คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6397/2557
#572102
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ส. ผู้ตายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตารา 288 ประกอบมาตรา 69 โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางช้อย มารดานายสวงษ์หรือเด่น ผู้ตายและนายดวงจิตต์ บิดานายศรีรัตน์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น โดยให้เรียกนางช้อยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนายดวงจิตต์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิด โดยโจทก์ร่วมที่ 1 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าจัดงานศพ และค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 1,269,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าจัดงานศพและค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 1,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69, 288, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุเป็นความผิดกรรมเดียวกับฐานฆ่าผู้อื่นให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกตลอดชีวิต และเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบของกลางตามบัญชีของกลาง และให้จำเลยชำระค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายในการจัดการศพแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 269,250 บาท และชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 288,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายในการจัดการศพแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท และชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 201,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีนางประจวบ ภริยาจำเลยขณะเกิดเหตุเป็นประจักษ์พยาน แต่ไม่ได้ตัวมาเบิกความ และมีพันตำรวจโทถาวร พนักงานสอบสวนเป็นพยาน แม้คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้ตัวนางประจวบซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริง โดยคงมีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวนอันเป็นพยานบอกเล่า แต่พยานบอกเล่าก็ไม่มีกฎหมายห้ามรับฟังเด็ดขาด ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) บัญญัติให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานบอกเล่าได้ เมื่อมีเหตุจำเป็นไม่สามารถนำตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นได้ยินมาเป็นพยานได้ ดังนั้น เมื่อรับฟังคำให้การของนางประจวบประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองแล้วจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ก่อนเกิดเหตุนางประจวบและนายสวงษ์ได้โต้เถียงกันเรื่องที่นายสวงษ์กับพวกได้ทดลองขับรถยนต์ที่ซ่อมและห้ามล้อรถเสียงดังแล้วนายสวงษ์ถือหินและไม้เข้าไปจะทำร้ายนางประจวบ นางประจวบได้ตะโกนให้จำเลยช่วยเหลือ จำเลยจึงพูดห้ามปราม แต่นายสวงษ์ไม่ยอมหยุดและจะทำร้ายจำเลยด้วย นายสวงษ์และนายศรีรัตน์จึงถูกยิง แม้นางประจวบไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยยิงนายสวงษ์และนายศรีรัตน์ แต่นางประจวบก็อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ โดยหลังจากนายสวงษ์ถูกยิงจำเลยก็ถืออาวุธปืนวิ่งออกไปจากที่เกิดเหตุทันที และวิ่งไล่ตามพวกของนายสวงษ์เข้าไปในซอยและมีเสียงปืนดังขึ้นอีก 2 ถึง 3 นัด ปรากฏว่านายศรีรัตน์ถูกยิงบริเวณอู่ซ่อมรถแล้วจำเลยหลบหนีไป ซึ่งขณะเกิดเหตุฝ่ายจำเลยมีเพียงจำเลยและนางประจวบเท่านั้น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงนายสวงษ์และนายศรีรัตน์อย่างไรก็ดีการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายสวงษ์ก็เพื่อช่วยเหลือป้องกันนางประจวบภริยาจำเลยและจำเลยให้พ้นจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายสวงษ์ 2 นัด จนถึงแก่ความตายนั้นเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนและผู้อื่นเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่านายสวงษ์โดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ หลังจากนั้นจำเลยวิ่งไล่ตามแล้วใช้อาวุธปืนยิงนายศรีรัตน์จนถึงแก่ความตาย แม้จะเป็นการกระทำต่อเนื่องกันอันเป็นกรรมเดียว แต่ขณะจำเลยยิงนายศรีรัตน์นั้น ไม่มีภยันตรายใด ๆ ที่จำเลยจะต้องป้องกันอีก การที่จำเลยยิงนายศรีรัตน์จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น และข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืน จำเลยจึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรอีกด้วย ที่จำเลยนำสืบและฎีกาทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด ลายมือชื่อของนางประจวบในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ คำให้การในชั้นสอบสวนและสำเนาภาพถ่าย ไม่ใช่ลายมือของนางประจวบนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับคดีส่วนแพ่งในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น เห็นว่า เมื่อนายสวงษ์ผู้ตายเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด ดังนี้ ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตารา 288 ประกอบมาตรา 69 โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 กับไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางช้อย เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ชอบ ส่วนคดีแพ่งในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 2 นั้น ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 มิได้อุทธรณ์ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 คดีในส่วนแพ่งจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางช้อย และคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนของนางช้อย ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 กับให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 (2) ม. 30 ม. 44/1
ป.อ. ม. 69 ม. 91 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางช้อย บัวเขียว กับพวก
จำเลย — นายสุนันท์หรือหมู สถิตย์กุลรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายกิตติ บุญธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6368/2557
#586570
เปิดฉบับเต็ม

การมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ส่วนการมีกระสุนปืนที่สามารถใช้ร่วมกันได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การที่กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรา ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะแยกความผิดสองฐานนี้ออกจากกัน แม้ว่าจำเลยจะมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองในเวลาเดียวกัน อาวุธปืนและกระสุนปืนใช้ร่วมกันได้ การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้องจึงไม่อาจแก้ไขให้เรียงกระทงลงโทษในส่วนนี้ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2590 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91, 371 ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน และซองพกของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 364/2555 ของศาลจังหวัดปัตตานีเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2296/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธแต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2590 มาตรา 8, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง (ที่ถูกอาวุธปืน ซองกระสุนปืนและซองพกของกลาง) ส่วนคำขอให้บวกโทษและนับโทษต่อของจำเลยนั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษ จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2590 มาตรา 7, 72 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ไม่ลงโทษปรับ คงลงโทษจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 9 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุก นำโทษจำคุก 4 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 364/2555 ของศาลจังหวัดปัตตานี บวกเข้ากับโทษจำเลยในคดีนี้รวมเป็นจำคุก 1 ปี 13 เดือน หากคดีที่ให้บวกโทษปรากฏว่าจำเลยต้องขังก็ให้หักวันต้องขังให้ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีกระสุนปืนที่ใช้ร่วมกับอาวุธปืนในฟ้อง ข้อ 1 ก. ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน ตามมาตรา 7, 72 วรรคสอง ต้องเป็นเพียงกรณีมีเครื่องกระสุนปืนเท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และการมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ส่วนการมีกระสุนปืนที่สามารถใช้ร่วมกันได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การที่กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรา ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะแยกความผิดสองฐานนี้ออกจากกัน แม้ว่าจำเลยจะมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองในเวลาเดียวกัน อาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางใช้ร่วมกันได้ การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้องศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้เรียงกระทงลงโทษในส่วนนี้ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 55 ม. 72 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายอูสมัน กาเจย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายปวเมษ คล้ายสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6336/2557
#571985
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยที่ใช้ปากอมอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 3 จากนั้นจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 3 ใส่เข้าไปในทวารหนักของจำเลยถือได้ว่าเป็นการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 3 ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 มาตรา 317 (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคสาม, มาตรา 317วรรคสาม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 14 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 20 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก มาตรา 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปีรวมจำคุก 9 ปี

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 3 และโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงว่าจะแกล้งปรักปรำจำเลย และเบิกความได้สอดคล้องเชื่อมโยงกันน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 3 เป็นเด็กอายุ 12 ปีเศษ แม้เป็นเด็กผู้ชายแต่ก็ไม่ปรากฏว่าเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ใดมาก่อน ยิ่งผู้เสียหายที่ 3 ถูกจำเลยซึ่งเป็นเพศชายด้วยกันกระทำทางเพศในลักษณะดังกล่าว ย่อมเป็นเรื่องน่าอับอายเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 3 เบิกความไปตามความจริง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ไม่ผิดตัว ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าผู้เสียหายที่ 3 เบิกความตอบศาลว่าจำเลยซึ่งเดินอยู่หน้ากล้องวีดีโอวงจรปิดไม่ใช่ชายคนที่เรียกผู้เสียหายที่ 3 เข้าไปหา และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยมีลักษณะคล้ายกับชายคนที่พาไปกระทำชำเรา พยานไม่แน่ใจว่าจะเป็นชายคนที่พาพยานไปกระทำชำเราจริงหรือไม่ และตามคำเบิกความของนายแพทย์ศมสุข ประกอบรายงานความเห็นการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 นั้น เห็นว่าข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยดังกล่าว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก สำหรับที่จำเลยฎีกาว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยป่วยเป็นโรคร้ายแรงมาก่อน สมรรถภาพทางเพศเสื่อมถอยลงเป็นสาเหตุให้ไม่อาจกระทำความผิดตามฟ้อง และจำเลยไม่ใช่ผู้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ที่แท้จริง หากแต่ผู้กระทำความผิดที่แท้จริงคือนายสมภพ ซึ่งเป็นพี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยนั้นเห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ใช้ปากอมอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 3 จากนั้นจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 3ใส่เข้าไปในทวารหนักของจำเลยนั้นเป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การใช้ปากและทวารหนักของจำเลยกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง แล้ว ดังนั้นการกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 279
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นางเยาวลักษณ์ เนียมเตียง
จำเลย — นายกิมจั๊ว กนกมุสิกะกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายธีระศาสตร์ มงคลภัทรสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6323/2557
#562726
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ให้ความหมายของการกระทำชำเราว่า หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่นหรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

กรณีที่ผู้กระทำใช้อวัยวะเพศของตนกระทำชำเรา จะเป็นความผิดสำเร็จได้ต่อเมื่อหากเป็นกรณีชายกระทำต่อหญิง ต้องเป็นการใช้อวัยวะเพศของชายล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของหญิง

หากเป็นกรณีชายกระทำต่อชายด้วยกัน ต้องเป็นการใช้อวัยวะเพศของชายผู้กระทำล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในทวารหนักหรือช่องปากของชายผู้ถูกกระทำ

หากเป็นกรณีหญิงกระทำต่อชาย ต้องเป็นกรณีให้อวัยวะเพศชายผู้ถูกกระทำล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของหญิงผู้กระทำ

ส่วนกรณีที่ผู้กระทำใช้สิ่งอื่นใดกระทำชำเรา จะเป็นความผิดสำเร็จได้ต่อเมื่อหากเป็นกรณีชายกระทำต่อหญิง ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอด หรือทวารหนักของหญิง

หากเป็นกรณีชายกระทำต่อชายด้วยกัน ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในทวารหนักของผู้ถูกกระทำ หรือให้อวัยวะเพศชายของชายผู้ถูกกระทำล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในช่องปากหรือทวารหนักของผู้กระทำ

หากเป็นกรณีหญิงกระทำต่อชาย ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในทวารหนักของชาย หรือให้อวัยวะเพศของชายล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในช่องปากหรือทวารหนักของหญิง

หากเป็นกรณีหญิงกระทำต่อหญิงด้วยกัน ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดหรือทวารหนักของหญิงผู้ถูกกระทำ

ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นชายใช้ปากอมอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กชายอายุ 11 ปีเศษ จึงถือได้ว่าช่องปากของจำเลยที่ 1 เป็นสิ่งอื่นใดที่ใช้กระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม มาตรา 277 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 34, 83, 91, 277, 279, 282, 283 ทวิ, 317 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 ริบธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ ที่เป็นรางวัลในการจูงใจให้กระทำผิด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคแรก วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี รวมจำคุก 37 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี รวมจำคุก 40 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 26 ปี 8 เดือน ริบธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับ ของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ (ที่ถูก สารบบความศาลอุทธรณ์)

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เด็กชาย พ. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดวันที่ 8 เมษายน 2538 เป็นบุตรของนายเสรี ผู้เสียหายที่ 2 กับนางทองดี ผู้เสียหายที่ 3 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุยังไม่เกินสิบสามปี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2550 จำเลยที่ 2 ชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปทำความสะอาดบ้าน จำเลยที่ 1 โดยที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขออนุญาตผู้เสียหายที่ 2 หลังจากผู้เสียหายที่ 1 ทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้วได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50 บาท หลังจากนั้นต่อมาจำเลยที่ 2 รับผู้เสียหายที่ 1 ไปทำความสะอาดบ้านจำเลยที่ 1 อีก โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขออนุญาตผู้เสียหายที่ 2 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ทำความสะอาดบ้านเสร็จ จำเลยที่ 2 เรียกผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องนอน พบจำเลยที่ 1 ในสภาพเปลือย จำเลยที่ 2 บอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดกางเกงแล้วให้ขึ้นไปนอนบนเตียง จำเลยที่ 1 นั่งคร่อมบนลำตัวผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้มือลูบคลำอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ใช้มือกระทำกับอวัยวะเพศของตนเองจนสำเร็จความใคร่ จำเลยที่ 1 ให้เงินผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 120 บาท และให้เงินจำเลยที่ 2 จำนวน 200 บาท ประมาณปลายเดือนเมษายน 2550 จำเลยที่ 2 รับผู้เสียหายที่ 1 ไปทำความสะอาดบ้านจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ขออนุญาตผู้เสียหายที่ 2 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ทำความสะอาดบ้านเสร็จ จำเลยที่ 2 เรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปในห้องนอน พบจำเลยที่ 1 ในสภาพเปลือย จำเลยที่ 2 บอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดกางเกงแล้วให้ขึ้นไปนอนบนเตียง จำเลยที่ 1 นั่งคร่อมบนลำตัวผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้มือลูบคลำอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ใช้อวัยวะเพศของตนถูไถบริเวณท้องน้อยของผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้มือกระทำกับอวัยวะเพศของตนเองจนสำเร็จความใคร่ จากนั้นจำเลยที่ 1 ให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 2 ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2550 จำเลยที่ 2 รับผู้เสียหายที่ 1 ไปทำความสะอาดบ้านจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ขออนุญาตผู้เสียหายที่ 2 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ทำความสะอาดบ้านเสร็จ จำเลยที่ 2 เรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปในห้องนอน พบจำเลยที่ 1 ในสภาพเปลือย จำเลยที่ 2 บอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดกางเกงแล้วให้ขึ้นไปนอนบนเตียง จำเลยที่ 1 นั่งคร่อมบนลำตัวผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้มือลูบคลำอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ใช้ปากอมอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้มือกระทำกับอวัยวะเพศของตนเองจนสำเร็จความใคร่ จำเลยที่ 1 ให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายวันที่ 2 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 2 รับผู้เสียหายที่ 1 ไปทำความสะอาดบ้านจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ขออนุญาตผู้เสียหายที่ 2 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ทำความสะอาดบ้านเสร็จ จำเลยที่ 2 เรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปในห้องนอน พบจำเลยที่ 1 ในสภาพเปลือย จำเลยที่ 2 บอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ถอดกางเกงแล้วให้ขึ้นไปนอนบนเตียง จำเลยที่ 1 นั่งคร่อมบนลำตัวผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้มือลูบคลำอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ใช้ปากอมอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้มือกระทำกับอวัยวะเพศของตนเองจนสำเร็จความใคร่ จากนั้นจำเลยที่ 1 ให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 2 เห็นว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 สอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบไปด้วยเหตุผล มีน้ำหนักมั่นคงอันควรเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า เมื่อเดือนมีนาคมและเมษายน 2550 จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารและจำเลยที่ 1 กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 1 รวม 2 ครั้ง หลังจากนั้นเมื่อประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2550 และวันที่ 2 ธันวาคม 2550 จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร แล้วจำเลยที่ 1 ใช้ปากอมอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และใช้มือกระทำกับอวัยวะเพศของตนเองจนสำเร็จความใคร่อีกรวม 2 ครั้ง ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 ในสองครั้งหลังนี้เป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง บัญญัติว่า "การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" นั่นคือ การกระทำชำเราตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวนี้จะต้องเป็นการกระทำโดยผู้กระทำใช้อวัยวะเพศของตนกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้ถูกกระทำ และถ้าหากผู้กระทำใช้สิ่งอื่นใดกระทำ ผู้กระทำจะกระทำได้เพียงกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้ถูกกระทำเท่านั้น ส่วนกรณี "การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" นั้น หากเป็นกรณีชายเป็นผู้กระทำต่อหญิง ต้องเป็นการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปช่องคลอด หรือทวารหนัก หรือช่องปากของหญิงผู้ถูกกระทำ หากเป็นกรณีชายเป็นผู้กระทำต่อชายด้วยกัน ต้องเป็นการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปทวารหนัก หรือช่องปากของชายผู้ถูกกระทำ หากกรณีหญิงเป็นผู้กระทำต่อชาย ต้องเป็นการให้อวัยวะเพศของชายผู้ถูกกระทำล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดของผู้กระทำ เช่นนี้แล้วจึงจะเป็นความผิดสำเร็จ ส่วนกรณี "การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" นั้น หากกรณีชายเป็นผู้กระทำต่อหญิง ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดหรือทวารหนักของหญิงผู้ถูกกระทำ หากกรณีชายเป็นผู้กระทำต่อชายด้วยกัน ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในทวารหนักของชายผู้ถูกกระทำ หรือให้อวัยวะเพศของชายผู้ถูกกระทำล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในช่องปากหรือทวารหนักของผู้กระทำ หากกรณีหญิงเป็นผู้กระทำต่อชาย ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในทวารหนักของชายผู้ถูกกระทำ หรือให้อวัยวะเพศของชายผู้ถูกกระทำล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในช่องปากหรือทวารหนักของผู้กระทำ หากกรณีหญิงเป็นผู้กระทำต่อหญิงด้วยกัน ต้องเป็นการใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดล่วงล้ำหรือสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดหรือทวารหนักของหญิงผู้ถูกกระทำ เช่นนี้แล้วจึงจะเป็นความผิดสำเร็จ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่าจำเลยที่ 1 ใช้ช่องปากของจำเลยที่ 1 อมอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 277 วรรคสอง ครบถ้วนแล้ว นั่นคือ การที่จำเลยที่ 1 ใช้ช่องปากของจำเลยที่ 1 อมอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ถือได้ว่าช่องปากของจำเลยที่ 1 เป็น "สิ่งอื่นใด" ตามความหมายของบทบัญญัติมาตราดังกล่าวนี้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้กระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ส่วนความผิดฐานอื่น ๆ นั้น ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสอง ม. 227 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิลเลียม เจอร์ราด น็อปเปียน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายดุสิต ผดุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6270/2557
#575238
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ฟ้องเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์คืนเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายให้แก่ลูกจ้าง (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่สามารถจัดหาบุคคลอื่นมารับมอบหน้าที่จากจำเลยที่ 1 ได้ ผู้บังคับบัญชาไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 1 สะสางงานที่คั่งค้างหรือดำเนินการให้ค้นหาหรือชี้แจงเกี่ยวกับเอกสารที่อ้างว่าสูญหาย และไม่สามารถระบุได้ว่าเอกสารที่โจทก์อ้างว่าสูญหายนั้นคือเอกสารอะไร ลูกค้ารายใด จำนวนเงินเท่าใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามที่โจทก์อ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินประกันให้จำเลยที่ 1 คำพิพากษามีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายผู้ยื่นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11), 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดและโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่วันที่ศาลแรงงานกลางได้มีพิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรือให้งดเสียถ้าหากมี

คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ลาออกโดยมิได้สะสางและส่งมอบงานบัญชีที่อยู่ในความรับผิดชอบให้แก่ผู้จัดการฝ่ายบัญชีคนใหม่ ไม่ดูแลเอกสารของลูกหนี้ทำให้เอกสารสูญหายหลายรายการซึ่งเป็นเหตุอย่างเดียวกันกับที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 แม้คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดแต่โจทก์ก็ถูกผูกพันตามคำพิพากษานั้น จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดและโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน) จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้ ข้อ 1 ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่ ข้อ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องอันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ข้อ 3 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้อ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในขณะเป็นลูกจ้างโจทก์ถือว่าเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์เสียหายนั้น ศาลแรงงานกลางได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อนี้ก่อนแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในมูลผิดสัญญาจ้างแรงงาน ละเมิด และค้ำประกัน สำหรับคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลางโจทก์ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์คืนเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานให้แก่ลูกจ้าง (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคนละเรื่องกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เห็นว่า แม้คดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลางโจทก์จะฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยเพื่อขอให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์คืนเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจำนวน 14,300 บาท ให้แก่ลูกจ้าง (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) โดยคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีในเรื่องที่เกี่ยวกับการทำผิดสัญญาจ้างแรงงานของจำเลยที่ 1 ไว้แล้วว่า จำเลยที่ 1 ลาออกโดยบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน ตามระเบียบข้อบังคับเพื่อให้โจทก์จัดหาบุคคลอื่นมารับมอบงาน แต่โจทก์ไม่สามารถจัดหาบุคคลอื่นมารับมอบหน้าที่จากจำเลยที่ 1 ได้ ผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 1 สะสางงานที่คั่งค้างหรือดำเนินการให้ค้นหาหรือชี้แจงเกี่ยวกับเอกสารที่อ้างว่าสูญหาย เอกสารของลูกหนี้หลายรายที่โจทก์อ้างว่าสูญหายจนถึงวันฟ้องก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเอกสารที่สูญหายนั้นคือเอกสารอะไร ลูกค้ารายใด จำนวนเงินเท่าใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ในคดีนี้โจทก์ก็ยังฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ลาออกโดยมิได้สะสางและส่งมอบงานบัญชีที่อยู่ในความรับผิดชอบให้แก่ผู้จัดการฝ่ายบัญชีคนใหม่ ไม่ดูแลรักษาเอกสารของลูกหนี้ทำให้เอกสารสูญหายหลายรายการซึ่งเป็นเหตุการณ์กระทำอย่างเดียวกันกับที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 แล้ว แม้คดีดังกล่าวนั้นยังไม่ถึงที่สุดแต่ศาลแรงงานกลางก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ผลแห่งการวินิจฉัยและคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548ย่อมมีผลผูกพันคู่ความในกระบวนการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียถ้าหากมีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ดังนี้เมื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 6323/2548 ของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นบุคคลผู้ยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง อันเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์จึงมีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ด้วย กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 145 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสทีแกรนด์คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — นางสาวสายฝน ฟูวัฒนศิลป์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6205/2557
#562518
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 54 ไม่ได้กล่าวถึงเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสม และเมื่อพิจารณาบทนิยามคำว่า เงินสะสม ตามมาตรา 3 วรรคแปด ที่ให้ความหมายว่า เงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุนตาม พ.ร.บ. นี้ แสดงว่าเงินสะสมเป็นเงินของสมาชิก ยิ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 39 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ เห็นได้ว่า เงินสะสมนี้บทมาตราดังกล่าวให้ส่วนราชการหักตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงจากเงินเดือนที่สมาชิกผู้นั้นได้รับ เงินสะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนของสมาชิก เมื่อกระทรวงคมนาคมลงโทษไล่จำเลยออกจากราชการโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2550 จำเลยจึงต้องคืนเงินเดือนสำหรับการทำงานวันที่ 30 กันยายน 2550 ให้แก่ส่วนราชการเจ้าสังกัดคือ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ผู้จ่ายเงินเดือนให้จำเลยจึงมีสิทธิเรียกเงินเดือนของวันดังกล่าวเต็มจำนวนก่อนมีการหักเงินสะสม โจทก์ไม่ใช่ส่วนราชการเจ้าสังกัดผู้จ่ายเงินเดือนให้จำเลย และ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ก็ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิโจทก์ไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินสะสมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนจำเลยและไม่มีสิทธิเรียกคืนผลประโยชน์ของเงินสะสมด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 512,900.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 485,908.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 485,813.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 485,861.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 จำเลยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม จำเลยสมัครเป็นสมาชิกประเภทสะสมกับโจทก์ ต่อมาจำเลยได้สิ้นสุดสมาชิกภาพ เนื่องจากออกจากราชการด้วยเหตุเกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 จำเลยยื่นคำขอรับเงินจากโจทก์ โจทก์จ่ายคืนเงินสมาชิกแก่จำเลยคือ เงินสะสมเป็นต้นเงิน 130,534 บาท ผลประโยชน์ 57,525.44 บาท รวม 188,059.44 บาท เงินสมทบเป็นต้นเงิน 130,534 บาท ผลประโยชน์ 57,525.44 บาท รวม 188,059.44 บาท เงินชดเชยเป็นต้นเงิน 87,015 บาท ผลประโยชน์ 38,344.66 บาท รวม 125,359.66 บาท เงินประเดิม 153,356 บาท ผลประโยชน์ 207,098.01 บาท รวม 360,454.01 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 861,932.55 บาท โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเลขที่ 026 - 232572 - 5 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือจากกรมทางหลวง ซึ่งเป็นหน่วยราชการต้นสังกัดของจำเลยว่า จำเลยถูกลงโทษทางวินัยให้ไล่ออกจากราชการกรณีกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ และฐานกระทำการอันได้ชื่อเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2550 ตามสำเนาคำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 178/2551 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2551 คดียุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวรวมเป็นเงิน 485,813.67 บาท ตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 54 และคดียุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อจำเลยถูกไล่ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2550 รัฐบาลไม่มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบของวันดังกล่าว จำนวน 47 บาท และผลประโยชน์ 0.63 บาท โจทก์จ่ายไปโดยสำคัญผิดจึงเรียกคืนได้ด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า เมื่อจำเลยถูกไล่ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2550 จำเลยจะต้องคืนเงินสะสมของวันดังกล่าวจำนวน 47 บาท และผลประโยชน์จากเงินสะสมจำนวน 0.63 บาท รวมเป็นเงิน 47.63 บาท แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเงินสะสมและผลประโยชน์คืน ไม่อาจพิจารณาจากนิยามของคำว่า "เงินสะสม" ตามมาตรา 3 วรรคแปด แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาประกอบมาตรา 39 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินเดือนในวันที่ 30 กันยายน 2550 ส่วนราชการเจ้าสังกัดไม่ต้องหักเงินสะสมจากเงินเดือนของวันดังกล่าวที่จำเลยไม่มีสิทธิได้รับ จำเลยจึงต้องคืนเงินสะสมและผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 54 คงบัญญัติเพียงว่า สมาชิกซึ่งถูกไล่ออกจากราชการเนื่องจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของตนเอง ผู้นั้นหรือทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าว บทบัญญัตินี้ไม่ได้กล่าวถึงเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสม เมื่อพิจารณาบทนิยามคำว่า เงินสะสม ตามมาตรา 3 วรรคแปด ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ความหมายว่า เงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุนตามพระราชบัญญัตินี้ แสดงว่าเงินสะสมเป็นเงินของสมาชิก ยิ่งเมื่อนำมาตรา 39 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ของบทกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์อ้างในชั้นฎีกามาพิจารณาประกอบด้วยแล้ว จะเห็นได้ว่า เงินสะสมนี้บทมาตราดังกล่าวให้ส่วนราชการหักตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงจากเงินเดือนที่สมาชิกผู้นั้นได้รับ ดังนั้น เงินสะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนของสมาชิก เมื่อกระทรวงคมนาคมมีคำสั่งที่ 178/2551 ลงโทษไล่จำเลยออกจากราชการเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2551 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2550 จำเลยจึงต้องคืนเงินเดือนสำหรับการทำงานวันที่ 30 กันยายน 2550 ให้แก่ส่วนราชการเจ้าสังกัด คือ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ผู้จ่ายเงินเดือนให้แก่จำเลยจึงมีสิทธิเรียกเงินเดือนของวันดังกล่าว คืนจากจำเลยเต็มจำนวนก่อนมีการหักเงินสะสม โจทก์ไม่ใช่ส่วนราชการเจ้าสังกัดผู้จ่ายเงินเดือนให้จำเลย และพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 มาตรา 54 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิโจทก์ไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินสะสมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนผลประโยชน์ของเงินสะสมด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
จำเลย — นายนิยม สุจริตวัฒนศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายถิรายุ สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6197/2557
#572063
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์อุทธรณ์ในเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่จำเลยได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทเสียด้วย ซึ่งพอแปลได้ว่า จำเลยเห็นว่าที่ดินพิพาทมิได้เป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายและจำเลยหามาได้ร่วมกันดังที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมา ดังนี้ คดีจึงมีประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลต้องยกขึ้นวินิจฉัยด้วยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายและจำเลยหามาได้ร่วมกันหรือเป็นทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งข้อเท็จจริงยังฟังไม่ยุติ ประเด็นในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง กรณีไม่ใช่การอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่อาจอนุญาตให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ตามส่วนของโจทก์ที่มีอยู่รวมกับทรัพย์มรดก หากไม่สามารถแบ่งแยกให้ได้ให้จำเลยนำทรัพย์สินพิพาททั้งหมดรวมทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท กับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีจำนวน 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ในกรณีที่ไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ แต่คดีนี้แม้โจทก์อุทธรณ์ในเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จำเลยได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทเสียด้วย ซึ่งพอแปลได้ว่า จำเลยเห็นว่าที่ดินพิพาททั้ง 44 แปลง มิได้เป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายและจำเลยหามาได้ร่วมกันดังที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมา ดังนี้ คดีจึงมีประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลต้องยกขึ้นวินิจฉัยด้วยว่าที่ดินพิพาททั้ง 44 แปลง เป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายและจำเลยหามาได้ร่วมกันหรือเป็นทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งข้อเท็จจริงยังฟังไม่ยุติ ประเด็นในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฟอวาซ เซ็คซ์
นางสาวนันทาหรือสุนันทาหรือลิปดา
จำเลย — แซ่ลิ้มหรือจักรคชาพล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายรุ่งโรจน์ ไวปัญญา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6177/2557
#562521
เปิดฉบับเต็ม

คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างเหมาคดีนี้ไม่ใช่แบบ Turn - Key แต่เป็นสัญญา Design Built จึงจำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า แม้ไม่ใช่สัญญาจ้างเหมาแบบ Turn - Key ผู้ร้องกระทำผิดสัญญาหรือไม่ เพราะข้ออ้างหลักของคำเสนอข้อพิพาท คือ ผู้ร้องกระทำผิดสัญญา มิใช่ว่าเมื่อสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างไม่ใช่สัญญาแบบ Turn - Key เสียแล้วจะต้องตัดประเด็นอื่น ๆ ไปเสียทั้งหมดซึ่งจะทำให้ฝ่ายที่ผิดสัญญาไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่ตนก่อ อันจะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น และการที่คำเสนอข้อพิพาทอ้างว่าผู้ร้องทำงานล่าช้า ตอกเสาเข็มไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานวิชาช่าง แล้วขนย้ายคนงานและวัสดุออกไปจากสถานที่ก่อสร้าง อันเป็นการผิดสัญญา ก็หมายความว่าผู้ร้องละทิ้งงานนั่นเอง ดังนั้น ที่คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยว่าผู้ร้องผิดสัญญาเพราะละทิ้งงาน จึงอยู่ในประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดไว้ ไม่เป็นการวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาท

ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างเอกชนกับเอกชนสมัครใจตกลงกัน ข้อสัญญาไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเมื่อฟังได้ว่าคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากไม่ได้วินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ การยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากในคดีหมายเลขดำที่ 14/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 18/2555

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากในคดีนี้วินิจฉัยชี้ขาดเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการว่า ผู้ร้องผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ผู้คัดค้านจึงบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำ คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า

1. ผู้ร้องผิดสัญญาจ้างแบบ Turn - Key หรือไม่

2. ผู้ร้องจะต้องคืนเงินมัดจำ ชำระค่าปรับ ค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย เสาเข็มและค่าเสียหายอื่น ๆ ตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านหรือไม่ เพียงใด

ในการพิจารณาคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างคดีนี้ไม่ใช่แบบ Turn - Key แต่เป็นสัญญา Design Built จึงจำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่าแม้ไม่ใช่สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแบบ Turn - Key ผู้ร้องกระทำผิดสัญญาหรือไม่ เพราะข้ออ้างหลักของคำเสนอข้อพิพาทคือ ผู้ร้องกระทำผิดสัญญา มิใช่ว่าเมื่อสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างไม่ใช่สัญญาแบบ Turn - Key เสียแล้วจะต้องตัดประเด็นอื่น ๆ ไปเสียทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ฝ่ายผิดสัญญาไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่ตนก่อ อันจะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ส่วนข้อที่ผู้ร้องอ้างเหตุในฎีกาด้วยว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้ร้องละทิ้งงานเป็นการวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทด้วยนั้น เห็นว่า คำเสนอข้อพิพาทอ้างว่าผู้ร้องทำงานล่าช้า ตอกเสาเข็มไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานวิชาช่าง แล้วขนย้ายคนงานและวัสดุออกไปจากสถานที่ก่อสร้าง อันเป็นการผิดสัญญา ซึ่งมีความหมายว่าผู้ร้องละทิ้งงานนั่นเอง ดังนั้น ที่คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้ร้องผิดสัญญาเพราะละทิ้งงานจึงอยู่ในประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดไว้ และไม่เป็นการวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทเช่นกัน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า การยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ข้อพิพาทในคดีเป็นเรื่องสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างเอกชนกับเอกชนสมัครใจตกลงกัน ข้อสัญญาไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และดังวินิจฉัยแล้วข้างต้นว่าคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากไม่ได้วินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด ดังนั้น การยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 24 ม. 40 วรรคสาม (1) ม. 40 (ง) ม. 40 วรรคสาม (2) ม. 40 (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทแวนบิวฟ์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทแอล.ที.เวอค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจตุรงค์ บุรมัชนานท์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6168/2557
#562602
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการร่วมกับ จ. จำเลยที่ 3 และที่ 5 ในการดำเนินการให้การรับกินรับใช้ในฐานะเจ้ามือเป็นไปจนเสร็จสิ้นในการเล่นการพนันโดยการแบ่งหน้าที่กันทำ ซึ่งมีทั้งก่อนวันที่ออกรางวัลและหลังจากรางวัลออกแล้ว เมื่อตรวจทราบว่ามีการได้เสียกันเท่าไร หาได้เสร็จสิ้นเมื่อมีการออกรางวัลแล้วเท่านั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นตัวการในการกระทำความผิดด้วย มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 4 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นลูกค้า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5 คนละ 6 เดือนและปรับคนละ 1,800 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 1,200 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 900 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติไว้ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยทั้งเจ็ดไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี ให้จำเลยทั้งเจ็ดกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนดระยะเวลา 20 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 12 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ปรับ และไม่คุมความประพฤติจำเลยทั้งเจ็ด รวมทั้งไม่จ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จะเป็นตัวการกระทำความผิดต้องกระทำความผิดในขณะเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและจับเมื่อเวลา 13 นาฬิกา ซึ่งไม่มีการรับพนันขันต่อแล้ว โจทก์ไม่มีพยานคนใดเบิกความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับเป็นเจ้ามือ หรือจดเลข ส่งโทรสาร บันทึกข้อมูลลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หลักฐานที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้เป็นโพยสลากกินรวบ 92 แผ่นซึ่งต้องมีการกระทำก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันที่สลากรางวัลออก เมื่อเกิดเหตุความผิดแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงมีความผิดเป็นผู้สนับสนุนเท่านั้น นั้นเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการร่วมกับนางจุฑาทิพย์ จำเลยที่ 3 และที่ 5 ในการดำเนินการให้การรับกินรับใช้ในฐานะเจ้ามือเป็นไปจนเสร็จสิ้นในการเล่นการพนันโดยการแบ่งหน้าที่กันทำ ซึ่งมีทั้งก่อนวันที่ออกรางวัลและหลังจากรางวัลออกแล้วเมื่อตรวจทราบว่ามีการได้เสียกันเท่าไร หาได้เสร็จสิ้นเมื่อมีการออกรางวัลแล้วเท่านั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นตัวการในการกระทำความผิดด้วย มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยเรื่องนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นายอดิสรณ์ สรศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายนคร ธีรฉัตรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6068/2557
#588131
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่โจทก์ จำเลยที่ 2 และ พ. ร่วมกันยื่นคำร้องขอจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ถือว่าบุคคลดังกล่าวยอมผูกพันกันตามกฎหมายเพื่อทำกิจการร่วมกันด้วยจะประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 แล้ว ต่างจากที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนโดยไม่จดทะเบียนซึ่งต้องพิจารณาด้วยว่าการตกลงนั้นมีลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนหรือไม่

การแบ่งเงินปันผลกำไรให้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1084 ส่วนจะมีการแบ่งกันเมื่อใด อย่างไร ย่อมเป็นไปตามสัญญาห้างหุ้นส่วน หากสัญญาห้างหุ้นส่วนไม่กำหนดไว้ก็ย่อมเป็นไปตามที่หุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจเห็นสมควร และถ้าหากผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงกันไม่ได้ในเรื่องการจ่ายเงินปันผลและมีเหตุให้เลิกห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีต่อไป

เงินส่วนกำไรของห้างหุ้นส่วนจะยังไม่เป็นเงินปันผลจนกว่าจะมีการตกลงให้จ่ายเงินกำไรนั้นเป็นเงินปันผล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 421,747.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 411,461.87 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ลงหุ้นด้วยเงิน 300,000 บาท โจทก์และนายพงษ์ศักดิ์ เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ลงหุ้นด้วยเงินคนละ 100,000 บาท ตามหนังสือรับรองและรายการจดทะเบียนจัดตั้ง โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ชำระเงินค่าหุ้นดังกล่าวเอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือไม่นั้น ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าต้องมีการตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้นและต้องจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดต่อนายทะเบียน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1078 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ จำเลยที่ 2 และนายพงษ์ศักดิ์ มีเจตนาร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ตามรายการจดทะเบียนจัดตั้ง ดังนี้ เมื่อเป็นความสมัครใจของโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายพงศักดิ์ที่ร่วมกันยื่นคำร้องขอจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 พฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่า โจทก์ จำเลยที่ 2 และนายพงษ์ศักดิ์ยอมผูกพันกันตามกฎหมาย เพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 แล้ว ซึ่งต่างจากกรณีที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนโดยไม่ได้จดทะเบียนซึ่งต้องพิจารณาว่าการตกลงนั้นมีลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องแบ่งเงินปันผลให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การแบ่งเงินปันผลแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1084 ส่วนจะมีการแบ่งเงินปันผลกันเมื่อใด อย่างใด ย่อมเป็นไปตามสัญญาหุ้นส่วน หากสัญญาหุ้นส่วนไม่กำหนดไว้ย่อมเป็นไปตามที่หุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นผู้มีอำนาจจัดการงานของห้างเห็นสมควร ที่โจทก์ฎีกาขอให้แบ่งเงินปันผล 311,461.87 บาท แก่โจทก์นั้น โจทก์อ้างว่าเป็นเงินกำไรของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งแบ่งตามส่วนแล้วโจทก์จะได้เงินเท่ากับจำนวนดังกล่าว เห็นว่า เงินกำไรของห้างหุ้นส่วนจะยังไม่เป็นเงินปันผลจนกว่าจะมีการตกลงให้จ่ายเงินกำไรนั้นเป็นเงินปันผลแก่ผู้เป็นหุ้นส่วน ซึ่งการจะให้จ่ายเงินปันผลจากกำไรของห้างหุ้นส่วนในอัตราเท่าใด เมื่อใด ย่อมเป็นไปตามสัญญาหุ้นส่วน หากไม่ได้ตกลงกันไว้ก็ต้องเป็นไปตามที่หุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งมีสิทธิจัดการงานของห้างเห็นสมควร โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจึงไม่อาจขอให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจ่ายเงินปันผลจากกำไรของห้าง หากผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงกันไม่ได้ในเรื่องการจ่ายเงินปันผลและมีเหตุขอให้เลิกห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1078 ม. 1084
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตรีทวี สังขโอภาส
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.สิรินาฎ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายอนันต์ ลิขิตธนสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2557
#572071
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเป็นการตกลงว่า ถ้ามีการฟ้องคดีอันเกี่ยวกับสัญญาเช่านี้ จำเลยที่ 1 ผู้เช่ายอมชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตลอดทั้งค่าทนายความให้จนครบถ้วนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อันจะพึงมีขึ้น สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าฤชาธรรมเนียม ได้แก่ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าสืบพยานหลักฐานนอกศาล ค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของพยาน ผู้เชี่ยวชาญ ล่าม และเจ้าพนักงานศาล ค่าทนายความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ตลอดจนค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ บรรดาที่กฎหมายบังคับให้ชำระ" ซึ่งมาตรา 153/1 บัญญัติว่า "ค่าฤชาธรรมเนียมตาม มาตรา 149 ... ให้ชำระตามวิธีการและอัตราที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ หรือตามวิธีการและอัตราที่มีกฎหมายอื่นบังคับไว้" และมาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" ดังนั้น สัญญาจ้างว่าความจึงเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับทนายโจทก์ ซึ่งตกลงกันเองไม่อาจนำมาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้แก่โจทก์ได้ โดยจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้แก่โจทก์ตามที่ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดตามกฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักของทนายความไม่อาจกำหนดให้ได้ เพราะมิใช่ค่าฤชาธรรมเนียมตามที่กฎหมายบัญญัติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤษภาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 25,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นแรกว่าต้องนำเงินประกันความเสียหาย 50,000 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายที่โจทก์จะได้รับหรือไม่ เห็นว่า เงินประกันความเสียหายเป็นเงินที่ผู้ให้เช่าต้องคืนให้แก่ผู้เช่า หากผู้เช่ามิได้ทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เช่าหรือติดค้างชำระค่าเช่าหรือมีหนี้สินอื่นที่ค้างอยู่ เมื่อครบกำหนดเวลาการเช่าหรือเมื่อสัญญาการเช่าระงับลงโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าตามข้อ 2 ของหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวแสดงว่าไม่ว่าจะมีการฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าหรือไม่ก็ตาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เช่าหรือติดค้างชำระค่าเช่าหรือมีหนี้สินอื่นค้างอยู่ โจทก์ผู้ให้เช่าต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เช่า โจทก์ก็ไม่อาจถือว่าเงินประกันความเสียหายจะตกเป็นของโจทก์เสียทั้งหมดนอกเหนือไปจากหักเป็นค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิได้รับ เพราะเงินดังกล่าวเป็นการให้โจทก์ยึดถือไว้ล่วงหน้าเพื่อประกันว่าหากมีความเสียหายหรือค้างชำระค่าเช่าอย่างน้อยจะมีเงินดังกล่าวชำระหนี้นั้นได้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่หากความเสียหายหรือค่าเช่าที่ค้างชำระไม่ถึงเงินประกันที่โจทก์ยึดถือ โจทก์ย่อมต้องคืนส่วนที่เหลือแก่ผู้เช่าไม่อาจยึดถือไว้ได้ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้นำเงินประกันความเสียหาย 50,000 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายที่โจทก์จะได้รับ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการเดินทางกับค่าที่พักของทนายความตามหนังสือสัญญาเช่าแก่โจทก์เพียงใดโดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์จ้างทนายความเป็นเงิน 200,000 บาท ตามสัญญาจ้างว่าความ โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักครั้งละ 10,000 บาท เป็นเงิน 140,000 บาท ซึ่งตั้งแต่เดินทางไปยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นถึงวันยื่นฎีกาที่ศาลชั้นต้นไม่น้อยกว่า 10 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 100,000 บาท และต้องไปอีกหลายครั้งจนกว่าคดีถึงที่สุดกับค่าจ้างทนายความ 60,000 บาท ซึ่งโจทก์จ่ายให้หมดแล้วขอให้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ 150,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเป็นการตกลงว่า ถ้ามีการฟ้องคดีอันเกี่ยวกับสัญญาเช่านี้ จำเลยที่ 1 ผู้เช่ายอมชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตลอดทั้งค่าทนายความให้จนครบถ้วนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อันพึงจะมีขึ้น สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าฤชาธรรมเนียม ได้แก่ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าสืบพยานหลักฐานนอกศาล ค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของพยาน ผู้เชี่ยวชาญล่าม และเจ้าพนักงานศาล ค่าทนายความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ตลอดจนค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ บรรดาที่กฎหมายบังคับให้ชำระ" ซึ่งมาตรา 153/1 บัญญัติว่า "ค่าฤชาธรรมเนียมตามมาตรา 149...ให้ชำระตามวิธีการและอัตราที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือตามวิธีการและอัตราที่มีกฎหมายอื่นบังคับไว้" ทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" ดังนั้น สัญญาจ้างว่าความจึงเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับทนายความโจทก์ ซึ่งตกลงกันเองไม่อาจนำมาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้แก่โจทก์ได้ โดยจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้แก่โจทก์ตามที่ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักของทนายความไม่อาจกำหนดให้ได้ เพราะมิใช่ค่าฤชาธรรมเนียมตามที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนค่าทนายความมีตาราง 6 ค่าทนายความ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (1) กำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ไม่ต่ำกว่าคดีละ 3,000 บาท และ (2) กำหนดอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้นในคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินร้อยละ 5 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 25,000 บาท แก่โจทก์ และใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีคือ 100,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับมานั้น จึงเป็นไปตามกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 153/1 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรมสิงคโปร์
จำเลย — บริษัทเจียคัลเลอร์แลบ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวจิระวดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางอารยา วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6043 -ที่ 6044/2557
#562609
เปิดฉบับเต็ม

ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยประกอบทะเบียนบ้าน และสัญญาเช่าทรัพย์สินว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 55/22 ตรอกวัดใหญ่ศรีสุพรรณ ถนนอินทรพิทักษ์ แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งสามารถเดินทางไปบ้านดังกล่าวได้ แต่การส่งสำเนาอุทธรณ์เพื่อให้จำเลยแก้อุทธรณ์ ระบุบ้านที่อยู่ของจำเลยเป็นแขวงบางยี่เรือ ซึ่งเป็นการระบุตามที่ปรากฏในฟ้อง และไม่มีการระบุตรอก เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ส่งหมายส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยไม่ได้เนื่องจากหาไม่พบ กรณีดังกล่าวเป็นการผิดหลงในเรื่องภูมิลำเนาของจำเลย อย่างไรก็ตาม จำเลยแต่งตั้งทนายความเข้ามาต่อสู้คดีตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยไม่ได้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ทนายจำเลยแทน แต่ศาลชั้นต้นสั่งให้รีบส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีโอกาสแก้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนเฉพาะการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เท่านั้น โดยมิได้พิจารณาสั่งเรื่องการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยว่าชอบหรือไม่ คำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบ แม้มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังใหม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวก็เป็นการพิจารณาพิพากษาโดยมิชอบด้วยเช่นกัน กรณีมีเหตุสมควรให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 288, 289 และบวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3411/2546 ของศาลแขวงธนบุรี เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ ริบคอขวดสุราแตกของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบคอขวดสุราแตกของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 10 ปี ริบคอขวดสุราแตกของกลาง บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3411/2546 ของศาลแขวงธนบุรี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 10 ปี 4 เดือน

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยเพื่อแก้อุทธรณ์ใหม่ และขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 เฉพาะส่วนที่ถือว่าอ่านให้จำเลยฟัง ให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังใหม่แล้วดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังใหม่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2555 และออกหมายจำคุกจำเลยระหว่างอุทธรณ์ฎีกาตามผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

จำเลยฎีกาคำสั่งและคำพิพากษา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยประกอบทะเบียนบ้านสัญญาเช่าทรัพย์สินวัดใหญ่ศรีสุพรรณว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 55/22 ตรอกวัดใหญ่ศรีสุพรรณ ถนนอินทรพิทักษ์ แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งสามารถเดินทางไปบ้านเลขที่ดังกล่าวได้ แต่การส่งสำเนาอุทธรณ์เพื่อให้จำเลยแก้อุทธรณ์ ระบุบ้านที่อยู่ของจำเลยเป็นแขวงบางยี่เรือซึ่งเป็นการระบุตามที่ปรากฏในฟ้อง และไม่มีการระบุตรอก เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ส่งหมายส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยไม่ได้เนื่องจากหาไม่พบโดยได้สอบถามจากไปรษณีย์แล้วบ้านเลขที่ดังกล่าวไม่มีในพื้นที่ส่ง กรณีดังกล่าวเป็นการผิดหลงในเรื่องภูมิลำเนาของจำเลย อย่างไรก็ตาม จำเลยแต่งตั้งทนายความเข้ามาต่อสู้คดีตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยไม่ได้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ทนายจำเลยแทน แต่ศาลชั้นต้นสั่งให้รีบส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีโอกาสแก้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนเฉพาะการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2551 เท่านั้น โดยมิได้พิจารณาสั่งเรื่องการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยชอบหรือไม่ คำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบ แม้มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังใหม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวก็เป็นการพิจารณาพิพากษาโดยมิชอบด้วยเช่นกัน กรณีมีเหตุสมควรให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของจำเลย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อุทธรณ์แล้วส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 ม. 225
ป.อ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายคมศักดิ์หรือโอม สมฆ้อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ศาลอุทธรณ์ — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6018/2557
#562656
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ในความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 5,000,000 บาท นั้น เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองและโจทก์กำหนดจำนวนค่าเสียหายมาแน่นอนแล้วในขณะยื่นฟ้อง แม้โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสองชำระนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่ก็ไม่ใช่ค่าเสียหายที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคตนอกจากที่ศาลมีอำนาจพิพากษาหรือสั่งตามมาตรา 142 อยู่แล้ว ตามตาราง 1 (4) ท้าย ป.วิ.พ. ดังนั้น จึงต้องถือว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามตาราง 1 (1) (ก) คดีโจทก์จึงมีทุนทรัพย์ 5,000,000 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามทุนทรัพย์จึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์เพิกเฉยไม่ยอมชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงชอบที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ก็มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั่นเอง ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคท้าย คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์แล้ว ก็ชอบที่มีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระภายใน 10 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง แต่โจทก์ไม่ดำเนินการ

ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ในความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 5,000,000 บาท นั้น เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองและโจทก์กำหนดจำนวนค่าเสียหายมาแน่นอนแล้วในขณะยื่นฟ้อง แม้โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสองชำระนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่ก็ไม่ใช่ค่าเสียหายที่ให้จ่ายมีกำหนดเป็นระยะเวลาในอนาคตนอกจากที่ศาลมีอำนาจพิพากษาหรือสั่งตามมาตรา 142 อยู่แล้วตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น จึงต้องถือว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามตาราง 1 (1) (ก) คดีโจทก์จึงมีทุนทรัพย์ 5,000,000 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามทุนทรัพย์จึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์เพิกเฉยไม่ยอมชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงชอบที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องก็มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั่นเอง ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคท้าย คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์แล้ว ก็ชอบที่มีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริพรหรือขวัญเมือง กมลนิธาน
จำเลย — นายประเสริฐ ทานหิรัญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายเสนีย์ ประพันธ์วิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6010/2557
#562547
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้ออาคารชุดเชียงใหม่ทาวเวอร์จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี เมื่อจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ย่อมต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากจำเลยมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งหากไม่มีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากจำเลยมาแสดงโจทก์ย่อมไม่อาจที่จะดำเนินการเพื่อการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดมาเป็นของโจทก์ได้ เช่นนี้การที่จำเลยจะต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ จึงถือเป็นการใด ๆ ซึ่งจำเลยต้องกระทำเพื่อให้มีผลที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิในการจดทะเบียนสิทธิในห้องชุด อันเป็นการทำนิติกรรมฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 แล้ว เมื่อจำเลยไม่ยอมออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้และโจทก์ได้ฟ้องขอให้ศาลสั่งบังคับให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการ จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยตามคำขอของโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ ดำเนินการให้บริการสาธารณูปโภคและส่งมอบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยออกหนังสือรับรองรายการปลอดหนี้ ดำเนินการต่อมิเตอร์น้ำประปา โทรศัพท์ และส่งมอบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์(คีย์การ์ด) ห้องชุดดังกล่าวให้โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตแต่การที่จำเลยรับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีหน้าที่จัดการดูแลอาคารชุดเชียงใหม่ทาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9956 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ซื้อห้องชุดเลขที่ 1306 ชั้น 13 อาคารเลขที่ 21/11 อาคารชุดเชียงใหม่ทาวเวอร์ จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี แต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้เนื่องจากจำเลยเพิกเฉยไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดให้แก่โจทก์

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นยกคำขอที่ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซื้ออาคารชุดเชียงใหม่ทาวเวอร์จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี เมื่อจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ย่อมต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากจำเลยมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุดพ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งหากไม่มีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากจำเลยมาแสดงโจทก์ย่อมไม่อาจที่จะดำเนินการเพื่อการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดมาเป็นของโจทก์ได้ เช่นนี้การที่จำเลยจะต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ จึงถือเป็นการใด ๆ ซึ่งจำเลยต้องกระทำเพื่อให้มีผลที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิในการจดทะเบียนสิทธิในห้องชุด อันเป็นการทำนิติกรรมฝ่ายเดียว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 แล้ว เมื่อจำเลยไม่ยอมออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้และโจทก์ได้ฟ้องขอให้ศาลสั่งบังคับให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการ จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยตามคำขอของโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยเพิกเฉยไม่ออกหนังสือรับรองรายการปลอดหนี้แก่โจทก์ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 213
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 29 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดเชียงใหม่ทาวเวอร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสุรศักดิ์ ชูผล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6007/2557
#562614
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องคดีโจทก์ไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นต้องสอบถามด้วยว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดนั้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามให้ชัดแจ้งกลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าว การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ และมีผลให้กระบวนพิจารณาถัดมา ตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่ชอบไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 357 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 600/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 600 /2555 ของศาลชั้นต้น ข้อหารับของโจรให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องคดีโจทก์ไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นต้องสอบถามด้วยว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดนั้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามให้ชัดแจ้งกลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าว การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ และมีผลให้กระบวนพิจารณาถัดมาตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่ชอบไปด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาตั้งแต่สอบคำให้การจำเลยใหม่ แล้วพิพากษาตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายชัยมงคลหรือแจ๊ค บัวระวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอภิชาติ ฉิมเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจำแลง กุลเจริญ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5989/2557
#562743
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 และมาตรา 21 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดโดยการบังคับ มิใช่ให้ผู้ที่ติดยาเสพติดเลือกที่จะเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ได้ เพราะบทกฎหมายดังกล่าวไม่มีข้อความระบุไว้ที่ใดเลยว่าให้ตรวจพิสูจน์เฉพาะผู้ที่ให้การรับสารภาพเท่านั้น จึงต้องครอบคลุมถึงผู้ที่เต็มใจและไม่เต็มใจเข้ารับการฟื้นฟู เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานครไม่จัดการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดจำเลยซึ่งให้การปฏิเสธ จึงเป็นการไม่ชอบ และมีหน้าที่ที่จะต้องนำตัวจำเลยกลับไปดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ให้ครบถ้วนถูกต้องต่อไป การที่โจทก์นำตัวจำเลยมาฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลและศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ในชั้นการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เสพยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร จึงแจ้งให้พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยไปดำเนินคดี โดยอ้างว่าเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เสพยาเสพติดถือได้ว่าจำเลยไม่ประสงค์จะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ไม่อาจเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครองเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้" และมาตรา 21 บัญญัติว่า "ในการตรวจพิสูจน์ผู้ต้องหาตามมาตรา 19 ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดำเนินการให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำบันทึกประวัติ พฤติกรรมในการกระทำความผิด ตลอดจนสภาพแวดล้อมทั้งปวงของผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ และตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด การตรวจพิสูจน์ให้กระทำให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับตัวผู้นั้นไว้ในสถานที่ที่ตรวจพิสูจน์ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอาจสั่งให้ขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบวัน หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจพิสูจน์ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด" เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดโดยการบังคับ มิใช่ให้ผู้ที่ติดยาเสพติดเลือกที่จะเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ได้ เพราะบทกฎหมายดังกล่าวไม่มีข้อความระบุไว้ที่ใดเลยว่าให้ตรวจพิสูจน์เฉพาะผู้ที่ให้การรับสารภาพเท่านั้น การตรวจพิสูจน์ผู้ติดยาเสพติดจึงต้องมีมาตรการความเหมาะสมตามพฤติการณ์ของผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์แต่ละคน เพราะฉะนั้นระเบียบที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจพิสูจน์ตาม มาตรา 21 วรรคท้าย จึงต้องครอบคลุมถึงผู้ที่เต็มใจและไม่เต็มใจเข้ารับการแก้ไขฟื้นฟู เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย นอกจากนี้ในกรณีที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดวินิจฉัยว่าผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ก็ต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูตามมาตรา 23 และผู้เข้ารับการฟื้นฟูต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือนซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูได้ตามความเหมาะสม ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 25 และหากผู้ใดหลบหนีจากการตรวจพิสูจน์หรือหลบหนีออกนอกศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง จะเห็นได้ว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัตินี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม ฉะนั้น การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานครไม่จัดการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดจำเลยซึ่งให้การปฏิเสธจึงเป็นการไม่ชอบ และมีหน้าที่ที่จะต้องนำตัวจำเลยกลับไปดำเนินการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ให้ครบถ้วนถูกต้องต่อไป การที่โจทก์นำตัวจำเลยมาฟ้องเป็นคดีนี้จึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเทพฤทธิ์หรือเดี่ยว พลอยศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายธนโชติ แย้มยิ่งยง
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5988/2557
#572005
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะถูกส่งตัวเข้าไปรับการฟื้นฟูสมรรถภาพคือบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ไม่ว่าผู้นั้นจะให้ความยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้รับการตรวจพิสูจน์เป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้น ต้องจัดให้มีแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 จำเลยเป็นผู้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวให้รับการบำบัดฟื้นฟูในสถานพยาบาลใกล้บ้านแบบผู้ป่วยนอก และให้รายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติ การที่จำเลยไม่ให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูและขาดการรายงานตัวโดยหลบหนีไปไม่สามารถติดตามตัวได้ เป็นการฝ่าฝืน มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับตัวจำเลยกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผน และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 โดยในมาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีแก่ผู้รับการฟื้นฟู หากผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ ฉะนั้นเมื่อได้ตัวจำเลยมาแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยอง ด่วนมีคำสั่งว่า "ปัจจุบันไม่ทราบที่อยู่อาศัยที่ชัดเจนพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามตัวมาเข้ารับการฟื้นฟู และให้ส่งตัวคืนพนักงานสอบสวนตามมาตรา 33 วรรคสอง จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน พิเคราะห์แล้วจำเลยได้รับโอกาสเข้าฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแต่จำเลยกลับไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหาได้มีความสำนึกหรือเกรงกลัวต่อกฎหมาย และพิษภัยของยาเสพติดไม่ จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า เมื่อพนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูให้ยุติการฟื้นฟูเองเนื่องจากจำเลยไม่ให้ความร่วมมือในกระบวนการบำบัดแล้วส่งให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการดำเนินคดีนั้นไม่ชอบ เพราะตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูต้องปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูให้ครบขั้นตอนและมีความเห็นตามมาตรา 33 เพราะเป็นระบบบังคับบำบัดรักษา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ก่อนจำเลยถูกฟ้องเป็นคดีนี้ในระหว่างสอบสวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อทำการตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติด วันที่ 4 กันยายน 2552 จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปในระหว่างการตรวจพิสูจน์ ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2553 คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยอง มีคำสั่งที่ 876/2553 แจ้งว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามตัวจำเลยมาเข้ารับการฟื้นฟู ได้ ผลการบำบัดฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงให้ยุติแผนการฟื้นฟู และให้ส่งตัวคืนพนักงานสอบสวนตามมาตรา 33 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้ในคดีอื่น พนักงานสอบสวนจึงนำตัวจำเลยส่งพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟูคือบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 22 จำเลยคดีนี้เป็นผู้เข้ารับการฟื้นฟูตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยอง ที่ 700/2552 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2552 โดยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวเป็นเวลา 6 เดือน ให้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในสถานพยาบาลใกล้บ้านแบบผู้ป่วยนอกเป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างนั้นให้รายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดระยองเดือนละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน และทำงานบริการสังคมจำนวน 30 ชั่วโมง ปรากฏว่าระหว่างการบำบัด จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ให้ความร่วมมือในการฟื้นฟู ไม่ยอมเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลบ้านฉาง ขาดการรายงานตัว 3 ครั้ง และยังไม่ได้ทำงานบริการสังคมจำนวน 24 ชั่วโมง คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองได้ขยายระยะเวลาฟื้นฟูมาแล้ว 1 ครั้ง เป็นเวลา 180 วัน เจ้าพนักงานไม่สามารถติดตามตัวจำเลยมาเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูได้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยอง จึงมีคำสั่งที่ 876/2553 ว่าผลการบำบัดฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจให้ยุติแผนการฟื้นฟู และให้ส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนตามมาตรา 33 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบและเงื่อนไข ไม่ยอมเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลบ้านฉาง ขาดการรายงานตัว 3 ครั้ง และขาดงานบริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง อีกทั้งคณะอนุกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองได้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูอีก 1 ครั้ง เป็นเวลา 180 วัน แล้วจำเลยก็ยังไม่เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผน จำเลยหลบหนีไปไม่สามารถติดตามตัวได้และพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ทราบที่อยู่อาศัยที่ชัดเจน เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับตัวจำเลยกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผน และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่ยังไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่ประการใด ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยอง ด่วนมีคำสั่งที่ 876/2553 ว่า "...ปัจจุบันไม่ทราบที่อยู่อาศัยที่ชัดเจนพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถติดตามตัวมาเข้ารับการฟื้นฟูได้ ผลการบำบัดฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจจึงให้ยุติแผนการฟื้นฟู และให้ส่งตัวคืนพนักงานสอบสวนตามมาตรา 33 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545" จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะมาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟู หากผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้วแต่ผลการฟื้นฟู ยังไม่เป็นที่พอใจ ฉะนั้น เมื่อได้ตัวจำเลยมาแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 30 ม. 31 ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายพิสิษฐ์ พงศ์กิตติโกศล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวอินทนิน เนื่องเนาวรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายเริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5987/2557
#572000
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยหลบหนีไปขณะถูกนำตัวไปเข้ารับการฟื้นฟูที่ศูนย์ฟื้นฟูฯ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจ และให้แจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรณภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 13 (8) ประกอบมาตรา 33 วรรคสอง เป็นการไม่ชอบ เพราะมาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟู ในกรณีที่ผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ ฉะนั้น เมื่อได้ตัวจำเลยมาแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วน ตามมาตรา 25 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า ก่อนจำเลยถูกฟ้องเป็นคดีนี้ ในระหว่างสอบสวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อทำการตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุรินทร์ มีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบควบคุมตัว เข้มงวด เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 เป็นเวลา 120 วัน ตามคำวินิจฉัยที่ 1131/2552 ในวันดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวจำเลยไปเข้ารับการฟื้นฟู ที่ศูนย์การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกองบิน 21 จังหวัดอุบลราชธานี ขณะเดินทางถึงอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ จำเลยบอกปวดปัสสาวะ จึงได้แวะเข้าปั๊มน้ำมัน เพื่อให้จำเลยปัสสาวะแต่จำเลยได้หลบหนีไป ไม่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุรินทร์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การให้โอกาสแก่จำเลยผู้เข้ารับการฟื้นฟูให้กลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคม โดยวิธีการบำบัดฟื้นฟูไม่เหมาะสมและใช้ไม่ได้ผล ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจ ให้คืนสำนวนแก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป โจทก์จึงนำตัวจำเลยมาฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟูคือบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 จำเลยคดีนี้เป็นผู้เข้ารับการฟื้นฟูตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุรินทร์ ที่ 1131/2552 โดยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบควบคุมตัว เข้มงวด ณ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกองบิน 21 จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเวลา 120 วัน หลังจากนั้นให้เข้าสู่โปรแกรมกลับสู่สังคม โดยให้รายงานตัวเดือนละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 เดือน ทำงานบริการสังคมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ยินยอมให้ตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย จำเลยได้หลบหนีไปในระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวจำเลยเพื่อเดินทางไปยังศูนย์ฟื้นฟู ไม่สามารถติดตามตัวจำเลยมาเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูได้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุรินทร์ จึงมีคำสั่งที่ 51/2553 ว่า การให้โอกาสแก่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูรายนี้โดยใช้วิธีการบำบัดฟื้นฟูไม่ได้ผล อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 13 (8) ประกอบมาตรา 33 วรรคสอง วินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจและให้พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยเพื่อดำเนินคดีต่อไป การที่จำเลยหลบหนีไปขณะถูกนำตัวไปเข้ารับการฟื้นฟูที่ศูนย์ฟื้นฟู เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับตัวจำเลยกลับเข้าไปไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่ยังไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุรินทร์ ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่ประการใด จำเลยยังไม่เคยถูกส่งตัวเข้าศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกองบิน 21 จังหวัดอุบลราชธานี เลย ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุรินทร์ ด่วนมีคำสั่งที่ 51/2553 ว่า การให้โอกาสแก่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูรายนี้โดยใช้วิธีการบำบัดฟื้นฟูไม่เหมาะสมและไม่ได้ผล จึงวินิจฉัยว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจและให้แจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป ตามมาตรา 13 (8) ประกอบมาตรา 33 วรรคสอง จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะมาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟู ในกรณีที่ผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ ฉะนั้น เมื่อได้ตัวจำเลยมาแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วน ตามมาตรา 25 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 13 ม. 19 ม. 25 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุรินทร์
จำเลย — นายศิริพงศ์ ที่ดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นายปิยพงศ์ คงวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายกิติ ปิ่นงาม
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ประทีป เฉลิมภัทรสุข
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5917/2557
#571993
เปิดฉบับเต็ม

ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ความเพียงว่ามีการลงข้อความในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ตามฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นนิติบุคคลรู้เห็นหรือร่วมดำเนินการในการลงพิมพ์ข้อความดังกล่าว ทั้งกิจการหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 2 แบ่งโครงสร้างด้านฝ่ายข่าวและด้านบริหารแยกต่างหากจากกัน โดยบรรณาธิการจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านฝ่ายข่าว ส่วนฝ่ายบริหารจะดูแลทางด้านธุรกิจและการตลาด ไม่แทรกแซงก้าวก่ายซึ่งกันและกัน จำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการลงพิมพ์ตามฟ้อง ดังนี้ การที่จะให้จำเลยที่ 2 รับผิดในทางอาญาจะต้องได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใส่ความหรือมีส่วนร่วมในการใส่ความโจทก์ร่วมทั้งสอง การที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ จะให้ถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 83, 33, 32 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ริบของกลาง ยึดทำลายหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม 2546 ทั้งหมด และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และหนังสือพิมพ์อื่นหลายฉบับเป็นจำนวนหลายครั้งติดต่อกันโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยให้เรียกพลตำรวจเอกสันต์ ว่า โจทก์ร่วมที่ 1และเรียกคุณหญิงเกิดศิริ ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 83 ประกอบพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคสอง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน ปรับ 30,000 บาทและลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน รวมทั้งได้ความว่าจำเลยที่ 1 พยายามบรรเทาผลเสียหายจากการกระทำผิดโดยลงโฆษณาข้อความขออภัยโจทก์ร่วมทั้งสองทางหนังสือพิมพ์ไปแล้วบางส่วน นับว่าสำนึกในการกระทำผิด มีเหตุอันควรปรานี จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบของกลางและให้ยึดทำลายหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม 2546 ที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาแต่โดยย่อให้ได้ใจความครบถ้วนตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนลงพิมพ์ทางหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์รายวัน และหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับละ 3 ครั้ง ติดต่อกันโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า จำเลยที่ 2กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาหรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ความเพียงว่ามีการลงข้อความในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ตามฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นนิติบุคคลรู้เห็นหรือร่วมดำเนินการในการลงพิมพ์ข้อความดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 2 มีนางกรรณิกา กรรมการจำเลยที่ 2 เบิกความว่า กิจการหนังสือพิมพ์แบ่งโครงสร้างด้านฝ่ายข่าวและด้านบริหารแยกต่างหากจากกัน โดยบรรณาธิการจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านฝ่ายข่าว ส่วนฝ่ายบริหารจะดูแลทางด้านธุรกิจและการตลาด ไม่แทรกแซงก้าวก่ายซึ่งกันและกัน จำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการลงพิมพ์ตามฟ้อง ดังนี้ การที่จะให้จำเลยที่ 2 รับผิดในทางอาญาจะต้องได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใส่ความหรือมีส่วนร่วมในการใส่ความโจทก์ร่วมทั้งสอง การที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ จะให้ถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยหาได้ไม่ ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่ว่า การลงพิมพ์ข้อความพาดหัวข่าวที่หน้าหนึ่งใส่ความโจทก์ร่วมทั้งสองตามฟ้องเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ กับพวก
จำเลย — นายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายเกียรติคุณ แม้นเลขา
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5891/2557
#559330
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาไม่รับคดีของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษา และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความศาลฎีกา สืบเนื่องจากศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง กับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการไม่รับคดีซึ่งข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกาจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาไว้พิจารณาพิพากษา พ.ศ.2551 ข้อ 3 จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยคดีของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่เห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง จึงออกคำพิพากษาในรูปของคำสั่งตามบทบัญญัติและระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น เท่ากับศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2555 คดีของจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 21 ธันวาคม 2555 จึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม), 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 339 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 965/2551 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 10,900 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังวันที่ 21 ธันวาคม 2555

วันที่ 25 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดมีผลย้อนหลังไปในวันที่ 24 มิถุนายน 2554 ที่คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาไม่รับคดีของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษา และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความศาลฎีกา สืบเนื่องจากศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง กับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการไม่รับคดีซึ่งข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อุทธรณ์หรือฎีกาจะไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาไว้พิจารณาพิพากษา พ.ศ.2551 ข้อ 3 จึงเป็นกรณีที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยคดีของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่เห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง จึงออกคำพิพากษาในรูปของคำสั่งตามบทบัญญัติและระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น เท่ากับศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 ซึ่งนำมาใช้แก่คดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในวรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป" คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2555 คดีของจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 21 ธันวาคม 2555 จึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยให้เริ่มนับโทษตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2551 นั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้กล่าวอ้างในคำร้องฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2555 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายกฤษณ์ จินดารัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายมานะกิจ ถาคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
พิศล พิรุณ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา