คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8010/2556
#554891
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 157, 162 โดยกล่าวหาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับรองว่าที่พิพาทได้ทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมาซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงที่พิพาทมีสภาพเป็นภูเขาไม่อาจออกเอกสารสิทธิได้ แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 นำเอาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ผิดแปลงไปใช้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ดินพิพาท ก็เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวประสงค์เพียงให้มีรายละเอียดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็พอแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เป็นเรื่องที่ว่ากันในชั้นสืบพยานได้

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้รับมอบหมายให้รังวัดชันสูตรตรวจสอบที่ดินในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทให้คำรับรองว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นที่สาธารณประโยชน์ และเป็นที่สงวนหวงห้ามของทางราชการ เพื่อให้ ส. ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ทำให้เกิดความสียหายแก่รัฐ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือเสนอต่อนายอำเภอรับรองว่าออกทำการรังวัดตรวจสอบที่ดินตลอดจนตรวจสอบแล้วว่าสามารถออกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ได้ อันเป็นความเท็จ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ

จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในบันทึกสอบสวนสิทธิและใบรับรองเขตติดต่อที่ดินยืนยันว่ามีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องและที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ทั้งไม่ใช่ที่สาธารณะหรือที่หวงห้ามของทางราชการอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ

การที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานได้รับมอบหมายจากนายอำเภอให้ปฏิบัติหน้าที่ระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินสาธารณะแต่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบและยังรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ มีจุดประสงค์อย่างเดียวเพื่อให้นายอำเภอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 91, 83 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1264/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นอันระงับ ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 5 ปี ฐานเจ้าพนักงานรับรองเป็นหลักฐานเท็จ จำคุก 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเจ้าพนักงานรับรองเป็นหลักฐานเท็จ จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 8 เดือน สำหรับคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1264/2542 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลยังไม่มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงยกคำขอในส่วนนี้ (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่าข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) และสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์สมบูรณ์และชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 ตามลำดับ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายกับพวกได้รับมอบหมายจากนายอำเภอเกาะลันตาให้ปฏิบัติหน้าที่ระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินที่สาธารณประโยชน์รายนายหลงยะและนายสมพิศขอคัดแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) และขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทว่าผู้นำพิสูจน์นำชี้ทับที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบว่าผู้ขอได้ทำประโยชน์ในที่ดินหรือไม่ และเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด จำเลยที่ 1 และที่ 2 บังอาจร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตรวจสอบพบว่าที่ดินพิพาทเป็นพื้นที่มีความลาดชันเกินกว่า 35 องศา ซึ่งทางราชการไม่อาจออกเอกสารสิทธิให้ตามคำขอได้ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันให้คำรับรองต่อนายอำเภอเกาะลันตาว่าที่ดินพิพาทนายหลงยะได้ทำประโยชน์ต่อเนื่องกันตลอดมาและปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์เต็มทั้งแปลงและที่ดินพิพาทไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่สงวนหวงห้ามของทางราชการซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นภูเขา มีความลาดชันเกินกว่า 35 องศา และเป็นป่าถาวรเป็นที่สงวนหวงห้ามของทางราชการซึ่งไม่อาจออกเอกสารสิทธิให้ได้ เป็นเหตุให้นายอำเภอเกาะลันตาหลงเชื่อและลงนามออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่นายสมพิศ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่กรมที่ดิน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่น และประชาชน และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับรองเอกสารที่นำเสนอต่อนายอำเภอเกาะลันตาประกอบการพิจารณาอนุมัติออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่ผู้ขอว่าเป็นหลักฐานที่ตนทำขึ้นนั้นเพื่อพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้นายอำเภอเกาะลันตาออกเอกสารสิทธิไปโดยไม่ชอบ แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 นำเอาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ผิดแปลงไปใช้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินพิพาท แต่ถือได้ว่าเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวประสงค์เพียงให้มีรายละเอียดพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีก็พอแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เป็นเรื่องที่ว่ากันในชั้นสืบพยานได้ เมื่ออ่านฟ้องของโจทก์โดยตลอด จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ การนำเอาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ผิดแปลงไปใช้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ดินพิพาท จึงอยู่ในประเด็นแห่งคดี ศาลชั้นต้นย่อมฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อวินิจฉัยการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า นายสนั่นเป็นเจ้าพนักงานจัดทำบันทึกคำให้การของนางไหมส่าหรี จำเลยที่ 2 และนายไพบูลย์ไปตามหน้าที่ ซึ่งนางไหมส่าหรี จำเลยที่ 2 และนายไพบูลย์ให้การสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญว่านางไหมส่าหรีไม่เคยมีที่ดินและไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณอ่าวไม้ไผ่ นางไหมส่าหรีมีที่ดินที่มีหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) อยู่ที่บ้านคลองโข่งซึ่งอยู่ห่างจากอ่าวไม้ไผ่ประมาณ 10 กิโลเมตร ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 155 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งเดิมเป็นของนางไหมส่าหรีนั้น ตั้งอยู่ที่บ้านคลองโข่ง หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายสากล ปลัดอำเภอเกาะลันตาในขณะนั้น ประกอบกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอปลายพระยา อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และประกาศจังหวัดกระบี่ เรื่องการเรียงลำดับหมู่บ้านในท้องที่ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา แล้วได้ความว่า เดิมบ้านคลองโข่งอยู่ในเขตการปกครองหมู่ที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ส่วนบริเวณอ่าวไม้ไผ่ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ดินพิพาทอยู่บ้านคลองหิน หมู่ที่ 6 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ต่อมาปี 2526 มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอปลายพระยา อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2526 ให้โอนบ้านคลองโข่ง หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นหมู่ที่ 2 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา ส่วนบ้านคลองหิน หมู่ที่ 6 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เปลี่ยนเป็นหมู่ที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ มีผลตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2526 ดังนั้น ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 155 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ หากจะนำมายื่นเพื่อขอเอกสารสิทธิหลังวันที่ 1 กันยายน 2526 จะต้องทำกับที่ดินที่อยู่ในหมู่ที่ 2 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินที่แท้จริง การที่มีการดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 1320 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เมื่อปี 2532 สำหรับที่ดินพิพาท จึงมิใช่ที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 155 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งนายหลงยะเบิกความว่าเป็นที่ดินที่ได้รับมาจากนางไหมส่าหรี นอกจากนี้ตามทะเบียนการครอบครองที่ดิน ก็ระบุว่ามีการแจ้งการครอบครองที่ดินเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2498 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินย่อมต้องทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเขตปกครองหมู่บ้าน ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส. ค. 1) เลขที่ 155 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ต้องไม่อยู่ที่อ่าวไม้ไผ่ บ้านคลองหิน หมู่ที่ 6 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ส่วนปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีความลาดชันเกินกว่า 35 องศา ที่ทางราชการไม่อาจออกเอกสารสิทธิได้หรือไม่ มีการทำประโยชน์ต่อเนื่องตลอดมา และไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่สงวนหวงห้ามของทางราชการหรือไม่ นายอนันต์ หัวหน้างานรังวัดสิทธิที่ดินป่าไม้ กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เบิกความว่า พยานได้รับคำสั่งจากอธิบดีกรมป่าไม้ให้ขีดเขตป่าไม้ตามหนังสือร้องขอของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พยานขีดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติเกาะลันตาได้เนื้อที่มากกว่าที่นายธรรมนูญ เป็นคนขีดเมื่อปี 2531 การที่นายธรรมนูญขีดแนวป่าสงวนแห่งชาติน้อยลง ทำให้ประชาชนสามารถขอออกเอกสารสิทธิสำหรับพื้นที่ที่อยู่นอกเขตได้ และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า แนวเขตที่นายธรรมนูญขีดยังไม่มีการเพิกถอน เมื่อการขีดแนวป่าสงวนแห่งชาติของบุคคลทั้งสองแตกต่างกัน แม้ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ขีดโดยนายอนันต์ แต่ไม่อยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ขีดโดยนายธรรมนูญ เมื่อแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ขีดโดยนายธรรมนูญยังไม่มีการเพิกถอน และการขีดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติของนายอนันต์เป็นการจัดทำตามคำร้องขอของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ โดยกรมป่าไม้ยังไม่ได้มีข้อยุติว่าจะยึดแนวเขตใดเป็นเกณฑ์ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ นายอภิรัต พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อปี 2535 พยานรับราชการเป็นกรรมการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการมีหนังสือขอให้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติตรวจสอบที่ดินบริเวณตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ว่า ที่ดินอยู่ในสภาพเป็นป่าหรือเป็นที่ดินทำกิน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้ดำเนินการตรวจสอบและจัดส่งผลการวิเคราะห์รูปถ่ายทางอากาศให้ เมื่อพิจารณาเอกสารผลการวิเคราะห์รูปถ่ายทางอากาศอำเภอเกาะลันตาดังกล่าวแล้วระบุว่า เดือนมีนาคม 2510 สภาพป่าไม้ตามธรรมชาติ บนภูเขาและหาดทรายริมทะเลด้านตะวันตกเฉียงเหนือไม่มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ เดือนเมษายน 2519 สภาพป่าไม้ตามธรรมชาติ บนภูเขาและหาดทรายริมทะเลด้านตะวันตกเฉียงเหนือมีการถากถางพื้นที่และมีต้นไม้ขนาดเล็กขึ้นทดแทนบริเวณที่ราบด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 10 เปอร์เซนต์ ของพื้นที่ และระบุหมายเหตุว่าสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาตามเส้นชั้นระดับความสูงมีความลาดชันประมาณ 30 ถึง 40 เปอร์เซนต์ เห็นว่า แม้ผลการวิเคราะห์รูปถ่ายทางอากาศดังกล่าวจะเป็นการวิเคราะห์สภาพที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรวมของอำเภอเกาะลันตา และนายอภิรัตจะเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่าผลการวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นหลักวิชาการ หากต้องการทราบว่าที่ดินพิพาทมีความลาดชันเพียงใดต้องพิสูจน์ด้วยการรังวัดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาประกอบภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งพันตำรวจตรีทัศนัย พนักงานสอบสวน จัดทำประกอบรายงานการสอบสวนที่ระบุสภาพที่ดินพิพาทว่ามีสภาพเป็นป่า ที่ลาดชัน มีที่ราบอยู่เพียงเล็กน้อย โดยพันตำรวจตรีทัศนัยได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่ามีที่ราบอยู่ประมาณ 10 ไร่ ปลูกต้นมะพร้าวและต้นมะม่วงหิมพานต์เช่นนี้แสดงว่า สภาพของที่ดินพิพาทโดยรวมเป็นป่าและเป็นที่ลาดชัน มีการทำประโยชน์เพียงประมาณ 10 ไร่ จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ทำตามระเบียบโดยนายหลงยะติดต่อขอคัดสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) โดยอ้างว่าแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) สูญหาย แต่จำเลขที่ได้ และนำสำเนาใบแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส. ค. 1) สูญหายมาประกอบตรวจสอบไม่พบต้นฉบับซึ่งเก็บไว้ที่สำนักงานที่ดิน จึงใช้วิธีจัดทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับอำเภอและฉบับผู้ถือโดยสอบปากคำเจ้าของที่ดิน ผู้ใหญ่บ้านและกำนันท้องที่ จำเลยที่ 1 สอบปากคำนางไหมส่าหรีแล้วได้ความว่าที่ดินมีอาณาเขตตรงตามที่นายหลงยะแจ้ง ในวันเดียวกันนายสมพิศได้นำหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิการครอบครองที่ดินมาแสดงและยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งไม่มีระเบียบห้าม จำเลยที่ 1 นัดหมายรังวัดที่ดินพิพาทโดยมีนายหลงยะ นายสมพิศ นายวิจิตร ปลัดอำเภอ นายประยูร ป่าไม้อำเภอ จำเลยที่ 2 ผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ 3 กำนัน ร่วมตรวจสอบรังวัด นายหลงยะเป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดิน พบว่ามีการปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์เต็มพื้นที่ ที่ดินไม่ได้อยู่บนภูเขา เป็นที่ลาดชันไม่ถึง 35 องศา ไม่เป็นป่าหรือที่สงวนหวงห้ามของทางราชการ หลังจากมีการประกาศแล้วไม่มีผู้ใดคัดค้านจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่นายสมพิศนั้น มีข้อพิรุธกล่าวคือ จำเลยที่ 1 เบิกความว่า มีการสอบปากคำนางไหมส่าหรีถึงอาณาเขตที่ดินของที่ดินพิพาทแล้ว แต่นางไหมส่าหรีกลับให้การต่อนายสนั่นว่านางไหมส่าหรีไม่เคยไปที่สำนักงานที่ดินและไม่เคยพิมพ์ลายนิ้วมือในบันทึกถ้อยคำ (ท.ด. 16) ลงวันที่ 3 เมษายน 2532 อีกทั้งการซื้อขายสิทธิครอบครองที่ดินของที่ดินพิพาทระหว่างนายหลงยะกับนายสมพิศก็มีพิรุธที่มีการตกลงซื้อขายกันและชำระราคาบางส่วนโดยง่าย ไม่มีการตรวจสอบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ก่อน แต่นัดหมายให้นายหลงยะนำไปให้ดูภายหลังที่อำเภอเมืองกระบี่ นายหลงยะยังทำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญสูญหายขณะนอนค้างคืนที่โรงแรมแล้วไปแจ้งความโดยจดจำรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินได้ครบถ้วนเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังให้คำรับรองว่ามีการทำประโยชน์เต็มพื้นที่ทั้ง ๆ ที่มีการทำประโยชน์เพียงประมาณ 10 ไร่ ซึ่งต่อมามีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เนื้อที่มากถึง 55 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา ซึ่งเกินกว่าทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ระบุเพียง 10 ไร่ 2 งาน และยังให้คำรับรองว่าที่ดินพิพาทลาดชันไม่เกิน 35 องศา โดยปราศจากการตรวจสอบที่แน่ชัดและไม่มีหลักฐานสนับสนุน พยานหลักฐานของ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้รับมอบหมายให้รังวัดชันสูตรตรวจสอบที่ดินในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทให้คำรับรองว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นที่สาธารณประโยชน์ และเป็นที่สงวนหวงห้ามของทางราชการเนื่องจากเป็นที่ลาดชันเกิน 35 องศา ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ ไม่ได้มีการครอบครองทำประโยชน์เต็มเนื้อที่จริง แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ที่นำมาอ้างว่าเป็นหลักฐานของที่ดินพิพาทก็เป็นของที่ดินแปลงอื่นซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบดี แต่จำเลยที่ 1 กลับดำเนินการรังวัดพร้อมจัดทำบันทึกถ้อยคำขึ้นโดยรวบรัดปราศจากการตรวจสอบให้ถูกต้องตามหน้าที่เพื่อให้นายสมพิศได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือเสนอต่อนายอำเภอเกาะลันตารับรองว่าออกทำการรังวัดตรวจสอบที่ดินตลอดจนตรวจสอบแล้วว่าสามารถออกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1 ) และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) ได้อันเป็นความเท็จ จึงเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในบันทึกสอบสวนสิทธิและใบรับรองเขตติดต่อที่ดินยืนยันว่ามีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องและที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ทั้งไม่ใช่ที่สาธารณะหรือที่หวงห้ามของทางราชการอันเป็นความเท็จเพื่อเป็นหลักฐานในการเสนอนายอำเภอเกาะลันตาเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งต่อมานายอำเภอเกาะลันตาได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่นายสมพิศ ทำให้รัฐเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ จำเลยที่ 2 เบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมรังวัดที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 ป่าไม้อำเภอ และกำนันตำบลเกาะลันตา ที่ดินพิพาทมีการทำประโยชน์เต็มพื้นที่และไม่ต้องห้ามในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) ซึ่งขัดแย้งกับที่ให้การไว้กับนายสนั่นโดยปราศจากเหตุผลที่น่าเชื่อ จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานได้รับมอบหมายจากนายอำเภอเกาะลันตาให้ปฏิบัติหน้าที่ระวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดินสาธารณะกรณีราษฎรขอคัดสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แต่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบและยังรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จมีจุดประสงค์อย่างเดียวเพื่อให้นายอำเภอเกาะลันตาออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งต่อมานายอำเภอเกาะลันตาได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่นายสมพิศ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (4) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมาย หลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 90 ม. 157 ม. 162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายปราโมทย์ ชมภูนุช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายนวพงษ์ บุญสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7955/2556
#554833
เปิดฉบับเต็ม

การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ต่างกระทำโดยประมาททั้งสองฝ่าย แต่โจทก์ที่ 2 มีสิทธิที่จะนำสืบและฎีกาได้ว่า เหตุนี้เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 มากกว่า ซึ่งตามพฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทมากกว่าโจทก์ที่ 2 และแม้คดีนี้ฎีกาของโจทก์ที่ 1 จะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อผลของคดีนี้ในชั้นฎีกาแตกต่างขัดกันกับในชั้นอุทธรณ์ จึงให้ถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่สูงกว่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 จึงให้มีผลถึงโจทก์ที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 80,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 1,119,229 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 119,229 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 279,252.66 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 79,252.66 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ว่า เหตุละเมิดเกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ต่างมีส่วนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันหรือไม่ เห็นว่า การพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ต่างกระทำโดยประมาททั้งสองฝ่าย โดยโจทก์ที่ 2 ซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ได้ขับรถยนต์ออกมาจากไหล่ถนนด้านซ้าย แล้วขับข้ามมาทางด้านขวาโดยเลี้ยวขวากะทันหันไม่ขับชิดเส้นกึ่งกลางถนนก่อนถึงทางแยกไม่น้อยกว่า 30 เมตร ส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารตามหลังมาด้วยความเร็วสูงแซงล้ำเข้าไปในทางเดินรถที่แล่นสวนทาง เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันชนกันอย่างไรก็ดี โจทก์ที่ 2 มีสิทธิที่จะนำสืบและฎีกาได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 มากกว่า ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ตามที่ได้เบิกความในคดีอาญาได้ความว่า ถนนสายเกิดเหตุไม่ใช่เส้นทางปกติที่ระเบียบของจำเลยที่ 2 กำหนดเส้นทางไว้ ขณะเกิดเหตุถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีสภาพเปียกเพราะมีการเล่นสาดน้ำสงกรานต์กัน และปรากฏว่ามีรอยยางที่เกิดจากการห้ามล้อของรถยนต์โดยสารก่อนถึงจุดชน 39 เมตร กับเลยจากจุดชนไปถึงท้ายรถยนต์โดยสารที่จอดอยู่ 21 เมตร จำเลยที่ 1 เห็นรถยนต์เก๋งที่โจทก์ที่ 2 ขับครั้งแรกห่าง 50 เมตร ดังนี้ ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงมากแซงรถคันอื่นล้ำเข้าไปในทางเดินรถที่แล่นสวนทางมา แม้จำเลยที่ 1 เห็นรถยนต์เก๋งที่โจทก์ที่ 2 ขับครั้งแรกในระยะห่างถึง 50 เมตร ทั้งสภาพถนนเปียกลื่นและจำเลยที่ 1 ไม่ชำนาญเส้นทาง จำเลยที่ 1 ก็ยังคงขับแซงรถคันอื่นด้วยความเร็วสูงมากล้ำเข้าไปในทางเดินรถที่แล่นสวนทางมาจนเป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์เก๋งที่โจทก์ที่ 2 ขับเลี้ยวขวาโดยกะทันหันดังกล่าว ประกอบกับจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขับรถยนต์โดยสารสาธารณะย่อมต้องมีความระมัดระวังในการขับขี่รถดังกล่าวยิ่งกว่าผู้ขับขี่รถโดยทั่วไป อีกทั้งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ในวันเกิดเหตุมีผู้โดยสารมากประมาณ 50 คน จำเลยที่ 1 จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยใช้ความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น แต่จำเลยที่ 1 กลับขับรถยนต์โดยสารโดยประมาทดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ต่างกระทำโดยประมาททั้งสองฝ่าย แต่ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทมากกว่าโจทก์ที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้น และแม้คดีนี้ฎีกาของโจทก์ที่ 1 จะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อผลของคดีนี้ในชั้นฎีกาแตกต่างขัดกันกับในชั้นอุทธรณ์ จึงให้ถือตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้ที่สูงกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 จึงให้มีผลถึงโจทก์ที่ 1 ด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายครรชิต สวัสดี กับพวก
จำเลย — นายใจ ชอบขยัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวุฒิพงษ์ เถาวัฒนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7942/2556
#559080
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานละเมิดที่เปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ หลังจากจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดที่อำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมาย จำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอำนาจดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย แต่กลับเปิดบัญชีกระแสรายวันและเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้โจทก์ชำระเงินที่จำเลยชำระหนี้โจทก์ คืนแก่กองทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลาย ถือว่า ณ วันที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีชำระหนี้แก่โจทก์ยังมิใช่เป็นวันละเมิด อายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 ยังไม่เริ่มนับ เพราะการกระทำของจำเลยกรณีนี้ จะถือเป็นการละเมิดโจทก์ต่อเมื่อโจทก์ต้องคืนเงินให้แก่กองทรัพย์สินของจำเลยแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว เมื่อโจทก์จำต้องคืนเงินให้แก่กองทรัพย์สินของจำเลยตามคำสั่งศาล ซึ่งศาลมีคำสั่งในวันที่ 14 ธันวาคม 2549 จึงถือว่า โจทก์ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว โจทก์ฟ้อง วันที่ 7 มิถุนายน 2550 ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,087,462.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2538 จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันกับธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนประจักษ์ - นครราชสีมา ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารวงเงิน 300,000 บาท โดยมีนางสาวรัตนา เป็นผู้ค้ำประกัน แต่วันที่ 19 สิงหาคม 2539 จำเลยถูกศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย หมายเลขแดงที่ ล.197/2539 และวันที่ 6 มิถุนายน 2540 ศาลแพ่งธนบุรีพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ระหว่างวันที่ 9 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จำเลยนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระหนี้รวม 36 ครั้งเป็นเงิน 2,023,432.73 บาท วันที่ 6 ธันวาคม 2543 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือแจ้งธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ให้นำเงินที่จำเลยชำระหนี้คืนแก่กองทรัพย์สินของจำเลย ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2547 โจทก์ได้รับโอนทรัพย์สิน หนี้สินและภาระผูกพันของจำเลยมาจากธนาคารดีบีเอสไทยทนุ จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เดิม วันที่ 4 สิงหาคม 2549 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งธนบุรีขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินที่จำเลยนำเข้าบัญชีชำระหนี้แก่ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) คืนแก่กองทรัพย์สินของจำเลย วันที่ 14 ธันวาคม 2549 ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้โดยให้โจทก์คืนเงินเข้ากองทรัพย์สินของจำเลย ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2550 โจทก์ได้ชำระเงินตามคำสั่งศาลดังกล่าวจำนวน 2,087,462.85 บาท คืนแก่กองทรัพย์สินของจำเลย โจทก์อ้างว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นละเมิด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยนำเงินเข้าบัญชีชำระหนี้แก่ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โดยปราศจากอำนาจเพราะจำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ก็ยังไม่ถือว่าจำเลยทำละเมิดต่อธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เพราะยังไม่เกิดความเสียหายแก่ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) การกระทำของจำเลยจะเป็นละเมิดต่อเมื่อธนาคารดังกล่าวจำต้องคืนเงินให้แก่กองทรัพย์สินของจำเลย ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าโจทก์จำต้องคืนเงินให้แก่กองทรัพย์สินของจำเลยตามคำสั่งศาลแพ่งธนบุรีซึ่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2549 จึงถือว่าโจทก์ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2550 ยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอภิวัฒน์ งามวิวัฒน์อนันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวศิริพร กาญจนสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7941/2556
#554920
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า ระหว่างจำเลยที่ 1 ขับรถตู้คันเกิดเหตุนำ จ. จากโรงพยาบาลตาลสุมไปส่งโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จำเลยที่ 1 เปิดสัญญาณไฟวับวาบ ไซเรน และไฟกะพริบตลอดทาง โจทก์ไม่นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ได้รับสัญญาณไฟจราจรสีเขียว จึงขับรถเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุ กรณีจึงเชื่อว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถตู้มาถึงสี่แยกที่เกิดเหตุได้ใช้สัญญาณไฟวับวาบ ไซเรน และเปิดไฟกะพริบ ซึ่งสัญญาณดังกล่าวอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะรับรู้และเข้าใจได้ว่าเป็นรถฉุกเฉิน และผู้ที่ขับรถฉุกเฉินจะต้องขับรถด้วยความเร่งรีบ ทั้งโจทก์เองก็อ้างว่าเพิ่งออกจากบ้านซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร กำลังจะไปสนามกีฬาซึ่งอยู่ห่างออกไป 1 กิโลเมตร ก็ควรที่จะชะลอความเร็วรถลงเพื่อเปิดโอกาสให้รถที่มีเหตุจำเป็นฉุกเฉินผ่านไปก่อน การที่โจทก์ไม่ชะลอความเร็วรถลงหรือหยุดรถจนเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุที่เป็นรถฉุกเฉิน ซึ่งลักษณะการชนตามภาพเป็นลักษณะที่รถยนต์ของโจทก์พุ่งเข้าชนรถตู้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีส่วนขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเช่นกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากโจทก์เป็นผู้ก่อด้วยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 336,925 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหาย 185,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทุกชั้นศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์เก๋งคันหมายเลขทะเบียน 1 ฬ - 1525 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลในรัฐบาล จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถยนต์ให้แก่โรงพยาบาลตาลสุมซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ 2 ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตู้คันหมายเลขทะเบียน ป - 2941 อุบลราชธานี พานางจงรักษ์ ซึ่งป่วยจากอาการคลอดผิดปกติไปส่งโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถมาถึงสี่แยกถนนบูรพาในตัดกับถนนสรรพสิทธิ์ เกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์ของโจทก์ เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องต่อศาลแขวงอุบลราชธานี ศาลมีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายด้วยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว โจทก์มิได้มีส่วนประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า ระหว่างจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุนำนางจงรักษ์จากโรงพยาบาลตาลสุมไปส่งที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จำเลยที่ 1 เปิดสัญญาณไฟวับวาบ ไซเรน และไฟกะพริบตลอดทาง ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบ เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ได้รับสัญญาณไฟจราจรสีเขียว จึงขับรถเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุ กรณีจึงเชื่อว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตู้มาถึงสี่แยกที่เกิดเหตุได้ใช้สัญญาณไฟวับวาบ ไซเรน และเปิดไฟกะพริบ ซึ่งสัญญาณอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะรับรู้และเข้าใจได้ว่าเป็นรถฉุกเฉิน และผู้ที่ขับรถฉุกเฉินจะต้องขับรถด้วยความเร่งรีบ ทั้งโจทก์เองก็อ้างว่าเพิ่งออกจากบ้านซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร และกำลังจะไปสนามกีฬาซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ก็ควรที่จะชะลอความเร็วรถลงเพื่อเปิดโอกาสให้รถที่มีเหตุจำเป็นฉุกเฉินผ่านไปก่อน การที่โจทก์ไม่ชะลอความเร็วรถลงหรือหยุดรถจนเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุที่เป็นรถฉุกเฉิน ซึ่งลักษณะการชนตามที่ปรากฏในภาพถ่าย เป็นลักษณะที่รถยนต์ของโจทก์เป็นฝ่ายพุ่งเข้าชนรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุ แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีส่วนขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเช่นกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากโจทก์เป็นผู้ก่อด้วย และไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกฟ้องมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิพนธ์ จันทเวทย์ศิริ
จำเลย — นายอำนาจ เติมกายา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายนคร ธีรฉัตรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
นิพนธ์ ใจสำราญ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7836/2556
#554982
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับเครื่องประดับจากโจทก์ไปจำหน่าย โดยจำเลยสั่งจ่ายเช็คระบุจำนวนเงินตามมูลค่าเครื่องประดับนั้น ๆ ให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อจำเลยนำเงินค่าเครื่องประดับมาชำระ โจทก์จะคืนเช็คให้จำเลย พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ราคาที่โจทก์กำหนดตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องนั้น แท้จริงแล้วคือราคาที่จำเลยจะต้องออกเช็คให้โจทก์ยึดถือไว้ ดังนั้น ผลประโยชน์ตอบแทนที่จำเลยจะได้รับจากการทำธุรกิจเช่นนี้กับโจทก์ก็คือ ส่วนต่างของราคาเครื่องประดับที่จำเลยขายให้แก่ลูกค้ากับราคาที่โจทก์กำหนดโดยจำเลยต้องออกเช็คให้โจทก์ยึดถือไว้นั่นเอง กรณีจึงมิใช่จำเลยได้รับมอบหมายให้รับเครื่องประดับไว้ในฐานะตัวแทนโจทก์ หากแต่จำเลยครอบครองโดยอาศัยอำนาจแห่งสัญญาที่โจทก์กับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน เมื่อจำเลยไม่ส่งเงินที่ขายได้หรือไม่ส่งคืนเครื่องประดับที่ยังขายไม่ได้ให้โจทก์ ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอก แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษไม่ได้

ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยรับเอาทรัพย์สินเครื่องประดับประเภทเพชร พลอย ทอง และนาฬิกาของโจทก์ไป 108 รายการ รวม 28 ชุด เป็นเงิน 18,734,250 บาท เพื่อนำไปจำหน่ายตามราคาที่โจทก์กำหนดไว้ เมื่อจำเลยจำหน่ายเครื่องประดับดังกล่าวได้เงินแล้ว ก็จะส่งเงินค่าเครื่องประดับที่จำเลยจำหน่ายไปให้โจทก์ แต่หากจำเลยไม่สามารถจำหน่ายเครื่องประดับได้ จำเลยต้องคืนเครื่องประดับที่รับไปนั้นให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้รับประโยชน์อะไรเป็นการตอบแทน แต่ได้ความจากโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยรับเครื่องประดับจากโจทก์ไปจำหน่ายให้แก่ชาวต่างประเทศเนื่องจากจำเลยทำธุรกิจค้าขายเครื่องประดับและธุรกิจท่องเที่ยว ทุกครั้งที่จำเลยรับเครื่องประดับดังกล่าวไป จำเลยสั่งจ่ายเช็คระบุจำนวนเงินตามมูลค่าเครื่องประดับนั้นๆ ให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อจำเลยนำเงินค่าเครื่องประดับมาชำระให้โจทก์ โจทก์จะคืนเช็คให้จำเลย พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ราคาที่โจทก์กำหนดตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องนั้น แท้จริงแล้วก็คือราคาที่จำเลยจะต้องออกเช็คให้โจทก์ยึดถือไว้ ดังนั้น ผลประโยชน์ตอบแทนที่จำเลยจะได้รับจากการทำธุรกิจเช่นนี้กับโจทก์ก็คือส่วนต่างของราคาเครื่องประดับที่จำเลยขายให้แก่ลูกค้ากับราคาที่โจทก์กำหนดโดยจำเลยต้องออกเช็คให้โจทก์ยึดถือไว้นั่นเอง กรณีจึงมิใช่จำเลยได้รับมอบหมายให้รับเครื่องประดับประเภทเพชร พลอย ทอง และนาฬิกาไว้ในฐานะตัวแทนโจทก์ หากแต่จำเลยครอบครองโดยอาศัยอำนาจแห่งสัญญาที่โจทก์กับจำเลยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน เมื่อจำเลยไม่ส่งเงินที่ขายได้หรือไม่ส่งคืนเครื่องประดับที่ยังขายไม่ได้ให้โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเครื่องประดับที่จำเลยรับไปจากโจทก์แล้ว แต่จำเลยไม่ส่งมอบคืนเครื่องประดับดังกล่าวให้โจทก์ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอกตามฟ้อง แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุทธนีย์ ทองไทย
จำเลย — นางวิภาวดี สฤษดิพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายยุทธนา ไสวสุวรรณวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7832/2556
#544488
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันยักยอกรถยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อ ขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อ เมื่อในขณะกระทำความผิดผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อดังกล่าว การกระทำของจำเลยกับพวกย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะไปแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่ 1 แต่ก็ถือว่าได้ร้องทุกข์ในฐานะที่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ และย่อมมีอำนาจในการถอนคำร้องทุกข์ เมื่อความผิดฐานยักยอกทรัพย์เป็นความผิดต่อส่วนตัวและคดียังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อปรากฏว่าก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา ผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 486,300 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 83 จำคุก 4 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยกับพวกร่วมกันยักยอกรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บน 7972 พิษณุโลก ของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อ ขณะอยู่ในความครอบครองของนางสำเนียง ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อ เมื่อในขณะเกิดเหตุกระทำความผิดผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถที่เช่าซื้อดังกล่าว การกระทำของจำเลยกับพวกย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะไปแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่ 1 แต่ก็ถือว่าได้ร้องทุกข์ในฐานะที่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้และย่อมมีอำนาจในการถอนคำร้องทุกข์ เมื่อความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามฟ้องเป็นความผิดต่อส่วนตัวและคดียังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อปรากฏว่าก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายธนนสิทธิ์ กองกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายชัยเทพ จันทนจุลกะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสายันต์ สุรสมภพ
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7791/2556
#554944
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง ผู้ร้องประกอบกิจการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จำหน่ายภายในประเทศและต่างประเทศ รถยนต์ที่จำหน่ายใช้ชื่อทางการค้าว่า "เชฟโรเลต" ผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้างและเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน วันที่ 13 มีนาคม 2552 คณะกรรมการสหภาพแรงงานมีมติให้นัดหยุดงาน เวลา 22 นาฬิกา ของวันนั้นผู้คัดค้านเปลือยกายถ่ายรูปทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่หน้าป้ายชื่อบริษัทผู้ร้องและป้ายชื่อ "เชฟโรเลต" เป็นการกระทำไม่ให้เกียรติแก่สถานที่ทำงานของผู้คัดค้าน ลบหลู่ไม่ให้เกียรติแก่ผู้ร้อง ต่อมามีการนำภาพถ่ายดังกล่าวไปเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ทั่วประเทศ ย่อมมีผลทำให้ผู้ร้องเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณในทางการค้าของผู้ร้องอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จึงมีเหตุสมควรและเพียงพอให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่าการกระทำของผู้คัดค้านมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้หรือไม่ พฤติกรรมที่ผู้คัดค้านเปลือยกายยืนอยู่ที่หน้าป้ายชื่อบริษัทและป้ายชื่อสินค้าของผู้ร้อง นอกจากเป็นการกระทำที่ดูหมิ่นไม่ให้เกียรติแก่สถานที่ทำงานของตนเองแล้ว ยังเป็นการลบหลู่ไม่ให้เกียรตินายจ้างของตนอีกด้วย นอกจากนี้ต่อมามีการนำภาพถ่ายดังกล่าวซึ่งมีชื่อบริษัทผู้ร้องและชื่อสินค้าของผู้ร้องปรากฏอยู่ด้วยไปเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ซึ่งมีการเผยแพร่ไปทั่วประเทศนั้น ย่อมมีผลทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณในทางการค้าของผู้ร้อง อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องในเรื่องวินัยและโทษทางวินัย จึงถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ ที่ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่าขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านอยู่ระหว่างที่สหภาพแรงงานบริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์สประเทศไทย ยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้ร้อง ที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นข้อที่ผู้คัดค้านไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบในศาลแรงงานภาค 2 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายไพโรจน์ โคตรสังข์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางสาวอรกมล เจนนิรมาณ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7787/2556
#544478
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลแรงงานภาค 7 จะวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.12 ให้จำเลยที่ 2 ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 90 แต่เอกสารนั้นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดีที่ทำให้แพ้ชนะคดีระหว่างคู่ความ และข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาคดีทนายความจำเลยที่ 1 แถลงขอเลื่อนคดีเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว ศาลแรงงานภาค 7 อนุญาตให้เลื่อนคดีไป ถึงวันนัดทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 2 แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลแรงงานภาค 7 จึงมีอำนาจรับฟังเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.12 ได้ หากเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 247,807 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 236,007 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 247,807 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน236,007 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานเก็บเงิน มีหน้าที่ออกใบเสร็จรับเงินและเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วนำเงินค่าสินค้าส่งโจทก์ สัญญาจ้างมีข้อตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหาย ยินยอมรับผิดชำระค่าเสียหายต่อโจทก์ คือ รายการเก็บเงินออกใบเสร็จไม่นำส่งแก่โจทก์ มีใบเสร็จรับเงินซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน บันทึกการตรวจสอบและคำยืนยันการชำระเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์เพื่อยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ใช้ใบเสร็จรับเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์แล้วไม่นำเงินส่งโจทก์ สำหรับรายการเก็บเงินไม่ออกใบเสร็จรับเงิน มีบันทึกการตรวจสอบบางรายการ แม้ลูกค้าของโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำยืนยัน แต่ก็มีผู้ตรวจสอบของโจทก์ลงลายมือชื่อในคำยืนยันว่าจำเลยที่ 1 รับเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์โดยไม่ออกใบเสร็จรับเงิน และไม่นำเงินส่งโจทก์ สำหรับรายการเก็บเงินปิดบัญชีไม่นำส่งมีบันทึกการตรวจสอบและคำยืนยันการชำระเงินค่าเช่าซื้อในคราวเดียวจากลูกค้าของโจทก์ แม้บันทึกการตรวจสอบบางรายการลูกค้าของโจทก์จะไม่ลงลายมือชื่อในคำยืนยัน แต่ก็มีผู้ตรวจสอบของโจทก์ลงลายมือชื่อในคำยืนยันว่าจำเลยที่ 1 รับเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์ที่ชำระค่าเช่าซื้อในคราวเดียวและปิดบัญชีแล้วไม่นำเงินส่งโจทก์ ส่วนรายการแก้ไขใบเสร็จรับเงิน มีใบเสร็จรับเงินซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน บันทึกการตรวจสอบและบันทึกรายการชำระเงินค่าเช่าซื้อเพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 รับเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์จำนวน 800 บาท แล้วนำส่งต่อโจทก์เพียง 400 บาท สำหรับรายการยึดสินค้าคืนไม่นำส่งมีบันทึกการตรวจสอบและคำยืนยันคืนสินค้าที่เช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์หลายรายการ แม้บันทึกการตรวจสอบบางรายการลูกค้าของโจทก์จะไม่ลงลายมือชื่อในคำยืนยันแต่ก็มีผู้ตรวจสอบของโจทก์ลงลายมือชื่อในคำยืนยันว่าจำเลยที่ 1 รับสินค้าที่เช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์แล้วไม่นำส่งคืนโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างว่าพยานเอกสารที่โจทก์อ้างมานั้นไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้องอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของโจทก์จำนวน 236,007 บาท โดยจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหายตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ขณะทำงานตามสัญญาจ้างให้โจทก์ อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่าคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ หน้าที่นำสืบตกแก่โจทก์ เมื่อเอกสาร ที่โจทก์นำสืบไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างว่าพยานเอกสารที่โจทก์อ้างไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้องอย่างไร เป็นการวินิจฉัยขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการยกเหตุผลขึ้นอ้างเพื่อไม่ให้ศาลแรงงานภาค 7 รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ อันเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 7 ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่าเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.12 รับฟังไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ส่งสำเนาเอกสารต่อจำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 เห็นว่า เมื่อเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.12 ประกอบด้วยบันทึกรายการเก็บเงินออกใบเสร็จไม่นำส่ง รายการเก็บเงินไม่ออกใบเสร็จรับเงิน รายการเก็บเงินปิดบัญชีไม่นำส่ง รายการแก้ไขใบเสร็จรับเงิน รายการยึดสินค้าไม่นำส่ง ล้วนเป็นเอกสารที่ใช้นำสืบพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด อันเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดีที่ทำให้แพ้ชนะคดีระหว่างคู่ความ แม้ศาลแรงงานภาค 7 จะวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ส่งสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงว่าในวันนัดพิจารณาวันที่ 30 มกราคม 2550 ทนายความจำเลยที่ 1 แถลงขอเลื่อนคดีเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.12 และศาลแรงงานภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต โดยให้เลื่อนไปนัดพิจารณาในวันที่ 23 มีนาคม 2550 ต่อมาเมื่อถึงวันดังกล่าวทนายความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ดังนี้ศาลแรงงานภาค 7 ย่อมมีอำนาจที่จะรับฟังเอกสารนั้นได้ หากเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดี อี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวินิจ อุ่นตาดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 7 — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7786/2556
#554767
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้าง บ. จำเลยเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของ บ. ตามคำสั่งศาลแรงงานกลาง จำเลยเป็นผู้มีอำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของ บ. ลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/59 ประกอบมาตรา 90/25 เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำงานแทน บ. นายจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ในความหมายของคำว่า "นายจ้าง" ตาม (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินค่าชดเชยและค่าเสียหายและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าจ้าง นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้บริหารบริษัทบลูแคนยอนพรอพเพอร์ที่ จำกัด จ่ายค่าชดเชย 129,999 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 3,466 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 25,566 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 กันยายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ 130,000 บาท แต่ทั้งนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทบลูแคนยอนพรอพเพอร์ที่ จำกัด ส่วนจำเลยเป็นเพียงผู้บริหารแผนของบริษัทดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงมิใช่นายจ้างของโจทก์นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทบริษัทบลูแคนยอนพรอพเพอร์ที่ จำกัด ตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง จำเลยจึงมีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/59 ประกอบมาตรา 90/25 และเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนบริษัทบลูแคนยอนพรอพเพอร์ที่ จำกัด นางจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ด้วยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ในความหมายของคำว่านายจ้างตาม (1) อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/25 ม. 90/59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลอย วิงวอน
จำเลย — บริษัทบีซีกอล์ฟรีสอร์ทเมเนจเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7783/2556
#554946
เปิดฉบับเต็ม

การสืบพยานในคดีแรงงาน ศาลแรงงานเป็นผู้มีอำนาจซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเท่านั้น ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจในการซักถามพยานไม่ว่าเป็นการซักถามก่อนอนุญาตให้ตัวความหรือทนายความซักถาม หรือซักถามหลังจากที่พยานเบิกความตอบตัวความหรือทนายความซักถามแล้ว หรือจะซักถามทั้งก่อนและหลังการอนุญาตให้ทนายความหรือตัวความซักถามพยานก็เป็นอำนาจของศาลแรงงานกลางที่กระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 23,193 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ค่าจ้างจำนวน 5,750 บาท และค่าชดเชยจำนวน 85,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างและค่าชดเชย นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายรางวัลกระเป๋าพร้อมเครื่องสำอางจำนวน 60 ใบ ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 14,083.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 พฤศจิกายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ชำระค่าชดเชยจำนวน 25,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ส่งมอบรางวัลกระเป๋าพร้อมเครื่องสำอางจำนวน 20 ใบ ให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบกระเป๋าพร้อมเครื่องสำอาง ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 5 กันยายน 2548 อัตราค่าจ้างเดือนสุดท้าย 8,450 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน โจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการประจำเขต มีหน้าที่ติดต่อแต่งตั้งสาวจำหน่ายสินค้ามิสทีนเพื่อให้ไปจำหน่ายสินค้าของจำเลย โจทก์เขียนข้อความและลงลายมือชื่อลงในหนังสือขอลาออก และเขียนข้อความคำมั่นในการทำงานไว้ในหนังสือขอลาออกแผ่นแรกหน้าหลังของเอกสาร รวมทั้งลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มหนังสือขอลาออกซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความในแผ่นแรกหน้าแรกของเอกสาร โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มอบอำนาจให้บุคคลอื่นใดกรอกข้อความลงในแบบฟอร์มดังกล่าวแทน จำเลยจ่ายเงินเดือนให้แก่โจทก์ถึงวันที่ 5 กันยายน 2548 หลังจากนั้นจำเลยไม่ต้องการให้โจทก์มาทำงานอีกต่อไป แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2548 โดยมีผลให้โจทก์ไม่ต้องมาทำงานตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2548 เป็นต้นไป ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย ข้อ 3 ที่ว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงยุติว่า โจทก์เขียนข้อความคำมั่นในการทำงานไว้ในแบบฟอร์มหนังสือขอลาออกเอกสารแผ่นแรกหน้าหลัง และลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มหนังสือขอลาออกซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความในแผ่นแรกหน้าแรก โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มอบอำนาจให้บุคคลอื่นใดกรอกข้อความลงในแบบฟอร์มดังกล่าวแทน ข้อวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพราะเป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ผิดแผกแตกต่างไปจากที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ อันเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน กล่าวคือปรากฏข้อเท็จจริงจากรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่ 20 มิถุนายน 2549 ที่โจทก์แถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่า "ข้าพเจ้าเขียนข้อความทั้งหมดและลงลายมือชื่อลงในหนังสือขอลาออก และข้าพเจ้าลงลายมือชื่อในหนังสือขอลาออกแผ่นแรกหน้าแรก และในแผ่นแรกหน้าหลังข้าพเจ้าเขียนข้อความทั้งหมดด้วยตนเอง โดยคิดข้อความด้วยตนเอง" จากการที่โจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือขอลาออกเอกสารแผ่นแรกหน้าแรกนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้อย่างชัดแจ้งว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือขอลาออกเอกสารแผ่นแรกหน้าแรก ไม่มีข้อความหรือข้อเท็จจริงใดๆ ที่จะทำให้แปลหรือฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารอื่น ๆ หรือโจทก์ลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่า หรือโจทก์ลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยตามหนังสือขอลาออกเอกสารแผ่นแรกจริง อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มหนังสือขอลาออกซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความในแผ่นแรกหน้าแรกในเอกสาร โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มอบอำนาจให้บุคคลอื่นใดกรอกข้อความลงในแบบฟอร์มดังกล่าวแทน เท่ากับศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้ลาออกตามหนังสือขอลาออก อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า สามารถรับฟังพยานเอกสารของโจทก์ได้หรือไม่ และการที่โจทก์เบิกความตอบคำถามศาลภายหลังจากที่โจทก์เบิกความไปแล้วชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ข้อ 4 ว่า บัญชีระบุพยานของโจทก์ไม่ได้อ้างอิงเอกสารที่อ้างเป็นพยานแม้แต่เพียงฉบับเดียว และตามอุทธรณ์ข้อ 6 ว่า ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กล่าวคือการที่ศาลแรงงานกลางให้โจทก์เบิกความตอบคำถามศาลซ้ำหลังจากที่โจทก์เบิกความไปแล้วและอยู่ในชั้นที่ทนายจำเลยขออนุญาตถาม จึงไม่ชอบ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะได้ให้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร วรรคสอง บัญญัติว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเองให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน ดังนั้นเมื่อโจทก์นำพยานเอกสารเข้าสืบโดยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน และศาลแรงงานกลางยอมให้โจทก์นำสืบพยานเอกสารนั้นและรับไว้เป็นพยาน ถือเป็นพยานเอกสารที่ศาลแรงงานกลางเรียกมาสืบเพื่อความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดี อีกทั้งการสืบพยานในคดีแรงงาน ศาลแรงงานเป็นผู้มีอำนาจซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเท่านั้น ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจในการซักถามพยานไม่ว่าเป็นการซักถามก่อนอนุญาตให้ตัวความหรือทนายความซักถาม หรือซักถามหลังจากที่พยานเบิกความตอบตัวความหรือทนายความซักถามแล้ว หรือจะซักถามทั้งก่อนและหลังการอนุญาตให้ทนายความหรือตัวความซักถามพยาน ก็เป็นอำนาจของศาลแรงงานกลางที่กระทำได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางตามที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 4 และข้อ 6 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเพชรลดา เจริญยิ่ง
จำเลย — บริษัทเบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวทิวานันท์ วังศพ่าห์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7766/2556
#554735
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย วันที่ 19 มกราคม 2553 ก่อนสืบพยานศาลสอบถามทนายจำเลยเกี่ยวกับปัญหาอำนาจศาลตามคำให้การจำเลย ทนายจำเลยแถลงยังติดใจในประเด็นดังกล่าว และศาลวินิจฉัยว่ากรณีไม่มีปัญหาว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย โดยไม่ได้เสนอปัญหาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย อันเป็นคำสั่งในระหว่างการพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง และศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2553 ทั้งนี้โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาไว้ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 226 จึงไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินรวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 2,020,502.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,923,660.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,923,660.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ธันวาคม 2551) ต้องไม่เกิน 96,841.83 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์เพียงประการเดียวว่า โจทก์ต้องฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชันอันเป็นศาลที่มีเขตอำนาจสำหรับท้องที่ที่เกิดเหตุละเมิด หรือศาลจังหวัดพระโขนงอันเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบ ปรากฏตามสำนวนว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ก่อนสืบพยานศาลสอบถามทนายจำเลยเกี่ยวกับปัญหาอำนาจศาลตามคำให้การจำเลย ทนายจำเลยแถลงยังติดใจในประเด็นดังกล่าว และศาลวินิจฉัยว่า กรณีไม่มีปัญหาว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย โดยไม่ได้เสนอปัญหาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย อันเป็นคำสั่งในระหว่างการพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง และศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2553 ทั้งนี้โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาไว้ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 จึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายโกเมน อินทรกำแหง
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7760/2556
#559107
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายองค์ประกอบความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 ไว้ชัดเจนว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ทั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมากิ่งอำเภอเกาะจันทร์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าวภายใน 30 วัน แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมากิ่งอำเภอเกาะจันทร์ได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักอาศัยภายใน 7 วัน จำเลยได้รับคำสั่งแล้วไม่ดำเนินการรื้อถอน ถือได้ว่าโจทก์บรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยครบถ้วนแล้วตามมาตรา 9 และมาตรา 108 แล้ว แม้คำฟ้องโจทก์ระบุวันกระทำผิดของจำเลยคือ ต้นปี 2514 อันเป็นวันก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 มีผลบังคับ ซึ่งต้องปรับบทตามมาตรา 108 ก็ตามและคำฟ้องของโจทก์ได้อ้างมาตรา 108 ทวิ มิได้อ้างมาตรา 108 มาก็ตาม กรณีถือได้ว่าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

ธ. ช่างรังวัดที่ดินก่อนทำการรังวัดไปตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องและคำนวณตามหลักวิชาช่างแล้วก็ยืนยันว่าที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ และได้ความจาก ด. ปลัดกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ว่า ในปี 2540 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ต้องการสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ตรงบริเวณที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองได้ให้เงินจำนวน 20,000 บาท แก่จำเลยเป็นค่าวัชพืชที่จำเลยทำการเกษตรไว้และให้จำเลยออกจากที่ดิน ซึ่งจำเลยเบิกความรับว่าทางราชการได้ให้เงินไว้ตามจำนวนดังกล่าวจริง ได้มีการทำบันทึกในการรับเงินไว้ ข้อความในเอกสารดังกล่าวระบุว่า ที่ดินที่ทางราชการจะทำการก่อสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ซึ่งจำเลยครอบครองอยู่เป็นที่สาธารณประโยชน์ การที่จำเลยนำสืบบ่ายเบี่ยงว่าที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่นอกเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้างเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่ผิดตาม ป.อ. มาตรา 368 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปอีก และเมื่อการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 108 ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทเพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368, 91 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ และสั่งให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครอง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคแรก ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำคุก 3 เดือน ฐานทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่สั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 3 เดือน ปรับ 500 บาท ให้จำเลยและบริวารออกจากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ยึดถือครอบครอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ข้อหาเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ประกอบมาตรา 108 ทวิ และยกคำขอที่ให้สั่งจำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่ยึดถือครอบครอง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินบ้านหนองหูช้างเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยกระทำผิด เมื่อระหว่างต้นปี 2514 จนถึงวันฟ้องต่อเนื่องกันมา โดยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันและขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามมาตรา 108 ทวิ ต้องเป็นกรณีที่กระทำฝ่าฝืน มาตรา 9 นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 มีผลใช้บังคับคือวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 แต่ในคดีนี้จำเลยกระทำฝ่าฝืนมาตรา 9 ตั้งแต่ต้นปี 2514 กรณีจึงต้องปรับตามมาตรา 108 แต่ในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดของมาตรา 108 มาในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องมิได้ระบุมาตรา 108 จึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 108 ไม่ได้เช่นกัน จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายองค์ประกอบความผิดแห่งมาตรา 9 ไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ทั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมากิ่งอำเภอเกาะจันทร์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าวภายใน 30 วัน แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมากิ่งอำเภอเกาะจันทร์ได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักอาศัยภายใน 7 วัน จำเลยได้รับทราบคำสั่งแล้วไม่ดำเนินการรื้อถอน ถือได้ว่าโจทก์บรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยครบถ้วนตามมาตรา 9 และมาตรา 108 แล้ว ดังนี้ แม้ตามคำฟ้องโจทก์ระบุวันกระทำผิดของจำเลยคือต้นปี 2514 อันเป็นวันก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 จะมีผลบังคับ ซึ่งต้องปรับบทตามมาตรา 108 ก็ตาม และตามคำฟ้องของโจทก์ได้อ้างมาตรา 108 ทวิ มิได้อ้าง 108 มาก็ตาม กรณีถือได้ว่าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองอยู่ในเขตที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ ปัญหาในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณา โจทก์มีนายดลตรี ปลัดอำเภอกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ เบิกความประกอบหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง สำเนาประกาศกระทรวงมหาดไทย แผนที่แสดงการบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ทะเบียนที่สาธารณะ สรุปได้ว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง เป็นที่ดินของรัฐที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง นอกจากนี้โจทก์มีนายธานี ตำแหน่งช่างรังวัด 5 สำนักงานที่ดิน จังหวัดชลบุรี สาขาพนัสนิคม เบิกความประกอบว่า พยานได้ไปทำแผนที่ตรวจสอบที่ดินหนองหูช้างร่วมกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอเกาะจันทร์โดยมีจำเลยนำชี้ด้วย ผลการรังวัดปรากฏว่าที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองทำประโยชน์ทั้งสามแปลงอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง เห็นว่า นายธานีช่างรังวัดที่ดินมีความเชี่ยวชาญในการรังวัดที่ดิน ก่อนไปทำการรังวัดได้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องและคำนวณตามหลักวิชาช่างแล้วก็ยืนยันว่าที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครอง อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้างจริง นอกจากนี้ได้ความจากนายดลตรีว่า ในปี 2540 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ต้องการสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ตรงบริเวณที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครอง ได้ให้เงิน จำนวน 20,000 บาท แก่จำเลยเป็นค่าวัชพืชที่จำเลยทำการเกษตรไว้ และให้จำเลยออกจากที่ดิน ซึ่งจำเลยได้นำสืบว่า ทางราชการได้ให้เงิน 20,000 บาท แก่จำเลยจริง และได้มีการทำบันทึกในการรับเงินไว้ ซึ่งข้อความในเอกสารดังกล่าวระบุว่า ที่ดินที่ทางราชการจะทำการก่อสร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ซึ่งจำเลยครอบครองอยู่เป็นที่สาธารณประโยชน์ การที่จำเลยนำสืบบ่ายเบี่ยงว่า ที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่นอกเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองหูช้าง เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปอีก และเมื่อการกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 108 ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทเพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ประกอบมาตรา 108 จำคุก 3 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ม. 108 ทวิ
ป.อ. ม. 368 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายมุ่นหรือวิภพ ขำดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายธนิต สุธีรพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายโสภณ บางยี่ขัน
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7746/2556
#544528
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบให้เห็นว่าตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 ซึ่งมิใช่กฎหมาย ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปิดประกาศขายทอดตลาดไว้อย่างไร ทั้ง ป.วิ.พ. มาตรา 306 กำหนดเพียงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ทราบซึ่งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศขายทอดตลาด ณ ที่ตั้งทรัพย์แล้ว ทั้งยังปิดประกาศขายทอดตลาดไว้ที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 ตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองแล้ว ดังนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงดำเนินการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,096,057.42 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17001, 35191, 35192 ตำบลวังน้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 6,980,000 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด เพิกถอนหนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับบริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีระงับการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ซื้อทรัพย์

ผู้ซื้อทรัพย์คัดค้านว่า ราคาที่ผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อที่ดินไปนั้นเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งหมายและประกาศการขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีละเลยไม่ปิดประกาศขายทอดตลาด ณ ที่ตั้งทรัพย์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ครั้งแรกในวันที่ 10 มกราคม 2550 ตามสำเนาประกาศขายทอดตลาด และตามสำเนารายงานการเดินหมาย ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ปิดประกาศขายทอดตลาด ณ ที่ดินทั้งสามแปลง นั้น ปรากฏว่ามีรายงานการนำประกาศขายทอดตลาดไปปิดไว้ ณ ที่ดินของจำเลยที่ 1 ทั้งสามแปลงในวันที่ 9 มกราคม2550 แผ่นที่ 2 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนการขายทอดตลาดครั้งแรกและรายงานดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานข้อเท็จจริง ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสุพรรณบุรียืนยันว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศขายทอดตลาด ณ ที่ตั้งทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แล้วประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่นำสืบให้เห็นว่าตามระเบียบของกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 ซึ่งมิใช่กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปิดประกาศขายทอดตลาดไว้อย่างไร ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 306 กำหนดเพียงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ทราบซึ่งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศขายทอดตลาด ณ ที่ตั้งทรัพย์แล้ว ทั้งยังปิดประกาศขายทอดตลาดไว้ที่บ้านเลขที่ 62/127 หมู่ที่ 11 แฟลตทหารช่างถนนพหลโยธิน แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ตั้งสำนักงานของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรอง ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 506/2547 แล้ว ดังนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงดำเนินการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ข้อโต้แย้งของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการต่อมาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปในราคาที่ต่ำเกินควรนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 โดยวินิจฉัยประเด็นตามคำร้องที่กล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไปในราคาที่ต่ำเกินควรไว้ว่า ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าราคาขายควรจะเป็นราคา 12,000,000 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ รับฟังไม่ได้ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จำเลยที่ 1 จะฎีกาต่อมา ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ฎีกาจำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สัญญากาญจนเกษตร
ผู้ซื้อทรัพย์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทศิริจันทร์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุภกา ทั่งสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7635/2556
#544542
เปิดฉบับเต็ม

คดีเกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 มิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ดังนี้ เมื่อผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกันที่ขอให้งดหรือลดค่าปรับ จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งของผู้ประกันจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง (2) ระหว่างอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยให้ผู้ประกันทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลในวงเงิน 500,000 บาท ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญา วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้งดหรือลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 มิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ดังนี้ เมื่อผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกันที่ขอให้งดหรือลดค่าปรับ จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งของผู้ประกันจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ประกัน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของผู้ประกันฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ประกัน — นายตะวัน จักรพุดซา
จำเลย — นายปรีชา มโนรถวิทยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายกิติภูมิ บุญมี
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7634/2556
#554956
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาและศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ฟังแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ฟัง จึงต้องถือว่าคดีของจำเลยที่ 2 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยกคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 26, 66, 67, 76, 102 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 26, 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 76 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ฟัง ระหว่างอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ฟัง จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษา และศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ฟังแล้ว จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง หลังจากนั้นศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปให้ศาลอาญาอ่านให้จำเลยที่ 2 ฟัง แต่จำเลยที่ 2 แถลงว่าจำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ และขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อรอฟังคำสั่งของศาลฎีกา ศาลอาญาอนุญาตและให้ส่งถ้อยคำสำนวนคืนศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาและศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ฟังแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ฟัง จึงต้องถือว่าคดีของจำเลยที่ 2 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยกคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นางสาวมาลัย พันธุ์วา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7607/2556
#559181
เปิดฉบับเต็ม

ตามหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มีหลักการว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ กฎหมายฉบับนี้จึงกำหนดให้มีกระบวนการคัดแยกผู้เสพยาเสพติดไปดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนสรุปสำนวนเสนอพนักงานอัยการฟ้องศาลเพื่อลงโทษผู้นั้นเหมือนอย่างผู้กระทำความผิดอื่น ๆ และเมื่อผู้เสพยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนฟื้นฟูสมรรถภาพ และผลการฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นที่พอใจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพแล้ว มาตรา 33 บัญญัติว่า "...ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 และให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพมีคำสั่งปล่อยตัวผู้นั้นไป..." แต่ถ้าผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพ ยังไม่เป็นที่พอใจ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณีเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป โดยมีมาตรา 19 วางหลักเกณฑ์การคัดแยกผู้ต้องหาที่จะมีสิทธิเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการถูกฟ้องดำเนินคดีว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์ การเสพหรือการติดยาเสพติด..." ซึ่งจะเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ว่า หากผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ครบถ้วน พนักงานสอบสวนย่อมอยู่ในบังคับที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 22 โดยให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพได้ตรวจวินิจฉัย ขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ครบถ้วน แต่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 แล้วส่งสำนวนให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 โดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเท่ากับไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อนย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มีหลักการว่าผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ กฎหมายฉบับนี้จึงกำหนดให้มีกระบวนการคัดแยกผู้เสพยาเสพติดไปดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนสรุปสำนวนเสนอพนักงานอัยการฟ้องศาลเพื่อลงโทษผู้นั้นเหมือนอย่างผู้กระทำความผิดอื่น ๆ และเมื่อผู้เสพยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนฟื้นฟูสมรรถภาพ และผลการฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นที่พอใจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพแล้ว มาตรา 33 บัญญัติว่า "...ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 และให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพมีคำสั่งปล่อยตัวผู้นั้นไป..." แต่ถ้าผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพยังไม่เป็นที่พอใจ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณีเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป โดยมีมาตรา 19 วางหลักเกณฑ์การคัดแยกผู้ต้องหาที่จะมีสิทธิเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการถูกฟ้องดำเนินคดีว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์ การเสพหรือการติดยาเสพติด..." ซึ่งจะเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ว่า หากผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ครบถ้วน พนักงานสอบสวนย่อมอยู่ในบังคับที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 22 โดยให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพได้ตรวจวินิจฉัยว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดหรือไม่ เพื่อจะได้คัดแยกว่า ผู้ต้องหานั้นเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือต้องถูกดำเนินคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เหมือนผู้กระทำความผิดอื่น ๆ ดังนั้น ขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติให้พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 19 ด้วยการนำตัวผู้ต้องหาไปศาลเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่พนักงานสอบสวนจักต้องปฏิบัติให้ถูกต้องสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย คดีนี้ตามฟ้องโจทก์ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องว่าเป็นผู้เสพเมทแอมเฟตามีน และร่วมกับจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 1 เม็ด และ 1 ชิ้น หรือ 2 หน่วยการใช้ น้ำหนัก 0.126 กรัม อันเป็นยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงให้แก่สายลับ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ครบถ้วน แต่พนักงานสอบสวนหาได้นำตัวจำเลยที่ 1 ไปศาลภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิประโยชน์ในการที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพแทนการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อนและย่อมส่งผลทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีนี้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 57 ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายหินเพชรหรือแอน วงดารา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายพรศักดิ์ เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7566/2556
#554973
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และ พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4 บัญญัติว่า จัดหางาน หมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือลูกจ้างให้แก่นายจ้างโดยจะเรียกหรือรับค่าบริการหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้น ผู้ที่จะมีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้จะต้องเป็นที่ประกอบธุรกิจจัดหางาน แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แต่โจทก์ก็มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยกับพวกกระทำการอันเป็นการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหางาน เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยประกอบธุรกิจจัดหางาน ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2546 มีคนชักชวนผู้เสียหายให้ไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล ลักษณะงานเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน เรียกค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 185,000 บาท ผู้เสียหายตกลงจะไปทำงานจึงโอนเงิน 185,000 บาท ให้แก่ผู้ที่มาชักชวน โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของนายพลวัฒน์ วันที่ 25 มกราคม 2547 ผู้เสียหายเดินทางออกจากประเทศไทยไปประเทศอิสราเอล เมื่อไปถึงมีนายอูลี่ชาวอิสราเอลมารับผู้เสียหายที่สนามบิน ผู้เสียหายไปทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยแม่บ้าน โดยทำสัญญาจ้างกับผู้ว่าจ้างเป็นเวลา 1 ปี แต่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ ผู้เสียหายจึงออกจากที่ทำงานเดิมแล้วไปหางานใหม่ด้วยตนเองผู้เสียหายทำงานที่ประเทศอิสราเอลได้ประมาณ 9 เดือน ก็ถูกจับกุมแล้วถูกส่งตัวกลับประเทศไทย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่จำเลยทำงานอยู่ที่ประเทศอิสราเอล จำเลยโทรศัพท์มาชักชวนผู้เสียหายให้ไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลลักษณะงานเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน อัตราเงินเดือน 750 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเรียกค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 185,000 บาท จำเลยยืนยันว่ามีงานให้ทำและมีรายได้แน่นอน หลังจากนั้นจำเลยให้ผู้เสียหายส่งหนังสือเดินทางและรูปถ่ายไปให้ แล้วจำเลยได้ส่งสัญญาจ้างแรงงานมาให้ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2546 ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยผ่านบัญชีธนาคารของนายพลวัฒน์ รวม 185,000 บาท จำเลยบอกผู้เสียหายว่าหากเดินทางถึงประเทศอิสราเอลแล้วจะมีคนมารับที่สนามบิน ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2547 ผู้เสียหายเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังประเทศอิสราเอล เมื่อไปถึงมีนายอูลี่ชาวอิสราเอลมารับผู้เสียหายที่สนามบินไปส่งที่บ้านจำเลย จำเลยบอกให้ผู้เสียหายฝึกงานกับจำเลยก่อนประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากนั้นจะส่งผู้เสียหายไปทำงานกับผู้ว่าจ้าง เมื่อฝึกงานครบแล้วจำเลยพาผู้เสียหายไปทำงานกับผู้ว่าจ้าง ตำแหน่งผู้ช่วยแม่บ้าน โดยทำสัญญาจ้างกับนายจ้างเป็นเวลา 1 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 550 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากทำงานกับผู้ว่าจ้างคนดังกล่าวได้ 4 เดือนผู้เสียหายบอกจำเลยว่าต้องการเปลี่ยนงานเนื่องจากผู้ว่าจ้างนิสัยไม่ดี ชอบลวนลามผู้เสียหายและมีรายได้น้อยกว่าที่จำเลยเคยบอกไว้ จำเลยบอกว่าไม่ขอรับผิดชอบและให้ผู้เสียหายไปติดต่อกับนายพลวัฒน์ซึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศอิสราเอล นายพลวัฒน์บอกให้ผู้เสียหายติดต่อกับนายอูลี่ ที่เป็นคนไปรับผู้เสียหายที่สนามบิน นายอูลี่ยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนงานแต่จะช่วยพูดให้เพิ่มเงินเดือนให้ ผู้ว่าจ้างจึงขึ้นเงินเดือนให้อีก 50 ดอลลาร์สหรัฐผู้เสียหายทำงานได้อีก 2 เดือน และไม่อยากทำงานที่เดิมต่อไป จึงไปปรึกษาสถานทูตไทยที่ประเทศอิสราเอล เจ้าหน้าที่สถานทูตติดต่อนายอูลี่ให้มารับผู้เสียหายออกจากบ้านของนายจ้าง แต่นายอูลี่ไม่มารับและเสนอให้ผู้เสียหายไปทำงานเลี้ยงดูมารดาของนายอูลี่แต่ผู้เสียหายไม่ต้องการ ผู้เสียหายติดต่อไปที่นายพลวัฒน์อีกครั้งว่าผู้เสียหายต้องการหางานเอง นายพลวัฒน์ไม่ขัดข้องเพราะไม่ต้องการรับผิดชอบในตัวผู้เสียหายอีกต่อไปผู้เสียหายจึงโทรศัพท์ไปหาจำเลยแต่จำเลยไม่ยอมรับผิดชอบ ในที่สุดผู้เสียหายก็สามารถหางานด้วยตนเองได้และได้ทำงานที่ใหม่เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและส่งตัวผู้เสียหายกลับประเทศไทย ดังนี้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และมาตรา 4 บัญญัติว่า จัดหางาน หมายความว่าประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างโดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้น ผู้ที่จะมีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้จะต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหางาน แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่นางสาวราตรีผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ ณ ประเทศอิสราเอล โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางโดยใช้คำที่กฎหมายให้ความหมายไว้โดยเฉพาะ อันเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ดังที่โจทก์ฎีกา แต่โจทก์ก็มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยกับพวกกระทำการอันเป็นการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหางาน เช่น ติดต่อกับผู้ว่าจ้างในต่างประเทศหรือตัวแทน หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศ แต่ทางนำสืบโจทก์กลับปรากฏว่าจำเลยเป็นเพียงผู้พูดชักชวนให้ผู้เสียหายเดินทางไปต่างประเทศ โดยจำเลยไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างใดจากการชักชวนนั้น ทั้งนี้ ผู้เสียหายเบิกความรับว่า ได้โอนเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 185,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนายพลวัฒน์มิใช่จำเลย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า คนในหมู่บ้านของผู้เสียหายเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศจำนวนมากเกินกว่า 10 คน และได้ทำงานทุกคน ผู้เสียหายทราบดีว่าการเดินทางไปต้องติดต่อผ่านนายหน้า และนายหน้าจะเป็นผู้ประสานงานให้ได้วีซ่าเพื่อจะได้เดินทางได้ และทราบว่าแต่ละคนที่เดินทางไปทำงานต่างติดต่อผ่านนายพลวัฒน์ จำเลยเดินทางไปทำงานต่างประเทศก่อนหน้าผู้เสียหายเกินกว่า 1 ปี หลังจากผู้เสียหายไม่พอใจนายจ้างคนเดิมและต้องการเปลี่ยนงาน ผู้เสียหายยอมรับว่าได้ไปปรึกษากับจำเลย แต่จำเลยบอกให้ไปหานายพลวัฒน์และนายอูลี่เนื่องจากบุคคลทั้งสองเป็นคนหางานให้โดยตรง คำเบิกความของผู้เสียหายจึงเป็นการชัดแจ้งอยู่ในตัวว่าผู้ที่เป็นนายหน้าจัดหางานให้ผู้เสียหายคือนายพลวัฒน์ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรู้จักหรือเกี่ยวข้องกับนายพลวัฒน์อย่างไรประกอบกับเมื่อพิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ผู้เสียหายเดินทางไปถึงประเทศอิสราเอลจนผู้เสียหายได้เข้าทำงานนั้น จะเห็นว่าการไปรอรับผู้เสียหายที่สนามบิน ติดต่อหางานให้ผู้เสียหายและเจรจาขอเพิ่มค่าจ้างให้ ตลอดจนการเจรจาเรื่องการเปลี่ยนงานล้วนแล้วแต่กระทำโดยนายอูลี่ทั้งสิ้น จำเลยหาได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไม่ แม้กระทั่งเมื่อผู้เสียหายต้องการที่จะหางานใหม่ด้วยตนเอง ผู้เสียหายยังได้โทรศัพท์ไปบอกนายพลวัฒน์ว่าต้องการหางานใหม่เองในลักษณะเหมือนการขออนุญาตนายพลวัฒน์เสียก่อน หากจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้ผู้เสียหายและได้รับผลประโยชน์จากผู้เสียหายโดยตรงแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะต้องบอกนายพลวัฒน์ถึงเรื่องดังกล่าว ลำพังเพียงการที่จำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน น่าจะเป็นเพียงการแนะนำในฐานะเครือญาติหรือคนรู้จัก มิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานตามความหมายแห่งบทบัญญัติ มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลแห่งคดี ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 4 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นางสาวอนิตาหรือประกาย สอนวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสมนึก สอทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7562/2556
#559108
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองกับพวก 5 คน ร่วมกันปรึกษาวางแผนลักทรัพย์ของชาวต่างชาติบนรถโดยสารสองแถว โดยขึ้นรถโดยสารสองแถวมาพร้อมกันซึ่งจะทำให้มีผู้โดยสารมากพอที่จะทำให้พวกของจำเลยที่ 1 สามารถเข้าไปนั่งชิดกับผู้เสียหายทางด้านขวาที่มีกระเป๋าสตางค์อยู่ในประเป๋ากางเกง พวกของจำเลยทั้งสองจึงมีโอกาสล้วงกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหาย และมีการแบ่งหน้าที่กันทำตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน สมคบกัน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะและเป็นซ่องโจร ซึ่งความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะเกี่ยวเนื่องกันจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 335 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1797/2547 ของศาลจังหวัดชลบุรี และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3236/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก, 335 (7) (9) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานซ่องโจร จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1797/2547 ของศาลจังหวัดชลบุรี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะผู้เสียหายนั่งรถโดยสารสองแถวมาจากบริเวณหาดจอมเทียนมาถึงบริเวณโค้งหนุมาน มีจำเลยทั้งสอง นางเตือนใจ นางสาวบัวทิพย์ และนายวันชัย ขึ้นรถโดยสารสองแถวมาพร้อมกัน โดยนางเตือนใจนั่งชิดติดผู้เสียหายด้านขวาและจำเลยที่ 2 นั่งติดผู้เสียหายด้านซ้าย ส่วนนายวันชัย จำเลยที่ 1 และนางสาวบัวทิพย์นั่งฝั่งตรงข้าม เมื่อผู้เสียหายจะลงจากรถบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้ารอยัลการ์เดนท์ ได้ล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์นำเงินมาชำระค่าโดยสาร แต่ไม่พบกระเป๋าสตางค์จึงร้องบอกให้คนขับจอดรถและมีคนแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว เมื่อร้อยตำรวจเอกศยาม และดาบตำรวจเฉลียว มาถึงที่เกิดเหตุจึงให้คนขับรถพาผู้เสียหาย จำเลยทั้งสอง นายวันชัย นางเตือนใจและนางสาวบัวทิพย์ไปที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา ระหว่างรถโดยสารสองแถวจอดติดสัญญาณไฟบนถนนพัทยาสาย 2 มีชายชาวต่างชาติขับรถจักรยานยนต์พาหญิงไทยนำกระเป๋าสตางค์ที่หล่นจากรถโดยสารมาให้นายวันชัยซึ่งปฏิเสธและไม่ยอมรับไว้ ดาบตำรวจเฉลียวที่นั่งอยู่ท้ายรถโดยสารสองแถวจึงให้ผู้เสียหายดูกระเป๋าสตางค์ดังกล่าว ผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นของตนแต่เงิน 5,180 บาท หายไป เมื่อถึงสถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เจ้าพนักงานตำรวจค้นตัวนายวันชัยพบเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ในกระเป๋าหิ้วที่นายวันชัยถืออยู่ จึงนำตัวจำเลยทั้งสองกับพวกพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา ชั้นสอบสวนนายวันชัยให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุ นายวันชัย นางเตือนใจ นางสาวบัวทิพย์ และจำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนลักทรัพย์ชาวต่างชาติ ตามบันทึกคำให้การ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฐานเป็นซ่องโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ขึ้นรถโดยสารสองแถวมาพร้อมกัน ย่อมจะทำให้มีผู้โดยสารมากพอที่จะทำให้นางเตือนใจพวกของจำเลยที่ 1 สามารถเข้าไปนั่งชิดกับผู้เสียหายทางด้านขวาที่มีกระเป๋าสตางค์อยู่ในกระเป๋ากางเกง นางเตือนใจจึงมีโอกาสล้วงกระเป๋าสตางค์ในกระเป๋ากางเกงของผู้เสียหาย และเมื่อนายวันชัยรับกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายที่นางเตือนใจส่งมอบให้แล้วได้นำเงินออกจากกระเป๋าโดยนำเสื้อของจำเลยที่ 1 มาปิดบังไว้ โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 5 คน สมคบกันเพื่อกระทำความผิดมาแต่ต้น พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะและเป็นซ่องโจร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะเกี่ยวเนื่องกันจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก, 335 (7) (9) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1797/2547 ของศาลจังหวัดชลบุรี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 210 วรรคแรก ม. 335 (7) ม. 335 (9) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นางสาวสมฤทัย คุ้มแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายประเสริฐศักดิ์ ณรงค์รักเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7515/2556
#541519
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้ยกขึ้นวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่งเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามจำนวนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 297 (8)

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายจเร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 5 ปี และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปให้แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากที่ผู้เสียหายกอดปล้ำกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เดินจากไปแล้ว จำเลยที่ 1 เดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ยาวขนาด 1 ช่วงแขนตีผู้เสียหาย 1 ครั้ง เมื่อผู้เสียหายล้มลง จำเลยที่ 2 กระทืบบริเวณกรามซ้ายซ้ำอีกหลายครั้ง จากนั้นจำเลยทั้งสองหลบหนีไปด้วยกัน โดยไม่ได้เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ร่วมทำร้ายผู้เสียหายด้วยก็ตาม แต่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การว่า หลังจากจำเลยที่ 1 เดินจากไปแล้ว จำเลยที่ 1 เดินกลับมาพร้อมกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ยาวประมาณ 1 เมตร ตีผู้เสียหายบริเวณกรามซ้าย 1 ครั้ง จนผู้เสียหายล้มลงบนพื้น ทันใดนั้นจำเลยที่ 1 ใช้เท้าเตะผู้เสียหายบริเวณกรามซ้ายพร้อมกับใช้เท้ากระทืบซ้ำที่ลำคอและกรามด้านเดียวกัน จากนั้นจำเลยทั้งสองหลบหนีไปตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ซึ่งผู้เสียหายให้การหลังเกิดเหตุไม่นานนัก เชื่อว่าขณะนั้นผู้เสียหายคงไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายให้การไว้โดยมีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ที่ผู้เสียหายมาเบิกความในส่วนที่ไม่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ร่วมทำร้ายผู้เสียหายด้วยก็คงเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้พ้นผิดเนื่องจากได้ความจากนายเย็น บิดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาเบิกความนั้น ผู้เสียหายมาพบพยานและขอค่าเสียหาย 6,000 บาท ซึ่งพยานยินดีจะให้และผู้เสียหายบอกว่า จะมาแถลงต่อศาลว่าจะไม่เอาเรื่องกับจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาในส่วนดังกล่าว แม้บันทึกคำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ และการที่ผู้เสียหายเบิกความบ่ายเบี่ยงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และแม้เหตุเกิดในเวลากลางคืน แต่ผู้เสียหายเบิกความว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าห่างจากที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ประมาณ 4 วา สอดคล้องกับที่ได้ความจากพันตำรวจโทซา พนักงานสอบสวน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า พยานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ และทำแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุไว้ ซึ่งภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุตรงกับภาพถ่าย และแสงสว่างของไฟฟ้าตามภาพถ่ายภาพที่ 1 ตรงกับจุดในวงกลมด้วยหมึกสีน้ำเงินในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวแล้วปรากฏว่า เสาไฟฟ้าอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร เชื่อว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอให้ผู้เสียหายมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมองเห็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ได้ และตามพฤติการณ์ในคดีเห็นได้ว่าผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 1 ตั้งแต่จำเลยที่ 1 เดินมากับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีผู้เสียหายจนล้มลงกับพื้น จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ใช้เท้าเตะผู้เสียหายบริเวณกรามซ้ายพร้อมกับใช้เท้ากระทืบซ้ำที่ลำคอและกรามซ้าย ผู้เสียหายจึงอยู่ในระยะที่ใกล้กับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีสิ่งใดปิดบังใบหน้า ผู้เสียหายย่อมมองเห็นจำเลยที่ 1 ได้โดยถนัด ประกอบกับผู้เสียหายรู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุคคลแปลกหน้าสำหรับผู้เสียหายที่ทำให้ยากแก่การจดจำ อีกทั้งพยานโจทก์ก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน โดยเฉพาะพันตำรวจโทซายังเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษ ที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้โดยอ้างฐานที่อยู่นั้น นอกจากจะเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการกล่าวอ้างแล้ว ในชั้นสอบสวนแม้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ แต่หากจำเลยที่ 1 มีข้อต่อสู้ในเรื่องฐานที่อยู่ซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้ว และยังเป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็น่าจะให้การต่อพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตนเสียตั้งแต่โอกาสแรกที่จะกระทำได้ แต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ จึงเป็นพิรุธส่อแสดงว่าเป็นข้อต่อสู้ที่ยกขึ้นกล่าวอ้างในภายหลัง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยที่ 1 เดินทางมายังที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีผู้เสียหายจนล้มลงแล้ว จำเลยที่ 1 ก็เตะและกระทืบผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็หลบหนีไปด้วยกันกับจำเลยที่ 2 พฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ในการทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมานั้นมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี และเนื่องจากจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส อันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏใน คำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามจำนวนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (วันที่ 30 มีนาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 297
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
จำเลย — นายยิ่งยศหรือสุภาพ อ่อนช้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายวิทยา ชัยศาสตร์ศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
เกษม เกษมปัญญา
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7479/2556
#544505
เปิดฉบับเต็ม

แม้ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดในบริเวณบ้านของผู้เสียหายและสอบถามหาผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายออกจากห้องครัวมา จำเลยสอบถามเรื่องไก่ของจำเลยที่หายไปและให้ผู้เสียหายดูแลคนงานของผู้เสียหายให้ดี ๆ จนเกิดการโต้เถียงกัน ผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้าน จำเลยยังไม่ยอมออก จากนั้นประมาณ 3 ถึง 4 นาที จำเลยจึงเดินไปที่รถจักรยานยนต์ของจำเลย ขับออกไปจากบ้านผู้เสียหาย แต่เมื่อพิจารณาลักษณะและสภาพที่ตั้งบ้านของผู้เสียหาย เป็นบ้านชั้นเดียว มีเสารั้วปูนปักรั้วล้อมรอบและขึงด้วยลวดหนามเว้นช่องทางเข้าบ้านไว้ ไม่มีประตูกั้น ถนนหน้าบ้านผู้เสียหายไม่ได้หวงกั้น บุคคลใดจะเข้าออกก็ได้และเป็นการสะดวกแสดงว่าผู้เสียหายมิได้หวงห้ามในการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหาย และที่จำเลยเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องไก่ที่หายไปนั้น ถือได้ว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะเข้าไปเพื่อสอบถามผู้เสียหาย เมื่อเกิดมีการโต้เถียงกันและผู้เสียหายไล่จำเลยออกไป แม้จำเลยยังไม่ออกไปทันที แต่หลังจากนั้นไม่นานเพียงประมาณ 3 ถึง 4 นาที จำเลยก็เดินไปที่รถจักรยานยนต์แล้วขับออกไปจากบ้านจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวนั้น ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิได้เข้าไปได้ไล่ให้ออก อันจะเป็นความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 364, 365, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 6 รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการศาลสูงเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนหรือไม่ เห็นว่า แม้จะได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดในบริเวณบ้านของผู้เสียหายและสอบถามหาผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายออกจากห้องครัวมา จำเลยสอบถามเรื่องไก่ของจำเลยที่หายไปและให้ผู้เสียหายดูแลคนงานของผู้เสียหายให้ดี ๆ จนเกิดการโต้เถียงกัน ผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้าน จำเลยยังไม่ยอมออก หลังจากนั้นประมาณ3 ถึง 4 นาที จำเลยจึงเดินไปที่รถจักรยานยนต์ของจำเลย ขับออกไปจากบ้านผู้เสียหายแต่เมื่อพิจารณาลักษณะและสภาพที่ตั้งบ้านของผู้เสียหาย ปรากฏว่าเป็นบ้านชั้นเดียว มีเสารั้วปูนปักรั้วล้อมรอบและขึงด้วยลวดหนามเว้นช่องทางเข้าบ้านไว้ ทั้งยังได้ความจากผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่าบริเวณรั้วที่ล้อมนั้นจะเว้นช่องว่างไว้เป็นทางเข้า ไม่มีประตูปิดกั้น บุคคลใดจะเข้าออกเป็นการสะดวก และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า ถนนหน้าบ้านผู้เสียหายไม่ได้หวงกั้นบุคคลใดจะเข้าออกก็ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้เสียหายมิได้หวงห้ามในการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหาย และที่จำเลยเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องไก่ที่หายไปนั้นถือได้ว่าจำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะเข้าไปเพื่อสอบถามผู้เสียหาย เมื่อเกิดมีการโต้เถียงกันและผู้เสียหายได้ไล่ให้จำเลยออกไป แม้จำเลยจะยังไม่ออกไปในทันทีแต่หลังจากนั้นไม่นานนักเพียงประมาณ 3 ถึง 4 นาที จำเลยก็เดินไปที่รถจักรยานยนต์แล้วขับออกไปจากบ้านจำเลยพฤติการณ์ดังกล่าวนั้น ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก อันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตามที่โจทก์ฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายอัมพรหรือพร ทองคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายอนันต์ เนติพุทธาวรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา