คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6958/2557
#560377
เปิดฉบับเต็ม

การไม่ยอมลงลายมือชื่อตาม ป.วิ.พ. มาตรา 50 (2) ไม่ได้มีข้อความว่าคู่ความฝ่ายใดที่จะต้องลงลายมือชื่อนั้น จะต้องอยู่รับรู้หรืออยู่ฟังการอ่านรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแล้วไม่ยอมลงลายมือชื่อ การที่จำเลยทั้งสามแถลงต่อศาลแล้วออกจากห้องพิจารณาไปโดยไม่อยู่รอฟังการอ่านรายงานกระบวนพิจารณาของศาลและลงลายมือชื่อ ก็ถือว่าจำเลยทั้งสามไม่ยอมลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 50 (2) เช่นกัน จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจอ้างได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาในวันดังกล่าวไม่ชอบ เพราะจำเลยทั้งสามไม่อยู่ลงลายมือชื่อ เมื่อจำเลยทั้งสามแถลงให้ศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้ตามฟ้องโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลก็ย่อมรับฟังข้อเท็จจริงตามคำแถลงของจำเลยทั้งสามประกอบพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์นำสืบในการพิจารณาและวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 522,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 514,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 552,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 514,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 505,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2553 อันเป็นวันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 2 กรกฎาคม 2553) ต้องไม่เกิน 8,000 บาท ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสาม 2 ประการ คือ ประการแรก รายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 20 กันยายน 2553 ที่จำเลยทั้งสามไม่เคยลงลายมือชื่อจะฟังตามที่ศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันซื้อสุกรไปจากโจทก์และเป็นหนี้โจทก์อยู่ 514,000 บาท ได้หรือไม่ กับประการที่สองโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การไม่ยอมลงลายมือชื่อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 50 (2) นั้น มาตราดังกล่าวไม่ได้มีข้อความว่าคู่ความฝ่ายใดที่จะต้องลงลายมือชื่อนั้น จะต้องอยู่รับรู้หรืออยู่ฟังการอ่านรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแล้วไม่ยอมลงลายมือชื่อ การที่จำเลยทั้งสามแถลงต่อศาลแล้วออกจากห้องพิจารณาไปโดยไม่อยู่รอฟังการอ่านรายงานกระบวนพิจารณาของศาลและลงลายมือชื่อ ก็ถือว่าจำเลยทั้งสามไม่ยอมลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 50 (2) เช่นกัน จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจอ้างได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาในวันดังกล่าวไม่ชอบ เพราะจำเลยทั้งสามไม่อยู่ลงลายมือชื่อ เมื่อจำเลยทั้งสามแถลงให้ศาลจดรายงานกระบวนการพิจารณาว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้ตามฟ้องโจทก์และยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลก็ย่อมรับฟังข้อเท็จจริงตามคำแถลงของจำเลยทั้งสามประกอบพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์นำสืบในการพิจารณาและวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้ และเมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสามซื้อสุกรจากโจทก์แต่ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามที่แถลง ก็ต้องฟังเป็นยุติว่าโจทก์ได้ส่งมอบสุกรให้แก่จำเลยทั้งสามอันเป็นการชำระหนี้บางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามทั้งสองประการฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 50 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหรือนางสาวเล็ก แซ่อั๊ง
จำเลย — นางสมจิตต์ สายคำฟู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายวรัญญู แสงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเศษ นิ่มกุล
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6955/2557
#571964
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามสิบออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ร่วม อันเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแม้ในคำฟ้องจะไม่ปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยทั้งสามสิบแต่ละคนครอบครองนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมอาจนำออกให้เช่าได้ในอัตราเดือนละเท่าใด แต่ปรากฏว่าโจทก์เช่าที่ดินทั้งหมดจากโจทก์ร่วมในราคา 450 บาท ต่อปี ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์และโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสามสิบในแต่ละคนจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง การที่จำเลยทั้งสามสิบอุทธรณ์ว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์และโจทก์ร่วมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสามสิบเข้าไปปลูกไม้ดอกไม้ประดับในที่ดินพิพาทตามโครงการเฉลิมพระเกียรติของอำเภอตั้งแต่ปี 2540 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามสิบดังกล่าวมาก็เป็นการไม่ชอบ และถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยทั้งสามสิบจึงฎีกาในปัญหานี้ต่อมาไม่ได้ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามสิบและบริวารออกไปจากที่ดินราชพัสดุเพื่อการเกษตร ทะเบียนราชพัสดุ นม. 1689 ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา และส่งมอบที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่กรมธนารักษ์และโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยทั้งสามสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้กรมธนารักษ์เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามสิบและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ร่วมและโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยทั้งสามสิบให้การแก้คำร้องของโจทก์ร่วมว่า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามสิบและบริวารออกไปจากที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุ นม. 1689 ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา และส่งมอบที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์และโจทก์ร่วมในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยทั้งสามสิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์และโจทก์ร่วมคนละ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสามสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามสิบฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทอันเป็นที่ราชพัสดุเพื่อการเกษตรที่ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 18 ตารางวา จากโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสามสิบร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่คนละ 90 ตารางวา โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วม เป็นการรอนสิทธิของโจทก์และละเมิดต่อโจทก์ร่วม ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามสิบออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ร่วม อันเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแม้ในคำฟ้องจะไม่ปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยทั้งสามสิบแต่ละคนครอบครองนั้นโจทก์และโจทก์ร่วมอาจนำออกให้เช่าได้ในอัตราเดือนละเท่าใด แต่เมื่อตามสัญญาเช่าที่ดินระหวางโจทก์และโจทก์ร่วมในปี 2549 ปรากฏว่า โจทก์เช่าที่ดินทั้งหมดจากโจทก์ร่วมในราคา 450 บาท ต่อปี ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์และโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสามสิบในแต่ละคนจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง การที่จำเลยทั้งสามสิบอุทธรณ์ว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์และโจทก์ร่วมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสามสิบเข้าไปปลูกไม้ดอกไม้ประดับในที่ดินพิพาทตามโครงการเฉลิมพระเกียรติของอำเภอตั้งแต่ปี 2540 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามสิบดังกล่าวมาก็เป็นการไม่ชอบ และถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยทั้งสามสิบจึงฎีกาในปัญหานี้ต่อมาไม่ได้ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามสิบเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2135/2551 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2135/2551 ของศาลชั้นต้น กับคดีนี้เป็นคดีที่มีคู่ความรายเดียวกัน ที่ดินพิพาทแปลงเดียวกัน และมีมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องมาจากเรื่องเดียวกัน แต่คดีแพ่งดังกล่าวซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้โดยลำพังเนื่องจากรูปคดีเป็นเรื่องความรับผิดของผู้ให้เช่าในกรณีมีการรอนสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549 ประกอบมาตรา 477 ซึ่งข้อวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวถือเป็นเพียงการชี้ขาดในเบื้องต้นว่า อำนาจฟ้องของโจทก์มีเหตุบกพร่องเพราะโจทก์ผู้เช่ามิได้เรียกกรมธนารักษ์ผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 549 ประกอบมาตรา 477 ที่กล่าวแล้ว โดยคดีดังกล่าว ศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นสำคัญว่า จำเลยทั้งสามสิบมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทได้หรือไม่ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสิบเป็นคดีนี้พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรมธนารักษ์ผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในวันที่ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลบังคับขับไล่จำเลยทั้งสามสิบออกจากที่ดินพิพาทของผู้ให้เช่า จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลชี้ขาดในประเด็นที่ศาลยังมิได้วินิจฉัยไว้ในคดีเดิม ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2135/2551 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ดังที่จำเลยทั้งสามสิบฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามสิบฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลำใย ติงสันเทียะ
โจทก์ร่วม — กรมธนารักษ์
จำเลย — นายประกอบ เจ๊กเหล็ก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวัฒนา เทพวุฒิสถาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6947/2557
#562575
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าที่เป็นวัตถุอันตรายและสินค้าทั่วไป แม้ผู้คัดค้านทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมันเคมีซึ่งเป็นวัตถุอันตราย แต่ก็ไม่มีข้อตกลงว่าผู้ร้องจะมอบหมายงานให้ผู้คัดค้านขับรถบรรทุกสินค้าทั่วไปไม่ได้ ทั้งผู้คัดค้านมีใบอนุญาตขับรถที่สามารถขับรถบรรทุกได้ทุกประเภท เมื่องานด้านบรรทุกสารเคมีลดลง การที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ผู้คัดค้านขับรถบรรทุกหัวลากนำสินค้าจากบริษัทไปส่งที่ท่าเรือแหลมฉบัง จากนั้นให้ไปรับสารเคมีที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเพื่อเตรียมนำส่งให้แก่ลูกค้า จึงไม่ใช่การเพิ่มหน้าที่และเพิ่มงาน แต่เป็นการใช้อำนาจบริหารงานภายในบริษัทให้เหมาะสมเท่านั้น มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ทั้งมิใช่เป็นการกลั่นแกล้งผู้คัดค้านเนื่องจากผู้คัดค้านไม่ได้รับมอบหมายจากสหภาพแรงงานให้เข้าร่วมฟังผลการสอบสวนพนักงานที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน และไม่ปรากฏว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่ผู้คัดค้านจะต้องอยู่รอฟังผลการสอบสวน ผู้คัดค้านจึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาดังกล่าว การที่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการฝ่าฝืนวินัย ต้องถูกพิจารณาโทษตามลักษณะแห่งความผิดตามข้อบังคับการทำงานของผู้ร้อง ที่ศาลแรงงานภาค ๒ อนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านโดยตักเตือนเป็นหนังสือจึงเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านโดยตักเตือนเป็นหนังสือและพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างมีกำหนด 7 วัน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยตักเตือนเป็นหนังสือ คำขออื่นให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การกระทำของผู้คัดค้านมีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านตามคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 หรือไม่ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ร้องมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านไปขับรถบรรทุกสินค้าทั่วไปโดยผู้คัดค้านไม่ยินยอมเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณเนื่องจากเป็นการเพิ่มหน้าที่และเพิ่มงาน และผู้คัดค้านเป็นตัวแทนสหภาพแรงงานและกรรมการลูกจ้างจึงมีหน้าที่ต้องดูแลลูกจ้างในแผนกที่มีปัญหาโดยไม่ต้องได้รับมอบหมายจากสหภาพแรงงานนั้น เห็นว่า ผู้ร้องประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าหลายประเภททั้งสินค้าที่เป็นวัตถุอันตรายและสินค้าทั่วไป แม้ ผู้คัดค้านทำงานให้ผู้ร้องในตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมันเคมีซึ่งเป็นวัตถุอันตราย แต่ก็ไม่มีข้อตกลงว่าผู้ร้องจะมอบหมายงานให้ผู้คัดค้านขับรถบรรทุกสินค้าทั่วไปไม่ได้ ทั้งผู้คัดค้านมีใบอนุญาตขับรถประเภท 4 ซึ่งสามารถขับรถบรรทุกได้ทุกประเภท เมื่อปรากฏว่าในช่วงเกิดเหตุงานด้านบรรทุกสารเคมีมีจำนวนลดลง การที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ผู้คัดค้านขับรถบรรทุกหัวลากนำสินค้าจากบริษัทไปส่งที่ท่าเรือแหลมฉบัง จากนั้นให้ขับรถบรรทุกไปรับสารเคมีที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเพื่อเตรียมนำส่งให้แก่ลูกค้า จึงไม่ใช่การเพิ่มหน้าที่และเพิ่มงาน แต่เป็นการใช้อำนาจในการบริหารงานภายในบริษัทให้เหมาะสมเท่านั้น มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแต่อย่างใด ทั้งมิใช่เป็นการกลั่นแกล้งผู้คัดค้านเนื่องจากผู้คัดค้านไม่ได้รับมอบหมายจากสหภาพแรงงานให้เข้าร่วมฟังผลการสอบสวนพนักงานที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน และไม่ปรากฏว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่ผู้คัดค้านจะต้องอยู่รอฟังผลการสอบสวนพนักงานดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาดังกล่าว การที่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการฝ่าฝืนวินัยต้องถูกพิจารณาโทษตามลักษณะแห่งความผิดตามข้อบังคับการทำงานของผู้ร้อง ที่ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านโดยตักเตือนเป็นหนังสือจึงเหมาะสมตามลักษณะแห่งความผิดของผู้คัดค้านแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท เอ็น วาย เค โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายสายพิณ มณีวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายดำรงค์ ทรัพยผล
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6927/2557
#571996
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ต้องพิจารณาว่าคดีโจทก์มีมูลพอที่จะประทับฟ้องหรือไม่ แต่เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่มีมูลเป็นความผิดก็ชอบที่จะวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลยดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 167 ซึ่งศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานหลักฐานโจทก์แล้ววินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งหกตามที่โจทก์บรรยายฟ้องอันเป็นประเด็นแห่งคดี โดยเห็นว่าจำเลยทั้งหกไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง คดีโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้องให้จำเลยทั้งหกรับผิด จึงพิพากษายกฟ้องและยกคำขอส่วนแพ่ง จึงเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 มิใช่คำสั่งไม่รับคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่จะต้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 4 ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันลงพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ไทยรัฐ เดลินิวส์ ไทยโพสต์ แนวหน้า บ้านเมือง ผู้จัดการรายวัน คมชัดลึก สยามรัฐ กรุงเทพธุรกิจ ข่าวสด มติชนรายวัน และมติชนรายสัปดาห์ รวมถึงสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง และลงบนเว็บไซต์ที่จำเลยทั้งหกได้ร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ไว้ โดยให้จำเลยทั้งหกเป็นผู้ร่วมกันออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง และยกคำขอส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 นายสมัคร นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแก่โจทก์ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 34/2551 คณะกรรมการประกอบด้วย นายชัยเกษม อัยการสูงสุด เป็นประธานกรรมการ นายนที รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการและเลขานุการ และในวันเดียวกันนั้นเอง สำนักนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้โจทก์มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และให้พลตำรวจเอกพัชรวาท รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้รักษาราชการแทน ต่อมาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2551 สำนักนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากราชการไว้ก่อน ในระหว่างที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโจทก์ดำเนินการสอบสวน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ฉบับวันที่ 25 และวันที่ 28 เมษายน 2551 ลงข่าวมีเนื้อความสำคัญ 2 ประการ ประการแรกว่า ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรและเข้ารักษาพระวรกายที่โรงพยาบาลศิริราช โจทก์ได้ไปตรวจเยี่ยมกองอำนวยการร่วมเพียงครั้งเดียว ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับ โจทก์ไม่ได้ไปส่งเสด็จ จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์มาหานายเวรของโจทก์เพื่อแจ้งเรื่องให้ทราบ แต่ได้รับคำตอบว่าโจทก์ไม่มา ให้จำเลยที่ 1 ถวายความปลอดภัยแทน ประการที่สองว่า ในวันที่ 2 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณของสี่เหล่าทัพ แต่โจทก์ไม่มาถวายการอารักขาและรักษาความปลอดภัย แต่กลับไปเปิดสถานบริการนวดเพื่อสุขภาพของเพื่อนที่ถนนพระราม 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ที่โจทก์ฎีกาข้อต่อมาว่า ศาลล่างทั้งสองไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้คดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ต้องพิจารณาว่าคดีโจทก์มีมูลพอที่จะประทับฟ้องไว้หรือไม่ แต่เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่มีมูลเป็นความผิด ก็ชอบที่จะวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลยดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 ซึ่งศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานหลักฐานโจทก์แล้ววินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งหกตามที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องอันเป็นประเด็นแห่งคดี โดยเห็นว่าจำเลยทั้งหกไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง คดีโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้องให้จำเลยทั้งหกรับผิด จึงพิพากษายกฟ้องและยกคำขอส่วนแพ่ง จึงเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 มิใช่คำสั่งไม่รับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ที่จะต้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่งไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 131 (2) ม. 151 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
จำเลย — พลตำรวจโทอัศวิน ขวัญเมือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายอาทิตย์ นุ่มทิพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6925/2557
#575669
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ฉบับเดียวกันไปยังโจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับโดยชอบ 2 ครั้ง ครั้งแรกส่งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของโจทก์ มีผู้รับไว้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 ครั้งที่สองส่งไปยังสถานประกอบการของนายจ้างตามที่โจทก์แจ้งไว้ในคำอุทธรณ์ว่าเป็นสถานที่ติดต่อได้สะดวก มีผู้รับไว้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 การนับเวลานำคดีไปสู่ศาลต้องตีความเป็นคุณแก่โจทก์ผู้ต้องเสียในมูลหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 จึงให้เริ่มนับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ครั้งที่สอง

โจทก์ฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจำเลยพอแปลได้ว่า เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั่นเอง

โจทก์ฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจำเลยเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 ซึ่งอยู่ในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ (ครั้งที่สอง) ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่มีสภาพนิติบุคคลพิพากษายกฟ้องโดยไม่ให้ระยะเวลาโจทก์มาฟ้องคดีใหม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 อันเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เห็นสมควรขยายระยะเวลาการฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เพื่อให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์จำนวน 80,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง จึงเข้ารักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิของโจทก์ แพทย์ที่รักษาลงความเห็นว่า อาการของโจทก์เป็นลำไส้อักเสบจึงรักษาโดยฉีดยาให้ 1 เข็ม และให้ยาไปรับประทานที่บ้าน หลังจากนั้นอาการปวดท้องไม่ทุเลาแต่กลับมีอาการปวดมากขึ้นและมีอาการอาเจียน โจทก์หมดสติ เพื่อนนำโจทก์ส่งโรงพยาบาลซึ่งเป็นโรงพยาบาลใกล้ที่สุดห่างจากบ้านพักประมาณ 1 กิโลเมตร โจทก์มารู้สึกตัวที่โรงพยาบาล แพทย์ตรวจอาการและเอกซเรย์พบว่า อาการของโจทก์ไม่ได้เป็นลำไส้อักเสบ แต่เป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันใกล้จะแตก แพทย์ให้การรักษาโดยผ่าตัด โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งสิ้นเป็นเงิน 80,000 บาท โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคมจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธิ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1175/2551 เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีแจ้งผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังบ้านเลขที่ 15/2 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของโจทก์ แต่ระหว่างที่รอผลการส่งคำวินิจฉัยดังกล่าว เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ส่งหนังสือแจ้งผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซ้ำอีกทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังบ้านเลขที่ 13/6 หมู่ที่ 2 ถนนหาดเฉวง ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นสถานที่ประกอบการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสมุยไซเบอร์ซึ่งเป็นนายจ้างโจทก์ ผลการส่งคำวินิจฉัยฉบับที่ส่งไปบ้านเลขที่ 15/2 ตอบกลับมาโดยมีนายสนธยา ลงลายมือชื่อรับแทนเกี่ยวพันกับผู้รับเป็นพนักงานโดยรับไว้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 ส่วนผลการส่งคำวินิจฉัยฉบับที่ส่งไปบ้านเลขที่ 13/6 มีพนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดสมุยไซเบอร์ ลงลายมือชื่อในบัญชีการจ่ายรับเอกสารแทนโจทก์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552 ช่วงที่มีอาการป่วยนั้นโจทก์พักอาศัยตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เมื่อออกจากโรงพยาบาลโจทก์ย้ายไปพักอาศัยที่บ้านเลขที่ 124/2 หมู่ที่ 3 ตำบลมะเร็ต อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นบ้านพักของพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดสมุยไซเบอร์ แล้วโจทก์ไม่ได้กลับไปพักอาศัยตามที่อยู่ทะเบียนบ้านอีกแต่ก็ไม่ได้ย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน ทั้งไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนที่อยู่ นอกจากนี้โจทก์ระบุสถานที่ติดต่อได้โดยสะดวกคือ บ้านเลขที่ 13/6 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามคำอุทธรณ์ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีภูมิลำเนาหลายแห่ง ถือว่าโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีแรกวันที่ 7 เมษายน 2552 ซึ่งศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง และครั้งที่สองโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้วันที่ 4 มีนาคม 2553 เกินกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์รู้สิทธิแห่งการฟ้องคดีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ครั้งที่สอง ซึ่งโจทก์ฟ้องคดีแรกภายในกำหนด 30 วัน แต่ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีสภาพนิติบุคคลแล้วพิพากษายกฟ้อง เป็นผลให้อายุความฟ้องร้องผู้ต้องรับผิดขยายออกไปอีก 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ฉบับเดียวกันที่มีข้อความว่า "หากท่านไม่พอใจคำวินิจฉัยดังกล่าว ท่านมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยนี้" ไปยังโจทก์ทราบทางไปรษณีย์ตอบรับลงทะเบียน 2 ครั้ง ปรากฏว่าเป็นการส่งโดยชอบทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกส่งไปยังทะเบียนบ้านของโจทก์ซึ่งมีผู้รับไว้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 และครั้งที่สองส่งไปยังสถานประกอบการของนายจ้างตามที่โจทก์แจ้งไว้ในคำอุทธรณ์ว่า เป็นสถานที่ติดต่อได้โดยสะดวกซึ่งมีผู้รับไว้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 กรณีมีข้อสงสัยว่าจะใช้ผลการแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ครั้งใด อาศัยอำนาจแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความเป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้ การตีความเกี่ยวกับการเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องจึงต้องตีความเป็นคุณแก่โจทก์ผู้ต้องเสียในมูลหนี้ ดังนั้นจึงให้เริ่มนับแต่วันที่ถือว่าโจทก์ได้รับแจ้งผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ครั้งที่สอง ทั้งการฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวแม้จะฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจำเลย แต่ก็พอแปลได้ว่าเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามที่อุทธรณ์คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งโจทก์มีสิทธินำคดีมาสู่ศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย การที่โจทก์มาฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์โดยฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นจำเลยในคดีแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 ถือว่าอยู่ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นจำเลยในคดีแรกได้ แต่ศาลแรงงานภาค 8 กลับวินิจฉัยว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่มีสภาพนิติบุคคลจึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์ฟ้องคดีใหม่ ต่อมาโจทก์ต้องมาฟ้องสำนักงานประกันสังคมเป็นจำเลยคดีนี้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 แม้ว่าการฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ไม่ใช่กรณีการฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐกระทำละเมิด ทำให้โจทก์ไม่อาจอ้างเป็นเหตุให้มีการขยายระยะเวลาการฟ้องคดีออกไปได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 7 วรรคสอง ดังที่โจทก์อุทธรณ์มา อย่างไรก็ตามระยะเวลาการฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นเรื่องกำหนดระยะเวลาฟ้องคดี เมื่อพิจารณาประกอบกับเหตุที่โจทก์ต้องมาฟ้องเป็นคดีนี้ที่สืบเนื่องจากคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 8 ในคดีแรกที่วินิจฉัยว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ให้ระยะเวลาโจทก์มาฟ้องคดีใหม่ อันเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เห็นสมควรให้ขยายระยะเวลาการฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เพื่อให้โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อศาลแรงงานภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบหรือไม่และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนหรือไม่ เพียงใด จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8 ให้ศาลแรงงานภาค 8 พิจารณาในประเด็นข้อพิพาทข้างต้น แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 87 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหัสยะ ชัยขันธ์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายมนัส รัตนไตรศรี
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2557
#591592
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย พนักงานต้องไม่กระทำความผิดทางอาญา และจำเลยเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีที่พนักงานกระทำความผิดอย่างร้ายแรง และประกาศของจำเลยที่ว่า เมื่อจำเลยหรือหน่วยงานราชการตรวจพบสารเสพติดในร่างกายของพนักงานจะได้รับการพิจารณาโทษทางวินัยคือ เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย การที่โจทก์มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษแม้จะเป็นเพียงผู้เสพและได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมายก็ตาม แต่ก็เป็นผลเสียหายกับองค์กรอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิมและใช้ค่าเสียหายเดือนละ 15,892 บาท ถ้าไม่อาจรับกลับเข้าทำงานได้ ให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 23,837.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 158,919.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 572,112 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และขอให้ออกใบสำคัญแสดงการทำงานแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานบทที่ 9 เรื่องวินิจฉัยและการลงโทษข้อ 9.9 ห้ามมิให้พนักงานของจำเลยกระทำความผิดทางอาญาและจำเลยมีประกาศที่ ADM 065/2552 ข้อ 1 ว่า เมื่อบริษัทหรือหน่วยงานราชการตรวจพบสารเสพติดในร่างกายของพนักงานจะได้รับการพิจารณาโทษทางวินัย โจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและหนังสือของสถานีตำรวจภูธรอำเภอปลวกแดง ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2552 โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำผิดทางอาญาอันเป็นการทำผิดข้อบังคับในการทำงาน ต่อมาโจทก์ได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองมีคำสั่งปล่อยตัวโจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2553

ที่โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่าโจทก์ได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งปล่อยตัวโจทก์ จึงไม่ถือว่าโจทก์เป็นอาชญากร แต่เป็นผู้เสียหายที่จะต้องได้รับการเยียวยา กรณีของโจทก์จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 9.9 พนักงานต้องไม่กระทำความผิดทางอาญา และข้อ 11.2.3 จำเลยเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีที่พนักงานกระทำความผิดอย่างร้ายแรง และตามประกาศที่ ADM 065/2552 เมื่อจำเลยหรือหน่วยงานราชการตรวจพบสารเสพติดในร่างกายของพนักงานจะได้รับการพิจารณาโทษทางวินัยคือ เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ดังนั้น การที่โจทก์มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษแม้จะเป็นเพียงผู้เสพและได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมายก็ตาม แต่ก็เป็นผลเสียหายกับองค์กรอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเพชรสุวรรณ เบ้าสิงห์สวย
บริษัทคาวาซากิ มอเตอร์
จำเลย — เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธีระนันท์ อ่วมเจิม
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6923/2557
#563707
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานโดยมีสถานที่ทำงาน 2 แห่ง คือกรุงเทพมหานครและนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) จังหวัดระยอง จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน 2 แห่ง และศาลแรงงานภาค 2 ก็ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยและโจทก์จนเสร็จ ทนายจำเลยเพิ่งแถลงคัดค้านเรื่องเขตอำนาจศาล ดังนั้น จังหวัดระยองที่โจทก์ทำงานอยู่ด้วยจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิดเช่นกัน ศาลแรงงานภาค 2 มีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน 1,308,790 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 222,494 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 8,800,000 บาท รวมเป็นเงิน 9,022,494 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานภาค 2 ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยจนแล้วเสร็จ เมื่อสืบตัวโจทก์แล้วเสร็จ ทนายจำเลยแถลงว่าจากคำเบิกความของโจทก์ โจทก์น่าจะทำงานที่กรุงเทพมหานคร เนื่องจากบริษัทจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ทนายจำเลยจึงโต้แย้งว่า คดีนี้น่าจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค 2 จึงส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัย

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง เห็นว่า กรณีดังกล่าวมิใช่กรณีมีปัญหาว่าคดีจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 แต่เป็นการโต้แย้งในเรื่องเขตอำนาจศาล จึงให้ส่งสำนวนคืนเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งว่าจากคำเบิกความของโจทก์ โจทก์มีภูมิลำเนาการทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร การมาทำงานที่จังหวัดระยองเป็นการทำงานชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่ภูมิลำเนาการทำงาน คดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง เห็นสมควรจำหน่ายคดี เพื่อให้คู่ความนำคดีไปฟ้องที่ศาลแรงงานกลางต่อไป

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เรื่องเขตอำนาจศาลนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คำฟ้องคดีแรงงานให้เสนอต่อศาลแรงงานที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลแรงงานนั้น และวรรคสองบัญญัติให้ถือว่าสถานที่ที่ลูกจ้างทำงานเป็นที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น เมื่อโจทก์ฟ้องบรรยายว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้เข้าทำงานโดยมีสถานที่ทำงาน 2 แห่ง คือที่กรุงเทพมหานครและนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) จังหวัดระยอง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์ปลุกปั่นลูกจ้างให้ต่อต้านจำเลย ซึ่งจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งคัดค้านเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน 2 แห่ง ตามคำฟ้องโจทก์ นอกจากนี้ศาลแรงงานภาค 2 ก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยจนแล้วเสร็จและได้สืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นตัวโจทก์ แล้วทนายจำเลยจึงเพิ่งแถลงคัดค้านเรื่องเขตอำนาจศาล ดังนั้นจังหวัดระยองที่โจทก์ทำงานอยู่ด้วยจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิดเช่นกัน ศาลแรงงานภาค 2 จึงมีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้ ที่ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 ให้ศาลแรงงานภาค 2 ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย สุวรรณโรจน์
จำเลย — บริษัทเอฟเอ็มพี ดิสทริบิวชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธีระนันท์ อ่วมเจิม
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6912/2557
#588595
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกและทำรั้วลวดหนามกับก่อสร้างอาคารห้องน้ำปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งจำเลยอ้างว่าอยู่ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 19603 ของจำเลย โดยไม่ชอบ ขอให้บังคับห้ามจำเลยปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีต รั้วลวดหนามและอาคารห้องน้ำที่ปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ออกไป กับห้ามจำเลยเข้าไปยุ่งเกี่ยวทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด แม้จำเลยให้การว่า ไม่มีทางสาธารณประโยชน์อยู่ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 19603 ของจำเลย ย่อมเท่ากับจำเลยต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทตามที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีจึงมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ อันจะทำให้กลายเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องนั้น ค่าเสียหายดังกล่าวถือเป็นค่าเสียหายในอนาคต ไม่อาจนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทได้ คดีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงสุราษฎร์ธานีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับห้ามจำเลยปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วลวดหนามที่รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ รวมทั้งอาคารห้องน้ำออกจากทางสาธารณประโยชน์ กับห้ามจำเลยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทางสาธารณประโยชน์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากทางสาธารณประโยชน์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงให้โอนคดีนี้ไปให้ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย แต่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีเห็นว่าเป็นคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนมาแล้วแจ้งคำสั่งของศาลแขวงสุราษฎร์ธานีให้คู่ความทราบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุราษฎร์ธานีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โดยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกและทำรั้วลวดหนามกับก่อสร้างอาคารห้องน้ำปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์กว้าง 5 เมตร ยาว 200 เมตร ซึ่งจำเลยอ้างว่าอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 19603 ของจำเลย โดยไม่ชอบ ขอให้บังคับห้ามจำเลยปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีต รั้วลวดหนามและอาคารห้องน้ำที่ปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ออกไป กับห้ามจำเลยเข้าไปยุ่งเกี่ยวทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด แม้จำเลยให้การว่า ไม่มีทางสาธารณประโยชน์อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 19603 ของจำเลย ย่อมเท่ากับจำเลยต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทตามที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีจึงมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ อันจะทำให้กลายเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องนั้น ค่าเสียหายดังกล่าวถือเป็นค่าเสียหายในอนาคต ไม่อาจนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทได้ คดีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงสุราษฎร์ธานีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย จึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีไม่รับโอนคดีไว้พิจารณาพิพากษาและคืนสำนวนไปยังศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ไม่ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โอนคดีไปพิจารณาพิพากษาที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีและคำสั่งจำหน่ายคดี ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคท้าย ม. 17 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุชยา ขำเกิด
จำเลย — นายสมชาย ฤกษ์โภคี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายยุทธศักดิ์ กรกิจโสภณ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6902/2557
#562744
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 213 เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะใช้อำนาจพิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาศาลล่างไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลยตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์หรือฎีกามิให้ต้องถูกรับโทษหรือได้ลดโทษเช่นเดียวกับจำเลยผู้อุทธรณ์หรือฎีกา แต่กรณีที่ผู้ร่วมกระทำความผิดถูกแยกฟ้องเป็นหลายคดีเช่นนี้ การที่พยานหลักฐานของโจทก์เพียงพอจะรับฟังลงโทษจำเลยคนใดที่ร่วมกระทำความผิดได้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยแต่ละคนเป็นการเฉพาะตัวเป็นราย ๆ ไปเฉพาะคดีนั้น ๆ ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์อาจพาดพิงถึงจำเลยแต่ละคดีมากน้อยต่างกันตามข้อเท็จจริงจากทางนำสืบเป็นรายคดี ไม่เป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า คืนเกิดเหตุมีแสงสว่างจากดวงจันทร์ของคืนเดือนหงายจึงมีแสงสว่างพอที่จะให้เห็นเหตุการณ์ได้ ทั้งเหตุการณ์ภายในขนำก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ได้ยินเสียงนายบินเรียกชื่อจำเลยซึ่งผู้เสียหายรู้จักมาก่อนเนื่องจากเป็นเพื่อนของคนรักของผู้เสียหาย เมื่อคนร้ายพาผู้เสียหายออกมานอกขนำคนร้ายก็เปิดผ้าที่ปิดหน้าออก ผู้เสียหายจึงเห็นหน้าจำเลย และยังเห็นจำเลยในขณะที่ตามหานางสาวจันทิมา และขณะจำเลยพูดข่มขู่ผู้เสียหายกับนางสาวจันทิมาและร่วมกับคนร้ายอื่นพาผู้เสียหายกับนางสาวจันทิมาไปส่งที่บ้านเพื่อนผู้เสียหายด้วย ผู้เสียหายและนางสาวจันทิมามีโอกาสเห็นหน้าจำเลยนานพอสมควร เชื่อว่าผู้เสียหายและนางสาวจันทิมาเห็นและจดจำจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จากรายงานผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายของแพทย์หญิงวนิดาไม่พบร่องรอยฟกช้ำที่บริเวณแคมนอกและแคมในของอวัยวะเพศผู้เสียหาย หากผู้เสียหายถูกคนร้ายหลายคนข่มขืนกระทำชำเราก็น่าจะปรากฏร่องรอยฟกช้ำให้เห็นบ้าง เห็นว่า ได้ความจากแพทย์หญิงวนิดาว่า การไม่ปรากฏรอยฟกช้ำที่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย อาจเป็นเพราะผู้เสียหายเคยร่วมประเวณีมาแล้วก่อนเกิดเหตุ ซึ่งก็ได้ความจากบันทึกผู้เสียหายถูกกระทำชำเราว่า ผู้เสียหายแต่งงานมาแล้ว 3 เดือน ดังนั้นการไม่พบร่องรอยฟกช้ำดังกล่าวก็หาทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีข้อพิรุธสงสัยแต่อย่างใด ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายกับนายคมกฤษณ์หรือบิน แต่ในคดีที่โจทก์ฟ้องนายคมกฤษณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน พยานหลักฐานของโจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นชุดเดียวกันกับพยานหลักฐานของโจทก์คดีนี้ จำเลยจึงย่อมต้องได้รับผลในคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวด้วย เนื่องจากเป็นเหตุลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวลำพัง หรือประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 เป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยหลายคนร่วมกันกระทำความผิด จำเลยคนหนึ่งคนใดอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วแต่กรณี และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะพิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาศาลล่างไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลยผู้นั้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์หรือฎีกามิให้ต้องถูกรับโทษหรือได้ลดโทษเช่นเดียวกับจำเลยผู้อุทธรณ์หรือฎีกาได้หากเป็นเหตุในลักษณะคดี แต่กรณีผู้ร่วมกระทำความผิดถูกแยกฟ้องเป็นหลายคดีเช่นนี้ การที่พยานหลักฐานของโจทก์เพียงพอจะรับฟังลงโทษจำเลยคนใดที่ร่วมกระทำความผิดได้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยแต่ละคนเป็นการเฉพาะตัวเป็นราย ๆ ไปเฉพาะคดีนั้น ๆ ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์อาจพาดพิงถึงจำเลยแต่ละคดีมากน้อยต่างกันตามข้อเท็จจริงจากทางนำสืบเป็นรายคดี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายพงษ์เทพ คล้ายโสม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายพัฒนพงษ์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัส วงศ์ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6899/2557
#562694
เปิดฉบับเต็ม

เมื่ออาวุธปืนที่จำเลยมีและพยายามจำหน่ายสำหรับการค้าเป็นอาวุธปืนพกออโตเมติก (STAR) ขนาด .38 (9 มม.) ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานอนุญาต และจำเลยยังมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น ซองกระสุนปืน และเครื่องกระสุนปืนของกลางอื่นอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งด้วย จึงต้องลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 24, 72, 72 ทวิ, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 371 ริบอาวุธปืนพกออโตเมติก (STAR) ขนาด .38 (9 มม.) พร้อมซองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 24, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 3 เดือน ฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 13 เดือน ริบอาวุธปืนพกออโตเมติก (STAR) ขนาด .38 (9 มม.) และซองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในข้อหาฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาพยายามจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 24, 73 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 เมื่อรวมโทษข้อหาอื่นแล้วให้จำคุกมีกำหนด1 ปี 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติก (STAR) ขนาด .38 (9 มม.) ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานอนุญาตและซองกระสุนปืน 1 อัน อาวุธปืนพกออโตเมติก (COLT) ขนาด .45 (11 มม.) หมายเลขทะเบียน 3304874 หมายเลขประจำปืน SS 43594 และซองกระสุนปืน 1 อัน อาวุธปืนพกออโตเมติก (COLT) ขนาด .45 (11 มม.) หมายเลขทะเบียน 3715011 หมายเลขประจำปืน SN 11112 E อาวุธปืนยาวลูกกรด ขนาด .22 MAGNUM หมายเลขทะเบียน นฐ 01/41500030 หมายเลขประจำปืน 677319 ซองกระสุนปืน 1 อัน ซึ่งอาวุธปืนทั้งสามกระบอกเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) 6 นัด กระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 12 นัด และกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 MAGNUM 2 นัด โดยอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยพยายามจำหน่ายอาวุธปืนพกออโตเมติก (STAR) ขนาด .38 (9 มม.) ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานอนุญาต 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน สำหรับการค้าให้แก่สายลับของเจ้าพนักงานในราคา 36,000 บาท โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ดังนี้ เมื่ออาวุธปืนที่จำเลยมีและพยายามจำหน่ายสำหรับการค้าเป็นอาวุธปืนพกออโตเมติก (STAR) ขนาด .38 (9 มม.) ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานอนุญาต และจำเลยยังมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น ซองกระสุนปืน และเครื่องกระสุนปืนของกลางอื่นอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกกระทงหนึ่งด้วย จึงต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยมีเจตนาพาอาวุธปืนของกลางหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาพาอาวุธปืนพกออโตเมติก (STAR) ขนาด .38 (9 มม.) พร้อมกระสุนปืน อาวุธปืนพกออโตเมติก (COLT) ขนาด .45 (11 มม.) พร้อมซองกระสุนปืนบรรจุกระสุนปืน 6 นัด ติดตัวไปตามถนนภายในหมู่บ้าน จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นในชั้นฎีกาว่าจำเลยไม่มีเจตนาพาอาวุธปืนดังกล่าว จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีอาวุธปืนที่ไม่มีทะเบียนและมีทะเบียนพร้อมกระสุนปืนไว้ในครอบครองหลายกระบอกและหลายนัด แล้วยังพาอาวุธปืนของกลาง 2 กระบอกไปตามถนนในหมู่บ้าน จากนั้นจำเลยพยายามจำหน่ายอาวุธปืนของกลาง 1 กระบอก ให้แก่สายลับอีก การกระทำของจำเลยเป็นการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายและเป็นอันตรายต่อผู้อื่นอย่างยิ่ง ทั้งหากจำเลยจำหน่ายอาวุธปืนได้สำเร็จเมื่อมีการใช้อาวุธปืนดังกล่าวก่อเหตุใด ๆ ขึ้น ย่อมยากแก่การตรวจสอบหาตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงได้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ยังไม่เป็นเหตุอันควรให้ความปรานีแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7,72 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายเชาว์ รุ่งเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสุชาติ ตั้งอภิญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6894/2557
#570042
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กำหนดให้ผู้เสียหายเพียงยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่จำต้องฟ้องร้องทางแพ่งเป็นคดีใหม่กันอีก แต่คำร้องดังกล่าวคงมีประเด็นเฉพาะการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทน ส่วนข้อหาต้องอาศัยตามคำฟ้องพนักงานอัยการ อีกทั้งผู้เสียหายไม่ได้ร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการโจทก์อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลล่าง และศาลสูงวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดอาญา ศาลสูงก็ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งไปได้ ในทำนองเดียวกับมาตรา 43 โดยไม่จำต้องให้ผู้เสียหายอุทธรณ์หรือฎีกา เนื่องจากเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 278, 362, 364 และ 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว อ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนาง ส. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และนาย อ. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายแก่กายและจิตใจ และค่าเสียเวลาต้องหยุดเรียนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

ศาลชั้นต้นให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า ผู้ร้องที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า ผู้ร้องที่ 2 จำเลยไม่ให้การคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 364, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นางสาว อ. ผู้ร้องที่ 1 เป็นบุตรของนาย ส. และนาง ส. เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2536 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปีเศษ นาย อ. ผู้ร้องที่ 2 เป็นบุตรของนาย อ. และนาง ก. เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2536 ขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปีเศษ ขณะเกิดเหตุผู้ร้องทั้งสองพักอาศัยอยู่ที่ห้องเช่าเป็นห้องแถวเลขที่ 215/14 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยกับพวกมาที่ห้องที่เกิดเหตุ จำเลยได้ใช้มือตบที่ใบหน้าของผู้ร้องที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง จำเลยเข้าพบพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่า ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย และกระทำอนาจารบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้ร้องทั้งสองเป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะเกิดเหตุผู้ร้องทั้งสองเข้านอนในห้องนอนภายในห้องเช่าที่เกิดเหตุ โดยใส่กลอนประตูห้องด้านหน้าแล้ว แต่ไม่ได้ใส่กลอนประตูห้องนอน ได้ยินเสียงมีคนมาดึงประตูห้องด้านหน้า ผู้ร้องที่ 2 จึงออกจากห้องนอนเพื่อที่จะเปิดสวิตช์ไฟฟ้าที่ห้องโถง เห็นจำเลยและนาย บ.เข้ามาภายในห้องแล้ว ผู้ร้องที่ 1 จึงตะโกน จำเลยวิ่งเข้าไปในห้องนอนผลักผู้ร้องที่ 1 ลงนอนที่พื้นเอามือปิดปากและดึงเสื้อผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 ใช้เท้าถีบเพื่อให้หลุดจากจำเลย ผู้ร้องที่ 1 วิ่งออกจากห้อง จำเลยจับแขนของผู้ร้องทั้งสองไขว้ไว้ข้างหลัง ผู้ร้องที่ 1 ดิ้นหลุดวิ่งออกไปหน้าห้องเช่า ผู้ร้องที่ 2 วิ่งไปเปิดสวิตช์ไฟฟ้าที่อยู่ข้างประตูหน้าบ้าน แล้วถูกนาย บ. จับไว้และพูดขู่ว่า "อย่าเข้าไปช่วย ถ้าเข้าไปช่วยจะยิง" ผู้ร้องที่ 2 ดิ้นหลุด ผู้ร้องทั้งสองจึงวิ่งหลบหนีไปที่บ้านของนางสาวหญิงไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนจึงไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยเพื่อให้ได้รับโทษ ผู้ร้องทั้งสองเบิกความสอดคล้องกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมีเหตุมีผลควรแก่การรับฟัง ภายหลังเกิดเหตุแพทย์หญิง ก. ตรวจร่างกายผู้ร้องที่ 1 ก็พบบาดแผลฟกช้ำสีเขียวบริเวณต้นแขนขวา 2 แห่ง และ บาดแผลฟกช้ำสีเขียวบริเวณส่วนหน้าของต้นขาขวา มีความเห็นว่าบาดแผลดังกล่าวเกิดจากกระทบกับวัตถุแข็งไม่มีคม ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 ที่ผู้ร้องที่ 1 เบิกความว่า ไม่ได้ไปแจ้งความในทันที เพราะไม่รู้จักสถานที่ รุ่งขึ้นไปเรียนหนังสือและได้โทรศัพท์แจ้งมารดาของผู้ร้องที่ 1 ทราบว่ามีคนมาที่ห้องเช่าจะปล้ำและได้ย้ายไปพักที่หอพักแล้ว และผู้ร้องที่ 1 จึงเดินทางกลับบ้านที่อำเภอสิชลเล่าเรื่องให้บิดาและมารดาของผู้ร้องที่ 1 ทราบ ต่อมาบิดาและมารดาของผู้ร้องที่ 1 จึงพาผู้ร้องที่ 1 เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน นั้น ขณะเกิดเหตุผู้ร้องทั้งสองอายุ 16 ปีเศษไม่เคยมาอยู่ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชมาก่อน จึงอาจไม่ทราบว่าสถานีตำรวจอยู่ที่ไหน จะต้องดำเนินการอย่างไร และขณะเกิดเหตุเป็นเวลาค่ำมืดแล้ว ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์จะต้องรอปรึกษาหารือบิดาและมารดาของตนก่อนเพื่อตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไร นาย ส. บิดาของผู้ร้องที่ 1 ก็เบิกความสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกบุกรุกเข้าไปในห้องเช่าที่เกิดเหตุและจำเลยผลักผู้ร้องที่ 1 ลงนอนกับพื้น จับมือและแขนของผู้ร้องที่ 1 เป็นการกระทำต่อเนื้อตัวของผู้ร้องที่ 1 ที่ไม่สมควรทางเพศโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องและยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับค่าสินไหมทดแทนนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาบาดแผลประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้วกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องที่ 1 และยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 มานั้นเหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3 ปี เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว เห็นว่าหนักเกินไป สมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในส่วนการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเป็นกระบวนการที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และประหยัด ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 44/1 ให้ผู้เสียหายเพียงยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ โดยไม่จำต้องฟ้องร้องทางแพ่งเป็นคดีใหม่กันอีก แต่คำร้องนี้คงมีประเด็นเฉพาะการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทน ส่วนข้อหาต้องอาศัยตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ ทั้งผู้เสียหายไม่ได้ร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการโจทก์อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลล่าง และศาลสูงวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาอันเป็นการทำละเมิดต่อผู้เสียหาย ศาลสูงก็ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งไปได้ ในทำนองเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 43 โดยไม่จำต้องให้ผู้เสียหายอุทธรณ์หรือฎีกา เนื่องจากเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และประกอบมาตรา 225 และเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาบาดแผลประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้วกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 กับให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 มานั้น เหมาะสมแล้ว

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี กับให้บังคับคดีส่วนแพ่งไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง
นางสาวอรอนงค์ สมัยกาญจน์ โดยนางสุดา
ผู้ร้อง — สมัยกาญจน์ ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นายพรประเสริฐ คุ้มสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายยุทธศักดิ์ เหล่าทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6875/2557
#562639
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 มาตรา 30 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าไปในสถานที่ที่มีการขุดดินหรือถมดินเพียงเพื่อตรวจสอบว่ามีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่เท่านั้น กรณีหาจำต้องมีหมายค้นของศาลไม่ เมื่อผู้เสียหายแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 และแจ้งว่ามีความประสงค์จะตรวจสอบที่ดินตามที่มีการแจ้งว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 แต่จำเลยไม่ยอมให้เข้าไปในที่ดินเพื่อตรวจสอบ การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาขัดขวางผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 มาตรา 30, 33 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 (ที่ถูก มาตรา 138 วรรคหนึ่ง) จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายชุมพล ผู้เสียหาย ซึ่งดำรงตำแหน่งนิติกร เทศบาลตำบลบ้านเพ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ได้รับแต่งตั้งจากนายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพให้เป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 ก่อนวันที่ 7 มกราคม 2554 ผู้เสียหายได้รับแจ้งจากกองช่างเทศบาลตำบลบ้านเพว่า มีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 ที่บริเวณตรงข้ามท่าเทียบเรือเทศบาลตำบลบ้านเพ วันที่ 7 มกราคม 2554 ผู้เสียหาย พนักงานกองช่าง ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า และเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเพ จึงเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าว เมื่อไปถึงพบจำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ผู้เสียหายจึงแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 และมีความประสงค์จะตรวจสอบที่ดินตามที่มีการร้องเรียนว่ามีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 แต่จำเลยไม่ให้เข้าไปในที่ดินและยืนขวางไว้ ต่อมาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้แก่จำเลย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2543 ซึ่งขณะนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ยังมีผลใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย" และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 35 วรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองในการที่จะอยู่อาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครองหรือการตรวจค้นเคหสถานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย" ดังนี้ การที่มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 บัญญัติว่า "พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบสถานที่ที่มีการขุดดินตามมาตรา 17 หรือการถมดินตามมาตรา 26 ว่าได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ทั้งนี้ ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในระหว่างเวลาทำการ และให้ผู้ขุดดิน ผู้ถมดิน หรือตัวแทนหรือเจ้าของที่ดินอำนวยความสะดวกตามสมควร" จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าไปในสถานที่ที่มีการขุดดินหรือถมดินเพียงเพื่อตรวจสอบว่ามีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่เท่านั้น กรณีหาจำต้องมีหมายค้นของศาลดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ เมื่อผู้เสียหายแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 และแจ้งว่ามีความประสงค์จะตรวจสอบที่ดินตามที่มีการแจ้งว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 แต่จำเลยไม่ยอมให้เข้าไปในที่ดินเพื่อตรวจสอบ การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาขัดขวางผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138
ป.วิ.อ. ม. 92
พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายไชยเชษฐ์หรือไชยา รุ่งหิรัญวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายธราดล พินิจสัจจธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
พิศล พิรุณ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6874/2557
#571565
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 68 บัญญัติว่า "หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน" เช่นนี้ เมื่อความผิดอาญาตามหมายจับจำเลยขาดอายุความแล้ว หมายจับย่อมสิ้นผลไปในตัวโดยไม่ต้องเพิกถอนหมายจับอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 โดยในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังจำเลยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 และออกหมายจับจำเลยมาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาภายในกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2546 แต่ยังจับตัวจำเลยไม่ได้วันที่ 4 มิถุนายน 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับจำเลย อ้างว่าหมายจับล่วงเลยกำหนดอายุความแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้ออ้างของจำเลยไม่ใช่เหตุให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายจับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ศาลชั้นต้นชอบที่จะบังคับคดีไปตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคหนึ่ง เมื่อวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยไม่มาศาล การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย เพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยมีอายุความ 10 ปี (ที่ถูก 5 ปี) นับตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2546 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่จำเลยหลบหนีจึงเป็นการดำเนินการบังคับคดีที่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว แม้ต่อมาหมายจับจำเลยจะขาดอายุความก็ไม่ทำให้การออกหมายจับจำเลยของศาลชั้นต้นเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (3) (ที่ถูก มาตรา 98 (4)) ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 68 บัญญัติว่า "หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน" เช่นนี้ เมื่อความผิดอาญาตามหมายจับจำเลยขาดอายุความแล้ว หมายจับย่อมสิ้นผลไปในตัวโดยไม่ต้องเพิกถอนหมายจับอีก ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 68 ม. 245 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวิตรี ช้างทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวันชัย เพียรวิทยาพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6870/2557
#572054
เปิดฉบับเต็ม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้ว คดีถึงที่สุดอยู่ระหว่างการบังคับคดี ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลและจดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากโจทก์ซึ่งรวมถึงหนี้ของจำเลย แม้คำร้องของผู้ร้องจะกล่าวว่าเป็นการขอเข้ามาเพื่อสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ซึ่งไม่ตรงตามที่ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 กำหนดไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากการยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องเข้ามาสวมสิทธิเป็นคู่ความในคดีแทนโจทก์เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความเดิม หากแต่ตามคำร้องของผู้ร้องเมื่อพิจารณาประกอบกันทั้งหมดแล้วเห็นว่า เป็นการยื่นคำร้องเข้ามาขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เพียงแต่ผู้ร้องโดยใช้ถ้อยคำผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปว่าเป็นการร้องขอเข้ามาสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ทั้งคำร้องของผู้ร้องก็ปรากฏชัดเจนว่าเป็นการขอเข้ามาสวมสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ต่อจำเลยในคดีนี้ อันได้แก่จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดรวมไปถึงเจ้าพนักงานบังคับคดีคัดค้าน ดังนั้น จึงชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,440 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยการเปลี่ยนเงินต่างประเทศเป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 166107 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 20558 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้ไม่พอให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 100,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อ รับโอน และบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน ผู้ร้องได้จดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ผู้ร้องได้ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากโจทก์ ตามสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ ระหว่างที่คดีตามคำร้องอยู่ในระหว่างการบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องตามคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2555 โจทก์ จำเลยทั้งห้า และเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้รับสำเนาคำร้องของผู้ร้องแล้วไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้าน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีการยื่นคำร้องเพื่อขอเข้ามาสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งห้าตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องได้บรรยายโดยปรากฏรายละเอียดว่า คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาแล้วเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2553 คดีถึงที่สุดแล้วและอยู่ในระหว่างบังคับคดี ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลและจดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากโจทก์ซึ่งรวมถึงหนี้ของจำเลยในคดีนี้ แม้คำร้องของผู้ร้องจะกล่าวว่าเป็นการขอเข้ามาเพื่อสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ซึ่งไม่ตรงตามที่มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้กำหนดไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากการยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องเข้ามาสวมสิทธิเป็นคู่ความในคดีแทนโจทก์เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความเดิม หากแต่ตามคำร้องของผู้ร้องเมื่อพิจารณาประกอบกันทั้งหมดแล้วเห็นได้ว่า เป็นการยื่นคำร้องเข้ามาขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษา เพื่อบังคับตามคำพิพากษานั่นเอง เพียงแต่ผู้ร้องยื่นคำร้องโดยใช้ถ้อยคำผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปว่าเป็นการร้องขอเข้ามาสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ทั้งคำร้องของผู้ร้องก็ปรากฏชัดเจนว่าเป็นการขอเข้ามาสวมสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ต่อจำเลยในคดีนี้ อันได้แก่จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดรวมไปถึงเจ้าพนักงานบังคับคดีคัดค้าน ดังนั้น จึงชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้ร้องนั่นเอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน )
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สาทร จำกัด
จำเลย — บริษัทอีฟโฮม เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6864/2557
#571928
เปิดฉบับเต็ม

เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (5) ที่ทำเลียนแบบปืนพกออโตเมติกจึงถือไม่ได้ว่าสิ่งเทียมอาวุธปืนเป็นอาวุธโดยสภาพตามความหมายของบทนิยามในมาตรา 1 (5) แห่ง ป.อ. การพาสิ่งเทียมอาวุธปืนไปในเมืองหรือทางสาธารณะจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ทั้งไม่ถือว่าการปล้นทรัพย์รายนี้ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วยตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง คงเป็นความผิดตามมาตรา 340 วรรคแรก เท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ฎีกาในประเด็นนี้ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309, 310, 340, 340 ตรี, 371, 83, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนของกลางกับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 163,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ ข่มขืนใจให้ผู้อื่นจำยอมต่อสิ่งใดหรือไม่กระทำการใด หน่วงเหนี่ยวกักขังและทำร้ายร่างกาย เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 18 ปี ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 100 บาท รวมทุกกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 19 ปี และปรับคนละ 100 บาท ริบอาวุธปืนของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นให้ยก กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 43,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310, 371

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 371, 83 ความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ ข่มขืนใจให้ผู้อื่นจำยอมต่อสิ่งใดหรือไม่กระทำการใด หน่วงเหนี่ยวกักขังและทำร้ายร่างกาย เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 18 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 90 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 ปี และปรับคนละ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 43,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยไม่มีฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 กับพวกหลายคนได้ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและปล้นทรัพย์นายรังสรรค์ ผู้เสียหาย คดีสำหรับจำเลยที่ 6 ศาลล่างทั้งสองยกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีเป็นอันยุติ ส่วนข้อหาร่วมกันมีและพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เป็นอันยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน จึงลงโทษในข้อหาความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวไม่ได้ โดยโจทก์ไม่ฎีกาต่อมา ปัญหาที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์และพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ และที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาขอให้ลดโทษเพราะมีเหตุบรรเทาโทษลงกึ่งหนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น คดีส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพียงแต่แก้ไขโทษซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและโทษนั้นเป็นเพียงโทษปรับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดและขอให้ลดโทษในความผิดฐานนี้อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 นั้น เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษความผิดฐานนี้ในฐานที่เป็นบทเบารวมมากับฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ในฐานที่เป็นบทหนักที่สุดซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้งสองฐาน กรณีก็ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ อันจะทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษเพียงความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แม้เป็นเพียงโทษปรับก็เป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษากลับกันมา ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

มีปัญหาข้อแรกต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า บริเวณที่ผู้เสียหายกับนายวิรุณ พยานโจทก์ขับรถกระบะแล่นเข้ามาจอดเป็นลานจอดรถของปั๊มน้ำมันเชลล์ริมถนนแจ้งวัฒนะ โดยถัดจากปั๊มน้ำมันลึกเข้าไปเป็นห้างแม็คโคร สาขาแจ้งวัฒนะ ตามคำเบิกความของผู้เสียหายปรากฏว่า บริเวณดังกล่าวมีแสงไฟจากโคมไฟของลานจอดรถ และตามคำเบิกความของนายวิรุณปรากฏว่า บริเวณดังกล่าวมีแสงไฟจากหลอดไฟริมถนน สอดคล้องตรงกับที่ปรากฏในรูปถ่าย ที่ผู้เสียหายและนายวิรุณนำชี้ให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้ ผู้เสียหายและนายวิรุณจึงมีโอกาสสังเกตเห็นคนร้ายที่เข้ามาประกบระหว่างที่ผู้เสียหายกับนายวิรุณกำลังจะพ่วงสายแบตเตอรี่จากรถกระบะของพวกตนเข้ากับแบตเตอรี่ของรถยนต์เก๋งที่จอดเปิดฝากระโปรงอยู่ ผู้เสียหายและนายวิรุณจำได้ว่า นอกเหนือจากจำเลยที่ 2 แล้ว มีจำเลยที่ 1 และที่ 3 อยู่ด้วย โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนของกลางจ่อศีรษะผู้เสียหาย ผู้เสียหายถูกจับกดลงกับพื้นและใส่กุญแจมือไขว้หลังพร้อมกับมีผ้ามาผูกตาไว้ นายวิรุณเห็นผู้เสียหายถูกจับไปไว้ที่บริเวณท้ายรถแท็กซี่ ส่วนนายวิรุณถูกจับเข้าไปในห้องโดยสารของรถกระบะของผู้เสียหาย โดยถูกจับกดหน้าลงกับพื้นตรงเบาะหลังคนขับ ระหว่างที่รถแท็กซี่แล่นออกไปผู้เสียหายหายใจไม่ออก พยายามใช้เท้าถีบฝากระโปรงรถ รถจอดแล้วผู้เสียหายถูกพาไปไว้ที่เบาะหลังและกดศีรษะลงกับพื้น รถมาจอดที่สถานที่แห่งหนึ่ง ผู้เสียหายถูกปลดผ้าผูกตาออก พบว่าเป็นบ้านหลังหนึ่งมีลักษณะเป็นอู่ซ่อมรถ ผู้เสียหายลงมาจากรถ เห็นจำเลยที่ 5 อยู่ที่นั่นด้วย นอกเหนือจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่นั่งมาในรถแท็กซี่ โดยอาศัยแสงไฟจากหลอดนีออนภายในบ้าน ส่วนรถกระบะของผู้เสียหายก็แล่นเข้าจอดด้วยเช่นกัน นายวิรุณเห็นจำเลยที่ 5 เดินมาที่รถกระบะเข้ามานั่งที่เบาะนั่งข้างคนขับ มีจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 3 ควบคุมตัวผู้เสียหายขึ้นรถแท็กซี่ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ผู้เสียหายถูกจับให้คว่ำหน้าลงกับพื้น ระหว่างทางที่นายวิรุณนั่งมาในรถกระบะ หลังจากนั้นผู้เสียหายถูกนำมาที่สถานที่แห่งหนึ่ง บริเวณรอบข้างเป็นทุ่งนาและสวนผัก โดยมีรถยนต์ตู้และรถกระบะของผู้เสียหายแล่นมาจอดด้วย นายวิรุณถูกพาออกมาจากห้องโดยสารของรถกระบะของผู้เสียหายให้มานอนคว่ำหน้าอยู่ที่กระบะตอนท้าย ผู้เสียหายถูกทำร้ายโดยถูกใช้เท้าเตะและกระทืบตามร่างกายก่อนที่จะถูกปลดเอาทรัพย์สินต่าง ๆ ไป อาทิ สร้อยคอ บัตรเอทีเอ็ม โดยนายวิรุณได้ยินเสียงร้องของผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายถูกพามาที่บริเวณทุ่งนา ตามคำเบิกความของผู้เสียหายปรากฏว่า สามารถมองเห็นหน้าคนร้ายได้จากแสงจันทร์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 บังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อออกและใช้เข็มขัดตีตามร่างกายเพื่อให้บอกรหัสเอทีเอ็ม มีจำเลยที่ 5 เข้ามาถามด้วยว่า "รหัสมึงคืออะไร" เมื่อผู้เสียหายว่าไม่รู้ รหัสอยู่ที่ภริยา จำเลยที่ 5 พูดต่อว่า "ให้นวด" ซึ่งหมายถึงให้ทำร้ายต่อ สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของนายวิรุณว่า ระหว่างนี้ได้ยินเสียงร้องของผู้เสียหายที่ถูกบังคับให้บอกรหัสเอทีเอ็มของผู้เสียหายด้วย เป็นเหตุให้นายวิรุณเงยหน้าขึ้นมามอง หลังจากไม่อาจคาดคั้นเอารหัสเอทีเอ็มได้แล้ว ผู้เสียหายและนายวิรุณถูกนำมานอนที่กระบะตอนท้ายแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขับรถกระบะของผู้เสียหายออกไป โดยปล่อยผู้เสียหายและนายวิรุณคนละแห่งกัน แล้วจำเลยที่ 1 นำรถกระบะไปซุกซ่อนไว้ที่บ้านของตน ผู้เสียหายและนายวิรุณจึงมีโอกาสเห็นจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 อย่างใกล้ชิดเป็นเวลานานต่อเนื่องกันมาเป็นลำดับ ทั้งยังได้มีโอกาสเห็นรูปถ่ายของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ดังปรากฏในรายการข้อมูลทะเบียนราษฎร์ที่พนักงานสอบสวนนำมาให้ดูหลังเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน และเนื่องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ถูกปล้นเอาไปอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 มีการเปลี่ยนใช้ซิมการ์ดใหม่ ทำให้มีการแจ้งหมายเลขโทรศัพท์หมายเลขใหม่ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางวันวิสาข์ บุตรสาวผู้เสียหาย พยานโจทก์ ตามที่ตั้งระบบติดตามเครื่องโทรศัพท์ไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว จนเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าคนร้ายเป็นใครบ้าง แล้วนำรูปถ่ายมาให้ผู้เสียหายและนายวิรุณดูในขณะที่ความจำยังใหม่อยู่ ยังไม่ลืมเลือนไป ไม่มีข้อสงสัยว่าบุคคลทั้งสองจะจดจำผิดพลาดไปได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นตัวการในการปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพว่า ในการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายมีจำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดด้วยโดยทำหน้าที่ขับรถยนต์ตู้ติดตามกันไปกับรถแท็กซี่ของจำเลยที่ 2 เพื่อให้คนร้ายอื่นโดยสารและคอยดูลาดเลาให้ แม้จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนแต่ก็รับว่าขับรถยนต์ตู้มารอจำเลยที่ 1 ที่ลานจอดรถของห้างแม็คโคร สาขาแจ้งวัฒนะ เห็นเหตุการณ์ที่มีการจับผู้เสียหายใส่ในท้ายรถแท็กซี่ ทั้งขับรถยนต์ตู้นำให้รถของจำเลยที่ 1 ว่ามีด่านตำรวจหรือไม่ และร่วมมาที่บ้านของจำเลยที่ 5 และมีส่วนพาผู้เสียหายไปทำร้ายอีกด้วย แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีลักษณะเป็นคำซัดทอดของคนร้ายด้วยกัน ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 เป็นพยานบอกเล่า ซึ่งโดยลำพังไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ได้ก็ตาม แต่ตามคำเบิกความของนายวิรุณยังปรากฏด้วยว่า ในบรรดาคนร้ายหลายคนด้วยกันมีจำเลยที่ 4 อยู่ด้วย เมื่อนำมาพิจารณาประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นตัวการในการปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นตัวการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจโทวุฒิชัย พนักงานสอบสวน ปรากฏว่าอาวุธปืนของกลางเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (5) โดยทำเลียนแบบปืนพกออโตเมติก ดังนั้น เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนที่ทำเลียนแบบปืนพกออโตเมติก จึงถือไม่ได้ว่าสิ่งเทียมอาวุธปืนเป็นอาวุธโดยสภาพตามความหมายของบทนิยามในมาตรา 1 (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา การพาสิ่งเทียมอาวุธปืนไปในเมืองหรือทางสาธารณะจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ทั้งไม่ถือว่าการปล้นทรัพย์รายนี้ ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง คงเป็นความผิดตามมาตรา 340 วรรคแรก เท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวนี้ขึ้นมาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก เมื่อลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดแล้ว ให้จำคุกคนละ 15 ปี และเมื่อลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 คนละ 10 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ป.อ. ม. 1 (5) ม. 340 วรรคแรก ม. 340 วรรคสอง ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายกิตติพงศ์หรือต๋อง มนตรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายธวัชชัย สุนทรีเกษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุภัทร์ สุทธิมนัส
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6858/2557
#571562
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความผิดตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ การที่โจทก์ยังคงขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น แม้โจทก์จะไม่อ้างบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ และข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 32 จะต้องมีการขายยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาอันตรายจริง ๆ หรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 4 ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "ขาย" หมายความว่า ขายปลีก ขายส่ง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย ฉะนั้น การขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาอันตรายในระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน หาใช่ต้องมีการขายกันจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 32, 107 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 4,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน แต่เฉพาะจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจะกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ จึงให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ประการเดียว

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำเอากฎหมายที่ยกเลิกแล้วมาวินิจฉัยชี้ขาดลงโทษว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 32, 107 พระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ได้ถูกยกเลิกไปตามพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยอ้างพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ซึ่งถูกยกเลิกและแก้ไขใหม่แล้ว และมิได้อ้างพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ที่แก้ไขใหม่ แต่คำว่า ขาย ตามมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขใหม่ยังคงหมายความรวมถึงมีไว้เพื่อขายและถือเป็นความผิด ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังเป็นความผิดตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ การที่โจทก์ยังคงขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น แม้โจทก์จะไม่อ้างบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ และข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 32 จะต้องมีการขายยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาอันตรายจริง ๆ หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4 ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "ขาย" หมายความว่า ขายปลีก ขายส่ง จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการมีไว้เพื่อขายด้วย ฉะนั้น การขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาอันตรายในระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน หาใช่ต้องมีการขายกันจริง ๆ ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า ม. 4 ม. 32 ม. 107
พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2522 ม. 4
พ.ร.บ.ยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2530 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — บริษัทฟาม่าแมกซ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายชมเชษฐ์ จรัสกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6856/2557
#560382
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ กำหนดให้ลงโทษปรับแก่ผู้กระทำความผิดเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ซึ่งแม้มาตรา 27 ทวิ จะมิได้บัญญัติความเจาะจงลงไปว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเช่นเดียวกับ มาตรา 27 ก็ตาม แต่มาตรา 27 ทวิ เป็นบทบัญญัติต่อท้ายและเป็นความผิดต่อเนื่องจากมาตรา 27 ดังนั้น ในเรื่องโทษนี้ก็ย่อมมีความหมายเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ นั่นเอง ไม่ใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเรียงตัวคนละสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว จึงเป็นการปรับจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เกินกว่าสี่เท่า ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 11, 60, 65 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ให้ริบน้ำมันเบนซินกับจ่ายสินบนให้แก่ผู้แจ้งให้จับและเงินรางวัลให้แก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานร่วมกันรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง และปฏิเสธข้อหาร่วมกันนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรและโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ส่วนข้อหาอื่นจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161 (ที่ถูก มาตรา 161 (1)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 11, 60, 65 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับคนละ 179,436 บาท และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานขับรถยนต์โดยไม่มีและแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายทะเบียน ปรับ 1,000 บาท ฐานขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ ปรับ 1,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 90,718 บาท คงปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 89,718 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง กับให้ร่วมกันจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับในอัตราร้อยละ 30 และจ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับในอัตราร้อยละ 25 ของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบ โดยให้จ่ายเงินที่ได้จากการขายของกลางเมื่อคดีถึงที่สุด หากของกลางไม่อาจขายได้ จึงให้จ่ายจากค่าปรับที่จำเลยทั้งสองต้องชำระต่อศาล ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรให้ถูกต้อง เมื่อลดโทษแล้ว คนละ 89,718 บาท ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ กำหนดให้ลงโทษปรับแก่ผู้กระทำความผิดเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ซึ่งแม้มาตรา 27 ทวิ จะมิได้บัญญัติความเจาะจงลงไปว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเช่นเดียวกับมาตรา 27 ก็ตาม แต่มาตรา 27 ทวิ เป็นบทบัญญัติต่อท้ายและเป็นความผิดต่อเนื่องจากมาตรา 27 ดังนั้น ในเรื่องโทษนี้ก็ย่อมมีความหมายเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ นั่นเอง ไม่ใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเรียงตัวคนละสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นการปรับจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เกินกว่าสี่เท่า ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรให้ถูกต้อง เมื่อลดโทษแล้ว คนละ 89,718 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรให้ถูกต้อง ให้ปรับจำเลยทั้งสองรวม 179,436 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับรวม 89,719 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายณัฐพลหรือฉา หมัดเต๊ะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอรรถชาต์ สินไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางพนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6840/2557
#562522
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส เป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1015 การที่โจทก์มีหนังสือรับรองให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส เป็นตัวแทนของโจทก์ รหัสตัวแทน พีเค 0004 จะถือว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส ตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,609,658.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,570,399.03 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,570,399.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาล และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงเป็นตัวแทนของโจทก์เพื่อชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กับโจทก์ทั้งภาคสมัครใจและภาคบังคับ รวมทั้งประกันภัยเบ็ดเตล็ด รหัสตัวแทน พีเค 0004 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ส่งมอบเบี้ยประกันภัยที่รับชำระจากลูกค้าให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เก็บเงินได้ ตามสัญญาตัวแทน มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 3 เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 โจทก์มีหนังสือรับรองลงวันที่ 9 มีนาคม 2548 ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส เป็นศูนย์บริการประกันภัยของโจทก์ที่จังหวัดภูเก็ต มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการศูนย์ รหัสตัวแทน พีเค 0004 เป็นตัวแทนประกันวินาศภัยของโจทก์ซึ่งทำหน้าที่ในการดำเนินการรับประกัน และขยายงานรับประกันภัยรถยนต์ อัคคีภัย การประกันภัยเบ็ดเตล็ด และประกันภัยอื่นประจำศูนย์บริการภูเก็ต ตามหนังสือรับรอง จำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดอันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส ตามหนังสือรับรอง ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ขอยกเลิกการเป็นตัวแทนของโจทก์ ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2548 ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ไม่เคยทำหน้าที่ตัวแทนของโจทก์เพราะยังไม่มีหนังสือการเป็นตัวแทนจากโจทก์ จำเลยที่ 1 แจ้งเอาประกันภัยโดยใช้รหัส พีเค 0004 และไม่ส่งมอบเงินที่เก็บจากลูกค้าให้แก่โจทก์ 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,570,399.03 บาท ตามใบสรุปค่าเบี้ยประกันภัย โจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอยกเลิกการเป็นตัวแทนของโจทก์ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม ต่อมา วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยค้างชำระ 1,570,399.03 บาท แต่ขอชำระเพียง 1,030,288.65 บาท และขอผ่อนชำระรวม 21 งวด ตามหนังสือรับสภาพหนี้จำเลยที่ 1 มิได้ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุในหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ตั้งแต่กำหนดชำระเงินงวดแรกวันที่ 15 เมษายน 2550 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้ในประเด็นหนี้ จำนวน 1,570,399.03 บาท เป็นหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส และไม่ได้นำสืบในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 เพิ่งจะยกขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อ 3 ย่อหน้าที่ 3 จำเลยที่ 3 ให้การไว้โดยแจ้งชัดว่าสัญญาค้ำประกันตัวแทนเอกสารท้ายฟ้องโจทก์หมายเลข 5 เป็นการค้ำประกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ค้ำประกันหนี้บุคคลอื่น แต่หนี้ตามฟ้องโจทก์เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจและหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของโจทก์ทั้งสิ้น จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับหนี้ตามฟ้อง ในชั้นพิจารณานายนวิน ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านว่า หนังสือรับรองระบุว่าโจทก์ให้การรับรองว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งไม่ใช่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้เป็นตัวแทนที่ใช้รหัส พีเค 0004 สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 3 จึงเป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส เป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 การที่โจทก์มีหนังสือรับรองให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส เป็นตัวแทนของโจทก์ รหัสตัวแทน พีเค 0004 จะถือว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด อันดามัน บิซิเนส แอนด์ เซอร์วิส ตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 เฉพาะต้นเงิน 252,687.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2550 ตามขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1015
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายณรงค์ชัยหรือธนเดช คลีดิษฐ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายอนันต์ ลิขิตธนสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6838/2557
#562660
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการให้ของจำเลยที่ ๑ มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ จึงต้องผูกพันในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพื่อให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ก่อสร้างสนามกีฬากลางประจำจังหวัด หากจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถส่งมอบที่ดินพิพาทไม่ว่าด้วยเหตุประการใดก็ตาม โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย ไม่อาจใช้สอยประโยชน์ที่ดินนั้นได้ จำเลยที่ ๑ จึงต้องใช้ราคาที่ดินแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๒๖ การที่จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือแสดงเจตนามอบที่ดินให้โจทก์โดยระบุว่าเพื่อใช้จัดสร้างสนามกีฬากลางประจำจังหวัดเป็นเพียงเจตนารมย์ของการยกให้เท่านั้น ไม่ใช่วัตถุประสงค์แห่งการชำระหนี้ตามกฎหมายในกรณีนี้คือการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นการให้กระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งนั้นเอง ซึ่งเปิดช่องให้จำเลยที่ ๑ สามารถกระทำได้อยู่แล้วและที่ดินพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตีเป็นราคาเพื่อใช้เงินแทนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5977 ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 72 ไร่ 2 งาน 69 ตารางวา ให้แก่โจทก์ โดยปลอดจำนองและภาระติดพันใด ๆ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 4,932,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5977 ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี แก่โจทก์หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าทนายความไม่กำหนดให้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5977 ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ให้แก่โจทก์โดยปลอดจำนองและภาระติดพันใด ๆ หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 4,932,350 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 ธันวาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับผู้มีชื่อพร้อมประทับตราสำคัญกระทำการแทนบริษัทได้ เดิมจำเลยที่ 1 มีโครงการสร้างศูนย์กีฬา ศูนย์สุขภาพ โรงแรมที่พักอาศัยและสวนเกษตรในพื้นที่อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ ขอมอบที่ดินส่วนที่ต่อเนื่องกับโครงการดังกล่าว เนื้อที่ 50 ไร่ เพื่อให้โจทก์ใช้เป็นสถานที่จัดสร้างสนามกีฬากลางประจำจังหวัด โจทก์มีหนังสือตอบตกลงรับมอบที่ดินดังกล่าวกับขอให้จำเลยที่ 1 มอบที่ดินเนื้อที่อีกประมาณ 20 ไร่ เพื่อใช้เป็นสถานที่จอดรถ จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งว่าไม่อาจมอบที่ดินเพิ่มเติมให้โจทก์ได้ ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ว่ามีความประสงค์มอบที่ดินเนื้อที่ 72 ไร่ ในอำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้โจทก์ใช้เป็นสถานที่สร้างสนามกีฬากลางจังหวัดปราจีนบุรี โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมขอยกเลิกหนังสือมอบที่ดินฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2539 ที่เคยทำไว้และขอใช้หนังสือฉบับใหม่แทน จากนั้นโจทก์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบในการรับมอบที่ดินและเสนอโครงการสร้างสนามกีฬาหลายชนิดต่อการกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อขอการสนับสนุน ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2542 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 เพื่อให้ดำเนินการโอนที่ดินแปลงดังกล่าว ภายหลังจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ว่าไม่อาจมอบที่ดินจำนวน 72 ไร่ ให้แก่โจทก์เพื่อสร้างสนามกีฬากลางประจำจังหวัดได้เพราะมีปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ วันที่ 8 พฤษภาคม 2543 โจทก์มีหนังสือถึงฝ่ายจำเลยให้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายใน 60 วัน แต่ฝ่ายจำเลยเพิกเฉย สำหรับที่ดินแปลงพิพาทเมื่อตรวจสอบแล้วเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 5977 ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 72 ไร่ 2 งาน 69 ตารางวา มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินจำนองเป็นประกันไว้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5977 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ปัญหาในประการสุดท้ายมีว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์ได้ จำต้องใช้ราคาแทนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อการให้ของจำเลยที่ 1 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพื่อให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ก่อสร้างสนามกีฬากลางประจำจังหวัด หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบที่ดินพิพาทไม่ว่าด้วยเหตุประการใดก็ตาม โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายไม่อาจใช้สอยประโยชน์ที่ดินนั้นได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ราคาที่ดินแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 526 ส่วนที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาว่า วัตถุประสงค์แห่งการยกให้ของจำเลยที่ 1 เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างสนามกีฬากลางประจำจังหวัด จึงไม่เปิดช่องให้ชำระหนี้เป็นเงินได้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือแสดงเจตนามอบที่ดินให้โจทก์โดยระบุว่าเพื่อใช้จัดสร้างสนามกีฬากลางประจำจังหวัดเป็นเพียงเจตนารมย์ของการยกให้เท่านั้น ไม่ใช่วัตถุประสงค์แห่งการชำระหนี้ตามกฎหมาย ในกรณีนี้คือการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นการให้กระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งนั้นเอง ซึ่งเปิดช่องให้จำเลยที่ 1 สามารถกระทำได้อยู่แล้วและที่ดินพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตีเป็นราคาเพื่อใช้เงินแทนได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 526
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — บริษัทเอกธาตรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายมนตรี กิติพงศ์ไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6828/2557
#562566
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศของจังหวัด เรื่อง ประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่น ระบุว่า ผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอนุญาตให้เป็นผู้ชนะการประมูลจะต้องมาทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นกับโจทก์ที่ 2 เมื่อได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากโจทก์ที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 กับจำเลยมีเจตนาตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นเป็นหนังสือ โจทก์ที่ 1 อนุญาตให้จำเลยเข้าดูแลรักษาเกาะรังนกท้องที่จังหวัดตรังในช่วงปลอดสัญญาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยได้ตามที่จำเลยขอ และจำเลยให้การยอมรับว่าการที่จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูแลเกาะรังนกอีแอ่นในระหว่างปลอดสัญญาเป็นการเข้าไปเพื่อสำรวจเส้นทางที่ตั้งของเกาะและจุดที่ตั้งของถ้ำที่มีรังนกอีแอ่น มีกรณีเป็นที่สงสัยว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 มีสัญญาอนุญาตจัดเก็บรังนกต่อกันกับจำเลยแล้วหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง ท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยยังไม่มีความรับผิดตามสัญญาหลักคือสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่น เนื่องจากสัญญาดังกล่าวยังไม่เกิดจนกว่าโจทก์ที่ 1 ให้ความเห็นชอบ และจำเลยไปทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นเป็นหนังสือกับโจทก์ที่ 2 แต่ประกาศของจังหวัด เรื่อง ประมูลอากรรังนกอีแอ่น และเอกสารแนบท้ายมีความชัดเจนเพียงพอ เมื่อโจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ประมูลสูงสุดและแจ้งให้จำเลยทราบแล้วจึงมีผลผูกพันโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยโดยจำเลยต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาประกวดราคา เมื่อจำเลยไม่ยอมไปทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่น โจทก์ที่ 1 ผู้มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.อากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2482 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่นย่อมเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาประกวดราคาย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 97,758,333.33 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,833,333.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,111,111.15 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 10 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์ทั้งสามและจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยเป็นผู้ชนะการประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นบนเกาะต่าง ๆ ในท้องที่จังหวัดตรังตามประกาศจังหวัดตรังเรื่อง ประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่น ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 ที่ให้เก็บรังนกอีแอ่นในพื้นที่ 18 เกาะของจังหวัดตรัง มีระยะเวลาเก็บรังนกอีแอ่น 5 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ในระหว่างรอการพิจารณาของโจทก์ที่ 1 ให้ความเห็นชอบและมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยไปทำสัญญากับโจทก์ที่ 2 นั้นจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2538 ถึงโจทก์ที่ 2 ขอดูแลเกาะรังนกช่วงปลอดสัญญา โจทก์ที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 8 ธันวาคม 2538 ถึงโจทก์ที่ 2 อนุญาตให้จำเลยเข้าดูแลรักษาเกาะรังนกท้องที่จังหวัดตรังเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยได้ตามที่ขอตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไป ต่อมาโจทก์ที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 11 มกราคม 2539 ถึงโจทก์ที่ 2 ว่า ได้พิจารณาและได้อนุญาตให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นในเขตท้องที่จังหวัดตรังสำหรับช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่1 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 รวม 5 ปี กับโจทก์ที่ 2 ได้โจทก์ที่ 2 จึงมีหนังสือลงวันที่ 30 มกราคม 2539 แจ้งจำเลยให้ไปทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นกับโจทก์ที่ 2 ณ สำนักงานสรรพากรจังหวัดตรัง ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 และจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 ต่อมาจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2539 ถึงโจทก์ที่ 2 แจ้งขอเลื่อนกำหนดการทำสัญญาออกไปเป็นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 โดยให้เหตุผลว่าการลงนามในวันเวลาดังกล่าวจำเลยจะต้องนำเงินประกันในการทำสัญญาถึงร้อยละ 10 ของวงเงินที่ประมูลได้ซึ่งเป็นวงเงินสูงที่ต้องใช้เวลาในการจัดหาและระดมเงินค้ำประกันดังกล่าว ประกอบกับระยะเวลาที่จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2539 นั้น มีระยะเวลากระชั้นชิดเกินไป จึงไม่สามารถเตรียมระดมเงินทุนดังกล่าวได้ทัน โจทก์ที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2534 ถึงจำเลยอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการทำสัญญาออกไปเป็นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 ตามที่จำเลยร้องขอ ต่อมาจำเลยแจ้งความประสงค์ขอนำสัญญาค้ำประกันของธนาคารไปวางเป็นหลักประกันในการทำสัญญาแทนพันธบัตรรัฐบาลซึ่งขณะนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยได้เลิกจำหน่ายไปแล้ว โจทก์ที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 5 เมษายน 2539 ถึงจำเลยว่าเมื่อโจทก์ที่ 1 อนุญาตให้จำเลยเข้าทำสัญญาแล้ว จำเลยจะต้องนำเงินสดหรือพันธบัตรรัฐบาลซึ่งโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ที่ 1 มาวางเป็นประกันในการทำสัญญาร้อยละ 10 ของวงเงินที่ประมูลได้ตามข้อ 6 ของสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นที่จำเลยต้องทำกับโจทก์ที่ 2 เมื่อจำเลยไม่สามารถนำพันธบัตรรัฐบาลซึ่งโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ที่ 1 มาวางเป็นประกันได้ จำเลยจึงต้องใช้เงินสดเป็นหลักประกันตามเงื่อนไข และให้จำเลยไปทำสัญญาเก็บรังนกอีแอ่นกับโจทก์ที่ 2 ในวันที่ 29 เมษายน 2539 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2539 ต่อมาโจทก์ที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 29 สิงหาคม 2539 ถึงจำเลยว่าจำเลยไม่ได้ไปทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นกับโจทก์ที่ 2 ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และ 29 เมษายน 2539 ณ สำนักงานสรรพากรจังหวัดตรัง โจทก์ที่ 1 พิจารณาแล้วให้ยกเลิกการทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นกับจำเลย ยกเลิกการอนุญาตเข้าดูแลรักษาเกาะรังนกเขตท้องที่จังหวัดตรัง และริบหลักประกันซองของจำเลยซึ่งวางเป็นหลักประกันพร้อมกับการยื่นซองประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่น อีกทั้งอนุญาตให้ผู้ประมูลรายถัดไปเข้าทำสัญญาเก็บรังนกอีแอ่นในเขตท้องที่จังหวัดตรังแทน พร้อมทั้งอนุญาตให้เข้าดูแลรักษาเกาะระหว่างดำเนินการเรื่องทำสัญญา จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2539 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บรังนกอีแอ่นจังหวัดตรังผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการให้สัมปทานตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 ได้ออกประกาศเปิดประมูลอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดตรัง ห้างหุ้นส่วนจำกัด รังนกสตูล - ตรัง เป็นผู้ชนะการประมูลและได้รับอนุญาตเข้าเก็บรังนกอีแอ่นในพื้นที่เดียวกันด้วยเงินอากร 50,000,000 บาท สำหรับระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2545 และมีการทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2540 โจทก์ที่ 2 มีหนังสือถึงจำเลยลงวันที่ 5 สิงหาคม 2541 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงิน 90,000,000 บาท ให้จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระ ณ สำนักงานสรรพากรอำเภอตรัง ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 10 สิงหาคม 2541

พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามและจำเลยในคราวเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องหรือไม่ การที่จำเลยไม่เข้าทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นพร้อมกับวางเงินประกันและจัดหาผู้ค้ำประกันกับผู้รับเรือนเป็นเพราะความผิดของจำเลยหรือไม่ และโจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 3 เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเก็บเงินอากรรังนกอีแอ่น จึงเป็นผู้สืบสิทธิของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 3 ย่อมมีอำนาจฟ้อง และโจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบพื้นที่ 18 เกาะของจังหวัดตรังให้แก่จำเลยเพื่อให้เข้าไปดูแลรักษาผลประโยชน์ตามสัญญาได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม2538 เป็นต้นไป การลงนามในสัญญาเป็นเพียงขั้นตอนในการปฏิบัติเท่านั้น กรณีดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 และจำเลยได้ตกลงกันใหม่โดยผ่อนผันไม่ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันเป็นการชั่วคราว เพราะหากโจทก์ที่ 2 และจำเลยยังมิได้ทำสัญญากันแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเข้าไปดูแลรักษาผลประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว อีกทั้งการที่จำเลยไม่ไปทำสัญญากับโจทก์ที่ 2 เป็นเพราะความผิดของจำเลย โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิริบหลักประกันซองหรือเรียกร้องจากผู้ออกหนังสือค้ำประกันซองทันที และอาจพิจารณาเรียกร้องให้ชดใช้ความเสียหายอื่น (ถ้ามี) และจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นในกรณีถ้าผู้รับอนุญาตคนใหม่ประมูลให้เงินอากรต่ำกว่าผู้รับอนุญาตเท่าใด ผู้รับอนุญาตย่อมรับผิดชอบชดใช้เงินอากรจำนวนที่ต่ำหรือที่ขาดไป พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์ทั้งสาม

ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า การฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อาศัยสิทธิตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2482 ที่ถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่นพ.ศ. 2540 ซึ่งไม่มีมาตราใดให้อำนาจโจทก์ที่ 1 หรือที่ 2 มีอำนาจดำเนินการได้อีกเงินอากรหรือเงินอื่นใดที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 หามีสิทธิเรียกร้องไม่ และเมื่อมีพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 ใช้บังคับ บรรดาอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้เปลี่ยนเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดตรังที่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการดังกล่าวได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 หรือบุคคลอื่นเป็นตัวแทนในการดำเนินคดีแก่จำเลย และจำเลยมิได้เป็นฝ่ายกระทำผิดเงื่อนไขในการเข้าร่วมประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่น แต่เป็นการกระทำของโจทก์ที่ 1 และตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ทำผิดเงื่อนไขในการบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติในการเข้าทำสัญญาโดยดำเนินการล่าช้าและออกคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง และเมื่อโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกการอนุญาตให้จำเลยเข้าทำสัญญาดังกล่าวโดยใช้สิทธิริบหลักประกันซองจากจำเลย 500,000 บาท ถือเป็นค่าเสียหายที่เกินสมควร จึงไม่มีเหตุอันสมควรที่โจทก์ที่ 1 จะมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้ตามประกาศจังหวัดตรัง เรื่อง ประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นระบุว่า ผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาอนุญาตให้เป็นผู้ชนะการประมูลเงินอากรเก็บรังนกอีแอ่นจะต้องมาทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นกับโจทก์ที่ 2 เมื่อได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากโจทก์ที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 กับจำเลยมีเจตนาตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นเป็นหนังสือ จำเลยขออนุญาตโจทก์ที่ 2 ขอดูแลเกาะรังนกช่วงปลอดสัญญา โจทก์ที่ 1 อนุญาตให้จำเลยเข้าดูแลรักษาเกาะรังนกท้องที่จังหวัดตรังเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยได้ตามที่จำเลยขอ และจำเลยให้การยอมรับว่าการที่จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูแลเกาะรังนกอีแอ่นในระหว่างปลอดสัญญาเป็นการเข้าไปเพื่อสำรวจเส้นทางที่ตั้งของเกาะและจุดที่ตั้งของถ้ำที่มีรังนกอีแอ่น มีกรณีเป็นที่สงสัยว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 มีสัญญาอนุญาตจัดเก็บรังนกต่อกันกับจำเลยแล้วหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง ท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเป็นหนังสือ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยยังไม่มีความรับผิดตามสัญญาหลักคือสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่น เนื่องจากสัญญาดังกล่าวยังไม่เกิดจนกว่าโจทก์ที่ 1 ให้ความเห็นชอบ และจำเลยไปทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่นเป็นหนังสือกับโจทก์ที่ 2 แต่ประกาศจังหวัดตรัง เรื่อง ประมูลอากรรังนกอีแอ่น ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 และเอกสารแนบท้ายมีความชัดเจนเพียงพอ เมื่อโจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ประมูลสูงสุดและแจ้งให้จำเลยทราบแล้วสัญญาประกวดราคาจึงมีผลผูกพันโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยโดยจำเลยต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาประกวดราคาต่อไป เมื่อจำเลยไม่ยอมไปทำสัญญาอนุญาตเก็บรังนกอีแอ่น โจทก์ที่ 1 ผู้มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2482 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการประมูลเงินอากรรังนกอีแอ่นย่อมเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาประกวดราคาย่อมมีอำนาจฟ้อง แม้ต่อมาพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2540 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอากรรังนกอีแอ่น พ.ศ.2482 ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เสียไป อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 24,500,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง กับพวก
จำเลย — นางเกียรติสุดา วงศ์มีบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา