คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2554
#514313
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 และ 335 นั้น เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กล่าวคือ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในทางอาญา และเป็นละเมิดในทางแพ่ง ผู้ที่ลักทรัพย์ไปต้องคืนหรือต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คือราคาทรัพย์สินและค่าเสียหาย ผู้ที่ลักทรัพย์ไปจึงมีสิทธิครอบครองดูแลทรัพย์สินที่ลักไปไว้เพื่อคืนแก่ผู้เสียหาย

การที่จำเลยเอารถจักรยานยนต์ไปจาก ส. โดยทุจริต แม้ ส. จะเป็นผู้ที่ลักทรัพย์มาจากผู้เสียหายอีกต่อหนึ่ง ก็ถือว่าจำเลยเป็นผู้แย่งการครอบครองไปจาก ส. การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานรับของโจรไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) วางโทษจำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์อยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย จำเลยมิได้กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ จำเลยฎีกาประการแรกว่า มิได้เอารถจักรยานยนต์ไปจากนายสุทธิพรนั้น เห็นว่า นายสุทธิพรยืนยันว่าไม่ยินยอมให้จำเลยกับพวกเอารถจักรยานยนต์ไป คำเบิกความของนายสุทธิพรสมเหตุผลเพราะนายสุทธิพรลักทรัพย์รถจักรยานยนต์เพื่อไปขับแข่ง แต่ยังไม่ทันขับแข่งตามความประสงค์ก็ถูกเอาไป จึงเชื่อว่าจำเลยกับพวกแย่งการครอบครองรถจักรยานยนต์ไปจากนายสุทธิพร การที่จำเลยร่วมเดินทางไปกับนายอรรถสิทธิ์และนายท็อป แม้นายอรรถสิทธิ์จะเป็นผู้เอารถจักรยานยนต์ไปจากนายสุทธิพรขับเป็นคนแรก แต่ต่อมาในวันเดียวกันในเวลาไม่นานนักจำเลยก็นำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปขับ และครอบครองตลอดมาจนเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมรถจักรยานยนต์ เป็นเวลาหลังจากเอาไปแล้วเกือบ 8 เดือน หากจำเลยมิได้เอารถจักรยานยนต์ไปจากนายสุทธิพร แต่ขอยืมจากนายอรรถสิทธิ์จริง จำเลยก็ควรคืนรถจักรยานยนต์ให้แก่นายอรรถสิทธิ์หรือไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจ แม้จะมีการแต่งรถเพื่อแข่งจริงก็ตาม จำเลยก็แจ้งได้ว่ามิได้เป็นผู้ดัดแปลงรถจักรยานยนต์ มิใช่ครอบครองและใช้ตลอดมา โดยถอดแผ่นป้ายทะเบียนออก ซึ่งถือเป็นข้อพิรุธแสดงถึงความไม่บริสุทธิ์ของจำเลยประการหนึ่งเพราะรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจดทะเบียนและมีแผ่นป้ายทะเบียนแล้ว และติดแผ่นป้ายทะเบียนอยู่ในขณะที่จำเลยเอาไป ที่จำเลยอ้างว่าเพื่อนของจำเลยเป็นคนถอดแผ่นป้ายออกนั้น ก็เป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่ปรากฏว่าเพื่อนจำเลยคนใดเป็นคนถอดออก จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ถอดแผ่นป้ายทะเบียนออกเอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยเอารถจักรยานยนต์ไปจากนายสุทธิพรโดยนายสุทธิพรไม่ยินยอม จึงเป็นการเอาไปโดยทุจริต คงมีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า การที่จำเลยเอารถจักรยานยนต์ไปจากนายสุทธิพรที่ลักทรัพย์มาจากผู้เสียหายอีกต่อหนึ่งโดยทุจริตจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และ 335 เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กล่าวคือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในทางอาญาและละเมิดในทางแพ่ง เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา กฎหมายให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาคืนแทนผู้เสียหายด้วย หากพนักงานอัยการไม่เรียกให้ ผู้เสียหายก็มีสิทธิที่จะฟ้องทางแพ่งจากผู้ที่ลักทรัพย์ไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43,44 และ 45 เพื่อให้ผู้ลักทรัพย์คืนทรัพย์สินที่ลักไปพร้อมค่าเสียหาย หากไม่สามารถคืนได้อาจเป็นเพราะทรัพย์สินสูญหายหรือบุบสลายเสียหายไปจนใช้การไม่ได้ ผู้ที่ลักทรัพย์ไปก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คือราคาทรัพย์สินและค่าเสียหาย ดังนั้นผู้ที่ลักทรัพย์ไปจึงมีสิทธิครอบครองดูแลทรัพย์สินที่ลักไปไว้เพื่อคืนแก่ผู้เสียหายเพราะถ้าทรัพย์สินสูญหายหรือบุบสลายก็จะต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในทางแพ่งดังกล่าว การที่จำเลยเอารถจักรยานยนต์ไปจากนายสุทธิพรโดยทุจริต แม้เป็นการเอาไปจากการครอบครองของนายสุทธิพรที่ลักทรัพย์มาจากผู้เสียหายอีกต่อหนึ่ง จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ คงมีข้อวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาโดยตลอด หาได้สำนึกในการกระทำแต่อย่างใด การที่ศาลล่างทั้งสองมีความเห็นต้องกันที่ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม และลดโทษให้อีกหนึ่งในสามนับว่าเป็นประโยชน์แก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอนุพงษ์หรือมุ้ย รอดนุช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางอรุณีย์ ปัทมามาลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ศศิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1777/2554
#511637
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งตั้ง จ. เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกแล้วย่อมถือว่า จ. เป็นตัวแทนของทายาททั้งหมด มีหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์มรดก ทั้งดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อผู้ที่กระทำความเสียหายแก่กองมรดกด้วย ดังนั้นเมื่อ จ. นำคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกไปดำเนินการที่ธนาคาร ก. สาขาวังทอง เพื่อขอรับเงินในบัญชีของเจ้ามรดก แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่าจำเลยนำคำสั่งศาลแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมารับเงินในบัญชีไปแล้ว ย่อมถือว่า จ. รู้เรื่องผู้กระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว และต้องถือว่าโจทก์ร่วมในฐานะทายาททราบเรื่องกระทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดแล้วด้วย

แม้วันสุดท้ายที่โจทก์ร่วมมีสิทธิร้องทุกข์ จะตรงกับวันหยุดราชการ แต่การร้องทุกข์สามารถกระทำได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ โจทก์ร่วมไม่ร้องทุกข์ในวันสุดท้าย คดีจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 496,166.14 บาท แก่วัดซำรังผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา วัดซำรัง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบมาตรา 352 ลงโทษจำคุกมีกำหนด 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและเบิกความรับข้อเท็จจริงบางส่วนในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา สมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 496,166.14 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ร่วมต้องร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 พยานโจทก์ เบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายจันทร์ เป็นผู้จัดการมรดกของพระครูอ่อนสาผู้ตาย เมื่อศาลมีคำสั่งแต่งตั้งแล้วย่อมถือว่านายจันทร์เป็นตัวแทนของทายาททั้งหมด มีหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์มรดก ทั้งดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อผู้ที่กระทำความเสียหายแก่กองมรดกด้วย ดังนั้นเมื่อนายจันทร์นำคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกไปดำเนินการที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาวังทอง เพื่อขอรับเงินในบัญชีของพระครูอ่อนสาแต่เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่าจำเลยนำคำสั่งศาลแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมารับเงินในบัญชีนายอ่อนสาไปแล้ว ย่อมถือว่านายจันทร์รู้เรื่องผู้กระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว แม้พยานโจทก์ทั้งหมดไม่ได้เบิกความยืนยันเกี่ยวกับวันเวลาที่ไปดำเนินการกับธนาคาร เห็นว่า คดีร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเป็นคดีที่ไม่สลับซับซ้อนและไม่มีข้อยุ่งยากเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คู่ความจึงสามารถคัดถ่ายสำเนาคำสั่งศาลได้ในวันที่มีคำสั่งทันที จึงเป็นไปได้ที่นายจันทร์จะได้รับคำสั่งศาลในวันที่ 28 สิงหาคม 2543 แล้วไปดำเนินการกับธนาคารทันที แต่อย่างไรก็ดีหากนายจันทร์ได้รับคำสั่งศาลในวันที่ 5 กันยายน 2543 และไปดำเนินการกับธนาคารในวันที่ 5 กันยายน 2543 ดังที่โจทก์ฎีกา ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในวันที่ 5 ธันวาคม 2543 แม้วันที่ 5 ธันวาคม 2543 จะถือเป็นวันหยุดราชการแต่การร้องทุกข์สามารถกระทำได้ทุกวัน คดีนี้โจทก์ร่วมร้องทุกข์วันที่ 6 ธันวาคม 2543 จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 352 ม. 354
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — วัดซำรัง
จำเลย — นายตา โฮมภิรมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายประจักษ์ ฤทธิธาดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิจิตร วิสุชาติ
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ ธนะปกรณ์
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2554
#510942
เปิดฉบับเต็ม

ก. ถูกผู้ตายพูดดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่ ก. มิได้แสดงอาการโกรธแค้นหรือพูดตอบโต้ เพียงแต่ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปมาเท่านั้น การที่ผู้ตายพูดเสียงดังจนอาจทำให้จำเลยซึ่งดูโทรทัศน์อยู่บนบ้านได้ยินนั้น ก็เป็นเพียงความคาดเดาของบุคคลอื่นที่อยู่ด้วย จำเลยดูโทรทัศน์ก็ย่อมมีเสียงจากโทรทัศน์ดังอยู่แล้ว เสียงพูดของผู้ตายถึงแม้จะดังขึ้นไปถึงข้างบนบ้าน แต่ก็ไม่น่าจะทำให้จำเลยได้ยินจนจับใจความได้ เพียงแต่รู้ว่ามีเสียงพูดดังผิดปกติ จำเลยจึงลงมาสอบถามว่ามีเรื่องอะไรกัน เมื่อ ก. ถามถึงขวานตัดไม้ จำเลยก็หยิบส่งให้ ขณะนั้น ก. มิได้มีอาการโกรธแค้นจะทำร้ายผู้ตาย แต่เมื่อ ก. ได้ขวานแล้ว ก. ก็ใช้ขวานฟันผู้ตายโดยบุคคลอื่นไม่คาดคิด การที่ ก. ฟันผู้ตายในทันทีเป็นสิ่งที่จำเลยย่อมไม่อาจเล็งเห็นผลหรือประสงค์ต่อผลเช่นนั้น เพราะจำเลยเพิ่งลงมาจากบนบ้านเพื่อสอบถามถึงเสียงเอะอะโวยวายผิดปกติ บุคคลอื่นๆ ซึ่งรับรู้เหตุการณ์มาโดยตลอดก็ยังไม่คาดคิดว่า ก. จะใช้ขวานฟันผู้ตาย เพราะ ก. ไม่แสดงอาการโกรธแค้นให้เห็น เมื่อเกิดเหตุแล้วก็เป็นธรรมดาที่จำเลยต้องพา ก. ออกไปจากที่เกิดเหตุ เนื่องจาก ก. กระทำความผิดร้ายแรง อาจมีญาติพี่น้องของผู้ตายทำร้าย ก. ได้พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ ก. ใช้ขวานฟันผู้ตาย จำเลยจึงไม่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของ ก.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 86, 72 จำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง นายเกียว ใช้ขวานเป็นอาวุธฟันนายประเสริฐที่ศีรษะผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์พานายเกียวหลบหนีไป ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายพิเชษฐ์และนายสมักเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุนายพิเชษฐ์และนายสมัก ดื่มสุรากับผู้ตายที่บ้านของผู้ตายตั้งแต่เวลาประมาณ 17 นาฬิกา กระทั่งเวลา 19 นาฬิกา จำเลยและนายเกียวผู้เป็นบิดาพร้อมด้วยนายมนตรีน้องชาย ขับรถจักรยานยนต์มาบ้านผู้ตาย นายเกียวนำไก่ 1 ตัว มาให้ผู้ตายพร้อมเงิน 500 บาท แล้วนั่งคุยกันที่เตียง ส่วนจำเลยกับนายมนตรีขึ้นไปดูโทรทัศน์ข้างบนบ้าน ผู้ตายเมาสุราและพูดจาดูหมิ่นนายเกียวซ้ำซากและเสียงดังจำเลยลงจากบ้านมาสอบถามนายเกียว นายเกียวถามว่าขวานตัดต้นไม้อยู่ไหน จำเลยชี้ให้ดูที่ข้างฝาและหยิบขวานส่งให้นายเกียว ทันใดนั้นนายเกียวใช้ขวานฟันผู้ตาย เห็นว่า นายเกียวถูกผู้ตายพูดดูหมิ่นเหยียดหยามแต่นายเกียวมิได้แสดงอาการโกรธแค้นหรือพูดตอบโต้แต่อย่างใด เพียงแต่ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปมาเท่านั้น ที่ผู้ตายพูดเสียงดังจนอาจทำให้จำเลยซึ่งดูโทรทัศน์อยู่ข้างบนบ้านได้ยินนั้น ก็เป็นเพียงความคาดเดาของนายพิเชษฐ์และนายสมัก จำเลยดูโทรทัศน์ก็ย่อมมีเสียงจากโทรทัศน์ดังอยู่แล้ว เสียงพูดของผู้ตายถึงแม้จะดังไปถึงข้างบนบ้าน แต่ก็ไม่น่าจะทำให้จำเลยได้ยินจนจับใจความได้เพียงแต่รู้ว่ามีเสียงพูดดังผิดปกติ ดังนั้น จำเลยจึงลงมาสอบถามว่า มีเรื่องอะไรกันเมื่อนายเกียวถามถึงขวานตัดไม้ จำเลยก็หยิบส่งให้ ขณะนั้นนายเกียวมิได้มีอาการโกรธแค้นจะทำร้ายผู้ตาย แต่เมื่อนายเกียวได้ขวานแล้ว นายเกียวก็ใช้ขวานฟันผู้ตายโดนายพิเชษฐ์และนายสมักไม่คาดคิด การที่นายเกียวฟันผู้ตายในทันทีเป็นสิ่งที่จำเลยย่อมไม่อาจเล็งเห็นผลหรือประสงค์ต่อผลเช่นนั้น เพราะจำเลยเพิ่งลงมาจากบนบ้านเพื่อสอบถามถึงเสียงเอะอะโวยวายผิดปกติ นายพิเชษฐ์และนายสมักซึ่งรับรู้เหตุการณ์มาโดยตลอดก็ยังไม่คาดคิดว่านายเกียวจะใช้ขวานฟันผู้ตาย เพราะนายเกียวไม่แสดงอาการโกรธแค้นให้เห็น เมื่อเกิดเหตุแล้วเป็นธรรมดาที่จำเลยต้องพานายเกียวออกไปจากที่เกิดเหตุ เนื่องจากนายเกียวกระทำความผิดร้ายแรง อาจมีญาติพี่น้องของผู้ตายทำร้ายนายเกียวได้ พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาช่วยเหลือหรือให้ความสะอาดในการที่นายเกียวใช้ขวานฟันผู้ตาย จำเลยจึงไม่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายเกียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายมลกรา เขียวเล็ก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1740/2554
#508883
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโจทก์และนามแฝง "หนู มิเตอร์" ของโจทก์มาพิมพ์ลงในแผ่นวีซีดีคาราโอเกะและซีดีเพลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า การเอานามแฝงและภาพถ่ายโจทก์มาพิมพ์ลงบนปกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะไม่ได้ทำความเสียหายแก่โจทก์ โดยไม่ได้ปฏิเสธว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเอานามแฝงและภาพถ่ายโจทก์มาพิมพ์ลงบนปกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะ เท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเอานามแฝงและภาพถ่ายโจทก์มาพิมพ์ลงบนปกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะแล้ว

แม้โจทก์จะเป็นนักร้องและนักดนตรีซึ่งร้องและเล่นดนตรีตามบทดนตรีกรรมอันถือเป็นนักแสดงตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตและจัดจำหน่ายแผ่นซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะโดยใช้นามแฝงของโจทก์และนำภาพถ่ายโจทก์มาพิมพ์ลงบนปกซีดีและวีซีดีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์มิใช่การกระทำต่อการแสดงสดของโจทก์โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งการแสดงสดนั้น หรือบันทึกการแสดงของโจทก์และมิใช่การทำซ้ำซึ่งสิ่งบันทึกการแสดงที่มีผู้บันทึกไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ หรือทำซ้ำซึ่งสิ่งบันทึกการแสดงที่ได้รับอนุญาตจากโจทก์เพื่อวัตถุประสงค์อื่น หรือทำซ้ำซึ่งสิ่งบันทึกการแสดงที่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิของนักแสดงตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 53 อันเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ผู้เป็นนักแสดงตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 44 จึงไม่ใช่การละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นนักแสดงตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 44 แต่การที่จำเลยทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยประชาชนทั่วไปและแฟนเพลงของโจทก์เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการออกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะโดยใช้นามแฝงว่า "หนู มิเตอร์" และมีการถ่ายรูปในการออกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะดังกล่าวจริง โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยทั้งสองใช้นามแฝงของโจทก์โดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 และ 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,434,895.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,250,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองหยุดการวางจำหน่ายซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะตามคำฟ้องนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อปี 2535 จำเลยที่ 2 เคยว่าจ้างโจทก์ให้ขับร้องเพลงเลียนเสียงศิลปินอื่น ๆ หลายเพลงและบันทึกลงมาสเตอร์เทปหรือสิ่งบันทึกเสียง โดยไม่มีการทำสัญญาเป็นหนังสือและไม่ปรากฏนามโจทก์บนเทปหรือสิ่งบันทึกเสียงดังกล่าว จำเลยที่ 2 นำเสียงเพลงที่บันทึกไปทำเทปคาสเซตให้บริษัทโรต้าแผ่นเสียงเทป (1991) จำกัด จัดจำหน่าย แต่เทปเพลงชุดดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาปี 2548 จำเลยที่ 2 มอบต้นฉบับหรือมาสเตอร์เทปบันทึกเสียงเพลงที่ว่าจ้างโจทก์ให้ขับร้องเลียนเสียงศิลปินอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้นให้จำเลยที่ 1 ทำการผลิตแผ่นซีดี (เพลง) และแผ่นวีซีดี (ภาพและเพลง) ออกจำหน่าย ใช้ชื่อว่า "ยอดมนุษย์ หนู มิเตอร์ มนุษย์ 7 เสียง"

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตจากโจทก์ในการนำนามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" และภาพถ่ายโจทก์มาพิมพ์บนปกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องมีข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโจทก์และนามแฝง "หนู มิเตอร์" ของโจทก์มาพิมพ์ลงในแผ่นวีซีดีคาราโอเกะและซีดีเพลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ เป็นการละเมิดสิทธิของนักร้อง นักดนตรี และนักแสดง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและทำให้ประชาชนทั่วไปและแฟนเพลงของโจทก์เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าโจทก์ออกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า การนำเอานามแฝง "หนู มิเตอร์" และภาพถ่ายโจทก์มาตีพิมพ์บนปกเทป (ที่ถูก เป็นปกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะ) แล้วใช้ชื่อว่า "ยอดมนุษย์ หนู มิเตอร์ มนุษย์ 7 เสียง" ไม่ได้ทำความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด กลับเป็นการยกย่องให้เกียรติแก่โจทก์ว่าเป็นยอดมนุษย์มีแนวเสียง 7 เสียง และเพลงที่ปรากฏอยู่ในอัลบั้มก็เป็นเสียงร้องของโจทก์เอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิของโจทก์ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ไม่ต้องการให้นำภาพถ่ายและนามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" ไปใช้พิมพ์ลงบนปกอัลบั้ม จำเลยที่ 1 ก็เก็บอัลบั้มดังกล่าวและไม่จำหน่ายอีกต่อไป จากคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธว่าโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองใช้นามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" และภาพถ่ายโจทก์ เท่ากับจำเลยทั้งสองรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองใช้นามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" และภาพถ่ายโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิดสิทธิของโจทก์และไม่ทำความเสียหายให้โจทก์ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีเพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิของนักร้อง นักดนตรี และนักแสดง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เท่านั้น คดีย่อมไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตจากโจทก์ในการนำนามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" และภาพถ่ายโจทก์มาพิมพ์บนปกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองใช้นามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" และภาพถ่ายโจทก์นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกันเป็นประเด็นข้อพิพาท ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองใช้นามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" และภาพถ่ายโจทก์ได้ ข้อวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และ 183 วรรคหนึ่ง จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธว่า จำเลยทั้งสองมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ในการนำนามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" และภาพถ่ายโจทก์มาพิมพ์บนปกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายโจทก์และนามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" ไปพิมพ์ลงบนปกและแผ่นวีซีดีคาราโอเกะกับซีดีเพลงที่จำเลยทั้งสองผลิตออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์เป็นการละเมิดสิทธิใดของโจทก์และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นนักร้องและนักดนตรีซึ่งร้องและเล่นดนตรีตามบทดนตรีกรรมอันถือเป็นนักแสดงตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสองนำนามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" และภาพถ่ายโจทก์ไปพิมพ์ลงบนปกและแผ่นวีซีดีคาราโอเกะกับซีดีเพลงที่จำเลยทั้งสองผลิตออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์นั้นมิใช่การกระทำต่อการแสดงสดของโจทก์โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งการแสดงสดนั้นหรือบันทึกการแสดงสดของโจทก์ และมิใช่การทำซ้ำซึ่งสิ่งบันทึกการแสดงที่มีผู้บันทึกไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์หรือทำซ้ำซึ่งสิ่งบันทึกการแสดงที่ได้รับอนุญาตจากโจทก์เพื่อวัตถุประสงค์อื่นหรือทำซ้ำซึ่งสิ่งบันทึกการแสดงที่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิของนักแสดงตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 53 อันเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ผู้เป็นนักแสดงตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 44 การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแม้จะไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ก็มิใช่การละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นนักแสดงตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 52 ประกอบมาตรา 44 อย่างไรก็ดี โจทก์อ้างในคำฟ้องด้วยว่าจำเลยทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยประชาชนทั่วไปและแฟนเพลงของโจทก์เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการออกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะโดยใช้นามแฝงว่า "หนู มิเตอร์" และมีการถ่ายรูปในการออกซีดีเพลงและวีซีดีคาราโอเกะดังกล่าวจริง ซึ่งในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า โจทก์ใช้นามแฝงในการแสดงว่า "หนู มิเตอร์" และใช้นามแฝงนี้กับภาพถ่ายโจทก์ในอัลบั้มชุดแรกของโจทก์ชื่อชุด "นิราศป่าปูน" ซึ่งออกจำหน่ายเมื่อปี 2539 การจะนำนามแฝงนี้และภาพถ่ายโจทก์ไปใช้ต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์โดยทำเป็นสัญญาดังเช่นสัญญาที่โจทก์ทำกับบริษัทอาร์สยาม จำกัด ตามสัญญาดังกล่าวบริษัทอาร์สยาม จำกัด สามารถนำนามแฝงและภาพถ่ายโจทก์ไปใช้ได้ตามภาพถ่ายปกวีซีดีคาราโอเกะ ดังนี้ นามแฝงโจทก์ว่า "หนู มิเตอร์" และภาพถ่ายโจทก์ที่พิมพ์อยู่บนปกและแผ่นซีดีเพลงกับแผ่นวีซีดีคาราโอเกะซึ่งจำเลยทั้งสองผลิตออกจำหน่ายย่อมทำให้สาธารณชนเข้าใจได้ว่านามแฝง "หนู มิเตอร์" เป็นนามแฝงโจทก์ เมื่อดูจากภาพถ่ายโจทก์ประกอบการกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการเอานามแฝง "หนู มิเตอร์" ไปใช้โดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้จากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของนามแฝงนั้น เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยทั้งสองในการใช้นามแฝงโจทก์ดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากการที่จำเลยทั้งสองใช้นามแฝงโจทก์โดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 และ 420

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 44 ม. 52
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 183 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสร่างศัลย์ เรืองศรี หรือหนู มิเตอร์
จำเลย — บริษัท เมโทรแผ่นเสียง - เทป (1981) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1739/2554
#514235
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยกำหนด ให้โจทก์ส่งสินค้าไปยังห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่ปากบาราซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ดังนั้น ปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เข้าลักษณะเป็นการแสดงตนเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์เกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่โจทก์ได้บรรยายในฟ้องและเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

โจทก์อุทธรณ์เพียงแต่ยกเอาบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและคำเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านของจำเลยที่ 2 บางตอนเฉพาะที่เป็นคุณแก่โจทก์มากล่าวไว้ในอุทธรณ์แล้วสรุปเอาเองว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ธันวาคม 2549 แล้วศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันที่ 26 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันผิดนัด เป็นการเกินคำขอ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 26 กันยายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าโจทก์อุทธรณ์ว่า"จำเลยที่ 2 ได้ทำนิติกรรมสัญญาซื้อขายสินค้าจำพวกหนังหมูกับโจทก์ เพื่อเอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ของธุรกิจจำเลยที่ 2 เอง เพราะจำเลยที่ 2 ได้สั่งซื้อสินค้าดังกล่าวเข้ามาจำหน่าย โดยระบุในใบสั่งซื้อสินค้าตามเอกสารท้ายคำฟ้องว่า ให้นำส่งที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่ปากบารา ซึ่งจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเข้าลักษณะเป็นการกระทำที่แสดงตนเป็นตัวแทนเชิดจำเลยที่ 1 เพื่อที่จำเลยที่ 2 จะได้รับผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว และทำให้โจทก์มีมูลเหตุอันสมควรเชื่อว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทนจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้..." นั้น เห็นว่า เป็นอุทธรณ์ที่เกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่โจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการติดต่อค้าขาย จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการได้สั่งซื้อสินค้าตามเอกสารท้ายคำฟ้องจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการและผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้ของจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

โจทก์อุทธรณ์เพียงแต่ยกเอาบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและคำเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านของจำเลยที่ 2 บางตอนเฉพาะที่เป็นคุณแก่โจทก์มากล่าวไว้ในอุทธรณ์แล้วสรุปเอาเองว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ธันวาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันที่ 26 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันผิดนัด เป็นการเกินคำขอในส่วนที่เป็นระยะเวลาคิดดอกเบี้ยซึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 1 ชำระนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแวน รูเทน มีลเทรดชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทบีเอฟทีซี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1737/2554
#510941
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล มีอธิบดีเป็นผู้แทนตามกฎหมายซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบของราชการ รวมทั้งเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรม ฉะนั้นการนับอายุความละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่อธิบดีผู้แทนโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่ออธิบดีผู้แทนโจทก์ทราบเรื่องที่ตัวแทนจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 นับถึงวันที่ 10 กันยายน 2547 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ป. และ น. มีตำแหน่งเป็นนายช่างแขวงการทางชัยนาท ส่วน ธ. เป็นนิติกรประจำกองนิติการซึ่งเป็นเพียงข้าราชการในกรมของโจทก์เท่านั้น ไม่ใช่ผู้แทนของโจทก์โดยตรง แม้เจ้าหน้าที่ของโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2537 แล้วก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะเป็ฯเหตุให้ต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันเวลาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 59,931 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 59,931 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นายประสิทธิ์ นายช่างแขวงการทางชัยนาท ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้แจ้งเหตุละเมิดในคดีนี้ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2537 ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2537 นายประสิทธิ์ได้ให้การในเรื่องเดียวกันนี้ต่อคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบในทางแพ่งที่ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 10 (สุพรรณบุรี) ตั้งขึ้น ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2537 นายน้อย อารยะสกุล นายช่างแขวงการทางชัยนาทและนายชลอ บัวศรี ได้ทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้เอกสารหมาย ล.1 ขึ้น โดยนายชลอตกลงจะเป็นผู้ซ่อมแซมและชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์ และต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2538 นายน้อยได้รายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนให้ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 10 (สุพรรณบุรี) ทราบตามหนังสือพร้อมรายงานการสอบสวนเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งตามรายงานการสอบสวนเอกสารหมาย จ.10 ได้ระบุผู้ที่จะต้องรับผิดในทางแพ่งว่ามี 3 คน คือ นายชลอ จำเลย และบริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด นอกจากนี้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ได้มีหนังสือเอกสารหมาย จ.11 ทวงให้จำเลยและนายชลอชดใช้ค่าเสียหาย จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างแน่นอนแล้วตั้งแต่ปี 2544 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2547 ซึ่งเกินกำหนด 1 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล มีอธิบดีเป็นผู้แทนตามกฎหมาย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบของราชการ รวมทั้งเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรม ฉะนั้น การนับอายุความละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่อธิบดีผู้แทนโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งเป็นเอกสารที่กองนิติการของโจทก์มีไปถึงอธิบดีผู้แทนโจทก์ว่า นายเทิดศักดิ์ อธิบดีผู้แทนโจทก์ทราบเรื่องที่ตัวแทนจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 นับถึงวันที่ 10 กันยายน 2547 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า เหตุละเมิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2537 และนายประสิทธิ์นายช่างแขวงการทางชัยนาท ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้แจ้งเหตุละเมิดในคดีนี้ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2537 และได้ไปให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนที่ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 10 (สุพรรณบุรี) ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2537 ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2537 นายชลอก็มาทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้โดยยอมรับผิดชำระค่าเสียหายให้โจทก์ โดยหนังสือดังกล่าวมีนายน้อยนายช่างแขวงการทางชัยนาทลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้แทนโจทก์ และต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2538 นายน้อยมีหนังสือแจ้งผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนให้ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 10 (สุพรรณบุรี) ทราบ โดยระบุว่า ผู้ที่จะต้องรับผิดมี 3 คน คือ นายชลอ จำเลย และบริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด นอกจากนี้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 นายธีรพล สมุทระประภูต นิติกรของโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย กรณีต้องถือว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างแน่นอนแล้วตั้งแต่ปี 2544 โจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 16 กันยายน 2547 จึงเกินกว่า 1 ปี นั้น เห็นว่า นายประสิทธิ์และนายน้อยมีตำแหน่งเป็นนายช่างแขวงการทางชัยนาท ส่วนนายธีรพลเป็นนิติกรประจำกองนิติการซึ่งเป็นเพียงข้าราชการในกรมของโจทก์เท่านั้น ไม่ใช่ผู้แทนของโจทก์โดยตรง แม้เจ้าหน้าที่ของโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2537 แล้วก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะเป็นเหตุให้ต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันเวลาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นางผา ดวงพิมพ์ หรือเจริญกิจผาสุข
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1732/2554
#510677
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้ความตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องว่า โจทก์ตกลงให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้โอนสิทธิเรียกร้อง แต่เพียงฝ่ายเดียวที่จะต้องบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ในฐานะลูกหนี้ทราบ แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อสัญญาที่ตกลงให้เป็นหน้าที่ของผู้รับโอนที่จะต้องเป็นผู้บอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ทราบเท่านั้น โจทก์ในฐานะที่รับโอนสิทธิเรียกร้องย่อมอาศัยอำนาจตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง แล้วบอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังจำเลยที่ 3 ในฐานะลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน เมื่อโจทก์แจ้งบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องย่อมสมบูรณ์และผูกพันจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ชำระเงิน 22,363,864.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,481,080 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ชำระเงิน11,163,466.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน10,199,765.04 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 21,481,080บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ชำระเงิน 11,163,411.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 10,199,765.04 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

จำเลย 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟ้งได้ว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเพื่อเปิดวงเงินในการโอนสิทธิเรียกร้องกับโจทก์ในวงเงินไม่เกิน 30,000,000 บาท แต่โจทก์มีสิทธิเพิ่มหรือลดวงเงินได้ตามที่เห็นสมควร ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง วันที่ 29 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาซื้อผ้าตัดเย็บเครื่องแบบจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 64,653,392.58 บาท แบ่งชำระเงินเป็น 3 งวด งวดที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินงวดละ 21,481,080 บาท งวดที่ 3 เป็นเงิน 21,691,232.58 บาท ตามสัญญาซื้อขายผ้าตัดเย็บเครื่องแบบ ต่อมาวันที่ 19 สิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รับเงินค่าผ้าที่จะได้รับชำระจากจำเลยที่ 3 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง เพื่อเป็นประกันการโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์จ่ายเงินค่าโอนสิทธิเรียกร้องค่าผ้างวดที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 จำนวน 15,760,859.79 บาท แล้ว และบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบผ่านกองพลาธิการของจำเลยที่ 3 ตามหนังสือแจ้งบอกกล่าวโอนสิทธิเรียกร้องและใบตอบรับ โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 รับหนังสือแจ้งบอกกล่าวโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2539 และโจทก์ส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องทางไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้รับเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2539 ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าผ้างวดที่ 1 แก่จำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า หนังสือแจ้งบอกกล่าวโอนสิทธิเรียกร้องโจทก์มีไปถึงกองพลาธิการ กรมตำรวจ โดยมิได้ส่งไปถึงจำเลยที่ 3 ถือว่าโจทก์บอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยที่ 3 โดยไม่ชอบ เห็นว่า ประเด็นข้อนี้ จำเลยที่ 3 คงให้การว่า จำเลยที่ 3 ได้ชำระเงินค่าผ้างวดที่ 1 แก่จำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 หนี้ค่าผ้างวดที่ 1 ระงับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิโอนสิทธิเรียกร้องหนี้เงินค่าผ้าแก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 เพิ่งแจ้งยืนยันการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2540 หลังจากจำเลยที่ 3 ชำระหนี้แก่จำเลย 1 แล้ว และนำสืบพยานว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบหลังจากได้ชำระเงินค่าผ้างวดที่ 1 แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 3 มิได้ให้การถึงประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์บอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่ไม่ได้กล่าวไว้คำให้การ เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีอำนาจแจ้งบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 3 หรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ตกลงให้จำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวมีหน้าที่แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบ จำเลยที่ 1 เพิ่งมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2540 หลังจากจำเลยที่ 3 ชำระหนี้ค่าผ้างวดที่ 1 แก่จำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า แม้จะได้ความตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องว่า โจทก์ตกลงให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียวที่จะต้องบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบตามที่จำเลยที่ 3 ฎีกา แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อสัญญาที่ตกลงให้เป็นหน้าที่ของผู้โอนที่จะต้องเป็นผู้บอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ทราบเท่านั้น เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ" ดังนี้ โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องย่อมอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง แจ้งบอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังจำเลยที่ 3 ในฐานะลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน เมื่อโจทก์แจ้งบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องย่อมสมบูรณ์และผูกพันจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเจริญวัฒนกิจไพศาล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประเวศ สุธรรมชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1721/2554
#509362
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ก. และ 1 ข. ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชปลอม ส่วนฟ้องในข้อ 1 ค. โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมฉบับเดิมเท่านั้น มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการขึ้นใหม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ 1 ค. จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมฐานเดียวตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (1) เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 264, 266, 268 ริบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 83 จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 83 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 12 เดือน ริบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดกระทงที่ 1 จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปี ส่วนกระทงที่ 2 จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก จำคุกคนละ 2 ปี รวมสองกระทง เป็นจำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดกระทงที่สองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในฟ้องข้อ 1 ก. ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมหนังสือรับรองการทำประโยชน์อันเป็นเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการขึ้นทั้งฉบับก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ก. และ 1 ข. ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2545 ส่วนฟ้องในข้อ 1 ค. โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นราชการปลอมฉบับเดิมเท่านั้น มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการขึ้นใหม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองในกระทงที่สองจึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมฐานเดียวตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (1) เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 261 (1) ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นางพรสวรรค์ พูลทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นางสาวสุนันทา ธนสารสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1644/2554
#513872
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดของกลางฟันผู้เสียหายขณะผู้เสียหายกำลังจะแย่งมีดจากจำเลย และเมื่อได้ความว่าบาดแผลของผู้เสียหายไม่ร้ายแรงมากนักจึงเชื่อว่าจำเลยฟันผู้เสียหายไม่รุนแรง ประกอบกับไม่ได้ความว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดของกลางฟันผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสเท่านั้น

ส่วนปัญหาว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าภายหลังจำเลยมีปากเสียงทะเลาะกับผู้เสียหายและพวกผู้เสียหายแล้ว จำเลยได้ขับรถยนต์ออกไปและกลับมาใหม่พร้อมด้วยอาวุธมีดของกลางและตรงเข้ามาทำร้ายผู้เสียหายเช่นนี้ จำเลยย่อมมีเวลาคิดไตร่ตรองและตัดสินใจ การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 80, 288, 289 (4), 371 และริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

นายเล็กผู้เสียหายยื่นคำร้อง ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 120,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธมีด ปรับ 90 บาท คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธมีด ปรับ 60 บาท รวมจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 60 บาท จำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดของกลาง สำหรับในคดีส่วนแพ่ง ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท แก่เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้าน ฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหายได้รับบาดแผลที่ศีรษะจากอาวุธมีดของจำเลยเป็นอันตรายสาหัส ตามผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.2 ภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธมีดดังกล่าวเป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยใช้อาวุธมีดของกลางฟันทำร้ายผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายสมพงษ์ และนายปรีชา เป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องกันว่า ขณะผู้เสียหายกำลังนั่งดื่มสุรา จำเลยเดินเข้ามาข้างหลังผู้เสียหายหันไปมองจำเลย จำเลยใช้สองมือถืออาวุธมีดของกลางยกขึ้นสุดมือแล้วฟันลงที่ศีรษะผู้เสียหายจนผู้เสียหายเป็นลมฟุบไป อันเป็นลักษณะของการถูกทำร้ายที่ไม่ทันได้ระวังตัว แต่ในชั้นสอบสวน พยานโจทก์ทั้งสามปากกลับให้การถึงข้อเท็จจริงขณะเกิดเหตุตอนนี้สอดคล้องกันว่า ผู้เสียหายเห็นจำเลยเดินถืออาวุธมีดเข้ามาหา จึงลุกจากม้านั่งเดินไปหาจำเลยเพื่อพยายามจับมีดไม่ให้จำเลยใช้ฟันผู้เสียหายจึงถูกจำเลยใช้มีดดังกล่าวฟันที่ศีรษะ ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.7, จ.9 และ จ.10 อันเป็นลักษณะของการถูกทำร้ายที่ผู้เสียหายรู้ตัวก่อน แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่กี่อึดใจ แต่ทำให้ผู้เสียหายมีเวลาป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ได้พอสมควร ดังจะเห็นว่าผู้เสียหายให้การว่าผู้เสียหายเดินเข้าไปหาจำเลยเพื่อพยายามจับมีด แต่ไม่ทันท่วงทีทำให้ถูกจำเลยใช้อาวุธมีดฟันได้ ซึ่งการถูกจำเลยฟันในลักษณะเช่นนี้ ย่อมทำให้จำเลยไม่มีโอกาสฟันได้ถนัดนัก เพราะผู้เสียหายพยายามจับมีดของจำเลย อันเป็นการพยายามป้องกันตนเอง และเมื่อพิจารณาถึงบาดแผลของผู้เสียหายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.2 คงตรวจพบบาดแผลเป็นรอยยาว 15 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ และพบรอยแตกตรงกะโหลกศีรษะเท่านั้น ไม่ปรากฏขนาดความลึกของกะโหลกศีรษะ และไม่ปรากฏว่าลึกถึงมันสมองหรือไม่ อันจะเป็นการบ่งบอกหรือแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการกระทำได้ และตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.2 ดังกล่าว ไม่พบการรักษาด้วยวิธีใดแต่จากภาพถ่ายบาดแผลที่ศีรษะของผู้เสียหาย เอกสารหมาย จ.4 กลับพบรอยเย็บแผลบนศีรษะ จึงเป็นไปได้ที่การรักษาบาดแผลของผู้เสียหายคงมีแต่การเย็บแผลเข้าด้วยกันเท่านั้น ซึ่งแสดงว่าต้องเป็นบาดแผลที่ไม่ลึกมากนัก มิฉะนั้นคงต้องใช้วิธีรักษาที่มากกว่านี้ อาทิเช่นการผ่าตัด แม้ผู้เสียหายเบิกความว่าตนได้รักษาแผลและอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลา 10 วัน จึงกลับบ้านได้ แต่พันตำรวจโทสิงห์ลำพอง พนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานสอบปากคำผู้เสียหายที่บ้านของผู้เสียหายในวันที่ 21 สิงหาคม 2540 และตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.7 ก็ระบุว่าบันทึกคำให้การวันที่ 21 สิงหาคม 2546 จึงน่าเชื่อว่าผู้เสียหายรักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่เกิน 5 วันเท่านั้น ย่อมแสดงว่าบาดแผลของผู้เสียหายไม่ร้ายแรงมากนักพยานโจทก์ทั้งสามให้การในชั้นสอบสวนใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น และไม่ปรากฏวาพยานโจทก์ทั้งสามโต้แย้งคัดค้านความถูกต้องของบันทึกคำให้การดังกล่าว อีกทั้งพันตำรวจโทสิงห์ลำพอง พนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำพยานโจทก์ทั้งสามก็เบิกความยืนยันว่าพยานโจทก์ทั้งสามให้การเช่นนั้นจริง บันทึกคำให้การของพยานโจทก์ทั้งสามตามเอกสารหมาย จ.7, จ.9, จ.10 จึงรับฟังเป็นจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามในชั้นพิจารณา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดของกลางฟันผู้เสียหายขณะผู้เสียหายกำลังจะแย่งมีดจากจำเลย และเมื่อได้ความว่าบาดแผลของผู้เสียหายไม่ร้ายแรงมากนัก จึงเชื่อว่าจำเลยฟันผู้เสียหายไม่รุนแรง ประกอบกับไม่ได้ความว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้อาวุธมีดของกลางฟันผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสเท่านั้น ปัญหาว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าภายหลังจำเลยมีปากเสียงทะเลาะกับผู้เสียหายและพวกผู้เสียหายแล้ว จำเลยได้ขับรถยนต์ออกไปและกลับมาใหม่พร้อมด้วยอาวุธมีดของกลางและตรงเข้ามาทำร้ายผู้เสียหายเช่นนี้ จำเลยย่อมมีเวลาคิดไตร่ตรองและตัดสินใจ การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 298 จำคุก 8 ปี ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 60 บาท ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 297 (8) ม. 298
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายลำดวน แสนรัก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1643/2554
#513871
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์ที่ผู้ตายยืนร้องตะโกนด่าอยู่หน้าบ้านแล้วจำเลยที่ 2 ออกไปแย่งอาวุธปืนแล้วตีศีรษะผู้ตายโดยแรงทันที แม้ข้างศพผู้ตายจะมีมีดปลายแหลมตกอยู่โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าเมื่อแย่งอาวุธปืนจากผู้ตายแล้วผู้ตายชักอาวุธมีดจะแทงจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 2 ตะโกนว่า "ทนไม่ไหวแล้วโว้ย" แล้ววิ่งเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากผู้ตายอันมีลักษณะเหมือนจะทำร้ายผู้ตาย จึงมีสภาพเสมือนจำเลยที่ 2 สมัครใจเข้าไปวิวาทกับผู้ตาย ไม่อาจยกเอาการป้องกันสิทธิของตนขึ้นอ้างเพื่อลบล้างความผิดของตนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 288 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุก 15 ปี คำรับของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 กับพวกดื่มสุรากันที่บ้านของจำเลยที่ 2 ผู้ตายมีอาการเมาสุราได้ตะโกนด่าและร้องท้าทายอยู่หน้าบ้านของจำเลยที่ 2 แล้วกลับไป หลังจากนั้นผู้ตายกลับมาตะโกนด่าและร้องท้าทายอีก โดยถืออาวุธปืนลูกซองยาวมาด้วย จำเลยที่ 2 ได้ออกไปแย่งอาวุธปืนแล้วใช้พานท้ายปืนตีศีรษะของผู้ตายจนถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการป้องกันตัวโดยพอสมควรแก่เหตุหรือไม่เห็นว่า การป้องกันต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ได้ความตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ. 16 ว่าเมื่อผู้ตายมาตะโกนร้องท้าทายอยู่หน้าบ้าน โดยมิได้แสดงอาการจะบุกเข้าไปทำร้ายบุคคลในบ้าน ลักษณะของผู้ตายเป็นการตะโกนด่าและท้าทายอยู่นอกบ้าน แม้จะใช้อาวุธปืนส่ายไปมา แต่ก็ไม่มีท่าทีจะใช้อาวุธปืนยิง จำเลยที่ 1 ได้ยินเสียงร้องตะโกนว่า "ทนไม่ไหวแล้วโว้ย" ก่อนจะได้ยินเสียงตีศีรษะผู้ตาย ได้ความตามคำเบิกความของนายวุฒิชัย นายสงกรานต์ และคำให้การชั้นสอบสวนของนายสายชล ตามเอกสารหมาย จ. 12 สอดคล้องกันว่า เมื่อผู้ตายมายืนร้องด่าและท้าทาย จำเลยที่ 2 ได้ออกไปจากบ้านแล้วมีเสียงตีศีรษะผู้ตาย บุคคลที่จำเลยที่ 1 ได้ยินเสียงตะโกนว่า "ทนไม่ไหวแล้วโว้ย" จึงเป็นเสียงของจำเลยที่ 2 เพราะเป็นเพียงบุคคลเดียวที่ออกจากบ้านไปยังผู้ตาย แล้วในทันใดก็ได้ยินเสียงตีศีรษะผู้ตาย นายสงกรานต์เบิกความว่าเมื่อจำเลยที่ 2 ออกไปจากบ้านไปยังผู้ตายก็ได้ยินเสียงดังโพล๊ะ ซึ่งดังมาก เมื่อพิจารณาประกอบความเห็นของแพทย์หรือพนักงานแยกธาตุ เอกสารท้ายฟ้อง ผู้ตายกะโหลกศีรษะแตก ตามภาพถ่ายหมาย จ. 6 แสดงว่าเป็นการตีโดยแรง พฤติการณ์ที่ผู้ตายยืนร้องตะโกนด่าอยู่หน้าบ้านแล้วจำเลยที่ 2 ออกไปแย่งอาวุธปืนแล้วตีศีรษะผู้ตายโดยแรงทันที แม้ข้างศพผู้ตายจะมีมีดปลายแหลมตกอยู่ตามภาพถ่ายหมาย จ. 6 โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่า เมื่อแย่งอาวุธปืนจากผู้ตายแล้วผู้ตายชักอาวุธมีดจะแทงจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 2 ตะโกนว่า "ทนไม่ไหวแล้วโว้ย" แล้ววิ่งเข้าไปแย่งอาวุธปืนจากผู้ตาย อันมีลักษณะเหมือนจะทำร้ายผู้ตาย จึงมีสภาพเสมือนจำเลยที่ 2 สมัครใจเข้าไปวิวาทกับผู้ตาย กรณีจึงไม่อาจยกเอาการป้องกันสิทธิของตนขึ้นอ้างเพื่อลบล้างความผิดของตนได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายวิโรจน์ กำพลรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1596/2554
#513870
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องซื้อรถยนต์คันพิพาทในระหว่างที่เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โดยผู้ร้องรวบรวมเงินมาซื้อโดยได้นำเงินบางส่วนที่ผู้ร้องเก็บสะสมมาตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลย และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์โดยเงินกู้ที่ได้มาเป็นเงินที่ผู้ร้องได้มาในระหว่างเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายกับจำเลย ย่อมถือเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 หาใช่เป็นเงินที่ได้มาจากการเปลี่ยนสินส่วนตัวของผู้ร้องมาเป็นสินสมรสดังเช่นที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง เมื่อรถยนต์คันพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย และตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่โจทก์นำยึดคืนแก่ผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 ดังนี้ คดีจึงมีประเด็นวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นของจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เมื่อจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมในรถยนต์คันพิพาทนั้นด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 197,395.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 189,786.20 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าหมายเลขทะเบียน กย 2248 เชียงใหม่ เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยรถยนต์พิพาทคืนแก่ผู้ร้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2542 มีบุตรด้วยกัน 1 คน เมื่อเดือนมีนาคม 2547 ผู้ร้องจองซื้อรถยนต์พิพาทในราคา 634,000 บาท โดยได้ชำระเงินมัดจำ 5,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็นแคชเชียร์เช็คธนาคารออมสิน สาขาแม่โจ้ ฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 จำนวนเงิน 629,000 บาท ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์พิพาทเพื่อชำระหนี้ที่จำเลยมีอยู่ต่อโจทก์ตามคำพิพากษาโดยอ้างว่ารถยนต์พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง วันที่ 3 มีนาคม 2549 จำเลยจดทะเบียนหย่ากับผู้ร้อง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เมื่อผู้ร้องซื้อรถยนต์พิพาทในระหว่างที่เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยโดยได้ความจากผู้ร้องว่า ผู้ร้องรวมรวบเงินมาซื้อโดยขอเงินจากมารดาผู้ร้อง 150,000 บาท กับได้ไถ่ถอนการจำนองบ้านและที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มาจำนองธนาคารออมสิน โดยขอกู้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนที่ไถ่ถอนจำนองแล้วเอาส่วนต่างนั้นมารวมรวบในการซื้อรถยนต์พิพาทด้วยและยังได้กู้เงินเพิ่มโดยกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานธนาคารออมสินอีก 200,000 บาท นอกจากนี้เป็นเงินเก็บส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งเป็นเงินที่ผู้ร้องเก็บสะสมมาตั้งแก่ก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ดังนี้ เงินกู้ที่ผู้ร้องเบิกความถึงจึงเป็นเงินที่ผู้ร้องได้มาในระหว่างเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยย่อมถือเป็นสินสมรส หาใช่เป็นเงินที่ได้มาจากการเปลี่ยนสินส่วนตัวของผู้ร้องมาเป็นสินสมรสดังเช่นที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาในฎีกา เมื่อรถยนต์พิพาทเป็นสินสมรสจำเลยจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย และตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่โจทก์นำยึดคืนแก่ผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ซึ่งบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 55 ถ้าบุคคลใดกล่าวอ้างว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ก่อนที่ได้เอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่านั้น..." ดังนี้ คดีจึงมีประเด็นวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นของจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมในรถยนต์พิพาทนั้นด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์ซิกโก้ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางวชิรภรณ์ ธรรมจินดา
จำเลย — นายสำราญ จินา
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1593/2554
#513868
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระบุให้ผู้จะซื้อคือโจทก์ชำระเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2533 และให้ผู้จะขายคือจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับจากวันที่เงื่อนไขตามสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 3 สำเร็จ แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการให้เงื่อนไขตามสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 3 สำเร็จลงแต่อย่างใดแสดงว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่ถือเอาเงื่อนเวลาดังกล่าวเป็นข้อสำคัญของการปฏิบัติตามสัญญา แต่ยึดถือหน้าที่และความรับผิดชอบของคู่สัญญาเป็นสำคัญ นั่นคือจำเลยต้องพร้อมที่จะส่งมอบที่ดินพร้อมอาคารในสภาพสมบูรณ์เรียบร้อยให้แก่โจทก์ได้ภายในเวลาอันสมควร และโจทก์ต้องพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวและชำระเงินให้แก่จำเลย การที่จำเลยไม่ได้ดำเนินการแก้ไขอาคารให้เรียบร้อยก่อนส่งมอบ ถือได้ว่าการซ่อมแซมแก้ไขดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของอาคารที่ซื้อขายตามสัญญาที่จำเลยผู้จะขายมีหน้าที่ต้องก่อสร้างและส่งมอบแก่โจทก์ผู้จะซื้อในสภาพเรียบร้อยไม่มีข้อบกพร่อง เมื่อจำเลยไม่แก้ไขให้เรียบร้อยก่อนส่งมอบถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิปฏิเสธไม่ชำระเงินงวดสุดท้ายและไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ได้

เมื่อจำเลยยังไม่ได้แก้ไขอาคารให้เรียบร้อยก่อนการส่งมอบและจำเลยยังไม่ได้ก่อสร้างสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกบางประการอีกด้วย ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วสัญญาจึงเป็นอันเลิกกัน โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และการที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนฐานผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่ง ป.พ.พ. หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารเอกสารหมาย จ.4 ระบุให้ผู้จะซื้อคือโจทก์ชำระเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2533 และให้ผู้จะขายคือจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับจากวันที่เงื่อนไขตามสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 3 สำเร็จ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวไม่ปรากฏว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการให้เงื่อนไขตามสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 3 สำเร็จลงแต่อย่างใด แสดงว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างไม่ถือเอาเงื่อนเวลาดังกล่าวเป็นข้อสำคัญของการปฏิบัติตามสัญญา แต่ยึดถือหน้าที่และความรับผิดชอบของคู่สัญญาเป็นสำคัญ นั่นคือจำเลยต้องพร้อมที่จะส่งมอบที่ดินพร้อมอาคารในสภาพสมบูรณ์เรียบร้อยให้แก่โจทก์ได้ภายในเวลาอันสมควรและโจทก์ต้องพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าวและชำระเงินให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าอาคารที่จะซื้อจะขายเสร็จสมบูรณ์ ให้โจทก์มาตรวจความเรียบร้อยในวันที่ 19 สิงหาคม 2538 ตามหนังสือแจ้งลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2538 เอกสารหมาย จ.6 และโจทก์ภายหลังตรวจสอบอาคารแล้วทำหนังสือลงวันที่ 19 สิงหาคม 2538 และวันที่ 28 ตุลาคม 2538 ตอบกลับจำเลยแจ้งว่าอาคารตามสัญญาไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อย รวม 8 รายการ ตามเอกสารหมาย จ.7 แผ่นที่ 1 ถึงแผ่นที่ 3 จำเลยดำเนินการแก้ไขแล้วแจ้งให้โจทก์ตรวจรับมอบอาคารโจทก์ตรวจสอบแล้วลงชื่อในใบรับมอบอาคารเอกสารหมาย ล.1 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2539 โดยเห็นได้ว่า เป็นการลงชื่อตรวจรับงานซ่อมแซม 5 รายการ ซึ่งบางรายการตรงกับรายการที่โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยแก้ไขซ่อมแซมมาก่อนแล้วตามเอกสารหมาย จ.7 แผ่นที่ 2 ที่ 3 โจทก์ไม่ได้ลงชื่อรับรองว่าจำเลยก่อสร้างอาคารเสร็จเรียบร้อย ทั้งโจทก์ยังได้บันทึกตอนท้ายขอให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมอีก 2 รายการ คือ เปลี่ยนประตูชั้นบนออกหลังบ้านและซ่อมพื้นชั้นล่างให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่มีรอยร้าว ซึ่งในข้อนี้โจทก์มีภาพถ่ายอาคารที่ไม่เรียบร้อยหมาย จ.8 มาแสดง ส่วนจำเลยนอกจากไม่มีหลักฐานการแก้ไขซ่อมแซมมาแสดงประกอบคำเบิกความของนายจักรพงษ์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่อ้างว่าแก้ไขรายการที่โจทก์แจ้งเพิ่มเติมทั้งสองรายการแล้วจำเลยยังฎีกาในทำนองว่า ส่วนที่โจทก์ขอให้แก้ไขอีก 2 รายการ นั้นไม่ใช่โครงสร้างของอาคารหรือสภาพอาคารที่เป็นเงื่อนไขว่าถ้าจำเลยไม่ดำเนินการให้จะไม่รับมอบอาคารหรือไม่ชำระเงินได้ อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยไม่ได้ดำเนินการแก้ไขอาคารให้เรียบร้อยก่อนส่งมอบ ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า สภาพข้อเท็จจริงของทรัพย์ที่พิพาท โจทก์ไม่สามารถปฏิเสธการรับมอบว่ามีข้อชำรุดบกพร่องร้ายแรงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466, 473 นั้น เห็นว่า รายการซ่อมแซมแก้ไขดังกล่าวถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของอาคารที่ซื้อขายตามสัญญาที่จำเลยผู้จะขายมีหน้าที่ต้องก่อสร้างและส่งมอบแก่โจทก์ผู้จะซื้อในสภาพเรียบร้อยไม่มีข้อบกพร่อง เมื่อจำเลยไม่แก้ไขให้เรียบร้อยก่อนส่งมอบถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิปฏิเสธไม่ชำระเงินงวดสุดท้ายและไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ได้ นอกจากนั้นในส่วนเงื่อนไขการพัฒนาสาธารณูปโภคที่ปรากฏอยู่ในแผ่นพับโฆษณาโครงการซิตี้ วิลเลจ ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 ที่จำเลยฎีกาว่าได้ยกเลิกไปแล้วตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคาร ข้อ 9 นั้น ก็เห็นได้ว่ามีรายละเอียดหลายอย่างที่เป็นการประชาสัมพันธ์โครงการของจำเลยอันมีผลในการโน้มน้าวชักจูงให้ผู้คนสนใจและต้องการซื้ออาคารในโครงการซึ่งผู้ซื้อย่อมจะได้ใช้ประโยชน์ด้วย จึงเป็นเงื่อนไขและสาระสำคัญของสัญญาโดยชัดแจ้ง ในใบสั่งจองและตารางการชำระเงินจองและเงินค่างวดแต่ละงวดเอกสารหมาย จ.3 ก็ระบุว่ารวมการชำระเงินตามสัญญาต่าง ๆ ไว้ในงวดเดียวกัน สัญญาถมดินและพัฒนาสาธารณูปโภคจึงเกี่ยวเนื่องกับสัญญาจะซื้อจะขายและมิได้เป็นอันยกเลิกไป เมื่อปรากฏตามฎีกาของจำเลยและหนังสือของสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปู ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 เอกสารหมาย ล.5 ความว่า ตามที่จำเลยและสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความเห็นร่วมกันในการจะส่งมอบระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในพื้นที่โครงการเขตพาณิชยกรรมและที่พักอาศัยให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของเทศบาลตำบลบางปู เนื่องจากสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปูยังไม่พร้อมที่จะรับมอบไปดำเนินการนั้น สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปูพิจารณาทบทวนแล้วมีความเห็นว่าควรกันพื้นที่โครงการเขตพาณิชยกรรมและที่พักอาศัยนิคมอุตสาหกรรมบางปูออกจากเขตนิคมอุตสาหกรรมบางปู แล้วส่งมอบให้ทางเทศบาลตำบลบางปูเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบต่อไป ทั้งตามภาพถ่ายสนามเด็กเล่น สถานพยาบาลสถานีตำรวจย่อย หมาย ล.6 ก็ปรากฏว่าเพิ่งถ่ายเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2548 ภายหลังวันฟ้อง แสดงว่าในระหว่างที่มีการตรวจและส่งมอบอาคารนั้น นอกจากจำเลยยังไม่ได้แก้ไขอาคารให้เรียบร้อยก่อนการส่งมอบดังวินิจฉัยมาแล้ว จำเลยยังไม่ได้ก่อสร้างสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกบางประการอีกด้วย ดังนี้ ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว สัญญาจึงเป็นอันเลิกกัน โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 8 ระบุความว่า หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดหรือตามสัญญาใดที่โจทก์ทำกับจำเลยหรือกับบริษัทโอเชี่ยนกรีน จำกัด จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งสิ้น แสดงว่า เงินที่โจทก์ชำระไม่ว่าตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคาร สัญญาพัฒนาสาธารณูปโภคหรือสัญญาจ้างเหมาถมที่ก็เป็นเงินค่าซื้อที่ดินพร้อมอาคารที่จำเลยได้รับชำระ และต้องคืนแก่โจทก์ทั้งสิ้น เมื่อโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยแล้วรวม 420,000 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันรับชำระ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่โจทก์ขอนับแต่วันฟ้อง จึงกำหนดให้ตามขอ

ปัญหาต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนฐานผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า สัญญาเลิกกันวันที่ 9 มิถุนายน 2546 โจทก์ฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2546 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 387 ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสอง ม. 466 ม. 473
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปราโมทย์ พงษ์ทอง
บริษัทพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม
จำเลย — ประเทศไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1566/2554
#508355
เปิดฉบับเต็ม

คำเบิกความและบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาตามสายงานอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติมีความน่าเชื่อถือและเป็นกรณีมีหลักฐานปรากฏว่า ว. เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะ หรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคสอง เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ จ. ซึ่งเป็นภริยาของ ว. ไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานหักล้างได้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า ทรัพย์สินของ จ.เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทกฎหมายดังกล่าว

เมื่อปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คดีที่ ว. และผู้คัดค้านที่ 2 ถูกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ผู้ร้องอ้างว่าเนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลง ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 จึงมีผลขัดต่อกฎหมายดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของนายวิกูลกับนางจินตนาและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์เข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านกับพวกยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ให้คืนเงินสด 8,000 บาทแก่ผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา (ที่ถูก คำสั่ง) ศาลชั้นต้น

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ฏีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ว่า เงินสด 8,000 บาท และเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวตามลำดับเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ตามพยานหลักฐานพฤติการณ์ของนางจินตนามีเหตุผลเพียงพอให้น่าเชื่อว่า เงินสดจำนวน 8,000 บาท นี้เป็นเงินที่นางจินตนาได้รับจากการขายสุกรก่อนถูกยึด และมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้คืนเงินจำนวนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ส่วนเงินฝากตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาขอให้ไม่ริบนั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกชัยรัตน์ได้ความว่า ตั้งแต่เมื่อปลายปี 2541 พยานสืบทราบว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และนายวิกูลมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จำหน่ายรายใหญ่และนายวิกูลเป็นคนช่วยติดต่อลูกค้า และพยานได้ทำบันทึกรายงานข้อมูลที่สืบทราบต่อผู้บังคับบัญชาไว้ด้วยซึ่งพยานหลักฐานนี้เห็นได้ว่า มีคำเบิกความและบันทึกเสนอผู้บังคับบัญชาตามสายงานอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ ที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นกรณีมีหลักฐานปรากฏว่า นายวิกูล เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและเคยเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อนต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคสอง ประกอบกับตามคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ได้ความว่า นางจินตนาอยู่กินฉันสามีภริยากับนายวิกูลมาประมาณ 10 ปี โดยผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความในปี 2546 จึงฟังได้ว่า นางจินตนาเป็นภริยานายวิกูลมาก่อนปี 2540 และตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนางจินตนาตั้งแต่ช่วงปี 2541 ตลอดมา ปรากฏว่ามีรายการฝากเงินเข้าบัญชีหลายครั้งและเกือบทุกเดือน และมีหลายเดือนที่มีรายการฝากเงิน 2 ถึง 3 ครั้ง จำนวนเงินฝากมีตั้งแต่ครั้งละ 2,000 บาท ถึง 60,000 บาท และเคยมีจำนวนเงินฝากในบัญชีสูงเกิน 100,000 บาท หลายครั้ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้จากการประกอบอาชีพของนางจินตนาดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเงินรายได้นำเข้าฝากในบัญชีได้เช่นนั้น และโดยเฉพาะที่ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความว่า นางจินตนามีอาชีพให้กู้ยืมเงินด้วย ก็เป็นคำเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ และผู้คัดค้านที่ 1 ที่เป็นผู้จัดการมรดกนางจินตนาก็เบิกความว่า ไม่พบหลักฐานที่นางจินตนาให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงิน ย่อมฟังไม่ได้ว่า นางจินตนามีรายได้จากการให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงิน และเห็นได้ว่าเงินฝากในบัญชีของนางจินตนามีจำนวนเงินสูงเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริตของนางจินตนาและนายวิกูลที่จะพึงมีได้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น โดยผู้คัดค้านที่ 1 ไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานหักล้างได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ริบเงินฝากดังกล่าวนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ด้วยปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คดีอาญาที่นายวิกูลและผู้คัดค้านที่ 2 ถูกฟ้องศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องสำหรับผู้คัดค้านที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071/2549 กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ผู้ร้องอ้างว่าเนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลง ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 จึงมีผลขัดต่อกฎหมายดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้ ให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตามคำร้องรวม 4 รายการ แก่ผู้คัดค้านที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 วรรคสอง ม. 32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
ผู้คัดค้าน — นายห้วน สินนุเคราะห์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายวิระพล เทียนขก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1563/2554
#554907
เปิดฉบับเต็ม

ต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าน้ำประปาเป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นเพื่อแสดงตัวเลขปริมาตรน้ำประปาที่ใช้และจำนวนเงินค่าน้ำประปาที่ผู้ใช้น้ำประปาจะต้องชำระเพื่อใช้อ้างแสดงประกอบการนำส่งค่าน้ำประปาให้แก่สมุห์บัญชีของผู้เสียหายเท่านั้น ต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าน้ำประปาดังกล่าวจึงมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ มิใช่เอกสารสิทธิตามความใน ป.อ. มาตรา 1 (9) เมื่อจำเลยปลอมต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าน้ำประปาของผู้เสียหายซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหน่วยงานราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ไม่ใช่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม

จำเลยปลอมต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าน้ำประปาซึ่งจำเลยใช้เรียกเก็บเงินค่าน้ำประปาจากผู้ใช้น้ำประปาแต่ละรอบเดือนจำนวนหลายฉบับ รวม 28 ครั้ง และนำเอกสารราชการปลอมไปใช้อ้างแสดงประกอบการนำส่งค่าน้ำประปาให้แก่เจ้าหน้าที่สมุห์บัญชีของผู้เสียหายเพื่อนำส่งเงินที่มีจำนวนน้อยกว่าจำนวนเงินที่จำเลยเรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำประปาแต่ละราย แล้วเบียดบังเอาเงินของผู้เสียหายไปรวม 28 ครั้ง ต่างวันเวลากัน การปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมกับยักยอกในแต่ละครั้งย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวและมีเจตนาก่อให้เกิดผลต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 266, 268, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 102,050 บาท ที่ยังไม่คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 266 (1), 268, 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งมีอัตราโทษเท่ากับฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 28 กระทง เป็นจำคุก 28 ปี และปรับ 560,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 28 กระทง เป็นจำคุก 168 เดือน และปรับ 280,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 8 ครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 102,050 บาท แก่ผู้เสียหายนั้นได้ความว่าจำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระให้แก่ผู้เสียหายบางส่วนแล้ว คงค้างชำระอีกจำนวน 90,000 บาท จึงให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 90,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า ต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าน้ำประปา เป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการหรือไม่ เห็นว่า เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) หมายถึงเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับสิทธิ แต่ต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าน้ำประปาเป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นเพื่อแสดงตัวเลขปริมาตรน้ำประปาที่ใช้และจำนวนเงินค่าน้ำประปาที่ผู้ใช้น้ำประปาจะต้องชำระ เพื่อใช้อ้างแสดงประกอบการนำส่งค่าน้ำประปาให้แก่สมุห์บัญชีของผู้เสียหายเท่านั้น ต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าน้ำประปาดังกล่าวจึงมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับสิทธิ มิใช่เอกสารสิทธิตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) เมื่อจำเลยปลอมต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าน้ำประปาของผู้เสียหายซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นหน่วยราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ไม่ใช่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสาราชการปลอม ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จึงไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าแม้จำเลยกระทำการหลายครั้งแต่จำเลยมีเจตนาเดียวคือเพื่อให้ได้รับเงินส่วนต่างค่าน้ำประปาอันเป็นการกระทำกรรมเดียวกันนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยปลอมต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าน้ำประปาซึ่งจำเลยใช้เรียกเก็บเงินค่าน้ำประปาจากผู้ใช้น้ำประปาแต่ละรอบเดือนจำนวนหลายฉบับ รวม 28 ครั้ง และนำเอกสารราชการปลอมไปใช้อ้างแสดงประกอบ การนำส่งค่าน้ำประปาให้แก่เจ้าหน้าที่สมุห์บัญชีของผู้เสียหายเพื่อนำส่งเงินที่มีจำนวนน้อยกว่าจำนวนเงินที่จำเลยเรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำประปาแต่ละราย แล้วเบียดบังเอาเงินของผู้เสียหายไปรวม 28 ครั้ง ต่างวันเวลากัน การปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมกับยักยอกในแต่ละครั้งย่อมเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวและมีเจตนาก่อให้เกิดผลต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและยักยอกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสาราชการปลอมต้องลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมทุกกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมจำคุก 168 เดือน และปรับ 140,000 บาท นอกจากที่แก้รวมทั้งการรอการลงโทษจำคุกให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 91 ม. 265 ม. 266 ม. 268 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นายไสว กวัติภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นางสาวจิตติมา วัชรานุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2554
#513867
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานขับรถโดยประมาท จำคุก 4 ปี ฐานหลบหนีและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงลงโทษฐานขับรถโดยประมาทจำคุก 3 ปี ฐานหลบหนีและไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จำคุก 45 วัน รวมจำคุก 3 ปี 45 วัน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่าเหตุตามฟ้องไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78, 157, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 (ที่ถูก มาตรา 78 วรรคหนึ่ง) 157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานหลบหนีและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุกคนละ 2 เดือน รวมจำคุกคนละ 4 ปี 2 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่แล้ว ฐานขับรถโดยประมาท จำคุก 3 ปี ฐานหลบหนีและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 45 วัน รวมจำคุก 3 ปี 45 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานขับรถโดยประมาท จำคุก 4 ปี ฐานหลบหนีและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษฐานขับรถโดยประมาท จำคุก 3 ปี ฐานหลบหนีและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 45 วัน รวมจำคุก 3 ปี 45 วัน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่าเหตุตามฟ้องไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายทองมา สืบเพ็ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2554
#511626
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 761 มิได้บังคับให้เจ้าหนี้ต้องนำดอกผลนิตินัยอันเกิดจากทรัพย์ที่จำนำไปหักจากจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เพียงแต่หากเจ้าหนี้ใช้สิทธิดังกล่าว จะต้องนำดอกผลนิตินัยไปหักออกจากหนี้ตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น โจทก์ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ในวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งการปลดหนี้และหลักประกัน และในท้ายหนังสือฉบับนี้ยังระบุว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามซึ่งข้อกำหนดในสัญญารับสภาพหนี้และสัญญาปลดหนี้ โดยมีเงื่อนไขครบถ้วนทุกประการ จึงต้องถือว่าหนี้ทั้งหมดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ระงับไปแล้วโดยการประนีประนอมยอมความ ทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความก็มิได้ระบุว่าให้นำเงินปันผลที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับเป็นอีกส่วนหนึ่งที่โจทก์จะต้องนำมาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 อีกด้วย และในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ล. ในวันที่ 27 เมษายน 2544 ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 6 บาท ดังนั้น ดอกผลนิตินัยอันเกิดจากหุ้นที่โจทก์จำนำไว้แก่จำเลยที่ 1 จึงเกิดขึ้นภายหลังจากหนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ระงับไปทั้งหมดแล้ว รวมทั้งหลักประกันต่างๆ ที่จำเลยที่ 1 เคยมีสิทธิบังคับเอาแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะนำเงินปันผลมาชำระหนี้ได้อีก จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินปันผลที่รับไว้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 921,195 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 864,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะรับเงินปันผลหรือจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ เห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 761 บัญญัติว่า "ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา หากมีดอกผลนิตินัยงอกจากทรัพย์สินนั้นอย่างไร ท่านให้ผู้รับจำนำจัดสรรใช้เป็นค่าดอกเบี้ยอันค้างชำระแก่ตน และถ้าไม่มีดอกเบี้ยค้างชำระ ท่านให้จัดสรรใช้ต้นเงินแห่งหนี้อันได้จำนำทรัพย์สินเป็นประกันนั้น" บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับให้เจ้าหนี้ต้องนำดอกผลนิตินัยอันเกิดจากทรัพย์ที่จำนำไปหักจากจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เพียงแต่หากเจ้าหนี้ใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องนำดอกผลนิตินัยไปหักออกจากหนี้ตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น เมื่อพิจารณาคำฟ้อง สัญญาปลดหนี้โดยมีเงื่อนไข สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมและหนังสือแจ้งการปลดหนี้และหลักประกัน ลงวันที่ 25 เมษายน 2544 ประกอบกันแล้วจะเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับชำระหนี้ 6,279,951.32 บาทจากจำนวน 46,394,295.69 บาท ที่จำเลยที่ 1 ฟ้องให้โจทก์รับผิด โดยโจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงงวดเดียวภายในวันที่ 23 เมษายน 2544 ซึ่งโจทก์ได้ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เป็นแคชเชียร์เช็ค ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งการปลดหนี้และหลักประกันและในท้ายหนังสือฉบับนี้ยังได้ระบุว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามซึ่งข้อกำหนดในสัญญารับสภาพหนี้และสัญญาปลดหนี้โดยมีเงื่อนไขครบถ้วนทุกประการ จำเลยที่ 1 จึงขอแจ้งการปลดหนี้และปลดหลักประกันที่ให้ไว้ ดังนั้นจึงต้องถือว่าหนี้ทั้งหมดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ระงับไปแล้วโดยการประนีประนอมยอมความ ทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความก็มิได้ระบุว่าให้นำเงินปันผลที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับเป็นอีกส่วนหนึ่งที่โจทก์จะต้องนำมาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 อีกด้วย ยังได้ความว่าในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 27 เมษายน 2544 ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 6 บาท ดังนั้น ดอกผลนิตินัยอันเกิดจากหุ้นที่โจทก์จำนำไว้กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดขึ้นภายหลังจากหนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ระงับไปทั้งหมดแล้ว รวมทั้งหลักประกันต่างๆ ที่จำเลยที่ 1 เคยมีสิทธิบังคับเอาแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะนำเงินปันผลมาชำระหนี้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้ออื่นๆ นั้นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 761 ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชัย บุณยมานนท์หรือบุญยมานนท์
จำเลย — กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1506/2554
#510940
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้บังคับถึงเวลาที่ปิด ดังนั้น แม้สำเนาสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นฉบับภาพถ่ายที่โจทก์แนบมาเป็นเอกสารท้ายคำฟ้องจะไม่ปรากฏการปิดแสตมป์ แต่เมื่อต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ปิดแสตมป์ครบถ้วนบริบูรณ์มาก่อนแล้วขณะโจทก์อ้างส่งเป็นพยานต่อศาล จึงย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งนี้ โดยโจทก์ไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลให้ปิดแสตมป์อีก เพราะมิใช่เป็นกรณีขออนุญาตปิดแสตมป์ภายหลังอ้างส่งเอกสารเป็นพยานโดยเอกสารนั้นยังไม่ได้ปิดแสตมป์ ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐานจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 52,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 22,500 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่านทนายความให้ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาประการแรกว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมนั้น เนื้อหาตามฎีกาเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐาน เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานใดคดีแพ่งไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้บังคับถึงเวลาที่ปิด ดังนั้น แม้สำเนาสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นฉบับภาพถ่ายที่โจทก์แนบมาเป็นเอกสารท้ายคำฟ้องจะไม่ปรากฏการปิดแสตมป์ แต่เมื่อต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ปิดแสตมป์ครบถ้วนบริบูรณ์มาก่อนแล้วขณะโจทก์อ้างส่งเป็นพยานต่อศาล จึงย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งนี้ โดยโจทก์ไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลให้ปิดแสตมป์อีกดังที่จำเลยฎีกา เพราะมิใช่เป็นกรณีขออนุญาตปิดแสตมป์ภายหลังอ้างส่งเอกสารเป็นพยานโดยเอกสารนั้นยังไม่ได้ปิดแสตมป์ ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐานจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมสวย อ่อนนิ่ม
จำเลย — นางสุมาลีหรือนฤมน โพธิโสภณ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1501/2554
#509377
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ระบุว่า จำเลยจดทะเบียนทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแก่โจทก์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 มีกำหนด 1 ปี และได้จดทะเบียนประเภทขายฝากลงชื่อจำเลยเป็นผู้ขายฝาก โจทก์เป็นผู้รับซื้อฝาก โดยนาง ศ. เจ้าหน้าที่ที่ดินผู้ดำเนินการทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันรับรองความถูกต้อง สำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงเป็นสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารให้รับฟังได้ตามที่อ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยกับบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 113304 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จากชื่อโจทก์เป็นชื่อจำเลย และให้โจทก์รับชำระเงินกู้จากจำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รับเงินจากจำเลย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไป ให้โจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 113304 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นชื่อจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยกับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กันยายน 2547) ไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า หนังสือสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า ราคาที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทมีราคาสูงมาก ทั้งสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านก่ออิฐฉาบปูนมีความมั่นคงแข็งแรง หากโจทก์กับจำเลยจะทำสัญญาขายฝากกันจริงย่อมต้องทำสัญญาขายฝากทั้งที่ดินพิพาทและบ้านด้วย และเมื่อทำสัญญาขายฝากกันแล้ว โจทก์มิได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทและบ้าน ประกอบกับหนังสือสัญญาขายฝากถือได้ว่าเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินที่ใช้บังคับได้นั้น ในข้อนี้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบก่อนนำสืบว่า วันเกิดเหตุจำเลยไปขอกู้ยืมเงินโจทก์ 100,000 บาท โจทก์ตกลงให้กู้ แต่จำเลยจะต้องนำหลักทรัพย์มาเป็นประกันการกู้ยืมเงิน จำเลยจึงนำโฉนดที่ดินพิพาทไปเป็นประกันการชำระหนี้ โดยโจทก์แจ้งว่าจะจดทะเบียนเป็นสัญญาจำนองหรือสัญญาขายฝาก หากจดทะเบียนจำนองดอกเบี้ยจะแพงกว่าจดทะเบียนขายฝาก จำเลยเชื่อใจโจทก์เพราะเป็นญาติกัน จึงไปจดทะเบียนเป็นสัญญาขายฝากที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา ส่วนโจทก์นำสืบว่า ก่อนวันเกิดเหตุจำเลยมาขอกู้ยืมเงินโจทก์ 100,000 บาท โดยบอกว่าจะนำที่ดินมาขายฝากไว้แก่โจทก์ เท่าที่โจทก์ทราบจำเลยมีที่ดินอยู่หลายแปลง โจทก์ตกลงและในวันเกิดเหตุจำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทมาจดทะเบียนทำสัญญาขายฝาก โดยไม่มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย แต่จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการขายฝาก โจทก์ไม่เคยไปดูที่ดินพิพาทและเพิ่งมาทราบภายหลังว่ามีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์และจำเลยเจตนาจดทะเบียนทำสัญญาขายฝากเฉพาะที่ดินพิพาทเท่านั้นไม่รวมบ้านด้วย เห็นว่า นอกจากศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับข้อวินิจฉัยข้อเท็จจริงและเหตุผลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยไม่จำต้องนำมากล่าวซ้ำอีก ยังเห็นอีกว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. 2 ระบุว่า จำเลยจดทะเบียนทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแก่โจทก์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 มีกำหนด 1 ปี และได้จดทะเบียนประเภทขายฝากลงชื่อจำเลยเป็นผู้ขายฝาก และโจทก์เป็นผู้รับซื้อฝาก ซึ่งโจทก์ยังมีนางสาวศิวาพร เจ้าหน้าที่ที่ดินผู้ดำเนินการทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันรับรองความถูกต้อง สำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. 2 จึงเป็นสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารให้รับฟังได้ตามที่อ้าง แต่จำเลยมีแต่อ้างตนเองเบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเพื่อเป็นการอำพรางการกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีเหตุผลและน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทไม่ใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและมีผลบังคับได้ไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอำพร อรัญดร
จำเลย — นางอุไรรัตน์ ขุนกำแหงหรือทวีรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายบุญจวน พานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1501/2554
#510939
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระบุว่า จำเลยจดทะเบียนทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแก่โจทก์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 มีกำหนด 1 ปี และได้จดทะเบียนประเภทขายฝากลงชื่อจำเลยเป็นผู้ขายฝาก และโจทก์เป็นผู้รับซื้อฝากซึ่งโจทก์ยังมี ศ. เจ้าหน้าที่ที่ดินผู้ดำเนินการทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันรับรองความถูกต้อง สำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทจึงเป็นสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารให้รับฟังได้ตามที่อ้าง แต่จำเลยมีแต่อ้างตนเองเบิกความลอยๆ ว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเพื่อเป็นอำพรางการกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีเหตุผลและน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยกับบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับโดยไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยกับบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 113304 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จากชื่อโจทก์เป็นชื่อจำเลย และให้โจทก์รับชำระเงินกู้จากจำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รับเงินจากจำเลย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไป ให้โจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 113304 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นชื่อจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยกับบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กันยายน 2547) ไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 จำเลยทำหนังสือสัญญาจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 113304 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 1 งาน 51 ตารางวา ในราคาขายฝาก 100,000 บาท ไว้แก่โจทก์ ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 ตามลำดับ แต่เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่ถอน จำเลยไม่ไถ่และยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยและบริวารเพิกเฉย สำหรับบ้านเลขที่ 3/3 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาขายฝากเฉพาะที่ดินพิพาทโดยไม่รวมบ้านหลังดังกล่าว และบ้านไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ซึ่งโจทก์และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า หนังสือสัญญาขายฝากตามเอกสารหมาย จ. 2 เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า ราคาที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทมีราคาสูงมาก ทั้งสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านก่ออิฐฉาบปูนมีความมั่นคงแข็งแรง หากโจทก์กับจำเลยจะทำสัญญาขายฝากกันจริงย่อมต้องทำสัญญาขายฝากทั้งที่ดินพิพาทและบ้านด้วย และเมื่อทำสัญญาขายฝากกันแล้ว โจทก์มิได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทและบ้าน ประกอบกับหนังสือสัญญาขายฝากถือได้ว่าเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินที่ใช้บังคับได้นั้น ในข้อนี้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบก่อนนำสืบว่า วันเกิดเหตุจำเลยไปขอกู้ยืมเงินโจทก์ 100,000 บาท โจทก์ตกลงให้กู้ แต่จำเลยจะต้องนำหลักทรัพย์มาเป็นประกันการกู้ยืมเงิน จำเลยจึงนำโฉนดที่ดินพิพาทไปเป็นประกันการชำระหนี้ โดยโจทก์แจ้งว่าจะจดทะเบียนเป็นสัญญาจำนองหรือสัญญาขายฝาก หากจดทะเบียนจำนองดอกเบี้ยจะแพงกว่าจดทะเบียนขายฝาก จำเลยเชื่อใจโจทก์เพราะเป็นญาติกัน จึงไปจดทะเบียนเป็นสัญญาขายฝากที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา ส่วนโจทก์นำสืบว่า ก่อนวันเกิดเหตุจำเลยมาขอกู้ยืมเงินโจทก์ 100,000 บาท โดยบอกว่าจะนำที่ดินมาขายฝากไว้แก่โจทก์ เท่าที่โจทก์ทราบจำเลยมีที่ดินอยู่หลายแปลง โจทก์ตกลงและในวันเกิดเหตุจำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทมาจดทะเบียนทำสัญญาขายฝาก โดยไม่มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย แต่จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการขายฝาก โจทก์ไม่เคยไปดูที่ดินพิพาทและเพิ่งมาทราบภายหลังว่ามีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์และจำเลยเจตนาจดทะเบียนทำสัญญาขายฝากเฉพาะที่ดินพิพาทเท่านั้นไม่รวมบ้านด้วย เห็นว่า นอกจากศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับข้อวินิจฉัยข้อเท็จจริงและเหตุผลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยไม่จำต้องนำมากล่าวซ้ำอีก ยังเห็นอีกว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. 2 ระบุว่า จำเลยจดทะเบียนทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแก่โจทก์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 มีกำหนด 1 ปี และได้จดทะเบียนประเภทขายฝากลงชื่อจำเลยเป็นผู้ขายฝาก และโจทก์เป็นผู้รับซื้อฝาก ซึ่งโจทก์ยังมีนางสาวศิวาพร สินทรัพย์ เจ้าหน้าที่ที่ดินผู้ดำเนินการทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันรับรองความถูกต้อง สำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. 2 จึงเป็นสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารให้รับฟังได้ตามที่อ้าง แต่จำเลยมีแต่อ้างตนเองเบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเพื่อเป็นการอำพรางการกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีเหตุผลและน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทไม่ใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและมีผลบังคับได้ไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อสุดท้ายว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดให้จำเลยใช้แก่โจทก์สูงเกินสมควรหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า ที่ดินพิพาทไม่อาจจะมีผู้เช่าได้ทุกเดือนตลอดไป ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดให้จำเลยใช้แก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นั้นสูงเกินไป เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 งาน 51 ตารางวา อยู่ในเขตตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งคู่ความตีราคาถึง 302,000 บาท ทั้งพิจารณาจากสภาพที่ดินพิพาทตามรูปถ่ายหมาย ล. 4 แล้ว มีสภาพพร้อมที่จะใช้ปลูกสร้างอาคารได้ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยใช้แก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับว่าเหมาะสมและต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับโดยไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104 ม. 127 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอำพร อรัญดร
จำเลย — นางอุไรรัตน์ ขุนกำแหง หรือทวีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1491 -ที่ 1492/2554
#510935
เปิดฉบับเต็ม

ห้องนอนที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นห้องนอนเล็กๆ มีที่นอนและตู้เสื้อผ้าสำหรับคนเพียงคนเดียว ซึ่งในบันทึการตรวจค้นจับกุมก็ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ที่ซับในหมวกนิรภัยซึ่งวางอยู่พื้นห้องนอนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเจ้าพนักงานตรวจค้น ทั้งกระสุนปืนขนาดต่างๆ ที่พบในห้องนอนดังกล่าวก็เป็นของจำเลยที่ 1 ประกอบกับบ้านเกิดเหตุมี 2 ห้องนอน จึงเชื่อว่าห้องนอนที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นห้องนอนของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ห้องนอนของจำเลยที่ 2 เมื่อเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ในซับในของหมวกนิรภัย บุคคลอื่นจึงไม่อาจมองเห็นได้จากภายนอก ดังนั้น จำเลยที่ 2 ย่อมไม่รู้ว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนในหมวกนิรภัย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมอ้างว่า จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ หรือรูปถ่ายที่แสดงให้เห็นว่ามีการติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โจทก์มีเพียงพยานเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานโจทก์อีกสองปากต่างก็เบิกความยืนยันว่า เคยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 เท่านั้น ไม่เคยซื้อจากจำเลยที่ 2 แม้ ร.ต.อ. ธ.พนักงานสอบสวนจะเบิกความประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนของ ส. ว่า ได้สอบปากคำ ส. เพื่อร่วมงานของจำเลยทั้งสามและ ส. ให้การว่าเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม แต่โจทก์ก็ไม่นำ ส. มาเบิกความเพื่อให้ทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านเพื่อพิสูจน์ พยานคำให้การดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อย นอกจากนี้แล้วโจทก์ไม่มีพยานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์หรือร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เช่นนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะอยู่กับจำเลยที่ 1 ขณะเจ้าพนักงานจับกุมก็ไม่อาจสันนิษฐานเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลำพังคำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ทั้งจำเลยที่ 2 ก็นำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความเป็นพยายจำเลยที่ 2 ยืนยันว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักพอให้ฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

บัญชีของกลาง 2 แผ่น มิใช่เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัสดุอื่นซึ่งใช้ในการกระทำความผิดตามมาตรา 102 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ และไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) จึงไม่อาจริบได้ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 สำนวนแรก กับจำเลยที่ 1 สำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 3 สำนวนแรก กับจำเลยที่ 2 สำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนกับบัญชีของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง , 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปี และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 1,000 บาท และฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 รวมโทษจำคุก 9 ปี ปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษจำเลยที่ 1 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 2 ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ปรับ 500 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ ยกฟ้องจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษปรับ 100 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 3 ปี และปรับ 50 บาท เมื่อรวมกันโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 4 ปี ปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตารมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบบัญชี 2 แผ่น ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 124 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 จึงยุติคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีสุขสันต์ และสิบตำรวจเอกอเนกเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าจำเลยทั้งสามมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้คนงานในบริษัทไดซินโคเกียว จำกัด โดยจำเลยทั้งสามพักอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุเวลา 7.30 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกจึงไปตรวจค้นบ้านเกิดเหตุพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในห้องนอน และนายกวียุทธ อยู่ภายในบ้าน จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นเจ้าของบ้านผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 124 เม็ด ห่อหุ้มด้วยพลาสติกซุกซ่อนอยู่ในหมวกนิรภัยวางอยู่ที่พื้นห้องนอน จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาเพื่อจำหน่าย และพันตำรวจตรีสุขสันต์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ภายในห้องนอนไม่มีเตียง มีแต่ฟูก 1 ลูก และตู้เสื้อผ้า 1 ตู้ บ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว 2 ห้องนอน ส่วนสิบตำรวจเอกอเนกเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่าห้องนอนเป็นห้องเล็กๆ ไม่กว้าง พยานกับพวกยืนอยู่หน้าห้องนอน เห็นว่า ห้องนอนที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นห้องนอนเล็กๆ มีที่นอนและตู้เสื้อผ้าสำหรับคนเดียงคนเดียว ซึ่งในบันทึกการตรวจค้นจับกุม เอกสารหมาย จ.3 ก็ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ที่ซับในหมวกนิรภัยซึ่งวางอยู่พื้นห้องนอนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้น ทั้งกระสุนปืนขนาดต่างๆ ที่พบในห้องนอนดังกล่าวก็เป็นของจำเลยที่ 1 ประกอบกับบ้านเกิดเหตุมี 2 ห้องนอน จึงเชื่อว่า ห้องนอนที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นห้องนอนของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ห้องนอนของจำเลยที่ 2 เมื่อเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ในซับในของหมวกนิรภัย บุคคลอื่นจึงไม่อาจมองเห็นได้จากภายนอก ดังนั้น จำเลยที่ 2 ย่อมไม่รู้ว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในหมวกนิรภัย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมอ้างว่า จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ หรือรูปถ่ายที่แสดงให้เห็นว่ามีการติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โจทก์มีเพียงพยานเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง อย่างไรก็ดีนายกวียุทธ และนายเอกชัย พยานโจทก์ต่างก็เบิกความยืนยันว่า เคยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 เท่านั้น ไม่เคยซื้อจากจำเลยที่ 2 แม้ร้อยตำรวจเอกธนะวุฒิ พนักงานสอบสวนจะเบิกความประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนของ นายสงวน เอกสารหมาย จ.6 ว่า ได้สอบปากคำนายสงวนเพื่อนร่วมงานของจำเลยทั้งสามและนายสงวนให้การว่าเคยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม แต่โจทก์ก็ไม่นำนายสงวนมาเบิกความเพื่อให้ทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านเพื่อพิสูจน์พยาน คำให้การดังกล่างจึงมีน้ำหนักน้อยนอกจากนี้แล้วโจทก์ก็ไม่มีพยานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์หรือร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เช่นนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะอยู่กับจำเลยที่ 1 ขณะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมก็ไม่อาจสันนิษฐานเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทเอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลำพังคำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ทั้งจำเลยที่ 2 ก็นำสืบปฏิเสธไม่ได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ยืนยันว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักพอให้ฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับบัญชีของกลาง 2 แผ่น มิใช่เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งใช้ในการกระทำความผิด ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) จึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำขอให้ริบบัญชีของกลาง 2 แผ่น โดยให้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายสมชาย สวนปาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ