คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 932/2555
#520038
เปิดฉบับเต็ม

ด. พรากผู้เสียหายไปเสียจาก อ. ผู้ดูแล โดยผู้เสียหายไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร และจำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้จาก ด. แล้วกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้และกระทำชำเราผู้เสียหายอันเป็นการกระทำความผิดฐานรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม ไม่ปรากฏว่าจำเลยรับตัวผู้เสียหายเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318, 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า วันเดือนปีใด จำไม่ได้ นางสาวดรุณีหรือส้ม ซึ่งพักอาศัยอยู่กับนางสาวอำนวยพาผู้เสียหายไปวัดไทยบำรุงและพาเข้าไปในกุฏิของจำเลย ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลหัวทุ่ง อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น จำเลยมอบธนบัตรชนิดสีม่วงให้นางสาวดรุณีหรือส้ม แล้วนางสาวดรุณีหรือส้มออกจากกุฏิไป จำเลยจับผู้เสียหายนอนแล้วถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายออก แล้วจำเลยถอดจีวร สบง กับสังฆาฏิ ผู้เสียหายร้องให้ช่วยแต่ไม่มีใครช่วย จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย 1 ครั้ง จากนั้นผู้เสียหายไปชำระร่างกายในห้องน้ำข้างนอกกุฏิ แล้วไปนั่งรอนางสาวดรุณีหรือส้ม ที่โต๊ะหินข้างกุฏิจำเลย แต่นางสาวดรุณีหรือส้มไม่มารับ จำเลยจึงให้นายโชคชัยหรือกุ้ง ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านผู้เสียหายไม่ได้บอกเหตุการณ์ให้นางสาวอำนวยฟังเพราะกลัวถูกดุด่า นายโชคชัยหรือกุ้ง พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า เมื่อวันเดือนใด จำไม่ได้ ปี 2552 เวลา 17 นาฬิกา ขณะพยานอยู่ในงานวัด นายหนึ่งมาเรียกพยานและบอกว่าจำเลยให้พยานไปส่งผู้เสียหายที่บ้าน พยานจึงไปเอารถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ที่กุฏิ พบผู้เสียหายนั่งที่โต๊ะหิน ส่วนจำเลยอยู่ที่บันไดกุฏิ จำเลยบอกพยานให้ไปส่งผู้เสียหายที่บ้าน พยานจึงขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหาย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางสาวอำนวย เป็นพยานเบิกความว่า พยานพาผู้เสียหายไปหานางบุญช่วยมารดาที่จังหวัดนครปฐม นางบุญช่วยสังเกตเห็นท้องผู้เสียหายโตขึ้น จึงพาไปพบแพทย์ ปรากฏว่าผู้เสียหายตั้งครรภ์ พยานและนางบุญช่วยสอบถามผู้เสียหายได้ความว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรพล ตามบันทึกคำให้การ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนนัดพยาน ผู้เสียหาย และนายสม บิดาจำเลยเจรจาค่าเสียหาย โดยนายสมยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ 35,000 บาท พยานจึงได้ถอนคำร้องทุกข์ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โดยมีพันตำรวจตรีสมมาตย์ มาเบิกความสนับสนุน เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวต่างไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยเป็นพระภิกษุซึ่งเป็นที่เคารพแก่บุคคลทั่วไป หากมิได้เกิดขึ้นจริงแล้วผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไม่สามารถเบิกความในลักษณะเช่นนั้นได้ ประกอบกับผู้เสียหายยังเป็นนักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศจึงเป็นสิ่งที่น่าอับอายและเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตน เชื่อว่าเบิกความไปตามที่รู้เห็นจริงแม้พยานโจทก์เบิกความถึงวันเวลาเกิดเหตุแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนบ้าง ก็เป็นเพียงบางตอนและไม่ใช่สาระสำคัญ ซึ่งไม่ทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์ดังกล่าวถึงกับรับฟังไม่ได้แต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า นางสาวดรุณีหรือส้มพรากผู้เสียหายไปเสียจากนางสาวอำนวย ผู้ดูแล โดยผู้เสียหายไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารและจำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้จากนางสาวดรุณีหรือส้มแล้วกระทำชำเราผู้เสียหาย อันเป็นการกระทำความผิดฐานรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้และกระทำชำเราผู้เสียหายเพียงเท่านี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยรับตัวผู้เสียหายเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 แต่อย่างใดการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม จำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 318 วรรคสาม
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — พระธงชัยหรือนายธงชัย กุลาพัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายอภิสิทธิ์ วิระมิตรชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 926/2555
#520041
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยทั้งห้ากับพวกโดยร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย กอดปล้ำชกต่อยท้องผู้เสียหาย 2 ครั้ง และช่วยกันจับแขนขาของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้ และผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง แม้ไม่ได้บรรยายรายละเอียดว่า จำเลยที่ 5 กระทำการอย่างใดบ้างแต่ก็ถือว่าโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 5 ได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 5 เข้าใจข้อหาได้ดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276 วรรคสอง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 15 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน คำให้การของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 10 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมดื่มสุราด้วยกันโดยมีผู้เสียหายและนางสาววิไลพรร่วมวงอยู่ด้วย ต่อมาทั้งหมดพากันไปที่ห้องพักที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 5 เช่าพักอยู่ และจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายเข้าไปร่วมเพศกันในห้องพักที่เกิดเหตุ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า ฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 อ้างว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 5 ร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอย่างไร จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยทั้งห้ากับพวกโดยร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย กอดปล้ำชกต่อยท้องผู้เสียหาย 2 ครั้ง และช่วยกันจับแขนขาของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้ และผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง แม้ไม่ได้บรรยายรายละเอียดว่าจำเลยที่ 5 กระทำการอย่างใดบ้างแต่ก็ถือว่า โจทก์บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 5 ได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 5 เข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายไม่เคลือบคลุมจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 5 อ้างว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอฟังได้ เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีผู้เสียหายมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แล้วโจทก์ยังมีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายมาแสดงสนับสนุนสอดคล้องต้องกันตามที่นำสืบ นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจโทสมเจตน์ พันตำรวจโทฉลาดและพันตำรวจตรีหญิงวลัยพร พนักงานสอบสวนผู้ร่วมสอบสวนผู้เสียหายและนางสาววิไลพรมาเบิกความประกอบยืนยันคำให้การของผู้เสียหายและนางสาววิไลพร ไม่ปรากฏว่าพยานดังกล่าวเคยรู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 และที่ 5 มาก่อน เชื่อว่าพยานดังกล่าวเบิกความตามความจริง โดยไม่ได้กลั่นแกล้งหรือปรักปรำจำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้ต้องรับโทษ โดยเฉพาะผู้เสียหายเป็นหญิงที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ย่อมต้องใคร่ครวญว่าจะแจ้งความเอาผิดต่อจำเลยที่ 3 และที่ 5 กับพวกหรือไม่ เพราะอาจก่อให้เกิดความอับอายแก่ตนและเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล แต่ผู้เสียหายรีบไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนทันทีหลังเกิดเหตุ โดยระบุชื่อจำเลยที่ 3 และที่ 5 ว่าได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดด้วย ผู้เสียหายมีโอกาสเห็นหน้าพูดคุยกับจำเลยที่ 3 และที่ 5 ก่อนเกิดเหตุเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ทั้งยังร่วมดื่มสุราด้วยกันต่อเนื่องมาจนถึงเวลาเกิดเหตุ เช่นนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 5 ล้วนเป็นเพื่อนจำเลยที่ 2 ที่ 4 และพวก ก่อนเกิดเหตุร่วมวงดื่มสุราด้วยกันมาตั้งแต่ต้นและเมื่อย้ายวงสุรามาที่อาคารเดียวกับอาคารห้องพักเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 และที่ 5 ก็ตามมาด้วย ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกระทำผิดในคดีนี้จริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า ผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยที่ 3 ไม่ใช่หนึ่งในกลุ่มคนที่นั่งอยู่ที่หน้าห้องเกิดเหตุในวันเกิดเหตุและบุคคลที่ลากพยานเข้าไปในห้องและทำการข่มขืนคือกลุ่มคนเดียวกับที่พยานพบนั่งอยู่ที่หน้าห้องเกิดเหตุ ซึ่งไม่มีจำเลยที่ 3 และโจทก์ไม่ได้นำนางสาววิไลพรมาเบิกความพยานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุทันทีว่า หลังจากพยานร่วมเพศกับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 หลับไป พยานได้ยินเสียงกรีดร้องของนางสาววิไลพรจึงเปิดประตูออกมาดูพบจำเลยที่ 3 นั่งอยู่หน้าห้องด้วย พยานมั่นใจว่าระหว่างถูกข่มขืนพยานจำเสียงนายเทา จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 4 ได้ ส่วนจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 แม้พยานไม่มั่นใจว่าจะจำเสียงได้ แต่ก็มั่นใจว่าจะต้องร่วมกันทำร้ายพยาน เพราะที่เกิดเหตุไม่มีผู้อื่น นอกจากพวกของจำเลยที่ 2 ทั้งหมด โดยจำเลยที่ 3 เบิกความรับเจือสมว่า คืนเกิดเหตุได้พบ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ผู้เสียหายและนางสาววิไลพรได้ร่วมวงดื่มสุราและไปที่หอพักของจำเลยที่ 5 จริง โดยพยานดื่มสุราจนถึงเวลา 6 นาฬิกา ที่ดาดฟ้าซึ่งอยู่อาคารเดียวกันกับห้องเกิดเหตุนั้นเอง คำให้การของผู้เสียหายย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้และที่จำเลยที่ 5 อ้างว่า จำเลยที่ 5 ไม่ได้นั่งอยู่หน้าห้องที่เกิดเหตุ ผู้ที่ร่วมข่มขืนผู้เสียหายมี 4 คน คือ จำเลยที่ 2 ที่ 4 นายวีรยุทธหรือเบียร์และนายเทา ทั้งนางสาววิไลพรก็ไม่ได้ให้การว่า หลังเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยที่ 5 เดินออกมาจากห้องเกิดเหตุด้วย เห็นว่า ผู้เสียหายให้การและเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า พบจำเลยที่ 5 อยู่ที่หน้าห้องเกิดเหตุและจำเลยที่ 5 ร่วมอยู่ในห้องเกิดเหตุขณะพยานถูกข่มขืน จำเลยที่ 5 เป็นผู้เช่าห้องเกิดเหตุ ผู้เสียหายพบและร่วมดื่มสุรากับจำเลยที่ 5 ทั้งยังร่วมไปซื้อสุราด้วยกันก่อนเกิดเหตุ ทั้งจำเลยที่ 5 เบิกความรับเจือสมว่า คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 5 พบผู้เสียหายกับนางสาววิไลพร รวมทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 5 ร่วมดื่มสุรากับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่อาคารหอพักที่เกิดเหตุจริงขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 3 นาฬิกาเศษ อันเป็นเวลาที่ประชาชนส่วนใหญ่พักผ่อนนอนหลับ จำเลยที่ 5 มอบกุญแจห้องเกิดเหตุให้จำเลยที่ 1 ใช้เป็นที่ร่วมเพศกับผู้เสียหาย ย่อมต้องการผลตอบแทนและที่จำเลยที่ 5 อ้างในทำนองว่าผู้เสียหายอาจยินยอมให้ร่วมประเวณีเพราะไม่ปรากฏว่ามีการร้องขอความช่วยเหลือหรือดิ้นรนขัดขืนทั้งไม่พบร่องรอยแผลฉีกขาดหรือช้ำบวมที่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย นอกจากนี้เจ้าพนักงานยังไม่ตรวจพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเส้นผม เส้นขน ถุงยางอนามัยหรือคราบอสุจิ ที่ตรวจพบเพื่อใช้พิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 5 เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความว่า ในขณะถูกกระทำชำเรา พยานร้องขอความช่วยเหลือ แต่มีคนเอามือปิดปากไว้และได้ความจากพันตำรวจเอกเสรี พยานโจทก์ว่า ในการตรวจร่างกายและตรวจภายในผู้เสียหาย พบรอยแผลถลอกที่แก้มขวาที่จมูกเล็กน้อย ร่างกายภายนอกทั่วไปไม่มีบาดแผล พบรอยแดงที่ปากช่องคลอด มีร่องรอยบาดแผลเก่าที่เยื่อพรหมจารี เหตุที่ไม่พบร่องรอยบาดแผลใหม่ที่เยื่อพรหมจารี เนื่องจากผู้เสียหายเคยผ่านการร่วมเพศมาก่อนและการร่วมเพศในครั้งเกิดเหตุผู้เสียหายอาจมีน้ำเมือกมาหล่อลื่นหรือหากชายที่ข่มขืนสวมใส่ถุงยางอนามัยอาจมีสารหล่อลื่นทำให้ช่วยลดการเสียดทานจากการร่วมเพศ นอกจากนี้เจ้าพนักงานกองพิสูจน์หลักฐานเป็นผู้รวบรวมของกลางพบเส้นผมและถุงยางอนามัยในห้องเกิดเหตุ แม้จะไม่ปรากฏว่าการมีส่งเส้นผม ถุงยางอนามัยของกลางและคราบอสุจิที่ตรวจพบไปตรวจพิสูจน์หรือไม่ ก็ไม่เป็นพิรุธหรือทำให้เกิดข้อสงสัยในพยานหลักฐานของโจทก์ดังที่จำเลยที่ 5 อ้าง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปริญญาหรือเล กัลป์สุทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพชร พาณิชวราห์
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2555
#525476
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากท่อร้อยสายและเส้นใยแก้วนำแสงอันเป็นสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ โดยมีการกำหนดอัตราค่าใช้บริการตามระยะทางที่ใช้งานจริงเป็นรายเดือนหรือช่วงระยะเวลาอันจำกัดตามระเบียบองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จำเลยตกลงยอมชำระตามอัตราที่โจทก์กำหนดขึ้น อันมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการค้าและให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิดทุกประเภท รวมทั้งการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับโทรคมนาคม วิทยุคมนาคม กับธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องและใกล้เคียงกัน ดังนั้น การให้เช่าท่อร้อยสายและเส้นใยแก้วนำแสงของโจทก์จึงเป็นการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับโทรคมนาคม วิทยุคมนาคม กับธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องและใกล้เคียงกัน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่าสังหาริมทรัพย์จากจำเลย อันมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6)

ขณะอนุญาตให้จำเลยใช้บริการนั้นโจทก์ยังไม่ได้มีการกำหนดอัตราค่าใช้บริการไว้ โจทก์เพิ่งกำหนดอัตราค่าใช้เส้นใยแก้วนำแสงและอัตราค่าใช้ท่อร้อยสายตามระเบียบองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2540 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 ตามลำดับ ย่อมแสดงว่าก่อนหน้าที่ระเบียบดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับโจทก์และจำเลยไม่อาจนำปริมาณการใช้ท่อร้อยสายและเส้นใยแก้วนำแสงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2540 มาคิดคำนวณเป็นค่าเช่าในแต่ละเดือนได้เพราะยังไม่มีการกำหนดอัตราค่าบริการกันไว้ ต่อมาเมื่อโจทก์มีระเบียบกำหนดอัตราค่าใช้เส้นใยแก้วนำแสงและอัตราค่าใช้ท่อร้อยสายใช้บังคับ โจทก์จึงสามารถนำอัตราค่าใช้บริการตามระเบียบดังกล่าว ไปคำนวณกับปริมาณการใช้งานจริงเพื่อให้ทราบถึงค่าเช่าในแต่ละเดือนได้ โจทก์จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นต้นไป ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 127,104,145 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันผิดนัดวันที่ 7 มกราคม 2542 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 44,130,677.24 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นจำนวนเงิน 8,897,270.15 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 180,132,092.39 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 127,104,145 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 180,132,092 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 127,104,145 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 300,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมโจทก์เป็นนิติบุคคลใช้ชื่อว่า องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จดทะเบียนนิติบุคคลใช้ชื่อว่า บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่วนจำเลยเดิมใช้ชื่อว่า บริษัทไทยเคเบิ้ลวิชั่น จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทยูนิเวอร์แซล เคเบิ้ลทีวี เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) บริษัทยูทีวี เคเบิ้ล เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) และบริษัทยูบีซี เคเบิ้ล เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) ตามลำดับ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2537 โจทก์อนุญาตให้จำเลยสร้างและต่อเชื่อมเครือข่ายบริการโทรทัศน์ทางสายระบบบอกรับเป็นสมาชิกกับเครือข่ายโทรคมนาคมของโจทก์ ต่อมาวันที่ 7 และ 12 ตุลาคม 2537 จำเลยตกลงตามที่โจทก์อนุญาตและยินยอมชำระค่าเช่าวงจรตามอัตราที่โจทก์กำหนดเป็นการชั่วคราว และหากในอนาคตโจทก์กำหนดค่าบริการขึ้นใหม่ จำเลยยินยอมชำระในอัตราที่โจทก์เปลี่ยนแปลงนั้น ต่อมาในปี 2540 โจทก์กำหนดอัตราค่าใช้ท่อร้อยสายและค่าใช้เส้นใยแก้วนำแสงตามระเบียบองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยชำระค่าเช่าวงจรในการใช้ท่อร้อยสายและใช้เส้นใยแก้วนำแสงที่จำเลยใช้บริการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2540 โดยจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยเช่าวงจรในการใช้ท่อร้อยสายและใช้เส้นใยแก้วนำแสงจากโจทก์จริง แต่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าได้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2537 หรืออย่างช้าที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนสุดท้ายที่จำเลยเช่าใช้อุปกรณ์ คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) นั้น โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่ามีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเช่าดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์และหน้าที่นำสืบว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ขาดอายุความ โดยนางวิภากร ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าและให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกประเภททั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนจำเลยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการส่งวิทยุกระจายเสียงหรือส่งวิทยุโทรศัพท์และเคเบิ้ลทีวี โดยการส่งหรือรับภาพด้วยคลื่นความถี่โดยวิธีการแพร่กระจายไปในบรรยากาศหรือวิธีการใช้สายหรือสื่อตัวนำไฟฟ้า โจทก์อนุญาตให้จำเลยสร้างและต่อเชื่อมเครือข่ายบริการโทรทัศน์ทางสายระบบบอกรับเป็นสมาชิกกับเครือข่ายโทรคมนาคมของโจทก์เพื่อให้จำเลยบริการภาพและเสียงแก่ลูกค้าของจำเลย โดยจำเลยเรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้าอันเป็นกิจการของจำเลย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้ท่อร้อยสายและค่าใช้เส้นใยแก้วนำแสงแก่โจทก์ ซึ่งขณะอนุญาตให้จำเลยใช้บริการนั้น โจทก์ยังไม่มีการกำหนดอัตราค่าใช้บริการไว้ แต่ถ้าโจทก์กำหนดอัตราค่าใช้บริการแล้ว จำเลยยอมรับตามอัตราที่โจทก์กำหนด ส่วนจำเลยมีนายพิทักษ์ พยานจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยได้เช่าใช้ท่อร้อยสายและเส้นใยแก้วนำแสงจากโจทก์เพื่อใช้ในการส่งสัญญาณออกอากาศในธุรกิจของจำเลยจริง ดังนั้น เมื่อจำเลยได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากท่อร้อยสายและเส้นใยแก้วนำแสงอันเป็นสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ โดยมีการกำหนดอัตราค่าใช้ท่อร้อยสายและเส้นใยแก้วนำแสงตามระยะทางที่ใช้งานจริงเป็นรายเดือนหรือช่วงระยะเวลาอันจำกัดตามระเบียบองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยแล้ว จำเลยตกลงยอมชำระตามอัตราที่โจทก์กำหนดขึ้น อันมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการค้าและให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิดทุกประเภท รวมทั้งการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับโทรคมนาคม วิทยุคมนาคม กับธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องและใกล้เคียงกัน ดังนั้น การให้เช่าท่อร้อยสายและเส้นใยแก้วนำแสงของโจทก์จึงเป็นการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับโทรคมนาคม วิทยุคมนาคม กับธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องและใกล้เคียงกัน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่าสังหาริมทรัพย์จากจำเลย อันมีกำหนดอายุความ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยรับสภาพหนี้เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น จำเลยนำสืบว่าปริมาณการใช้และค่าบริการท่อร้อยสายและเส้นใยแก้วนำแสงไม่ถูกต้องโดยอ้างหนังสือที่ บริษัทเทเลคอม เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำถึงโจทก์เพื่อขอปรับลดจำนวนการใช้บริการเส้นใยแก้วนำแสง ซึ่งนายพินิจ พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในส่วนนี้เพียงว่า หนังสือดังกล่าวระบุหมายความรวมถึงขอปรับลดการใช้บริการของจำเลยด้วย แม้ได้ความจากนายพิทักษ์และนายปรีชา พยานจำเลยว่า จำเลยเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทเทเลคอม เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก็ตาม แต่ก็เป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากกันและโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องและนำสืบให้เห็นว่า บริษัทเทเลคอม เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยหรือได้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยอันจะมีผลผูกพันจำเลยอย่างไรทางนิตินัย ทั้งในหนังสือดังกล่าวไม่ปรากฏข้อความที่จำเลยยอมรับต่อโจทก์ว่าเป็นหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่จำนวนเท่าใด พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ถึงโจทก์ เมื่อได้ความจากนางวิภากรพยานโจทก์ว่า ขณะอนุญาตให้จำเลยใช้บริการนั้น โจทก์ยังไม่ได้มีการกำหนดอัตราค่าใช้บริการไว้ โดยโจทก์เพิ่งกำหนดอัตราค่าใช้เส้นใยแก้วนำแสงและอัตราค่าใช้ท่อร้อยสาย ตามระเบียบองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2540 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 ตามลำดับ ย่อมแสดงว่าก่อนหน้าที่ระเบียบดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับโจทก์และจำเลยไม่อาจนำปริมาณการใช้ท่อร้อยสายและเส้นใยแก้วนำแสงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2540 มาคิดคำนวณเป็นค่าเช่าในแต่ละเดือนได้เพราะยังไม่มีการกำหนดอัตราค่าบริการกันไว้ ต่อมาเมื่อโจทก์มีระเบียบกำหนดอัตราค่าใช้เส้นใยแก้วนำแสงและอัตราค่าใช้ท่อร้อยสายใช้บังคับ โจทก์จึงสามารถนำอัตราค่าใช้บริการตามระเบียบดังกล่าวไปคำนวณกับปริมาณการใช้งานจริงเพื่อให้ทราบถึงค่าเช่าในแต่ละเดือนได้ โจทก์จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นต้นไป ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 ตุลาคม 2546) เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทยูบีซี เคเบิ้ล เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอธิราช มณีภาค
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2555
#521565
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องมิใช่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง เพียงแต่อ้างสิทธิในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ถูกจำเลยลักไปซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยและมาใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยเท่านั้น ความเสียหายของผู้ร้องที่อ้างว่าได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปนั้นจึงเกิดขึ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัย มิใช่เกิดจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย สิทธิเรียกร้องความเสียหายของผู้ร้องจึงมิใช่เป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดเช่นเดียวกันกับผู้เสียหายทั้งสอง จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ราคาที่ผู้ร้องได้ชดใช้ไปตามสัญญาประกันภัยได้

ผู้เสียหายในคดีอาญา หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง ซึ่งคดีนี้ผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์รถยนต์คือผู้เสียหายทั้งสอง และพนักงานอัยการโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น โดยเป็นการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 43 และเมื่อพิจารณาประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 แล้ว ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่า สิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามมาตราดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ของผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม มาตรา 4, 5 และ 6 เท่านั้น ผู้เสียหายที่จะถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 50 จึงหมายถึงผู้เสียหายในคดีอาญาเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ราคารถเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยลักรถยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ในขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 1 ไป ผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินคือรถยนต์หรือราคารถยนต์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดดังกล่าวคืนได้ แต่ผู้ร้องมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลยโดยตรง เพียงแต่อ้างสิทธิในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ถูกจำเลยลักไป ซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยและมาใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยเท่านั้น ดังนั้นความเสียหายของผู้ร้องที่อ้างว่าได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปนั้น จึงเกิดขึ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัย มิใช่เกิดจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย สิทธิเรียกร้องความเสียหายของผู้ร้องจึงมิใช่เป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิดเช่นเดียวกันกับผู้เสียหายทั้งสองตามที่ผู้ร้องฎีกาแต่อย่างใด

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินหรือค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายตามมาตรา 43 มาตรา 44 หรือ มาตรา 44/1 ให้ถือว่าผู้เสียหายนั้นเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" ดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า ผู้เสียหายในคดีอาญาหมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง ซึ่งคดีนี้ผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์รถยนต์คือผู้เสียหายทั้งสอง และพนักงานอัยการโจทก์ก็มีคำขอท้ายฟ้องเรียกให้จำเลยคืนรถยนต์หรือใช้ราคาแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น โดยเป็นการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 43 และเมื่อพิจารณาประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1 ด้วยแล้ว ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่าสิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกเอา ค่าสินไหมทดแทนตามมาตราดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ของผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 4, 5 และ 6 เท่านั้น ดังนั้นผู้เสียหายที่จะถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 ดังกล่าว จึงหมายถึงผู้เสียหายในคดีอาญาเท่านั้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44 ม. 44/1 ม. 43 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
ผู้ร้อง — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายรณชัย บุญเกิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายมนตรี กิติพงศ์ไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 876/2555
#526793
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 18 บัญญัติให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบเพราะ ร. เป็นพนักงานสอบสวนสัญญาบัตร 1 ซึ่งเป็นผู้สอบสวนประจักษ์พยานโจทก์ทั้งหมด แต่ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวนสัญญาบัตร 3 นั้น เมื่อคดีนี้เหตุเกิดในเขตอำนาจของสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ที่ ร. ประจำอยู่ ร. จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ส่วนระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นระเบียบซึ่งกำหนดวิธีการบริหารภายในของราชการตำรวจ มิได้ทำให้อำนาจการสอบสวนที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อ. ต้องเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษประหารชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว คงให้ลงโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว ริบปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงสิบเอกวินัย ผู้ตายที่ 1 และสิบโทอภิสิทธิ์ ผู้ตายที่ 2 โดยมีเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกอวัยวะสำคัญหลายแห่งของผู้ตายทั้งสอง เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ นายธงชัยให้การต่อพนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน นายธงชัยยืนยันว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสอง นายธงชัยรู้จักจำเลยมาก่อน โดยเคยร่วมดื่มสุรากับจำเลย 2 ถึง 3 ครั้ง ทั้งยังทราบว่าจำเลยทำงานอยู่ในบริษัทเซาท์เทิร์นสตีล จำกัด ขณะเกิดเหตุไม่มีสิ่งใดปิดบังใบหน้าจำเลย ถึงแม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนแต่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าทั้งภายในบริเวณร้านที่เกิดเหตุและจากเสาไฟฟ้าริมถนนส่องสว่างทำให้มองเห็นภายในบริเวณที่เกิดเหตุได้ชัดเจน และถึงแม้นายธงชัยมีอาการเมาสุรา แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วนายธงชัยสามารถขับรถยนต์ไปส่งนายประทีปได้ ย่อมแสดงว่านายธงชัยมีสติตามสมควรเพียงพอที่จะมองเห็น สังเกตและจดจำได้ นอกจากนั้นหลังจากที่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไป ต่อมาอีกเพียง 2 วัน นายธงชัยก็ยังให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนว่า ภาพถ่ายของจำเลยที่พนักงานสอบสวนให้ดูเป็นภาพถ่ายคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสอง ความข้อนี้นายธงชัยได้เบิกความในชั้นพิจารณาว่า นายธงชัย เขียนข้อความด้วยตนเองและลงลายมือชื่อไว้ในภาพถ่ายของจำเลยว่า ข้าฯขอยืนยันว่าบุคคลในสำเนาภาพถ่ายนี้เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงนายวินัย และนายอภิสิทธิ์ ที่ร้านเจ๊วิมคาราโอเกะถึงแก่ความตายจริง การที่นายธงชัยให้การต่อพนักงานสอบสวนภายใน 1 วัน หรือ 3 วัน หลังจากเกิดเหตุเป็นการให้การเกือบจะในทันที ภาพเหตุการณ์ยังปรากฏในความทรงจำชัดเจนต่อเนื่องเป็นลำดับ มีรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก คำให้การมีเหตุผลมีลักษณะเป็นกลางยังไม่มีปัจจัยภายนอกแทรกซ้อนกดดันให้ต้องใคร่ครวญปรับแต่งคำให้การให้ผิดเพี้ยนไปจากความรู้เห็นเหตุการณ์จริง ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าเป็นการใส่ร้ายปรักปรำจำเลยแต่ประการใด น่าเชื่อว่าเป็นการให้การไปตรงตามความเป็นจริงตามที่นายธงชัยรู้เห็นด้วยตนเอง เมื่อรับฟังอย่างระมัดระวังตามเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว คำให้การชั้นสอบสวนของนายธงชัยมีความน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคำเบิกความของนายธงชัยในชั้นพิจารณาซึ่งเบิกความหลังเกิดเหตุเป็นเวลานานหลายปี จนกระทั่งนายประทีป พยานคู่กับนายธงชัยได้ถึงแก่ความตายแล้ว เวลาที่ผ่านไปนานเช่นนี้ย่อมมีปัจจัยอื่นแทรกแซงกดดันให้นายธงชัยเบิกความเบี่ยงเบนไปจากที่ตนรู้เห็นตามความเป็นจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด เนื่องจากจำเลยเป็นพวกของนายสงบ และนายธงชัยกับนายประทีปก็เป็นพวกเดียวกับนายสงบ เมื่อนายประทีปถึงแก่ความตายในภายหลังจึงเบี่ยงเบนให้เรื่องตกแก่นายประทีป ส่วนคำให้การของนายประทีปในชั้นสอบสวน กระทำขึ้นหลังจากเกิดเหตุเพียง 4 วัน นายประทีปย่อมจดจำเหตุการณ์ได้ดี คำให้การของนายประทีปยืนยันว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองสอดคล้องกับคำให้การของนายธงชัย ถึงแม้คำให้การชั้นสอบสวนของนายธงชัยและนายประทีปเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้วนายธงชัยกับนายประทีปอยู่ในเหตุการณ์โดยตลอด ตามสภาพที่เป็นจริงนายธงชัยและนายประทีปย่อมมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร เนื่องจากนายธงชัย นายประทีป นายสงบ จำเลยกับผู้ตายทั้งสองนั่งอยู่ในโต๊ะเดียวกัน คำให้การของบุคคลทั้งสองสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญ เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่หลบหนีไปทันทีเจ้าพนักงานตำรวจติดตามเป็นเวลานานหลายปีจึงสามารถจับกุมจำเลยได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายจริง

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ถึงแม้จะได้ความจากคำให้การนายประทีปว่านายประทีปเชื่อว่าการที่จำเลยยิงผู้ตายที่ 1 น่าจะมาจากสาเหตุที่นายสงบกับผู้ตายที่ 1 เคยมีมูลกันมาก่อนและใช้ให้จำเลยยิงโดยน่าที่จะมีการนัดแนะให้มาพบกัน เมื่อสบโอกาสจำเลยจึงใช้อาวุธปืนที่เตรียมมาและมีการขึ้นลำก่อนยิง แต่โจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้ปรากฏว่าจำเลยวางแผนหรือตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้ตายทั้งสองอย่างไรอันจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้นเป็นเพียงคาดคะเนว่าจำเลยตระเตรียมการหรือวางแผนฆ่าผู้ตายทั้งสองเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบเพราะร้อยตำรวจตรีโชคทวี เป็นพนักงานสอบสวนสัญญาบัตร 1 ซึ่งเป็นผู้สอบสวนประจักษ์พยานโจทก์ทั้งหมด แต่ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวนสัญญาบัตร 3 เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 บัญญัติให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ คดีนี้เหตุเกิดในเขตอำนาจของสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ ร้อยตำรวจตรีโชคทวีจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ส่วนระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นระเบียบซึ่งกำหนดวิธีการบริหารภายในของราชการตำรวจ มิได้ทำให้อำนาจการสอบสวนที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต้องเปลี่ยนแปลงไปฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษฐานอื่นมารวมได้ คงให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายชัยวัฒน์ อรรถรัฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวภูษิตา หล้าหลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 869/2555
#520470
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายว่าอย่าส่งเสียงและให้ส่งของมีค่าให้ เมื่อผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้และพูดว่า จะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจำตัวประชาชนไว้ จำเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วเห็นว่าไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้ และคลำที่คอผู้เสียหายเพื่อหาสร้อยคอ ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา จำเลยจึงปล่อยตัวผู้เสียหายแล้วเดินหนีไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปเป็นของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพายเท่านั้น มิฉะนั้นเมื่อจำเลยได้กระเป๋าสะพายแล้วก็ต้องหลบหนีไปทันทีโดยไม่ต้องเปิดดูและคืนกระเป๋าสะพายให้ผู้เสียหาย ดังนั้น เมื่อจำเลยยังไม่ได้ของมีค่าตรงตามเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการชิงทรัพย์สำเร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 339, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและมีดของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืนและมีดติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาชิงทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธปืน จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 90) จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 12 เดือน ริบอาวุธปืนและมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืน (ที่ถูก ฐานพยายามชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธปืน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี และมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 5 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตน ผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายซึ่งมีเงิน 70 บาท ให้คนร้ายดูแล้วส่งคืนให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนดังกล่าวกับมีด 1 เล่ม ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตนหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตน ที่จำเลยนำสืบในทำนองว่า จำเลยผ่านไปบริเวณที่ถูกจับโดยบังเอิญ และถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายจนต้องให้การรับสารภาพนั้น จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ปากเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่า หากจำเลยเป็นคนร้ายจริงย่อมต้องหลบหนีไปแล้วไม่น่าจะถูกจับได้อย่างรวดเร็วเป็นเรื่องผิดวิสัยนั้น เมื่อได้ความว่าหลังเกิดเหตุผู้เสียหายรีบไปแจ้งความและเจ้าพนักงานตำรวจก็ออกติดตามคนร้ายทันที การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้อย่างรวดเร็วจึงไม่เป็นเรื่องผิดวิสัย ส่วนเหตุผลอื่นที่จำเลยอ้างในฎีกานอกจากนี้เป็นเรื่องปลีกย่อยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายให้ส่งของมีค่าแก่ตนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการชิงทรัพย์สำเร็จหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายว่าอย่าส่งเสียงและให้ส่งของมีค่าให้ เมื่อผู้เสียหายส่งกระเป๋าสะพายให้จำเลยและพูดว่าจะเอาอะไรก็เอาไปขอบัตรประจำตัวประชาชนไว้ จำเลยค้นกระเป๋าสะพายแล้วเห็นว่าไม่มีของมีค่าจึงส่งกระเป๋าสะพายคืนให้ และคลำที่คอผู้เสียหายเพื่อหาสร้อยคอ ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าไม่มีของมีค่าติดตัวมา จำเลยจึงปล่อยตัวผู้เสียหายแล้วเดินหนีไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ประสงค์จะแย่งเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปเป็นของตน เพียงแต่ต้องการค้นหาของมีค่าในกระเป๋าสะพายเท่านั้น มิฉะนั้นเมื่อจำเลยได้กระเป๋าสะพายแล้วก็ต้องหลบหนีไปทันทีโดยไม่ต้องเปิดดูและคืนกระเป๋าสะพายให้ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นการชิงทรัพย์สำเร็จ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้จำเลยหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์แล้วแต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางพยายามชิงทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของสุจริตชนและสังคมถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างความจำเป็นเรื่องครอบครัวยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะรอการลงโทษในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายวิษณุ พรแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 852/2555
#521516
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่เพียงกำหนดเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้และระยะการชำระหนี้ใหม่เท่านั้น ส่วนข้อตกลงอื่นๆ ยังคงเป็นไปตามสัญญาเดิมและไม่มีข้อตกลงใดแสดงว่าโจทก์กับจำเลยมีเจตนาให้หนี้กู้ยืมตามสัญญาเดิมระงับแล้วมาบังคับกันใหม่ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จึงมิใช่การแปลงหนี้ใหม่

เมื่อสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ข้อ 4 ให้นำเงื่อนไขและข้อตกลงตามสัญญากู้มาใช้บังคับ และเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงินและหนังสือกู้เงิน ข้อ 2 วรรคสาม ตกลงให้โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก่อนถึงกำหนดได้ตามแต่ผู้ให้กู้จะเห็นสมควร และโดยมิพักต้องชี้แจงให้ผู้กู้ทราบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ได้ก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้

โจทก์นำคดีมาฟ้องก็เป็นการใช้สิทธิของโจทก์เองโดยที่จำเลยที่ 1 มิได้ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ จำเลยที่ 1 คงรับผิดชำระเงินต้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี แม้ปัญหานี้จำเลยที่ 1 จะมิได้ให้การต่อสู้ใว้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

เมื่อสัญญาค้ำประกันการกู้เงิน ข้อ 1 มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 ยอมผูกพันรับผิดในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ และข้อ 3 มีข้อตกลงว่า "ธนาคารยอมผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ โดยจะแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบหรือไม่ให้ทราบก็ตาม ผู้ค้ำประกันตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้นทุกครั้งไป และยังผูกพันรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและลูกหนี้ร่วมอยู่ตลอดไป" แสดงว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินตกลงยกเว้นบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 700 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 885,580.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 879,760.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4566 และ 4569 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ทำให้หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินระงับไปและจำเลยที่ 2 หลุดพ้นความรับผิดหรือไม่ เห็นว่า สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ทำหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ย มีการตกลงเปลี่ยนแปลงการชำระหนี้ โดยมีเงื่อนไขในการผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท จะชำระหนี้ให้เสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เงื่อนไขและข้อตกลงอื่นๆ ให้เป็นไปตามสัญญาเดิมทุกประการ และให้ถือว่าสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์เงื่อนไขและข้อตกลงอื่นๆ ยังคงเป็นไปตามสัญญาเดิมทุกประการ และไม่มีข้อความใดแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเจตนาให้หนี้กู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินระงับสิ้นไป แล้วมาบังคับกันใหม่ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้และระยะเวลาการชำระหนี้ใหม่เท่านั้น เมื่อไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันทำให้หนี้เดิมระงับ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น และเมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างนำพยานเข้ามาสืบในประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยคดีตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสองไปคราวเดียวกัน โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเสียก่อน

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินกู้คืนแก่โจทก์ โดยจำเลยที่1 ยังไม่ผิดนัดได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดตามหนังสือสัญญากู้เงิน แต่จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และยังมิได้ผิดนัด โดยจำเลยที่ 1 นำเงินมาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ตลอดมาจนกระทั่งโจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว วันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 จำเลยที่ 1 ก็ยังคงนำเงิน 20,000 บาท มาชำระหนี้แก่โจทก์ ทั้งตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2548 แต่ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ข้อ 4 มีข้อตกลงว่า " เงื่อนไขและข้อตกลงอื่นๆ ให้เป็นไปตามสัญญาเดิมทุกประการ และให้ถือว่าสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เดิม " และหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 2 วรรคสาม มีข้อตกลงว่า " แต่อย่างไรก็ดี แม้ก่อนถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ดังกล่าวมาแล้วก็ตาม ก็ไม่ตัดสิทธิธนาคารที่จะเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ตามสัญญานี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ฯลฯ โดยธนาคารจะแจ้งให้ผู้กู้ทราบหรือไม่ก็ตาม ผู้กู้ตกลงยินยอมและขอปฏิบัติตามทุกประการโดยพลัน " เมื่อสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ข้อ 4 ให้นำเงื่อนไขและข้อตกลงตามสัญญากู้มาใช้บังคับ และเป็นส่วนหนึ่งของสัญญากู้เงิน และหนังสือกู้เงิน ข้อ 2 วรรคสาม ตกลงให้โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ก่อนถึงกำหนดได้ ตามแต่ผู้ให้กู้จะเห็นสมควร และโดยมิพักต้องชี้แจงให้ผู้กู้ทราบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ได้ก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยกับจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปนั้น เห็นว่า ตามรายการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ได้ความว่า ขณะโจทก์นำคดีมาฟ้องโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี แต่โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยอัตราผิดนัดกับจำเลยที่ 1 ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่านับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 จะได้ผิดนัดต่อโจทก์ ที่โจทก์นำคดีมาฟ้องก็เป็นการใช้สิทธิของโจทก์เองโดยที่จำเลยที่ 1 มิได้ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ จำเลยที่ 1 คงรับผิดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 885,580.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี แม้ปัญหานี้จำเลยที่ 1 จะมิได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 แต่ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดให้คิดได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมขั้นต่ำบวกหนึ่ง (MRL + 1) ตามประกาศของโจทก์ และให้นำเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 มาชำระดอกเบี้ยและต้นเงินด้วย

ปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาค้ำประกันแทนผู้ค้ำประกันเดิมนับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2537 โดยมีกำหนดเวลา 3 ปี แต่พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบไม่ปรากฏว่าก่อนที่จำเลยที่ 2 จะเข้ามาทำสัญญาค้ำประกันการกู้ จะได้มีบริษัทสวนขวัญธารแก้ว จำกัด หรือบริษัทในเครือของบริษัทสวนขวัญธารแก้ว จำกัด เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ก่อนจำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันต่อเนื่องกับผู้ค้ำประกันรายเดิมตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง เมื่อสัญญาค้ำประกันการกู้เงิน ข้อ 1 มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 ยอมผูกพันรับผิดในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ และข้อ 3 มีข้อตกลงว่า " ธนาคารยอมผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ โดยจะแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบหรือไม่ให้ทราบก็ตาม ผู้ค้ำประกันตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้นทุกครั้งไป และยังผูกพันรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและลูกหนี้ร่วมอยู่ตลอดไป" แสดงว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงิน ข้อ 3 ตกลงยกเว้นบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 885,580.89 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.5 ต่อปี แต่ทั้งนี้มิให้เกินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมขั้นต่ำบวกหนึ่ง(MLR + 1) ตามประกาศโจทก์ ของต้นเงิน 879,760.01 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 ตุลาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้นำเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำมาชำระวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 มาชำระดอกเบี้ยและต้นเงินด้วยหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 4566 และ 4569 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 9,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 700
ชื่อคู่ความ
ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
โดยธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน)
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางจุฑาธิปพ์ ศรีวงษ์ชัยหรือศรีวงศ์ชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไชยยงค์ คงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2555
#554397
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานศาลไปส่งหมายนัดชี้สองสถานหลังจากวันที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้หมายแจ้งนัดชี้สองสถานถึง 16 วัน จนเป็นผลให้โจทก์ทราบนัดชี้สองสถานล่าช้าตามไปด้วยและทำให้โจทก์เหลือระยะเวลาไม่เพียงพอที่จะปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยมิใช่ความผิดของโจทก์ ดังนั้น การที่ในวันชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางด่วนมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ทั้งที่โจทก์ไม่เหลือระยะเวลาเพียงพอที่จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 ประกอบข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคแรก ในเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานมิใช่ความผิดของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยาน ทำให้กระบวนพิจารณาตั้งแต่ศาลภาษีอากรกลางสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ จนถึงชั้นพิพากษาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ชอบที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะสั่งให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ชั้นพิจารณาสั่งบัญชีระบุพยานของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาด และให้จำเลยคืนเงินภาษีและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 135,575 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 128,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคแรกกำหนดว่า ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน เมื่อคู่ความฝ่ายใดมีความจำนงที่จะอ้างอิงเอกสารฉบับใดหรือคำเบิกความของพยานคนใด หรือมีความจำนงที่จะให้ศาลตรวจสอบบุคคล วัตถุ สถานที่ หรืออ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้งเพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 30 วัน ซึ่งบัญชีระบุพยานโดยแสดงเอกสารหรือสภาพของเอกสารที่จะอ้างและรายชื่อ ที่อยู่ ของบุคคล ซึ่งคู่ความฝ่ายนั้นระบุอ้างเป็นพยานหรือคำขอให้ศาลไปตรวจหรือขอให้ผู้เชี่ยวชาญ แล้วแต่กรณีพร้อมทั้งสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอ เพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่นหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมารับไปโดยทางเจ้าพนักงานศาล แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลได้ส่งหมายแจ้งวันนัดชี้สองสถานให้แก่ทนายโจทก์ทราบโดยวิธีการปิดหมายในวันที่ 24 มกราคม 2551 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบวันนัดชี้สองสถานเมื่อเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วนับตั้งแต่เวลาที่ได้มีการปิดหมายนัดชี้สองสถานคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ซึ่งเมื่อนับจากวันที่ถือว่าโจทก์ทราบวันนัดชี้สองสถานจนถึงวันชี้สองสถานมีระยะเวลาเพียง 27 วัน โจทก์ย่อมไม่มีระยะเวลาที่จะยื่นบัญชีระบุพยานได้ทันตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 ประกอบข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคแรก ประกอบการที่เจ้าพนักงานศาลไปส่งหมายแจ้งวันนัดชี้สองสถานหลังจากวันที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้หมายแจ้งวันนัดชี้สองสถานถึง 16 วัน จนเป็นผลให้โจทก์ทราบวันนัดชี้สองสถานล่าช้าตามไปด้วยและทำให้โจทก์เหลือระยะเวลาไม่เพียงพอที่จะปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยมิใช่ความผิดของโจทก์ ดังนั้น ศาลภาษีอากรกลางด่วนมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ในวันนัดชี้สองสถานทั้งที่โจทก์ไม่มีระยะเวลาเพียงพอที่จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 ประกอบข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคแรก ในเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยานโดยมิใช่ความผิดของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยาน ทำให้กระบวนพิจารณาตั้งแต่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 จนถึงชั้นพิพากษาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ชอบที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะสั่งให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ชั้นพิจารณาสั่งบัญชีระบุพยานของโจทก์ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และมาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และมาตรา 243 (2) อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นอื่นอีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งของศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การพิจารณาสั่งบัญชีระบุพยานของโจทก์ฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 โดยให้สั่งรับบัญชีระบุพยานของโจทก์ดังกล่าว และนัดชี้สองสถานใหม่แล้วพิจารณาให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 671/2555
#521549
เปิดฉบับเต็ม

วันเกิดเหตุพวกของจำเลยทั้งสองมีเหตุทะเลาะวิวาทกับกลุ่มคนที่เล่นสาดน้ำสงกรานต์ที่ปากซอยที่เกิดเหตุ ต่อมาจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายไปที่เกิดเหตุพร้อมกับพวกที่มีเหตุทะเลาะวิวาทดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าที่จำเลยที่ 2 พกอาวุธปืนไปด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 กับพวกอีกคนหนึ่งจึงใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มคนที่กำลังเล่นสาดน้ำสงกรานต์หลายนัดเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายและผู้เสียหายทั้งสามได้รับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กายแล้วพากันหลบหนีไป ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาใช้อาวุธปืนในการวิวาท จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการในการใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายกับพวก อย่างไรก็ตามแม้การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่การจะเป็นตัวการร่วมฐานความผิดดังกล่าวจะต้องมีลักษณะมีการวางแผนและคบคิดมาแต่ต้นที่จะไปฆ่าผู้อื่น โดยคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด อันเป็นเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำตามแต่ละคนและไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วน แต่สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายและผู้เสียหายมาก่อน โดยได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า ฉ. มีสาเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้ตายและได้แจ้งเหตุทางโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 2 ทราบเพื่อให้ช่วยเหลือโดยไม่ปรากฏว่าได้ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายและพบ ฉ. จำเลยที่ 1 ก็ถามว่าจะไปไหนกัน ฉ. ตอบว่า "ไปเลียบคลอง" อันแสดงว่าในตอนแรกขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบว่าจะขับรถจักรยานยนต์ไปที่ใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 ไปใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายกับพวกในที่เกิดเหตุจึงมีลักษณะเป็นการตัดสินใจในทันทีทันใด จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และให้นับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 9458/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง แต่มิได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษสองกระทงหลังมาบวกกับกระทงแรกได้ และไม่อาจนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 9458/2550 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง เฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โจทก์มีนายเอกฤทธิ์และนายวันชัยเป็นประจักษ์พยาน โดยนายเอกฤทธิ์เบิกความว่า วันเกิดเหตุมีการเล่นสาดน้ำสงกรานต์บริเวณที่เกิดเหตุ พยานเล่นจนถึงเวลาประมาณ 13 นาฬิกา แล้วเดินเข้าไปในซอย ระหว่างนั้นทราบว่ามีกลุ่มที่เล่นสาดน้ำอยู่หน้าปากซอยทะเลาะกับกลุ่มคนที่ขับรถผ่านถนนหน้าปากซอย ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา พยานเดินออกมาจากซอยข้ามถนนเลียบคลองทวีวัฒนามีกลุ่มรถจักรยานยนต์ 3 ถึง 4 คัน แล่นมาจากด้านถนนอักษะมุ่งหน้าไปทางถนนเพชรเกษม พยานเดินไปใกล้จะถึงรั้วก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น พยานถูกยิงที่ราวนมด้านขวา เห็นจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นคนยิงพยาน และนายวันชัยเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานขายของอยู่ปากซอยที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา เห็นกลุ่มคนเป็นผู้ชายนั่งรถจักรยานยนต์ 5 ถึง 6 คัน แล่นมาจากด้านถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าไปทางถนนอักษะ แล่นผ่านกลุ่มคนที่เล่นสาดน้ำสงกรานต์ที่หน้าปากซอยดังกล่าวไปประมาณ 50 เมตร แล้วย้อนกลับมาได้ยินเสียงปัง 3 ครั้ง พยานวิ่งไปอยู่ข้างทางเท้าเห็นผู้ที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ 2 คัน ถืออาวุธปืนคนละกระบอก ยิงปืนไปบริเวณนั้น นอกจากนี้ พันตำรวจโทพงศ์ศักดิ์ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์เบิกความประกอบบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน โดยพยานได้สอบปากคำต่อหน้าบิดาและทนายความของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามคำให้การดังกล่าวได้ความว่า ในวันเกิดเหตุเวลา 17.30 นาฬิกา ขณะจำเลยทั้งสองเล่นสาดน้ำสงกรานต์กับพวกอยู่บริเวณแยกคลองบางขวาง ซึ่งเป็นคนละแห่งกับที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่า นายฉัตรชัยหรือเอได้แจ้งทางโทรศัพท์ว่ามีเรื่องให้ช่วย จำเลยที่ 1 จึงกลับไปบ้าน ต่อมาจำเลยที่ 2 ก็ขับรถจักรยานยนต์ไปหาจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 1 จึงขับรถจักรยานยนต์โดยจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายไปพบนายฉัตรชัยและพวกแล้วพากันไปที่เกิดเหตุ ระหว่างทางจำเลยที่ 2 และนายฉัตรชัยบอกว่าจะไปยิงนายอภิชาตกับพวก เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุนายฉัตรชัยชี้ไปที่กลุ่มวัยรุ่นที่เล่นสงกรานต์และพูดว่า "เนี๊ยะ" ทันใดนั้นจำเลยที่ 1 ได้ยินเสียงปืนจากจำเลยที่ 2 ที่นั่งซ้อนท้าย 3 ถึง 4 นัด และได้ยินเสียงปืนจากนายฉัตรชัยอีกหลายนัด หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป เห็นว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การชั้นสอบสวนต่อหน้าบิดาและทนายความของจำเลยที่ 1 จึงเชื่อว่าให้การตามความเป็นจริง และจำเลยที่ 1 นำสืบว่า ระหว่างทางได้ยินนายฉัตรชัยพูดว่าจะไปฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ก็ยิงปืนไปยังกลุ่มคนที่นายฉัตรชัยชี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ช่วงกลางวันในวันเกิดเหตุพวกของจำเลยทั้งสองมีเหตุทะเลาะวิวาทกับกลุ่มคนที่เล่นสาดน้ำสงกรานต์ที่ปากซอยที่เกิดเหตุ ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายไปที่เกิดเหตุพร้อมกับพวกที่มีเหตุทะเลาะวิวาทดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าจำเลยที่ 2 พกอาวุธปืนไปด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 กับพวกอีกคนหนึ่ง จึงใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มคนที่กำลังเล่นสาดน้ำสงกรานต์หลายนัดเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายและผู้เสียหายทั้งสามได้รับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กายแล้วพากันหลบหนีไป ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาใช้อาวุธปืนในการวิวาท จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการในการใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายกับพวก ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังนั้น ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามแม้การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่การจะเป็นตัวการร่วมฐานความผิดดังกล่าว จะต้องมีลักษณะมีการวางแผนและคบคิดมาแต่ต้นที่จะไปฆ่าผู้อื่นโดยคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด อันเป็นเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำตามแต่ละคนและไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วน แต่สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายและผู้เสียหายมาก่อน โดยได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า นายฉัตรชัยมีสาเหตุทะเลาะวิวาทกับนายอภิชาติผู้ตายและได้แจ้งเหตุทางโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 2 ทราบเพื่อให้ช่วยเหลือโดยไม่ปรากฏว่าได้ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ มีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายและพบนายฉัตรชัย จำเลยที่ 1 ก็ถามว่าจะไปไหนกัน นายฉัตรชัยตอบว่า "ไปเลียบคลอง" อันแสดงว่าในตอนแรกขณะที่ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นั้น จำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบว่าจะขับรถจักรยานยนต์ไปที่ใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 2 ไปใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายกับพวกในที่เกิดเหตุ จึงมีลักษณะเป็นการตัดสินใจในทันทีทันใด จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 นั้น เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 18 ปีเศษ มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่สมควรลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ฎีกาของ จำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืน กับฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นในชั้นพิจารณาของศาล ซึ่งศาลนำคำรับสารภาพดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยลงโทษจำเลยทั้งสองด้วย จึงถือว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และคำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลดโทษให้จำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืน จึงไม่เหมาะสม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ฎีกาก็ตาม

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 23 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 4 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตคงจำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธนากรหรือเอ็กซ์ ประดิษฐดร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสุชาดา พรพิพัฒน์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2555
#520468
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม, 102 แต่ปรับบทลงโทษเฉพาะความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เพียงในส่วนของการปรับบทลงโทษว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และลงโทษฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของการปรับบทกำหนดโทษ แต่ยังคงวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 65 วรรคสอง), 66 วรรคสาม, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 52 (2)) ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกตลอดชีวิต ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน รวมทุกกระทงความผิดแล้ว คงจำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดจริง แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคสอง), 66 วรรคสาม, 102 แต่ปรับบทลงโทษเฉพาะความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่าเป็นการกระทำกรรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โดยลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงเป็นเช่นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา แต่พิพากษาแก้ในส่วนของการปรับบทลงโทษเป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมายด้วยว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และลงโทษฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย กรณีจึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนของการปรับบทกำหนดโทษ แต่ยังคงวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดและลงโทษตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา อันมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คดีนี้จึงเป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง จำเลยย่อมฎีกาไม่ได้

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นางน้อยหรือมัด ไม่มีนามสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายธาริน ปัญญาโพธิคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2555
#521395
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายทั้งสองฉบับที่พิพาทกันในคดีนี้ แม้จะมีความบกพร่องโดยไม่ชัดเจนว่า โจทก์มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่ง ป.รัษฎากร ตามมาตรา 50 มิใช่ตามมาตรา 3 เตรส แต่ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินจำเลยมีหนังสือแจ้งขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย โดยใบแนบหนังสือให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ประกอบกับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญว่า โจทก์ได้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่ง ป.รัษฎากร โดยมิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และเงินเพิ่มตามกฎหมายได้ระบุปีภาษี จำนวนเงิน เข้าลักษณะมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยที่ใบแนบหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย เป็นการจัดให้มีเหตุผลดังกล่าวในภายหลังตามมาตรา 41 (2) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 เมื่อพิจารณาหนังสือดังกล่าวประกอบกันถือได้ว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล การจัดเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่ง ป.รัษฎากร โจทก์ต้องชำระภาษีจากกำไรสุทธิซึ่งคำนวณจากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่ง ป.รัษฎากร ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แสดงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โจทก์ โดยเป็นกรณีแสดงรายได้ขาดไป มีรายจ่ายซึ่งไม่สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ และบันทึกต้นทุนต่ำไป จึงมีการปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่ตามเงื่อนไขของมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี จากนั้นคำนวณภาษีที่ต้องเสียโดยหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้ว ทั้งมีการนำภาษีที่โจทก์ชำระเกินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนำมาหักกลบลบให้ ต่อมาจึงคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว โดยไม่จำต้องมีหนังสือเรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินแต่อย่างใด

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะมีข้อความรายการคำนวณภาษีตามผลการตรวจสอบ ประเภทการประกอบกิจการ กิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ประเภทรายรับ ดอกเบี้ยรับ จำนวนรายรับทั้งสิ้น อัตราร้อยละ 3 จากนั้นมีรายการภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ตลอดจนภาษีส่งท้องถิ่น และรวมภาษีต้องชำระ มีข้อความให้โจทก์นำภาษีไปชำระที่ใด ภายในเวลาเท่าใด และระบุเหตุผลในการประเมินว่า โจทก์มีดอกเบี้ยรับจากการให้กรรมการกู้ยืมโดยไม่นำรายรับไปยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติมตามกฎหมาย จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว โดยไม่จำต้องมีหนังสือเรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินแต่อย่างใด

เมื่อได้วินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบ โดยไม่จำต้องมีหนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมิน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า หนังสือเรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และใบแนบหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย ได้กระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ หนังสือเรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุในหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 แต่ยังมิได้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์แก่โจทก์ตามมาตรา 34 แห่ง ป.รัษฎากร จึงยังไม่สิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เป็นการจัดให้มีเหตุผลในภายหลัง โดยกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 41 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว สำหรับโจทก์จะมีโอกาสคัดค้านได้ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแจ้งเพิ่มเติมเหตุผลหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2548 ซึ่งหากโจทก์ประสงค์จะโต้แย้งและแสดงหลักฐานเพิ่มเติมก็ต้องยื่นอุทธรณ์และแสดงพยานหลักฐานภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าวซึ่งครบกำหนดที่จะอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 แต่ก็ได้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2548 แต่โจทก์มิได้โต้แย้งภายใน 30 วัน ดังนั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่จำต้องพิจารณาทบทวนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย เลขที่ ตส. 1002071/1/102371 และ 1002372 หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ตส.1002071/2/100167 ถึง 100168 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ ตส. 1002071/6/100122 ถึง 100125 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.1)/6/2548 เลขที่ สภ.1(อธ.1)/8 ถึง 9/2548 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.1)/11 ถึง 14/2548 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 ให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายเลขที่ ตส. 1002071/1/102371 และ 1002372 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/6/2548 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ตลอดจนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่เกี่ยวข้องเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่

สำหรับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายทั้งสองฉบับซึ่งพิพาทกันในคดีนี้มีข้อความว่า จากการตรวจสอบหลักฐานแสดงการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) เงินเดือน ซึ่งโจทก์จ่ายให้แก่พนักงาน ปรากฏว่าโจทก์จ่ายเงินได้พึงประเมินโดยมิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้และมิได้นำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 3 เตรส มาตรา 50 หรือมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเป็นจำนวนเงินดังระบุไว้ในหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายดังกล่าว แม้จะมีความบกพร่องโดยไม่ชัดเจนว่า โจทก์มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 50 มิใช่ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย โดยใบแนบหนังสือให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ประกอบกับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญว่าโจทก์ได้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยมิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ได้ระบุปีภาษี จำนวนเงิน เข้าลักษณะมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว ทั้งหนังสือดังกล่าวยังให้สิทธิแก่โจทก์ว่า หากประสงค์จะโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานเพิ่มเติม ให้ยื่นอุทธรณ์และแสดงพยานหลักฐานได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับหนังสือดังกล่าวอีกด้วย โดยที่ใบแนบหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นการจัดให้มีเหตุผลดังกล่าวในภายหลังตามมาตรา 41 (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และหนังสือเรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายดังกล่าวข้างต้นประกอบกันแล้ว ถือได้ว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง และมาตรา 41 (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่นั้น เห็นว่า หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล มีข้อความว่า เนื่องจากการตรวจสอบบัญชีของโจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 ประกอบคำให้การของนางสาวพรรณี (ผู้รับมอบอำนาจโจทก์) ปรากฏว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 แสดงรายการขาดทุนสุทธิ 4,129,082.97 บาท จากการตรวจสอบพบว่า โจทก์แสดงรายได้ขาดไป 13,829,044.14 บาท เมื่อปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่แล้ว มีกำไรสุทธิต้องเสียภาษี 9,699,961.17 บาท คำนวณเป็นเงินภาษีต้องชำระ 2,909,988.35 บาท หักภาษีที่ชำระไว้แล้ว 2,072,133.67 บาท เงินภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 837,854 .68 บาท เบี้ยปรับ 837,854.68 บาท เงินเพิ่ม 754,069.21 บาท รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 2,429,778.57 บาท อาศัยอำนาจตาม มาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์นำเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล 837,854.68 บาท เบี้ยปรับตามมาตรา 22 จำนวน 837,854.68 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ซึ่งได้คำนวณถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 จำนวน 754,069.21 บาท รวมเป็นเงิน 2,429,778 บาท ไปชำระ ณ ที่ทำการเขตปทุมวัน ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือนี้ หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล มีข้อความว่า เนื่องจากการตรวจสอบบัญชีของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 ประกอบคำให้การของนางสาวพรรณี (ผู้รับมอบอำนาจโจทก์) ปรากฏว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) แสดงผลขาดทุนสุทธิ 20,903,456.31 บาท จากการตรวจสอบพบว่าโจทก์แสดงรายได้ขาดไปรวม 10,680,782.01 บาท รายจ่ายซึ่งไม่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (3) (4) รวมจำนวน 18,338,467.38 บาท เมื่อนำมาปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่แล้วมีกำไรสุทธิต้องเสียภาษี 8,115,793.08 บาท คำนวณเป็นภาษีที่ต้องชำระ 2,434,737.92 บาท หักภาษี ณ ที่จ่ายที่ชำระไว้แล้ว 775,954.52 บาท เป็นภาษีที่ต้องชำระ 1,658,783.40 บาท เบี้ยปรับ 1,658,783.40 บาท และเงินเพิ่ม 1,194,324.05 บาท รวมเป็นภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมทั้งสิ้น 4,511,890.85 บาท อาศัยอำนาจตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์นำภาษีเงินได้นิติบุคคล 1,658,783.40 บาท กับเบี้ยปรับตามมาตรา 22 จำนวน 1,658,783.40 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ซึ่งคำนวณถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 จำนวน 1,194,324.05 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,511,890 บาท ไปชำระ ณ ที่ว่าการเขตปทุมวันภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ และหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล มีข้อความว่า เนื่องจากการตรวจสอบบัญชีของโจทก์ประกอบคำให้การของนางสาวพรรณี (ผู้รับมอบอำนาจโจทก์) ปรากฏว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) แสดงผลขาดทุนสุทธิ 45,797,338.11 บาท จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ปรากฏว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีโดยแสดงรายได้ขาดไป 225,253,013.07 บาท รายจ่ายค่าการกุศลต้องห้ามมิให้หักเป็นรายจ่าย ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 65 ตรี (3) จำนวน 546,762.50 บาท บันทึกต้นทุนขายต่ำไป 118,809,662.27 บาท เมื่อปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่แล้ว ปรากฏว่าโจทก์มีกำไรสุทธิต้องนำไปคำนวณภาษี 61,192,775.19 บาท คำนวณเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระภายหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ชำระไว้แล้ว 17,666,480.33 บาท เบี้ยปรับ 17,666,480.33 บาท และเงินเพิ่ม 9,539,899.38 บาท แต่เนื่องจากมีภาษีที่ชำระไว้เกินจากรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จำนวน 1,125,722.53 บาท ซึ่งนำมาหักกลบลบให้ หลังคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว คงเหลือจำนวนภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมจำนวน 16,540,757.80 บาท รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 43,747,137 บาท ฉะนั้นอาศัยอำนาจตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร ให้โจทก์นำภาษีเงินได้นิติบุคคล 16,540,757.80 บาท กับเบี้ยปรับตามมาตรา 22 จำนวน 17,666,480.33 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ซึ่งคำนวณถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 จำนวน 9,539,899.38 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 43,747,137 บาท ไปชำระ ณ ที่ว่าการเขตปทุมวันภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ เห็นว่า การจัดเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรนั้นโจทก์ต้องชำระภาษีจากกำไรสุทธิซึ่งคำนวณจากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวข้างต้นได้แสดงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โจทก์ โดยเป็นกรณีแสดงรายได้ขาดไป มีรายจ่ายซึ่งไม่สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ และบันทึกต้นทุนขายต่ำไป จึงมีการปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่ตามเงื่อนไขของมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร จากนั้นคำนวณภาษีที่ต้องเสียโดยหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้ว ทั้งมีการนำภาษีที่โจทก์ชำระเกินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนำมาหักกลบลบให้ ต่อมาจึงคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ดังนั้นจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ได้จัดให้มีเหตุผลไว้แล้ว ซึ่งเหตุผลประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว โดยจำเลยไม่จำต้องมีหนังสือเรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินแต่อย่างใด ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) นั้น เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวมีข้อความรายการ การคำนวณภาษีตามผลการตรวจสอบ ประเภทการประกอบกิจการ กิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ประเภทรายรับ ดอกเบี้ยรับ จำนวนรายรับทั้งสิ้น อัตราภาษีร้อยละ 3 จากนั้นมีรายการภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ตลอดจนภาษีส่วนท้องถิ่น และรวมภาษีต้องชำระทั้งสิ้น มีข้อความให้โจทก์นำภาษีดังกล่าวไปชำระที่สำนักงานสรรพากรเขตปทุมวันภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว และระบุเหตุผลที่ประเมินว่า โจทก์มีดอกเบี้ยรับจากการให้กรรมการกู้ยืมโดยไม่นำรายรับไปยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติมตามกฎหมาย ดังนั้น จึงเป็นการประเมินให้โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร มีอัตราภาษีตามมาตรา 91/6 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวข้างต้นเป็นคำสั่งทางปกครองที่จัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลดังกล่าวประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจแล้ว ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยจำเลยไม่จำต้องมีหนังสือเรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินแต่อย่างใด ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะฉบับพิพาทเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยจำเลยไม่จำต้องมีหนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมิน ใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล และใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วเช่นนี้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนังสือเรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และใบแนบหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตาม จำเลยได้กระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 41 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ เห็นว่า หนังสือเรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 แต่ยังมิได้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์แก่โจทก์ตามมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร จึงยังไม่สิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ ตามประมวลรัษฎากร ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เป็นการจัดให้มีเหตุผลดังกล่าวในภายหลัง โดยกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 41 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว สำหรับโจทก์มีโอกาสจะอุทธรณ์คัดค้านได้ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแจ้งเพิ่มเติมเหตุผลดังกล่าวหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2548 ตามบันทึกการปิดหมายเรียก ซึ่งหากโจทก์ประสงค์จะโต้แย้งและแสดงหลักฐานเพิ่มเติมก็ต้องยื่นอุทธรณ์และแสดงพยานหลักฐานภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าว ซึ่งครบกำหนดที่จะอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 แต่ก็ได้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2548 แต่โจทก์มิได้โต้แย้งและแสดงหลักฐานเพิ่มเติมหรืออุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือเรื่อง ขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ดังนั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่จำต้องพิจารณาทบทวนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลดังกล่าวมิได้เปิดโอกาสให้โจทก์มีเวลาพอที่จะอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านได้ จึงไม่เป็นธรรมต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยให้สิทธิโจทก์เข้าร่วมในการพิจารณาอุทธรณ์ไว้หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏจากสำนวนพิจารณาอุทธรณ์ว่า นายวัชรา ทนายโจทก์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปให้การต่อนางมาเรียม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์สำนวนนี้ โดยนายวัชรามีโอกาสชี้แจงและจัดส่งเอกสารเพิ่มเติมในชั้นพิจารณาอุทธรณ์หลายครั้ง ตามบันทึกคำให้การ เป็นการให้สิทธิโจทก์เข้าร่วมในการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แบบของหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรบางฉบับถูกยกเลิกโดยระเบียบการตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร การออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรในคดีนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร โดยผู้อนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกคือสรรพากรภาค 1 ไม่ปรากฏเป็นผู้ที่อธิบดีมอบอำนาจให้อนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าว และกรณีที่โจทก์ให้กรรมการกู้ยืมเงินไม่เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า จากการตรวจสอบภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินพบว่า โจทก์ไม่ได้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ถูกต้องครบถ้วน มีรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี หลายรายการ และบันทึกต้นทุนขายต่ำไป ซึ่งเหตุแห่งการประเมินภาษีแก่โจทก์หลายรายการเป็นเงินจำนวนมากและหลายรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นก็เป็นยอดเงินจำนวนมาก และหลายเดือนภาษี การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายย่อมเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว ไม่มีเหตุสมควรลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์อีก ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 ม. 41
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 65 ม. 65 ทวิ ม. 65 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอมเมอร์เชียลแอสโซซิเอทส์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
องอาจ โรจนสุพจน์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2555
#521462
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร ก. ตกลงให้นำหนี้ของบริษัท น. และบริษัท ท. มารวม และให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้ ตามสัญญากู้เงินโดยมีโจทก์เป็นผู้กู้ ส่วนบริษัท น. และบริษัท ท. เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อพิเคราะห์บัญชีที่โจทก์จัดทำขึ้น โจทก์ได้บันทึกบัญชีว่า บริษัท น. และบริษัท ท. เป็นลูกหนี้เงินกู้ระยะยาว แต่ไม่ได้บันทึกดอกเบี้ยรับไว้ในบัญชี ตามสมุดรายวันทั่วไปของโจทก์ มีรายได้ดอกเบี้ยรับเงินกู้ระยะยาวจากบริษัท น. และบริษัท ท. อันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสัญญากู้ยืมเงินและข้อมูลทางบัญชีเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของกิจการของโจทก์ พยานหลักฐานดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าโจทก์ให้บริษัท น. และบริษัท ท. ซึ่งมีความสัมพันธ์กับบริษัทโจทก์กู้ยืมเงิน เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5)

กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นข้อที่โจทก์ต้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์เรื่องนี้ต่อศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 5110060/6/100099 ถึง 100122 รวม 24 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.5 สป 1/68/2548 และงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีนางอาศยา ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งหัวหน้าแผนกบัญชีเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2533 โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด เป็นเงิน 55,580,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ซื้อเครื่องจักร ตามสัญญากู้เงิน ในวันเดียวกันนั้นบริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด เป็นเงิน 8,700,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ซื้อเครื่องจักร ตามสัญญากู้เงิน ซึ่งการกู้ยืมเงินดังกล่าวบริษัททั้งสองไม่มีความเกี่ยวพันกัน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด มีหนังสือทวงถามโจทก์และบริษัทนำรุ่งอุตสาหรรม จำกัด ให้ชำระหนี้แก่ธนาคารตามหนังสือทวงถาม โดยที่โจทก์ บริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทนานมีอุตสาหกรรม จำกัด ยังมิได้ชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่ธนาคารเช่นกัน จึงเจรจาขอชำระหนี้โดยวิธีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2535 ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด มีหนังสือแจ้งรายละเอียดวงเงินสินเชื่อใหม่ให้แก่โจทก์ โดยมีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้ยืมของโจทก์ บริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทนานมีอุตสาหกรรม จำกัด ตามหนังสือแจ้งรายละเอียดวงเงินสินเชื่อ โจทก์ได้ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด ในวงเงิน 109,000,000 บาท ตามสัญญากู้เงิน (รับเงินกู้เป็นงวด) ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2535 เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของทั้งสามบริษัทดังกล่าวข้างต้น โดยโอนหนี้ทั้งหมดมายังโจทก์ เป็นการชำระคืนเงินกู้ยืมของโจทก์ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2533 เป็นเงิน 23,721,120 บาท ชำระคืนเงินกู้ยืมของบริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2533 เป็นเงิน 8,700,000 บาท และชำระคืนเงินกู้ของบริษัทนานมีอุตสาหกรรม จำกัด เป็นจำนวน 45,000,000 บาท ซึ่งบริษัทนานมีอุตสาหกรรม จำกัด ได้นำไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 56958 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยจดทะเบียนให้บริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทที. เค. ที. พลาสแพค จำกัด เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ และซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 56959 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยจดทะเบียนให้บริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด และโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ตามภาพถ่ายโฉนด ส่วนที่เหลือจำนวน 31,578,880 บาท ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด ได้ให้โจทก์ทยอยเบิกจ่ายเป็นค่าเครื่องจักรที่โจทก์สั่งซื้อ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด ตกลงให้นำหนี้ของบริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทที. เค. ที. พลาสแพค จำกัด มารวมและให้โจทก์เป็นผู้รับชำระหนี้ ตามสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวมีโจทก์เป็นผู้กู้ ส่วนบริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทที. เค. ที. พลาสแพค จำกัด เป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์มีภาระผูกพันกับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด ในฐานะผู้กู้ หนี้สินของบริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด โอนไปเป็นหนี้สินของโจทก์ซึ่งมีต่อธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด เมื่อพิเคราะห์บัญชีที่โจทก์จัดทำขึ้น ซึ่งโจทก์เบิกความรับว่าลงบัญชีตามความเป็นจริงในทางธุรกิจ โดยที่ข้อมูลทางการเงินที่เป็นตัวเลขแสดงถึงฐานะทางการเงินและการดำเนินงานของโจทก์ โจทก์ได้บันทึกบัญชีว่า บริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทที. เค. ที. พลาสแพค จำกัด เป็นลูกหนี้เงินกู้ระยะยาว แต่ไม่ได้บันทึกดอกเบี้ยรับไว้ในบัญชี ตามสมุดรายวันทั่วไปของโจทก์ มีรายได้ดอกเบี้ยรับเงินกู้ระยะยาวจากบริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทที. เค. ที. พลาสแพค จำกัด ตามภาพถ่ายสมุดรายวันทั่วไป อันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสัญญากู้ยืมเงินและข้อมูลทางบัญชีเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของกิจการของโจทก์ พยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้นย่อมฟังได้ว่าโจทก์ให้บริษัทนำรุ่งอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทที. เค. ที. พลาสแพค จำกัด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับบริษัทโจทก์กู้ยืมเงิน เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มหรือไม่ โดยจำเลยแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์ของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด จึงไม่มีอำนาจฟ้องที่จะของดหรือลดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่ม เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยให้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยร้องขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชี้ขาดยกเลิกการประเมินเท่านั้น มิได้อ้างเหตุในการขอลดหรืองดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มแต่อย่างใด ทั้งมิได้ร้องขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชี้ขาดลดหรืองดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มแก่โจทก์ด้วย แม้จำนวนเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับตามการประเมินเชื่อมโยงกับจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะโดยผลของกฎหมาย แต่กรณีมีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น เป็นข้อที่โจทก์ต้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์เรื่องนี้ต่อศาล คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น จึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณาต่อไปว่ามีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ศาลยังคงมีอำนาจที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับได้เองในกรณีมีเหตุสมควรด้วยนั้น และพิพากษาไม่ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ให้โจทก์จ่ายค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอินเตอร์พลาส แอนด์ พริ้นท์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสงค์ มหาลี้ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ชินวินิจกุล
องอาจ โรจนสุพจน์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 641/2555
#521531
เปิดฉบับเต็ม

เดือนภาษีมกราคม 2540 โจทก์มีภาษีชำระเกินยกมา 3,009,253.77 บาท ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม ให้สิทธิโจทก์นำไปชำระภาษีในเดือนถัด ๆ ไปได้จนกว่าจะหมด การที่เจ้าพนักงานประเมินนำภาษีที่ต้องชำระเดือนนี้ 511,661.12 บาท หักออกจากภาษีชำระเกินยกมา แล้วคงเหลือภาษีชำระเกินยกมา 2,497,492.65 บาท เป็นการนำภาษีที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มมาหักออกจากภาษีที่ชำระเกินยกมาแล้วยังมีภาษีชำระเกินยกไปใช้ในเดือนถัดไป ดังนั้น โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระภาษีเพิ่มเติมและเงินเพิ่ม คงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามการประเมินเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 เลขที่ 3013310/05/101788 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 3 (อธ.1.1)/166/2548 ลงวันที่ 1 เมษายน 2548

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 เลขที่ 3013310/05/101788 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.1.1)/166/2548 ลงวันที่ 1 เมษายน 2548 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เห็นว่า ในเดือนภาษีมกราคม 2540 โจทก์มีภาษีชำระเกินยกมา 3,009,253.77 บาท ซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคสาม ให้สิทธิโจทก์นำไปชำระภาษีในเดือนถัด ๆ ไปได้จนกว่าจะหมด การที่เจ้าพนักงานประเมินนำภาษีที่ต้องชำระเดือนนี้ 511,661.12 บาท หักออกจากภาษีชำระเกินยกมาแล้ว โดยโจทก์แสดงรายการภาษีสุทธิชำระเกิน 3,520,915.66 บาท แต่เจ้าพนักงานประเมินได้แก้ไขภาษีสุทธิที่ชำระเกินคงเหลือ 2,497,253.77 บาท (ที่ถูก 2,497,592.65 บาท) เป็นการนำภาษีที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มมาหักออกจากภาษีที่ชำระเกิน ยกมาแล้วยังมีภาษีที่ชำระเกินยกไปใช้ในเดือนถัดไป ดังนั้น โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระภาษีเพิ่มเติมและเงินเพิ่ม คงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามการประเมินเท่านั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน สำหรับประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 39 นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้กล่าวเป็นประเด็นไว้ในคำฟ้อง ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2538 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 3013310/05/101788 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 3 (อธ.1.1)/166/2548 ลงวันที่ 1 เมษายน 2548 เฉพาะที่ประเมินและวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 1,023,323.01 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 752,142.40 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/3 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจี เอ็ม เอส เน็ทเวิร์ค จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ นิศามณี
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 640/2555
#518437
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคแรก เป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง เมื่อหนังสือสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระบุว่า โจทก์ทั้งสองได้ชำระราคาและจำเลยทั้งสองได้รับเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ซื้อขายเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องฟังยุติตามนั้น การที่จำเลยทั้งสองนำพยานบุคคลมาสืบว่า ยังไม่ได้รับชำระค่าที่ดินครบถ้วน เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 441/38 ถนนบรมไตรโลกนารถ 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และให้ส่งมอบแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย กับให้ชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การ และฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ทั้งสองชำระเงิน 261,587 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 253,587 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 441/38 ถนนบรมไตรโลกนารถ 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และที่ดินโฉนดเลขที่ 35293 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และให้ส่งมอบแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงินเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 2 ธันวาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปเสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 7,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้โจทก์ทั้งสองชำระเงิน 253,587 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง แล้วให้จำเลยทั้งสองส่งมอบการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวิจฉัยว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรก เป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดง เมื่อหนังสือสัญญาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระบุว่า โจทก์ทั้งสองได้ชำระราคาและจำเลยทั้งสองได้รับเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ซื้อขายเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องฟังยุติไปตามนั้นจำเลยทั้งสองนำสืบพยานบุคคลว่ายังไม่ได้รับชำระค่าที่ดินครบถ้วน จึงเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาและฟังว่าโจทก์ทั้งสองยังค้างชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งด้วย ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียม ในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอมรรัตน์ ชูจันทร์ กับพวก
จำเลย — นายสำราญ รื่นชด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางวันเพ็ญ กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
โสภณ โรจน์อนนท์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2555
#520458
เปิดฉบับเต็ม

ในการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 มีความคล้ายคลึงกัน เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ร่วมในการสอบสวนด้วยเป็นผู้ตอบคำถามพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์แทนผู้เสียหายที่ 1 ดังฎีกาของจำเลยหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 8 ปี 12 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าไป ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุดเพียงฐานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี 12 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 8 ปี 12 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดลพบุรีแล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดโดยมีสาเหตุจากความเยาว์วัย ใช้ชีวิตอย่างอิสระขาดการควบคุมดูแล ทั้งยังไม่สำนึกในการกระทำของตน หากได้รับการอบรม ขัดเกลานิสัยและความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าการรับโทษจำคุก จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันควบคุม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากข้อความในบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 และข้อความในบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งทำขึ้นภายหลังมีข้อความคล้ายคลึงกัน เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ร่วมในการสอบสวนด้วยเป็นผู้ตอบคำถามพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์แทนผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 เป็นดังที่จำเลยโต้แย้งหรือไม่ อันเป็นการฎีกาเกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา เมื่อคดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมและองค์คณะในการทำคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่าง ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าปัจจุบันจำเลยอายุ 22 ปีเศษแล้ว จึงเห็นควรกำหนดระยะเวลาในการฝึกอบรมใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ฝึกอบรมจำเลยไม่เกินกว่าจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายวสันต์ โยธี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลพบุรี — นายจรัสพงศ์ จักขุทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภิญโญ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
สิริรัตน์ จันทรา
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2555
#554983
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาดังเช่นผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แม้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจะตรวจสำนวนหลังมีคำพิพากษา หรือระหว่างการพิจารณาคดี หรือสั่งคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา แต่ก็เป็นการสั่งคำร้องที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ ตรวจสำนวนเพื่อระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีต่าง ๆ อันเป็นอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (2) ถึง (4) เมื่อคดีนี้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90, 91, 157, 200 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ยื่นฎีกาพร้อมคำร้องว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีนี้ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นคดีอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โจทก์จึงขอให้ผู้พิพากษาคนใหม่มาทำหน้าที่แทนและขอให้ลงลายมือชื่อรับรองฎีกาโจทก์ หากผู้พิพากษาคนใหม่เห็นว่าคดีนี้ต้องให้ผู้พิพากษาคนก่อนที่เคยตัดสินคดีรับรองขอให้ส่งคำร้องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณา

อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้พิพากษาผู้มีสิทธิอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงคือ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เมื่อตามคำร้องโจทก์ไม่ประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงให้ยกคำร้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218, 219 และ 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป" บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ดังเช่นผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แม้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจะตรวจสำนวนหลังมีคำพิพากษาหรือระหว่างการพิจารณาคดีหรือสั่งคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นการสั่งคำร้องที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ ตรวจสำนวนเพื่อระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้องเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็ว และให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา อันเป็นอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ใน พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (2) ถึง (4) เพื่อให้งานราชการศาลเป็นไปโดยเรียบร้อยเท่านั้น เมื่อคดีนี้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุจน์วงศา โรจน์วัฒนกุล
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกสมัคร ปัญญาวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 563/2555
#521560
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใส่ความผู้เสียหายที่ 1 ต่อผู้เสียหายที่ 3 และใส่ความผู้เสียหายที่ 1 ต่อผู้เสียหายที่ 4 ในแต่ละครั้ง ก็โดยเจตนาเพื่อเรียกเงินจากผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นั่นเอง ความผิดฐานหมิ่นประมาทกับฐานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ในแต่ละครั้งจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดต่างกรรมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 143, 326

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143, 326 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหมิ่นประมาท จำคุก 2 เดือน ฐานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี รวมโทษจำคุก 6 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่ยุ่งยาก และการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ส่วนฎีกาที่ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่สามารถให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่จำเลยใส่ความผู้เสียหายที่ 1 ต่อผู้เสียหายที่ 3 และใส่ความผู้เสียหายที่ 1 ต่อผู้เสียหายที่ 4 ในแต่ละครั้ง ก็โดยเจตนาเพื่อเรียกเงินจากผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 นั่นเอง ความผิดฐานหมิ่นประมาทกับฐานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ในแต่ละครั้งจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดต่างกรรมกัน ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทและความผิดฐานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใดซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลย 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 143 ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายเชิดชาย คำพิหล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายเทิดทูล ภาสะฐิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันท์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 479/2555
#518464
เปิดฉบับเต็ม

การออกหมายจับผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น เป็นอำนาจพิเศษที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นมีอำนาจออกหมายจับผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนได้ ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 66 และมาตรา 59/1 โดยเฉพาะ จึงไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ต้องหาในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับผู้ต้องหาและระงับการดำเนินการตามหมายจับไว้ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลใช้ดุลพินิจในการออกหมายจับตามอำนาจหน้าที่และพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายจับและระงับการดำเนินการตามหมายจับ ยกคำร้อง

ผู้ต้องหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับผู้ต้องหาฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้องและเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเดิมผู้ร้องยื่นคำร้องขอออกหมายจับผู้ต้องหา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ออกหมายจับผู้ต้องหาฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ต่อมาผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ต้องหา ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับผู้ต้องหา ผู้ร้องฎีกา

ซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอน ถอนหมายจับผู้ต้องหานั้น ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อขอให้เพิกถอนหมายจับผู้ต้องหาได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 บัญญัติว่า "ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น

(2) ...........ฯลฯ.............."

สำหรับอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในการออกหมายอาญาประเภทหมายจับนั้น จะต้องปรากฏเหตุตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 ซึ่งบัญญัติว่า "เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้

(1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ

(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี..." และตามมาตรา 59/1 บัญญัติต่อไปว่า "ก่อนออกหมาย จะต้องปรากฏพยานหลักฐานตามสมควรที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่ามีเหตุที่จะออกหมายตามมาตรา 66 มาตรา 69 หรือมาตรา 71..."

จากบทบัญญัติดังกล่าว เห็นว่า การออกหมายจับผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น เพื่อให้การสอบสวนผู้ต้องหาดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม โดยไม่มีปัญหาติดขัด ล่าช้าหรือมีอุปสรรคในการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 โดยที่ขณะนั้นยังไม่เป็นการฟ้องคดีมาสู่การพิจารณาของศาล แต่เป็นอำนาจพิเศษที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นมีอำนาจออกหมายจับผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนได้ ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 และมาตรา 59/1 โดยเฉพาะ จึงไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 เพราะจะทำให้การดำเนินงานของกระบวนการยุติธรรมประสบอุปสรรคและเกิดความล่าช้า ดังจะเห็นได้จากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 59 วรรคสาม บัญญัติเป็นใจความว่า "ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนซึ่งมีเหตุอันควรโดยผู้ร้องขอไม่อาจไปพบศาลได้ ผู้ร้องขออาจร้องขอต่อศาลทางโทรศัพท์ โทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นที่เหมาะสมเพื่อขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้ ในกรณีเช่นว่านี้เมื่อศาลสอบถามจนปรากฏว่ามีเหตุที่จะออกหมายจับได้ตามมาตรา 59/1 และมีคำสั่งให้ออกหมายนั้นแล้ว..." และตามวรรคสี่ ตอนท้าย บัญญัติว่า "...หากความปรากฏต่อศาลในภายหลังว่าได้มีการออกหมายจับไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ศาลอาจมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายจับได้ ทั้งนี้ ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องขอจัดการแก้ไขเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควรก็ได้" โดยบทบัญญัติของมาตรานี้ก็ได้ระบุวิธีการให้ศาลชั้นต้นซึ่งออกหมายจับมีอำนาจโดยตรงในการแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากการออกหมายจับผู้ต้องหาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ทั้งมิได้ระบุให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาในการยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นแต่อย่างใด แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นการขอออกหมายจับ การขอเพิกถอนหมายจับตลอดจนการแก้ไขเพื่อเยียวยาความเสียหายแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น อีกประการหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 68 ยังได้บัญญัติว่า "หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือศาลซึ่งออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน" ดังนั้น หากผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้ว หมายจับก็ย่อมสิ้นผลไปในตัว หรือหากคดีขาดอายุความ หรือศาลชั้นต้นซึ่งออกหมายจับนั้น ได้ถอนหมายจับคืนเสียแล้ว หมายจับก็ย่อมสิ้นผลเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยประกอบกันมาผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เพิกถอนหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของผู้ต้องหา เป็นการสั่งรับอุทธรณ์โดยไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ต้องหาเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ต้องหานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ต้องหาและยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 59/1 ม. 66 ม. 193
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผู้ต้องหา — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายอิทธิพล โสขุมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2555
#525534
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้ประกันจำเลยต่อศาลชั้นต้น เอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยเป็นเอกสารปลอม โดย ว. ร่วมกับ ร. ปลอมลายมือชื่อผู้ร้องในหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านนำไปใช้ประกอบโฉนดที่ดินของผู้ร้อง การที่ศาลชั้นต้นมิได้ทำการไต่สวนให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เอกสารที่นำมายื่นขอประกันตัวจำเลยต่อศาล มีการปลอมลายมือชื่อของผู้ร้องจริงหรือไม่ เพื่อที่ศาลจะวินิจฉัยต่อไปว่าสัญญาประกันมีผลผูกพันผู้ร้องหรือไม่ เห็นควรให้ย้อนสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนในประเด็นดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วมีคำสั่งใหม่ไปตามรูปคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ในชั้นสอบสวนศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องโดยนางสาววารุณี ผู้รับมอบอำนาจและบริษัทลำลูกกา การ์เด้น จำกัด โดยนางสาววารุณี ผู้ประกันร่วมกันประกันตัวจำเลย โดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลชั้นต้นว่าจะปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของเจ้าพนักงานหรือศาล มิฉะนั้นผู้ประกันยอมรับผิดชอบใช้เงินรวมจำนวน 590,000 บาท ให้แก่ศาลชั้นต้น โดยมีโฉนดที่ดินเลขที่ 24767 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของผู้ร้องและโฉนดที่ดินอื่นรวม 4 ฉบับ เป็นหลักประกัน ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกันโดยไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัด ศาลชั้นต้นจึงสั่งปรับนายประกันเต็มสัญญาประกัน ผู้ประกันทราบคำสั่งศาลแล้ว ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนโฉนดที่ดินแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าปรับจนครบตามคำสั่งศาลก่อนแล้วจึงจะตรวจคืน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้ประกันจำเลยต่อศาลชั้นต้น เอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยเป็นเอกสารปลอม ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินรวม 13 แปลง ผู้ร้องเคยทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาววราภรณ์ นำไปขอออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แทนฉบับเก่าเนื่องจากฉบับเก่าชำรุด ซึ่งนางสาววราภรณ์ได้นำหนังสือมอบอำนาจไปขอออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แล้ว แต่ไม่ได้นำโฉนดที่ดินมาคืนผู้ร้อง ต่อมานางสาววราภรณ์ได้ร่วมกับนางสาววารุณี ปลอมลายมือชื่อผู้ร้องในหนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน แล้วนำไปใช้ประกอบโฉนดที่ดินของผู้ร้องยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น โดยผู้ร้องไม่ทราบและไม่ได้รู้เห็นยินยอม ต่อมาผู้ร้องได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่นางสาววราภรณ์และนางสาววารุณีในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอมและได้ร้องเรียนต่อศาลชั้นต้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ลงโทษจำคุกนางสาววารุณีในข้อหาละเมิดอำนาจศาลและคดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า สัญญาประกันนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้ทำการไต่สวนให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเอกสารที่นำมายื่นขอประกันตัวจำเลยต่อศาลเป็นคดีนี้ มีการปลอมลายมือชื่อของผู้ร้องจริงดังที่ผู้ร้องอ้างหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อที่ศาลจะได้วินิจฉัยต่อไปว่าสัญญาประกันมีผลผูกพันผู้ร้องหรือไม่ จึงเห็นควรให้ย้อนสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนในประเด็นดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วมีคำสั่งใหม่ไปตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้น แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นายเส่ง แซ่ลิ้ม
นายอ๊อด เบียนสายหรือเขียนสายหรือ
จำเลย — เซียนสายหรือเปียนสายหรือนาคิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 423/2555
#520015
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งคำสั่งให้รื้อถอนอาคารโดยทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งดังกล่าว ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้น และให้ปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และให้ถือว่าผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว ดังนั้น วันที่ปิดประกาศคำสั่งจึงเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาที่ให้ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนด อันเป็นวันที่บ่งบอกวันกระทำความผิด คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันที่ 16 ตุลาคม 2546 นายกเทศมนตรีตำบลทุ่งควายกินมีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และจำเลยทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2546 ซึ่งมิใช่ระยะเวลาเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันปิดประกาศ อันถือเป็นวันทราบคำสั่งตามกฎหมายดังกล่าว จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้เมื่อใด จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่เกิดการกระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว

การฝ่าฝืนปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มาตรา 21 ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคาร แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยต่อจากนั้นที่ไม่ยอมรื้อถอนย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42, 66 ทวิ แต่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 21, 65 วรรคสอง อีก ดังนั้นจำเลยจึงต้องชำระค่าปรับรายวันตามมาตรา 21, 65 วรรคสอง ถึงวันก่อนครบกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเท่านั้น มิใช่จนถึงวันที่จำเลยรื้อถอนเสร็จสิ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 91 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 40, 42, 65, 66 ทวิ, 67, 69, 71, 72 และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่บุกรุก กับให้จำเลยรื้อถอนอาคาร สิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8, 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 40 (3), 42, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 69, 71 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ และที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท ฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 5,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารจำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 28,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละ 500 บาท ฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2546 จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง และปรับเป็นรายวัน วันละ 100 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ให้จำเลย คนงานผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดิน และให้จำเลยรื้อถอนอาคาร สิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร คงจำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท กับปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละ 500 บาท ในความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต รวม 120 วัน เป็นเงิน 60,000 บาท ลดโทษปรับรายวันให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับรายวันรวมเป็นเงิน 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งคำสั่งให้รื้อถอนอาคารโดยทำเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งดังกล่าว ณ ภูมิลำเนาของผู้นั้นและให้ปิดประกาศคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และให้ถือว่าผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อพ้นกำหนดสามวัน นับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว ดังนั้น วันที่ปิดประกาศคำสั่งจึงเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาที่ให้ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนด มิฉะนั้นก็จะมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง วันที่ปิดประกาศคำสั่งจึงบ่งบอกวันกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันที่ 16 ตุลาคม 2546 นายกเทศมนตรีตำบลทุ่งควายกิน มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และจำเลยทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2546 ซึ่งมิใช่ระยะเวลาเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันปิดประกาศ อันถือเป็นวันทราบคำสั่งตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นจึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้เมื่อใด จึงถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่เกิดการกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯมาตรา 21, 65 วรรคสอง เป็นระยะเวลาเท่าใด โดยโจทก์อ้างในฎีกาว่า จำเลยก่อสร้างอาคารโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 21 ซึ่งเป็นการก่อสร้างอาคารที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ จึงไม่มีกำหนดวันปฏิบัติให้ถูกต้องคงต้องรื้อถอนสถานเดียว ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา21, 65 วรรคสอง ต้องชำระค่าปรับรายวันจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง คือจนกว่าจะรื้อถอนอาคารเสร็จสิ้นนั้น เห็นว่า การฝ่าฝืนปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคารฯ มาตรา 21 ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคาร แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยต่อจากนั้นที่ไม่ยอมรื้อถอนย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42, 66 ทวิ แต่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 21, 65 วรรคสอง อีก ดังนั้นจำเลยจึงต้องชำระค่าปรับรายวันตามมาตรา 21, 65 วรรคสอง ถึงวันก่อนครบกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเท่านั้น มิใช่จนถึงวันที่จำเลยรื้อถอนเสร็จสิ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 42 ม. 47 ทวิ ม. 65 วรรคสอง ม. 66 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นางรุ้งลาวัลย์ ลีสุริยาภรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายสมชัย สงวนนภาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา