คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2554
#510253
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนแก๊ปยิงผู้เสียหายขณะขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าปากซอยทางเข้าบ้านในระยะห่างไม่เกิน 5 เมตร กระสุนปืนถูกผู้เสียหายเป็นแผลทะลุบริเวณต้นขาขวา บาดแผลผู้เสียหายมีเลือดออกเป็นจำนวนมากย่อมแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของอาวุธปืนและความรุนแรงของกระสุนปืน หากกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกอวัยวะสำคัญของร่างกาย ก็อาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ แต่เนื่องจากจำเลยยิงขณะผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวปากซอยทางเข้าบ้าน ทำให้ยิงไม่แม่นยำกระสุนปืนจึงไม่ถูกอวัยวะสำคัญของร่างกาย ดังนี้ กรณีหาใช่การกระทำของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนที่เป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตา 81 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80

ความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและฐานพาอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง 72 ทวิ วรรคสอง กับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีอายุความ 10 ปี และ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) และ (5) ตามลำดับ คดีนี้จำเลยที่กระทำความผิดวันที่ 14 กรกฎาคม 2539 นับถึงรับฟ้องคือวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เกิน 10 ปีแล้ว คดีของโจทก์ในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 9 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง, 52 จำคุก 4 ปี ยกฟ้องฐานมีและพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และฐานพาอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยไปขอยืมรถจักรยานยนต์จากนางกันธิชา ภริยาผู้เสียหาย แต่นางกันธิชาไม่ให้ยืมจำเลยจึงทำร้ายร่างกายนางกันธิชาจนได้รับบาดเจ็บ ต่อมาเมื่อผู้เสียหายกลับมาที่บ้าน นางกันธิชาได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายฟัง ผู้เสียหายจึงพานางกันธิชาไปแจ้งความต่อนายเริง ผู้ใหญ่บ้าน นายเริงเรียกจำเลยไปสอบถาม จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้ายแล้วจำเลยเดินออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้านไป หลังจากนั้นเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์พานางกันธิชานั่งซ้อนท้ายออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน เมื่อขับรถไปถึงที่เกิดเหตุ จำเลยใช้อาวุธปืนแก๊ปยิงผู้เสียหายขณะขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าปากซอยทางเข้าบ้านในระยะห่างไม่เกิน 5 เมตร กระสุนปืนถูกผู้เสียหายเป็นแผลทะลุบริเวณต้นขาขวามีเศษโลหะคล้ายลูกปืนในรูแผลนับได้ 6 เม็ด อยู่บริเวณเนื้อต้นขา ใช้เวลารักษาบาดแผล 10 วันหาย ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 มิใช่มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยใช้อาวุธปืนแก๊ปยิงผู้เสียหายขณะขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าปากซอยทางเข้าบ้านในระยะห่างไม่เกิน 5 เมตร กระสุนปืนถูกผู้เสียหายเป็นแผลทะลุบริเวณต้นขาขวา มีเศษโลหะคล้ายลูกปืนในรูแผลนับได้ 6 เม็ดอยู่บริเวณเนื้อต้นขานั้น ได้ความจากคำเบิกความของนางกันธิชาภริยาผู้เสียหายพยานโจทก์ว่า บาดแผลของผู้เสียหายมีเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก ย่อมแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของอาวุธปืนและความรุนแรงของกระสุนปืน ที่สามารถทะลุเนื้อต้นขาจนเป็นรูและมีเลือดออกมาเป็นจำนวนมาก หากกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกอวัยวะที่สำคัญของร่างกายก็อาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ แต่เนื่องจากจำเลยยิงขณะผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าปากซอยทางเข้าบ้าน ทำให้ยิงไม่แม่นยำ กระสุนปืนจึงไม่ถูกอวัยวะสำคัญของร่างกาย ดังนี้ กรณีย่อมเป็นการกระทำที่ไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนที่จำเลยยิงนั้นไม่ถูกอวัยวะสำคัญของร่างกายหาใช่การกระทำของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุอาวุธปืนที่เป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำดังข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสามโดยพิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง และฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท อีกบทหนึ่งด้วยนั้น มีอายุความ 10 ปี และ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) และ (5) ตามลำดับ คดีนี้จำเลยกระทำความผิดวันที่ 14 กรกฎาคม 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เกิน 10 ปี แล้ว คดีของโจทก์ในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความ ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ป.อ. ม. 80 ม. 81 ม. 95 (3) ม. 95 (5) ม. 289 (4)
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายเสนอ เสื่อมมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายสุทธิพงษ์ โอวาสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1438/2554
#509358
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะไปตามถนนสายเอเซีย 41 เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีการปิดช่องเดินรถเพื่อซ่อมถนน คงเปิดให้รถแล่นสวนทางขึ้นล่องกันได้ด้านละ 1 ช่องทางในทางเดินรถของจำเลยด้านเดียว จำเลยขับรถโดยประมาทด้วยความเร็วสูงเกินสมควรไม่ชะลอความเร็วรถให้ช้าลงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่แล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้ชนกับรถจักรยานยนต์และเลยไปชนรถยนต์ตู้ที่ขับสวนทางมา แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยขับรถโดยประมาทชนกับรถจักรยานยนต์ที่สวนทางมาบนไหล่ทาง แม้ไม่มีการชนในช่องเดินรถสวน ก็ถือได้ว่าตรงกับความประสงค์ให้ลงโทษจำเลยแล้ว กรณีไม่ถือว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 และ ป.อ. มาตรา 300,390 ตามฟ้องโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยขับรถโดยประมาทชนกับรถจักรยานยนต์ที่สวนทางมาบนไหล่ทาง แม้จะไม่มีการชนในช่องเดินรถสวนก็ถือได้ว่าตรงกับความประสงค์ให้ลงโทษจำเลยแล้ว กรณีไม่ถือว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์ได้ และเห็นว่านายนครินทร์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ย้อนศรมาทางด้านซ้ายในช่องเดินรถของจำเลยก็มีส่วนประมาทด้วย ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย แต่เพื่อให้หลาบจำจึงเห็นควรลงโทษปรับจำเลยด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4),157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300 ม. 390
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายอติชาต รัตตะมาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายชัยรัตน์ ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2554
#506201
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทราบว่าลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่าปลอม ความจริงเป็นลายมือชื่อของจำเลยซึ่งลงชื่อไว้ มิใช่ลายมือชื่อปลอม การที่จำเลยแจ้งว่ามีการปลอมลายมือชื่อจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอาญาแก่พนักงานสอบสวนโดยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 และเมื่อจำเลยเอาความเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฟ้องเท็จอันเป็นความผิดตามมาตรา 175 อีกกระทงหนึ่ง ส่วนความผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จำเลยมิได้ยืนยันว่าผู้ที่ปลอมเอกสารคือโจทก์ โดยจำเลยแจ้งความเพียงว่าจำเลยสงสัยโจทก์ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรานี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 172, 173,174, 175 และ 181

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง, 175 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวน จำคุก 2 ปี ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ที่จำเลยเบิกความขณะลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดตามเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 3 ในช่องลายมือชื่อนั้นมีรอยลบตรงช่องลายมือชื่อ แล้วให้จำเลยลงลายมือชื่อด้านล่างใต้เส้นไข่ปลาจึงเป็นเรื่องที่จำเลยเบิกความเท็จโดยปราศจากสงสัย เนื่องจากจำเลยหลังจากตรวจสอบเอกสารที่สำนักงานทะเบียนแล้วจำเลยพยายามลงลายมือชื่อใหม่ในเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 3 เพื่อให้แตกต่างกับลายมือชื่อของจำเลยเดิมซึ่งลงไว้ในเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 3 ว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยอย่างเดียวกันกับที่จำเลยลงลายมือชื่อต่อหน้าศาลเพื่อจะต้องการส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองตรวจพิสูจน์หลักฐานว่าเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 3 มิใช่ลายมือชื่อของจำเลย เนื่องจากเป็นการเขียนลายมือชื่อคนละลักษณะเพื่อให้แตกต่างจากลายมือชื่อของจำเลยเดิมนั่นเอง จากจุดนี้เองแสดงให้เห็นว่าจำเลยนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ศาลหลงเชื่อเนื่องจากจำเลยไม่ทราบว่าต้นฉบับเอกสารมีการถ่ายลงไมโครฟิล์มและสแกนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งเป็นความเขลาของจำเลยเอง หากจำเลยทราบมาก่อนเช่นนั้นเชื่อว่าจำเลยคงไม่ทำเช่นนี้

ในเรื่องลายมือชื่อของจำเลย จำเลยเบิกความ จำเลยเข้าทำงานในบริษัทจัดหางาน สยามโอเวอร์ซีส์ รีครูทเมนท์ จำกัด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจเพียงฉบับเดียวตามเอกสารหมาย ล.5 ศาลตรวจดูแล้วปรากฏว่าเอกสารหมาย ล.5 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2538 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จำเลยจะเข้าทำงานเสียอีก และการที่จำเลยลงชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจตามเอกสารหมาย ล.5 ก็ไม่มีข้อความระบุให้จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจแต่อย่างใด เพราะเอกสารหมาย ล.5 ระบุให้นายหลุย และหรือนายเกรียงไกร และหรือนางสาวนาตยา เป็นผู้รับมอบอำนาจเพียง 3 คน มิได้ระบุให้จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจแต่อย่างใด จึงเป็นการชัดแจ้งว่าจำเลยปลอมเอกสารหมาย ล.5 เพื่อนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานเท็จต่อศาล

จำเลยเบิกความต่อไปหลังจากเข้าทำงานประมาณ 1 อาทิตย์ นางสาวพิมพวรรณได้นำหนังสือมอบอำนาจและเอกสารคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทมาให้จำเลยลงชื่อเพื่อเปลี่ยนกรรมการตามเอกสารหมาย ล.6 และ ล.7 แต่จากเอกสารหมาย ล.6 หนังสือมอบอำนาจระบุให้นายหลุย และหรือนายเกรียงไกร และหรือนางสาวนาตยา เป็นผู้รับมอบอำนาจ มิได้ระบุให้จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจแต่อย่างใด แต่เหตุไฉนจำเลยจึงลงชื่อในเอกสารหมาย ล.6 และเมื่อนำเอกสารหมาย ล.6 มาเปรียบเทียบกับเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 4 ซึ่งลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 เช่นกัน ก็พบว่าเอกสารทั้งสองฉบับคือเอกสารแผ่นเดียวกัน เพราะมีข้อความเหมือนกันทุกประการแต่เอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 4 กลับไม่มีลายมือชื่อจำเลยดังเช่นเอกสารหมาย ล.6 ทำให้เห็นได้ว่าจำเลยลบลายมือชื่อนายเกรียงไกรตามเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 4 ออกแล้วลงลายมือชื่อจำเลยลงไปแทนนายเกรียงไกร ตามเอกสารหมาย ล.6 เพื่อนำสืบพยานหลักฐานเท็จต่อศาล

ศาลได้ตรวจลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหมาย จ.1 อันประกอบด้วยบันทึกข้อตกลง คำขอจดทะเบียนบริษัท รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือมติพิเศษ กรรมการเข้าใหม่ หนังสือมอบอำนาจ หนังสือขอลาออก หนังสือโอนหุ้น หนังสือเรื่องขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท มีลักษณะการเขียนเช่นเดียวกับลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 3 ซึ่งแตกต่างจากลายมือชื่อซึ่งจำเลยเขียนต่อหน้าศาลเพื่อส่งไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบลายมือชื่อ เชื่อว่าจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แผ่นที่ 3 โดยเป็นลายมือชื่อของจำเลยอย่างแน่นอนปราศจากสงสัย จำเลยจึงทราบดีอยู่แล้วว่าลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่ามีการปลอมแปลงนั้น ความจริงแล้วเป็นลายมือชื่อของจำเลยซึ่งลงชื่อไว้ก่อนล่วงหน้า มิใช่ลายมือชื่อปลอมแต่อย่างใด การที่จำเลยไปแจ้งว่ามีการปลอมลายมือชื่อนั้นจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนโดยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 และเมื่อจำเลยเอาข้อความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา แต่แล้วจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ก็ไม่ไปเบิกความที่ศาลจนเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง เมื่อจำเลยทราบความจริงอยู่แล้วว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดอาญาใดๆ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฟ้องเท็จอันเป็นความผิดตามมาตรา 175 อีกกระทงหนึ่ง ส่วนความผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง เห็นว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษและตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.10 จำเลยก็มิได้กล่าวยืนยันว่าผู้ที่ปลอมเอกสารคือโจทก์ โดยจำเลยแจ้งความเพียงว่าในเบื้องต้นจำเลยสงสัยโจทก์ หากประสงค์จะดำเนินคดีจะมอบคดีต่อพนักงานสอบสวนอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรานี้ได้

ส่วนรายงานการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานโดยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญระบุว่าได้ตรวจพิจารณาลายมือชื่อผู้ให้สัญญาและผู้เริ่มก่อการที่มีดอกจันสีแดงในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 และคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดเอกสารหมาย จ.23 เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อ สำเนาลายมือชื่อ และลายมือชื่อของนายวรวัตน์ ตามที่ระบุไว้เอกสารตัวอย่างข้างต้น ดูโดยละเอียดแล้วปรากฏว่ามีคุณสมบัติของการเขียนรูปร่างลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกันดังได้ชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างในภาพแสดงประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ที่ พ.415/2545 จำนวน 4 แผ่น รวม 9 ภาพ แต่เนื่องจากมีบางส่วนของตัวอักษรบางตัวเขียนเป็นคนละแบบกันและลายมือชื่อตัวอย่างหนึ่งเป็นสำเนาเอกสาร ในกรณีนี้ลงความเห็นว่าน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันนั้น เห็นว่า ลายมือชื่อของจำเลยที่เขียนต่อหน้าศาลเพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานนั้นเป็นการจงใจเขียนให้แตกต่างกับลายมือชื่อของจำเลยเดิมเพื่อที่จะให้กองพิสูจน์หลักฐานยืนยันว่าลายมือชื่อจำเลยที่ลงชื่อต่อหน้าศาลมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แผ่นที่ 3 เพราะจะเห็นได้ว่าลีลาการเขียนแตกต่างกันมากมาย โดยลายมือชื่อจำเลยที่ลงลายมือชื่อต่อหน้าศาล ตัว ว จำเลยลากหางยาวเพื่อให้แตกต่างจากลายมือชื่อโดยปกติของจำเลย เมื่อประจักษ์ชัดแจ้งว่าจำเลยใช้ลีลาการเขียนลายมือชื่อเพื่อให้แตกต่างไปจากของเดิม รายงานการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานจึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 175 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งความเท็จ จำคุก 1 ปี ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 173 ม. 174 วรรคสอง ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยณรงค์ อยู่ดี
จำเลย — นายวรวัตน์ พิพิธวิจิตรการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิเชียร วชิรประทีป
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2554
#506185
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่กรรมการบริษัทจำเลยทำบันทึกจ่ายค่าตอบแทนการทำสัญญาค้ำประกันให้โจทก์นั้น โจทก์สมัครใจทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่มีต่อธนาคารอยู่ก่อนแล้ว โดยมิได้เรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าว และเหตุที่ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวก็เห็นได้ว่าทำขึ้นจากการขอร้องของฝ่ายโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำการใดเพื่อเป็นการตอบแทน มีแต่จะขอปลดเปลื้องภาระที่ตนทำขึ้นเท่านั้น มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือโจทก์ให้มีรายได้ดังที่นาย ส. กรรมการจำเลยเบิกความ บันทึกการจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวจึงมิใช่การกระทำเพื่อกิจการค้าของบริษัท เป็นการกระทำนอกขอบ วัตถุประสงค์ของจำเลย และในเรื่องการชำระเงินนี้ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่านาย ส. เป็นผู้จ่ายเงินตามบันทึกข้อตกลงเอง ซึ่งเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยเช่นกัน ไม่อาจถือว่าจำเลยให้สัตยาบัน บันทึกการจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 154,687 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าตอบแทนรายเดือน เดือนละ 30,000 บาท ให้แก่โจทก์ นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะดำเนินการถอน ชื่อโจทก์ออกจากภาระผูกพันการค้ำประกันการกู้เงินของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 4,687 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บันทึกการจ่ายค่าตอบแทนมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า บันทึกดังกล่าวเป็นลักษณะของสัญญาให้ จำเลยเป็นนิติบุคคล การที่นายสุทิน และนายวีระชัย กรรมการบริษัทจำเลยร่วมกันทำบันทึกจ่าค่าตอบแทน ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ เป็นการกระทำที่อยู่นอกวัตถุประสงค์ของจำเลย ไม่มีผลผูกพันจำเลย โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวได้ เห็นว่า ในขณะทำบันทึก โจทก์สมัครใจทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่มีต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อยู่ก่อนแล้วโดยมิได้เรียกร้องให้จำเลย จ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าว และเหตุที่มีการทำบันทึก การจ่ายค่าตอบแทนได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ในระหว่างการเจรจาโอนขายหุ้นระหว่างโจทก์กับนายสุทินกรรมการบริษัทจำเลย โจทก์แจ้งว่าไม่ประสงค์จะผูกพันตามสัญญาค้ำประกันอีกต่อไป ขอให้จำเลยจัดหาผู้ค้ำประกัน คนใหม่แทนให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี กับขอค่าตอบแทนการค้ำประกันจนกว่าจำเลยจะหาผู้ค้ำประกันแทนโจทก์ได้ ส่วนนายสุทินพยานจำเลยเบิกความว่า โจทก์เคยเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทจำเลยมาก่อน และยังทำสัญญาค้ำประกันการยืมเงินของจำเลยด้วยพยานเห็นใจอยากให้โจทก์มีรายได้บางส่วน จึงเสนอให้ค่าตอบแทนเป็นสินน้ำใจ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ด้วยว่าจะทำให้สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไปได้ด้วยดี ตามคำเบิกความของโจทก์และนายสุทินเห็นได้ว่าบันทึกข้อตกลงทำขึ้นจากการขอร้องของฝ่ายโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำการใดเพื่อเป็นการตอบแทน มีแต่จะขอปลดเปลื้องภาระที่ตนทำขึ้นเท่านั้น การที่นายสุทินและนายวีระชัยกรรมการบริษัทจำเลยทำบันทึกจ่ายค่าตอบแทนการทำสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไว้ก่อนแล้วนานหลายปีเช่นนี้มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือให้โจทก์มีรายได้ดังที่นายสุทินเบิกความมาเท่านั้น บันทึกการจ่ายค่าตอบแทน จึงมิใช่การกระทำเพื่อกิจการค้าของบริษัท เป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลย และในเรื่องการชำระเงินนี้ โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าจำเลยจ่ายค่าตอบแทนโดยโอนเงินเข้าบัญชี แต่จะใช้เงินจากส่วนไหนมาโอนไม่ทราบ แต่นายสุทินเบิกความว่าเงินที่จ่ายเป็นเงินส่วนตัวของนายสุทิน ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อตามที่นายสุทินเบิกความ และเมื่อนายสุทินเป็นผู้จ่ายเงินตามบันทึกข้อตกลงเอง ซึ่งเป็นการกระทำนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยเช่นกัน ไม่อาจถือว่าจำเลยให้สัตยาบัน บันทึกการจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดตามบันทึกการจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรวุฒิ อึ้งเกียรติกุล
จำเลย — บริษัทเขามหาชัยพาราวู้ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นายอาคม ศรียาภัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมเลข สุวรรณนิมิตร
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
ชีพ จุลมนต์
กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416/2554
#555026
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองตกลงเข้าหุ้นกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์แบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1012 อันมีลักษณะเป็นหุ้นส่วน เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่าผลกำไรที่ได้รับจากจำเลยทั้งสองน้อยกว่าที่ควรจะเป็นทำให้โจทก์ทั้งสองขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดิน โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะต้องจัดการขอให้มีการเลิกหุ้นส่วนเพื่อชำระบัญชีดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1055 ถึง 1063 ก่อน เมื่อการชำระบัญชีไม่ถูกต้องอย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงจะมีสิทธิฟ้องคดีได้ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยยังไม่มีการชำระบัญชีไม่อาจกระทำได้ และโจทก์ทั้งสองยังไม่มีสิทธิจะเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองไม่แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เช่นกัน ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพิ่ม เป็นคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกา โจทก์ทั้งสองชอบที่จะคัดค้านต่อศาลฎีกาได้

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมจำเลยทั้งสองให้การกล่าวแก้อธิบายถึงเหตุขัดข้องไม่อาจแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง ไม่ใช่กรณีที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปจัดการแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล คิดเป็นเนื้อที่ 40 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ 12,588,000 บาท พร้อมด้วยค่าขาดประโยชน์วันละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่จัดการแบ่งแยกที่ดินให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปจัดการแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ให้แก่โจทก์ทั้งสองครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่จัดการแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 3,168,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์วันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองร่วมลงทุนซื้อที่ดินพิพาทกับจำเลยทั้งสอง และหลังจากนั้นยังร่วมกันพัฒนาที่ดิน ปลูกสร้างบ้านพักตากอากาศและร้านอาหารเพื่อแสวงหากำไร โดยโจทก์ทั้งสองยังได้รับแบ่งปันผลกำไรทุกปีรวมเป็นเงินประมาณ 600,000 บาท แล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นชัดเจนว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองตกลงเข้าหุ้นกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 อันมีลักษณะเป็นหุ้นส่วน เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่าผลกำไรที่ได้รับจากจำเลยทั้งสองน้อยกว่าที่ควรจะเป็นทำให้โจทก์ทั้งสองขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดิน โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะต้องจัดการขอให้มีการเลิกหุ้นส่วนเพื่อชำระบัญชีดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1055 ถึง 1063 ก่อน เมื่อการชำระบัญชีไม่ถูกต้องอย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงจะมีสิทธิฟ้องคดีได้ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยยังไม่มีการชำระบัญชีไม่อาจกระทำได้ และโจทก์ทั้งสองยังไม่มีสิทธิจะเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองไม่แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เช่นกัน ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นำมาวินิจฉัยนั้นก็ไม่ใช่ข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างในฎีกาไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาอื่นของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาอีกฉบับหนึ่งว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพิ่มในส่วนคำขอให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ชอบนั้น เห็นว่า หลังจากโจทก์ทั้งสองยื่นฎีกาและเสียค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 79,200 บาท จากทุนทรัพย์ส่วนคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามทุนทรัพย์ราคาที่ดินในส่วนคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองครึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลส่วนดังกล่าวเพิ่มอีก 100,500 บาท แล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ทั้งสอง คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพิ่มจึงเป็นคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกา เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่เห็นด้วย ก็ชอบที่จะคัดค้านต่อศาลฎีกาได้ และเมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การกล่าวแก้ว่าไม่อาจแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง เพราะเหตุได้เข้าไปพัฒนาที่ดินแสวงหากำไรเป็นกิจการของบริษัทเฟิร์สอันดามัน เทรเวล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แล้ว จึงไม่ใช่กรณีจำเลยทั้งสองโต้แย้งกรรมสิทธิ์เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ราคาที่ดินไม่ถูกต้อง ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 100,500 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 223, ตาราง 1 (2) (3) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุจินต์ พฤกษเศรษฐ กับพวก
จำเลย — นายเลอศักดิ์ พันธุ์พัฒนาศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายวิทยา หะยีหยัด
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางวิไล นภานุเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
ตรีวุฒิ สาขากร
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1411/2554
#510930
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเพียง 13 ปีเศษ เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุไม่เกินสิบห้าปีและมิใช่ภริยาของจำเลยไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราหรือไม่ จำเลยย่อมมีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) และการที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราที่บ้านของ ส. ถือว่าเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอาจไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสามด้วย แต่ขณะกระทำความผิดจำเลยยังเป็นวัยรุ่นกระทำความผิดด้วยความคึกคะนอง ทั้งผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนและพฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรงนัก ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราจำคุก 12 ปี และฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุกไม่เกิน 8 ปี โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า เป็นการกำหนดโทษที่หนักเกินไปและการให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกไปเสียเลยนั้นย่อมไม่เป็นผลดีแก่จำเลยและสังคม จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกเสียใหม่และให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษให้จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงเห็นสมควรคุมความประพฤติของจำเลยด้วย

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 21)ฯ มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และ 76 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน คดีนี้ขณะจำเลยกระทำความผิด จำเลยอายุสิบเจ็ดปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษจะต้องลดตามมาตรา 76 (เดิม) และมาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 395 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 12 ปี ฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 20 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

อนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยว่า จำเลยเกิดวันที่ 29 มีนาคม 2521 ขณะกระทำความผิดจำเลยจึงมีอายุเพียง 17 ปีเศษ ซึ่งเป็นเยาวชน คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว กรณีจึงเป็นเรื่องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงให้โอนคดีไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 15

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นาง ส. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของ นาย อ. ผู้เสียหายที่ 2 กับนาง ร. เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2525 ตั้งแต่ปี 2533 ผู้เสียหายที่ 1 มีนางบัวคำหรือไล กล้าหาญ เป็นผู้ดูแลและพักอาศัยอยู่กับนางบัวคำที่หมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จำเลยพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ด้วยโดยมีบ้านของบุคคลอื่นกั้นอยู่ 2 หลัง จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 รู้จักกันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่เท่าใดจำไม่ได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 อายุ 13 ปีเศษ เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนจำเลยเรียนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จำเลยชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวงานที่โรงเรียนของจำเลย นัดพบกันที่หน้าปากซอยทางเข้าหมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ในตอนเช้า แล้วจำเลยกลับพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านของนายสายชล สุทธิกุล เพื่อนของจำเลยที่หมู่บ้านการเคหะนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องนอนแล้วกอดจูบ บังคับถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายที่ 1 ออกแล้วข่มขืนกระทำชำเรา หลังเกิดเหตุจำเลยขู่ผู้เสียหายที่ 1 ให้ทำตามที่จำเลยบอก มิฉะนั้นจำเลยจะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นแก่นางบัวคำ จนช่วงเย็นจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1ไปส่งใกล้บ้าน จากนั้นจำเลยนัดผู้เสียหายที่ 1 ไปพบและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านดังกล่าวอีกหลายครั้ง เห็นว่า เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 แม้จำเลยจะเบิกความปฏิเสธว่าจำเลยเป็นเพื่อนกับผู้เสียหายที่ 1 ไม่เคยไปไหนด้วยกันสองต่อสองและไม่เคยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 แต่นายสายชลพยานโจทก์ซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลยเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นคนรักของจำเลย และไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายที่ 1 จะเอาความเท็จกล่าวหาจำเลยในเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นฝ่ายต้องอับอาย ทั้งจำเลยเบิกความรับว่า ขณะจำเลยไปด้วยกันกับผู้เสียหายที่ 1 บนรถยนต์กระบะของจำเลย จำเลยมีเหตุทะเลาะกับผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ไปร้องทุกข์กล่าวหาว่าจำเลยทำร้ายร่างกาย และในคดีที่จำเลยถูกฟ้องว่าหมิ่นประมาทผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพนั้น เหตุเกิดเพราะจำเลยพบผู้เสียหายที่ 1 เดินกับนายเอกแล้วจำเลยเข้าไปพูดกับนายเอกว่า "จำเลยเป็นสามีเก่าของผู้เสียหายที่ 1" อันมีลักษณะเป็นการหึงหวงผู้เสียหายที่ 1 ที่ไปเดินกับชายอื่นพฤติการณ์ตามทางนำสืบของจำเลยดังกล่าวเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยคบหากับผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะคนรักและมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวถึงขั้นร่วมประเวณีกันตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ แต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอมนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าจำเลยชวนผู้เสียหายที่ 1 ไปเที่ยวงานโรงเรียนของจำเลย จนผู้เสียหายที่ 1 ไม่ไปเรียนหนังสือและไปด้วยกันกับจำเลย เมื่อจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านนายสายชล ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 ขัดขืน และผู้เสียหายที่ 1 เบิกความรับว่า ขณะเกิดเหตุบ้านข้าง ๆ มีคนอยู่ หากร้องขอให้คนช่วย คนข้างบ้านก็จะได้ยิน แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็มิได้กระทำเช่นนั้น ที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่า ถูกจำเลยข่มขู่ว่าหากไม่ทำตามจำเลยจะบอกนางบัวคำทำให้ผู้เสียหายที่ 1 กลัวก็ไม่มีเหตุผล ทั้งหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่มีพฤติการณ์ผิดปกติให้นางบัวคำซึ่งเป็นผู้ดูแลทราบจนเวลาผ่านไปหลายปี จนกระทั่งผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยมีเหตุขัดแย้งกันเมื่อประมาณปลายปี 2544 หลังเกิดเหตุคดีนี้ตามพฤติการณ์ที่จำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันเป็นเวลาประมาณ 5 ปี และผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยอมรับว่า หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยมีความสัมพันธ์ทางเพศกันประมาณ 30 ครั้ง เชื่อได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมร่วมประเวณีกับจำเลยโดยสมัครใจ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2525 เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเพียง 13 ปีเศษ เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและมิใช่ภริยาของจำเลย ไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราหรือไม่ จำเลยย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง และการที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราที่บ้านของนายสายชล ถือว่า เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่งด้วย แต่ขณะกระทำความผิดจำเลยยังเป็นวัยรุ่นกระทำความผิดด้วยความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น ทั้งผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรงนัก ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 12 ปี และฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 8 ปี โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า เป็นการกำหนดโทษที่หนักเกินไป และการให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกไปเสียเลยนั้น ย่อมไม่เป็นผลดีแก่จำเลยและสังคม จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกเสียใหม่ และให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษให้จำเลยสักครั้งหนึ่ง แต่เพื่อให้จำเลยรู้สึกหลาบจำจึงเห็นสมควรคุมความประพฤติของจำเลยด้วย และในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 75 และ 76 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน คดีนี้ขณะจำเลยกระทำความผิด จำเลยอายุสิบเจ็ดปีเศษ การลดมาตราส่วนโทษจะต้องลดตามมาตรา 76 (เดิม) และมาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดให้ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษตามกฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 276 และ 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับกับจำเลยทั้งสอง

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม), 317 วรรคสาม จำเลยอายุสิบเจ็ดปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษที่จะลงแก่จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานข่มขืนกระทำชำเราจำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 106 ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกับให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 75 ม. 76 ม. 227 วรรคแรก (เดิม) ม. 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายวราห์หรือจิ๋ว อุลิศ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2554
#509348
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นผู้ร้องสอดหรือไม่ มีประเด็นต้องวินิจฉัย 2 ประเด็น คือ ประเด็นว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีอันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีอำนาจร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้หรือไม่ และประเด็นว่ากรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้เข้ามาในคดีได้หรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในคดีนี้ จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจร้องสอดของผู้ร้อง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกคำร้องสอดหรือนอกประเด็น แม้คำวินิจฉัยที่ว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบ ของเจ้ามรดกมีผลกระทบต่อสิทธิ ของโจทก์ในฐานะทายาทของเจ้ามรดก ซึ่งทำให้โจทก์มีสิทธิฎีกา ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ใช่ภริยาโดยชอบก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาสำคัญที่สมควรนำไปวินิจฉัย ในคดีที่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาโดยตรงของคดีเมื่อคดีนี้ผู้ร้องไม่ได้ ฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ที่ยกคำร้องสอด เพราะไม่เห็นสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ปัญหาในเรื่องการร้องสอดของผู้ร้องจึงยุติไปแล้ว การที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ ไม่ว่าวินิจฉัยในทางใดย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลล่าง ฎีกาข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ในคดีนี้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยทั้งหก โดยเป็นบุตรของนายชวลิต เจ้ามรดกกับผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหก ขอให้จำเลยทั้งหกนำทรัพย์มรดกที่ได้รับไปคนละ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 17,240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยกลับมาคืนเข้ากองมรดกของนายชวลิตต่อไป จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว วินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่าผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกเพราะการหย่าระหว่างผู้ร้องกับเจ้ามรดกเป็นการกระทำเพื่ออำพรางการสมรส เป็นการวินิจฉัยนอกคำร้องสอดและนอกประเด็นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกในฐานะทายาทของเจ้ามรดกคืนทรัพย์มรดกที่ได้รับการแบ่งไปแล้วโดยไม่ชอบกลับมาคืนกองมรดก และผู้ร้องกล่าวอ้างมาในคำร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิในเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนจากจำเลยทั้งหกกึ่งหนึ่งในฐานะภริยาของเจ้ามรดก และยังมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะเป็นทายาทของเจ้ามรดกด้วย ซึ่งโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกเพราะจดทะเบียนหย่ากับเจ้ามรดกแล้ว เห็นว่า ในการพิจารณาปัญหาว่าจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นผู้ร้องสอดหรือไม่ มีประเด็นต้องวินิจฉัยสองประเด็น คือ ประเด็นว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีอันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีอำนาจร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้หรือไม่ และประเด็นว่ากรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้เข้ามาในคดีหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในคดีนี้จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอำนาจร้องสอดของผู้ร้อง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกคำร้องสอดหรือนอกประเด็นแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (2) ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไชย ทั่งสัมพันธ์
ผู้ร้อง — นางสุนีย์ แซ่โง้ว
จำเลย — นางสุวรรณี ทั่งสัมพันธ์หรือถาวรสภานันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยศ เอี่ยมทอง
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2554
#509342
เปิดฉบับเต็ม

แม้เช็คพิพาทแต่ละฉบับจะถึงกำหนดใช้เงินแล้ว แต่การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คพิพาทแก้ไขวันที่เดือนปีในเช็คพิพาทโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทยินยอม เช็คพิพาทจึงยังคงใช้ได้ต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำการแก้ไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 วรรคหนึ่ง โดยถือว่าเช็คพิพาทมีกำหนดใช้เงินตามวันที่เดือนปีที่แก้ไขนั้น กรณีหาใช่เป็นการขยายอายุความออกไปอันขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 193/11 ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,616,543 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,509,900 บาท (ที่ถูกต้อง 1,509,700 บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,616,543 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,509,700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 1,509,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 628,200 บาท นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2540 และของต้นเงินจำนวน 881,500 บาท นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 106,843.63 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาบางรัก จำนวน 5 ฉบับ ฉบับที่หนึ่งลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 จำนวนเงิน 294,300 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 5 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 330,000 บาท ฉบับที่สามลงวันที่ 14 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 298,200 บาท ฉบับที่สี่ลงวันที่ 21 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 298,200 บาท และฉบับที่ห้าลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 289,000 บาท จำเลยที่ 2 สลักหลังและนำเช็คไปขายลดให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดแล้ว จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขวันเดือนปีในเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ และลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขไว้ด้วย โดยเช็คฉบับที่หนึ่งและฉบับที่สอง แก้ไข พ.ศ. 2539 เป็น พ.ศ. 2540 ฉบับที่สาม แก้ไขวันที่ 13 เป็นวันที่ 14 และแก้ไข พ.ศ. 2539 เป็น พ.ศ. 2540 ฉบับที่สี่ แก้ไขวันที่ 20 เป็นวันที่ 21 และแก้ไข พ.ศ. 2539 เป็น พ.ศ. 2540 และฉบับที่ห้า แก้ไข พ.ศ. 2539 เป็น พ.ศ. 2540 ต่อมาเมื่อเช็คทั้ง 5 ฉบับ ถึงกำหนดตามที่แก้ไขและโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแล้ว ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ เพราะเหตุจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินไว้ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

...ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การแก้ไขเช็คพิพาทเป็นการแก้ไขภายหลังเช็คพิพาทขาดอายุความแล้ว เป็นการขยายอายุความขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/11 ทำนองว่าเช็คเสียไปและโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การแก้ไขวันเดือนปีในเช็คพิพาทเป็นการแก้ไขโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วยโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงยินยอม เช็คพิพาทจึงไม่เสียไปและใช้ได้ต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แก้ไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 วรรคแรก โดยถือว่าเช็คพิพาทมีกำหนดเวลาใช้เงินตามที่แก้ไขนั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องขยายอายุความฟ้องร้องดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ จะขาดอายุความฟ้องร้องในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2540 เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความแล้วนั้นเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าคดีขาดอายุความ จำเลยต้องให้การโดยชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการขาดอายุความนั้นด้วยว่าคดีโจทก์เริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใดและขาดอายุความเมื่อใด จำเลยที่ 1 ให้การแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว กล่าวคือ เช็คแต่ละฉบับลงวันที่เท่าใดโจทก์ใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 แก้ไขวันเดือนปีในเช็คเป็นวันที่เท่าใด จำเลยที่ 1 มิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าอายุความนับตั้งแต่วันที่เท่าใด เช็คขาดอายุความแล้วตั้งแต่เมื่อใด และจะครบกำหนด 1 ปีวันใด เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้จึงชอบแล้ว...

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1007 ม. 193/11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพล โอวิทยากุล
จำเลย — นายพิชัย สินธุเดชากุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2554
#513583
เปิดฉบับเต็ม

เช็คเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้ ย่อมโอนเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบเช็คในกรณีเช็คระบุชื่อ หรือด้วยการส่งมอบเช็คในกรณีเช็คผู้ถือ เช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายเงินสดโดยมิได้ระบุชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงินและมิได้ขีดฆ่าคำว่า หรือผู้ถือออก จึงเป็นเช็คผู้ถือ โจทก์เป็นผู้มีเช็คพิพาทไว้ในครอบครองโจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 เมื่อการแก้ไขวันเดือนปีในเช็คพิพาทเป็นการแก้ไขโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วยโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงยินยอม เช็คพิพาทจึงไม่เสียไปและใช้ได้ต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แก้ไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 วรรคแรก โดยถือว่าเช็คพิพาทมีกำหนดเวลาใช้เงินตามที่แก้ไขนั้น หาใช่เป็นเรื่องขยายอายุความฟ้องร้องไม่

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าคดีขาดอายุความ จำเลยต้องให้การโดยชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการขาดอายุความนั้นด้วยว่า คดีโจทก์เริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใดและขาดอายุความเมื่อใด การที่จำเลยที่ 1 ให้การแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว กล่าวคือ เช็คแต่ละฉบับลงวันที่เท่าใด โจทก์ใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 แก้ไขวันเดือนปีในเช็คเป็นวันที่เท่าใด โดยมิได้ให้การว่าอายุความนับตั้งแต่วันที่เท่าใด เช็คขาดอายุความแล้วตั้งแต่เมื่อใดและจะครบกำหนด 1 ปี วันใด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง

การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการอ้างข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อน ๆ ต้องห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 916 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่า โจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยคบคิดกันฉ้อฉล และคบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร เพียงแต่ให้การว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 โดยทุจริตร่วมกันได้นำเช็คมาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งไม่ชัดแจ้งว่าคบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร รวมทั้งไม่สุจริตหรือทุจริตร่วมกันนำเช็คมาฟ้องอย่างไร จึงไม่มีประเด็นว่าคบคิดกันฉ้อฉล รวมทั้งใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้ให้จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาบางรัก จำนวน 5 ฉบับ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ เมื่อถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,616,543 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,509,900 บาท (ที่ถูกต้อง 1,509,700 บาท) นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้จำเลยที่ 2 เป็นหลักประกันในการร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ร่วมกันทุจริตนำเช็คพิพาทมาฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์ใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 แก้ไขวันเดือนปีในเช็คพิพาทจากปี 2539 เป็นปี 2540 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากมีการแก้ไขวันเดือนปีในเช็คพิพาทจากปี 2539 เป็นปี 2540 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,616,543 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,509,700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,509,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 628,200 บาท นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2540 และของต้นเงินจำนวน 881,500 บาท นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 106,843.63 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาบางรัก จำนวน 5 ฉบับ ฉบับที่หนึ่งลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 จำนวนเงิน 294,300 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 5 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 330,000 บาท ฉบับที่สามลงวันที่ 14 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 298,200 บาท ฉบับที่สี่ลงวันที่ 21 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 298,200 บาท และฉบับที่ห้าลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 289,000 บาท จำเลยที่ 2 สลักหลังและนำเช็คไปขายลดให้แก่โจทก์ ตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ. 1 ถึง จ. 5 ต่อมาเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดแล้ว จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขวันเดือนปีในเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ และลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขไว้ด้วย โดยเช็คฉบับที่หนึ่งและฉบับที่สอง แก้ไข พ.ศ.2539 เป็น พ.ศ.2540 ฉบับที่สาม แก้ไขวันที่ 13 เป็นวันที่ 14 และแก้ไข พ.ศ.2539 เป็น พ.ศ.2540 ฉบับที่สี่ แก้ไขวันที่ 20 เป็นวันที่ 21 และแก้ไข พ.ศ.2539 เป็น พ.ศ.2540 และฉบับที่ห้า แก้ไข พ.ศ.2539 เป็น พ.ศ.2540 ต่อมาเมื่อเช็คทั้ง 5 ฉบับ ถึงกำหนดตามที่แก้ไขและโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแล้วธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ เพราะเหตุจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินไว้ ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ. 10 ถึง จ. 14 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เช็คเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้ ย่อมโอนเปลี่ยนมือกันได้ด้วยการสลักหลังและส่งมอบเช็คในกรณีเช็คระบุชื่อ หรือส่งมอบเช็คในกรณีเช็คผู้ถือ เช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายเงินสดโดยมิได้ระบุชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงินและมิได้ขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือออก จึงเป็นเช็คผู้ถือ เมื่อโจทก์เป็นผู้มีเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คผู้ถือไว้ในครอบครองโจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 904 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การแก้ไขวันเดือนปีในเช็คพิพาทไม่มีผลตามกฎหมายเพราะโจทก์หลอกลวงให้จำเลยที่ 1 แก้ไขโดยบอกว่าจะไม่นำมาฟ้องร้องโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะยินยอมแก้ไขวันเดือนปีและลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขในเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งที่จำเลยที่ 1 มีอาชีพเป็นพ่อค้า ใช้เช็คเป็นปกติทางการค้าย่อมจะทราบดีว่าการแก้ไขวันเดือนปีในเช็คโดยลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขไว้มีผลผูกพันบังคับกันได้ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 แก้ไขวันเดือนปีในเช็คเพื่อผัดผ่อนการชำระหนี้ตามเช็ค ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การแก้ไขเช็คพิพาทเป็นการแก้ไขภายหลังเช็คพิพาทขาดอายุความแล้ว เป็นการขยายอายุความขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/11 ทำนองว่าเช็คเสียไปและโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การแก้ไขวันเดือนปีในเช็คพิพาทเป็นการแก้ไขโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วยโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงยินยอม เช็คพิพาทจึงไม่เสียไปและใช้ได้ต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แก้ไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 วรรคแรก โดยถือว่าเช็คพิพาทมีกำหนดเวลาใช้เงินตามที่แก้ไขนั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องขยายอายุความฟ้องร้องดังที่จำเลยฎีกาไม่ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ จะขาดอายุความฟ้องร้องในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2540 เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าคดีขาดอายุความ จำเลยต้องให้การโดยชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการขาดอายุความนั้นด้วยว่าคดีโจทก์เริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใดและขาดอายุความเมื่อใด จำเลยที่ 1 ให้การแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว กล่าวคือ เช็คแต่ละฉบับลงวันที่เท่าใดโจทก์ใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 แก้ไขวันเดือนปีในเช็คเป็นวันที่เท่าใด จำเลยที่ 1 มิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าอายุความนับตั้งแต่วันที่เท่าใด เช็คขาดอายุความแล้วต้องแต่เมื่อใด และจะครบกำหนด 1 ปีวันใดเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้จึงชอบแล้วที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ เพราะว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็คให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ออกเช็คมีจำนวนเงินเท่ากันให้แก่กันโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน โดยจำเลยที่ 2 จะนำไปไปอ้างกับหุ้นส่วนของจำเลยที่ 2 และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 นำไปขาย พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 2 แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 คบคิดกันฉ้อฉล จึงไม่ใช้ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการอ้างข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อน ๆ ต้องห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 จำเลยที่ 1 มิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่า โจทก์ได้รับโอนเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยคบคิดกันฉ้อฉล และคบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร จำเลยที่ 1 เพียงแต่ให้การว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 โดยทุจริตร่วมกันได้นำเช็คมาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งไม่ชัดแจ้งว่าคบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร รวมทั้งไม่สุจริตหรือทุจริตร่วมกันนำเช็คมาฟ้องอย่างไรจึงไม่มีประเด็นว่าคบคิดกันฉ้อฉลรวมทั้งใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้ให้จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้ออื่น ๆ ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 916 ม. 987 ม. 1007 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพล โอวิทยากุล
จำเลย — นายพิชัย สินธุเดชากุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1384/2554
#582393
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องและผู้คัดค้านในคดีนี้เป็นคู่ความรายเดียวกัน และมูลคดีล้วนเนื่องมาจากการขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และผู้คัดค้านโต้แย้งว่าผู้คัดค้านถอนตัวจากความผูกพันตามสัญญาระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยแล้ว อนุญาโตตุลาการจึงไม่มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณาและชี้ขาด ดังนั้น ประเด็นสำคัญแห่งคดีตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยทั้ง 23 คำชี้ขาด จึงเป็นเรื่องเดียวกัน มูลหนี้ที่ผู้ร้องนำมาร้องขอบังคับในคดีนี้จึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ เมื่อมูลหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยทั้ง 23 คำชี้ขาด รวมกันเป็นเงินเกินกว่า 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่จะพิจารณาพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านทำสัญญาระงับข้อพิพาทโดยตกลงเสนอข้อพิพาททางแพ่งซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสัญญาประกันภัยและความรับผิดตามสัญญาประกันภัยระหว่างกันให้อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยเป็นผู้ชี้ขาด ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2546 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยชี้ขาดรวม 23 ข้อพิพาท อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องและส่งคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านไม่ชำระ ขอให้ศาลพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยหมายเลขแดงที่ 478/2547, 673/2547, 691/2547, 689/2547, 743/2547, 677/2547, 690/2547, 708/2547, 815/2547, 880/2547, 1024/2547, 2176/2547, 811/2547, 4827/2546, 4826/2546, 2981/2546, 2950/2546, 3114/2546, 3146/2546, 3396/2546, 4820/2546, 4821/2546 และ4819/2546 รวมเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมชั้นอนุญาโตตุลาการทั้ง 23 คำชี้ขาด เป็นเงิน 718,361.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระแก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยไม่มีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาทดังกล่าว เพราะผู้คัดค้านได้รับอนุญาตให้ลาออกจากการเป็นสมาชิกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ดังนั้น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งทุนทรัพย์ที่ขอบังคับแต่ละรายไม่ถึง 300,000 บาท ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 610,801.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตามที่ระบุในคำชี้ขาดเอกสารหมาย ร. 29, ร. 31, ร. 33, ร. 35, ร. 37, ร. 39, ร. 41, ร. 43, ร. 45, ร. 47, ร. 49, ร. 51, ร. 53, ร. 55, ร. 57, ร. 59, ร. 61, ร. 63, ร. 65, ร. 67, ร. 69, ร. 71, ร. 73 แก่ผู้ร้อง ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัย ต่อมาผู้คัดค้านทำหนังสือขอถอนตัวจากความผูกพันตามสัญญาโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยชี้ขาดรวม 23 คำเสนอ โดยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2546 ยื่นคำเสนอข้อพิพาท 4 คำเสนอตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 1464/2546, 1465/2546, 1466/2546 และ 1468/2546 วันที่ 27 พฤษภาคม 2546 ยื่นคำเสนอข้อพิพาท 1 คำเสนอ ตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 2786/2546 วันที่ 10 มิถุนายน 2546 ยื่นคำเสนอข้อพิพาท 1 คำเสนอ ตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3138/2546 วันที่ 16 มิถุนายน 2546 ยื่นคำเสนอข้อพิพาท 2 คำเสนอ ตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3257/2546 และ 3258/2546 วันที่ 2 กรกฎาคม 2546 ยื่นคำเสนอข้อพิพาท 1 คำเสนอตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3484/2546 วันที่ 29 กรกฎาคม 2546 ยื่นคำเสนอข้อพิพาท 2 คำเสนอ ตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3849/2546 และ 3852/2546 วันที่ 16 ตุลาคม 2546 ยื่นคำเสนอข้อพิพาท 1 คำเสนอ ตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 4861/2546 วันที่ 28 ตุลาคม 2546 ยื่นคำเสนอข้อพิพาท 9 คำเสนอ ตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 4978/2546, 4980/2546, 4981/2546, 4982/2546, 4984/2546, 4985/2546, 4986/2546, 4987/2546 และ 4988/2546 วันที่ 30 ตุลาคม 2546 ยื่นคำเสนอข้อพิพาท 1 คำเสนอ ตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 5061/2546 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ยื่นคำเสนอข้อพิพาท 1 คำเสนอ ตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 454/2547 อนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องทั้ง 23 คำเสนอ รวมเป็นเงิน 718,361.87 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำชี้ขาดแต่ละคำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสัญญาประกันภัยและความรับผิดตามสัญญาประกันภัยแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นข้อพิพาทต่างรายกัน มูลความแห่งคดีแตกต่างกันและแยกจากกันต่างหาก ผู้ร้องจึงไม่สามารถนำคำชี้ขาดข้อพิพาทแต่ละรายที่ไม่เกี่ยวข้องกัน มูลความแห่งคดีแตกต่างกันและแยกจากกันได้ มาขอให้ศาลบังคับในคดีเดียวกันได้ เมื่อพิจารณาจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแต่ละคำชี้ขาดล้วนแต่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง เห็นว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านในคดีนี้เป็นคู่ความรายเดียวกันและมูลคดีล้วนเนื่องมาจากการขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและผู้คัดค้านโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านถอนตัวจากความผูกพันตามสัญญาระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยแล้ว อนุญาโตตุลาการจึงไม่มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณาและชี้ขาด ดังนั้น ประเด็นสำคัญแห่งคดีตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยทั้ง 23 คำชี้ขาด จึงเป็นเรื่องเดียวกัน มูลหนี้ที่ผู้ร้องนำมาร้องขอบังคับในคดีนี้จึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ เมื่อมูลหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยทั้ง 23 คำชี้ขาด รวมกันเป็นเงินเกินกว่า 300,000 บาท คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่จะพิจารณาพิพากษา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ผู้ร้องไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 28 วรรคหนึ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ม. 26
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — บริษัทกมลสุโกศลประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรรถสิทธิ์ รอดบำรุง
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2554
#511585
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซิตี้แบงก์แชร์เพาเวอร์เอกสารหมาย จ.1 ระบุให้โจทก์เปิด "บัญชีทดรองจ่าย" ให้แก่จำเลย และทดรองจ่าย "เงินทดรอง" แทนจำเลยในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ในสัญญาข้อ 5 ข้อ 9 และข้อ 10 จำเลยตกลงให้สิทธิแก่โจทก์ในการนำเงินค่าขายหลักทรัพย์และดอกผลของหลักทรัพย์ที่จำเลยมีสิทธิได้รับไปหักทอนบัญชีหรือหักกลบลบหนี้เพื่อชำระหนี้ได้ทุกครั้ง ข้อตกลงซึ่งโจทก์จำเลยแสดงต่อกันเช่นนี้จึงต้องด้วยลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 856 ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ส่วน "บัญชีทดรองจ่าย" และการทดรองจ่าย "เงินทดรอง" ในการซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยผ่านบริษัทหลักทรัพย์ อ. เป็นเพียงวิธีการตามที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้บรรลุตามเจตนาของจำเลยที่มุ่งประสงค์จะทำธุรกรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น หาเกี่ยวกับข้อตกลงตามสัญญาซึ่งต้องด้วยลักษณะของบัญชีเดินสะพัดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 8,629,161.55 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ในต้นเงิน 6,765,796.80 บาท คิดถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนก็ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19853 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 93/91 บนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,765,796.80 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19853 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี แก่โจทก์ จากต้นเงินจำนวน 6,765,796.80 บาท นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจตรวจวินิจฉัยว่า สัญญาซิตี้แบงก์แชร์เพาเวอร์ มิใช่บัญชีเดินสะพัด แต่เป็นสัญญาทดรองจ่าย โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกทั้งมีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2540 เกินสองปีนับแต่วันที่ 5 (ที่ถูกวันที่ 10) พฤษภาคม 2538 ที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ คดีจึงขาดอายุความ หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาซิตี้แบงก์แชร์เพาเวอร์ ซึ่งระบุให้โจทก์เปิด "บัญชีทดรองจ่าย" ให้แก่จำเลย และทดรองจ่าย "เงินทดรอง" แทนจำเลยในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ในสัญญาข้อ 5 ข้อ 9 และข้อ 10 จำเลยตกลงให้สิทธิแก่โจทก์ในการนำเงินค่าขายหลักทรัพย์และดอกผลของหลักทรัพย์ที่จำเลยมีสิทธิได้รับไปหักทอนบัญชีหรือหักกลบลบหนี้เพื่อชำระหนี้ได้ทุกครั้ง ข้อตกลงซึ่งโจทก์จำเลยแสดงต่อกันเช่นนี้จึงต้องด้วยลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วน "บัญชีทดรองจ่าย" และการทดรองจ่าย "เงินทดรอง" ในการซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยผ่านบริษัทหลักทรัพย์แอ็ดคินซัน จำกัด เป็นเพียงวิธีการตามที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้บรรลุตามเจตนาของจำเลยที่มุ่งประสงค์จะทำธุรกรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น หาเกี่ยวกับข้อตกลงตามสัญญาซึ่งต้องด้วยลักษณะของบัญชีเดินสะพัดดังวินิจฉัยมาแล้วไม่ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามสัญญาข้อ 8 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,083,265.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์บวกด้วยส่วนต่างสูงสุดสำหรับสินเชื่อที่มีหลักประกัน กับประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อฉบับที่โจทก์จะประกาศต่อ ๆ ไป หลังวันฟ้องตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ แต่ดอกเบี้ยหลังวันฟ้องทุกอัตราต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายแสงฟ้า นพรัตน์เรืองเด่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานัส เหลืองประเสริฐ
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1382/2554
#513626
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาจะปรากฏว่า พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับแล้ว และมิได้มีบทเฉพาะกาลให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปก็ตาม แต่เมื่อขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้นั้น คดียังอยู่ในระหว่างใช้บังคับตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 อยู่ คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะต้องรับไว้พิจารณาพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากจำเลยจ้างโจทก์ให้ทำการก่อสร้างอาคารสำนักงานของจำเลย ตามสัญญากำหนดว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ระหว่างที่โจทก์ทำการก่อสร้าง จำเลยได้ขอให้เปลี่ยนแปลงงานที่ก่อสร้างและมีปัญหาเรื่องจำเลยค้างชำระค่าจ้างและค่าใช้ จ่ายในการก่อสร้างโจทก์จึงได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย จำเลยได้ปฏิเสธไม่ยอมชำระเงินที่โจทก์เรียกร้อง และได้ยื่นคำร้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ทำงานล่าช้า มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการหลายนัด ในที่สุดโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2541 และขอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งอนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น หลังจากอนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์ได้ส่งมอบแบบก่อสร้างจริงให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยก็ได้คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงโต้แย้งว่าแบบก่อสร้างจริงที่โจทก์ส่งมอบให้นั้นไม่ถูกต้องตรงกับที่ก่อสร้าง แม้โจทก์จะแก้ไขแล้วก็ไม่ยอมรับแบบอ้างว่าไม่มีเวลาตรวจสอบ แล้วไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้างก่อสร้างตามที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มและดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาด

จำเลยยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างจำนวน 6,000,000 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์โจทก์และจำเลยมิได้ฎีกา ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีนี้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2545 จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2545 โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2545 และให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว แต่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับ การอุทธรณ์จึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคท้าย ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการพ.ศ. 2530 ส่วนมาตรา 2 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 119 ตอนที่ 39 ก. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2545 ดังนั้นพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30เมษายน 2545 คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 ฉะนั้นในวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 จึงยังมีผลใช้บังคับแก่คดีนี้อยู่ แม้ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาจะปรากฏว่าพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับแล้วและตามบทบัญญัติเรื่องที่คู่ความจะอุทธรณ์ต่อศาลใดเป็นบทบัญญัติในเรื่องวิธีพิจารณา ซึ่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มิได้มีบทเฉพาะกาลให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ตาม แต่เมื่อในขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้นั้นคดียังอยู่ในระหว่างใช้บังคับตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 อยู่คดีจึงอยู่ในอำนาจที่ศาลอุทธรณ์จะต้องรับไว้พิจารณาพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีอุทธรณ์ของจำเลยจากสารบบความ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยโต้แย้งว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 26 (3) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 และมาตรา 45 (3) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และคดีได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าจ้างแก่โจทก์ตรงตามคำชี้ขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายพิสิทธิ และนายพงษ์ประพาฬ พยานโจทก์ว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จะต้องส่งมอบแบบก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยภายในกำหนด 10 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ คือวันที่ 23 มกราคม 2541 ครบกำหนดส่งมอบแบบก่อสร้างอาคารแก่จำเลยวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ได้ส่งมอบแบบก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 แต่จำเลยคงกล่าวอ้างแต่เพียงว่าได้มีการโต้แย้งด้วยวาจาซึ่งเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าโจทก์ได้ส่งแบบก่อสร้างจริงที่ถูกต้องให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเอกสารหมาย จ. 4 เป็นสัญญาที่คู่กรณีต่างต้องปฏิบัติตอบแทนต่อกันจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน ตามสัญญาข้อ 4 ระบุว่าหากโจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งมอบแบบก่อสร้างจริงให้แก่จำเลยภายในระยะเวลาที่กำหนด จำเลยมีสิทธิที่จะระงับการจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาข้อ 1 ได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบแบบก่อสร้างจริงให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยย่อมต้องปฏิบัติตามสัญญาข้อ 1 กล่าวคือต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะระงับการจ่ายเงินค่าจ้างแก่โจทก์อีกต่อไปที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคินซัน (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทนิว ส.ยนต์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย นาคขาว
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2554
#511628
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุดระบุว่า อาคารชุดจำนวน 1 หลัง มีทรัพย์ส่วนกลาง ได้แก่ โฉนดที่ดินเลขที่ 33745 แขวงหัวหมาก (หัวหมากใต้) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 305 ตารางวา สำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด ที่จอดรถ ระบบประปา ท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าภายในอาคาร โดยไม่ปรากฏว่ามีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วย ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์ส่วนกลางตามหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุดและประกาศของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ดังนั้น จึงไม่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 16 ที่ห้ามมิให้แบ่งแยกทรัพย์ส่วนกลาง

เดิมจำเลยร่วมที่ 3 เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารตึก 16 ชั้น เพื่อใช้พักอาศัยและจอดรถยนต์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 33746 และที่ดินพิพาท ขณะนั้นที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของ ป. ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารจากกรุงเทพมหานคร ต่อมาจำเลยร่วมที่ 3 ได้ขออนุญาตดัดแปลงอาคารดังกล่าวเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยเป็นอาคารชุด โดยระบุว่าอาคารดังกล่าวตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 33745, 33746 และที่ดินพิพาท โดยจำเลยร่วมที่ 2 เป็นเจ้าของอาคารและเป็นผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 33745, 33746 และที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่ดินของจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ต่อมาจำเลยร่วมที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนอาคารชุดและได้รับจดทะเบียนเป็นอาคารชุดเลขที่ 10/2538 หลังจากนั้นจึงมีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดที่สำนักงานที่ดิน ดังนั้น ความเป็นนิติบุคคลอาคารชุดของจำเลย จึงเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการก่อสร้างอาคารชุดตึก 16 ชั้น เสร็จเรียบร้อยแล้ว และเมื่อมีการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินส่วนกลาง จำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 มิได้ระบุลงไว้ในคำขอจดทะเบียนอาคารชุดว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนกลางด้วย ภายหลังจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่ง เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จนกระทั่งมีการโอนที่ดินพิพาทรวมทั้งสิทธิการจำนองให้แก่กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล และโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากกองทุน โดยขณะที่ซื้อโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าอาคารนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยกับสาธารณูปโภคมิได้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาท แต่เมื่อรังวัดตรวจสอบแล้วพบว่า สาธารณูปโภค ได้แก่ ท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำและระบบไฟฟ้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยร่วมมิใช่เป็นผู้สร้างท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำและระบบไฟฟ้าในที่ดินพิพาท หากแต่จำเลยร่วมทั้งสามซึ่งเดิมเป็นเจ้าของที่ดินอาคารชุด และที่ดินพิพาทเป็นผู้ขออนุญาตให้สร้างสาธารณูปโภคดังกล่าวในที่ดินภายหลังโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมา จึงทำให้ท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำและระบบไฟฟ้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารชุดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท กรณีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1312 เพราะการรุกล้ำมิได้เกิดจากจำเลยเป็นผู้สร้าง และมิใช่การสร้างโรงเรือน หากแต่เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้สร้างในที่ดินของตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้โดยตรง จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 4 มาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา 1314 วรรคแรก ซึ่งกำหนดให้นำบทบัญญัติมาตรา 1310 บังคับตลอดถึงการก่อสร้างใดๆ ซึ่งติดที่ดินด้วย โดยโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างแต่ต้องใช้ค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป เว้นแต่ถ้าการนี้จะทำไม่ได้โดยให้ใช้เงินเป็นพอสมควร โจทก์ทั้งสองจะเรียกให้จำเลยซื้อที่ดินทั้งหมดก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาว่าท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำและระบบไฟฟ้าซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในอาคารชุดหากให้มีการรื้อถอนย่อมจะก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดอย่างยิ่ง โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจเรียกให้รื้อถอนไปได้ คงได้แต่เรียกให้จำเลยชดใช้ราคาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าทดแทนมาด้วย จึงไม่อาจบังคับให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกล้ำเข้ามาออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยเป็นที่ตั้งทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดอดามาสรามคำแหง คอนโดมิเนียม เดิมที่ดินพิพาทเป็นของบริษัทกฤษณ์เพชร จำกัด บริษัทรามเพชร จำกัด ต่อมาบริษัทกฤษณ์เพชร จำกัด นำที่ดินซึ่งเป็นที่ดินพิพาทโอนตีใช้หนี้ให้กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอลพร้อมกับที่ดินแปลงอื่น รวม 6 แปลง โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากกองทุนรวมบางกอกแคปปิตอลโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้เป็นของจำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งสอง ที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นที่ดินของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลย โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตามราคาที่ซื้อขายกันจริง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกบริษัท กฤษณ์เพชร จำกัด บริษัทรามเพชร จำกัด และนายกรกฤษณ์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลอนุญาตให้เรียกบริษัทกฤษณ์เพชร จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 1 บริษัทรามเพชร จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 1 นายกรกฤษณ์ เป็นจำเลยร่วมที่ 3

จำเลยร่วมทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองออกไปให้เสร็จสิ้นและทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ในสภาพเรียบร้อย ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยร่วมทั้งสาม และยกฟ้องแย้งของจำเลยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยร่วมทั้งสามให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุดลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 ระบุว่า อาคารชุด อดามาสรามคำแหง จำนวน 1 หลัง มีทรัพย์ส่วนกลางได้แก่ โฉนดที่ดินเลขที่ 33745 แขวงหัวหมาก (หัวหมากใต้) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 305 ตารางวา สำนักงานนิติบุคคลอาคารชุด ที่จอดรถ ระบบประปา ท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าภายในอาคาร โดยไม่ปรากฏว่ามีที่ดินโฉนดเลขที่ 33747 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทและเป็นที่ตั้งท่อระบายน้ำเสียท่อระบายน้ำและระบบไฟฟ้ารวมอยู่ด้วย ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์ส่วนกลางตามหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุด และประกาศของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ดังนั้น จึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 16 ที่ห้ามมิให้แบ่งแยกทรัพย์ส่วนกลางดังที่จำเลยอุทธรณ์ แต่เนื่องจากท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำ และระบบกระแสไฟฟ้าที่อยู่ในที่ดินพิพาทถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคารหรือโรงเรือนอาคารชุด อดามาสรามคำแหง โดยมีนายกรกฤษณ์ จำเลยร่วมที่ 3 เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารตึก 16 ชั้น เพื่อใช้พักอาศัยและจอดรถยนต์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 33746 และ 33747 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท และขณะนั้นเป็นที่ดินของนางประพาฬที่ได้รับอนุญาตทำการก่อสร้างอาคารจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534 และต่อมาจำเลยร่วมที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 1 ได้ขอใบอนุญาตดัดแปลงอาคารตึก 16 ชั้น เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยอาคารชุด ทางกรุงเทพมหานครได้ออกใบอนุญาตให้เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2536 และต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2538 จำเลยร่วมที่ 2 โดยจำเลยร่วมที่ 3 ได้รับใบรับรองการก่อสร้างอาคารจากกรุงเทพมหานครให้ใช้เป็นอาคารพักอาศัยและจอดรถยนต์โดยบริษัทรามเพชร จำกัด จำเลยร่วมที่ 2 เป็นเจ้าของอาคารและผู้ครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินของจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามใบรับรองการก่อสร้างอาคาร ต่อมาจำเลยร่วมที่ 2 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนอาคารชุดที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ และได้รับจดทะเบียนเป็นอาคารชุดทะเบียนเลขที่ 10/2538 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 หลังจากที่มีการก่อสร้างอาคารเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้มีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดที่สำนักงานที่ดินจังหวัดกรุงเทพฯ สาขาบางกะปิ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2538 โดยมีชื่อนิติบุคคลอาคารชุดว่า นิติบุคคลอาคารชุด อดามาสรามคำแหง คอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2511 ทะเบียนเลขที่ 8/2538 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2538 ดังนั้น ความเป็นนิติบุคคลของอาคารชุด อดามาสรามคำแหง คอนโดมิเนียม เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยร่วมทั้งสามก่อสร้างอาคารชุดตึก 16 ชั้น รวมทั้งท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำและระบบไฟฟ้าซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเมื่อมีการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินส่วนกลาง จำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 มิได้ระบุลงไว้ในคำขอจดทะเบียนอาคารชุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนกลางด้วย และภายหลังจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จีเอฟ จำกัด (มหาชน) เมื่อมีการขายสินเชื่อและสิทธิเรียบร้อยของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน) ให้กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอลแล้ว จำเลยร่วมที่ 1 ได้โอนที่ดินรวม 6 โฉนด รวมทั้งสิทธิการจำนอง ซึ่งมีที่ดินพิพาทนี้อยู่ด้วยให้แก่กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล ภายหลังโจทก์ทั้งสองได้ไปซื้อที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทจากกองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล โดยขณะที่ซื้อโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าที่ดินที่ซื้ออยู่บริเวณภายในกำแพงรั้ว ส่วนตัวอาคารนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยกับสาธารณูปโภค ไม่ได้อยู่ล้ำกำแพงเข้ามาตามภาพถ่าย เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินมาจึงทำการรังวัดและพบว่าอาคารชุดนิติบุคคลของจำเลยในส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงคดีนี้นิติบุคคลอาคารชุด อดามาสรามคำแหง คอนโดมิเนียม จำเลย มิใช่เป็นผู้สร้างท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำและระบบไฟฟ้าในที่ดินพิพาท หากแต่จำเลยร่วมทั้งสามซึ่งเดิมเป็นเจ้าของที่ดินอาคารคอนโดมิเนียมและที่ดินพิพาทเป็นผู้ขออนุญาตให้สร้างสาธารณูปโภคดังกล่าวในที่ดินของจำเลยร่วมที่ 1 ต่อมาจำเลยร่วมทั้งสามได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จีเอฟ จำกัด (มหาชน) และภายหลังโจทก์ทั้งสองได้ซื้อที่ดินพิพาทมา จึงทำให้ท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำและระบบไฟฟ้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารคอนโดมิเนียมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาท กรณีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 เพราะการรุกล้ำมิได้เกิดจากจำเลยเป็นผู้สร้าง และมิใช่การสร้างโรงเรือน เมื่อคดีไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 1312 แล้ว ปัญหามีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจะฟ้องขอให้จำเลยรื้อท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำและระบบกระแสไฟฟ้าออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมิได้เป็นผู้สร้างและมิใช่โรงเรือน หากแต่เจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้สร้างในที่ดินของตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้โดยตรง จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาใช้บังคับคืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา 1314 วรรคแรก ซึ่งกำหนดให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 1310 บังคับตลอดถึงการก่อสร้างใดๆ ซึ่งติดที่ดินด้วย โดยโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างแต่ต้องใช้ค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นหรือเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป เว้นแต่ถ้าการนี้จะทำไม่ได้โดยให้ใช้เงินเป็นพอสมควร โจทก์ทั้งสองจะเรียกให้จำเลยซื้อที่ดินทั้งหมดก็ได้ เมื่อพิจารณาว่าท่อระบายน้ำเสีย ท่อระบายน้ำและระบบไฟฟ้าซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในอาคารชุด หากให้มีการรื้อถอนย่อมจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดอย่างยิ่ง โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจเรียกให้รื้อถอนได้ คงได้แต่เรียกให้จำเลยชดใช้ราคาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 วรรคสอง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าทดแทนคงฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งศาลไม่อาจบังคับให้ได้ ฎีกาจำเลยฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 16
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1310 ม. 1312 ม. 1314
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสามารถ ฉั่วศิริพัฒนา กับพวก
นิติบุคคลอาคารชุด อดามาสรามคำแหง
จำเลย — คอนโดมิเนียม
จำเลยร่วม — บริษัทกฤษณ์เพชร จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศรจิตร สอนศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วัชรางค์กุล
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกรียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1365/2554
#513581
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทราบดีว่าที่ดินมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 31 แห่ง ป.ที่ดิน แต่ก็ซื้อขายกันโดยหลีกเลี่ยงข้อกำหนดดังกล่าว โดยวิธีทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย อันเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ทั้งยังจดทะเบียนการเช่าให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้จะซื้อเป็นการอำพราง และทำพินัยกรรมไว้ว่าเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายให้ที่ดินของโจทก์ตกเป็นของจำเลย ซึ่งนิติกรรมดังกล่าวล้วนเป็นโมฆะมาแต่ต้น มิใช่กรณีที่เป็นโมฆียะแล้วมาถูกบอกล้างในภายหลัง อันที่จะทำให้คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม เงินค่าที่ดินบางส่วนที่จำเลยชำระไปจึงเป็นการกระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิจะได้รับเงินดังกล่าวคืนจากโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน พินัยกรรม และสัญญาเช่าที่ดินฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2535 เป็นโมฆะ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 30038, 37600 ถึง 37608, 30039, 30040 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 428 ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายคืนแก่โจทก์ทั้งสาม โดยปลอดจากภาระผูกพัน ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่ความตาย นางไครศรียื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลย พินัยกรรมของโจทก์ทั้งสาม และสัญญาเช่าที่ดินพิพาทฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2535 ตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 30038, 30039, 30040 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 428 ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปลอดจากภาระผูกพัน ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสาม และรื้อถอนอาคารชั้นเดียว กว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร จำนวน 21 ห้อง ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มิถุนายน 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 นางไครศรี ถึงแก่ความตาย นายสุวิจักขณ์ทายาทของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันคืนเงินค่าที่ดินจำนวน 1,700,000 บาท ให้แก่จำเลยด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 227 และ 230 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 278 และโจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 428 ที่ดินทั้ง 4 แปลง ตั้งอยู่ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย และมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินภายหลังที่ดินของโจทก์ที่ 1 ได้เปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 30038 ถึง 30039 โดยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 30039 ถูกแบ่งย่อยเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 37600 ถึง 37608 ที่ดินของโจทก์ที่ 2 เปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 30040 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2535 ซึ่งยังอยู่ในระหว่างระยะเวลาห้ามโอนที่ดิน โจทก์ทั้งสามและจำเลยได้หลีกเลี่ยงข้อกำหนดดังกล่าว โดยตกลงซื้อขายที่ดินทั้ง 4 แปลงกันในราคา 4,199,850 บาท แต่ทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย แล้วโจทก์ทั้งสามส่งมอบการครอบครองที่ดินให้จำเลยเข้าปลูกสร้างอาคารชั้นเดียวจำนวน 21 หลัง และสร้างตลาดสดเก็บค่าเช่า โดยจดทะเบียนการเช่าให้จำเลยไว้เป็นเวลา 30 ปี เพื่ออำพรางการซื้อขายอีกทั้งโจทก์ทั้งสามยังทำพินัยกรรมไว้ด้วยว่า เมื่อโจทก์ทั้งสามถึงแก่ความตายให้ที่ดินของโจทก์แต่ละคนตกเป็นของจำเลยหรือทายาทผู้จัดการมรดกของจำเลย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น จากพิพากษาให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลย พินัยกรรมของโจทก์ทั้งสาม และสัญญาเช่าที่ดินพิพาทฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2535 ตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 30038, 30039, 30040 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 428 ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปลอดจากภาระผูกผัน ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสาม และรื้อถอนอาคารชั้นเดียว กว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร จำนวน 21 ห้อง ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสาม เป็นให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันคืนเงินค่าที่ดินบางส่วนที่ได้รับชำระจากจำเลยจำนวน 1,700,000 บาท ให้แก่จำเลยด้วยนั้นชอบหรือไม่เห็นว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยทราบดีว่าที่ดินทั้ง 4 แปลง มีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ก็ซื้อขายกันโดยหลีกเลี่ยงข้อกำหนดดังกล่าวโดยวิธีทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย อันเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ทั้งยังจดทะเบียนการเช่าให้แก่จำเลยเป็นการอำพราง และทำพินัยกรรมไว้เพื่อให้ที่ดินตกเป็นของจำเลย ซึ่งนิติกรรมดังกล่าวล้วนเป็นโมฆะมาแต่ต้นมิใช่กรณีที่เป็นโมฆียะแล้วมาถูกบอกล้างในภายหลัง อันที่จะทำให้คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม เงินค่าที่ดินบางส่วนที่จำเลยชำระไปจึงเป็นการกระทำการตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระจึงไม่มีสิทธิจะได้รับเงินดังกล่าวคืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้โจทก์ทั้งสามคืนเงินค่าที่ดินจำนวน 1,700,000 บาท ให้แก่จำเลยด้วยนั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคสอง ม. 172 ม. 407
ป.ที่ดิน ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหัด ศรีฮาด กับพวก
นายสาร์วิทย์ จันปุ่ม
โดยนายสุวิจักขณ์ ศิริธร
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1353/2554
#511921
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทก่อนมีการบังคับคดี ข้อตกลงย่อมผูกพันจำเลยที่ 2 และผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิในที่ดินพิพาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้กันที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินทั้งแปลงออกขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2346 ตำบลบ้านนา (ดงยาง) อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา ออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึด โดยผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 แบ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดที่แน่นอนคนละกึ่งหนึ่ง ส่วนของผู้ร้องอยู่ทางทิศตะวันตก ส่วนของจำเลยที่ 2 อยู่ทางด้านทิศตะวันออก จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินกับโจทก์เฉพาะส่วน ผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ขอให้มีคำสั่งให้กันส่วนที่ดินของผู้ร้องออกก่อนขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ตามประกาศขายทอดตลาดที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครนายก ไม่มีชื่อผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ผู้ร้องจึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วน โจทก์รับจำนองที่ดินส่วนของจำเลยที่ 2 ตามเนื้อที่โฉนด ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่ได้แจ้งโจทก์ว่าส่วนของจำเลยที่ 2 อยู่ตรงทิศใด ทั้งยังไม่ได้จดทะเบียนแยกเป็นส่วนสัดและไม่มีหลักฐานการแบ่งแยกเป็นลายลักษณ์อักษร ขณะโจทก์รับจำนองที่ดินพิพาท ผู้ร้องไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการทำนิติกรรม โจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ร้องไม่อาจทำให้เสื่อมเสียสิทธิแก่โจทก์ ในการขายทอดตลาดที่ดินเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องยึดและขายทั้งแปลงเพราะไม่อาจทราบได้ว่าผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 แบ่งแยกและครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กันที่ดินส่วนของผู้ร้องในโฉนดที่ดินเลขที่ 2346 ตำบลบ้านนา (ดงยาง) อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ทางทิศด้านตะวันตก เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 23ไร่ บริเวณกรอบสีเขียวตามเอกสารหมาย ร. 2 ออกก่อนขายทอดตลาด ยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางบุญ ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2346 ตำบลบ้านนา (ดงยาง) อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร. 1 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาด โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ไม่ได้แบ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนที่ดินพิพาทภายในเส้นสีเขียว ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร. 2 ผู้ร้องมีตัวผู้ร้องเป็นพยานเบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางบุญ และจำเลยที่ 2 ต่อมาปี 2531 นางบุญได้ยกที่ดินส่วนของตนให้ผู้ร้อง ตามสารบัญสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร. 1 ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 จึงถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทคนละครึ่ง โดยแบ่งการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด ที่ดินของผู้ร้องอยู่ทางทิศตะวันตกภายในเส้นสีเขียว ที่ดินของจำเลยที่ 2 อยู่ทางทิศตะวันออกภายในเส้นสีเหลือง ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ร. 2 ที่ดินของจำเลยที่ 2 มีสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่ตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดโซเฟียพลาซ่าจำเลยที่ 1 โชว์รูมขายรถยนต์ และบ้าน ที่ดินของผู้ร้องเป็นที่ดินว่างเปล่า ผู้ร้องให้นายสมเดช และนางพยัพ เช่าที่ดินทำนามาตลอดจนถึงปัจจุบัน โดยผู้ร้องมีนายสมเดชมาเบิกความสนับสนุน เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิ่งปลูกสร้าง 5 รายการ บนที่ดินพิพาทได้แก่ บ้าน อาคารของจำเลยที่ 2 ตามสำเนาบัญชียึดทรัพย์เอกสารหมาย ค. 3 นายอมร เจ้าพนักงานบังคับคดี พยานโจทก์เบิกความว่าสิ่งปลูกสร้างที่ยึดตั้งอยู่บริเวณเดียวกัน ปัญหาว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอยู่ส่วนใดของที่ดินพิพาท ข้อนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของผู้ร้องให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังว่าสิ่งปลูกสร้างที่ถูกยึดตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกตามที่ผู้ร้องนำสืบ สิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ที่ยึดมีราคาประเมินสูงประมาณ 1,000,000 บาท และทางพิจารณาไม่ได้ความว่า ผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจของจำเลยทั้งสองหรือทำประโยชน์หรือปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออก ดังนั้น ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกอันที่เป็นที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดน่าจะเป็นจำเลยที่ 2 การที่ผู้ร้องนำสืบว่า ที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็นที่ว่างเปล่านั้นผู้ร้องได้ครอบครองเป็นส่วนสัดแยกต่างหากจากจำเลยที่ 2 จึงมีเหตุผลรับฟังได้ แม้ผู้ร้องไม่ได้นำจำเลยที่ 2 มาเบิกความสนับสนุนว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ได้แบ่งกันครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัด หรือไม่มีการทำแนวเขตที่ดินที่แต่ละฝ่ายครอบครองให้ชัดเจน ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของผู้ร้องขาดน้ำหนัก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทก่อนมีการบังคับคดี ข้อตกลงย่อมผูกพันจำเลยที่ 2 และผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเอาที่ดินส่วนของผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินทั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางดุมยาน คาน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โซเฟียพลาซ่า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2554
#528539
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจาร แม้กระทำต่อผู้เสียหายหลายคนในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

ภายหลังกระทำความผิด ได้มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 โดยไม่ได้บัญญัติให้การกระทำความผิดฐานค้าหญิงโดยหญิงนั้นยินยอมตามที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามมาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดฐานนี้ตาม ป.อ. มาตรา 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 283 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1512/2544 และคดีหมายเลขดำที่ 1853/2546 ของศาลจังหวัดสงขลา

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคสองพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคสอง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามเว้นแต่จำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงแรกลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก จำคุกกระทงละ 15 ปี กระทงหลังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 6 ปี รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 21 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 9 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 27 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยหญิงนั้นยินยอมเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงเดียว จำคุกคนละ 6 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม จำเลยที่ 2 คงจำคุก 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อผู้เสียหายหลายคนทั้งคำให้การชั้นสอบสวนไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาจึงไม่ลดโทษให้และให้ปรับบทลงโทษว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ด้วย ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นโดยใช้อุบายหลอกลวงและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่ลดโทษให้จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทัณฑสถานหญิงชลบุรีมีหนังสือแจ้งต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วโจทก์ไม่คัดค้าน ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นางสาวพิมพาอ้างว่าเดินทางไปประเทศมาเลเซียเพราะจำเลยที่ 1 และนางสาวกฤษณาชักชวนให้ไปค้าขายเสื้อผ้านั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจะไปค้าขายกันอย่างไร ทั้งไม่มีการเตรียมการการเดินทางไปประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ แต่นางสาวพิมพากลับตกลงใจเดินทางไปกับนางสาวกฤษณาในค่ำวันที่ 7 ธันวาคม 2546 ทันทีที่ได้รับการติดต่อจากนางสาวกฤษณา ในลักษณะปกปิดไม่บอกให้สามีและย่าที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันทราบ และเมื่อไปถึงประเทศมาเลเซียโทรศัพท์มาหานางปลาพี่สามีก็ยังปกปิดเรื่องการเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ผิดปกติวิสัยที่ไปทำมาค้าขายตามปกติ ที่นางสาวพิมพาอ้างว่าเดินทางไปประเทศมาเลเซียเพราะต้องการไปค้าขายเสื้อผ้าจึงมีน้ำหนักน้อย นางสาวพิมพา นางสาวกฤษณา และนางสาวเอ๋คุ้นเคยและพักอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน ทั้งสามเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 ซึ่งย่าและมารดานางสาวพิมพายังเข้าใจว่านางสาวพิมพาถูกพาไปค้าประเวณี จึงไม่น่าเชื่อว่านางสาวพิมพาจะไม่ทราบว่านางสาวกฤษณาและนางสาวเอ๋ต้องการเดินทางไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย การที่นางสาวพิมพาโทรศัพท์มาแจ้งให้ญาติที่ประเทศไทยช่วยเหลืออ้างว่าถูกหลอกลวงมาและถูกบังคับให้ค้าประเวณีนั้น ก็มีลักษณะเดียวกับที่นางสาวกฤษณาและนางสาวเอ๋โทรศัพท์ติดต่อมาให้ช่วยเหลือเพราะทนสภาพการค้าประเวณีไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่แต่แรกตั้งใจจะไปค้าประเวณี คำยืนยันของนางสาวพิมพาที่อ้างว่าตนถูกหลอกลวงไปค้าประเวณีจึงไม่น่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้อุบายหลอกลวงนางสาวพิมพาไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย และแม้จำเลยที่ 1 พานางสาวพิมพาและนางสาวเอ๋ไปในครั้งคราวเดียวกันแต่ก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะ จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพาหญิงไปเพื่ออนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสองรวม 2 กรรม ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน และสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อนึ่ง ภายหลังจำเลยที่ 1 กระทำความผิดแล้ว ได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 โดยไม่ได้บัญญัติให้การกระทำความผิดฐานค้าหญิงโดยหญิงนั้นยินยอมตามที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 1 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดฐานนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 2 กรรม ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 12 เดือน และจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 91 ม. 282
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 3 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นางธนาภา เสนคำสอน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายชัยเทพ จันทนจุลกะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางกฤษณี เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1340/2554
#508370
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นความผิด 2 กระทง กระทงแรกกระทำในขณะผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 13 ปี อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) กระทงที่ 2 กระทำผิดในขณะผู้เสียหายอายุเกิน 13 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) แม้กระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) จะต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาซึ่งครอบคลุมไปถึงความผิดดังกล่าว ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องไปถึงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบ มาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ให้จำคุก 10 ปี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เมื่อรวมกับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก แล้ว คงจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวน ในทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำตามที่ปรากฏในบันทึกคำให้การดังกล่าว สำหรับบันทึกคำให้การของพยานจะรับฟังเป็นความจริงได้หรือไม่นั้น ก็ได้ความตามบันทึกคำให้การของนางสุเพ็กให้การว่า เมื่อประมาณปี 2538 นางสุเพ็กเห็นจำเลยมุดเข้าไปในมุ้งของผู้เสียหายแล้วถอดกางเกงผู้เสียหายซึ่งกำลังนอนหลับอยู่จนนางสุเพ็กเข้าไปกระชากจำเลยออกมาตบตีและถามจำเลยว่า "จะมานอนกับลูกกูหรือไง" แสดงว่านางสุเพ็กต้องระแวงว่าจำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายจึงตบตีและต่อว่าจำเลยเช่นนั้น แต่ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายให้การว่าผู้เสียหายเคยแจ้งให้นางสุเพ็กทราบว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา แต่นางสุเพ็กไม่เชื่อหาว่า ผู้เสียหายโกหกและทุบตีผู้เสียหายทุกครั้งที่แจ้งให้ทราบ ซึ่งถ้าผู้เสียหายบอกนางสุเพ็กให้ทราบเช่นนั้น นางสุเพ็กได้เห็นพฤติกรรมของจำเลยที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายมาก่อน และระแวงว่าจำเลยจะกระทำชำเราเป็นทุนอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อผู้เสียหายเล่าเรื่องให้ฟังนางสุเพ็กไม่น่าจะกล่าวหาว่าผู้เสียหายโกหกและทุบตีผู้เสียหายดังที่ระบุไว้ในคำให้การของผู้เสียหายเช่นนั้น นอกจากนี้ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายให้การว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรามาตั้งแต่ปี 2538 จำนวนหลายครั้ง สำเร็จความใคร่บ้างไม่สำเร็จความใคร่บ้าง จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2541 เป็นเวลา 2 ปีเศษ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ภาพถ่ายผู้เสียหาย แล้ว ผู้เสียหายมีรูปร่างสันทัดเริ่มเข้าสู่วัยสาว เมื่อจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายได้สำเร็จครั้งหนึ่งแล้วในสองหรือสามครั้งแรกอาจจะมีแผลฉีกขาดที่อวัยวะเพศได้ ส่วนในครั้งต่อ ๆ มาโดยเฉพาะครั้งหลัง ๆ ที่บาดแผลหายแล้ว และถูกจำเลยกระทำชำเรามาหลายครั้งเป็นระยะเวลานานถึง 2 ปีเช่นนี้ อวัยวะเพศของผู้เสียหายน่าจะปรับตัวเข้ากับขนาดของอวัยวะเพศจำเลยได้ การถูกจำเลยกระทำชำเราครั้งหลัง ๆผู้เสียหายไม่น่าจะเจ็บปวดและมีแผลฉีกขาดอีก แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าวันที่ 18 สิงหาคม 2541 นายแพทย์ชุมพลได้ตรวจพบบาดแผลขนาด 1 x 0.5 เซนติเมตร ทางด้านซ้ายของทางเข้าช่องคลอดเป็นรอยแผลเก่าซึ่งใกล้จะหายแล้ว แสดงว่าก่อนได้รับการตรวจไม่นานผู้เสียหายถูกกระทำชำเราจนเกิดบาดแผลที่ทางเข้าช่องคลอดอีก ซึ่งผู้เสียหายก็เบิกความยืนยันว่าถูกนายเก่งข่มขืนกระทำชำเราในคืนวันที่ 11 สิงหาคม 2541 ก่อนผู้เสียหายได้รับการตรวจบาดแผลจากแพทย์นานประมาณ 7 วัน อันเป็นระยะเวลาที่บาดแผลใกล้จะหาย บาดแผลดังกล่าวจึงอาจจะไม่ได้เกิดจากการกระทำชำเราของจำเลยดังที่โจทก์นำสืบก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การของพยานเป็นพิรุธดังที่ได้วินิจฉัยมาจึงยังฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นความจริงเช่นนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยอีกต่อไป แม้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) จะต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาซึ่งครอบคลุมไปถึงความผิดดังกล่าวยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยไปถึงได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก ม. 277 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายนิมิตร เสน่ห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1273/2554
#509365
เปิดฉบับเต็ม

การขนส่งสินค้าแบบ ซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส ซึ่งผู้ขนส่งเป็นผู้รับสินค้าจากผู้ส่งทำการตรวจนับและบรรจุสินค้าเข้าตู้ที่ท่าเรือต้นทาง ผู้ขนส่งต้องตรวจสอบตู้สินค้าว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับสินค้าที่ใช้บรรจุแล้ว และเมื่อขนส่งสินค้าไปถึงท่าเรือปลายทางผู้ขนส่งจะเป็นผู้เปิดตู้เพื่อขนถ่ายสินค้าออกจากตู้เพื่อเตรียมส่งมอบแก่ผู้รับตราส่ง เมื่อความเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นจากการที่หลังคาตู้ที่ใช้บรรจุสินค้าพิพาทมีรูรั่ว ซึ่งเป็นความบกพร่องของผู้ขนส่งที่ละเลยไม่จัดเตรียมตู้สินค้าให้ดีเหมาะสมกับสภาพสินค้าที่ตนรับขน แต่กลับนำตู้สินค้าที่ชำรุดมีรูรั่วมาใช้บรรจุสินค้าพิพาท ทั้งที่รู้ว่าอาจเกิดความเสียหายกับสินค้าที่บรรจุภายในตู้นั้นได้ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ขนส่งจึงไม่อาจอ้างข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 (1) ประกอบ มาตรา 58 มาเป็นประโยชน์แก่ตนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 279,771.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 261,552.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 261,551.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 20กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 18,219.12 บาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ประการแรกมีว่าตู้ที่ใช้บรรจุสินค้าพิพาทมีรูรั่วที่หลังคาทำให้สินค้าเข็มกลัดโลหะเปียกน้ำได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่งทางทะเลหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามรายงานการสำรวจภัยโดยนายอาโนล ที่ระบุว่า กล่องสินค้า 16 กล่อง เปียกน้ำ ฉีกขาด เปื่อยยุ่ย ความเสียหายเกิดจากรูรั่วที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ขนาดความยาวประมาณ 6 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ที่บริเวณหลังคาตู้ห่างจากด้านหน้าตู้ประมาณ 1 เมตร โดยในเรื่องรูรั่วที่หลังคาตู้สินค้า นายอาโนลได้รับทราบจากนายบารอส ผู้จัดการโกดังสินค้าของจำเลยที่ 2 ซึ่งนายอาโนลได้สรุปท้ายรายงานดังกล่าวว่า กล่องสินค้าเปียกน้ำเสียหาย เนื่องจากน้ำฝนไหลเข้าตู้สินค้าผ่านทางรูรั่วบริเวณหลังคาด้านบน โดยกล่องสินค้าที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นกล่องสินค้าที่ตั้งอยู่แถวบนใกล้รูรั่ว จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ทำนองเดียวกันว่า นายอาโนลไม่ได้ตรวจสอบด้วยตนเองให้แน่ชัดว่าตู้สินค้ามีรูรั่วจริงและไม่ได้ถ่ายภาพตู้สินค้าที่มีรูรั่วมาแสดง คงรับฟังคำบอกเล่ามาจากนายบารอสเท่านั้น กรณีจึงเป็นพิรุธและไม่อาจรับฟังได้ว่าตู้สินค้าพิพาทมีรูรั่วที่หลังคาจริง เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ แต่ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่ารายงานการสำรวจภัยไม่ถูกต้องอย่างไร ตลอดจนไม่ได้โต้แย้งว่านายบารอสไม่ใช่ผู้จัดการโกดังสินค้าของจำเลยที่ 2 หรือไม่ได้เป็นพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่าย เก็บรักษาตู้สินค้าและสินค้าพิพาท หรือคำบอกเล่าของนายบารอสดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ตามรายงานการสำรวจภัย ก็มีข้อความระบุไว้ว่า นายอาโนลและผู้สำรวจภัยของโจทก์ไม่ได้รับความร่วมมือจากพนักงานของจำเลยที่ 2 ที่สำนักงานหลักในเรื่องเอกสารหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายสินค้า แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานภาพถ่ายตู้สินค้ามายืนยัน แต่โจทก์ก็ได้นำสืบถึงสาเหตุดังกล่าวแล้ว ทั้งนายอาโนลซึ่งเป็นผู้จัดทำรายงานก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและตู้สินค้ามาจากพนักงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง นอกจากนี้ ตู้ที่ใช้บรรจุสินค้าพิพาทดังกล่าวก็อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 ดังนั้นจึงย่อมอยู่ในวิสัย ที่จำเลยที่ 2 จะถ่ายภาพตู้สินค้าดังกล่าวมานำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมิได้เป็นพิรุธดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง และมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า สินค้าเข็มกลัดโลหะดังกล่าวเปียกน้ำ เนื่องจากมีน้ำไหลเข้ามาผ่านทางรูรั่วที่หลังคาตู้สินค้าทำให้สินค้าได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่งทางทะเล จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายของสินค้าดังกล่าว...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่าจำเลยทั้งสองอ้างข้อจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ขึ้นเป็นประโยชน์แก่ตนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สินค้าพิพาทมีเงื่อนไขการขนส่งเป็นแบบ ซีเอฟเอส / ซีเอฟเอส ซึ่งผู้ขนส่งเป็นผู้รับสินค้าจากผู้ส่งทำการตรวจนับและบรรจุสินค้าเข้าตู้ที่ท่าเรือต้นทาง ผู้ขนส่งต้องตรวจสอบตู้สินค้าว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับสินค้าที่ใช้บรรจุแล้วและเมื่อขนส่งสินค้าไปถึงท่าเรือปลายทาง ผู้ขนส่งจะเป็นผู้เปิดตู้เพื่อขนถ่ายสินค้าออกจากตู้เพื่อเตรียมส่งมอบแก่ผู้รับตราส่ง และความเสียหายเกิดขึ้นจากการที่หลังคาตู้ที่ใช้บรรจุสินค้าพิพาทมีรูรั่วซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายจักรกฤษณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินไหมทดแทนของโจทก์ ประกอบรายงานการสำรวจว่า รูรั่วสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่บนหลังคาของตู้สินค้า มีขนาดยาวประมาณ 6 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร แสดงว่า รูรั่วดังกล่าวปรากฏชัดเจน หากจำเลยที่ 2 ได้สำรวจตรวจสอบสภาพตู้สินค้าพิพาทก่อนนำมาบรรจุสินค้าก็น่าจะพบรูรั่วนี้ได้โดยง่าย การที่มีน้ำไหลผ่านรูรั่วไปยังกล่องสินค้าเป็นเหตุให้เข็มกลัดโลหะขึ้นสนิม เสียหาย เหตุดังกล่าวเป็นเพราะจำเลยทั้งสองไม่จัดเตรียมตู้สินค้าให้ดีเหมาะสมกับสภาพสินค้าที่ตนรับขนแต่กลับนำตู้สินค้าที่ชำรุดมีรูรั่วมาใช้บรรจุสินค้าพิพาท ซึ่งเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งที่ละเลยไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าอาจเกิดความเสียหายกับสินค้าที่บรรจุภายในตู้นั้นได้ ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 (1) ประกอบมาตรา 58 จำเลยทั้งสองย่อมไม่อาจอ้างข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ 15,000 บาท นั้น เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 21,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58 ม. 60 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทคลาสกวิ้น (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270/2554
#602550
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าทดแทน 300,000 บาท แต่มาฎีกาโต้แย้งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ 300,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท เป็นการเสียเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงให้คืนค่าขึ้นศาล 17,500 บาท ที่โจทก์เสียเกินแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มีนาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้ 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายรักษ์ และมีกิจการโรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 และ 2 ร่วมกัน จำเลยมีกิจการฟาร์มเลี้ยงสุนัขและได้รู้จักกับสามีโจทก์ และได้มาพักอาศัยที่โรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 ของโจทก์ และทำงานที่โรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 ของโจทก์กับสามีโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง บัญญัติว่า "ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยจะต้องแสดงโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โจทก์จึงจะสามารถเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ แต่จากพยานโจทก์คงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์ระแคะระคายจากคนรอบข้างซึ่งรวมทั้งบิดามารดาของสามีโจทก์ จากการสอบถามสามีโจทก์ยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับจำเลย สามีโจทก์พาจำเลยมาอยู่อาศัยและทำงานที่โรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 ของโจทก์ และจำเลยกับสามีโจทก์ไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างเปิดเผยโดยมีภาพถ่ายสนับสนุน แม้ตามภาพถ่ายจะได้ความว่าจำเลยแสดงท่าทางขณะนั่งอยู่ในอ้อมกอดของนายรักษ์สามีโจทก์แล้วได้ถ่ายรูปไว้ ซึ่งเป็นการแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมเพราะนายรักษ์มีภริยาแล้ว แต่กรณีนี้จำเลยมีภาพถ่ายมาหักล้างว่า ในการถ่ายรูปตามภาพถ่าย จำเลยกับสามีโจทก์ถ่ายรูปขณะเดินทางไปเยี่ยมบิดาจำเลยที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ได้เดินทางไปด้วยกันสองต่อสองมีมารดาจำเลยกับเพื่อนรวม 11 คน เดินทางไปด้วย และมีภาพถ่ายมาแสดงว่าจำเลยเคยถ่ายรูปกับเพื่อนชายเหมือนที่ถ่ายกับสามีโจทก์ โจทก์คงกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าจำเลยไปไหนมาไหนกับสามีโจทก์อย่างเปิดเผย แต่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนยืนยันว่าจำเลยได้แสดงออกให้เห็นว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยบอกแก่บุคคลทั่วไปว่าเป็นเจ้าของโรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 ของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้นำพยานบุคคลที่ได้ยินได้ฟังการกล่าวอ้างของจำเลยมาเป็นพยานสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าสามีโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารออมสินนำไปซื้อบ้านการเคหะในชื่อจำเลย ก็เป็นการกระทำของสามีโจทก์ซึ่งมิใช่การกระทำของจำเลย จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำอย่างใดที่แสดงออกโดยเปิดเผยให้เห็นว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ที่จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันการทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ของสามีโจทก์ ก็เป็นเรื่องการช่วยเหลือกันโดยเข้าเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่ามีการส่งข้อความด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายและดูหมิ่นโจทก์ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ โจทก์เพียงแต่คาดคะเนเอาเองว่าจำเลยเป็นคนส่งข้อความ โจทก์มิได้นำสืบให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนส่งข้อความมาด่าว่าโจทก์จริงตามที่คาดคะเน ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาสอบถามบรรยากาศในการพิจารณาคดีนี้จากผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกานำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ซึ่งไม่มีเหตุผลให้กระทำ และที่โจทก์ฎีกาว่า พยานจำเลยเบิกความเป็นประโยชน์แก่โจทก์ คือ จำเลยรับว่าได้พักอาศัยในโรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 นายทศพล น้องจำเลย นายสัญญา เบิกความว่า ทำงานเป็นพนักงานโรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 มีจำเลยเป็นผู้จัดการ นางบุญช่วย เบิกความว่า ก่อนฟ้องคดีนี้เคยเห็นสามีโจทก์ไปที่บ้านจำเลยและบ้านนางบุญช่วย มารดาจำเลยเป็นประจำ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า สามีโจทก์พาจำเลยมาทำงานที่โรงแรมบ้านเพื่อนรีสอร์ท 1 ของโจทก์ การที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเป็นผู้จัดการก็เป็นเพียงมาทำหน้าที่ในฐานะลูกจ้างโจทก์เท่านั้น ส่วนที่สามีโจทก์ไปที่บ้านนางบุญช่วยก็เป็นเรื่องปกติของคนที่รู้จักคุ้นเคยกัน ส่วนจำเลยนำสืบปฏิเสธว่า ไม่เคยมีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับสามีโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบพยานให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โจทก์จึงฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าทดแทน 300,000 บาท แต่มาฎีกาโต้แย้งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง การคำนวณทุนทรัพย์เพื่อเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจึงต้องคำนวณจากทุนทรัพย์ 300,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา จากทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท เป็นการเสียเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงให้คืนค่าขึ้นศาล 17,500 บาท ที่โจทก์เสียเกินแก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 17,500 บาท ที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 150 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — นางสาว ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาววันวิสาข์ สิรันทวิเนติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2554
#513579
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นอันเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ฯ มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันพิพากษาหากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต มีกำหนด 1 วัน ไม่ถือเป็นการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 และต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกาขณะ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ฯ มีผลใช้บังคับ ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ฯ มาตรา 124 ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

แม้จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นก็เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากผู้พิพากษาที่จะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีนี้ได้คือ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ส่วนฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษแทนการส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมหรือกำหนดระยะเวลาการฝึกและอบรมให้ต่ำลง อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 (2) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ฯ ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาดังกล่าว ตามมาตรา 124 ประกอบมาตรา 121 (2) ทั้งเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ เพราะหากกฎหมายประสงค์จะให้มีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ก็ชอบที่จะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเช่นเดียวกับการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 และในกรณีนี้ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 221 โดยอาศัย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ฯ มาตรา 6 มาใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 358, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 358, 371, 83 ขณะกระทำความผิด จำเลยอายุ 17 ปีเศษ (ที่ถูก 16 ปีเศษ) ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (ที่ถูก มาตรา 75) เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 50 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) (5) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต มีกำหนด 1 วัน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 107

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 358, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ (ที่ถูก 16 ปีเศษ) ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 5 ปี ฐาน (ที่ถูก ฐานร่วมกัน) ทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 ปี ฐาน (ที่ถูก ฐานร่วมกัน) พาอาวุธ ฯ ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 6 ปี และปรับ 50 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) (5) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต มีกำหนด 1 วัน ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นอันเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 และต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกาขณะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มีผลใช้บังคับฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 124 ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว และแม้จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้น ก็เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากผู้พิพากษาที่จะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีนี้ได้คือ ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ส่วนฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษแทนการส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมหรือกำหนดระยะเวลาการฝึกและอบรมให้ต่ำลง อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม มาตรา 104 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาดังกล่าว ตามมาตรา 124 ประกอบมาตรา 121 (2) ทั้งเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ เพราะหากกฎหมายประสงค์จะให้มีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ก็ชอบที่จะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเช่นเดียวกับการอนุญาตให้อุทธรณ์ตาม มาตรา 122 และในกรณีนี้ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 6 มาใช้บังคับได้ ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 104 (2) ม. 121 (2) ม. 122 ม. 124
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายสุธนหรือธน ศรีพุฒทอง
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ