คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5870/2557
#575213
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ก. ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 ตามหนังสือแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัท ก. เป็นลูกหนี้ของจำเลยโดยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 บริษัท ก. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับค่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโครงการ ค. ที่มีต่อบริษัท ค. ให้แก่จำเลยตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งบริษัทดังกล่าวชำระเงินให้แก่จำเลยไม่ตรงตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จำเลยจึงยื่นฟ้องบริษัท ค. ต่อศาลและเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บริษัท ค. ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยตามสำเนาคำพิพากษา ต่อมาบริษัท ก. ถูกพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัท ก. ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้ที่มีอยู่ตามสัญญากู้ยืมเงิน ขายลดตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด ทรัสต์รีซีท และจำนอง ตามสำเนาคำขอรับชำระหนี้และสัญญาจำนอง ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ค. เด็ดขาด ตามสำเนาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2546 และลงประกาศโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สำเนาประกาศหนังสือพิมพ์และราชกิจจานุเบกษาซึ่งจำเลยไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท ค. ปัญหาว่าการที่จำเลยไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากทรัพย์สินของบริษัท ค. เป็นการละเมิดต่อกองทรัพย์สินของบริษัท ก. จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องข้อ 2 ระบุว่าการโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัท ก. จำกัด มีต่อบริษัท ค. ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการประกันหนี้ต่าง ๆ ของบริษัท ก. ที่มีต่อจำเลย ซึ่งหากจำเลยได้รับชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องต่ำกว่าหนี้สิน บริษัท ก. ยังคงต้องรับผิดในส่วนที่ขาดต่อโจทก์ตามสัญญาข้อ 8 ทั้งยังต้องรับผิดในมูลหนี้เดิมตามสัญญาข้อ 9 ภาระหนี้ที่บริษัท ก. จะต้องรับผิดต่อจำเลยจึงเป็นไปตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งเกิดจากความสมัครใจของบริษัท ค. ที่จะตกลงผูกพันเช่นนั้น เมื่อทั้งบริษัท ค. และบริษัท ก. ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ย่อมก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2493 มาตรา 91 จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทุกคน ส่วนจำเลยจะยื่นคำขอรับชำระหนี้คนใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้คนใดก็เป็นสิทธิของจำเลย และเมื่อไม่ปรากฏว่าการงดเว้นไม่ขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทเป็นการงดเว้นการใช้สิทธิซึ่งมีความประสงค์ให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท ก. การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อกองทรัพย์สินของบริษัท ก. จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้รับผิดค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 152,912,663.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 141,729,614.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรีไทย จำกัด ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 ตามหนังสือแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัทกรีไทย จำกัด เป็นลูกหนี้ของจำเลยโดยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 บริษัทกรีไทย จำกัด ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโครงการคลาส - วี บิลดิ้ง ที่มีต่อบริษัทคลาส - วี จำกัด จำนวน 770,000,000 บาท ให้แก่จำเลยตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งบริษัทดังกล่าวชำระเงินให้แก่จำเลยไม่ตรงตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จำเลยจึงยื่นฟ้องบริษัทคลาส - วี จำกัด ต่อศาล และเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ศาลแพ่งพิพากษาให้บริษัทคลาส - วี จำกัด ชำระเงิน 114,436,010.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 100,558,101.73 บาท นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ตามสำเนาคำพิพากษา ต่อมาบริษัทกรีไทย จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทกรีไทย จำกัด ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้ที่มีอยู่ตามสัญญากู้ยืมเงิน ขายลดตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด ทรัสต์รีซีทและจำนอง ตามสำเนาคำขอรับชำระหนี้และสัญญาจำนอง ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทคลาส - วี จำกัด เด็ดขาด ตามสำเนาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2546 และลงประกาศโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำเนาประกาศหนังสือพิมพ์ และราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจำเลยไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทคลาส - วี จำกัด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทคลาส - วี จำกัด เป็นการละเมิดต่อกองทรัพย์สินของบริษัทกรีไทย จำกัด หรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องละเมิดต้องเป็นเรื่องการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ซึ่งการกระทำนั้น รวมถึงการงดเว้นในหน้าที่ที่จะต้องกระทำเพื่อป้องกันผล พฤติการณ์ของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัทกรีไทย จำกัด ก็คือ การที่จำเลยงดเว้นไม่นำหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 141,719,614.38 บาท ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทคลาส - วี จำกัด โดยอ้างว่าทำให้กองทรัพย์สินของบริษัทกรีไทย จำกัด ได้รับความเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้ดังกล่าว เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 2 ระบุว่าการโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัทกรีไทย จำกัด มีต่อบริษัทคลาส - วี จำกัด ให้แก่จำเลยก็เพื่อเป็นการประกันหนี้ต่าง ๆ ของบริษัทกรีไทย จำกัด ที่มีต่อจำเลย ซึ่งหากจำเลยได้รับชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องต่ำกว่าหนี้สิน บริษัทกรีไทย จำกัด ก็ยังต้องรับผิดในส่วนที่ขาดต่อโจทก์ตามสัญญา ข้อ 8 ทั้งยังต้องรับผิดในมูลหนี้เดิมตามสัญญา ข้อ 9 ภาระหนี้ที่บริษัทกรีไทย จำกัด จะต้องรับผิดต่อจำเลยจึงเป็นไปตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งเกิดจากความสมัครใจของบริษัทกรีไทย จำกัด ที่จะตกลงผูกพันเช่นนั้น เมื่อทั้งบริษัทคลาส - วี จำกัด และบริษัทกรีไทย จำกัด ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ย่อมก่อให้สิทธิแก่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทุกคน ส่วนจำเลยจะยื่นคำขอรับชำระหนี้คนใด หรือไม่ยื่นคำขอชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้คนใดก็เป็นสิทธิของจำเลย และเมื่อไม่ปรากฏว่าการงดเว้นไม่ขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทคลาส - วี จำกัด ของจำเลยเป็นการงดเว้นการใช้สิทธิซึ่งมีความประสงค์ให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทกรีไทย จำกัด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อกองทรัพย์สินของบริษัทกรีไทย จำกัด จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้รับผิดค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทกรีไทย จำกัด
จำเลย — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5869/2557
#562568
เปิดฉบับเต็ม

กรณีเงินได้พึงประเมินของโจทก์ที่ได้รับจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ โจทก์ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3,237,500 บาท แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร 3,152,992 บาท เป็นคนละจำนวนกัน แม้เงินได้จากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเป็นกรณีที่โจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย เนื่องจากเป็นเงินได้พึงประเมินและไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่โจทก์ได้รับจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญนั้น โจทก์มิได้ระบุในรายการคำร้องขอคืนเงินภาษีจากภาษีเงินได้ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่โจทก์ได้รับจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค. 10) ประเภทภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษี 2547 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยจากคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค. 10) มิใช่จากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค. 10) ในวันที่ 14 มีนาคม 2550 และต้องเริ่มคิดดอกเบี้ยให้โจทก์ในวันที่ 15 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไป โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืนนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไป โดยให้คิดจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่ดอกเบี้ยมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินแก่โจทก์ 3,152,992 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันที่โจทก์ได้รับคืนภาษีอากร กับให้เพิกถอนหนังสือของสำนักงานสรรพากรพื้นที่นนทบุรี เลขที่ กค 0708.10/00212 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่ 4 เลขที่ 0708.ก3/2058 ลงวันที่ 30 เมษายน 2551

จำเลยให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่นนทบุรี ที่ กค 0708.10/00212 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่ 4 ที่ 0708.ก3/2058 ลงวันที่ 30 เมษายน 2551 และให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรส่วนที่โจทก์ชำระไว้เกินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนดแก่โจทก์ โดยให้ถือเอาราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หน่วยละ 10.18 บาท จำนวน 700,000 หน่วย มาคำนวณภาษีเงินได้ของโจทก์ใหม่ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ออกหนังสือชี้ชวนเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทและหุ้นออกใหม่เพื่อรองรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ จำนวน 262,400,649 หน่วย โดยเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท จำนวน 209,900,649 หน่วย และเสนอขายให้แก่พนักงานของบริษัทจำนวน 52,500,000 หน่วย และไม่มีการจำหน่ายให้บุคคลทั่วไป โดยใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนี้บริษัทกำหนดราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วย มีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ในราคาการใช้สิทธิซื้อหุ้น 4.50 บาทต่อหน่วย มีอายุ 3 ปี ระยะเวลาการใช้สิทธิ ทุกไตรมาส ภายในเวลาทำการในวันสุดท้ายของเดือน โดยมีการใช้สิทธิครั้งแรกในวันทำการสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2547 และไม่มีข้อจำกัดการโอน โจทก์เป็นกรรมการของบริษัทได้รับจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นประเภทเปลี่ยนมือได้ดังกล่าว 700,000 หน่วย ตามสำเนาหนังสือชี้ชวน บริษัทได้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเรียกเก็บจากโจทก์เพื่อนำส่งแก่จำเลย โดยใช้ราคาเฉลี่ยหุ้นสามัญของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนเมษายน 2547 เป็นราคา 16.63 บาทต่อหุ้น หักด้วยราคาการที่จะใช้สิทธิซื้อหุ้น 4.50 บาทต่อหุ้น เหลือเป็นราคา 12.13 บาทต่อหุ้น รวมแล้วคิดเป็นเงินได้ 8,491,000 บาท และภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3,237,500 บาท ตามสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนี้เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2547 วันที่ 25 มีนาคม 2548 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ปีภาษี 2547 ระบุว่า โจทก์มีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) รวม 17,585,295.28 บาท มีภาษีต้องชำระ 5,794,846.05 บาท มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือเครดิตภาษี 4,856,161.53 บาท มีภาษีเพิ่มเติม 938,684.52 บาท ซึ่งโจทก์ชำระภาษีดังกล่าวแล้ว วันที่ 23 และ 26 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญโดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามสำเนาการซื้อขายหลักทรัพย์ วันที่ 14 มีนาคม 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าภาษี (แบบ ค. 10) ขอคืนภาษีอากรปีภาษี 2547 จำนวน 3,152,992 บาท อ้างว่าการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง เนื่องจากเงินได้จำนวน 8,491,000 บาท อันเป็นส่วนหนึ่งของเงินได้ตามแบบแสดงรายการดังกล่าวข้างต้นเป็นเงินได้จากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญประเภทเปลี่ยนมือได้ที่โจทก์ได้รับจากบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 3,237,500 บาท ซึ่งใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวนี้ขณะที่ยังไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีมูลค่าเป็น 0 บาท จึงไม่ต้องชำระภาษี สรรพากรพื้นที่นนทบุรีมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 โดยระบุว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเป็นเงินได้พึงประเมินในวันที่ได้รับ และต้องนำมูลค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ไว้แล้ว จึงไม่ต้องคืนเงินภาษีให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2551 เรื่องอุทธรณ์การสั่งคืนเงินภาษีอากรไปยังจำเลย วันที่ 3 พฤษภาคม 2551 จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2551 แจ้งคำสั่งยืนตามหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร (ค. 30) โจทก์ไม่เห็นด้วย

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากจำเลยเพียงใด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร ข้อ 1 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ดอกเบี้ยที่จะให้แก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ให้คิดดังต่อไปนี้ (1) กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย ให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือน นับแต่ (ก) วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนดหรือตามที่ได้รับการขยายหรือเลื่อนให้ ถ้าผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรต้องยื่นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย หรือ (ข) วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร ถ้าผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย (2) กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ชำระตามแบบแสดงรายการไม่ว่าจะชำระพร้อมกับการยื่นหรือไม่ ให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร... กรณีเงินได้พึงประเมินของโจทก์ที่ได้รับจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ โจทก์ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3,237,500 บาท แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค. 10) 3,152,992 บาท เป็นคนละจำนวนกัน แม้เงินได้จากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเป็นกรณีที่โจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย เนื่องจากเป็นเงินได้พึงประเมินและไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่โจทก์ได้รับจากใบสำคัญสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญนั้น โจทก์มิได้ระบุในรายการคำร้องขอคืนเงินภาษีจากภาษีเงินได้ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่โจทก์ได้รับจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค. 10) ประเภทภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษี 2547 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยจากคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค. 10) มิใช่จากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในวันที่ 14 มีนาคม 2550 และต้องเริ่มคิดดอกเบี้ยให้โจทก์ในวันที่ 15 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไป โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืนนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไป โดยให้คิดจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่ดอกเบี้ยมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคสองเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า กรณีของโจทก์เป็นการขอคืนเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย ไม่ใช่กรณีขอคืนเงินภาษีที่ชำระตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงต้องคิดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ และตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร ข้อ 1 (1) (ก) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่ดอกเบี้ยมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 4 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอัศวิน คงศิริ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรวิชญ์ อิ่มสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
กรองเกียรติ คมสัน
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868/2557
#562732
เปิดฉบับเต็ม

การไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง อันมีมาตรา 198 บัญญัติว่า การยื่นอุทธรณ์ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น มาตรา 200 บัญญัติว่า ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ และมาตรา 201 บัญญัติว่า เมื่อศาลส่งสำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ หรือได้รับแก้อุทธรณ์แล้ว หรือพ้นกำหนดแก้อุทธรณ์แล้ว ให้ศาลรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อทำการพิจารณาพิพากษาต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าการส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยนั้น พนักงานเดินหมายได้นำสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ไปส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งตรงตามภูมิลำเนาของจำเลยในคำฟ้องแต่ปรากฏจากรายงานการเดินหมายว่าไม่สามารถส่งหมายให้แก่จำเลยได้เนื่องจากไม่พบบ้านของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ปิดประกาศหน้าศาล กรณีเป็นเรื่องศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ปิดประกาศหน้าศาลก็เป็นคำสั่งที่เกินเลยไม่เป็นผลให้การส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยเป็นไปโดยชอบ โดยปรากฏต่อมาว่าพนักงานเดินหมายนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไปส่งให้แก่จำเลยกลับปรากฏจากรายงานเจ้าหน้าที่ว่าพบบ้านของจำเลยตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้องและส่งได้โดยมีผู้รับหมายนัดไว้แทน ดังนั้น การส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยไม่ได้เนื่องจากหาบ้านของจำเลยไม่พบดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเพราะหาตัวจำเลยไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 201 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาคดีโดยมิได้มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยเพื่อแก้นั้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 200

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่เหลือจากการทดลองยิง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยเปิดเผยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางที่เหลือจากการทดลองยิง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยเปิดเผยโดยไม่มีเหตุสมควรจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง 72 ทวิ วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียวโดยไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่เคยได้รับสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์จึงไม่ได้แก้อุทธรณ์ ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง อันมีมาตรา 198 บัญญัติว่า การยื่นอุทธรณ์ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น มาตรา 200 บัญญัติว่า ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ และมาตรา 201 บัญญัติว่า เมื่อศาลส่งสำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ หรือได้รับแก้อุทธรณ์แล้ว หรือพ้นกำหนดแก้อุทธรณ์แล้ว ให้ศาลรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อทำการพิจารณาพิพากษาต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า การส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยนั้น พนักงานเดินหมายได้นำสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ไปส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งตรงตามภูมิลำเนาของจำเลยในคำฟ้อง แต่ปรากฏจากรายงานการเดินหมายว่าไม่สามารถส่งหมายให้แก่จำเลยได้เนื่องจากไม่พบบ้านของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ปิดประกาศหน้าศาล กรณีเป็นเรื่องศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ปิดประกาศหน้าศาลก็เป็นคำสั่งที่เกินเลยไม่เป็นผลให้การส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยเป็นไปโดยชอบ โดยปรากฏต่อมาว่าพนักงานเดินหมายนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไปส่งให้แก่จำเลยกลับปรากฏจากรายงานเจ้าหน้าที่ว่า พบบ้านของจำเลยตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้องและส่งได้โดยมีผู้รับหมายนัดไว้แทน ดังนั้น การส่งสำนวนอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยไม่ได้เนื่องจากหาบ้านของจำเลยไม่พบดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเพราะหาตัวจำเลยไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาคดีโดยมิได้มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยเพื่อแก้นั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแล้วส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 198 ม. 200 ม. 201
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายสงค์ สังข์ศิลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวชลีทร รื่นทิม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5812/2557
#562563
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์สามารถออกหุ้นเพิ่มทุนโดยมีราคาสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่ตั้งไว้ได้และส่วนล้ำมูลค่าหุ้นต้องนำไปบวกทบเข้าในทุนสำรองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1105 และมาตรา 1202 ก็ตาม แต่การกระทำของโจทก์ที่มีการสร้างขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้นมาก่อนที่จะมีการทำสัญญาปลดเปลื้องและชดใช้หนี้เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เงินที่โจทก์จะได้จากบริษัท อ. หลุดพ้นจากนิยามคำว่า เงินได้พึงประเมินหรือรายได้เนื่องจากการประกอบกิจการ เป็นผลให้ไม่เกิดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเงินจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ได้รับจากบริษัท อ. จะถูกนำไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ก่อนที่โจทก์จะเลิกกิจการ โดยไม่มีลักษณะเป็นการออกหุ้นเพิ่มทุน เพื่อให้กิจการของบริษัทดำเนินต่อไปได้ พฤติการณ์ของโจทก์แสดงให้เห็นว่า สัญญาปลดเปลื้องและชดใช้หนี้ถูกทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้แก่จำเลย โจทก์จึงไม่ได้ออกหุ้นเพิ่มทุนแบบมีส่วนเกินมูลค่าหุ้นตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาปลดเปลื้องหรือชดใช้หนี้ซึ่งเป็นการเพิ่มทุนเพื่อการประกอบธุรกิจตามปกติ แต่เป็นการทำสัญญาปลดเปลื้องหรือชดใช้หนี้เป็นไปตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของโจทก์ตามแนวทางที่ น. ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์วางแผนไว้ ดังนั้น เงิน 906,296,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากบริษัท อ. โดยอ้างว่าเป็นส่วนล้ำมูลค่าหุ้นจึงมีลักษณะเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ที่ได้รับจากบริษัท อ. ถือเป็นเงินได้พึงประเมินและเป็นรายได้เนื่องจากกิจการที่โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภงด 73.1-01001010-25480613-002-00001 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ (อธ.2)/2/2551 พร้อมทั้งงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ว่า เดิมโจทก์มีทุนจดทะเบียน 722,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้น 7,220,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โจทก์มีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันหลายปี โจทก์มีผลขาดทุนสะสมเกินทุนมากกว่า 1,567,000,000 บาท โจทก์มีหนี้สินจำนวนมากและเป็นหนี้ธนาคารต่างประเทศรายหนึ่ง 30,219,000 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ และบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทำสัญญาปลดเปลื้องและชดใช้หนี้ ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ตกลงที่จะปลดหนี้เดิมที่มีอยู่ 30,219,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่า บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต้องนำเงิน 20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ มาให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ นางพรนภา ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์ในประเทศไทยให้คำแนะนำแก่โจทก์ว่า โจทก์ไม่สามารถเพิ่มทุนโดยการออกเป็นหุ้นสามัญทั้งหมดคิดเป็นมูลค่าหุ้น 20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจำหน่ายให้แก่บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศและเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโจทก์อยู่แล้วตามเงื่อนไขที่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์กำหนดโดยไม่มีส่วนล้ำมูลค่าหุ้นได้ เพราะการดำเนินการดังกล่าวจะมีผลทำให้โจทก์มีสถานะกลายเป็นคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งต้องห้ามมิให้ประกอบกิจการบางประเภทที่กฎหมายบัญญัติและต้องห้ามมิให้ถือครองที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน และจะทำให้โจทก์ต้องมีความรับผิดต่อกฎหมายทั้งในทางแพ่งและทางอาญา โจทก์จึงทำตามคำแนะนำของนางพรนภาที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์ โดยในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2544 ผู้ถือหุ้นของโจทก์มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของโจทก์เพิ่มขึ้นอีก 1,000 หุ้น จากจำนวนหุ้นเดิม 7,220,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 7,221,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โจทก์ตกลงขายและโอนธุรกิจทั้งหมดและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องให้แก่บริษัทสยาม พีวีเอส เคมิคอลส์ จำกัด ในการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2544 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของโจทก์มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยืนยันมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งก่อนที่ให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของโจทก์เพิ่มขึ้นอีก 1,000 หุ้น ทั้งยังมีมติให้จำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดให้แก่บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่เป็นผู้ถือหุ้นเดิมของโจทก์ในราคาสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่ตราไว้ โดยบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะต้องชำระค่าหุ้นให้แก่โจทก์ 20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาหุ้นตามมูลค่าที่ตราไว้ 100,000 บาท มีผลทำให้เกิดส่วนล้ำมูลค่าหุ้น 906,296,000 บาท ตามหนังสือบริคณห์สนธิของโจทก์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมโดยมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2544 และที่ประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2544 ในข้อ 3 (45) ที่ให้อำนาจโจทก์ออกหุ้นในราคาสูงกว่ามูลค่าของหุ้นที่กำหนดไว้ โจทก์จดทะเบียนการเพิ่มทุนกับกระทรวงพาณิชย์ วันเดียวกันบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาชำระค่าหุ้นพร้อมส่วนที่โจทก์อ้างว่า เป็นส่วนล้ำมูลค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ตามรายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาตมูลค่าเกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่าและมิใช่ค่าสินค้า และโจทก์ชำระหนี้เงินกู้ 20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ธนาคารเอบีเอ็น อัมโร ที่เครือรัฐออสเตรเลียผ่านตัวแทนรับอนุญาตธนาคารเอบีเอ็น อัมโร สำนักงานสาขากรุงเทพมหานคร โจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทและเลิกกิจการต่อเจ้าพนักงานของจำเลย โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด 73.1-01001010-25480613-002-00001 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2544 ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว โจทก์จดทะเบียนเลิกกิจการและโอนกิจการทั้งหมดให้แก่บริษัทสยาม พีวีเอส เคมิคอลส์ จำกัด โดยโจทก์นำผลขาดทุนจากการจำหน่ายทรัพย์สิน 750,014,867.71 บาท มาคำนวณเป็นรายจ่ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 74 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร และบันทึกบัญชีส่วนล้ำมูลค่าหุ้น 906,296,000 บาท จากการเพิ่มทุน 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นเพียง 100,000 บาท เห็นว่า เงินส่วนล้ำมูลค่าหุ้นเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อปรับปรุงรายการตามผลการตรวจสอบแล้ว โจทก์มีกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 401,843,915.22 บาท คิดเป็นภาษีที่ต้องชำระ 120,553,174.57 บาท เบี้ยปรับ 120,553,174.57 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2548 จำนวน 77,756,797.66 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 318,863,146 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินโดยไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน กรณีการออกหุ้นสามัญใหม่เพื่อเพิ่มทุนของกิจการที่ว่า ส่วนล้ำมูลค่าหุ้น 906,296,000 บาท เป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือที่โจทก์จะต้องนำมารวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามคำอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว ประเด็นขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จ่ายให้แก่โจทก์ถือเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือ เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์การกระทำของโจทก์ เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระภาษี กรณีไม่มีเหตุอันที่จะพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับให้ สำหรับเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้งดหรือลดได้ จึงไม่สามารถพิจารณางดหรือลดได้ ให้ยกอุทธรณ์ซึ่งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องนำเงิน 906,296,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มารวมคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2544 ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า ส่วนล้ำมูลค่าหุ้น 906,296,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของทุนโจทก์ หาใช่เงินช่วยเหลือหรือเงินกินเปล่าหรือให้เปล่าแก่โจทก์ ซึ่งถือเป็นรายได้ที่โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ เนื่องจากโจทก์ออกหุ้นเพิ่มทุนตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาปลดเปลื้องและชดใช้หนี้ เหตุที่โจทก์ต้องออกหุ้นเพิ่มทุนมาจากผลประกอบการของโจทก์ขาดทุนอย่างต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของโลกตกต่ำ ประกอบกับบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โจทก์ตลอดมามีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาและประสงค์ที่จะถอนการลงทุนออกจากบริษัทโจทก์ เป็นผลให้โจทก์ต้องตัดสินใจปิดกิจการ ขณะนั้นโจทก์เป็นหนี้เจ้าหนี้สถาบันการเงินต่างประเทศที่มีกลุ่มธนาคารเอบีเอ็น อัมโร เป็นเจ้าหนี้หลักประมาณ 30,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากโจทก์ไม่ชำระหนี้โจทก์อาจต้องล้มละลาย แต่ด้วยเหตุผลที่บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไม่ต้องการให้โจทก์ที่เป็นบริษัทลูกต้องล้มละลาย อันมีผลกระทบต่อชื่อเสียงในการประกอบธุรกิจ อาจมีปัญหาในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ในอนาคต โจทก์ ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์และบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงทำการเจรจาประนอมหนี้ของโจทก์ หลังจากเจรจากันหลายเดือน ทั้งสามฝ่ายได้มีการทำสัญญาปลดเปลื้องและชดใช้หนี้ (Release and Settlement Agreement) สัญญาฉบับดังกล่าวมีเงื่อนไขกำหนดว่า ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์จะทำการปลดหนี้ให้แก่โจทก์ในจำนวนต้นเงิน 30,219,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยโจทก์จะต้องชำระหนี้ 20,219,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวน 20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะถูกชำระจากเงินทุนของโจทก์ ซึ่งบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นจะต้องลงทุนเพิ่มเติม การเพิ่มทุนของโจทก์จึงไม่ใช่เป็นการได้รับเงินให้เปล่าจากผู้ถือหุ้น แต่เป็นการเพิ่มทุนในบริษัทโจทก์อย่างแท้จริง เพื่อนำเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุนไปชำระหนี้ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดในการประนอมหนี้ตามสัญญาปลดเปลื้องและชดใช้หนี้นั้น เห็นว่า ปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1105 วรรคสอง บัญญัติว่า การออกหุ้นโดยราคาสูงกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้นั้น หากว่าหนังสือบริคณห์สนธิให้อำนาจไว้ ก็ให้ออกได้ และในกรณีเช่นนั้น ต้องส่งใช้จำนวนที่ล้ำมูลค่าพร้อมกันไปกับการส่งใช้เงินคราวแรก และมาตรา 1202 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าได้ออกหุ้นโดยคิดเอาราคาเกินกว่าที่ปรากฏในใบหุ้นเท่าใด จำนวนที่คิดเกินนี้ท่านให้บวกทบเข้าในทุนสำรองจนกว่าทุนสำรองจะมีจำนวนเท่าถึงที่กำหนดไว้ในวรรคก่อน แม้โจทก์สามารถออกหุ้นเพิ่มทุนโดยมีราคาสูงกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้ได้ และส่วนล้ำมูลค่าหุ้นต้องนำไปบวกทบเข้าในทุนสำรองตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาในการทำสัญญาปลดเปลื้องและชดใช้หนี้ระหว่างโจทก์ ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์และบริษัท อ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์เรียกประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อมีมติเพิ่มทุนจดทะเบียนของโจทก์แก้ไขบริคณห์สนธิให้อำนาจโจทก์ออกหุ้นโดยราคาสูงกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้ และให้จำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดให้แก่บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่เป็นผู้ถือหุ้นเดิมของโจทก์ในราคาสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่ตราไว้ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงขัดแย้งกับเหตุการณ์หรือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเมื่อพิจารณาสัญญาปลดเปลื้องและชดใช้หนี้ระหว่างโจทก์ ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์และบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นข้อตกลงที่ถูกทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ชำระหนี้บางส่วนให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ เพื่อให้ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ปลดหนี้ให้แก่โจทก์ แต่การที่บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์โดยตรง จะถือได้ว่าเป็นเงินให้เปล่าหรือเป็นการให้เงินช่วยเหลือแก่โจทก์อันเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่โจทก์ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินตามความหมายของเงินได้พึงประเมินที่กำหนดไว้ในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นรายได้เนื่องจากการประกอบกิจการตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากรที่โจทก์จะต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท ดังนั้น เพื่อไม่ให้โจทก์ต้องรับภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเงิน 906,296,000 บาท ที่บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จ่ายชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์โดยตรง บุคคลทั้งสามฝ่ายจึงทำข้อตกลงให้โจทก์ต้องชำระหนี้ 20,219,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเงิน 20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะถูกชำระจากเงินทุนในบริษัทโจทก์ ซึ่งบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นจะต้องลงทุนเพิ่มเติม และด้วยเหตุนี้โจทก์จึงใช้ขั้นตอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนของโจทก์ขึ้นอีก 1,000 หุ้น จากจำนวนหุ้นเดิม 7,220,000 หุ้น ทั้งยังมีมติให้จำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวทั้งหมดให้แก่บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถือหุ้นเดิมของโจทก์เพียงรายเดียวในราคาสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่ตราไว้ โดยบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะต้องชำระค่าหุ้นให้แก่โจทก์เป็นเงิน 20,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 906,396,000 บาท จากราคาหุ้นตามมูลค่าที่ตราไว้เป็นเงินเพียง 100,000 บาท มีผลทำให้เกิดส่วนล้ำมูลค่าหุ้น 906,296,000 บาท ตามหนังสือบริคณห์สนธิของโจทก์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมโดยมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2544 และที่ประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2544 ข้อ 3 (45) ที่ให้อำนาจโจทก์ออกหุ้นในราคาสูงกว่ามูลค่าของหุ้นที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ เพื่อแปลงรายได้ของโจทก์ให้กลายเป็นทุนของโจทก์เสียก่อน ที่จะนำไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ การกระทำของโจทก์ที่กล่าวมาทั้งหมด จึงเป็นการสร้างขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้นมาก่อนที่จะมีการทำสัญญาปลดเปลื้องและชดใช้หนี้หรือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เงินส่วนล้ำมูลค่าหุ้น 906,296,000 บาท ที่โจทก์จะได้รับจากบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หลุดพ้นจากนิยามคำว่า เงินได้พึงประเมินหรือรายได้เนื่องจากการประกอบกิจการตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น เป็นผลให้ไม่เกิดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเงินได้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเงินจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ได้รับจากบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะถูกนำไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์เช่นกัน พฤติการณ์ของโจทก์ย่อมแสดงให้เห็นว่า สัญญาปลดเปลื้องและชดใช้หนี้ถูกทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้แก่จำเลย โจทก์จึงไม่ได้ออกหุ้นเพิ่มทุนแบบมีส่วนเกินมูลค่าหุ้นตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาปลดเปลื้องหรือชดใช้หนี้ แต่เป็นการทำสัญญาปลดเปลื้องหรือชดใช้หนี้ให้เป็นไปตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของโจทก์ตามแนวทางที่นางพรนภา ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์วางแผนไว้ ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งต่อมาว่า โจทก์มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุนโดยมีส่วนล้ำมูลค่าหุ้น เพื่อไม่ให้เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามความเห็นของนางพรนภา ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์นั้น เห็นว่า ปรากฏจากรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2544 นอกจากที่ประชุมมีมติให้เพิ่มทุนแล้วยังมีมติให้เลิกกิจการและตั้งผู้ชำระบัญชีด้วย แสดงให้เห็นว่า แม้โจทก์จะมีการเพิ่มทุนแล้วแต่โจทก์จะไม่ประกอบกิจการต่อไป การที่นางพรนภา ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์ได้แสดงความเห็นดังกล่าวและโจทก์ดำเนินการตามความเห็นของนางพรนภา จึงยังไม่มีเหตุผลให้ควรฟังได้ว่า โจทก์มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุนโดยมีส่วนล้ำมูลค่าหุ้นเพื่อไม่ให้เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งต่อมาโจทก์ก็ได้เลิกประกอบกิจการของโจทก์และขายทรัพย์สินของโจทก์ทั้งหมดให้แก่บริษัทสยาม พีวีเอส เคมิคอลส์ จำกัด ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งต่อมาอีกว่า การเพิ่มทุนทำได้แม้บริษัทประสบภาวะขาดทุน ในกรณีที่บริษัทประสบภาวะขาดทุนและกำลังจะเลิกกิจการ การขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินย่อมเป็นไปไม่ได้ กฎหมายย่อมต้องเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถระดมทุนเพิ่มเติมจากผู้ถือหุ้นโดยการเพิ่มทุนได้ และบทบัญญัติว่าด้วยกฎหมายบริษัทจำกัดไม่มีมาตราใด ห้ามมิให้บริษัทที่ประสบปัญหาขาดทุนหรือกำลังจะเลิกกิจการแล้วดำเนินการเพิ่มทุน ซึ่งหากโจทก์ต้องถูกสถาบันการเงินฟ้องจนล้มละลาย บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถือหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งของทุนจดทะเบียนโจทก์ย่อมต้องได้รับผลกระทบเกี่ยวกับการเสื่อมเสียชื่อเสียงทางธุรกิจเป็นอย่างมาก มีผลให้การขอกู้เงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ทำได้ยากขึ้นและเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น จำเลยเองก็ยอมรับแนวความคิดเกี่ยวกับการที่บริษัทลูกหนี้จะต้องเพิ่มทุนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของบริษัทลูกหนี้ และบริษัทลูกหนี้ต้องจดทะเบียนเลิกกิจการและชำระบัญชีภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 รอบระยะเวลาบัญชีตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 135/2551 นั้น เห็นว่า แม้ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้บริษัทที่ประสบปัญหาการขาดทุนหรือกำลังจะเลิกกิจการแล้วดำเนินการเพิ่มทุน แต่โดยปกติของการเพิ่มทุนของบริษัทจะกระทำเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินหรือผู้ถือหุ้นต้องการให้บริษัทมีเงินทุนไปประกอบกิจการให้เจริญก้าวหน้าต่อไปหรือเพื่อหาผลประโยชน์ แม้จะมีการเพิ่มทุนเพื่อนำเงินทุนที่เพิ่มไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของบริษัท แต่ก็เพื่อจะดำเนินกิจการของบริษัทต่อไปไม่ให้บริษัทต้องเลิกกิจการไป หากต่อมาบริษัทมีกำไรผู้ที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจะได้รับผลประโยชน์ในรูปของเงินปันผล รวมทั้งทำให้มูลค่าหุ้นที่ซื้อไว้มีราคาสูงขึ้นตามสินทรัพย์ของบริษัทหรือราคาหุ้นทางบัญชีต่อหุ้นจะมีมูลค่าที่สูงขึ้น การที่โจทก์เพิ่มทุนโดยมีส่วนล้ำมูลค่าหุ้นเพื่อนำเงินส่วนล้ำมูลค่าหุ้นดังกล่าวไปชำระหนี้ก่อนที่โจทก์จะเลิกกิจการ จึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติทั่วไปที่ผู้ถือหุ้นจะมีมติให้มีการเพิ่มทุนเพื่อให้กิจการของบริษัทดำเนินต่อไปได้ ส่วนที่บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะเสื่อมเสียชื่อเสียงทางธุรกิจ หากโจทก์ต้องล้มละลายจึงเรียกให้โจทก์เพิ่มทุนเพื่อป้องกันโจทก์ล้มละลายนั้นก็ไม่สมเหตุสมผล เพราะบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มีเจตนาที่จะชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์อยู่แล้ว บริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่อยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ที่อยู่เครือรัฐออสเตรเลียได้โดยตรง ซึ่งสะดวกกว่าที่จะโอนเงินเข้ามาให้โจทก์ที่ประเทศไทยและโจทก์โอนเงินจากประเทศไทยไปยังเครือรัฐออสเตรเลีย และไม่ทำให้โจทก์ต้องล้มละลายเช่นกัน โดยไม่ต้องมาสร้างกรรมวิธีที่ยุ่งยากซับซ้อนตามที่นางพรนภา ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์แนะนำ นอกจากนี้ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.135/2551 เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการตัดมูลค่าหุ้นเพิ่มทุนที่ไม่ได้รับคืนจากการเลิกกิจการของบริษัทลูกหนี้มาถือเป็นรายจ่ายของบริษัท ซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 1 บริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทย และได้ถือหุ้นในบริษัทลูกหนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทลูกหนี้ตั้งแต่การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทลูกหนี้จนถึงการเพิ่มทุนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของบริษัทลูกหนี้ ข้อ 2 บริษัทลูกหนี้ได้จัดการเพิ่มทุนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของบริษัทลูกหนี้ และบริษัทตามข้อ 1 จะต้องเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทลูกหนี้และต้องเป็นหนี้ที่จะกระทำการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ได้ตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ข้อ 3 บริษัทลูกหนี้ต้องจดทะเบียนเลิกกิจการและมีการชำระบัญชีภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 รอบระยะเวลาบัญชีนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่บริษัทลูกหนี้ทำการเพิ่มทุน ข้อ 4 บริษัทตามข้อ 1 มีสิทธินำมูลค่าหุ้นเพิ่มทุนที่ไม่ได้รับคืนจากบริษัทลูกหนี้ ซึ่งเป็นผลเสียหายจากการลงทุนมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่บริษัทลูกหนี้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและถือเป็นรายจ่ายมีจำนวนไม่เกินมูลค่าหนี้ของบริษัทลูกหนี้ที่มีต่อบริษัทตามข้อ 1 ณ วันเพิ่มทุน โดยบริษัทตามข้อ 1 จะต้องไม่ได้รับเงินได้เนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ สำหรับผลเสียหายดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร ตามคำสั่งเป็นการให้สิทธิเจ้าหนี้ของบริษัทลูกหนี้ที่จะเลิกกิจการและเจ้าหนี้ต้องเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย แต่กรณีพิพาทในคดีนี้โจทก์เป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้ของโจทก์เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ส่วนบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ถือหุ้น จึงไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขของคำสั่งกรมสรรพากร จากพฤติการณ์ของโจทก์ที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเงิน 906,296,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยอ้างว่าเป็นส่วนล้ำมูลค่าหุ้นนั้น ไม่มีลักษณะที่ผู้ถือหุ้นจ่ายเงินซื้อหุ้นในลักษณะเป็นการลงทุนเพื่อหวังผลประโยชน์หรือแสวงหากำไรที่จะได้รับจากการดำเนินกิจการของบริษัทโจทก์ แต่มีลักษณะเป็นเงินที่ผู้ถือหุ้นจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์นำไปชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์แล้ว โจทก์จำหน่ายทรัพย์สินให้แก่บริษัทสยาม พีวีเอส เคมิคอลส์ จำกัด ก่อนจดทะเบียนเลิกกิจการ จึงมีลักษณะเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ที่ได้รับจากบริษัทอ๊อกซิเดนทอล เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ถือหุ้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินและเป็นรายได้เนื่องจากกิจการที่โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2544 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นไม่ว่า ส่วนล้ำมูลค่าหุ้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของทุน กฎหมายต่างประเทศก็ถือว่าส่วนล้ำมูลค่าหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของทุน และมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศและมาตรฐานการบัญชีสากลยอมรับหลักการที่ว่าบริษัทไม่ต้องนำเงินลงทุนที่ได้รับจากผู้ถือหุ้นมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์แสดงว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อการประกอบธุรกิจตามปกติ แต่มีเจตนาอื่นแอบแฝง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65
ป.พ.พ. ม. 1105 ม. 1202
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยาม อิเลคโตรเคมิคอล จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5808/2557
#572024
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดระหว่างบริษัท อ. ประเทศสวีเดนกับโจทก์มีข้อตกลงว่า บริษัท อ. จะให้บริการความช่วยเหลือด้านการตลาดแก่โจทก์ โดยจะจัดส่งสิ่งพิมพ์ เช่น แผ่นพับ แคตตาล็อกและเอกสารเกี่ยวกับการโฆษณาซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการตลาดของโจทก์ เอกสารซึ่งส่งให้แก่โจทก์ตามสัญญานี้ รวมทั้งแผ่นพับเกี่ยวกับการโฆษณา หนังสือเผยแพร่ และภาพต่าง ๆ นั้น เป็นทรัพย์สินของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเหล่านั้นได้ เพื่อเป็นการตอบแทน โจทก์ตกลงจ่ายเงินค่าบริการเท่ากับร้อยละ 5 ของยอดขายสุทธิในแต่ละปี จากพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่า บริษัท อ. อนุญาตให้โจทก์จัดพิมพ์แผ่นพับที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ในลักษณะที่เป็นการทำซ้ำและนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ ดังนี้ ค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายไปตามสัญญานี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานวรรณกรรมและภาพพิมพ์อันมีลิขสิทธิ์ต้องด้วยลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3)

เงินค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้บริษัท อ. เป็นการจ่ายค่าตอบแทนค่าสิทธิตามที่ระบุในข้อ 12 วรรคสาม แห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศสวีเดนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนอันเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ สต.8/2007171/2/100043 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2541 ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/140/2543 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2543 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และให้งดเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าว

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ สต.8/2007171/2/100043 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/140/2543 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2543 กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยโจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้อุทธรณ์ว่า วันที่ 15 มกราคม 2523 บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ทำสัญญาให้บริการทางการตลาดแก่โจทก์และมีการทำสัญญาเพิ่มเติมพร้อมคำแปลตาม สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 โจทก์จ่ายเงินตามสัญญาให้บริการทางการตลาดแก่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสวีเดนและไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ในอัตราร้อยละ 1.5 ของยอดขายสุทธิ 19,037,618.03 บาท โดยมิได้หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายนำส่งแก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร วันที่ 29 ธันวาคม 2541 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 2,855,642.71 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 7 มกราคม 2542 จำนวน 2,855,642.71 บาท รวมทั้งสิ้น 5,711,285.42 บาท โดยอ้างว่า ในปี 2534 โจทก์ส่งเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากรจำนวน 19,037,618.03 บาท อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 ออกไปให้บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่โจทก์มิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร วันที่ 27 มกราคม 2542

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย นำส่งจำเลยที่ 1 จากเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสวีเดนและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 จำนวน 19,037,618.03 บาท หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 บัญญัติว่า บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรนี้ จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ คือ (2) ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ ซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 มาตรา 3 บัญญัติว่า ให้ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2505 ตามมาตรา 2 โดยอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยและประเทศสวีเดน เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ข้อ 12 ค่าสิทธิ วรรคสาม คำว่า "ค่าสิทธิ" ที่ใช้อยู่ในข้อนี้หมายถึง การจ่ายไม่ว่าชนิดใด ๆ ที่ได้รับเป็นค่าตอบแทนสำหรับการจำหน่ายหรือจากการใช้หรือสิทธิในการใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ศิลปกรรม หรือวิทยาศาสตร์ รวมทั้งฟิล์มภาพยนตร์ หรือฟิล์มหรือเทปสำหรับการกระจายเสียงทางวิทยุหรือโทรทัศน์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบหรือหุ่นจำลอง ผังสูตรลับ หรือกรรมวิธีลับ หรือเพื่อการใช้ หรือสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือวิทยาศาสตร์ หรือเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือทางวิทยาศาสตร์

ซึ่งตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดพร้อมคำแปลระหว่างบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ประเทศสวีเดน กับโจทก์ ลงวันที่ 15 มกราคม 2523 มีข้อตกลงว่า โดยที่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด มีความชำนาญในด้านการตลาดสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในบ้าน โดยที่โจทก์เป็นผู้จำหน่ายเครื่องใช้ชนิดต่าง ๆ ในประเทศไทยและประสงค์ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด โดยบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะให้บริการความช่วยเหลือด้านการตลาดแก่โจทก์โดยตรงจากนอกประเทศไทย เพื่อช่วยให้โจทก์สามารถจัดจำหน่ายเครื่องใช้ซึ่งโจทก์ซื้อมาจากแหล่งต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทย และดำเนินการด้านการตลาดในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะจัดส่งสิ่งพิมพ์ เช่น แผ่นพับ แคตตาล็อกและเอกสารเกี่ยวกับการโฆษณาซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการตลาดของโจทก์ตามสัญญานี้ให้แก่โจทก์เป็นครั้งคราวตามสมควร บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะให้บริการอื่น ๆ เกี่ยวกับด้านการตลาดแก่โจทก์ตามรายละเอียดและขอบเขตซึ่งคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะได้ตกลงกันเป็นครั้งคราว โจทก์ตกลงเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการแจกจ่ายเผยแพร่แผ่นพับ แคตตาล็อกเอกสารเกี่ยวกับการขายและด้านการตลาดซึ่งได้รับมาตามสัญญานี้เองจากบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด เพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ในประเทศไทย เพื่อเป็นการตอบแทนการให้บริการด้านการตลาดและเอกสารต่าง ๆ ซึ่งโจทก์ได้รับจากบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ตามสัญญานี้โจทก์ตกลงจ่ายเงินค่าบริการเท่ากับร้อยละ 5 ของยอดขายสุทธิในแต่ละปี ค่าบริการดังกล่าวให้จ่ายแก่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด เป็นรายปีหรือเป็นงวดครึ่งปีตามแต่จะตกลงกันระหว่างคู่สัญญา โดยบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่โจทก์ตามยอดขายซึ่งโจทก์จะแจ้งให้ทราบเป็นคราว ๆ ไป ทั้งนี้ การจ่ายเงินให้จ่ายเป็นเงินสกุลของประเทศสวีเดน โดยไม่ต้องมีการหักทอนใด ๆ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะทบทวนถึงการให้บริการและเอกสารที่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จัดให้ รวมทั้งแผนความต้องการในด้านการตลาดของโจทก์เป็นครั้งคราวไป ทั้งนี้ เพื่อให้โจทก์สามารถใช้ประโยชน์เกี่ยวกับบริการและเอกสารได้มากที่สุด บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ตกลงว่า บริการด้านการตลาดและความช่วยเหลือรวมทั้งเอกสารซึ่งส่งให้แก่โจทก์ตามสัญญานี้ รวมทั้งแผ่นพับเกี่ยวกับการโฆษณา หนังสือเผยแพร่ และภาพต่าง ๆ นั้น เป็นทรัพย์สินของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเหล่านั้นได้ เมื่อพิจารณาข้อความตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดในส่วนที่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ทำกับโจทก์ประกอบกับตัวอย่างแผ่นพับต่าง ๆ ทั้งที่โจทก์แสดงต่อเจ้าพนักงานในชั้นตรวจสอบตาม กับที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ เห็นได้ว่าสินค้าตามแผ่นพับดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้ในกิจการทางอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมหรือกิจการขนาดใหญ่ เช่น ตู้เย็นทางการแพทย์ ตู้เย็นสำหรับธนาคารโลหิต ตู้แช่เย็นอาหาร ที่แสดงให้เห็นสินค้าแช่เย็น ตู้แช่เย็นขนาดใหญ่ใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ต เครื่องซักผ้า ตู้เย็นและตู้เซฟสำหรับใช้ในห้องพักโรงแรม สินค้าต่าง ๆ ดังกล่าวผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในกิจการใดกิจการหนึ่งโดยเฉพาะจึงมีลักษณะทางกายภาพเทคนิคพิเศษจากสินค้าที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไป และจำเป็นต้องมีข้อมูลเทคนิคเพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าเป็นพิเศษ ซึ่งตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดก็มีข้อความในตอนแรกแสดงถึงการที่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด เป็นผู้มีความชำนาญด้านการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านการตลาดแก่โจทก์ โดยนางสาวกัญญรัตน์ พนักงานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านให้ฟังได้ว่า บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่รู้ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติต่าง ๆ ของสินค้ายี่ห้ออีเลคโทรลักซ์ จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า การที่บริษัทดังกล่าวให้ความช่วยเหลือด้านการตลาดก็น่าจะต้องใช้ข้อมูลความรู้ความชำนาญทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวประกอบการพิจารณาให้การช่วยเหลือด้านการตลาด ซึ่งอาจเป็นข้อมูลทางเทคนิคโดยเฉพาะที่รู้ได้เฉพาะบริษัทดังกล่าวเท่านั้นด้วย และในประการที่สำคัญคือกรณีที่สัญญาให้บริการด้านการตลาดมีการจัดส่งสิ่งพิมพ์ เช่น แผ่นพับ แคตตาล็อก และเอกสารการโฆษณาที่จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการตลาดของโจทก์ ซึ่งตามตัวอย่างเอกสารแผ่นพับดังกล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า นอกจากจะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าโดยตรงแล้ว ยังมีข้อความแสดงประวัติการก่อตั้งบริษัทในเครืออีเลคโทรลักซ์ สายการผลิตสินค้าต่าง ๆ นโยบายกลุ่มบริษัทในเครือ การขยายตัวและความเชี่ยวชาญทางเทคนิคกับการผลิตสินค้า ข้อความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ บทความเกี่ยวกับผ้าใยขนแกะ บทความเกี่ยวกับการบริหารจัดการทำความสะอาดเสื้อผ้านักแสดงโอเปร่า บทความการประกอบธุรกิจร้านซักเสื้อผ้า รวมทั้งภาพพิมพ์แสดงการจัดวางสินค้าอาหารในตู้แช่ให้ดูน่ารับประทานและสะดวกในการเลือกหยิบได้หลายภาพทั้งภาพตู้แช่อาหารผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปบรรจุกล่องในลักษณะต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มต่าง ๆ ภาพตู้แช่ประกอบด้วยสินค้าผักและผลไม้หลากหลายชนิดหลายสีสัน ซึ่งดูสวยงามและดึงดูดใจแก่ผู้เห็นภาพดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีภาพทิวทัศน์ทุ่งเลี้ยงแกะ ภาพการแสดงโอเปร่า ภาพโบราณสถาน ภาพสตรีสวมชุดกิโมโน ภาพคนขี่ม้าในคอกม้าแต่งกายชุดคนขี่ม้าสวยงาม ภาพมหาสมุทรประกอบด้วยภูเขาน้ำแข็ง ภาพทิวทัศน์กำแพงเมืองจีน ภาพเทพีสันติภาพ ภาพหอไอเฟล และภาพสฟิงซ์ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นภาพพิมพ์ที่มีลักษณะสวยงามเช่นกัน ประกอบตามคำฟ้องของโจทก์ก็ยังแสดงให้เห็นว่าบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ต้องใช้พนักงานที่มีประสิทธิภาพในการศึกษาเก็บรวบรวมพฤติกรรมผู้บริโภคและวิเคราะห์การตลาดเพื่อจัดทำแผ่นพับและแคตตาล็อกสินค้าดังกล่าวโดยใช้เงินลงทุนและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก น่าเชื่อว่ามีการลงทุนในการสร้างสรรค์งานดังกล่าวขึ้น ทั้งบทความที่มีลักษณะเป็นงานนิพนธ์ขึ้นเป็นงานวรรณกรรม ภาพถ่ายและภาพพิมพ์ที่สวยงามที่เป็นงานศิลปกรรม อันล้วนถือได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ต้องตามความหมายของลิขสิทธิ์ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยและประเทศสวีเดนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ข้อ 12 ดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งแผ่นพับบางฉบับก็มีข้อความแสดงการสงวนลิขสิทธิ์ไว้ด้วย เช่น แผ่นพับ เป็นต้น นอกจากนี้ตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดระบุให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในการโฆษณาเผยแพร่แผ่นพับดังกล่าวโดยค่าใช้จ่ายของโจทก์ และตามพยานหลักฐานของโจทก์ก็ยังมีเอกสารการเสนอราคาจัดพิมพ์แผ่นพับให้แก่โจทก์ จากพยานหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด อนุญาตให้โจทก์จัดพิมพ์แผ่นพับที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวแล้วในลักษณะที่เป็นการทำซ้ำและนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ ดังนี้ ค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายไปตามสัญญานี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานวรรณกรรมและภาพพิมพ์อันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทดังกล่าวให้แก่บริษัทนี้ต้องด้วยลักษณะเป็นการจ่ายเงินค่าตอบแทน อันจะทำให้บริษัทนี้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) ได้ ส่วนพยานหลักฐานของโจทก์ในฐานะที่โจทก์ทราบข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อกันตามลักษณะให้บริการทางการตลาดระหว่างบริษัทดังกล่าวกับโจทก์ตามที่โจทก์อ้างว่า บริษัทดังกล่าวเพียงให้บริการด้านการตลาดที่ไม่ถือว่าเป็นการจ่ายค่าตอบแทนเป็นค่าแห่งสิทธิ โจทก์ก็ควรแสดงรายละเอียดและพยานหลักฐานให้เป็นที่ประจักษ์ได้ตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ แต่จากการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์นั้น โจทก์มีนางสาวกัญญรัตน์พนักงานโจทก์ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและรวมไปถึงเกี่ยวกับการเสียภาษีของโจทก์ และนายอนุวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของโจทก์ในปี 2534 เป็นพยานเบิกความในทำนองว่า โจทก์จ่ายค่าบริการให้แก่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ทุกปีและโจทก์ได้รับบริการทุกปี แต่ไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ลักษณะของการให้บริการด้านการตลาดแก่โจทก์ตามสัญญา คือ การจำแนกคุณสมบัติและประโยชน์ของสินค้าที่บริษัทเอบี อีเลคโทรลักซ์ จำกัด ผลิตแต่ละประเภท แต่ละแบบแต่ละรุ่นเพื่อจัดทำเป็นเอกสารแจกจ่ายแก่ผู้บริโภคในรูปแผ่นพับ โบร์ชัว และแคตตาล็อก ให้คำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในรูปแผ่นพับ โบรชัวร์ และแคตตาล็อก ให้คำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค แนะนำการวางแผนการจัดรายการส่งเสริมการขายที่เหมาะสม ตลอดจนจัดทำสิ่งพิมพ์ประเภทแคตตาล็อกและโบร์ชัวร์ของสินค้าเพื่อการโฆษณาให้มีลักษณะสวยงามชวนให้น่าใช้สินค้า โดยการจัดทำสิ่งพิมพ์ บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะมีเครื่องมือในการพิมพ์สิ่งพิมพ์เอง และส่งให้โจทก์ทางไปรษณีย์เพื่อนำเสนอแจกจ่ายให้แก่ลูกค้าทุกปี ปีละหลายรูปแบบและเป็นจำนวนมาก ในการดำเนินการของบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ต้องใช้พนักงานที่มีประสิทธิภาพในการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลสินค้า รายการสินค้า คุณสมบัติของสินค้า และวิเคราะห์สภาวะการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค รวมทั้งการจัดทำแคตตาล็อกและโบรชัวร์สินค้า ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนและมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด มิได้ให้สิทธิใด ๆ แก่โจทก์ และตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า โจทก์ได้รับข้อมูลหรือคำแนะนำในเรื่องการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และการประสานงานในเรื่องการวิจัยและพัฒนาเพื่อจะปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผู้ใช้ในประเทศไทยและบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด นั้นมีโรงงานอยู่ทั่วโลกประมาณ 50 โรงงาน แต่บริษัทดังกล่าวจะประกอบกิจการอะไรบ้างพยานไม่ทราบ นอกจากนี้นางสาวกัญญรัตน์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า เอกสารที่โจทก์ส่งศาลทั้งหมดไม่มีเอกสารที่แสดงถึงการให้บริการของบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ไม่อาจยืนยันได้ว่า บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ส่งเอกสารที่แสดงถึงคุณสมบัติและเทคนิคการผลิตสินค้ายี่ห้ออีเลคโทรลักซ์หรือคุณสมบัติการใช้สอย โดยยืนยันได้ว่าส่งเอกสารลักษณะทำนองเดียวกันนี้ เห็นได้ว่า พยานหลักฐานของโจทก์เป็นเพียงคำเบิกความพยานบุคคลลอย ๆ ปราศจากรายละเอียดและหลักฐานทั้งที่น่าจะต้องมีในระบบการทำงานของโจทก์ ส่อให้เห็นถึงข้อพิรุธหรือปกปิดข้อเท็จจริง จนไม่อาจฟังได้แน่ชัดว่าโจทก์ได้รับบริการให้คำปรึกษาแนะนำในการวางแผนการตลาดอย่างไรหรือไม่ หรือหากมีการให้คำปรึกษาแนะนำจะมีการให้ข้อมูลสารสนเทศทางอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมที่อยู่ในความรู้เห็นของบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด โดยเฉพาะที่ไม่เปิดเผยทั่วไปหรือไม่ หรือมีข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าด้วยหรือไม่ และนางสาววรรณดี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาให้การต่อเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ว่า บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทเอบี อีเลคโทรลักซ์ จำกัด เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ชื่อ ยี่ห้อผลิตภัณฑ์ อีเลคโทรลักซ์ สินค้าภายใต้ชื่อยี่ห้ออีเลคโทรลักซ์ที่จำหน่ายในประเทศต่าง ๆ จะมีตราสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้าอย่างเดียวกันทั้งหมด ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่โจทก์จำหน่ายจะใช้ชื่อยี่ห้อและเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งสิ้น โดยได้รับอนุญาตจากบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่โจทก์และบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะถือเอาสัญญาให้บริการด้านการตลาดเป็นช่องทางเรียกค่าตอบแทนการใช้เครื่องหมายการค้าโดยไม่เปิดเผยความจริง ทั้งนี้โดยบริษัทเอบี อีเลคโทรลักซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่สามารถใช้เหตุที่มีอำนาจส่งคนมาบริหารบริษัทโจทก์ให้โจทก์ทำสัญญาให้บริการด้านการตลาดกับบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือโดยคิดค่าตอบแทนสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการที่โจทก์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าสิทธิ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมาจึงมีข้อพิรุธ ส่อไปในทางปกปิดข้อเท็จจริง โดยไม่แสดงรายละเอียดหลักฐานทั้งที่ควรมีอยู่ที่โจทก์ ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่จึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่า เงินค่าตอบแทนจำนวน 19,037,618.03 บาท ที่โจทก์จ่ายให้บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 เป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่ระบุในข้อ 12 วรรคสาม แห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศสวีเดนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าไม่ใช่ค่าสิทธิดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น ส่วนกรณีว่ามีเหตุงดหรือลดเงินเพิ่มตามการประเมินหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีด้วยดี แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่อาจยืนยันได้ว่ามีการให้บริการทางด้านการตลาดระหว่างโจทก์และบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด กันจริง และตามพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบมานั้นยังไม่ปรากฏเหตุอันควรที่ศาลจะงดหรือลดเงินเพิ่มตามการประเมินให้แก่โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอันควรงดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (3) ม. 40 (8) ม. 70
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ม. 3
อนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศสวีเดนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ม. 7 ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5807/2557
#571921
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดระหว่างบริษัท อ. ประเทศสวีเดนกับโจทก์มีข้อตกลงว่า บริษัท อ. จะให้บริการความช่วยเหลือด้านการตลาดแก่โจทก์ เพื่อช่วยให้โจทก์สามารถจัดจำหน่ายเครื่องใช้ซึ่งโจทก์ซื้อมาจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทย และดำเนินการด้านการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท อ. จะจัดส่งสิ่งพิมพ์ เช่น แผ่นพับ แคตตาล็อกและเอกสารเกี่ยวกับการโฆษณาซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการตลาดของโจทก์ เอกสารซึ่งส่งให้แก่โจทก์ตามสัญญานี้ รวมทั้งแผ่นพับเกี่ยวกับการโฆษณา หนังสือเผยแพร่ และภาพต่าง ๆ นั้น เป็นทรัพย์สินของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเหล่านั้นได้ เพื่อเป็นการตอบแทน โจทก์ตกลงจ่ายเงินค่าบริการเท่ากับร้อยละ 5 ของยอดขายสุทธิในแต่ละปี จากพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่า บริษัท อ. อนุญาตให้โจทก์จัดพิมพ์แผ่นพับที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ในลักษณะที่เป็นการทำซ้ำและนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ ค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายไปตามสัญญาดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานวรรณกรรมและภาพพิมพ์อันมีลิขสิทธิ์รวมทั้งข้อสนเทศ จึงต้องด้วยลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมิน ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3)

เงินค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้บริษัท อ. เป็นการจ่ายค่าตอบแทนค่าสิทธิตามที่ระบุในข้อ 12 วรรคสาม แห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศสวีเดนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนอันเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 2007170/2/100056 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2540 ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/119/2545 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับให้ลดหรืองดเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 2007170/2/100056 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1(อธ.1)/119/2545 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์มีหน้าที่หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายจากเงินซึ่งโจทก์จ่ายตามสัญญาให้บริการทางการตลาดให้แก่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ประเทศสวีเดน ซึ่งไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 จำนวน 10,956,030 บาท หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 บัญญัติว่า บรรดารัษฎากรประเภทต่างๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรนี้ จะตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ คือ (2) ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ ซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2505 มาตรา 3 บัญญัติว่า ให้ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2505 ตามมาตรา 2 โดยอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยและประเทศสวีเดนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ข้อ 12 ค่าสิทธิ วรรคสาม คำว่า "ค่าสิทธิ" ที่ใช้อยู่ในข้อนี้หมายถึง การจ่ายไม่ว่าชนิดใด ๆ ที่ได้รับเป็นค่าตอบแทนสำหรับการจำหน่ายหรือจากการใช้หรือสิทธิในการใช้ ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ศิลปกรรม หรือวิทยาศาสตร์ รวมทั้งฟิล์มภาพยนตร์ หรือฟิล์มหรือเทปสำหรับการกระจายเสียงทางวิทยุหรือโทรทัศน์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบหรือหุ่นจำลอง ผังสูตรลับ หรือกรรมวิธีลับ หรือเพื่อการใช้ หรือสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือวิทยาศาสตร์ หรือเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดพร้อมคำแปลระหว่างบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ประเทศสวีเดน กับโจทก์ ลงวันที่ 15 มกราคม 2523 แผ่นที่ 32 ถึง 45 มีข้อตกลงว่า โดยที่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด มีความชำนาญในด้านการตลาดสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในบ้าน โดยที่โจทก์เป็นผู้จำหน่ายเครื่องใช้ชนิดต่าง ๆ ในประเทศไทยและประสงค์ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด โดยบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะให้บริการความช่วยเหลือด้านการตลาดแก่โจทก์โดยตรงจากนอกประเทศไทย เพื่อช่วยให้โจทก์สามารถจัดจำหน่ายเครื่องใช้ซึ่งโจทก์ซื้อมาจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทย และดำเนินการด้านการตลาดในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะจัดส่งสิ่งพิมพ์ เช่น แผ่นพับ แคตตาล็อกและเอกสารเกี่ยวกับการโฆษณาซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการตลาดของโจทก์ตามสัญญานี้ให้แก่โจทก์เป็นครั้งคราวตามสมควร บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะให้บริการอื่น ๆ เกี่ยวกับด้านการตลาดแก่โจทก์ตามรายละเอียดและขอบเขตซึ่งคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะได้ตกลงกันเป็นครั้งคราว โจทก์ตกลงเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับการแจกจ่ายเผยแพร่แผ่นพับ แคตตาล็อกเอกสารเกี่ยวกับการขายและด้านการตลาดซึ่งได้รับมาตามสัญญานี้เองจากบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด เพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ในประเทศไทย เพื่อเป็นการตอบแทนการให้บริการด้านการตลาดและเอกสารต่าง ๆ ซึ่งโจทก์ได้รับจากบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ตามสัญญานี้โจทก์ตกลงจ่ายเงินค่าบริการเท่ากับร้อยละ 5 ของยอดขายสุทธิในแต่ละปี ค่าบริการดังกล่าวให้จ่ายแก่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด เป็นรายปีหรือเป็นงวดครึ่งปีตามแต่จะตกลงกันระหว่างคู่สัญญา โดยบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่โจทก์ตามยอดขายซึ่งโจทก์จะแจ้งให้ทราบเป็นคราวๆ ไป ทั้งนี้ การจ่ายเงินให้จ่ายเป็นเงินสกุลของประเทศสวีเดน โดยไม่ต้องมีการหักทอนใดๆ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะทบทวนถึงการให้บริการและเอกสารที่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จัดให้ รวมทั้งแผนความต้องการในด้านการตลาดของโจทก์เป็นครั้งคราวไป ทั้งนี้ เพื่อให้โจทก์สามารถใช้ประโยชน์เกี่ยวกับบริการและเอกสารได้มากที่สุด บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ตกลงว่า บริการด้านการตลาดและความช่วยเหลือรวมทั้งเอกสารซึ่งส่งให้แก่โจทก์ตามสัญญานี้ รวมทั้งแผ่นพับเกี่ยวกับการโฆษณา หนังสือเผยแพร่ และภาพต่างๆ นั้น เป็นทรัพย์สินของโจทก์ และโจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเหล่านั้นได้ เมื่อพิจารณาข้อความตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดในส่วนที่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จัดให้แก่โจทก์ประกอบกับตัวอย่างแผ่นพับต่าง ๆ เห็นได้ว่าสินค้าตามแผ่นพับดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้ในกิจการทางอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมหรือกิจการขนาดใหญ่ เช่น ตู้แช่เย็นอาหาร ที่แสดงให้เห็นสินค้าแช่เย็น ตู้แช่เย็นขนาดใหญ่ใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ต เครื่องซักผ้า ตู้เย็นและตู้เซฟสำหรับใช้ในห้องพักโรงแรม สินค้าต่าง ๆ ดังกล่าวผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในกิจการใดกิจการหนึ่งโดยเฉพาะจึงมีลักษณะทางกายภาพเทคนิคพิเศษจากสินค้าที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไป และจำเป็นต้องมีข้อมูลเทคนิคเพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าเป็นพิเศษ ซึ่งตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดก็มีข้อความในตอนแรกแสดงถึงการที่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด เป็นผู้มีความชำนาญด้านการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ครื่องใช้ไฟฟ้า โดยสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านการตลาดแก่โจทก์ เมื่อพิจารณาจากข้อสัญญาและแผ่นพับ แสดงว่า บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด เป็นบริษัทที่รู้ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติต่าง ๆ ของสินค้ายี่ห้ออีเลคโทรลักซ์ จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า การที่บริษัทดังกล่าวให้ความช่วยเหลือด้านการตลาดก็น่าจะต้องใช้ข้อมูลความรู้ความชำนาญทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวประกอบการพิจารณาให้การช่วยเหลือด้านการตลาด ซึ่งอาจเป็นข้อมูลทางเทคนิคโดยเฉพาะที่รู้ได้เฉพาะบริษัทดังกล่าวเท่านั้นด้วย และในประการที่สำคัญคือกรณีที่สัญญาให้บริการด้านการตลาดมีการจัดส่งสิ่งพิมพ์ เช่น แผ่นพับ แคตตาล็อก และเอกสารการโฆษณาที่จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการตลาดของโจทก์ ซึ่งตามตัวอย่างเอกสารแผ่นพับดังกล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า นอกจากจะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าโดยตรงแล้ว ยังมีข้อความแสดงประวัติการก่อตั้งบริษัทในเครืออีเลคโทรลักซ์ สายการผลิตสินค้าต่าง ๆ นโยบายกลุ่มบริษัทในเครือการขยายตัวและความเชี่ยวชาญทางเทคนิคกับการผลิตสินค้า บทความการประกอบธุรกิจ รวมทั้งภาพพิมพ์แสดงการจัดวางสินค้าอาหารในตู้แช่ให้ดูน่ารับประทานและสะดวกในการเลือกหยิบได้หลายภาพทั้งภาพตู้แช่อาหารผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปบรรจุกล่องในลักษณะต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มต่าง ๆ ภาพตู้แช่ประกอบด้วยสินค้าผักและผลไม้หลากหลายชนิดหลายสีสัน ซึ่งดูสวยงามและดึงดูดใจแก่ผู้เห็นภาพดังกล่าว ภาพทิวทัศน์กำแพงเมืองจีน ภาพเทพีสันติภาพ ภาพหอไอเฟล และภาพสฟิงซ์ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นภาพพิมพ์ที่มีลักษณะสวยงามเช่นกัน ประกอบตามคำฟ้องของโจทก์ก็ยังแสดงให้เห็นว่าบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ต้องใช้พนักงานที่มีประสิทธิภาพในการศึกษาเก็บรวบรวมพฤติกรรมผู้บริโภคและวิเคราะห์การตลาดเพื่อจัดทำแผ่นพับและแคตตาล็อกสินค้าดังกล่าวโดยใช้เงินลงทุนและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก น่าเชื่อว่ามีการลงทุนในการสร้างสรรค์งานดังกล่าวขึ้น ทั้งบทความที่มีลักษณะเป็นงานนิพนธ์ขึ้นเป็นงานวรรณกรรม ภาพถ่ายและภาพพิมพ์ที่สวยงามที่เป็นงานศิลปกรรม อันล้วนถือได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ต้องตามความหมายของลิขสิทธิ์ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยและประเทศสวีเดนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ข้อ 12 ดังกล่าวมาข้างต้น นอกจากนี้ตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดระบุให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในการโฆษณาเผยแพร่แผ่นพับดังกล่าวโดยค่าใช้จ่ายของโจทก์ และตามพยานหลักฐานของโจทก์ในชุดก็ยังมีเอกสารการเสนอราคาจัดพิมพ์แผ่นพับให้แก่โจทก์ จากพยานหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด อนุญาตให้โจทก์จัดพิมพ์แผ่นพับที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวแล้วในลักษณะที่เป็นการทำซ้ำและนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ ดังนี้ ค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายไปตามสัญญานี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานวรรณกรรมและภาพพิมพ์อันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทดังกล่าวให้แก่บริษัทนี้ต้องด้วยลักษณะเป็นการจ่ายเงินค่าตอบแทน อันจะทำให้บริษัทนี้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) ได้ ส่วนพยานหลักฐานของโจทก์ในฐานะที่โจทก์ทราบข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อกันตามลักษณะให้บริการทางการตลาดระหว่างบริษัทดังกล่าวกับโจทก์ตามที่โจทก์อ้างว่า บริษัทดังกล่าวเพียงให้บริการด้านการตลาดที่ไม่ถือว่าเป็นการจ่ายค่าตอบแทนเป็นค่าแห่งสิทธิ โจทก์ก็ควรแสดงรายละเอียดและพยานหลักฐานให้เป็นที่ประจักษ์ได้ตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ แต่จากการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์นั้น โจทก์มีนางสาวกัญญรัตน์พนักงานโจทก์ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและรวมไปถึงเกี่ยวกับการเสียภาษีของโจทก์ และนายปกาศิต ผู้จัดการแผนกสินเชื่อและกฎหมายของโจทก์เป็นพยานเบิกความในทำนองว่า โจทก์จ่ายค่าบริการให้แก่บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ทุกปีและโจทก์ได้รับบริการทุกปี ลักษณะของการให้บริการด้านการตลาดแก่โจทก์ตามสัญญา คือ การจำแนกคุณสมบัติและประโยชน์ของสินค้าที่บริษัทเอบี อีเลคโทรลักซ์ จำกัด ผลิตแต่ละประเภท แต่ละแบบแต่ละรุ่นเพื่อจัดทำเป็นเอกสารแจกจ่ายแก่ผู้บริโภคในรูปแผ่นพับ โบร์ชัว และแคตตาล็อก ให้คำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในรูปแผ่นพับ โบรชัวร์ และแคตตาล็อกให้คำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค แนะนำการวางแผนการจัดรายการส่งเสริมการขายที่เหมาะสม ตลอดจนจัดทำสิ่งพิมพ์ประเภทแคตตาล็อกและโบร์ชัวร์ของสินค้า เพื่อการโฆษณาให้มีลักษณะสวยงามชวนให้น่าใช้สินค้า โดยการจัดทำสิ่งพิมพ์ บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด จะมีเครื่องมือในการพิมพ์สิ่งพิมพ์เอง และส่งให้โจทก์ทางไปรษณีย์เพื่อนำเสนอแจกจ่ายให้แก่ลูกค้าทุกปี ปีละหลายรูปแบบและเป็นจำนวนมาก ในการดำเนินการของบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ต้องใช้พนักงานที่มีประสิทธิภาพในการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลสินค้า รายการสินค้า คุณสมบัติของสินค้า และวิเคราะห์สภาวะการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค รวมทั้งการจัดทำแคตตาล็อกและโบรชัวร์สินค้า ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนและมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด มิได้ให้สิทธิใดๆ แก่โจทก์ เห็นได้ว่าเมื่อพิจารณาจากแผ่นพับ โบรชัวร์ และใบเสร็จการโฆษณาซึ่งปรากฏว่าล้วนเป็นชื่อโจทก์ที่ทำการว่าจ้างการโฆษณาหรือการสื่อสารทางการตลาดโดยโจทก์เอง เอกสารดังกล่าวจึงไม่ได้แสดงถึงขนาดให้รับฟังว่า การโฆษณาหรือการสื่อสารทางการตลาด นั้นเป็นไปตามการให้บริการของบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด นอกเหนือจากนี้พยานหลักฐานของโจทก์เป็นเพียงคำเบิกความพยานบุคคลลอย ๆ ปราศจากรายละเอียดและหลักฐานทั้งที่น่าจะต้องมีในระบบการทำงานของโจทก์ ส่อให้เห็นถึงข้อพิรุธหรือปกปิดข้อเท็จจริง จนไม่อาจฟังได้แน่ชัดว่าโจทก์ได้รับบริการให้คำปรึกษาแนะนำในการวางแผนการตลาดอย่างไรหรือไม่ หรือหากมีการให้คำปรึกษาแนะนำจะมีการให้ข้อมูลสารสนเทศทางอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมที่อยู่ในความรู้เห็นของบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด โดยเฉพาะที่ไม่เปิดเผยทั่วไปหรือไม่ หรือมีข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าด้วยหรือไม่ และนายปกาศิตพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านด้วยว่า สินค้ายี่ห้ออีเลคโทรลักซ์ที่โจทก์จำหน่ายไม่ได้ซื้อมาจากบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ในประเทศสวีเดนแห่งเดียว โดยโจทก์ยังซื้อจากบริษัทอื่นในต่างประเทศรวมทั้งในประเทศไทย และยังมีการจ้างบริษัทอื่นเช่น บริษัทโตชิบา (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตตู้เย็นแล้วติดยี่ห้ออีเลคโทรลักซ์จำหน่าย ทั้งนี้โดยบริษัทในเครืออีเลคโทรลักซ์นี้มีบริษัทเอบี อีเลคโทรลักซ์ จำกัด ในประเทศสวีเดนเป็นบริษัทแม่ ส่วนบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด เป็นบริษัทในเครือ และบริษัทโจทก์มีบริษัทเอบี อีเลคโทรลักซ์ จำกัด ถือหุ้นอยู่มากถึงร้อยละ 49 และจัดส่งชาวสวีเดนมาบริหารงานในบริษัทโจทก์ในฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการ ดังนี้ย่อมมีเหตุผลที่แสดงให้เห็นได้ว่าบริษัทเอบี อีเลคโทรลักซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่มีอำนาจในการบริหารจัดการบริษัทโจทก์ การที่โจทก์สามารถว่าจ้างบริษัทอื่นผลิตสินค้าแล้วใช้เครื่องหมายการค้ายี่ห้ออีเลคโทรลักซ์ได้ ก็น่าจะเป็นการอนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าหรือชื่อทางการค้า แม้ไม่ปรากฏว่ามีการเรียกค่าตอบแทนกัน ก็อาจเป็นไปได้ที่จะถือเอาสัญญาให้บริการด้านการตลาดเป็นช่องทางเรียกค่าตอบแทนโดยไม่เปิดเผยความจริง ทั้งนี้โดยบริษัทเอบี อีเลคโทรลักซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่สามารถใช้เหตุที่มีอำนาจส่งคนมาบริหารบริษัทโจทก์ให้โจทก์ทำสัญญาให้บริการด้านการตลาดกับบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือโดยคิดค่าตอบแทนสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการที่โจทก์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าสิทธิ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมาจึงมีข้อพิรุธ ส่อไปในทางปกปิดข้อเท็จจริง โดยไม่แสดงรายละเอียดหลักฐานทั้งที่ควรมีอยู่ที่โจทก์ ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ จึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่า เงินค่าตอบแทนจำนวน 10,956,030 บาท ที่โจทก์จ่ายให้บริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 เป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และตามที่ระบุในข้อ 12 วรรคสาม แห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศสวีเดนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าไม่ใช่ค่าสิทธิดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น ส่วนกรณีว่ามีเหตุงดหรือลดเงินเพิ่มตามการประเมินหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีด้วยดี แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่อาจยืนยันได้ว่ามีการให้บริการทางด้านการตลาดระหว่างโจทก์และบริษัทเอบี อีเลคโทร เฮลีออส จำกัด กันจริง และตามพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบมานั้นยังไม่ปรากฏเหตุอันควรที่ศาลจะงดหรือลดเงินเพิ่มตามการประเมินให้แก่โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอันควรงดหรือลดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (3) ม. 40 (8) ม. 70
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 ม. 3
อนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศสวีเดนเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ม. 7 ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5756 -ที่ 5761/2557
#586555
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งหกฟ้องเรียกเงินอันเกิดจากการเลิกจ้างจากจำเลย ส่วนการที่โจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับเงินอันเกิดจากการเลิกจ้างตามกฎหมายใดเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับข้อเท็จจริงจากการเลิกจ้างเข้ากับตัวบทกฎหมาย เมื่อจำเลยไม่จ่ายเงินอันเนื่องมาจากการเลิกจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุ โจทก์ทั้งหกจึงถูกโต้แย้งสิทธิ มีอำนาจฟ้องเรียกเงินนั้นจากจำเลยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

จำเลยเป็นองค์การของรัฐและเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 6, 7 เป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 4 ตามความหมายของคำว่า "รัฐวิสาหกิจ" ใน (1) ประเภทกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งจำเลย บุคคลทั้งหกเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจตามความหมายของคำว่า "พนักงาน" เมื่อ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ถูกยกเลิก จำเลยก็ยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 ตามความหมายของคำว่า "รัฐวิสาหกิจ" ใน (1) ประเภทกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งจำเลย โจทก์ที่ 4 และที่ 6 ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยต่อมาจึงเป็นลูกจ้างตามความหมายของคำว่า "ลูกจ้าง" เมื่อไม่มีพระราชกฤษฎีกายกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 แก่จำเลยตามมาตรา 5 จำเลยจึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และอยู่ภายใต้ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 11 (1) 11 วรรคสอง เมื่อ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ใช้บังคับแล้วระเบียบนี้ก็ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 95 วรรคหนึ่ง

ข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยบำเหน็จของพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2520 ข้อ 4 กำหนดให้พนักงานได้รับบำเหน็จเมื่อต้องออกจากงานเพราะข้อ 4.1 ทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีบริบูรณ์ หมายความว่าเป็นการออกจากงานไม่ว่ากรณีใดซึ่งรวมถึงการลาออกและออกด้วยเหตุเกษียณอายุด้วย ไม่ใช่การออกจากงานเฉพาะเหตุเกษียณอายุจึงจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จ ส่วนข้อ 4.2 ถึง 4.4 จะได้รับบำเหน็จเมื่อทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีบริบูรณ์ ในกรณีหย่อนสมรรถภาพ ป่วยเจ็บถึงแก่ความตาย ข้อ 5 วรรคหนึ่ง กำหนดให้จ่ายบำเหน็จแก่บุคคลตามข้อ 4 ในจำนวนเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาทำงาน ดังนั้นผู้ที่ออกจากงานตามข้อ 4.1 จึงได้รับบำเหน็จตามข้อ 5 เริ่มต้นจากเมื่อทำงานมาแล้วครบ 5 ปีบริบูรณ์ (ซึ่งเป็นเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปีบริบูรณ์) เท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้าย 5 เดือน หรือ 150 วัน และเพิ่มขึ้นในอัตราจำนวนปีเวลาทำงาน 1 ปี ต่อเงินเดือน 1 เดือน แตกต่างจากบำเหน็จตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 47 ที่กำหนดให้พนักงานผู้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 5 ปี ขึ้นไป ได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นความแตกต่างทั้งคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จ อัตราเริ่มต้นบำเหน็จและอัตราบำเหน็จที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งบำเหน็จตามข้อ 4.1 และข้อ 5 ไม่ใช่เงินที่จำเลยต้องจ่ายเป็นค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างพนักงานตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาทำงานที่ติดต่อกันครบ 120 วัน ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีขึ้นไป ดังนั้นบำเหน็จที่จำเลยจ่ายให้บุคคลทั้งหกไปแล้วจึงไม่ใช่เงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 47 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่เงินค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุที่จะนำมาหักออกจากเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานตามข้อ 47 วรรคสอง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานให้โจทก์แต่ละคนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และเรียกจำเลยทั้งหกสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้โจทก์ที่ 1 ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกและผู้จัดการมรดกของจ่าสิบเอกอำนวย โจทก์ที่ 2 ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกและผู้จัดการมรดกของนางวิเชียร และโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 67,140 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 66,300 บาท แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 162,320 บาท แก่โจทก์ที่ 4 จำนวน 146,880 บาท แก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 48,240 บาทแก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 145,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก คำขออื่นของโจทก์ทั้งหกให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 5 ถึงแก่กรรม นายเอกราช ทายาทของโจทก์ที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่าโจทก์ทั้งหกมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งหกฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างเพราะจ่าสิบเอกอำนวย นางวิเชียร และโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 (รวม 6 คน) มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยบุคคลทั้งหกไม่ได้กระทำความผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นกรณีโจทก์ทั้งหกฟ้องเรียกเงินอันเกิดจากการเลิกจ้างจากจำเลย ส่วนการที่โจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับเงินอันเกิดจากการเลิกจ้างตามกฎหมายใดเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับข้อเท็จจริงจากการเลิกจ้างเข้ากับตัวบทกฎหมายเมื่อจำเลยไม่จ่ายเงินอันเนื่องมาจากการเลิกจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุ โจทก์ทั้งหกจึงถูกโต้แย้งสิทธิ มีอำนาจฟ้องเรียกเงินนั้นจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่าจำเลยต้องจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ให้โจทก์ทั้งหกหรือไม่ จำนวนเท่าใด เห็นว่า ข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยบำเหน็จของพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกพ.ศ.2520 ข้อ 4 กำหนดให้พนักงานได้รับบำเหน็จเมื่อต้องออกจากงานเพราะข้อ 4.1 ทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีบริบูรณ์ ส่วนข้อ 4.2 ถึงข้อ 4.4 จะได้รับบำเหน็จเมื่อทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีบริบูรณ์ ในกรณีหย่อนสมรรถภาพ ป่วยเจ็บ ถึงแก่ความตายตามข้อ 4.1 พนักงานที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จเมื่อทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีบริบูรณ์คือผู้ที่ออกจากงาน หมายความว่าเป็นการออกจากงานไม่ว่ากรณีใดซึ่งรวมถึงการลาออกและออกด้วยเหตุเกษียณอายุด้วย ไม่ใช่การออกจากงานเฉพาะเหตุเกษียณอายุจึงจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จ นอกจากนั้นแล้วบุคคลที่ออกจากงานเพราะเหตุหย่อนสมรรถภาพ ป่วยเจ็บหรือตายตามข้อ 4.2 ถึงข้อ 4.4 ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานมาแล้วเพียง 1 ปี ขึ้นไปเท่านั้น ข้อ 5 วรรคหนึ่ง กำหนดให้จ่ายบำเหน็จแก่บุคคลตามข้อ 4 ในจำนวนเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาทำงาน ดังนั้นผู้ที่ออกจากงานตามข้อ 4.1 จึงได้รับบำเหน็จตามข้อ 5 เริ่มต้นจากเมื่อทำงานมาแล้วครบ 5 ปีบริบูรณ์ (ซึ่งเป็นเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปีบริบูรณ์)เท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้าย 5 เดือน หรือ 150 วัน และเพิ่มขึ้นในอัตราจำนวนปีเวลาทำงาน 1 ปี ต่อเงินเดือน 1 เดือน ส่วนตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 เอกสารหมาย ล. 3 ข้อ 47 กำหนดให้พนักงานผู้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 5 ปี ขึ้นไปได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ดังนั้นบำเหน็จตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยบำเหน็จของพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2520 กรณีข้อ 4.1 และข้อ 5 จึงแตกต่างจากระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ทั้งคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จอัตราเริ่มต้นบำเหน็จและอัตราบำเหน็จที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งบำเหน็จตามข้อ 4.1 และข้อ 5 ไม่ใช่เงินที่จำเลยต้องจ่ายเป็นค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างพนักงานตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาทำงานที่ติดต่อกันครบ 120 วัน ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีขึ้นไป ดังนั้นบำเหน็จที่จำเลยจ่ายให้บุคคลทั้งหกไปแล้วจึงไม่ใช่เงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 47 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่เงินค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุที่จะนำมาหักออกจากเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานตามข้อ 47 วรรคสอง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานให้โจทก์แต่ละคนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน จำนวนเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จ่ายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ถูกต้องแล้ว สำหรับโจทก์ที่ 3 และที่ 6 ได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้าย 18,720 บาท และ 24,170 บาท จึงได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน 112,320 บาท และ 145,020 บาท ตามลำดับ

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคำฟ้องในส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีเคลือบคลุมนั้น ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 112,320 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 145,020 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 466 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ชัย ประโยค กับพวก
จำเลย — องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางชุติมา จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5653/2557
#562727
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.บริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง มิใช่บทความผิดแต่เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่บริษัทหรือผู้ถือหุ้นฟ้องร้องกรรมการบริษัท เรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีกรรมการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย หรือระงับการกระทำดังกล่าว การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง มาด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง และความผิดฐานกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลใดกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 311 ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 315 ประกอบมาตรา 311 อันเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่ต้องปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 86 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307, 311, 313, 315 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 85 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 311, 313 ให้จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 315 ซึ่งเป็นบทกฎหมายโดยเฉพาะ ให้จำคุก 5 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า บริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทหลักทรัพย์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) และดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลและบริหารทั่วไปของบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) ได้อนุมัติโครงการเพื่อการลงทุนซื้อหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในราคาหุ้นละไม่เกิน 20 บาท ระยะเวลาการลงทุนระหว่างเดือนธันวาคม 2541 และเดือนมกราคม 2542 ตามโครงการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) ได้ซื้อหุ้นบริษัทไวท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จากบริษัทกรีนวู๊ด จำกัด โดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์ดามารา จำกัด จำนวน 1,293,500 หุ้น ในราคาหุ้นละ 20 บาท และจำเลยที่ 2 ซื้อหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จากตลาดหลักทรัพย์ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนางสาวศิริพันธุ์ 9 ครั้ง นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 ได้ซื้อหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยวิธีตกลงราคาอีก 2 ครั้ง ในราคาหุ้นละ 15 บาท ครั้งแรกเป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์จำนวน 104,300 หุ้น จากบริษัทอดิเทพทรัสต์ จำกัด ซึ่งฝากไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) และครั้งที่สองเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์บนกระดาน จำนวน 150,000 หุ้น จาก AXIOM INVESTMENT ตามใบรับฝากหลักทรัพย์ รวมจำเลยที่ 2 ซื้อหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไว้ทั้งหมด 450,700 หุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 5,338,585.34 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ขายหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวน 450,000 หุ้น ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) ในราคาหุ้นละ 19.75 บาท โดยวิธีขายในตลาดหลักทรัพย์บนกระดานต่างประเทศ รวมเป็นเงิน 8,838,618.75 บาท ตามใบยืนยันการซื้อ/ขายหลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 ได้กำไรจากการขายหุ้นดังกล่าวเป็นเงิน 3,500,033.41 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารเป็นโครงการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) ในหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่เสนอโดยนายปริญญาและจำเลยที่ 1 กับนายโรเบิร์ต ร่วมกันลงชื่ออนุมัติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทราบเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2541 แล้ว และจากการซื้อขายหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ของจำเลยที่ 2 ทั้ง 9 ครั้ง ในตลาดหลักทรัพย์มีจำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้องถึง 5 ครั้ง คือ ในครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 ครั้งที่ 8 และครั้งที่ 9 โดยเป็นการถอนเงินออกจากบัญชีของจำเลยที่ 1 แม้จำนวนเงินที่ถอนจะไม่สัมพันธ์กับจำนวนเงินค่าหุ้นที่จำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คชำระให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด ก็ตามแต่เมื่อพิจารณาเวลาในการถอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 กับเวลาในการนำฝากเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ใกล้ชิดติดต่อกันที่เครื่องทำรายการเครื่องเดียวกัน มีเหตุผลให้เชื่อว่าการถอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 และนำเงินเข้าฝากในบัญชีของจำเลยที่ 2 กระทำโดยบุคคลคนเดียวกัน และยังได้ความจากคำให้การของนางสาวศิริพันธุ์ว่า นางสาวศิริพันธุ์ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 ซื้อขายหลักทรัพย์ใดบ้าง ไม่ทราบถึงผลกำไรขาดทุนที่ได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งซื้อหรือขายหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ด้วยตนเองก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 จัดการถอนเงินแทนโดยมีนายปรุง เป็นผู้รับมอบฉันทะไปดำเนินการนำฝากเพื่อชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายชำระค่าหุ้นในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนางสาวศิริพันธุ์ โดยที่นางสาวศิริพันธุ์ไม่ทราบรายละเอียด ทั้งมีการกระทำในลักษณะเดียวกันซ้ำติดต่อกันถึง 5 ครั้ง จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 2 ในการซื้อขายหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนางสาวศิริพันธุ์ที่บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด ปกปิดอำพรางเพื่อไม่ให้สืบสาวถึงจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ควรที่จะกระทำการดังกล่าวด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในนามของบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยทั้งสองกลับร่วมกันซื้อหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จากตลาดหลักทรัพย์ในราคาต่ำ แล้วนำมาขายต่อให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) ในราคาที่สูงกว่า ย่อมเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) เนื่องจากเป็นการซื้อในราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น โดยไม่จำต้องคำนึงว่าหลังจากบริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) ซื้อหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มาแล้วจะนำไปขายได้กำไรหรือขาดทุนในเวลาต่อมาหรือไม่ ทั้งการกระทำดังกล่าว เพียงผู้กระทำมีตำแหน่งเป็นกรรมการซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลก็เป็นความผิดแล้ว ไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจในการสั่งซื้อหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือไม่ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 311 และมาตรา 313 ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้เป็นกรรมการซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล จึงไม่อาจเป็นตัวการในการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการสั่งซื้อหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และดำเนินการเกี่ยวกับการถอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 นำมาชำระค่าหุ้น ทั้งติดต่อสั่งขายหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน) จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 315 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ตัดตอนข้อเท็จจริงโดยนำเอาเฉพาะการซื้อขายหุ้น 5 ครั้ง ที่มีการเบิกเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 มาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะนำข้อเท็จจริงส่วนใดมาฟ้อง ย่อมอยู่ในดุลพินิจของโจทก์ที่จะพิจารณาว่าการกระทำนั้น ๆ เป็นความผิดหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ก็มีสิทธิที่จะนำสืบถึงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำทั้งหมดเพื่อหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ หากจำเลยที่ 2 เห็นว่า เมื่อศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้วจะทำให้ศาลเชื่อว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิด การที่โจทก์นำการซื้อขายหุ้นบริษัทไว้ท์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 5 ครั้ง ที่จำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องมาฟ้องเป็นคดีนี้จึงเป็นการกระทำโดยชอบและมิได้เป็นการขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงรายละเอียด ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้ ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ด้วยนั้น เห็นว่า บทบัญญัติมาตราดังกล่าวมิใช่บทความผิด แต่เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่บริษัทหรือผู้ถือหุ้นฟ้องร้องกรรมการของบริษัทเรียกค่าสินไหมทดแทน กรณีกรรมการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายหรือให้ระงับการกระทำดังกล่าว การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง มาด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง และความผิดฐานกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลใด กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 311 ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 315 ประกอบมาตรา 311 อันเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่ต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 อีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 315 ประกอบมาตรา 311 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 85 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนุประพัทธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวุฒิ คราวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5649/2557
#571956
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความแห่งสัญญาซื้อขายเป็นข้อตกลงกำหนดล่วงหน้าว่า โจทก์และจำเลยตกลงซื้อขายยางธรรมชาติ จำนวนโดยประมาณ มิใช่เป็นการตกลงซื้อขายยางโดยมีจำนวนและราคาที่แน่นอนแล้ว และจำเลยต้องส่งมอบยางให้แก่โจทก์เมื่อใด อันจะก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่ทั้งสองฝ่ายพึงต้องปฏิบัติต่างตอบแทนกัน จำเลยยังจะต้องรอให้โจทก์มีคำสั่งซื้อและโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยเสียก่อน จำเลยจึงจะส่งยางให้แก่โจทก์ แสดงว่าข้อตกลงจะมีผลเป็นสัญญาซื้อขายก็ต่อเมื่อโจทก์บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จไปยังจำเลยแล้ว จึงมีลักษณะเป็นเพียงคำมั่นที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์ก่อนที่จะมีการซื้อหรือขายว่า จำเลยจะขายยางให้แก่โจทก์ ซึ่งมีผลผูกพันจำเลยฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 454 วรรคหนึ่ง มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือสัญญาจะขายหรือจะซื้อ

คำมั่นที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์มิได้มีกำหนดเวลา เมื่อจำเลยมิได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ให้ตอบมาเป็นที่แน่นอนภายในกำหนดเวลาพอสมควรว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 454 วรรคสอง เสียก่อน จึงเป็นการบอกเลิกคำมั่นโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,126,866 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 6,553,440 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 6,553,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ทำสัญญาซื้อยางธรรมชาติ ชนิดเอสทีอาร์ 20 ประมาณ 1,700 ถึง 1,800 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 23.25 บาท จากจำเลย วันที่ 6 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 1 จำนวน 80,640 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,874,880 บาท โจทก์ชำระราคายางให้แก่จำเลยและจำเลยส่งมอบยางให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว วันที่ 7 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 2 จำนวน 120,960 กิโลกรัม เป็นเงิน 2,812,320 บาท โจทก์ชำระราคายางให้แก่จำเลยและจำเลยส่งมอบยางให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว วันที่ 20 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 3 จำนวน 100,800 กิโลกรัม เป็นเงิน 4,687,200 บาท โดยโอนเงิน 4,652,046 บาท เข้าบัญชีของจำเลย หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 35,154 บาท แต่วันที่ 21 มีนาคม 2545 จำเลยโอนเงินคืนให้แก่โจทก์ วันที่ 27 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 4 จำนวน 302,400 กิโลกรัม เป็นเงิน 7,030,800 บาท โดยโอนเงิน 6,978,069 บาท เข้าบัญชีของจำเลย หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 52,731 บาท แต่วันที่ 28 มีนาคม 2545 จำเลยโอนเงินคืนให้แก่โจทก์ อ้างว่าสัญญาเลิกกันแล้ว ต่อมาจำเลยเสนอขายยางให้แก่โจทก์ในราคาใหม่ โดยวันที่ 4 เมษายน 2545 เสนอขายในราคากิโลกรัมละ 27.50 บาท และวันที่ 17 เมษายน 2545 เสนอขายในราคากิโลกรัมละ 26 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ซื้อยางและชำระราคาภายใน 10 วัน นับแต่วันทำสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453 คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย ดังนี้ นิติสัมพันธ์อันจะก่อให้เกิดเป็นสัญญาซื้อขายจึงเป็นเรื่องที่ผู้ขายได้โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงที่จะชำระราคาทรัพย์สินให้แก่ผู้ขาย แต่ตามสัญญาพร้อมคำแปลที่มีข้อความว่า

สินค้า : ยางธรรมชาติ เอสทีอาร์ 20

ปริมาณ : 80 ตู้ ประมาณ 1,700 ถึง 1,800 ตัน

ราคา : กิโลกรัมละ 23.25 บาท

การส่งมอบ : ผู้ซื้อจัดเตรียมตู้จนถึงโรงงานผู้ขาย

การชำระเงิน : โอนเงินก่อนส่งมอบ

ข้อความแห่งสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่เพียงแต่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่า โจทก์และจำเลยตกลงที่จะซื้อขายยางธรรมชาติเอสทีอาร์ 20 กัน จำนวนโดยประมาณ ในราคากิโลกรัมละ 23.25 บาท เท่านั้น มิใช่เป็นการตกลงซื้อขายยางกันโดยมีจำนวนและราคาที่แน่นอนแล้วว่ามีเท่าใดและจำเลยจะต้องส่งมอบยางให้แก่โจทก์เมื่อใด ในอันที่จะก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่ทั้งสองฝ่ายพึงต้องปฏิบัติต่างตอบแทนซึ่งกันและกันอย่างหนึ่งอย่างใดได้เลย ยิ่งกว่านั้น ในทางปฏิบัติจำเลยยังจะต้องรอให้โจทก์มีคำสั่งซื้อและโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยเสียก่อน จำเลยจึงจะส่งยางไปให้แก่โจทก์และตามจำนวนเท่าที่สั่งซื้อมิได้มากไปกว่านั้น ดังเช่นที่ภายหลังการทำสัญญา โจทก์ได้สั่งซื้อยางจากจำเลยในวันที่ 6 มีนาคม 2545 และวันที่ 7 มีนาคม 2545 อันแสดงว่าข้อตกลงจะมีผลเป็นการซื้อขายก็ต่อเมื่อโจทก์บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จไปยังจำเลยแล้ว กับเชื่อได้ว่าหากราคายางตามท้องตลาดลดลงต่ำกว่ากิโลกรัมละ 23.25 บาท โจทก์คงไม่สั่งซื้อยางจากจำเลยเป็นแน่ ตามสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเพียงคำมั่นที่จำเลยได้ให้ไว้แก่โจทก์ก่อนที่จะมีการซื้อหรือขายว่า จำเลยจะขายยางให้แก่โจทก์ในราคากิโลกรัมละ 23.25 บาท ซึ่งมีผลผูกพันจำเลยฝ่ายเดียว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 454 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือสัญญาจะขายหรือจะซื้อ จำเลยจึงหาได้ผิดสัญญาซื้อขายหรือผิดสัญญาจะขายหรือจะซื้อต่อโจทก์ ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อย่างไรก็ตาม เมื่อคำมั่นมีหลักฐานเป็นหนังสือดังปรากฏตามสัญญาดังกล่าวซึ่งฟ้องร้องบังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ที่ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลที่สืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร เมื่อคำมั่นตามสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาไว้เพื่อการบอกกล่าวของโจทก์ในการสั่งซื้อ ดังนั้น ที่พยานจำเลยเบิกความว่า โจทก์จะต้องซื้อยางและชำระราคาให้เสร็จภายในวันที่ 10 มีนาคม 2545 ย่อมถือว่าเป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้รับฟัง ทั้งมิใช่เป็นการนำสืบเพื่อตีความสัญญา เพราะคำมั่นที่ไม่มีกำหนดเวลามีผลผูกพันผู้ให้คำมั่นโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงต้องถือว่าคำมั่นที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์มิได้มีกำหนดเวลา เช่นนี้แม้ได้ความว่าในวันที่ 20 มีนาคม 2545 จำเลยบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมิได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ให้ตอบมาเป็นที่แน่นอนภายในกำหนดเวลาพอสมควรว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 454 วรรคสอง เสียก่อน จึงเป็นการบอกเลิกคำมั่นโดยไม่ชอบ

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 454 วรรคหนึ่ง ม. 454 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสิน เจี่ย เต็ก จำกัด
จำเลย — บริษัทยางไทยปักษ์ใต้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5644/2557
#572046
เปิดฉบับเต็ม

ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพรุ และ ส. ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพรุ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุ จำเลยได้ปราศรัยหาเสียงว่า "จะตั้งทนายประจำทีมและจะดำเนินการช่วยเหลือโดยการประกันตัวให้กับทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง" คำปราศรัยของจำเลยมุ่งประสงค์จะช่วยเหลือในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาล เพื่อให้ประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งถูกควบคุมหรือขังได้รับการปล่อยชั่วคราว นอกจากที่ตามปกติผู้ขอประกันจะต้องนำหลักทรัพย์ ซึ่งอาจต้องเสียเงินเช่าหลักทรัพย์หรือจัดซื้อกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ ดังนั้น การเสนอว่าจะใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการของจำเลยที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุหรือตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพรุซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับจำเลยเป็นหลักประกันในการยื่นคำร้องปล่อยชั่วคราว ทั้งที่มิใช่งานในหน้าที่ตามกฎหมายของนายกเทศมนตรี จึงมีลักษณะเป็นการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย หาใช่เป็นเพียงนโยบายของกลุ่มของจำเลยที่จะให้คำปรึกษาทางกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 57 (1) แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 การปราศรัยหาเสียงของจำเลยว่า "นายกมีหน้าที่อะไร มีหน้าที่อย่าให้ใครมาซื้อซองเพราะซื้อซองฮั้วไม่ได้ ซอย 5 บ้านคลองปอมไม่ได้ทำเพราะไม่มีฮั้ว" คำปราศรัยของจำเลยเป็นการมุ่งประสงค์ให้ผู้ฟังเข้าใจว่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพรุ แม้จะไม่ได้ระบุชื่อ แต่พอเข้าใจได้ว่าคือ ส. ผู้สมัครรับเลือกตั้งแข่งกับจำเลย ไม่ดำเนินการให้มีการก่อสร้างถนนมุสลิมซอย 5 บ้านคลองปอม เพราะไม่มีการฮั้ว มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต จึงมีลักษณะเป็นการใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องการประมูลก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กถนนมุสลิม ซอย 5 เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย อันเป็นความผิดตามมาตรา 57 (5) แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 และการปราศรัยของจำเลยที่ว่า "เรื่องส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม ถ้าผมได้จัดงานมั่นใจไหมครับ ถ้าผมจัดงานหรอยไม่หรอย (ดีไม่ดี) ชัวร์ไหมครับ เวทีผมไม่คิดเบี้ยเลย (ไม่คิดเงินเลย) ถ้าผมไปจัดงานให้ถ้ามีโอกาสก็จะจัดให้อลังการ 5 วัน 5 คืน 10 วัน 10 คืน โดยที่ทางวัดไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายไหร (อะไร) เลย" คำปราศรัยของจำเลยมีความหมายว่า จำเลยซึ่งมีอาชีพในการจัดเวทีและเครื่องเสียง ถ้าจำเลยเป็นผู้จัดงานส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรม จำเลยจะจัดงานให้ยิ่งใหญ่ โดยจำเลยไม่คิดค่าเวที จึงเป็นการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้แก่วัดที่เป็นเจ้าภาพจัดงานส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรม เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) (5), 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) (5) วรรคหนึ่ง, 118 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเอง ด้วยวิธีการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี และฐานกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเองด้วยวิธีการใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใดอันเกี่ยวกับผู้สมัครใด จำคุก 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเอง ด้วยวิธีการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด คงจำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 18 เดือน และฐานกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเอง ด้วยวิธีการใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใดอันเกี่ยวกับผู้สมัครใด คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 27 เดือน และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องฐานกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเอง ด้วยวิธีการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดในความผิดกระทงแรก คงลงโทษจำเลย 2 กระทง จำคุกกระทงละ 9 เดือน และปรับกระทงละ 15,000 บาท รวมจำคุก 18 เดือน และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพรุและนายสุบิน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพรุเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุ โดยจำเลยได้รับหมายเลข 1 ส่วนนายสุบินได้รับหมายเลข 2 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ปราศรัยหาเสียงว่า "จะตั้งทนายประจำทีมและจะดำเนินการช่วยเหลือโดยการประกันตัวให้กับทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง" กับ "นายกมีหน้าที่อะไร มีหน้าที่อย่าให้ใครมาซื้อซองเพราะซื้อซองฮั้วไม่ได้ซอย 5 บ้านคลองปอมไม่ได้ทำเพราะไม่มีฮั้ว" และ "เรื่องส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม ถ้าผมได้จัดงานมั่นใจไหมครับ ถ้าผมจัดงานหรอยไม่หรอย (ดีไม่ดี) ชัวร์ไหมครับ เวทีผมไม่คิดเบี้ยเลย (ไม่คิดเงินเลย) ถ้าผมไปจัดงานให้ถ้ามีโอกาสก็จะจัดให้อลังการ 5 วัน 5 คืน 10 วัน 10 คืน โดยที่ทางวัดไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายไหร (อะไร) เลย" ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุ แต่หลังจากนั้นนายสุบินมีหนังสือถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลาคัดค้านการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุโดยกล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 โดยจำเลยได้กระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยหรือผู้สมัครอื่น จากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลามีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งมีพันตำรวจโทประเสริฐ เป็นประธานอนุกรรมการ ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลามีความเห็นว่า เห็นควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยและดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) (5), 97, 118 หลังจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพื่อมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 1 ปี ให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีบ้านพรุใหม่แทนจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่และให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ต่อมาคณะกรรมการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันมีคำสั่งและให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุใหม่แทนจำเลย จากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลาดำเนินการร้องทุกข์และดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การปราศัยหาเสียงของจำเลยว่า "จะตั้งทนายประจำทีมและจะดำเนินการช่วยเหลือโดยการประกันตัวให้กับทุกคนตลอด 24 ชั่วโมง" เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) หรือไม่ เห็นว่า คำปราศรัยของจำเลยมุ่งประสงค์จะช่วยเหลือในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาล เพื่อให้ประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งถูกควบคุมหรือขังได้รับการปล่อยชั่วคราว นอกจากที่ตามปกติผู้ขอประกันจะต้องนำหลักทรัพย์ ซึ่งอาจต้องเสียเงินเช่าหลักทรัพย์หรือจัดซื้อกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ ดังนั้น การเสนอว่าจะใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการของจำเลยที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุหรือตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านพรุและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพรุซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับจำเลยเป็นหลักประกันในการยื่นคำร้องปล่อยชั่วคราว ทั้งที่มิใช่งานในหน้าที่ตามกฎหมายของนายกเทศมนตรี จึงมีลักษณะเป็นการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ ผู้ใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย หาใช่เป็นเพียงนโยบายของกลุ่มของจำเลยที่จะให้คำปรึกษาทางกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 57 (1) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การปราศรัยหาเสียงของจำเลยว่า "นายกมีหน้าที่อะไร มีหน้าที่อย่าให้ใครมาซื้อซองเพราะซื้อซองฮั้วไม่ได้ ซอย 5 บ้านคลองปอมไม่ได้ทำเพราะไม่มีฮั้ว" เป็นการใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใดอันเกี่ยวกับผู้สมัครใด อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำปราศรัยของจำเลยเป็นการพูดเปรียบเปรยและเป็นการปรามมิให้มีการทุจริตในการประมูลงานก่อสร้างของรัฐ เพื่อมิให้มีการฮั้วประมูล ทั้งการปราศรัยของจำเลยมิได้ระบุชื่อผู้ใด จำเลยมิได้มีเจตนาใส่ร้ายผู้อื่นเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพรุได้มีการประชุมวิสามัญสมัยที่ 2 ครั้งที่ 2/2550 มีมติให้เปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 โดยให้เปลี่ยนจากโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กถนนมุสลิม ซอย 5 หมู่ที่ 11 งบประมาณ 814,000 บาท เป็นโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ถนนมุสลิมซอย 3 หมู่ที่ 11 งบประมาณ 963,000 บาท มิใช่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพรุเปิดประมูลแล้วยกเลิกการประมูลดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ทั้งจำเลยก็อยู่ในที่ประชุมสภาย่อมทราบดีว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงงบประมาณแล้ว การที่จำเลยนำเรื่องดังกล่าวมาปราศัยหาเสียงในวันดังกล่าว โดยไม่มีหลักฐานการทุจริต คำปราศรัยของจำเลยจึงเป็นการมุ่งประสงค์ให้ผู้ฟังเข้าใจว่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพรุ แม้จะไม่ได้ระบุชื่อแต่พอเข้าใจได้ว่าคือ นายสุบิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งแข่งกับจำเลย ไม่ดำเนินการให้มีการก่อสร้างถนนมุสลิมซอย 5 บ้านคลองปอม เพราะไม่มีการฮั้ว มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต คำปราศรัยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องการประมูลก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กถนนมุสลิม ซอย 5 หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย อันเป็นความผิดตามมาตรา 57 (5) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาในประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การปราศรัยหาเสียงของจำเลยที่ว่า "เรื่องส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม ถ้าผมได้จัดงานมั่นใจไหมครับ ถ้าผมจัดงานหรอยไม่หรอย (ดีไม่ดี) ชัวร์ไหมครับ เวทีผมไม่คิดเบี้ยเลย (ไม่คิดเงินเลย) ถ้าผมไปจัดงานให้ถ้ามีโอกาสก็จะจัดให้อลังการ 5 วัน 5 คืน 10 วัน 10 คืน โดยที่ทางวัดไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายไหร (อะไร) เลย" เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ปราศรัยต่อจากข้อความดังกล่าวว่า จำเลยมีเทคนิคในการจัดงานส่งเสริมวัฒนธรรมโดยเก็บเงินจากร้านค้าแล้วนำวงเงินมาจ่ายค่าเวที หาใช่เป็นการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินให้แก่วัดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย เห็นว่า คำปราศรัยของจำเลยมีความหมายว่า จำเลยซึ่งมีอาชีพในการจัดเวทีและเครื่องเสียงถ้าจำเลยเป็นผู้จัดงานส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรม จำเลยจะจัดงานให้ยิ่งใหญ่ โดยจำเลยไม่คิดค่าเวที คำปราศรัยของจำเลยจึงเป็นการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้แก่วัดที่เป็นเจ้าภาพจัดงานส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรม เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย คำปราศรัยของจำเลยไม่มีข้อความตอนใดที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ข้อความที่จำเลยปราศรัยมีความหมายตามที่จำเลยกล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาในประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเอง ด้วยวิธีการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) วรรคหนึ่ง, 118 กระทงแรกอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 (1) ม. 57 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสมพงค์ สุวรรณโน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอนิวัตร บัวบาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิชา มั่นสกุล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5626/2557
#575223
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ส่งมอบงานให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2550 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รับมอบงานดังกล่าว สำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ปรากฏตามใบแจ้งหนี้ว่าเป็นรายการชำระงวดสุดท้าย ซึ่งเป็นการเรียกเก็บในเวลาภายหลังการส่งมอบงานของโจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบงานไม่เรียบร้อยชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างในงวดสุดท้ายเพื่อให้โจทก์ทำการแก้ไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 599 กรณีมิใช่การยึดหน่วงค่าสินค้าและค่าแรงที่โจทก์ทำเสร็จเรียบร้อยและถึงกำหนดชำระแล้วดังที่โจทก์ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,716,019.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,675,944.71 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 รับเหมาก่อสร้างบ้านให้แก่นายแม็กซ์เวล ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี หลังจากจำเลยที่ 1 ก่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว นายนอริสมอบหมายให้จำเลยที่ 1 จัดหาผู้รับเหมาติดตั้งงานประตู หน้าต่าง และงานมุ้งลวดสปริง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้สั่งซื้อสินค้าประเภทเฟรมประตู หน้าต่างยูพีวีซีพร้อมกระจกเทมเปอร์และลามิเนต มุ้งลวดสปริงม้วนจากโจทก์ พร้อมกับว่าจ้างโจทก์ติดตั้งงานประตู หน้าต่าง และงานมุ้งลวดสปริง รวม 3 ครั้ง คิดเป็นมูลค่างานจำนวน 5,161,061.33 บาท ต่อมาเมื่อโจทก์ส่งมอบเฟรมประตู หน้าต่างยูพีวีซีพร้อมกระจก และมุ้งลวดสปริงม้วน พร้อมกับติดตั้งงานที่บ้านของนายนอริสแล้วจำเลยที่ 1 ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์บางส่วน คงค้างชำระเงินค่าจ้างอีกจำนวน 1,633,944.71 บาท โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ส่งมอบงานชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ซ่อมแซมแล้ว แต่โจทก์ไม่ซ่อมแซมให้เรียบร้อยใช้การได้ดี นายนอริส เจ้าของบ้านจึงสั่งจำเลยที่ 1 ไม่ให้จ่ายค่าจ้างที่เหลือให้แก่โจทก์จนกว่าจะซ่อมแซมให้เรียบร้อย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า งานของโจทก์ที่บกพร่องไม่เรียบร้อยมีเพียงงานมุ้งลวดสปริงซึ่งจำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้โต้แย้งเป็นเงินเพียง 200,000 บาท จำเลยทั้งสองควรต้องชำระค่าสินค้าและค่าแรงติดตั้งงานส่วนอื่นที่เสร็จเรียบร้อยและถึงกำหนดชำระให้แก่โจทก์ การที่จำเลยทั้งสองใช้สิทธิยึดหน่วงค่าสินค้าและค่าแรงทั้งหมดไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์ได้ใช้สัมภาระและอุปกรณ์ที่ไม่ตรงตามที่ตกลงกับจำเลยที่ 1 และโจทก์ติดตั้งชำรุดบกพร่องหลายประการ อาทิเช่น หน้าต่าง และประตูไม่สามารถล็อกได้ มุ้งลวดสปริงไม่สามารถม้วนได้ตามปกติ เปิดปิดไม่ได้ พื้นได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิยึดหน่วงค่าจ้างเพื่อให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า งานของโจทก์ที่บกพร่องไม่เรียบร้อยมีเพียงงานมุ้งลวดสปริงเป็นเงินเพียง 200,000 บาท ดังฎีกาของโจทก์ สำหรับในเรื่องความชำรุดบกพร่องของงานที่ว่าจ้างนั้น นางสาวเพ็ญศิริ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายไพโรจน์ หัวหน้างานของโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองในทำนองเดียวกันว่า ภายหลังส่งมอบงานแล้วเกิดปัญหา จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์เข้าไปแก้ไขงาน โจทก์ส่งพนักงานเข้าไปแก้ไขหลายครั้ง เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสองที่ว่า งานที่โจทก์ส่งมอบมีความชำรุดบกพร่องทั้งงานประตู หน้าต่าง และมุ้งลวดสปริง และจำเลยทั้งสองไม่เคยรับมอบงานของโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ส่งมอบงานชำรุดบกพร่องหลายรายการ มิใช่เพียงงานติดตั้งมุ้งลวดสปริงดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนการชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์นั้น ปรากฏตามเอกสารสรุปยอดการชำระงวดสุดท้ายว่า รายการงานประตู - หน้าต่าง มูลค่างาน 3,116,903.58 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินไป รวมเป็นเงิน 2,637,450.44 บาท หักภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 50 คงเหลือค้างชำระ 377,498.35 บาท รายการงานมุ้งลวดสปริงม้วน มูลค่างาน 584,927.06 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 จำนวนเงิน 292,463.53 บาท หักส่วนลดพิเศษอีก 42,000 บาท คงค้างชำระ 250,463.53 บาท และรายการงานประตู - หน้าต่าง ส่วนสุดท้าย มูลค่างาน 1,514,009.34 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 จำนวน 458,502.84 บาท หักภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 50 คงเหลือค้างชำระ 1,005,982.83 บาท โจทก์ส่งมอบงานทั้งสามรายการให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2550 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รับมอบงานดังกล่าว ทั้งสำหรับจำนวนเงินทั้งสามรายการที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ปรากฏตามใบแจ้งหนี้ของโจทก์สามฉบับว่า เป็นรายการชำระงวดสุดท้ายซึ่งเป็นการเรียกเก็บในเวลาภายหลังการส่งมอบงานของโจทก์ทั้งสิ้น เมื่อโจทก์ส่งมอบงานไม่เรียบร้อยชำรุดบกพร่อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างในงวดสุดท้ายดังกล่าว เพื่อให้โจทก์ทำการแก้ไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 599 กรณีมิใช่การยึดหน่วงค่าสินค้าและค่าแรงที่โจทก์ทำเสร็จเรียบร้อยและถึงกำหนดชำระแล้วดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 599
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟ็นสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทก่อสร้างไทย (2006) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางอมฤตา ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
บุญมี ฐิตะศิริ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5625/2557
#561375
เปิดฉบับเต็ม

การขายสลากกินแบ่งรัฐบาลมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบัญญัติข้อห้ามและกำหนดโทษแก่ผู้ที่เสนอขายหรือขายสลากเกินราคาที่กำหนดในสลากไว้ถึง 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 9 ทวิ ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 9 ตรี ให้ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 มาตรา 39 ให้ระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท จำเลยทำสัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลกับโจทก์ โดยโจทก์ตกลงขายสลากให้แก่จำเลยในราคาฉบับละ 90 บาท หรือส่วนละ 45 บาท แต่ราคาในสลากระบุไว้เพียงฉบับละ 80 บาท หรือส่วนละ 40 บาท สัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งเกินราคาดังกล่าว จึงเป็นการอันมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายทั้งสองฉบับข้างต้น และตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้การสมัครใจซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาสูงกว่าที่กำหนดในสลาก เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลและการบังคับใช้กฎหมายที่ห้ามมิให้ขายสลากกินแบ่งเกินราคา โดยมีการขายเกินราคากันอย่างแพร่หลายก็ตาม หาเป็นข้อยกเว้นที่จะทำให้การขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาเป็นการอันไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายไม่

สัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลรวมส่วนที่ขายตามราคาที่กำหนดไว้ในสลากซึ่งไม่เป็นโมฆะอยู่ด้วยและสามารถแยกแยะจำนวนเงินของส่วนที่ขายเกินราคาออกได้แน่ชัด พฤติการณ์แห่งกรณีที่จำเลยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนมากไปจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายในทางการค้า ย่อมมีส่วนที่จำเลยได้รับประโยชน์จากการขายเกินราคาในสลากดังกล่าว อันพึงสันนิษฐานได้ว่าโจทก์และจำเลยเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 สัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าสลากในส่วนที่ไม่เกินราคาจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 141,620 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,740 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายอินทร์ และนายสนธยา เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนายอินทร์และนายสนธยาว่าจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ต่อมาจำเลยไม่ติดใจเรียกให้จำเลยร่วมที่ 2 เข้าเป็นจำเลยร่วม ขอให้ศาลจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของจำเลยร่วมที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การขอให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 141,620 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,740 บาท นับถัดจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาทให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของไปรษณีย์ตำบลหนองงิ้ว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ประกอบอาชีพเสริมโดยขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ส่วนจำเลยเป็นครูที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เลย เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553 โจทก์ จำเลยพร้อมด้วยดาบตำรวจวิสุทธิ์ สามีจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ไปที่สถานีตำรวจภูธรวังสะพุง พบพันตำรวจโทรัฐพล สารวัตรป้องกันและปราบปรามของสถานีตำรวจดังกล่าว และโจทก์จำเลยต่างลงลายมือชื่อในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ต่อหน้าพันตำรวจโทรัฐพลและดาบตำรวจวิสุทธิ์กับจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งรายงานดังกล่าวมีข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยมารับสลาก รวมเป็นเงิน 140,750 บาท จากโจทก์ไป โดยจำเลยยินยอมชดใช้ค่าสลากในวันที่ 30 เมษายน 2553 เวลา 10 นาฬิกา ที่สถานีตำรวจ ขณะเกิดเหตุ สลากกินแบ่งรัฐบาล 1 ฉบับ มี 2 ส่วน ราคาตามสลากฉบับละ 80 บาท หรือส่วนละ 40 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า การขายสลากกินแบ่งรัฐบาลมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบัญญัติข้อห้ามและกำหนดโทษแก่ผู้ที่เสนอขายหรือขายสลากเกินราคาที่กำหนดในสลากไว้ถึง 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 9 ทวิ ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 9 ตรี ให้ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 มาตรา 39 ให้ระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่วินิจฉัยในประเด็นก่อนและตามที่คู่ความนำสืบว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลกับโจทก์ โดยโจทก์ตกลงขายสลากให้แก่จำเลยในราคาฉบับละ 90 บาท หรือส่วนละ 45 บาท แต่ราคาในสลากระบุไว้เพียงฉบับละ 80 บาท หรือส่วนละ 40 บาท สัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งเกินราคาดังกล่าว จึงเป็นการอันมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายทั้งสองฉบับข้างต้น และตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้โจทก์และจำเลยจะสมัครใจซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลกันในราคาสูงกว่าที่กำหนดในสลาก เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลและการบังคับใช้กฎหมายที่ห้ามมิให้ขายสลากกินแบ่งเกินราคา โดยมีการขายสลากเกินราคากันอย่างแพร่หลายก็ตาม ก็หาเป็นข้อยกเว้นที่จะทำให้การขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาเป็นการอันไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่า สัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นโมฆะนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่อย่างไรก็ดีสัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวรวมส่วนที่ขายตามราคาที่กำหนดไว้ในสลากซึ่งไม่เป็นโมฆะอยู่ด้วยและสามารถแยกแยะจำนวนเงินของส่วนที่ขายเกินราคาออกได้แน่ชัด พฤติการณ์แห่งกรณีที่จำเลยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนมากไปจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายในทางการค้า ย่อมมีส่วนที่จำเลยได้รับประโยชน์จากการขายเกินราคาในสลากดังกล่าวอันพึงสันนิษฐานได้ว่าโจทก์และจำเลยเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 สัญญาซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าสลากในส่วนที่ไม่เกินราคาจากจำเลยได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจากโจทก์จำนวน 5,000 ฉบับ และจำเลยชำระราคาตามสลากแก่โจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 309,250 บาท จำเลยจึงยังคงต้องรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาดแก่โจทก์เพียง 90,750 บาท เท่านั้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 90,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 173
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 9 ทวิ ม. 9 ตรี
พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแต่ง โสกัณทัต
จำเลย — นางอรสุดา เหตุเกษ
จำเลยร่วม — นายอินทร์ ธรรมกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายนิติรัฐ นาสมใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5604/2557
#562661
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเข้าว่าคดี ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 จำเลยไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ได้อีก ซึ่งจำเลยแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่มีอำนาจดังกล่าวแล้ว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด รวมถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และการยื่นฎีกาของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 แม้ปัญหาเรื่องกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 และการยื่นฎีกาของจำเลยชอบหรือไม่จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13762 ถึง 13764 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร (บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 17317 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 113,333.33 บาท และอีกเดือนละ 200,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยนำค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ที่ยังขาดอยู่มาชำระให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่มาชำระภายใน 15 วัน จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด จำเลยต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการวางเงินค่าขึ้นศาลเสียก่อน ขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไป 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 7

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความว่าจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่

ศาลชั้นต้นสอบถามแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม จำเลยทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2553 จำเลยขอขยายระยะเวลาวางเงิน โดยอ้างเหตุว่าจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ เห็นว่า หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเข้าว่าคดี ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 จำเลยไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ได้อีก ซึ่งจำเลยได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่มีอำนาจดังกล่าวแล้ว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด รวมถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และการยื่นฎีกาของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 แม้ปัญหาเรื่องกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 และการยื่นฎีกาของจำเลยชอบหรือไม่จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษายกการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และยกฎีกาจำเลย ให้ศาลชั้นต้นสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าประสงค์จะเข้าว่าคดีแทนจำเลยหรือไม่ เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยบริษัทบริหาร
สินทรัพย์สุขุมวิทจำกัดผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทสุรกุลทรัพย์ไพศาล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวอุษณี กระแจะจวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5585/2557
#571564
เปิดฉบับเต็ม

ส. และ ว. ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อและรับสร้อยคอทองคำรูปพรรณด้วยความสมัครใจ แม้ความประสงค์เดิมของ ส. และ ว. คือต้องการกู้ยืมเงิน แต่เมื่อ ส. และ ว. ยินยอมทำสัญญาเช่าซื้อซึ่งเป็นวิธีทางการค้าของบริษัท จ. ย่อมถือว่า ส. และ ว. เปลี่ยนเจตนาเดิมที่ต้องการกู้ยืมเงินมายินยอมผูกพันตนตามสัญญาเช่าซื้อโดยสมัครใจ นอกจากนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ส. และ ว. ต่างนำสร้อยคอทองคำรูปพรรณไปขายได้เงินไม่เท่ากัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ทราบล่วงหน้าว่า ส. และ ว. จะขายสร้อยคอทองคำรูปพรรณหรือไม่ หรือหากขายจะได้เงินเพียงใด พฤติการณ์จึงฟังได้เพียงว่า จำเลยทั้งสองชักจูง ส. และ ว. ทำสัญญาเช่าซื้อสร้อยคอทองคำรูปพรรณจริง เพราะหากเป็นการให้กู้ยืมย่อมต้องทราบจำนวนเงินกู้ยืมที่แน่นอนขณะทำสัญญา นอกจากนี้หากจำเลยทั้งสองต้องการทำสัญญาเช่าซื้อเพื่ออำพรางการกู้เงิน ก็ย่อมสามารถมอบเงินกู้ให้ ส. และ ว. ได้ทันที โดยไม่จำต้องส่งมอบสร้อยคอทองคำรูปพรรณให้ ส. และ ว. เพื่อนำไปขายอีก พฤติการณ์แห่งคดีไม่อาจฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกให้กู้เงินโดยทำสัญญาเช่าซื้ออันเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้เงินเพื่อเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมสองกระทงจำคุก คนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาโดยที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า จำเลยทั้งสองเป็นพนักงานของบริษัทเจเนอรัล เซอร์วิส อิเล็คทริค (2003) จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้เช่าซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและทองคำรูปพรรณในระบบเงินผ่อน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นางสุดใจและนางวงค์จันทร์ต่างทำสัญญาเช่าซื้อทองคำรูปพรรณหนัก 1 บาท คนละ 1 เส้นกับบริษัทเจเนอรัล เซอร์วิส อิเล็คทริค (2003) จำกัด ในราคา 11,137 บาท และ 10,450 บาท ตามลำดับ ตกลงให้ผ่อนชำระเป็นรายวันจนครบตามจำนวนในสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ หลังจากทำสัญญานางสุดใจและนางวงค์จันทร์นำทองคำรูปพรรณที่เช่าซื้อไปขายให้แก่ห้างทองวรรณศุภ ได้เงิน 7,400 บาท และ 7,367 บาท ตามลำดับ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีนางสุดใจและนางวงค์จันทร์เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสองต้องการบริการกู้เงินด่วนจึงโทรศัพท์ติดต่อจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองนำสัญญาเช่าซื้อให้ลงชื่อและบอกว่าบริษัทไม่อนุมัติเงินสด แต่อนุมัติเป็นสร้อยคอทองคำรูปพรรณ หากต้องการเป็นเงินก็ให้เอาสร้อยคอทองคำรูปพรรณไปขายก็ตาม แต่พยานทั้งสองก็เบิกความทำนองเดียวกันว่า เหตุที่พยานทั้งสองรับเอาสร้อยคอทองคำรูปพรรณทั้งๆ ที่ต้องการเป็นเงินเพราะจำเป็นต้องใช้เงินจึงรับสร้อยคอทองคำรูปพรรณไปขายเพื่อได้เงินมา ย่อมแสดงว่าพยานทั้งสองตกลงทำสัญญาเช่าซื้อและรับสร้อยคำทองคำรูปพรรณด้วยความสมัครใจ แม้ความประสงค์เดิมของพยานทั้งสองคือต้องการกู้ยืมเงิน แต่เมื่อพยานทั้งสองยินยอมทำสัญญาเช่าซื้อซึ่งเป็นวิธีทางการค้าของบริษัทเจเนอรัล เซอร์วิส อิเล็คทริค (2003) จำกัด ย่อมถือว่าพยานทั้งสองเปลี่ยนเจตนาเดิมที่ต้องการกู้ยืมเงินมายินยอมผูกพันตนตามสัญญาเช่าซื้อโดยสมัครใจ นอกจากนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พยานทั้งสองต่างนำทองรูปพรรณไปขายได้เงินไม่เท่ากัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ทราบล่วงหน้าว่าพยานทั้งสองจะขายสร้อยคอทองคำรูปพรรณหรือไม่ หรือหากขายจะได้เงินเท่าใด พฤติการณ์จึงฟังได้เพียงว่า จำเลยทั้งสองชักจูงให้พยานทั้งสองทำสัญญาเช่าซื้อทองคำรูปพรรณจริง เพราะหากเป็นการให้กู้ยืมย่อมต้องทราบจำนวนเงินกู้ยืมที่แน่นอนขณะทำสัญญา นอกจากนี้หากจำเลยทั้งสองต้องการทำสัญญาเช่าซื้อเพื่ออำพรางการกู้เงิน ก็ย่อมสามารถมอบเงินกู้ให้พยานทั้งสองได้ทันที โดยไม่จำต้องส่งมอบสร้อยคอทองคำให้พยานทั้งสองเพื่อนำไปขายอีก อาศัยเหตุดังวินิจฉัย พฤติการณ์แห่งคดีไม่อาจฟังว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับพวกให้กู้เงินโดยทำสัญญาเช่าซื้ออันเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้เงินเพื่อเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 93
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายมานพ ภารถวิล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายเอกพงษ์ ตั้งวิชาชาญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5583/2557
#562591
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239 และ 240 มีเจตนารมณ์เพื่อจะจัดระเบียบและกำกับดูแลตลาดทุน ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ความผิดทั้งสองฐานนี้จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่จะดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเปิดบัญชีเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่อาจเป็นโจทก์ร่วมได้ ก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ได้ค่าตอบแทนจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายตามมูลค่าหลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส มีหน้าที่ดูแลให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่ผู้ลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่การตลาดจึงเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ลงทุนและใกล้ชิดข้อมูลของหลักทรัพย์ ต้องติดต่อและให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่ผู้ลงทุน คำปรึกษาและคำแนะนำดังกล่าวย่อมมีอิทธิพลต่อผู้ลงทุนที่จะตัดสินใจซื้อขายหรือไม่ซื้อขายหลักทรัพย์ใดในปริมาณเท่าใด ยิ่งผู้ลงทุนตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์มากย่อมทำให้มีมูลค่าการซื้อขายมาก ส่งผลให้จำเลยที่ 1 ได้ค่าตอบแทนมาก การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จึงมีผลโดยตรงต่อกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงถือเป็นผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ตามบทบัญญัติมาตรา 239 การที่จำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงในสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 ว่า ให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ซื้อหุ้นเอฟและหุ้นอาร์เนื่องจาก ส. จะมาไล่ราคาให้สูงขึ้น ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการสำนักงานบริการด้านหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ก็เดินไปเดินมาทักทายแนะนำลูกค้าให้ซื้อหุ้นทั้งสองตัวดังกล่าวในลักษณะสนับสนุนคำพูดของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานแพร่ข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใดๆ อันอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า หลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง ตามมาตรา 239

การที่บุคคลใดจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 จะต้องปรากฏว่าบุคคลนั้นเป็นบริษัทหลักทรัพย์ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์ และบุคคลนั้นต้องแพร่ข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ อันอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง และข้อเท็จจริงนั้นต้องมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้แจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์แล้วด้วย ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำว่า "แพร่ข่าว" ไว้ หมายความว่า "กระจายข่าวออกไป" ซึ่งมีความหมายทำนองว่า เป็นการทำให้บุคคลโดยทั่วไปในวงกว้างที่ต่างๆ ได้ทราบข่าวนั้นในเวลาเดียวกัน การที่จำเลยที่ 2 พูดกับผู้เสียหายที่ 1 ต่อหน้าจำเลยที่ 3 ที่สำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 ว่า วันนี้ให้ซื้อหุ้นเอฟและหุ้นอาร์ เนื่องจาก ส. จะมาไล่ราคาหุ้นทั้งสองตัวนี้ที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 ราคาหุ้นก็จะสูงขึ้น แล้วให้เทขายหุ้นทั้งหมดในวันต่อมา โดยมีจำเลยที่ 3 พูดสนับสนุนให้ซื้อ ลักษณะการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวมิใช่เป็นการกระจายข่าวออกไป ซึ่งจะทำให้บุคคลโดยทั่วไปในวงกว้างที่ต่างๆ ได้ทราบข่าวในเวลาเดียวกัน อันเป็นความหมายของการแพร่ข่าวที่เป็นองค์ประกอบความผิดในมาตรา 239

การที่จำเลยที่ 2 แพร่ข่าวดังกล่าวอย่างเปิดเผยด้วยเครื่องขยายเสียง โดยมีเจตนาที่จะให้ลูกค้าทุกคนที่อยู่ในสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 และในงานเลี้ยงที่โรงแรมซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดในวันต่อมา ได้รับฟังการแพร่ข่าวอย่างชัดเจนทั่วถึง โดยมีกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ไปร่วมงานด้วย ถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 เพราะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ทั้งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมตกได้แก่จำเลยที่ 1 โดยตรง คดีจึงฟังว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 240, 296

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายกิมชุน ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง จำคุกคนละ 5 ปี (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์ โจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิด 3 กระทง รวมจำคุก 3 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กระทงอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครและได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส ส่วนการตลาด 4 ฝ่ายการตลาดในประเทศ และจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการสำนักงานบริการด้านหลักทรัพย์ศรีราชาของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2534 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่กรรมการหรือผู้แทนของจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 11 และที่ 13 เปิดบัญชีกับจำเลยที่ 1 สาขาศรีราชาเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์หรือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

สำหรับความผิดร่วมกันฐานแพร่ข่าวอันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลงตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 240 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาดังกล่าว ความผิดฐานนี้เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายที่ 1 มีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239 และ 240 มีเจตนารมณ์เพื่อจัดระเบียบและกำกับดูแลตลาดทุน ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ อันเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ความผิดทั้งสองฐานนี้จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่จะดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่อาจเป็นโจทก์ร่วมได้ ก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกา จึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วม

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 สำหรับข้อหาในกระทงที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจหรือมีตำแหน่งบริหารของจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์ จึงไม่ใช่บุคคลที่ต้องรับผิดตามมาตรา 239 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 นั้น ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ได้ค่าตอบแทนจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายที่คิดตามมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส มีหน้าที่ดูแลให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่ผู้ลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่การตลาดจึงเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ลงทุนและใกล้ชิดข้อมูลของหลักทรัพย์ ต้องติดต่อและให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่ผู้ลงทุนคำปรึกษาและคำแนะนำดังกล่าวย่อมมีอิทธิพลต่อผู้ลงทุนที่จะตัดสินใจซื้อขายหรือไม่ซื้อขายหลักทรัพย์ใดในปริมาณเท่าใด ยิ่งผู้ลงทุนตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์มากย่อมทำให้มีมูลค่าการซื้อขายมาก ส่งผลให้จำเลยที่ 1 ได้ค่าตอบแทนมาก การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จึงมีผลโดยตรงต่อกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงถือเป็นผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ตามบทบัญญัติมาตรา 239 ที่จะต้องปฏิบัติงานโดยยึดมั่นในจรรยาบรรณ คำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้า ไม่ให้คำแนะนำหรือข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการลงทุน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 สำหรับความผิดกระทงที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รวม 3 กระทงแล้ว

ฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดกระทงที่ 4 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 และกระทงที่ 5 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่บุคคลใดจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 จะต้องปรากฏว่าบุคคลนั้นเป็นบริษัทหลักทรัพย์ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้เสียในหลักทรัพย์ และบุคคลนั้นต้องแพร่ข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ อันอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง และข้อเท็จจริงนั้นต้องมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้แจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์แล้วด้วย ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำว่า "แพร่ข่าว" ไว้ หมายความว่า "กระจายข่าวออกไป" ซึ่งมีความหมายทำนองว่า เป็นการทำให้บุคคลโดยทั่วไปในวงกว้างที่ต่าง ๆ ได้ทราบข่าวนั้นในเวลาเดียวกัน การแพร่ข่าวตามมาตรา 239 ดังกล่าว จึงมิใช่เป็นเพียงการบอกกล่าวข้อความเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฎีกาว่า ในวันที่ 10 และ 13 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 ได้พูดโทรศัพท์จากกรุงเทพมหานครมาที่สำนักงานสาขาศรีราชาของจำเลยที่ 1 โดยผ่านเครื่องขยายเสียงของสำนักงานเพื่อให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในสำนักงาน สาขาศรีราชา ได้ยินโดยจำเลยที่ 2 พูดทำนองว่า หลักทรัพย์ที่ปรากฏในคำฟ้องจะมีราคาสูงขึ้น อันเป็นความผิดตามฟ้องแล้ว โจทก์มีโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานเมื่อวันที่ 1 และ 12 กันยายน วันที่ 11 และ 21 พฤศจิกายน 2537 ว่า โจทก์ร่วมเปิดบัญชีกับจำเลยที่ 1 อีก 2 บัญชีในนามของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ร่วม โดยผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 มอบหมายให้โจทก์ร่วมซื้อขายหลักทรัพย์แทน แต่จำเลยที่ 2 รับปากกับโจทก์ร่วมว่าจะช่วยดูแลบัญชีของผู้เสียหายที่ 2 ให้แทน จำเลยที่ 2 มีอำนาจซื้อขายหลักทรัพย์ได้เลย สำนักงานสาขาศรีราชามีห้องค้าหลักทรัพย์อยู่ตั้งแต่ชั้น 2 ถึงชั้น 4 ในการซื้อขายหลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมจะไปซื้อขายที่ห้อง วี.ไอ.พี. ชั้น 4 ภายในห้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ลำโพงขยายเสียงติดตั้งอยู่สำหรับเวลามีคนให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นต่างๆ การวิเคราะห์หุ้นจะวิเคราะห์หุ้นทั่วไปทุกตัว ไม่เจาะจงหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง โดยเสียงจากลำโพงที่มีอยู่ทุกชั้นจะได้ยินถึงชั้นล่าง โจทก์ร่วมจะเข้าไปที่สำนักงานสาขาศรีราชาอย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่ซื้อขายหุ้นก็จะอาศัยข้อมูลของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และข้อมูลที่ปรากฏในคอมพิวเตอร์ โจทก์ร่วมเคยได้ยินชื่อของจำเลยที่ 2 มาก่อนว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้วิเคราะห์หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่สำนักงานใหญ่ และมีการถ่ายทอดเสียงของจำเลยที่ 2 มาที่ห้องค้าหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่สาขาศรีราชาให้ลูกค้าฟังด้วย ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้พาโจทก์ร่วมไปเยี่ยมจำเลยที่ 2 ที่นอนป่วยที่โรงพยาบาลและแนะนำให้โจทก์ร่วมรู้จักเพื่อให้โจทก์ร่วมเล่นหุ้นได้กำไรมากขึ้น และโจทก์ร่วมได้ขอขยายวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์ 3 บัญชี เป็นบัญชีละ 10,000,000 บาท ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ได้ปรึกษากันว่าราคาหุ้นของบริษัทเฟิสท์ซิตี้ อินเวสเม้นท์ (มหาชน) (หุ้นเอฟ ซี ไอ หรือหุ้นฟ้าใส) และบริษัทรัตนการเคหะ จำกัด (หุ้นอาร์ อาร์) ที่โจทก์ร่วมกับพวกซื้อไว้มีราคาลดลงทุกวัน ต่างเกรงว่าจะถูกหลอก จึงตกลงกันว่าให้โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 โจทก์ร่วมกับพวกจึงพากันไปที่ห้อง วี.ไอ.พี. ที่ชั้น 4 ของสำนักงานสาขาศรีราชา และโทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ที่บริษัทจำเลยที่ 1 สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยผู้เสียหายที่ 8 เป็นคนพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 2 ขณะพูดกันมีการนำเสียงพูดของคนทั้งสองผ่านเครื่องขยายเสียงในสำนักงานสาขา ทำให้โจทก์ร่วมกับพวกได้ยินการสนทนาด้วย ผู้เสียหายที่ 8 ได้ถามจำเลยที่ 2 ว่า ทำไมหุ้นจึงลดลงมาก จำเลยที่ 2 ก็บอกว่าไม่ต้องตกใจ เสี่ยสองหรือนายสอง กำลังเก็บของอยู่ ไม่ต้องขาย ราคานี้ยังซื้อเข้ามาได้ โจทก์ร่วมเข้าใจว่านายสองกำลังไล่ซื้อหุ้นทั้งสองตัวอยู่และราคาหุ้นจะขึ้นตามที่จำเลยที่ 2 บอก จำเลยที่ 2 ไม่ได้พูดว่านายสองจะมาปั่นหุ้น แต่โจทก์ร่วมเข้าใจว่าคำว่ามาไล่หุ้นก็คือมาปั่นหุ้น หมายถึงมาทำราคาหุ้นให้สูงขึ้น โจทก์ร่วมคิดว่าถ้านายสองซื้อหุ้นทั้งสองตัว ราคาหุ้นจะสูงขึ้น เพราะนายสองซื้อหุ้นตัวไหนก็จะมีราคาสูงขึ้น โจทก์ร่วมไม่รู้จักนายสองเป็นการส่วนตัว เพียงได้ยินแต่ชื่อ ก่อนเกิดเหตุมีการพูดคุยกันระหว่างผู้ซื้อหุ้นในห้องค้าหลักทรัพย์เกี่ยวกับเรื่องของนายสอง ทำให้มีการซื้อหุ้นตามนายสองด้วย ราคาหุ้นขึ้นลงขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการและปริมาณการซื้อขาย ก่อนเกิดเหตุหากมีปริมาณการซื้อขายมากก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านายสองซื้อหุ้นตัวนั้น และจำเลยที่ 2 เคยบอกว่านายสองจะมาซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ แต่ไม่ได้บอกว่าวันไหน โจทก์ร่วมรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง ในวันนั้นโจทก์ร่วมได้สั่งซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ เพิ่มเติมอีกจำนวน 10,000 หุ้น ผ่านบัญชีของโจทก์ร่วมที่ทำไว้กับบริษัทหลักทรัพย์อื่น ต่อมาในวันที่ 12 และ 13 พฤศจิกายน 2535 โจทก์ร่วมกับพวกที่เล่นหุ้นด้วยกันได้ไปที่สำนักงานสาขาศรีราชา ผู้เสียหายที่ 8 ได้โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ที่บริษัทจำเลยที่ 1 สำนักงานใหญ่และมีการนำเสียงพูดของคนทั้งสองผ่านเครื่องขยายเสียงในสำนักงาน โดยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 โจทก์ร่วมเป็นคนพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 2 เอง ส่วนในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 ผู้เสียหายที่ 8 เป็นคนพูดกับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังยืนยันว่าหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ จะมีราคาสูงขึ้น ให้เก็บหุ้นทั้งสองตัวเอาไว้ก่อน หลังจากนั้นราคาหุ้นทั้งสองตัวลดลงโดยตลอด จนหุ้นเอฟ ซี ไอ มีราคาต่ำสุดหุ้นละ 40 บาท และหุ้นอาร์ อาร์ มีราคาลดลงเหลือหุ้นละ 128 บาท จำเลยที่ 1 ได้บังคับขายหุ้นของโจทก์ร่วมเพื่อนำเงินมาชำระค่าหุ้น แต่โจทก์ร่วมยังคงค้างชำระเงินค่าหุ้นต่อจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมยังได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 อีกว่า ในวันที่ 6, 7, 9, 10 และ 13 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 ได้พูดกับโจทก์ร่วมทุกครั้งว่าให้ซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ เพราะนายสองจะมาไล่ซื้อหุ้นดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในกระทงที่ 4 และที่ 5 เพียงปากเดียว ไม่มีพยานบุคคลอื่นสนับสนุน โจทก์ร่วมเบิกความอ้างถึงว่า ผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 เป็นผู้ที่ได้รับทราบการแพร่ข่าวของจำเลยที่ 2 ในความผิดกระทงที่ 4 และที่ 5 ด้วย แต่กลับปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสี่รวมทั้งพยานโจทก์ปากอื่นๆ ไม่ได้เบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในทั้งสองกระทงนี้เลย ทั้งเมื่อพิจารณาคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 4 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 12 กับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 4 และที่ 7 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 10394/2536 ระหว่าง บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย จำกัด โจทก์ นายสุชัย จำเลย ของศาลชั้นต้นและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 13 และที่ 11 ก็ไม่ได้ให้การและเบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในทั้งสองกระทงนี้ด้วยแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีหนังสือแจ้งความร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 13 ที่ร้องทุกข์เกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีนี้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเป็นพยานสนับสนุนก็ตาม แต่ก็เป็นการแจ้งความเกี่ยวกับการกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 9 พฤศจิกายน 2535 อันเป็นความผิดในกระทงที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงการกระทำความผิดในกระทงที่ 4 และที่ 5 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 และ 13 พฤศจิกายน 2535 ด้วยเลย จากที่วินิจฉัยมาตามลำดับ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่อาจฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในกระทงที่ 4 และที่ 5 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดกระทงที่ 4 และที่ 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องทั้งห้ากระทงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 ได้พูดกับโจทก์ร่วมเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่นายสอง จะมาไล่ราคาหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ จำเลยที่ 3 ได้พูดสนับสนุนให้ซื้อหุ้นทั้งสองตัว ขณะจำเลยที่ 2 ได้พูดผ่านเครื่องขยายเสียง จำเลยที่ 3 ก็พูดกับบรรดาผู้เสียหายให้ซื้อหุ้นดังกล่าว และในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 แพร่ข่าวในงานเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ให้ลูกค้าทราบด้วย ส่วนในวันที่ 10 และ 13 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการสาขาศรีราชาของจำเลยที่ 1 ได้ให้ลูกค้าพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 2 และกระจายเสียงให้ลูกค้าคนอื่นๆ ที่อยู่ได้ทราบด้วย ทั้งที่นายสองมิใช่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการสาขาย่อมต้องทราบข้อมูลนี้ดี แต่ไม่พูดห้ามปรามลูกค้าว่านายสองไม่เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 และหุ้นทั้งสองตัวเป็นหุ้นไม่มีพื้นฐาน กลับสนับสนุนคำพูดของจำเลยที่ 2 ว่าน่าเชื่อถือ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดกระทงที่ 3 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 ด้วย แม้โจทก์จะสรุปในตอนท้ายว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดตามฟ้องก็ตาม ถือได้ว่าฎีกาของโจทก์มิได้กล่าวถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 สำหรับความผิดกระทงที่ 3 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 ไว้โดยชัดแจ้ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีความผิดกระทงที่ 3 นอกจากนี้เมื่อคดีฟังว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดในกระทงที่ 4 และที่ 5 ในวันที่ 10 และ 13 พฤศจิกายน 2535 คดีจึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ในทั้งสองกระทงนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับความผิดกระทงที่ 4 และที่ 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ส่วนความผิดของจำเลยที่ 3 ในกระทงที่ 1 และที่ 2 ในวันที่ 6 และ 7 พฤศจิกายน 2535 นั้น โจทก์มีโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 เป็นพยาน โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 มาที่สำนักงานสาขาศรีราชาของจำเลยที่ 1 ได้พบกับโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 พูดกับโจทก์ร่วมต่อหน้าจำเลยที่ 3 ว่า ในวันนี้ให้ซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ เนื่องจากนายสองจะมาไล่ราคาหุ้นทั้งสองตัวนี้ที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 ราคาหุ้นทั้งสองตัวก็จะสูงขึ้น แล้วให้เทขายหุ้นให้หมดในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 เพราะหลังจากวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 รัฐบาลก็จะจับนายสอง โจทก์ร่วมเคยได้ยินกิตติศัพท์ของนายสองว่าหากนายสองซื้อหุ้นตัวไหนแล้ว หุ้นตัวนั้นจะมีราคาสูงขึ้น จำเลยที่ 3 พูดสนับสนุนให้ซื้อหุ้นทั้งสองตัว และพูดอีกว่าเมื่อคืนนี้นายสองได้มาที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ลักษณะการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมมิใช่เป็นการกระจายข่าวออกไป ซึ่งจะทำให้บุคคลโดยทั่วไปในวงกว้างที่ต่างๆ ได้ทราบข่าวนั้นในเวลาเดียวกัน อันเป็นความหมายของการแพร่ข่าวที่เป็นองค์ประกอบของความผิดในมาตรา 239 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 แต่เป็นเพียงการบอกกล่าวเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนนี้ไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว และโจทก์ร่วมเบิกความอีกว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เวลาหลังเที่ยง จำเลยที่ 3 ยังได้พูดผ่านเครื่องขยายเสียงให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในสำนักงานสาขาศรีราชาได้ยินว่าจำเลยที่ 2 เป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 พูดเป็นคนต่อมาว่าให้ลูกค้าซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ เพราะนายสองจะมาไล่หุ้นทั้งสองตัว หุ้นมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น ระหว่างนั้นจำเลยที่ 3 เดินไปเดินมาทักทายแนะนำลูกค้าว่าซื้อหรือยัง โจทก์ร่วมเข้าใจว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นการสนับสนุนคำพูดชักชวนของจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 9 เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 9 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 ผู้เสียหายที่ 9 ไปที่สำนักงานสาขาศรีราชา จำเลยที่ 2 ได้พูดผ่านไมโครโฟน แนะนำลูกค้าให้ซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ ราคาหุ้นจะสูงขึ้น เนื่องจากมีลูกค้ารายใหญ่หมายถึงนายสองกำลังไล่ราคาหุ้นตัวนี้ วันนั้นผู้เสียหายที่ 9 ตกลงซื้อ จำเลยที่ 3 ก็พูดแนะนำลูกค้าทั่วไปว่าหุ้นตัวนี้ซื้อได้ ราคาจะพุ่งขึ้นอีก เนื่องจากมีนายสองมาปั่นราคา หมายถึงเป็นการกระทำให้หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และได้ความตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 9 ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 ที่จำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงนั้น จำเลยที่ 3 ก็อยู่ในสำนักงานสาขาศรีราชาตลอดเวลา จำเลยที่ 3 ได้คุยกับลูกค้าในลักษณะสนับสนุนคำพูดของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 พูดกับผู้เสียหายที่ 9 ว่านายสองได้ไปเปิดบัญชีที่จำเลยที่ 1 ซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ ซึ่งในความหมายนั้นหมายความว่า นายสองจะมาไล่ราคา ให้ซื้อตาม ผู้เสียหายที่ 10 เบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 10 มีอาชีพแพทย์ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 10 ไปที่สำนักงานสาขาศรีราชา เนื่องจากทราบจากพนักงานของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 มาจากสำนักงานใหญ่ ผู้เสียหายที่ 10 จึงไปที่สำนักงานสาขาศรีราชาเพื่อฟังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 พูดโฆษณาชวนเชื่อผ่านเครื่องขยายเสียงว่า ให้ลูกค้าซื้อหุ้นเอฟ ซี ไอ และหุ้นอาร์ อาร์ เพราะนายสองจะมาซื้อหุ้นดังกล่าว นายสองจะมาไล่ราคาจากราคาหุ้นละ 150 บาท จะขึ้นไปเป็นหุ้นละ 200 บาท จำเลยที่ 3 ได้พูดสนับสนุนว่า จำเลยที่ 2 เป็นนักวิเคราะห์หุ้น คำพูดของจำเลยที่ 2 น่าเชื่อถือ ผู้เสียหายที่ 7 เบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 7 รับราชการเป็นแพทย์ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 ตอนเช้า จำเลยที่ 2 ได้พูดผ่านไมโครโฟนที่สำนักงานสาขาศรีราชาให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทราบว่าให้ลูกค้าเล่นหุ้นเอฟ ซี ไอ อย่าขาย เพราะราคาจะขึ้นถึงหุ้นละ 200 บาท ในคืนนั้นเป็นวันลอยกระทง จำเลยที่ 1 ได้จัดงานเลี้ยงประจำปีที่โรงแรมซิตี้ศรีราชา จำเลยที่ 2 ได้แนะนำหุ้นเอฟ ซี ไอ อีก และจำเลยที่ 2 ได้ตอบคำถามบนเวทีว่าให้ถือหุ้นดังกล่าวไว้ เพราะจะมีคนปั่นราคาหุ้นให้ถึง 200 บาท ต่อหุ้น ระหว่างจำเลยที่ 2 วิเคราะห์หุ้นนั้น จำเลยที่ 3 ที่ไปร่วมงานด้วย แต่ไม่เคยห้ามปราม และผู้เสียหายที่ 8 เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 8 เป็นแพทยประจำโรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้จัดงานเลี้ยงประจำปีที่โรงแรมซิตี้ศรีราชา ผู้เสียหายที่ 8 และลูกค้าคนอื่นๆ รวมประมาณ 100 คน รวมทั้งจำเลยที่ 3 ไปร่วมงานด้วย จำเลยที่ 2 ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับหุ้นที่น่าซื้อว่าให้จับตาหุ้นเอฟ ซี ไอ เพราะมีข่าวดีจากวงในว่าให้ซื้อได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ลงจากเวที ผู้เสียหายที่ 8 กับพวกเข้าไปสอบถามว่าข่าวดีคืออะไร จำเลยที่ 2 ก็บอกว่าจะมีการทำราคาหุ้นดังกล่าวถึงหุ้นละ 200 บาท จำเลยที่ 2 บอกว่านายสองเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับจำเลยที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร และนายสองจะปั่นหุ้นให้สูงถึงหุ้นละ 200 บาท ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดในกระทงที่ 1 และที่ 2 เกิดขึ้นที่สำนักงานสาขาศรีราชาของจำเลยที่ 1 เฉพาะกระทงที่ 2 ยังเกิดเหตุเวลากลางคืนที่โรงแรมซิตี้ศรีราชาในงานเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ด้วย ในฐานะที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการสาขา จำเลยที่ 3 มีอำนาจที่จะจัดการไม่ให้มีการถ่ายทอดเสียงของจำเลยที่ 2 ไปทั่วสำนักงานในวันที่ 6 และ 7 พฤศจิกายน 2535 ได้ แต่จำเลยที่ 3 ก็กลับไม่ได้ทำเช่นนั้น แม้ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จะเป็นวันหยุดทำการของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 7 เบิกความว่า ในวันดังกล่าวได้ไปฟังการพูดของจำเลยที่ 2 ที่สำนักงานสาขาศรีราชา แสดงว่าจำเลยที่ 3 ได้เปิดสำนักงานให้จำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงให้ลูกค้าฟังเป็นกรณีพิเศษ และการที่จำเลยที่ 1 จัดงานเลี้ยงในเวลากลางคืนของวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาก็ต้องรับผิดชอบในเหตุที่เกิดขึ้นในงานด้วย เพราะเป็นการจัดงานในพื้นที่ที่สาขาศรีราชารับผิดชอบ เชื่อว่า จำเลยที่ 3 ย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าจำเลยที่ 2 จะพูดอย่างใด รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับนายสองด้วย เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้พูดเรื่องดังกล่าวที่สำนักงานสาขาศรีราชาตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 มาแล้ว นอกจากนี้ขณะที่จำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เดินไปเดินมาทักทายแนะนำลูกค้าว่าซื้อหรือยัง หุ้นตัวนี้ซื้อได้ ราคาจะพุ่งขึ้นอีก เนื่องจากมีนายสองมาปั่นราคา การที่จำเลยที่ 3 พูดสนับสนุนว่าจำเลยที่ 2 เป็นนักวิเคราะห์หุ้น คำพูดของจำเลยที่ 2 น่าเชื่อถือก็ดี ตลอดจนการที่จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ก็ดี ล้วนเป็นพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นเป็นใจ และมีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดในวันที่ 6 และ 7 พฤศจิกายน 2535 พยานหลักฐานต่างๆ ที่วินิจฉัยตามลำดับประกอบกันโดยตลอดแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำผิดในความผิดกระทงที่ 1 และที่ 2 ในวันที่ 6 และ 7 พฤศจิกายน 2535 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดทั้งห้ากระทงตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องที่สำนักงานสาขาศรีราชาของจำเลยที่ 1 โดยเปิดเผย เป็นการจัดการแสดงความเคลื่อนไหวของราคาและข้อมูลเกี่ยวกับหลักทรัพย์เพื่อให้บริการลูกค้า ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการอย่างหนึ่ง ส่วนการกระทำความผิดในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 แม้เหตุเกิดขึ้นในงานเลี้ยงที่โรงแรมซิตี้ศรีราชา แต่เป็นงานเลี้ยงที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัด โดยปรากฏว่ามีกรรมการของจำเลยที่ 1 มาร่วมงานด้วย จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งการกระทำดังกล่าวจำเลยที่ 1 ก็ได้ประโยชน์จากการที่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 สั่งซื้อหลักทรัพย์ผ่านจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือว่าได้กระทำแทนจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำความผิดในความผิดกระทงที่ 4 และที่ 5 ตามฟ้อง ถือว่าไม่มีกรรมการหรือพนักงานหรือเจ้าหน้าที่หรือผู้แทนของจำเลยที่ 1 คนใดกระทำความผิดในทั้งสองกระทงแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดในกระทงที่ 4 และที่ 5 แต่เมื่อคดีฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดในความผิดกระทงที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 3 กระทำความผิดในความผิดกระทงที่ 1 และที่ 2 แล้ว คดีคงมีปัญหาในชั้นฎีกาเพียงว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในกระทงที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ ในปัญหานี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความผิดทั้งสามกระทงนี้เกิดขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส ส่วนการตลาด 4 ฝ่ายการตลาดในประเทศของจำเลยที่ 1 ทั้งความผิดในวันที่ 6, 7 และ 9 พฤศจิกายน 2535 เกิดจากจำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงของสำนักงานสาขาศรีราชาให้ลูกค้าที่อยู่ในสำนักงานสาขาศรีราชาได้รับฟัง ถือว่าเหตุเกิดในสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 โดยใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้สำนักงานของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 แพร่ข่าวอย่างเปิดเผยด้วยเครื่องขยายเสียง โดยมีเจตนาที่จะให้ลูกค้าทุกคนที่อยู่ในสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 ได้รับฟังการแพร่ข่าวอย่างชัดเจนทั่วถึง มีการกระทำความผิดซ้ำหลายครั้งหลายวันอย่างต่อเนื่องแม้ในความผิดกระทงที่ 2 ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ฟังในงานเลี้ยงที่โรงแรมซิตี้ศรีราชา มิได้เกิดขึ้นในสำนักงานของจำเลยที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่เมื่องานเลี้ยงจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดขึ้น ถือว่าเหตุเกิดในงานเลี้ยงที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ อีกทั้งยังปรากฏว่ากรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ไปร่วมงานด้วย แต่ก็ไม่ได้มีการห้ามปราม กลับปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังกระทำผิดซ้ำอีกในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 ไม่น่าเชื่อว่ากรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จะไม่รู้เห็นถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดจนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในความผิดกระทงที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ทั้งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมตกได้แก่จำเลยที่ 1 โดยตรง จึงต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 คดีจึงฟังว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ในกระทงที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เนื่องจากตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 296 ได้บัญญัติบทลงโทษของความผิดตามมาตรา 239 ไว้ว่า ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับเป็นเงินไม่เกินสองเท่าของผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นๆ ได้รับไว้ หรือพึงจะได้รับเพราะการกระทำฝ่าฝืนดังกล่าว แต่ทั้งนี้ค่าปรับดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงโทษปรับเท่านั้น คดีจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่า ผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับ หรือพึงจะได้รับเพราะการกระทำผิดทั้งสามกระทงมีเพียงใด ปัญหานี้โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าในวันที่ 6, 7 และ 9 พฤศจิกายน 2535 ที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด ลูกค้าของจำเลยที่ 1 สั่งซื้อและสั่งขายหุ้นอาร์ อาร์ ผ่านจำเลยที่ 1 มีจำนวนเท่าใด และผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไว้ หรือพึงจะได้รับเพราะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 มีเพียงใด ยังฟังไม่ได้ว่าผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไว้ หรือพึงจะได้รับในกรณีดังกล่าวมีจำนวนเพียงใดแน่ โจทก์คงมีแต่นายเสกสรร ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบ 2 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม เบิกความเป็นพยานว่า พยานได้ตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายหุ้น เอฟ ซี ไอ ตามที่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 สั่งซื้อและสั่งขายผ่านจำเลยที่ 1 สาขาศรีราชา ในระหว่างวันที่ 6 ถึง 13 พฤศจิกายน 2535 ปรากฏตามเอกสาร ความว่า ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 7,520,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 2,730,000 บาท รวมเป็นเงิน 10,250,000 บาท วันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 19,440,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 2,850,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,290,000 บาท วันที่ 10 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 18,130,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 3,900,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,030,000 บาท วันที่ 11 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 8,290,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 4,780,000 บาท รวมเป็นเงิน 13,070,000 บาท วันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 15,090,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 9,140,000 บาท รวมเป็นเงิน 24,230,000 บาท และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ทำรายการซื้อเป็นเงิน 5,840,000 บาท รายการขายเป็นเงิน 8,410,000 บาท รวมเป็นเงิน 14,250,000 บาท รวมมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหกวันเป็นเงินทั้งสิ้น 106,120,000 บาท และได้ความจากนายจีรวัฒน์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 1 ว่า ในการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์นั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้กำหนดให้บริษัทหลักทรัพย์มีสิทธิได้ผลตอบแทนจากการซื้อขายหลักทรัพย์แทนลูกค้า คิดเป็นค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดเงินซื้อขายหลักทรัพย์ ดังนั้นในการที่จำเลยที่ 1 ซื้อขายหลักทรัพย์เอฟ ซี ไอ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 จำนวนเงิน 10,250,000 บาท จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้ค่าธรรมเนียมหรือผลประโยชน์เป็นเงิน 51,250 บาท แต่โจทก์ก็ไม่สามารถนำสืบแยกให้ฟังได้ว่า ยอดมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์จำนวน 10,250,000 บาท และผลประโยชน์จำนวน 51,250 บาท เป็นผลจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 เป็นจำนวนเท่าใด และยอดมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์และผลประโยชน์ที่มิได้เป็นผลจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสาม กล่าวคือ ลูกค้าของจำเลยที่ 1 สาขาศรีราชา ได้ทำการซื้อขายหลักทรัพย์โดยมิได้เกิดจากการรับฟังการแพร่ข่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นจำนวนเท่าใด เพราะกรณีเป็นไปได้ที่การซื้อขายหลักทรัพย์บางรายการลูกค้าอาจซื้อขายหลักทรัพย์โดยที่ไม่ได้ฟังการแพร่ข่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันดังกล่าวก็ได้ เช่นเดียวกับยอดมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 จำนวนเงิน 22,290,000 บาท จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้ค่าธรรมเนียมหรือผลประโยชน์เป็นเงิน 111,450 บาท นั้น มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์และค่าธรรมเนียมหรือผลประโยชน์บางส่วนอาจเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในวันที่ 6 หรือวันที่ 7 หรือวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 และบางส่วนลูกค้าทำการซื้อขายโดยไม่ได้ทราบการแพร่ข่าวของจำเลยทั้งสามก็ได้ แม้ว่ายอดมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 จะไม่มีปรากฏก็ตาม แต่ผลจากการกระทำผิดของจำเลยทั้งสามในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2535 อาจจะมีผลต่อการซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ในวันที่ 9 ถึง 13 พฤศจิกายน 2535 ก็ได้ หาใช่ว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในวันใดแล้วจะต้องก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่จำเลยทั้งสามเฉพาะในวันที่กระทำความผิดเท่านั้นไม่ กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ฟังได้อย่างชัดแจ้งว่า ผลประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับเพราะการกระทำความผิดในแต่ละกระทงมีเพียงใด แต่เชื่อว่าการกระทำความผิดในแต่ละกระทงย่อมก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามเนื่องจากมาตรา 296 ได้กำหนดโทษปรับของการกระทำความผิดไว้ ให้ปรับเป็นเงินไม่น้อยกว่า 500,000 บาท ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรปรับจำเลยที่ 1 ทั้งสามกระทง กระทงละ 500,000 บาท ตามอัตราโทษขั้นต่ำดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 239, 296 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 รวม 3 กระทง ปรับกระทงละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 3 รวม 2 กระทง กระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายที่ 1 กับยกอุทธรณ์และยกฎีกาโจทก์ร่วม โทษของจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 239 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นายกิมชุน แซ่เฮ้ง
จำเลย — บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวรพีพร วัฒนะชีวะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5582/2557
#562583
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อกลุ่มของ ด. กลับมาที่ร้านได้เดินในลักษณะตามหาผู้เสียหายที่ 2 และเรียกถามหาคนที่ใช้มือปัดอาวุธปืน พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่ถามหาผู้เสียหายที่ 2 และเมื่อพบผู้เสียหายที่ 2 มีการบอกให้เข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยกับพวกก็เข้าไปใช้อาวุธมีดรุมฟันผู้เสียหายที่ 2 ทันที แสดงว่าจำเลยกับพวกเจตนากลับมาทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เนื่องจากจำเลยโกรธผู้เสียหายที่ 2 ที่เข้าห้ามมิให้จำเลยกับ ค. วิวาทกันและผู้เสียหายที่ 2 ใช้มือตบอาวุธปืนที่จำเลยชักออกมา การที่จำเลยกับพวกกลับออกไปแล้วกลับมาที่ร้านที่เกิดเหตุอีกครั้งโดยจำเลยกับพวกบางคนนำอาวุธมีดมาด้วย จำเลยกับพวกย่อมต้องได้คิดไตร่ตรองเพื่อทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 แล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 289, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 3 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 และมาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยกับพวกไปนั่งดื่มสุราที่ร้านอาหารบ้านเพลงที่เกิดเหตุแล้วพวกของจำเลยทะเลาะวิวาทกับนายวัชระหรือคิว บุตรของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของร้านแล้วผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปห้าม จำเลยกับพวกจึงขว้างปาขวดเข้าไปในร้านแล้วออกจากร้านที่เกิดเหตุไป ผู้เสียหายที่ 1 จึงปิดร้านแล้วไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาเวลาประมาณ 2 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ จำเลยกับพวกดังกล่าวพากันกลับมาที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุโดยมีอาวุธมีดแล้วบุกรุกเข้าไปภายในร้านและใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายที่ 2 โดยเจตนาฆ่า แต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อกลุ่มของนายดำกลับมาที่ร้านได้เดินในลักษณะตามหาผู้เสียหายที่ 2 และเรียกถามหาคนที่ใช้มือปัดอาวุธปืน พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่ถามหาผู้เสียหายที่ 2 และเมื่อพบผู้เสียหายที่ 2 มีการบอกให้เข้าไปหาผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยกับพวกก็เข้าไปใช้อาวุธมีดรุมฟันผู้เสียหายที่ 2 ทันที แสดงว่าจำเลยกับพวกเจตนากลับมาทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เนื่องจากจำเลยโกรธผู้เสียหายที่ 2 ที่เข้าห้ามมิให้จำเลยกับนายคิววิวาทกันและผู้เสียหายที่ 2 ใช้มือตบอาวุธปืนที่จำเลยชักออกมา การที่จำเลยกับพวกกลับออกไปแล้วกลับมาที่ร้านที่เกิดเหตุอีกครั้งโดยจำเลยกับพวกบางคนนำอาวุธมีดมาด้วย จำเลยกับพวกย่อมต้องได้คิดไตร่ตรองเพื่อทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 แล้ว การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายปาฎิหาริย์หรือดำ บุญธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายภูวเดช ภวังสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5568/2557
#571998
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนมีว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นของจำเลยที่ให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน การที่จำเลยเบิกความเกี่ยวกับโจทก์เพียงว่าจำเลยรู้จักกับโจทก์เมื่อปี 2524 และเห็นว่าโจทก์เป็นคนดีน่าเชื่อถือ กับได้รับคำแนะนำจากนายจ้างของโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้ที่ไว้วางใจได้น่าเชื่อถือ อันแสดงว่าจำเลยได้พิจารณาเพียงคุณสมบัติของตัวโจทก์ดังกล่าวก่อนที่จะให้โจทก์เป็นผู้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนจำเลย โดยไม่เบิกความถึงความสัมพันธ์ที่จำเลยอยู่กินกับโจทก์เป็นภริยาของจำเลยอีกคนหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์อันเป็นกรณีพิเศษไปจากบุคคลอื่นๆ และย่อมเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ศาลในคดีก่อนจะได้นำไปพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ๆ เพื่อวินิจฉัยให้มีผลคดีที่ถูกต้องและเป็นธรรม จึงเป็นการเบิกความโดยปิดบังข้อสำคัญแห่งคดี เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 177 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์กับจำเลยเคยอยู่กินฉันสามีภริยากัน โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18926 ตำบลบางแค (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 37010 ถึงเลขที่ 37016 ตำบลบางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี รวม 8 แปลง ปี 2530 โจทก์ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 18926 ด้วยเงินของจำเลย และโจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวตลอดมาปี 2547 โจทก์ป่วยต้องผ่าตัดสมอง ปี 2553 โจทก์ออกจากบ้านดังกล่าวไปกับน้องสาว ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์ที่ศาลแพ่งธนบุรีขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนจำเลย โดยจำเลยเบิกความในคดีแพ่งนั้นด้วย และศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาให้จำเลยชนะคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 8 ฉบับ ย่อมได้ประโยชน์ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นเจ้าของ จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวที่ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ศาลแพ่งธนบุรี เรื่อง ที่ดิน ขับไล่ โดยอ้างว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้ง 8 แปลง และให้โจทก์ลงชื่อเป็นผู้ซื้อในสัญญาซื้อขายและเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 8 แปลง ดังกล่าวแทนจำเลย แล้วโจทก์ไม่ยอมคืนให้ ในคดีดังกล่าวจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าจำเลยรู้จักกับโจทก์และเห็นว่าโจทก์เป็นคนดีจึงได้ปรึกษาภริยาจำเลยแล้วตกลงกันให้โจทก์เป็นคู่สัญญาซื้อที่ดิน และลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 8 แปลง แทนจำเลย ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณากับมีคำพิพากษาไปฝ่ายเดียว โดยให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนจำเลยซึ่งในคดีดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลงเป็นของโจทก์ หรือเป็นของจำเลยที่ให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน แต่เนื่องจากโจทก์ได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าโจทก์เป็นเจ้าของ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยและมีหน้าที่นำพยานหลักฐานพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนั้น จำเลยได้เบิกความเกี่ยวกับโจทก์เพียงว่า จำเลยรู้จักกับโจทก์เมื่อปี 2524 และเห็นว่าโจทก์เป็นคนดีน่าเชื่อถือกับได้รับคำแนะนำจากนายจ้างของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ที่ไว้วางใจได้น่าเชื่อถือ อันแสดงว่าจำเลยได้พิจารณาเพียงคุณสมบัติของตัวโจทก์ดังกล่าวก่อนที่จะให้โจทก์เป็นผู้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 8 แปลงแทนจำเลย โดยจำเลยไม่เบิกความถึงความสัมพันธ์ที่จำเลยแม้จะมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว ก็ยังได้มีความสัมพันธ์และอยู่กินกับโจทก์เป็นภริยาของจำเลยอีกคนหนึ่งด้วย ซึ่งความสัมพันธ์ใกล้ชิดดังกล่าวจำเลยก็ย่อมต้องมีความรู้สึกผูกพัน ห่วงใยและเอื้อประโยชน์ให้แก่โจทก์ยิ่งกว่าบุคคลที่จำเลยรู้จักโดยทั่วไปอื่นๆ ดังนั้นหากจำเลยได้เบิกความถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์อันเป็นกรณีพิเศษไปจากบุคคลอื่นๆ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ศาลแพ่งธนบุรีจะได้นำไปพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ๆ ของจำเลยเพื่อวินิจฉัยให้มีผลคดีที่ถูกต้องและเป็นธรรม การที่จำเลยไม่เบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นการปิดบังข้อสำคัญแห่งคดี เป็นผลให้โจทก์เสียหายและเป็นความผิดตามฟ้องในคดีนี้แล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่น ๆ ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววรรณี เทพมานะโชติ
จำเลย — นายโกวิท แต้มไพโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายชวลิต ช่างสลัก
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวภัทริกา จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พิศล พิรุณ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5548/2557
#576831
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ที่ อ. นำมาแล่นหาเสียง โดย ค. ผู้สมัครในทีมเดียวกับจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างมาหาเสียงให้จำเลยและทีมงาน มีแผ่นป้ายหาเสียงของจำเลยและทีมงานติดตั้งอยู่ และเมื่อมีค่าใช้จ่ายในการที่ อ. นำรถยนต์แล่นหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อว่าจ้างของ ค. หรือจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างเอง จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการว่าจ้างตามกฎหมาย แม้ว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเมื่อนำมารวมกับบัญชีค่าใช้จ่ายที่จำเลยได้ยื่นไว้แล้วจะมีจำนวนไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนดก็ตาม การที่จำเลยไม่ยื่นรายการค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 55 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 54, 55, 117 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายปุ๋ยหรือคำผุย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง, 117 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลสงเปลือย อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง จำเลยได้ยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายในการเลือกตั้งภายในกำหนดเก้าสิบวัน แต่บัญชีค่าใช้จ่ายที่จำเลยยื่นไม่มีรายการบัญชีค่าใช้จ่ายของรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บธ 2890 กาฬสินธุ์ ที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งให้จำเลยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาฬสินธุ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์ที่นายอุดมนำมาแล่นหาเสียงมีแผ่นป้ายหาเสียงโฆษณาของจำเลยและทีมงานติดตั้งอยู่ จำเลยจะปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องการนำรถยนต์ดังกล่าวมาหาเสียงให้จำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่า การที่นายอุดมนำรถยนต์มาแล่นหาเสียงให้จำเลยจะเกิดจากการติดต่อว่าจ้างของจำเลยโดยตรงหรือเกิดจากการติดต่อว่าจ้างของนายเคนโดยที่จำเลยไม่เคยทราบเรื่องดังที่จำเลยต่อสู้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้สมัครใช้จ่ายในการเลือกตั้งเกินจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง จำนวนเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้รวมถึงบรรดาเงินที่บุคคลอื่นได้จ่ายหรือรับว่าจะจ่ายแทน และทรัพย์สินที่บุคคลอื่นได้นำมาให้ใช้หรือยกให้โดยไม่คิดค่าตอบแทน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครโดยผู้สมัครรับรู้หรือยินยอม..." และวรรคสามบัญญัติว่า "บรรดาเงินที่บุคคลอื่นได้ใช้จ่ายในการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งให้ผู้สมัครและผู้สมัครได้รับทราบถึงการกระทำดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าเป็นจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่ผู้สมัครรับรู้หรือยินยอมตามวรรคสอง..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการที่นายอุดมนำรถยนต์มาแล่นหาเสียงให้แก่จำเลยจะต้องมีค่าใช้จ่าย ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการติดต่อการว่าจ้างของนายเคนหรือจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างเอง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการว่าจ้างเป็นหน้าที่ที่จำเลยจะต้องยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย แม้ว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเมื่อนำมารวมกับบัญชีค่าใช้จ่ายที่จำเลยได้ยื่นไว้แล้วจะมีจำนวนไม่เกินตามกฎหมายที่กำหนดไว้ก็ตาม ดังนั้นการที่จำเลยไม่ยื่นรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 2890 กาฬสินธุ์ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 55 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 54 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
โจทก์ร่วม — นายปุ๋ยหรือคำผุย แถลงเรียบ
จำเลย — นายพิชัย ไร่วิบูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายสมยศ ไขประพาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอิศเรศ ชัยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5486/2557
#562700
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเป็นร้านค้าชุมชนก่อตั้งโดยราษฎรในชุมชนมีสมาชิกประมาณ 700 คน สมาชิกแต่ละคนต้องลงหุ้นคนละ 1 หุ้น ส. เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นประธานกรรมการของผู้เสียหาย ภายหลังจาก ว. พนักงานบัญชีของผู้เสียหายตรวจสอบพบว่า สินค้าในร้านหายไป ว. แจ้งให้ ส. และคณะกรรมการทราบถึงกรณีสินค้าขาดจำนวนภายในเดือนมีนาคม 2553 และคณะกรรมการลงมติให้มีหนังสือถึงจำเลยพนักงานขายของผู้เสียหายให้ไปชี้แจง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ส. และคณะกรรมการรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดภายในเดือนดังกล่าว ส. เป็นสมาชิกของผู้เสียหายโดยเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ส. จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหายักยอกด้วย เมื่อ ส. ไปร้องทุกข์ภายในเดือนสิงหาคม 2553 ซึ่งพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่ ส. และคณะกรรมการรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ยักยอกไปหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 214,781 บาท แก่ร้านค้าชุมชนบ้านโพธิ์ลอย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ยักยอกไปหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 214,781 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ร้านค้าชุมชนบ้านโพธิ์ลอยก่อตั้งขึ้นโดยราษฎรในชุมชนร่วมกันลงหุ้นเป็นสมาชิก มีวัตถุประสงค์ในการค้าขายสินค้าประเภทเครื่องอุปโภคบริโภค โดยสมาชิกจะได้ค่าตอบแทนเป็นเงินปันผล มีกรรมการ 15 คน มีนายสุนทร เป็นประธานกรรมการ นางละมัย เป็นกรรมการและเหรัญญิก วันที่ 1 มีนาคม 2551 คณะกรรมการของผู้เสียหายจ้างจำเลยเป็นพนักงานขาย ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2553 สัญญาจ้างจำเลยครบกำหนดและจำเลยไม่ได้สมัครเป็นพนักงานของผู้เสียหายต่อ แต่ผู้เสียหายยังไม่ได้จ้างพนักงานขายคนใหม่ จึงให้จำเลยทำงานต่อไปจนกระทั่งวันที่ 10 มีนาคม 2553 จำเลยจึงพ้นจากตำแหน่งพนักงานขาย หลังจากนั้นนายวัชรินทร์ พนักงานบัญชีของผู้เสียหายดำเนินการตรวจสอบจำนวนสินค้าคงเหลือในวันที่ 11 มีนาคม 2553 ปรากฏว่าสินค้าประเภทปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ ถังแก๊ส และถังน้ำพลาสติก ขาดจำนวนไปประมาณ 500 รายการ รวมมูลค่าเป็นเงินประมาณ 214,781 บาท วันที่ 1 เมษายน 2553 นายสุนทรส่งจดหมายนัดให้จำเลยไปชี้แจงกรณีถังแก๊สและถังน้ำพลาสติกขาดจำนวนในวันที่ 9 เมษายน 2553 ตามจดหมาย แต่จำเลยไม่ไปชี้แจง วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 มีการประชุมคณะกรรมการร้านค้าชุมชนบ้านโพธิ์ลอย โดยมีนายสุนทรและนางละมัยร่วมประชุมด้วย นายสุนทรแจ้งเรื่องสินค้าขาดจำนวนให้ที่ประชุมทราบ วันที่ 9 สิงหาคม 2553 คณะกรรมการชุดดังกล่าวทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสุนทรดำเนินคดีแก่จำเลย ตามหนังสือมอบอำนาจ ต่อมานายสุนทรร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรไร่สะท้อน ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ร้านค้าชุมชนบ้านโพธิ์ลอยก่อตั้งขึ้นโดยราษฎรในชุมชนร่วมกันลงหุ้นเป็นสมาชิก หากมีการกระทำความผิดอาญาเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผลประโยชน์ของสมาชิกย่อมถือว่าสมาชิกทุกคนเป็นผู้เสียหาย ส่วนการพิจารณาว่าผู้เสียหายร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ต้องพิจารณาถึงการรับรู้ของผู้เสียหายแต่ละคน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ก่อนวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 คงมีเพียงนายสุนทรและนายวัชรินทร์เท่านั้นที่ทราบว่าสินค้าขาดจำนวน แต่กรรมการและสมาชิกคนอื่น ๆ รวมทั้งนางละมัยเพิ่งทราบเรื่องดังกล่าวในวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 ส่วนข้อความตามจดหมาย ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าสินค้าขาดจำนวนไปกี่รายการ รวมมูลค่าเป็นเงินเท่าใด จึงยังไม่อาจถือได้ว่าคณะกรรมการรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เมื่อคณะกรรมการรวมทั้งนางละมัยมอบอำนาจให้นายสุนทรดำเนินคดีแก่จำเลยในวันที่ 9 สิงหาคม 2553 แม้นายสุนทรไปร้องทุกข์ภายในวันดังกล่าวหรือในวันที่ 19 สิงหาคม 2553 คดีจึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ในคดีความผิดอันยอมความได้ที่มีผู้เสียหายหลายคน ผู้เสียหายแต่ละคนย่อมมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่กระทำความผิด ก็ต้องมีการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายคนแรกรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีย่อมขาดอายุความ แม้มีผู้เสียหายคนอื่นรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดก่อนวันที่มีการร้องทุกข์ไม่เกินสามเดือน ชั้นพิจารณาโจทก์มีนายสุนทรเป็นพยานเบิกความว่า ผู้เสียหายมีสมาชิกประมาณ 700 คน สมาชิกแต่ละคนต้องลงหุ้นคนละ 1 หุ้น พยานมีหุ้น 1 หุ้น ภายหลังจากนายวัชรินทร์ตรวจสอบพบว่า สินค้าในร้านหายไป นายวัชรินทร์แจ้งให้นายสุนทรและคณะกรรมการทราบถึงกรณีสินค้าขาดจำนวนภายในเดือนมีนาคม 2553 และคณะกรรมการลงมติให้มีหนังสือถึงจำเลยให้ไปชี้แจง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า นายสุนทรและคณะกรรมการรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดภายในเดือนดังกล่าว นายสุนทรเป็นสมาชิกของผู้เสียหายโดยเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งด้วย นายสุนทรจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยด้วย ส่วนกรณีข้อความตามจดหมาย ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าสินค้าขาดจำนวนไปกี่รายการ รวมมูลค่าเป็นเงินเท่าใดนั้นก็เป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนและมูลค่าของสินค้าที่โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยยักยอกไป เมื่อนายสุนทรไปร้องทุกข์ภายในเดือนสิงหาคม 2553 ซึ่งพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่นายสุนทรและคณะกรรมการรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายสมควร อ่วมเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางกฤษณา กลั่นนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5482/2557
#562627
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.1062/2550 ของศาลแพ่ง จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 121938 ตำบลดอนช้าง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ของจำเลยให้แก่ ร. ต่อมาจำเลยตกลงกับ ร. ว่าให้จำเลยขายที่ดินแล้วนำเงินที่ได้มามอบให้แก่ ร. เป็นสินไถ่ จึงมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยก่อนโอนขายให้แก่ ว. ในวันเดียวกัน แล้วนำเงินที่ได้มอบให้แก่ ร. ดังนี้ การกระทำของจำเลยสำเร็จเป็นความผิดนับแต่ขายฝากที่ดินให้แก่ ร. เพื่อให้พ้นจากการบังคับชำระหนี้ แม้ต่อมาจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยก่อนโอนขายให้แก่ ว. แล้วมอบเงินที่ได้เป็นสินไถ่ให้แก่ ร. ไม่ว่าจำเลยได้รับส่วนต่างจากเงินค่าขายที่ดินหรือไม่ ก็เป็นการกระทำเพื่อให้การขายที่ดินสำเร็จตามข้อตกลงเท่านั้น ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยกลับเป็นความผิดขึ้นใหม่อีกกรรมหนึ่งแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินและต่อมาได้โอนขายที่ดินให้แก่นางสาววัชราภรณ์เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เมื่อการกระทำของจำเลยสำเร็จเป็นความผิดนับแต่ขายฝากที่ดินให้แก่นายรุ่งเพื่อให้พ้นจากการบังคับชำระหนี้ แม้ต่อมาภายในกำหนดเวลาไถ่มีข้อตกลงขายที่ดินให้แก่นางสาววัชราภรณ์จนต้องโอนที่ดินกลับคืนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยก่อนโอนขายให้แก่นางสาววัชราภรณ์ไปในวันเดียวกัน ก็ได้ความว่าเงินที่ใช้เป็นสินไถ่เป็นจำนวนเดียวกับที่นางสาววัชราภรณ์มอบให้แก่นายรุ่งเป็นค่าที่ดิน ไม่ว่าจำเลยได้รับส่วนต่างจากเงินค่าขายที่ดินดังกล่าวดังที่โจทก์ฎีกาจริงหรือไม่ ก็เป็นการกระทำเพื่อให้การขายที่ดินสำเร็จตามข้อตกลงเท่านั้น ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยกลับเป็นความผิดขึ้นใหม่อีกกรรมหนึ่งแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์ 3,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แม้โจทก์สามารถบังคับคดีโดยยึดที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาทรัพย์ 720,000 บาท ก็ยังขาดจำนวนอยู่อีกมาก และการที่จำเลยโอนขายที่ดินให้แก่นางสาววัชราภรณ์ในราคา 400,000 บาท ซึ่งนับได้ว่าโจทก์เสียโอกาสที่สามารถบังคับชำระหนี้เท่าจำนวนดังกล่าว ประกอบกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย มุ่งเพียงรักษาประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ ไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้เป็นเจ้าหนี้ ขัดขวางการบังคับคดีไม่ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอันมีผลต่อระเบียบกฎเกณฑ์ทางสังคม จึงไม่สมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษจำคุกและปรับ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรไม่รอการลงโทษจึงกำหนดโทษจำคุกเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่กรณี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 6 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอรรถสิทธิ์ สูตรมงคล
จำเลย — นายไชยวัฒน์หรือชัยวัฒน์ พวงลำเจียก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายสถาบัน บุญเติม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา