูลที่บริษัทดังกล่าว โดยระบบลูกค้าสัมพันธ์ยังสามารถจัดทำรายงานข้อมูลรายได้ในแต่ละวัน ปริมาณลูกค้าที่ใช้งานในแต่ละวัน และอื่น ๆ แล้วแต่ความต้องการของบริษัทดังกล่าว ระบบลูกค้าสัมพันธ์ที่โจทก์จัดทำให้แก่บริษัทดังกล่าวนั้น บริษัทดังกล่าวได้ใช้เฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ซึ่งในการให้บริการดังกล่าวของโจทก์ โจทก์ว่าจ้างนายสายัญเป็นผู้ดำเนินการในฐานะตัวแทนของโจทก์โดยการเขียนโปรแกรมส่งไปให้แก่ผู้ว่าจ้างใช้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สัญญาว่าจ้างจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับสัญญาบริการ (international services agreement) เป็นสัญญาบริการที่โจทก์ทำกับบริษัทไอไดเอิล เน็ทเวอร์ค จำกัด เพื่อให้บริการในการดูแลระบบของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทย เนื่องจากการใช้ระบบโทรศัพท์ทางไกลจะต้องมีสะพานเชื่อมมายังผู้รับในประเทศไทยหรือประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยระบบของบริษัทดังกล่าวเมื่อลูกค้าของบริษัทดังกล่าวต่อสายทางไกลระหว่างประเทศจากประเทศสหรัฐอเมริกามายังประเทศไทยหรือประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สหภาพพม่า ราชอาณาจักรกัมพูชา หรือประเทศมาเลเชีย เมื่อโทรศัพท์ผ่านระบบของบริษัทดังกล่าวจะทำการผ่านตัวแปลงสัญญาณเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเข้ามาที่ตัวแปลงสัญญาณเสียงและ VOIP เพื่อแปลงสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นสัญญาณเสียงอีกครั้ง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการใช้โทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศได้ การที่บริษัทดังกล่าวว่าจ้างโจทก์ในการดูแลระบบในประเทศไทยนั้น คือการดูแลการทำสะพานเชื่อมต่อระบบโทรศัพท์ทางไกลโดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบลูกค้าสัมพันธ์ (call center application) ที่โจทก์รับจ้างพัฒนาโปรแกรมให้ผู้รับบริการในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีค่าบริการที่โจทก์เรียกเก็บจากบริษัทดังกล่าวตามสัญญาบริการนั้นประกอบด้วย ค่าโทรศัพท์ ค่าเช่าช่องสัญญาณอินเทอร์เนตความเร็วสูง ค่าเช่าสถานที่ ค่าพนักงานในการให้บริการดูแลระบบ ซึ่งค่าบริการเหล่านี้ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ส่วนจำเลยมีนายพงษ์ศักดิ์ เจ้าพนักงานเบื้องต้นในการประเมิน นางสาวโสภิตสุดา เจ้าพนักงานพิจารณาอุทธรณ์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันได้ความว่า จากการตรวจสอบเอกสารพบว่า โจทก์ได้รับเลือกให้เป็นผู้รับจ้างติดตั้งระบบเน็ตเวิร์คในประเทศไทยให้เชื่อมต่อเข้ากับระบบของผู้ว่าจ้างที่มีอยู่แล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้งมีหน้าที่จัดทำและพัฒนา software และ application เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้โจทก์คิดค่าบริการตามสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับค่าบริการติดตั้งระบบในประเทศไทยออกจากกัน ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรเนื่องจากสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ บริษัทผู้ว่าจ้างไม่ได้ลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพียงแต่สามารถนำไปใช้รวมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของบริษัทต่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้าทั้งระบบ รวมถึงระบบที่ติดตั้งในประเทศไทยที่โจทก์รับจ้างดูแลอยู่ด้วย การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิในการดัดแปลง ทำซ้ำ หรือจำหน่ายต่อไป และผลการใช้โปรแกรมดังกล่าวทำให้มีการใช้บริการมายังประเทศไทยตามลักษณะงาน และตามสัญญาว่าจ้างที่โจทก์รับจ้างดูแลระบบ เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ปัญหานี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 บัญญัติว่า ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (2) การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักร และได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามประเภท หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ดังนั้น การที่โจทก์จะได้รับสิทธิให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องเข้าเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพกรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 105) ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น ข้อ 2 กำหนดให้การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ เป็นการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร (1) การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรแก่ผู้รับบริการในต่างประเทศและได้ส่งผลของการให้บริการนั้นไปใช้ในต่างประเทศทั้งหมด

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาบริการ ประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ สัญญาบริการมีลักษณะเป็นสัญญาดูแลระบบของบริษัทไอไดเอิล เน็ทเวอร์ค จำกัด เนื่องจากการใช้ระบบโทรศัพท์ทางไกลที่จะต้องมีการเชื่อมมายังผู้รับปลายทางที่ประเทศไทย ส่วนสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยโปรแกรมที่โจทก์ให้บริการแก่บริษัทดังกล่าวจะทำการโปรแกรมกำหนดให้ลูกค้าสามารถติดต่อโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศได้เองโดยอัตโนมัติ หรือที่โจทก์เรียกว่าระบบลูกค้าสัมพันธ์ โดยลูกค้าสามารถใช้โทรศัพท์สาธารณะหรือโทรศัพท์ส่วนตัวโทรเข้ามาที่ระบบลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทดังกล่าว โปรแกรมที่โจทก์อนุญาตให้บริษัทดังกล่าวใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีความเกี่ยวข้องกับสัญญาบริการที่โจทก์ทำไว้กับบริษัทดังกล่าว การที่โจทก์อ้างว่าบริษัทดังกล่าวว่าจ้างโจทก์ในการดูแลการทำสะพานเชื่อมต่อระบบโทรศัพท์ทางไกลโดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบลูกค้าสัมพันธ์ที่โจทก์รับจ้างพัฒนาโปรแกรมให้ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น โจทก์มีเพียงพยานบุคคลมาเบิกความประกอบสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า โจทก์อนุญาตให้บริษัทดังกล่าวใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่โจทก์พัฒนาในเดือนภาษีพิพาทแต่ละเดือนในโปรแกรมใดบ้างที่ไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาให้บริการ และเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บริษัทดังกล่าวนำไปใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ประกอบกับบริษัทดังกล่าวจ่ายค่าบริการตามสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์รวมกับค่าบริการตามสัญญาบริการในการดูแลระบบโทรศัพท์ทางไกลของบริษัทไอไดเอิล เน็ทเวอร์ค จำกัด ที่ประเทศไทย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของจำเลยให้เชื่อได้ว่า ค่าบริการตามสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการตามสัญญาบริการดูแลระบบโทรศัพท์ทางไกลในประเทศไทย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ผู้ว่าจ้างมีเจตนาว่าจ้างโจทก์จัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์พร้อมกับติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อเชื่อมต่อกับระบบของผู้ว่าจ้างที่อยู่ต่างประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อติดต่อสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตระหว่างบริษัทผู้ว่าจ้างไปยังเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ เป็นผลให้มีการใช้บริการในประเทศไทย กรณีจึงต้องถือว่าสัญญาว่าจ้างและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นการให้บริการในราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 การที่จำเลยนำรายรับของโจทก์ทั้งสองสัญญามารวมกันแล้วคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นจึงชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 80/1 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจริญกิจ แอคเคาท์ติ้ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
กรองเกียรติ คมสัน
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6793/2557
#572093
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อแผ่นดิน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม และยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงแก้ไข กรณีย่อมถือว่าคดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งโจทก์ชอบที่จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยจำเลยไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 334, 335 (7) (11)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี จำนวน 29 กระทง รวมเป็นจำคุก 29 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกจำเลย 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (2)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำนวน 29 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 29 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 20 วัน รวมจำคุก 580 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อแผ่นดิน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม และยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงแก้ไข กรณีย่อมต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งโจทก์ชอบที่จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ และเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยจำเลยไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 192 วรรคสาม
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสาม ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิส เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (1997) จำกัด
จำเลย — นายนันทพงศ์ รัตน์วงศ์เวช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2557
#590278
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเดียวกัน จำเลยเป็นทั้งคนร้ายที่เป็นตัวการร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกงเอาเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยยังกระทำความผิดฐานรับของโจรในวันเวลาเดียวกัน โดยจำเลยรับของโจรเงินที่จำเลยร่วมกันฉ้อโกงมาได้ ซึ่งองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดอันเกิดจากการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์อันได้มาจากการที่ผู้อื่นกระทำความผิดอันเกี่ยวกับทรัพย์ หาได้เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยเอง ฟ้องของโจทก์ในความผิดสองฐานดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ขัดแย้งกันเอง อันเป็นฟ้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 341, 357 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 1,217,999.99 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ใต้เซ้งซัน ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,217,999.99 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและฐานรับของโจรในกรณีที่จำเลยเปิดบัญชีร่วมกับนางสาววาสนาและนางสาววาสนาโอนเงินที่เบิกถอนจากบัญชีของโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเดียวกัน จำเลยเป็นทั้งคนร้ายที่เป็นตัวการร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกงเอาเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยยังกระทำความผิดฐานรับของโจรในวันเวลาเดียวกัน โดยจำเลยรับของโจรเงินที่จำเลยร่วมกันฉ้อโกงมาได้ ซึ่งองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดอันเกิดจากการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์อันได้มาจากการที่ผู้อื่นกระทำความผิดอันเกี่ยวกับทรัพย์ หาได้เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยเอง ฟ้องของโจทก์ในความผิดสองฐานดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ขัดแย้งกันเอง อันเป็นฟ้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โจทก์ร่วมฎีการับว่า เหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากไม่แน่ใจว่าการกระทำของจำเลยเป็นการร่วมกระทำความผิดโดยมีขั้นตอนวิธีการกระทำความผิดแบบใด และใครเป็นผู้ลงมือกระทำอย่างไรบ้าง เนื่องจากนางสาววาสนายังหลบหนีไม่สามารถจับกุมได้ โจทก์จึงบรรยายฟ้องรายละเอียดลักษณะการกระทำของจำเลยและนางสาววาสนาเท่าที่ปรากฏจากพยานหลักฐาน อันแสดงว่าโจทก์ร่วมเองก็ยังไม่ทราบว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามข้อกล่าวหาจริงหรือไม่ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงและฐานรับของโจรตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ทำให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนและทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2544 นายทนงขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนเข้าหนึ่งคน หุ้นส่วนออกหนึ่งคน และในวันเดียวกันหุ้นส่วนของโจทก์ร่วมมีมติเลือกนายวิรัช ซึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดคนใหม่เข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ร่วมแทนนายทนง ซึ่งโจทก์ร่วมมีหน้าที่นำความไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1078/1 และ 1078/2 เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงปรากฏแก่บุคคลอื่น ดังนี้ แม้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการเสร็จสิ้นภายหลังจากที่นายทนงถึงแก่ความตายไปแล้ว ก็หามีผลทำให้การยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดดังกล่าวต้องเสียไปไม่ นายวิรัชย่อมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการที่สามารถดำเนินกิจการและรับผิดชอบในกิจการของโจทก์ร่วมต่อไปได้โดยชอบ โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีนี้ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ใต้เซ้งซัน
จำเลย — นางสาวมารี สุทธิปริญญานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายถิรายุ สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6690 -ที่ 6692/2557
#575237
เปิดฉบับเต็ม

แม้ จ. จะได้รับบาดเจ็บที่บริเวณดวงตาข้างซ้ายและลำตัวมีรอยฟกช้ำโดยสามารถไปทำงานได้ในวันรุ่งขึ้นและเหตุทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นหลังเวลาเลิกงานและนอกสถานที่ทำงานก็ตาม แต่สาเหตุที่โจทก์ทั้งสามกับ ภ. ร่วมกันทำร้าย จ. ก็เนื่องจากไม่พอใจ จ. เกี่ยวกับการทำงานและในที่ทำงาน หลังเลิกงานโจทก์ทั้งสามกับ ภ. ไปดักทำร้าย จ. ขณะลงจากรถรับส่งพนักงานของจำเลย อันมีลักษณะร่วมกันรุมทำร้าย จ. ฝ่ายเดียวและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันจากภายในที่ทำการของจำเลย ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน ทั้งขณะเกิดเหตุโจทก์ทั้งสาม ภ. และ จ. ยังคงสวมเครื่องแบบพนักงานของจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามร่วมกันทำร้ายร่างกาย จ. อย่างอุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย เป็นการกระทำต่อเพื่อนพนักงานด้วยกันในเรื่องที่มีสาเหตุจากการทำงานต่อหน้าเพื่อนพนักงานที่มากับรถรับส่งพนักงานของจำเลย อันเป็นการทำให้เสียภาพพจน์และทำให้ยุ่งยากในการปกครองบังคับบัญชาพนักงานในองค์กรของจำเลย การกระทำของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีที่ร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่การงานเดิมโดยให้ได้รับค่าจ้างในอัตราไม่ต่ำกว่าเดิม ให้นับอายุงานต่อเนื่องจากเดิมก่อนถูกเลิกจ้าง และชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ทั้งสามขาดรายได้เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์ทั้งสามได้รับนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์ที่ 1 กลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 16,470 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 4,209 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 57,096 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ที่ 1

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลย วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 9 นาฬิกา นางสาวจิราวรรณ ทำงานอยู่ที่บริษัทจำเลยมีเรื่องโต้เถียงกับนางสาวจิราภรณ์ พนักงานของจำเลยเกี่ยวกับการทำงาน ต่อมาเวลาประมาณ 16 นาฬิกา ขณะนางสาวจิราวรรณรูดบัตรออกจากงานก็ยังมีการพูดจาเสียดสีกัน หลังจากนั้นนางสาวจิราวรรณขึ้นรถรับส่งพนักงานของจำเลยกลับบ้าน และมีพนักงานกลุ่มหนึ่งเดินทางโดยรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ขณะที่นางสาวจิราวรรณลงจากรถรับส่งพนักงานบริเวณสี่แยกหินกอง มีพนักงาน 3 คน คือโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 3 และนางสาวจิราภรณ์เข้ามารุมทำร้ายกระชากผมจนล้มลง และช่วยกันเตะกระทืบแล้ววิ่งหนีขึ้นรถที่โจทก์ที่ 2 นั่งรออยู่ โดยโจทก์ทั้งสามร่วมกับนางสาวจิราภรณ์ทำร้ายร่างกายนางสาวจิราวรรณจนได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาข้างซ้ายและลำตัวมีรอยฟกช้ำดำเขียว แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสามถึงแม้จะเกิดนอกสถานที่ทำงาน แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากภายในบริษัทจำเลย ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน อีกทั้งยังเป็นความผิดอาญา กรณีจึงเป็นความผิดร้ายแรง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า แม้นางสาวจิราวรรณจะได้รับบาดเจ็บที่บริเวณดวงตาข้างซ้ายและลำตัวมีรอยฟกช้ำดำเขียวโดยสามารถไปทำงานได้ในวันรุ่งขึ้น และเหตุทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นหลังเวลาเลิกงานและนอกสถานที่ทำงานก็ตาม แต่สาเหตุที่โจทก์ทั้งสามและนางสาวจิราภรณ์ร่วมกันรุมทำร้ายนางสาวจิราวรรณก็เนื่องจากไม่พอใจนางสาวจิราวรรณเกี่ยวกับการทำงาน นางสาวจิราภรณ์กับนางสาวจิราวรรณพูดจาเสียดสีโต้ตอบกันในระหว่างเวลาทำงานและในที่ทำงาน หลังจากเลิกงานแล้วโจทก์ทั้งสามและนางสาวจิราภรณ์ได้ร่วมกันไปดักทำร้ายร่างกายนางสาวจิราวรรณขณะกำลังลงจากรถรับส่งพนักงานของจำเลยบริเวณสี่แยกหินกอง โดยโจทก์ที่ 1 และนางสาวจิราภรณ์กระชากผมนางสาวจิราวรรณจนล้มลงแล้วช่วยกันเตะกระทืบ ส่วนโจทก์ที่ 3 ยืนคุมเชิงอยู่ แล้วพากันวิ่งขึ้นรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 เพื่อหลบหนี อันมีลักษณะเป็นการรุมทำร้ายนางสาวจิราวรรณฝ่ายเดียว และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันจากภายในที่ทำการของจำเลย กรณีถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน ทั้งข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า ขณะเกิดเหตุทำร้ายร่างกายนั้นโจทก์ทั้งสาม นางสาวจิราภรณ์และนางสาวจิราวรรณยังคงสวมเครื่องแบบพนักงานของจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามร่วมกันทำร้ายร่างกายนางสาวจิราวรรณอย่างอุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย เป็นการกระทำต่อเพื่อนพนักงานด้วยกันในเรื่องที่มีสาเหตุจากการทำงานต่อหน้าเพื่อนพนักงานที่มากับรถรับส่งพนักงานของจำเลย อันเป็นการทำให้เสียภาพพจน์และทำให้ยุ่งยากในการปกครองบังคับบัญชาพนักงานในองค์กรของจำเลย การกระทำของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีที่ร้ายแรงตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 8 การกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง ข้อ 23.3 ก่อการทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ทั้งการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามด้วยเหตุดังกล่าวถือว่ามีเหตุอันสมควรและเพียงพอ มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานตามเดิม ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนาตยา ทองโสม กับพวก
จำเลย — บริษัทนิเดค พรีซิชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6687/2557
#562577
เปิดฉบับเต็ม

แม้สิทธิในการย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างสามารถกระทำได้ตามความเหมาะสมเพราะเป็นอำนาจในการบริหารจัดการภายในองค์กรของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การพิจารณาว่าคำสั่งย้ายงานดังกล่าวมีผลใช้บังคับเพียงใดคงต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นกรณีไป เมื่อมูลเหตุในการออกคำสั่งเป็นคำสั่งที่บีบบังคับให้โจทก์ลาออกเพื่อจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินเกษียณอายุและไม่ต้องจ่ายค่าจ้างที่สูงเกินไปของโจทก์ซึ่งไม่คุ้มค่ากับกำลังการผลิตของจำเลยที่ 1 ที่ตกต่ำลง และการย้ายงานดังกล่าวไม่ก่อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะโจทก์คงเหลือระยะเวลาทำงานอีกเพียง 2 เดือนเศษ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก คำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนอกจากจะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์อย่างยิ่งแล้ว ยังมีมูลเหตุการออกคำสั่งโดยไม่สุจริตแก่ลูกจ้าง จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม ฉะนั้น การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรและจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าชดเชย 603,136 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 30,156 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 103,033 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป รวมทั้งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสมทบและประโยชน์ของเงินสมทบ 229,973.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสาม ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลแรงงานภาค 9 อนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 เสียจากสารบบความ

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชย 603,136 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 103,033 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 30,156 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 452,352 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ส่วนของนายจ้าง 299,973.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานภาค 9 รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการโรงเลื่อยของจำเลยที่ 1 สาขาสะเดา จังหวัดสงขลา ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือน เดือนละ 67,392 บาท ค่าพาหนะอีกเดือนละ 8,000 บาท รวมเป็นเงิน 75,392 บาท จ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ไปดำรงตำแหน่งผู้จัดการโรงเลื่อยของจำเลยที่ 1 สาขาสุราษฎร์ธานี โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม แต่จำเลยที่ 1 ยืนยันคำสั่งเดิมโดยกำหนดให้โจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สาขาสุราษฎร์ธานีตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปโจทก์มิได้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สาขาสุราษฎร์ธานีตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวเป็นการบีบบังคับโจทก์ให้ลาออกเพื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายเงินเกษียณอายุ และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างที่สูงเกินไปของโจทก์ ซึ่งไม่คุ้มกับกำลังการผลิตของจำเลยที่ 1 ที่ตกต่ำลง การย้ายงานดังกล่าวไม่ก่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 มากนักเพราะช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์เป็นฤดูฝนและโจทก์คงเหลือระยะเวลาการทำงานกับจำเลยที่ 1 อีกเพียง 2 เดือนเศษ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการเกษียณอายุและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเกษียณอายุให้โจทก์ทราบ ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรและจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า การที่โจทก์ไม่ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงเลื่อยสาขาสุราษฎร์ธานีตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 จนถึงวันที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เป็นการละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรและจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า แม้สิทธิในการย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างสามารถกระทำได้ตามความเหมาะสมเพราะเป็นอำนาจในการบริหารจัดการภายในองค์กรของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การพิจารณาว่าคำสั่งย้ายงานดังกล่าวมีผลใช้บังคับเพียงใดคงต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นกรณีไป เมื่อมูลเหตุในการออกคำสั่งได้ความจากศาลแรงงานภาค 9 ว่าโจทก์ไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สาขาสุราษฎร์ธานีตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นคำสั่งที่บีบบังคับให้โจทก์ลาออกเพื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายเงินเกษียณอายุ และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างที่สูงเกินไปของโจทก์ซึ่งไม่คุ้มค่ากับกำลังการผลิตของจำเลยที่ 1 ที่ตกต่ำลง และการย้ายงานดังกล่าวไม่ก่อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะโจทก์คงเหลือระยะเวลาทำงานอีกเพียง 2 เดือนเศษ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอย่างมากเพราะมีภาระต้องเลี้ยงดูคนในครอบครัวนั้น คำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว นอกจากจะเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์อย่างยิ่งแล้วยังมีมูลเหตุการออกคำสั่งโดยไม่สุจริตแก่ลูกจ้าง จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมฉะนั้น การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่และจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (2) ม. 119 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุชิต หลิมอมรรัตน์
จำเลย — บริษัทโรงเลื่อยเอแอนด์ไอ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายอรุณ จันทร์เกิด
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2557
#562663
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า ผู้ตายกับพวกและจำเลยที่ 1 กับพวกต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดจากการวิวาทต่อสู้ทำร้ายกัน ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในทางอาญา ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งต่อจำเลยที่ 1 เพราะความยินยอมไม่ก่อให้เกิดละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง และกรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ที่จะนำมาอ้างเป็นเหตุมิให้ยกเว้นความรับผิดทางละเมิด อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะข้อสัญญาซึ่งเป็นนิติกรรมโดยตรง ที่มีต่อกันในทางธุรกรรมเกี่ยวกับอำนาจต่อรองในทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองอยู่แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่หยิบยกขึ้นแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 261,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาได้ความว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงนายธรรมชาติถึงแก่ความตาย เกิดจากการทะเลาะวิวาทระหว่างวัยรุ่น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวัยรุ่นบ้านเด่นคาซึ่งมีจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วย กับกลุ่มวัยรุ่นบ้านเด่นวัวซึ่งมีผู้ตายรวมอยู่ด้วย โดยเริ่มวิวาทกันตั้งแต่งานบวชที่บ้านของนายต้นและนายเก่ง ต่อมาเมื่อแยกย้ายกันออกจากงานก็มีการดักใช้อาวุธปืนยิงโต้ตอบกัน จนกระทั่งกลุ่มของผู้ตายไปดักที่บริเวณปากทางขึ้นวัดดอยสวรรค์ได้พบกลุ่มของจำเลยที่ 1 ผู้ตายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับพวกได้ถืออาวุธมีดยาวประมาณ 1 ศอก วิ่งตรงไปหากลุ่มของจำเลยที่ 1 กับพวก ผู้ตายจึงถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณใบหน้า ลำคอและทรวงอกด้านหน้า ครั้นในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด คดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 1 ถูกลงโทษในข้อหาฆ่าผู้อื่นฯ ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อด. 56/2548ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1207/2551 ของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังนี้ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า ผู้ตายกับพวกและจำเลยที่ 1 กับพวกต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดจากการวิวาทต่อสู้ทำร้ายกัน ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในทางอาญา รวมตลอดทั้งไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งต่อจำเลยที่ 1 เพราะความยินยอมไม่ก่อให้เกิดละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง และกรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ที่จะนำมาอ้างเป็นเหตุมิให้ยกเว้นความรับผิดทางละเมิด อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะข้อสัญญาซึ่งเป็นนิติกรรมโดยตรงที่มีต่อกันในทางธุรกรรมเกี่ยวกับอำนาจต่อรองในทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสามอยู่แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่หยิบยกขึ้นแก้ไข ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 249 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรังสรรค์ เส้นเศษ กับพวก
จำเลย — นายพรอรุณ จารุภาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นางสาวจิตเมตต์ เพ็ญธิสาร
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6662/2557
#571918
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัทเงินทุน ธ. ทำสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้จากธนาคาร ด. ตามสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้โดยมีข้อตกลงว่าธนาคาร ด. ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากู้เงินและกู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมดให้แก่บริษัทเงินทุน ธ. เมื่อธนาคาร ด. เป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งห้าในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของธนาคาร ด. เป็นสิทธิที่อยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้ มิใช่สิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอน การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้รายนี้ย่อมกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายตามมาตรา 150 ธนาคาร ด. จึงสามารถโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่บริษัทเงินทุน ธ. ได้ แม้บริษัทเงินทุน ธ. มิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แต่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามโอนสิทธิเรียกร้องที่เป็นหนี้ด้อยคุณภาพว่าจะต้องเป็นไปแต่เฉพาะตามกฎหมายพิเศษนอกเหนือจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และแม้บริษัทเงินทุน ธ. จะทำสัญญาซื้อหนี้เงินกู้จากธนาคาร ด. ภายหลังธนาคาร ด. ฟ้องคดีแล้ว โจทก์จึงรับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคาร ด. ได้ เนื่องจากโจทก์เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์สามารถยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนธนาคาร ด. ในคดีนี้ได้โดยชอบตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และแม้จะมิได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 5 หรือจำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่ได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น มีผลเพียงว่าโจทก์ในฐานะผู้รับโอนจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่ได้เท่านั้น หาได้ทำให้การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด

ร. เป็นพนักงานสินเชื่อของโจทก์ มีหน้าที่ติดตามดูแลลูกค้าของโจทก์ สาขาราชประสงค์ และได้ตรวจสอบเอกสารของลูกค้ารวมทั้งฝ่ายจำเลยคดีนี้ และ ว. เป็นพนักงานบัญชีของโจทก์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลฝ่ายบัญชีลูกค้าของโจทก์ รวมทั้งตรวจสอบเอกสารของลูกค้า ได้เบิกความรับรองพยานเอกสารว่ามีอยู่จริงและถูกต้อง แม้พยานโจทก์จะมิได้รู้เห็นขณะทำพยานเอกสาร แต่เป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพยานเอกสาร และเมื่อได้ตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ แล้วก็สามารถรับรองความถูกต้องแท้จริงได้ การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของพยานทั้งสองจึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 296,180,075.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี 19,237,538.32 บาท และของต้นเงินตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับ 192,600,006.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์เอ็น เอฟ เอส จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี 20,608,405.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 18,099,260.80 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิด 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2541 จนถึงวันฟ้อง และอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับแรก 128,143,551.76 บาท และชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับที่สอง 138,507,489.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญากู้ฉบับแรก 92,600,006.50 บาท และของต้นเงินตามสัญญากู้ฉบับที่สอง 100,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8924, 11143, 11382 และ 91086 ตำบลสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินคือห้องชุดเลขที่ 404, 404/1 ถึง 404/8 อาคารเลขที่เอ และเลขที่ 406/1 ถึง 406/12, 406/14 ถึง 406/62 อาคารเลขที่บี ชื่ออาคารชุดพหลโยธิน เรสซิเด้นท์ ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 80,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เข้าสวมสิทธิแทนธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้จากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ โดยมีข้อตกลงว่าธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากู้เงินและกู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งหมดให้แก่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 เมื่อธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งห้าในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เป็นสิทธิที่อยู่ในสภาพเปิดช่องให้โอนกันได้ มิใช่สิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอน การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้รายนี้ย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 150 ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) จึงสามารถโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ได้ แม้บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) มิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แต่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามโอนสิทธิเรียกร้องที่เป็นหนี้ด้อยคุณภาพว่าจะต้องเป็นไปแต่เฉพาะตามกฎหมายพิเศษนอกเหนือจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และแม้บริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) จะทำสัญญาซื้อหนี้เงินกู้ จากธนาคาร ดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ภายหลังฟ้องคดีแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงรับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ต่อมาจากบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ได้ เนื่องจากโจทก์เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์สามารถยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ในคดีนี้ได้โดยชอบตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และแม้จะมิได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 5 หรือจำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่ได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น มีผลเพียงว่าโจทก์ในฐานะผู้รับโอนจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่ได้ หาได้ทำให้การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่สมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ฎีกาว่า สัญญาซื้อขายหนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุน ธนชาติ จำกัด (มหาชน) ทำขึ้นในภายหลังวันปิดบัญชีซึ่งล่วงเลยกำหนดเวลาตาม ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งและยื่นแผนงานการรับซื้อหรือรับโอนแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยและการโอนสิทธิเรียกร้องในคดีนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าขึ้นศาลและค่าภาษีอากรเป็นการไม่สุจริต ทั้งเป็นการซื้อขายความกันนั้น ปัญหาดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 5 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ต่อไปมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 (2) หรือไม่ เห็นว่า นายวีรศักดิ์เป็นพนักงานสินเชื่อของโจทก์ มีหน้าที่ติดตามดูแลลูกค้าของโจทก์สาขาราชประสงค์ และได้ตรวจสอบเอกสารของลูกค้ารวมทั้งจำเลยคดีนี้ และนายวิวัฒน์เป็นพนักงานบัญชีของโจทก์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลฝ่ายบัญชีลูกค้าของโจทก์ รวมทั้งตรวจสอบเอกสารของลูกค้า ได้เบิกความรับรองพยานเอกสารว่ามีอยู่จริงและถูกต้อง แม้พยานโจทก์จะมิได้รู้เห็นขณะทำพยานเอกสาร แต่พยานโจทก์เป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพยานเอกสาร และเมื่อได้ตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ แล้วก็สามารถรับรองความถูกต้องแท้จริงได้ ทั้งเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างมา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ก็หาได้นำสืบหักล้างว่าไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์แต่อย่างใดไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของพยานทั้งสองจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 (2) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ต่อไปมีว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ทำขึ้นให้ไว้แก่ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยแต่ละคนแต่ฝ่ายเดียวต่างลงลายมือชื่อไว้เป็นพยาน จึงเป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เบิกเงินเกินบัญชีและผู้ค้ำประกันเท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันอันจะถือเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตามความมุ่งหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 103, 104 และ 118 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวถือได้ว่าชำระค่าอากรแสตมป์ถูกต้องแล้วหรือไม่อีกต่อไป สัญญาดังกล่าวย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงใด โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฎีกาว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามอัตราเดิมที่สถาบันการเงินมีสิทธิคิดจากลูกหนี้แต่ต้องคิดดอกเบี้ย ณ วันที่ได้รับโอนสินทรัพย์มาตามมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 แต่เมื่อโจทก์ได้รับโอนสิทธิจำนองมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 หากมีสิทธิคิดดอกเบี้ยก็ต้องคิดตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว บัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากลูกหนี้ตามสัญญาเดิมได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ณ วันที่รับโอนมา แต่ถ้าสัญญาเดิมได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราลอยตัว และไม่มีฐานในการคำนวณของสถาบันการเงินเดิมให้อ้างอิงได้ ให้คำนวณอัตราดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ดังนั้น โจทก์ผู้สวมสิทธิจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเดิมตามที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม เพียงแต่เมื่อสัญญาเดิมได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราลอยตัว และโจทก์ได้รับโอนหนี้รายนี้ต่อมาแล้ว สิทธิในการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง เท่านั้น หาใช่ว่าโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ได้นับแต่วันที่รับโอนสินทรัพย์ดังที่ฎีกามาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฎีกาว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 และร้อยละ 12 ต่อปี เป็นการกำหนดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2541 จนถึงวันฟ้องและอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันฟ้องของยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 จะต้องรับผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คงที่ตลอดไปนั้นไม่ชอบ เพราะตามสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงให้ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในลักษณะที่สามารถปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้ตามประกาศของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และตามประกาศของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อเป็นระยะ ๆ จึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยสำหรับหนี้ตามสัญญากู้เงินนับถัดจากวันฟ้องในอัตราเอ็ม แอล อาร์ บวก 3 ต่อปี โดยปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามประกาศของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) แต่ไม่ให้เกินร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 18,099,260.80 บาท ทั้งในวงเงินและส่วนที่เกินวงเงินในอัตราเดียวคือร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนถึงวันฟ้องนั้น ปรากฏตามตารางการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 15,000,000 บาท นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2542 ในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี หลังจากนั้นคิดดอกเบี้ยร้อยละ 13, 12, 10.75 และร้อยละ 10.25 ต่อปี จนถึงวันฟ้อง ซึ่งเป็นอัตราเอ็ม โอ อาร์ บวก 0.25 ต่อปี และนับแต่วันฟ้องโจทก์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยผิดนัด แต่ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมิได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดดังกล่าว คงกำหนดให้คิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดเฉพาะในส่วนที่เกินวงเงิน ดังนั้น นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีภายในวงเงิน 15,000,000 บาท ได้เพียงอัตราเอ็ม โอ อาร์ บวก 0.25 ต่อปี จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในวงเงิน 15,000,000 บาท ในอัตราดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนถึงวันฟ้องไม่ให้เกินร้อยละ 15 ต่อปี และนับถัดจากวันฟ้องไม่ให้เกินร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนหนี้ที่เกินวงเงิน 15,000,000 บาท คือ 3,099,260.80 บาท นั้นให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนถึงวันฟ้องอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และนับถัดจากวันฟ้องให้คิดดอกเบี้ยอัตราเอ็ม โอ อาร์ บวก 2.5 ต่อปี แต่ไม่ให้เกินร้อยละ 12 ต่อปี ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ทั้งนี้ ให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ในวันที่ 18 มกราคม 2542 จำนวน 591.50 บาท ออกจากหนี้ดอกเบี้ยในวันดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราเดียวกับจำเลยที่ 1 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาดการเงินตามประกาศของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งออกตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 (เดิม) แต่เนื่องจากได้มีการโอนหนี้รายนี้ต่อมาให้แก่โจทก์ สิทธิในการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ย่อมต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และเมื่อความรับผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นหนี้ร่วมจึงมีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 18,099,260.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็ม โอ อาร์ บวก 0.25 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000,000 บาท นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนถึงวันฟ้องไม่ให้เกินร้อยละ 15 ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปไม่ให้เกินร้อยละ 12 ต่อปี และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,099,260.80 บาท นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราเอ็ม โอ อาร์ บวก 2.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,099,260.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่ให้เกินร้อยละ 12 ต่อปี ทั้งนี้ให้หักเงิน 591.50 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระในวันที่ 18 มกราคม 2542 ออกจากจำนวนหนี้ในวันดังกล่าวโดยหักชำระดอกเบี้ยก่อน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ร่วมรับผิดชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันกับจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 2,509,144.39 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับไม่ให้เกินยอดหนี้เบิกเงินเกินบัญชีถึงวันฟ้องตามคำฟ้อง และให้จำเลยทั้งห้าชำระดอกเบี้ยในหนี้ตามสัญญากู้เงินนับถัดจากวันฟ้องในอัตราเอ็ม แอล อาร์ บวก 3 ต่อปี โดยปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงตามประกาศของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เรื่องอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อฉบับที่จะประกาศต่อ ๆ ไปหลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ เมื่อไม่มีฐานในการคำนวณของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ใช้อ้างอิง ให้คำนวณอัตราดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8924, 11143, 11382 และ 91086 พร้อมห้องชุดเลขที่ 404, 404/1 ถึง 404/8 อาคารเลขที่เอ ชื่ออาคารชุดพหลโยธิน เซนเตอร์ และเลขที่ 406/1 ถึง 406/12, 406/14 ถึง 406/62 อาคารเลขที่บี ชื่ออาคารชุดพหลโยธิน เรสซิเด้นท์ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์เท่าที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดจนครบถ้วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 303
ป.วิ.พ. ม. 95 (2)
ชื่อคู่ความ
ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เอ็น เอฟ เอส จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัททรีพัลส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6616/2557
#571983
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองป่าที่ดินภูเขากระโดน อันเป็นที่ดินของรัฐ โดยเป็นที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อยู่ในความครอบครองดูแลของกรมธนารักษ์เท่านั้น ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเป็นการกระทำแก่ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน หรือที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง เท่านั้น การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักมานั้น จึงเป็นการลงโทษเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 73, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบไม้มะค่าของกลาง และให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินที่บุกรุก

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกครอบครองที่ดินของรัฐ จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท รวมจำคุกคนละ 12 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสาม โดยให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลา 2 ปี และให้จำเลยทั้งสามกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสามเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้มะค่าของกลาง ให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารจำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินที่บุกรุก

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกครอบครองที่ดินของรัฐ จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองป่าที่ดินภูเขากระโดนอันเป็นที่ดินของรัฐ โดยเป็นที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อยู่ในความครอบครองดูแลของกรมธนารักษ์เท่านั้น ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเป็นการกระทำแก่ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน หรือที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง เท่านั้น การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักมานั้น จึงเป็นการลงโทษเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้องอันไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรระบุความผิดตามอนุมาตราแห่งมาตรา 9 ของประมวลกฎหมายที่ดินให้ชัดเจนและวางโทษฐานนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่ความผิดด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 9 (1) (2) (3), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 1 เดือน รวมกับโทษฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำคุกคนละ 2 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.ที่ดิน ม. 9 (1) ม. 9 (2) ม. 9 (3) ม. 108 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายดาวรุ่ง ลำขุนทด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายเสริมพงศ์ ไชยปุรณะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6605/2557
#572089
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณหมู่ที่ 6 บ้านเขายายเที่ยงเหนือ ตำบลคลองไผ่ จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีเจตนาพิเศษที่จะบุกรุกเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นการยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทำลายป่า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมป่าไม้ ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ป.ที่ดิน ป.อ. มาตรา 362 โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งห้ามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 67 คำบรรยายฟ้องดังกล่าวได้อ้างถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าเป็นความผิด แต่ไม่มีข้อความตอนใดที่บรรยายโดยชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งห้าได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งดังกล่าวมาในฟ้อง ซึ่งล้วนแต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ มิใช่ความผิดที่กระทำต่อโจทก์ทั้งห้าโดยตรง บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้างมา ไม่มีข้อความตอนใดที่ให้สิทธิโจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีอาญาได้แม้ไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9, 108 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 362

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วให้งดไต่สวนมูลฟ้อง และพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีอาญาต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) หรือต้องเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 คดีนี้โจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องสรุปได้ความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณหมู่ที่ 6 บ้านเขายายเที่ยงเหนือ ตำบลคลองไผ่ จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาเตียน - เขาเขื่อนลั่น มีเจตนาพิเศษที่จะบุกรุกเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นการยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทำลายป่า โดยมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมป่าไม้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 และ 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และ 72 ตรี ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9 และ 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91 และ 362 โจทก์ทั้งห้าเป็นประชาชนคนไทยย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 67 ที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพและในการคุ้มครองส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติ และต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน คำบรรยายฟ้องดังกล่าวได้อ้างถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าเป็นความผิด แต่ไม่มีข้อความตอนใดที่บรรยายโดยแจ้งชัดว่าการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งห้าได้รับความเสียหายเนื่องจากกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งดังกล่าวมาในฟ้อง ซึ่งล้วนเป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐ มิใช่ความผิดที่กระทำต่อโจทก์ทั้งห้าโดยตรง โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 66 และ 67 ที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้างในคำฟ้องและในฎีกาไม่มีข้อความตอนใดที่ให้สิทธิโจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีอาญาได้แม้ไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งห้าไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 72 ตรี
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กับพวก
จำเลย — พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายเวทย์ พัฒนชัยวงษ์คูณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
พันวะสา บัวทอง
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6603/2557
#571982
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสองที่ว่า "ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนมาตรา 117... ให้เจ้าท่ามีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใดดังกล่าวรื้อถอนหรือแก้ไขอาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นให้เสร็จสิ้นโดยถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้เจ้าท่าปิดคำสั่งไว้ ณ อาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นและจะห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองนั้นใช้หรือยินยอมให้ผู้ใดใช้อาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจนกว่าจะได้รื้อถอนหรือแก้ไขเสร็จด้วยก็ได้ ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าตามวรรคหนึ่ง หรือในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครอง และเจ้าท่าได้ปิดคำสั่งไว้ ณ อาคาร หรือสิ่งอื่นใดนั้นครบสิบห้าวันแล้ว ให้เจ้าท่าร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งให้มีการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้น ถ้าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่ามีการฝ่าฝืนมาตรา 117 จริง ในกรณีที่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใด ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเป็นผู้รื้อถอน ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่รื้อถอนตามกำหนดเวลาในคำสั่งศาล หรือในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าท่าเป็นผู้จัดการให้มีการรื้อถอน" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นคำขอให้บังคับทางแพ่งก็ตาม แต่การที่ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้ได้ว่ามีการฝ่าฝืนมาตรา 117 จริงหรือไม่ เป็นคดีในส่วนอาญา การบังคับทางแพ่งดังกล่าวจึงถือเป็นผลอย่างหนึ่งของคดีอาญาซึ่งในที่สุดแล้วก็ต้องร้องขอต่อศาลในการที่จะบังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัตินี้อยู่ดี เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังได้ว่า มีการฝ่าฝืนมาตรา 117 จริงและยังไม่มีการรื้อถอนหรือแก้ไขอาคารให้เสร็จสิ้น ประกอบกับเป็นบทบัญญัติที่ให้มีการกำหนดเวลาให้ปฏิบัติตามคำสั่งด้วย อันเป็นการให้กำหนดเงื่อนเวลาการรื้อถอนหรือแก้ไขอาคารให้เป็นธรรมแก่จำเลยโดยไม่ให้เสียหายแก่ประโยชน์ส่วนรวม ทั้งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวก็เป็นการบัญญัติเปิดช่องให้เจ้าท่ามีสิทธิร้องขอต่อศาลได้เอง จึงไม่ใช่เป็นการบัญญัติให้ศาลจะมีคำสั่งได้เฉพาะแต่กรณีที่โจทก์มีคำขอเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้โดยชอบแล้ว เท่ากับจำเลยยอมรับว่ายังไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายนี้จริง และจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 118 ทวิ นี้อย่างไร จึงไม่มีประเด็นให้วินิจฉัย ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่มีคำขอให้บังคับทางแพ่งดังกล่าวมาก็ตาม ก็อาจเป็นเพราะโจทก์เห็นว่ามีบทบัญญัติข้างต้นเป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์ประสงค์ที่จะไม่ให้บังคับตามนั้นแต่อย่างใด ศาลจึงใช้ดุลพินิจบังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้ได้ คำพิพากษาส่วนนี้ของศาลล่างทั้งสองหาได้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 3, 117, 118

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 (ที่ถูก 117 วรรคหนึ่ง), 118 ปรับ 47,785 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 23,892.50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างล้ำเข้าไปในทะเลภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นให้เจ้าท่ารื้อถอนเสียตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 ทวิ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาที่ให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างล้ำเข้าไปในทะเลภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิฉะนั้นให้เจ้าท่ารื้อถอนเสียตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 ทวิ วรรคสอง เป็นการพิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่าบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 ทวิวรรคหนึ่งและวรรคสองที่ว่า "ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนมาตรา 117... ให้เจ้าท่ามีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใดดังกล่าวรื้อถอนหรือแก้ไขอาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นให้เสร็จสิ้นโดยถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้เจ้าท่าปิดคำสั่งไว้ ณ อาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นและจะห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองนั้นใช้หรือยินยอมให้ผู้ใดใช้อาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจนกว่าจะได้รื้อถอนหรือแก้ไขเสร็จด้วยก็ได้ ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าตามวรรคหนึ่ง หรือในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครอง และเจ้าท่าได้ปิดคำสั่งไว้ ณ อาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้นครบสิบห้าวันแล้วให้เจ้าท่าร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งให้มีการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งอื่นใดนั้น ถ้าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่ามีการฝ่าฝืนมาตรา 117 จริง ในกรณีที่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใด ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเป็นผู้รื้อถอนในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่รื้อถอนตามกำหนดเวลาในคำสั่งศาล หรือในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าท่าเป็นผู้จัดการให้มีการรื้อถอน" แม้บทบัญญัติดังกล่าวเป็นคำขอให้บังคับทางแพ่งก็ตาม แต่การที่ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้ได้ว่ามีการฝ่าฝืนมาตรา 117 จริงหรือไม่ เป็นคดีในส่วนอาญา การบังคับทางแพ่งดังกล่าวจึงถือเป็นผลอย่างหนึ่งของคดีอาญาซึ่งในที่สุดแล้วก็ต้องร้องขอต่อศาลในการที่จะบังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัตินี้อยู่ดี เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังได้ว่า มีการฝ่าฝืนมาตรา 117 จริงและยังไม่มีการรื้อถอนหรือแก้ไขอาคารให้เสร็จสิ้น ประกอบกับเป็นบทบัญญัติที่ให้มีการกำหนดเวลาให้ปฏิบัติตามคำสั่งด้วย อันเป็นการให้กำหนดเงื่อนเวลาการรื้อถอนหรือแก้ไขอาคารให้เป็นธรรมแก่จำเลยโดยไม่ให้เสียหายแก่ประโยชน์ส่วนรวม ทั้งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวก็เป็นการบัญญัติเปิดช่องให้เจ้าท่ามีสิทธิร้องขอต่อศาลได้เอง จึงไม่ใช่เป็นการบัญญัติให้ศาลจะมีคำสั่งได้เฉพาะแต่กรณีที่โจทก์มีคำขอเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้โดยชอบแล้ว เท่ากับจำเลยยอมรับว่ายังไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายนี้จริง และจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 118 ทวิ นี้อย่างไรจึงไม่มีประเด็นให้วินิจฉัย ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่มีคำขอให้บังคับทางแพ่งดังกล่าวมาก็ตาม ก็อาจเป็นเพราะโจทก์เห็นว่ามีบทบัญญัติข้างต้นเป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์ประสงค์ที่จะไม่ให้บังคับตามนั้นแต่อย่างใด ศาลจึงใช้ดุลพินิจบังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้ได้ คำพิพากษาส่วนนี้ของศาลล่างทั้งสองหาได้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ไม่ และศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 117 ม. 118 ม. 118 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นางอุทัย เจริญพืช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นางสาวสุนันทา เธียรถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
พันวะสา บัวทอง
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6586/2557
#562638
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนด้วยการแบ่งบรรจุเป็นถุงย่อย ๆ ถุงละ 20 เม็ด 8 ถุง 10 เม็ด 5 ถุง 8 เม็ด 1 ถุง 4 เม็ด 1 ถุง 1 เม็ด 1 ถุง และมีอีก 10 เม็ด รวม 223 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 4.905 กรัม จำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องฟังว่า จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่ในถุงตามฟ้อง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่า ไม่ได้แบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนหาได้ไม่ เพราะขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยและเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การปฏิเสธข้อหาดังกล่าวในศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยบัญญัติเพิ่มเติมให้มีวรรคสามและวรรคสี่ ซึ่งวุฒิสภาให้เหตุผลในการแก้ไขไว้ชัดเจนอันแสดงให้เห็นว่าเป็นการแก้ไขโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้มีบทความผิดและบทลงโทษสำหรับการกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุไว้เป็นกรณีเฉพาะ แยกต่างหากจากบทความผิดและบทลงโทษ ฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในกรณีทั่วไปตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ผลิตโดยการ เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูปสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์) ซึ่งมีสภาพแห่งความผิดเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมมากกว่าการกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษ โดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุ ยิ่งกว่านั้นยังได้บัญญัติแก้ไขใหม่ไว้เป็น 2 กรณี กล่าวคือ มาตรา 65 วรรคสาม มุ่งใช้บังคับสำหรับการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่มีปริมาณไม่ถึงบทสันนิษฐานของมาตรา 15 วรรคสาม ส่วนวรรคสี่มุ่งใช้บังคับสำหรับการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุยาเสพติดที่มีปริมาณเกินบทสันนิษฐานตามมาตรา 15 วรรคสาม ส่วนการที่มาตรา 65 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสาม เป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย..." นั้น หมายถึง การกระทำความผิดฐานผลิตโดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุเท่านั้น ไม่ได้หมายความรวมไปถึงว่า จะต้องมีปริมาณไม่ถึงด้วยบทสันนิษฐานตามมาตรา 15 วรรคสาม ด้วยการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายและต้องได้รับโทษตามมาตรา 65 วรรคสี่

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยมีความผิดตามมาตรา 65 วรรคใด เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2557)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน กระเป๋า และถุงพลาสติกของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ 52 (2) ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 27 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน กระเป๋า 2 ใบ และถุงพลาสติก 144 ถุง ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้แบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่ในถุงพลาสติกใสตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเป็นถุงย่อย ๆ รวม 16 ถุง แยกบรรจุเป็นถุงละ 20 เม็ด 10 เม็ด 8 เม็ด 4 เม็ด และ 1 เม็ด รวมเป็นเมทแอมเฟตามีน 223 เม็ด จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่ในถุงพลาสติกใสตามฟ้อง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่า จำเลยไม่ได้แบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่ในถุงพลาสติกใสตามฟ้องหาได้ไม่ เพราะขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยและมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การปฏิเสธข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้แบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีน มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุตามฟ้องเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่ให้บทนิยามคำว่า "ผลิต" ให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย ซึ่งการกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุนั้น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยบัญญัติเพิ่มเติมให้มีวรรคสามและวรรคสี่ ทั้งนี้ เหตุผลในการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวของวุฒิสภาแสดงไว้ชัดเจนว่า เป็นการเพิ่มเติมโทษความผิดฐานผลิตโดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 กรณีไม่ถึงบทสันนิษฐานและเกินบทสันนิษฐานของกฎหมาย เพื่อความเหมาะสมกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดอันแสดงให้เห็นว่าเป็นการแก้ไขโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้มีบทความผิดและบทลงโทษสำหรับการกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุไว้เป็นกรณีเฉพาะแยกต่างหากจากบทความผิดและบทลงโทษในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในกรณีทั่วไปตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งมีสภาพแห่งความผิดเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมมากกว่าการกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุ ยิ่งกว่านั้นการกำหนดเพิ่มเติมให้มีบทความผิดและบทลงโทษสำหรับความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุนี้ มีบัญญัติใช้เป็นสองกรณี คือ กรณีไม่ถึงบทสันนิษฐานและกรณีเกินบทสันนิษฐานของกฎหมาย อันหมายถึงกรณีกระทำความผิดโดยมีปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือจำนวนหน่วยการใช้ หรือน้ำหนักสุทธิไม่ถึงบทสันนิษฐาน และกรณีเกินบทสันนิษฐานของกฎหมายตามความในมาตรา 15 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นั่นเอง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อความที่บัญญัติในมาตรา 65 วรรคสามและวรรคสี่แล้ว บทบัญญัติมาตรา 65 วรรคสาม มุ่งใช้บังคับสำหรับการกระทำความผิดที่ปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ถึงบทสันนิษฐานของกฎหมายมาตรา 15 วรรคสาม ส่วนบทบัญญัติมาตรา 65 วรรคสี่ มุ่งใช้บังคับสำหรับการกระทำความผิดที่ปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีเกินบทสันนิษฐานของกฎหมายมาตรา 15 วรรคสาม ส่วนการที่มาตรา 65 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสาม เป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย..." นั้น หมายถึง การกระทำความผิดฐานผลิตโดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุเท่านั้น ไม่ได้หมายความถึงการผลิตโดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุนั้นจะต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม ด้วย คดีนี้ จำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเป็นถุงย่อย ๆ รวม 16 ถุง แยกบรรจุเป็นถุงละ 20 เม็ด 10 เม็ด 8 เม็ด 4 เม็ด และ 1 เม็ด รวมได้เมทแอมเฟตามีน 223 เม็ด มีน้ำหนัก 19.915 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 4.905 กรัม ดังนี้ เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยผลิตโดยการแบ่งบรรจุดังกล่าวจึงมีปริมาณต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่ให้ถือว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดและต้องรับโทษตามมาตรา 65 วรรคสี่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายแต่ปรับบทลงโทษตามมาตรา 65 วรรคสองมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แม้จำเลยมิได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสี่ ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว จำคุก 14 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมกับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 9 ปี 6 เดือน และปรับ 400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรณชัยหรือแบงค์ พันธ์เริ่มสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายพริษฐ์ ปิยะนราธร
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6585/2557
#562599
เปิดฉบับเต็ม

จุดด่านตรวจที่จับกุมจำเลยได้อยู่ห่างจากเรือนจำประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นจุดตรวจค้นพบของกลางเท่านั้น ยังไม่ใช่จุดปฏิบัติการบังคับเครื่องบินซึ่งจำเลยเคยมาทดสอบการใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์บังคับด้วยวิทยุมาแล้ว ฉะนั้น เมื่อจำเลยจะปฏิบัติการบังคับเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เข้าเรือนจำจึงอยู่ใกล้เรือนจำซึ่งสามารถกระทำได้ การกระทำของจำเลยถือว่าได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้เสียก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามนำโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 4, 45, 58 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83 ริบเครื่องมือสื่อสารและอุปกรณ์สื่อสาร และหมวกนิรภัยติดกล้องขยาย 1 ชุด เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์บังคับด้วยวิทยุ 1 เครื่อง แบตเตอรี่สำรองเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 2 ก้อนใหญ่ แบตเตอรี่สำรองเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 2 ก้อนเล็ก อุปกรณ์ชาร์จหรือแปลงไฟ จำนวน 1 อัน วิทยุบังคับเฮลิคอปเตอร์พร้อมกล่อง จำนวน 1 ชุด ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 55 (ที่ถูก 45) วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ลงโทษจำคุก 8 เดือน ริบเครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์สื่อสาร หมวกนิรภัยติดกล้องขยาย จำนวน 1 ชุด เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุ จำนวน 1 เครื่อง แบตเตอรี่สำรองเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 2 ก้อนใหญ่ แบตเตอรี่สำรองเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์จำนวน 2 ก้อนเล็ก อุปกรณ์ชาร์จไฟ จำนวน 1 ชุด วิทยุบังคับเฮลิคอปเตอร์พร้อมกล่อง จำนวน 1 ชุดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จุดที่ตรวจค้นพบของกลางอยู่ห่างจากเรือนจำกลางคลองไผ่ถึง 10 กิโลเมตร จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะสามารถใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวจากจุดที่ถูกจับกุมบังคับให้ไปส่งของที่เรือนจำกลางคลองไผ่ได้นั้น นายเผด็จพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยเคยมาทดสอบการใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์บังคับด้วยวิทยุอยู่บริเวณทิศใต้ของเรือนจำซึ่งอยู่ห่างจากกำแพงสูงประมาณ 50 เมตร เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 จึงได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์บังคับด้วยวิทยุอยู่ท้ายรถหลายเครื่องและพบอาวุธปืนอยู่ในรถ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยดำเนินคดีในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรและจำเป็นเร่งด่วน ปรากฏตามบันทึกการจับโดยเจ้าพนักงาน เห็นว่า คดีนี้จุดด่านตรวจที่จับกุมจำเลยได้ เป็นจุดตรวจค้นพบของกลางเท่านั้น ยังไม่ใช่จุดปฏิบัติการบังคับเครื่องบินซึ่งจำเลยเคยมาทดสอบการใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์บังคับด้วยวิทยุอยู่ทางทิศใต้ของกำแพงเรือนจำมาแล้ว ฉะนั้น เมื่อจำเลยจะปฏิบัติการบังคับเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เข้าเรือนจำจึงอยู่ใกล้เรือนจำซึ่งสามารถกระทำได้ มิใช่ระยะห่างถึง 10 กิโลเมตร ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย การกระทำของจำเลยถือว่าได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้เสียก่อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามนำโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายทัศนัย มีสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นางศราพร วงศ์พิทักษ์โรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6557/2557
#579669
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 แม้ขณะจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 ซึ่งคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 มีองค์ประกอบสำคัญที่ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 โอนให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีแพ่งแล้ว โจทก์อาจไม่สามารถบังคับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนจากจำเลยที่ 1 ได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้เจ้าหนี้หมายถึงเฉพาะบุคคลผู้ที่ชนะคดีและคดีได้ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น หากหมายความถึงเจ้าหนี้ซึ่งจะใช้สิทธิของเจ้าหนี้ที่มีต่อนิติบุคคลดังกล่าวบังคับการชำระหนี้จากนิติบุคคลดังกล่าว ใช้หรือน่าจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ด้วย ดังนี้ คำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยที่ 1 รับผิดในทางแพ่งจึงมิใช่องค์ประกอบความรับผิดในทางอาญา เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 3 ภายหลังจากที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องและต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถือว่าโจทก์อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงครบองค์ประกอบความผิดตามพ.ร.บ.ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 187 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในฟ้องข้อ 4 (ก) มีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องของโจทก์ในข้อหาดังกล่าว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 จำคุกจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) 6 เดือน ทางพิจารณาของจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2542 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 8288/2542 ของศาลแพ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้คดีกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งโจทก์ ต่อมาศาลแพ่งมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,794,220.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,739,019.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 85622 ตำบลคลองหนึ่ง (คลองหนึ่งตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากบริษัทเควายเอช อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 ซึ่งคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 มีองค์ประกอบสำคัญที่ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 โอนให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีแพ่งแล้ว โจทก์อาจไม่สามารถบังคับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนจากจำเลยที่ 1 ได้ ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้เจ้าหนี้หมายถึงเฉพาะบุคคลผู้ที่ชนะคดีและคดีได้ถึงที่สุดแล้วเท่านั้น หากหมายความถึงเจ้าหนี้ซึ่งจะใช้สิทธิของเจ้าหนี้ที่มีต่อนิติบุคคลดังกล่าวบังคับการชำระหนี้จากนิติบุคคลดังกล่าวใช้หรือน่าจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ด้วย ดังนี้ คำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยที่ 1 รับผิดในทางแพ่งจึงมิใช่องค์ประกอบความรับผิดในทางอาญา เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 3 ภายหลังจากที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องและต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถือว่าโจทก์อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพอร์-เทค จำกัด
จำเลย — บริษัทธนาทร แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสมเกียรติ ศรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศุภมิตร บุญประสงค์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6540/2557
#562655
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 ที่ต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมเท่านั้น ไม่อาจตกทอดแก่ทายาทโดยพินัยกรรมได้ เมื่อผู้ตายทำพินัยกรรมให้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตกแก่ผู้คัดค้านเพียงผู้เดียว การทำพินัยกรรมเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย พินัยกรรมเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงมิใช่กรณีที่ผู้ร้องถูกตัดมิให้รับมรดกด้วยพินัยกรรม ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรม และมีสิทธิที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 จึงไม่มีเหตุที่จะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางปราณี ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายโพธิ์ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลและค่านำส่งคำคู่ความให้แก่ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และผู้ตายมีบุตร 3 คน คือ นายอภิญญา นางสาวอภัสรา และผู้คัดค้าน ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แปลงเลขที่ 84 อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์

มีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุสมควรถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) สิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 ที่บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม" ดังนี้ สิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมเท่านั้น ไม่อาจตกทอดแก่ทายาทโดยพินัยกรรมได้ เมื่อผู้ตายทำพินัยกรรมให้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตกแก่ผู้คัดค้านเพียงผู้เดียว การทำพินัยกรรมเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย พินัยกรรมเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงมิใช่กรณีที่ผู้ร้องถูกตัดมิให้รับมรดกด้วยพินัยกรรม ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรม และมีสิทธิที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กรณีไม่เป็นไปตามที่ผู้คัดค้านอ้าง จึงไม่มีเหตุที่จะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1713
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางปราณี เพลิดขุนทด
ผู้คัดค้าน — นายจตุรพิธ พลศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายคงสิทธิ์ รักขิตกูล
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6513/2557
#571963
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นจำเลยในศาลนั้น ต้องมีสภาพเป็นบุคคล ดังที่ ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) บัญญัติไว้ว่า คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ซึ่งคำว่า บุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ มี ส. จดทะเบียนพาณิชย์เพื่อประกอบพาณิชยกิจ แต่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงมิใช่บุคคลธรรมดาและไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล ไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลได้

ตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนชื่อคู่ความและรายละเอียดในคำฟ้อง เป็นเพียงการระบุถึงตัวบุคคลที่เป็นผู้กระทำการแทนห้างหุ้นส่วนสามัญ ศ. เท่านั้น มิได้มีความหมายว่า ส. เป็นผู้ฟ้องคดีเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด ทั้งการขอแก้ไขคำฟ้องโดยการเปลี่ยนตัวบุคคลผู้เป็นโจทก์ มีผลเป็นการเพิ่มตัวบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความคนใหม่ ย่อมไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 67 และมาตรา 179 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 410,036.01 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 393,913.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 393,913.01 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 44,330.10 บาท นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2554 ของต้นเงิน 56,084.74 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 ของต้นเงิน 12,700.90 บาท นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2554 ของต้นเงิน 42,960.50 บาท นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2554 ของต้นเงิน 10,058 บาท นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ (ที่ถูก มีนาคม) 2554 ของต้นเงิน 36,765.20 บาท นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2554 ของต้นเงิน 4,365.60 บาท นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2554 ของต้นเงิน 3,049.50 บาท นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2554 ของต้นเงิน 36,647.50 บาท นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2554 ของต้นเงิน 60,134 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2554 ของต้นเงิน 1,733.40 บาท นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2554 ของต้นเงิน 5,735.20 บาท นับแต่วันที่ 15 เมษายน 2554 ของต้นเงิน 14,177.50 บาท นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2554 ของต้นเงิน 12,401.30 บาท นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2554 ของต้นเงิน 37,932.57 บาท นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2554 ของต้นเงิน 14,873 บาท นับแต่วันที่ 20 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กันยายน 2554) ต้องไม่เกิน 2,398 บาท 2,254 บาท 518 บาท 1,763 บาท 410 บาท 1,571 บาท 187 บาท 134 บาท 136 บาท 2,721 บาท 73 บาท 258 บาท 653 บาท 574 บาท 1,763 บาท และ 701 บาท ตามลำดับ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่จำเลยเพิ่งยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์เป็นประเด็นขึ้นมาได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีอำนาจวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนชื่อคู่ความ และรายละเอียดในคำฟ้องดังกล่าวเป็นเพียงการระบุถึงตัวบุคคลที่เป็นผู้กระทำการแทน ห้างหุ้นส่วนสามัญศรีทรัพย์เจริญเท่านั้น มิได้มีความหมายว่า นายสุพรชัยเป็นผู้ฟ้องคดีเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด ทั้งการขอแก้ไขคำฟ้องโดยการเปลี่ยนตัวบุคคลผู้เป็นโจทก์ มีผลเป็นการเพิ่มตัวบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความคนใหม่ ย่อมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 และมาตรา 179 ด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 67 ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนสามัญศรีทรัพย์เจริญ
จำเลย — บริษัทเอ็ม เมททอล (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายปิติ แย้มชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชลิศร์ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6509/2557
#562524
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อขณะที่ศาลจังหวัดชลบุรีได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ ท. กับจำเลยตกลงกันว่า จำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11852 เนื้อที่ 3 ไร่ ให้แก่ ท. นั้น ท. กับโจทก์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ ท. จะถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะถึงกำหนดจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความและปัจจุบันยังมิได้มีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความกับพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้สิทธิของ ท. ที่จะได้รับที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วต้องสูญสิ้นไป และสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินตามคำพิพากษาตามยอมเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่ ท. กับโจทก์ได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) ซึ่งย่อมมีผลทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11852 เนื้อที่ 3 ไร่ ที่ ท. จะได้รับตามสิทธินั้นตกเป็นสินสมรสระหว่าง ท. กับโจทก์ด้วยเช่นเดียวกัน โจทก์จึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับ ท. ในที่ดินดังกล่าวคนละครึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 11852 ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ส่วนที่เป็นสินสมรสของโจทก์เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน และมรดกของโจทก์ เนื้อที่ 100 ตารางวา แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และการแบ่งที่ดิน หากไม่อาจทำได้ขอให้สั่งให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายโดยประมูลราคากันระหว่างทายาท และหากไม่สามารถขายโดยประมูลราคากันระหว่างทายาทได้ขอให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ขายได้มาแบ่งให้โจทก์ตามส่วนของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 11852 ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ ในฐานะเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายทองกิ้วอีก 1 ใน 11 ส่วน ของที่ดินที่เป็นมรดกของนายทองกิ้ว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายในการรังวัดแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 11852 ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ ให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน หากการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้ขายที่ดินดังกล่าวโดยประมูลราคากันระหว่างทายาทดังกล่าว ถ้าไม่อาจขายโดยประมูลราคาดังกล่าวก็ให้ขายทอดตลาดเอาเงินสุทธิที่ได้มาแบ่งให้โจทก์ตามส่วน สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า เมื่อปี 2550 นายทองกิ้ว ยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11852 ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 12 ไร่เศษ ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตร หลังจากนั้นโจทก์จดทะเบียนสมรสกับนายทองกิ้ว ต่อมานายทองกิ้วฟ้องจำเลยขอเพิกถอนการให้ที่ดินโฉนดดังกล่าว ระหว่างพิจารณามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยตกลงจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เนื้อที่ 3 ไร่ ให้แก่นายทองกิ้วภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2552 โดยให้ที่ดินที่โอนติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 36164 ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ค่าฤชาธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการขอรังวัด นายทองกิ้วเป็นผู้ชำระแต่ผู้เดียว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาตามยอมแทนการแสดงเจตนาและศาลได้พิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ต่อมานายทองกิ้ว ถึงแก่ความตาย และยังไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนายทองกิ้วในโฉนดที่ดิน นายทองกิ้วมีบุตรกับภริยาคนก่อนรวม 10 คน

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 11852 เนื้อที่ 3 ไร่ ที่นายทองกิ้วมีสิทธิได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเป็นสินสมรสของนายทองกิ้วกับโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ขณะที่นายทองกิ้วกับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลจังหวัดชลบุรีพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 นายทองกิ้วกับโจทก์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้นายทองกิ้วจะถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะถึงกำหนดจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ และปัจจุบันยังมิได้มีการจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้สิทธิของนายทองกิ้วที่จะได้รับที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วต้องสูญสิ้นไป และสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 11852 เนื้อที่ 3 ไร่ ตามคำพิพากษาตามยอมเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่นายทองกิ้วกับโจทก์ได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ซึ่งย่อมมีผลทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11852 เนื้อที่ 3 ไร่ ที่นายทองกิ้วจะได้รับตามสิทธินั้น ตกเป็นสินสมรสระหว่างนายทองกิ้วกับโจทก์ด้วยเช่นเดียวกัน โจทก์จึงมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายทองกิ้วคนละครึ่ง และเมื่อนายทองกิ้วถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2552 ก่อนถึงกำหนดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ดินโฉนดเลขที่ 11852 เนื้อที่ 3 ไร่ จำนวนครึ่งหนึ่งจึงเป็นมรดกของนายทองกิ้วตกทอดแก่ทายาทของนายทองกิ้ว รวมทั้งโจทก์ด้วยจำนวน 11 คน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 11852 อันเป็นมรดกของนายทองกิ้วอีกจำนวน 1 ใน 11 ส่วน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 11852 เนื้อที่ 3 ไร่ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายทองกิ้วกับโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 11852 ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้แบ่งที่ดินส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายทองกิ้วให้แก่โจทก์อีก 1 ใน 11 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุรางค์ แซ่ซื้อ
จำเลย — นางสาวประทุม ไพบูลพัฒนาภรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายประโยชน์ ดีสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิศล พิรุณ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6506/2557
#575668
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานจริง แต่มิได้เลิกจ้างหรือถอดถอนโจทก์จากการเป็นพนักงาน เห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่าโจทก์มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า "ให้รอไว้สอบโจทก์ในวันนัด" แต่หลังจากนั้นจนถึงวันที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษา ศาลแรงงานกลางมิได้สั่งคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีถือไม่ได้ว่าศาลแรงงานกลางอนุญาตให้แก้ไขคำให้การตามคำร้องดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าชดเชย 583,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 58,300 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 58,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2539 โจทก์และนายยิ่งพันธ์ สามีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น สามีโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์ยังเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ได้รับเงินเดือน เดือนละ 58,300 บาท ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวของนายยิ่งพันธ์เป็นกรรมการมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับนายยิ่งพันธ์กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ วันที่ 25 พฤษภาคม 2548 นายยิ่งพันธ์ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทโดยมีโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ กรรมการสองในสามคนลงชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2553 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากมีมติปลดโจทก์จากการเป็นกรรมการไม่ให้มีอำนาจจัดการแทนจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการลงลายมือชื่อร่วมกันกระทำการแทนบริษัท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นกรรมการบริษัทไม่อยู่ในฐานะลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายปี 2539 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์เป็นพนักงาน ต่อมากลางปี 2548 จำเลยที่ 1 แต่งตั้งโจทก์ให้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เลิกจ้างโจทก์และให้โจทก์พ้นจากการทำหน้าที่กรรมการผู้จัดการ ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การว่า ในปี 2539 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานจริง เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติโดยคะแนนเสียงของผู้ถือหุ้นข้างมากให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่มิได้เลิกจ้างหรือถอดถอนออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 และยังคงจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ตามปกติ โจทก์กลับละทิ้งหรือขาดงานเป็นเวลาเกินกว่า 3 วัน ติดต่อกันโดยมิได้ลา จึงเห็นได้แจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยจ่ายเงินเดือนให้ตามปกติ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า โจทก์มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 นั้น ศาลแรงงานกลางสั่งว่า "ให้รอไว้สอบโจทก์ในวันนัด" แต่หลังจากนั้นจนถึงวันที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษา ศาลแรงงานกลางมิได้สั่งคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีถือไม่ได้ว่าศาลแรงงานกลางอนุญาตให้แก้ไขคำให้การตามคำร้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัย จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ได้กำหนดไว้เสียก่อนแล้วพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้วให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 179 ม. 181 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดารินทร์ กิติทีฆกุล
จำเลย — บริษัทควอลิตี้ เวิร์ค ฟอร์ซ ซิสเต็ม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุขุม นามวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2557
#570018
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" เมื่อได้ความว่า กฎหมายสัญชาติของโจทก์และจำเลยอนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาเหตุหย่าตามคำฟ้องของโจทก์ต่อไปว่าเป็นเหตุตามกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง คือ เหตุหย่าที่โจทก์อ้างมาในฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือไม่

ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน สิทธิหน้าที่ของโจทก์จำเลยที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกันจะหมดไปเมื่อการสมรสสิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1501 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายเงินเพื่อการศึกษาและการครองชีพของบุตรผู้เยาว์เป็นรายปี ปีละ 1,500,000 บาท จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเป็นรายปี ปีละ 3,000,000 บาท จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยในอัตรา 110,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือจนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ให้แก่จำเลยในอัตรา 100,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นคนมีสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ จำเลยเป็นคนมีสัญชาติสก๊อตแลนด์ โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันที่โบสถ์เซนต์แมรี่แอนด์ ออล เซนต์ส ปีคอนสฟิลด์ บัคกิ้งแฮม สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2530 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางสาววิคตอเรีย อายุ 23 ปี นางสาวสเตฟานี่ อายุ 21 ปี และนายวิลเลี่ยม อายุ 17 ปี โจทก์จำเลยเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 จนถึงขณะฟ้องคดีนี้ ตามกฎหมายของประเทศไอร์แลนด์เหนือและประเทศสก๊อตแลนด์ อนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดกันได้ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 ขณะที่โจทก์อยู่ในประเทศไทย ส่วนจำเลยอยู่ที่สหราชอาณาจักร โจทก์กับจำเลยได้ส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่โต้ตอบกัน มีข้อความว่า "You cold hearted bastard. Just like your father" แปลเป็นภาษาไทยว่า "คนไร้น้ำใจ คนสารเลว เหมือนพ่อแก ..."

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์โดยมีเจตนาหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์จำเลยมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 24 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ดังนั้น เมื่อได้ความว่า กฎหมายของประเทศไอร์แลนด์เหนือและประเทศสก๊อตแลนด์อันเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์และจำเลยอนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาเหตุหย่าตามคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นเหตุตามกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง คือ เหตุหย่าที่โจทก์อ้างมาในฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ หากเข้าหลักเกณฑ์ศาลไทยมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันได้

สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน สิทธิหน้าที่ของโจทก์จำเลยที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกันจะหมดไปเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1501 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยจนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1461 วรรคสอง ม. 1501
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 247
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทรเวอร์ จอห์น อัลเลน
จำเลย — นางแอน มารี อัลเลน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายธิตินันท์ ธัญญศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพล ศรีอุดมขจร
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธุ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6494/2557
#571979
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ ก. ลูกจ้างกระทำละเมิดและกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน คดีระหว่างโจทก์และ ก. จึงมีอายุความสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 แต่เมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 1754 วรรคสาม ซึ่งหมายถึงกรณีที่เจ้าหนี้ทราบแล้วว่าตนมีสิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดก แม้อายุความตามสิทธิเรียกร้องนั้นยาวกว่าหนึ่งปี เจ้าหนี้ก็จะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนแล้วเห็นว่า ก. ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและให้ยุติเรื่องเพราะ ก. ถึงแก่ความตาย จากนั้นได้รายงานผลการสอบสวนต่อผู้อำนวยการของโจทก์ซึ่งมีอำนาจในการบริหารกิจการและเป็นผู้แทนของโจทก์ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกตาม พ.ร.บ.ธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 มาตรา 16, 17 ผู้อำนวยการของโจทก์พิจารณาเห็นชอบให้ดำเนินการต่อไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2553 ตามเอกสารซึ่งมีข้อความระบุว่า ก. ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2547 ย่อมถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงสิทธิเรียกร้องและรู้ตัวผู้ที่โจทก์จะพึงใช้สิทธิเรียกร้องให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ ก. ซึ่งเป็นเจ้ามรดกตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2553 แล้ว ไม่ใช่นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่ผู้อำนวยการของโจทก์พิจารณาเห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 27 เมษายน 2554 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวเกษรร่วมกันชำระเงิน 83,863.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์มรดกของนางสาวเกษรชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า นางสาวเกษรเป็นลูกจ้างโจทก์ เข้าทำงานเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2520 และถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2547 ขณะดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาราชประสงค์ ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวเกษรเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2548 วันที่ 4 พฤษภาคม 2550 ผู้จัดการสาขาอุบลราชธานี ตรวจสอบพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่เป็นประกันการชำระหนี้สินเชื่อประเภทเคหะสงเคราะห์ของผู้กู้รายนางวัชราภรณ์และนางนิตยาไม่ได้อยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21116 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นทรัพย์จำนอง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ โจทก์มีคำสั่งที่ กม.11/2552 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่านางสาวเกษรในฐานะคณะกรรมการประเมินราคาหลักทรัพย์ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กำหนดให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 83,863.77 บาท แต่นางสาวเกษรถึงแก่ความตายและพ้นระยะเวลาฟ้องคดีบังคับเอาแก่ทายาทแล้วจึงให้ยุติเรื่อง นายเลอศักดิ์ ผู้อำนวยการของโจทก์ พิจารณาแล้วเห็นชอบและส่งสำนวนการสอบสวนให้กระทรวงการคลังพิจารณาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2553 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วให้นางสาวเกษรรับผิดตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน นายเลอศักดิ์พิจารณาและเห็นชอบให้ดำเนินการให้พนักงานชดใช้ความเสียหายตามความเห็นของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นางสาวเกษรเป็นลูกจ้างโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่นางสาวเกษรกระทำละเมิดและกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน คดีระหว่างโจทก์และนางสาวเกษรจึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แต่เมื่อนางสาวเกษรถึงแก่ความตาย กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 1754 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" ซึ่งหมายถึงกรณีที่เจ้าหนี้ทราบแล้วว่าตนมีสิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดก แม้อายุความตามสิทธิเรียกร้องนั้นยาวกว่าหนึ่งปี เจ้าหนี้ก็จะต้องฟ้องภายในหนึ่งปี นับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ถ้าเจ้าหนี้ยังไม่ทราบว่าตนมีสิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดกและไม่รู้ หรือไม่ควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกอายุความหนึ่งปีก็ยังไม่เริ่มนับ ตามข้อเท็จจริงโจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนแล้วเห็นว่านางสาวเกษรต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและให้ยุติเรื่องเพราะนางสาวเกษรถึงแก่ความตาย จากนั้นได้รายงานผลการสอบสวนต่อนายเลอศักดิ์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของโจทก์และเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการและงานของโจทก์ตามพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 มาตรา 16 และในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ตามมาตรา 17 นายเลอศักดิ์เป็นผู้กระทำการในนามของโจทก์และเป็นผู้แทนของโจทก์ เมื่อนายเลอศักดิ์พิจารณาเห็นชอบและให้ดำเนินการต่อไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2553 ซึ่งมีข้อความระบุว่านางสาวเกษรได้เสียชีวิตไปตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2547 ย่อมถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงสิทธิเรียกร้องและรู้ตัวผู้ที่โจทก์จะพึงใช้สิทธิเรียกร้องให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน และโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนางสาวเกษรซึ่งเป็นเจ้ามรดกตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2553 แล้ว ไม่ใช่นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่นายเลอศักดิ์พิจารณาและเห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพราะโจทก์เป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 และนายเลอศักดิ์ผู้อำนวยการของโจทก์เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่กระทำการในนามของโจทก์และเป็นผู้แทนโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1754 วรรคสาม
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 10 วรรคสอง
พ.ร.บ.ธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 ม. 16 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
เรือเอกหรือนาวาตรีพงษ์ศักดิ์ จิตแย้ม
ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวเกษร จิตร์แย้ม
จำเลย — หรือจิตแย้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 3 — นายนภภดล สัญฉเวโรจน์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6492/2557
#571553
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม โดยอ้างว่าคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายที่สั่งว่า ส. ไม่ได้กระทำผิดกรณีร้ายแรงตามมาตรา 119 และให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่ ส. ทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ดังนี้ ฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ทำละเมิดต่อโจทก์ และการออกคำสั่งที่ 60/2553 ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำไปโดยอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งก็ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์เพื่อส่งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้แก่โจทก์ ก็เป็นการปฏิบัติราชการในส่วนงานสารบรรณของทางราชการเท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกคำสั่งดังกล่าวแต่ประการใด เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็มิได้มีส่วนต้องร่วมรับผิด ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งต้องร่วมกันรับผิดในคำสั่งที่ 60/2552 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2552

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า พฤติการณ์ของนายสุพรรณ์ที่มีการขอถุงพลาสติกจากนายศิริวงศ์และนางสาววันนา โดยได้รับถุงพลาสติกตามที่ขอมารวบรวมเก็บไว้ ทั้งบอกนายจตุพร ทันทีที่ถาม ประกอบกับกล่องกระดาษวางไว้ที่เปิดเผยในโรงอาหาร นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าโจทก์และบริษัทไหมทอง จำกัด แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหานายสุพรรณ์ลักทรัพย์หรือพยายามลักทรัพย์แต่ประการใด พฤติการณ์การกระทำของนายสุพรรณ์ยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า นายสุพรรณ์มีเจตนาที่จะลักทรัพย์หรือพยายามที่จะลักทรัพย์ถุงพลาสติกใส และที่บริษัทไหมทอง จำกัด เลิกจ้างโจทก์มิใช่เกิดจากการกระทำของนายสุพรรณ์และมิใช่เหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกันอันพอจะรับฟังได้ว่า การกระทำของนายสุพรรณ์เป็นสาเหตุที่โจทก์ถูกยกเลิกสัญญาทำให้โจทก์เสียหายแต่ประการใด จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 60/2552

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะมีอำนาจออกคำสั่งที่ 60/2553 โดยเฉพาะตัว แต่ก็ได้รับหนังสือรับรองอำนาจจากจำเลยที่ 2 ซึ่งชื่อของจำเลยที่ 2 ปรากฏในหนังสือของจำเลยที่ 2 ถึงโจทก์แนบคำสั่งที่ 60/2553 ของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรงก็ได้ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 421 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมานั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม โดยอ้างว่าคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายที่สั่งว่า นายสุพรรณ์ไม่ได้กระทำผิดกรณีร้ายแรงตามมาตรา 119 และให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่นายสุพรรณ์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ดังนี้ฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ทำละเมิดต่อโจทก์ และการออกคำสั่งที่ 60/2553 ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำไปโดยอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งก็ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์เพื่อส่งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้แก่โจทก์ ก็เป็นการปฏิบัติราชการในส่วนงานสารบรรณของทางราชการเท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกคำสั่งดังกล่าวแต่ประการใด เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็มิได้มีส่วนต้องร่วมรับผิด ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 ม. 124 วรรคสาม ม. 125 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น แอนด์ โลจิสติคส์ จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา