คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2554
#509381
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 80, 83 จำคุก 5 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมมีกำหนด 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ส่งจำเลยไปฝึกและอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี กรณีเป็นการแก้ไขเฉพาะระยะเวลาการฝึกอบรมซึ่งไม่ใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและต้องถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 183 และมาตรา 6 ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

เจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ผู้กระทำต้องเล็งเห็นผลของการกระทำแล้วว่าจะทำให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายได้ ซึ่งเป็นผลที่เห็นได้ชัดว่าจะเกิดขึ้น มิใช่เพียงแค่อาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น การที่จำเลยกับพวกร่วมกันถีบรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายทั้งสองขับด้วยความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเป็นความเร็วไม่มาก ทำให้ผู้เสียหายทั้งสองไถลไปตามไหล่ทางที่มีหญ้าขึ้นปกคลุม และได้รับบาดแผลถลอกเป็นส่วนใหญ่ คงมีแต่ผู้เสียหายที่ 2 ที่นิ้วมือขวาฉีกด้วยเท่านั้น จึงเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยเพียงเจตนาทำร้ายเท่านั้น

แม้จำเลยจะฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย หากศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยหนักเกินไปย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดโดยรอการลงโทษให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนด 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 2 ปี 6 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมมีกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ 2 ปี และขั้นสูง 3 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ประกอบมาตรา 105 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า โดยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นหรือไม่ เห็นว่า เจตนาฆ่าโดยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ผู้กระทำต้องเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นแล้วว่าจะทำให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายได้ ซึ่งเป็นผลที่เห็นได้ชัดว่าจะเกิดขึ้น มิใช่เพียงแค่อาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น การที่จำเลยกับพวกร่วมกันถีบรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายทั้งสองขับด้วยความเร็วประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น แม้จะเป็นความเร็วพอสมควร แต่ก็ยังไม่เร็วมาก ประกอบกับการถีบก็ทำให้รถจักรยานยนต์และผู้เสียหายทั้งสองตกและไถลไปตามไหล่ทางซึ่งมีหญ้าขึ้นปกคลุม บาดแผลที่ผู้เสียหายทั้งสองได้รับก็เป็นเพียงบาดแผลถลอกเป็นส่วนใหญ่ คงมีแต่ผู้เสียหายที่ 2 ที่ได้รับบาดเจ็บที่นิ้วมือขวาฉีกด้วย พฤติการณ์แห่งการกระทำผิดของจำเลย จึงเป็นเพียงเจตนาทำร้ายเท่านั้น เมื่อปรากฏตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ว่า บาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองใช้เวลารักษาประมาณ 5 วัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเท่านั้น ซึ่งศาลรับฟังลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 (จังหวัดขอนแก่น) มีกำหนด 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ที่แก้ไขใหม่ จำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรม มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีเป็นการแก้ไขเฉพาะระยะเวลาการฝึกอบรมซึ่งไม่ใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 183 และมาตรา 6 ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นคดีที่จำเลยฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม หากศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างลงโทษจำเลยหนักเกินไปก็ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยยังอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียนและเพิ่งกระทำความผิดคดีนี้เป็นคดีแรก แม้จะปรากฏตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2549 ว่าจำเลยเคยมีประวัติทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นมาบ้าง แต่เนื่องจากจำเลยยังอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้ศึกษาเล่าเรียน ประพฤติและกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและไม่กลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ปรับและคุมประพฤติจำเลยด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษลงโทษไว้ 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนด 5 วัน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 59
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 183
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายเอกชัยหรือเอก ทัพเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคามแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายชัยวัตน์ ชีวาเศรษฐธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
สิริรัตน์ จันทรา
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2554
#508358
เปิดฉบับเต็ม

สิบตำรวจเอก ป. แจ้งข้อหาจำเลยว่า เล่นการพนันจับยี่กีโดยเป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้ามือ จำเลยปฏิเสธ สิบตำรวจเอก ป. กับพวกรวม 5 คน จะเข้าจับกุม จำเลยไม่ยินยอมโดยสิบตำรวจเอก ป. มีรูปร่างใหญ่กว่าจำเลยมาก การที่จำเลยเดินหนีออกนอกร้านก๋วยเตี๋ยวจนสิบตำรวจเอก ป. กับพวกต้องใช้กำลังล็อกแขน กดหน้าจำเลยกับพื้นระเบียงเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยในลักษณะไขว้หลัง ขณะจำเลยดิ้นรนขัดขืนเพื่อให้พ้นจากการถูกควบคุมตัวเพราะเห็นว่าตัวเองไม่ได้กระทำผิด ซึ่งแม้ในการดิ้นรนของจำเลยจะเป็นเหตุให้มือของจำเลยไปโดนหน้าอกของสิบตำรวจ ป. เกิดเป็นรอยถลอกขนาดเล็กก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าว ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 138

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 91, 33 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ริบของกลาง และจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (ที่ถูก 12 (1)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเล่นการพนันตามบัญชี ก. อันดับที่ 6 จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 9,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบของกลาง ให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับจำเลยมีจำนวนถึง 5 คน สิบตำรวจเอกประยุทธเบิกความรับว่า ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารท้ายฟ้อง แพทย์ไม่พบรอยฟกช้ำ พบรอยถลอกขนาดเล็กบริเวณหน้าอก ไม่จำต้องรับการรักษาด้วยยา เห็นว่า ลักษณะของบาดแผลของทั้งสองฝ่ายน่าจะเกิดจากการเข้าล็อกแขนกดหน้าจำเลยกับพื้นระเบียงเพื่อใส่กุญแจมือจำเลย ขณะจำเลยดิ้นรนขัดขืนเพื่อให้พ้นจากการถูกควบคุมตัว ซึ่งแม้ว่าในการดิ้นรนของจำเลยจะเป็นเหตุให้มือของจำเลยไปโดนหน้าอกของสิบตำรวจเอกประยุทธก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายนพดล ลี้หยง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสุรพล นิตินัยวินิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1239/2554
#513578
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีส่วนได้เสียตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1713 นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะทายาทโดยธรรมหรือในทางพินัยกรรมของผู้ตายโดยตรง แม้ผู้คัดค้านเป็นสามีไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แต่ได้อยู่กินร่วมกันมานานสิบกว่าปีจนผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คัดค้านกับผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินมีโฉนดรวม 3 แปลง ซึ่งผู้ร้องทั้งสองเบิกความรับว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายประกอบกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ร่วมกัน โดยให้ผู้ร้องทั้งน้อง ๆ และหลานทำงานในอู่และรับเงินเดือนเป็นค่าจ้างผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ในการตั้งผู้จัดการมรดกนั้นศาลย่อมใช้ดุลพินิจคำนึงถึงความเหมาะสมประกอบกับพฤติการณ์ที่จะให้ประโยชน์แก่ทายาทและกองมรดก เมื่อเห็นว่าการให้ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านจัดการมรดกร่วมกันน่าจะเป็นประโยชน์แก่ทายาทและกองมรดกมากกว่าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจัดการมรดกฝ่ายเดียว ศาลย่อมตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นสามีของผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2532 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างนั้นมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหลายรายการ ได้แก่ ที่ดิน เงินฝากในธนาคาร ห้องชุด และรถยนต์ ผู้คัดค้าน จึงมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ผู้ร้องทั้งสองไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจากไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย และไม่มีความรู้ความสามารถที่จะจัดการมรดกของผู้ตายให้เรียบร้อยและถูกต้อง ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้เป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องขอ และตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรม โดยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านเป็นสามีของผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านต่างมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดก คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะทายาทโดยธรรมหรือในทางพินัยกรรมของผู้ตายโดยตรง แม้ผู้คัดค้านเป็นสามีไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แต่ได้อยู่กินร่วมกันนานสิบกว่าปีจนผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อมีทรัพย์สินได้มาในระหว่างนั้นย่อมถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คัดค้านกับผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินมีโฉนดรวม 3 แปลง ตามเอกสารหมาย ร. 7 ถึง ร. 9 ซึ่งผู้ร้องทั้งสองเบิกความรับว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายประกอบกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ร่วมกัน โดยให้ผู้ร้องทั้งสองรวมทั้งน้อง ๆ และหลานทำงานในอู่และรับเงินเดือนเป็นค่าจ้าง ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 การตั้งผู้จัดการมรดกศาลย่อมใช้ดุลพินิจคำนึงถึงความเหมาะสมประกอบกับพฤติการณ์ที่จะให้ประโยชน์แก่ทายาทและกองมรดก เมื่อผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านไม่เป็นผู้ต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก การให้ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านได้จัดการมรดกร่วมกันน่าจะเป็นประโยชน์แก่ทายาทและกองมรดกมากกว่าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจัดการมรดกแต่ฝ่ายเดียว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสุวรรณา เปียอยู่ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายประทวน กระจ่างเปล่ง
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2554
#511619
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีทุกประเด็นแต่ไม่ได้มีคำพิพากษาในคำขอเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 โอนคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้พิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องให้ครบทุกข้อ โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

การบรรยายฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับพินัยกรรมทั้งสองฉบับว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 และไม่ว่าจะฟังข้อเท็จจริงอย่างไรพินัยกรรมฉบับนี้ก็ถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2545 เป็นการบรรยายฟ้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งจำเลยก็เข้าใจสภาพแห่งข้อหาไม่ได้หลงต่อสู้ คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

การห้ามฟ้องบุพการีเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิจำต้องตีความโดยเคร่งครัดว่า กรณีของผู้สืบสันดานชั้นบุตรหมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นที่ต้องห้ามมิให้ฟ้องบุพการีของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562

ตามฟ้องโจทก์อ้างว่า ผู้ตายลงลายมือชื่อในพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 โดยผู้ตายสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมซึ่งถือเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 กรณีมิใช่การฟ้องขอให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1710 จึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดอายุความตามมาตรา 1710

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 ที่ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะหรือเป็นอันถูกเพิกถอนไปโดยพินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2545 ที่ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ กับให้พิพากษาว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2545 เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมายและโจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม กับห้ามจำเลยทั้งสองไม่ให้ทำการรบกวนสิทธิการครอบครองอาคารและที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย กับขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) คืนแก่โจทก์พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับโอนไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมโอนหุ้นคืนแก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการรับโอนหุ้นคืนจากบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หากไม่สามารถโอนคืนแก่โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาหุ้นจำนวน 29,262,742 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องหมายเลข 6 อันดับที่ 1 ถึงอันดับที่ 28 คืนโจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนโอนคืนและขอให้มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนนิติกรรมใดเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์มรดก

จำเลยทั้งสองให้การกับแก้ไขคำให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า พินัยกรรมของนางเจือจันทร์ ผู้ตาย ฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 ที่ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ตุลาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และหุ้นของบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตามที่ศาลมีคำสั่งอายัดไว้คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมโอนหุ้นคืน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ฟ้องแย้งและคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า พินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 ไม่ตกเป็นโมฆะ แต่เป็นอันถูกเพิกถอนไป พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2545 ของผู้ตายเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ห้ามจำเลยทั้งสองไม่ให้ทำการรบกวนสิทธิครอบครองอาคารและที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของของจำเลยที่ 1 และของโจทก์มีประเด็นที่เห็นสมควรวินิจฉัยเรียงตามลำดับดังต่อไปนี้

1. อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลฎีกาจึงต้องสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาหรือไม่

2. ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาหรือไม่

3. ฟ้องโจทก์เป็นคดีอุทลุมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาหรือไม่

4. ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1710 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาหรือไม่

.........

สำหรับปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นข้อที่ 1 คือ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลฎีกาจึงต้องสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยในการฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นที่เชื่อพยานหลักฐานโจทก์ในทุกประเด็นและให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์อุทธรณ์แต่เพียงว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาที่ไม่ครบถ้วนชัดเจนโดยไม่ได้สั่งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ให้ครบถ้วนทุกข้อ จึงอาจเกิดปัญหาในการตีความต่อไปได้ โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยขอให้สั่งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ให้ครบถ้วนทุกข้อ ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์เช่นนี้จึงไม่ถือเป็นอุทธรณ์คดีอย่างมีทุนทรัพย์ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นข้อที่ 2 คือ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์บรรยายยืนยันข้อเท็จจริงชัดเจนว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 โดยหลอกลวงผู้ตายให้ลงลายพิมพ์นิ้วมือ โดยอ้างว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับการมอบอำนาจให้รับเงินค่าเวนคืนที่ดิน ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องต่อไปด้วยในทำนองว่า ต่อมาคือวันที่ 2 เมษายน 2545 ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้โจทก์ ส่วนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 ไม่ว่าจะฟังข้อเท็จจริงได้อย่างไรก็เป็นอันถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2545 แล้ว ดังนี้ เป็นการบรรยายฟ้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ทั้งจำเลยทั้งสองเข้าใจสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ดังปรากฏตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองที่ให้การต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้หลอกลวงผู้ตาย ผู้ตายเต็มใจยกทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 1 จึงได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 ส่วนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2545 กลับเป็นพินัยกรรมที่ผู้ตายไม่ได้ทำโดยมีสติสัมปชัญญะเพราะขณะนั้นผู้ตายป่วยหนักใกล้ตายไม่รู้สึกตัว ไม่อาจที่จะแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ เห็นได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้หลงต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นข้อที่ 3 คือ ฟ้องโจทก์เป็นคดีอุทลุม ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 หรือไม่ เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุพการีของโจทก์ แต่การห้ามฟ้องบุพการีดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิ ต้องตีความโดยเคร่งครัด บุตรที่ต้องห้ามใช้สิทธิจึงต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยกข้อเท็จจริงที่จำกัดสิทธิของโจทก์ดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 จึงต้องมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ ข้อเท็จจริงจึงไม่ปรากฏตามที่อ้าง ไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์อันจะทำให้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอุทลุม ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับมารดาโจทก์ในภายหลังนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากันมาก่อนแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งโจทก์ก็คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นข้อที่ 4 คือ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1710 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าผู้ตายไม่ได้มีเจตนาทำพินัยกรรม แต่ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลอกลวงให้ลงลายพิมพ์นิ้วมือในพินัยกรรม ในขณะนอนป่วยรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยหลอกลวงว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือมอบอำนาจการขอรับเงินค่าเวนคืนที่ดิน พินัยกรรมจึงเสียเปล่าเป็นโมฆะ เช่นนี้จึงเป็นคำฟ้องว่า การแสดงเจตนาของผู้ตายในการลงลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารดังกล่าวเกิดขึ้นโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 ไม่ใช่คำฟ้องขอให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1710 ที่หมายถึงผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมและได้ทำพินัยกรรมแล้ว แต่มีเหตุตามกฎหมายที่จะขอให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้น ซึ่งต้องฟ้องภายในกำหนด 3 เดือน ตามมาตรา 1710 (1) หรือ 1710 (2) ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

.............

พิพากษาแก้เป็นว่า พินัยกรรมของนางเจือจันทร์ ผู้ตายฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 1 ในรายการจดทะเบียนในโฉนดทุกฉบับ ทั้งในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะผู้รับมรดกของผู้ตายซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172 วรรคสอง ม. 243 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 1562 ม. 1710
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขเกษม สุพรรณานนท์
นายกรัณฑ์ สุพรรณานนท์
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นางเจือจันทร์ สุพรรณานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2554
#510240
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินจะระบุชื่อว่าเป็นเรื่องจำนำและเรียกคู่สัญญาว่าผู้รับจำนำและผู้จำนำ แต่สาระสำคัญของสัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินมีสาระสำคัญระบุความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระหนี้แก่โจทก์ไว้ 2 กรณี กรณีแรกระบุว่าจำเลยที่ 2 นำสมุดคู่ฝากเงินมาจำนำไว้โดยยอมให้ธนาคาร ม. หักหนี้ของจำเลยที่ 1 จากสมุดคู่ฝากเงินของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ได้ กรณีที่สองระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้ธนาคาร ม. อยู่อีกเท่าใด จำเลยที่ 2 ตกลงยินยอมรับผิดชำระแก่ธนาคาร ม. จนครบถ้วน และตกลงยินยอมเข้ารับเป็นผู้ค้ำประกันและตกลงรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในอันที่จะชำระหนี้ตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 ได้เป็นหนี้ธนาคาร ม. และยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมด้วย สัญญาดังกล่าวจึงมีความชัดเจนโดยธนาคาร ม. มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดทั้งสองกรณี และจำเลยที่ 2 มีความผูกพันตามสัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินเพื่อประกันการชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ม. ทั้งสองกรณีเช่นกัน กล่าวคือ สัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินมีข้อความชัดเจนอยู่แล้วว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้จำนำสมุดคู่ฝากเงินของตนและเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 หามีข้อสงสัยที่จะตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียในมูลหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,138,510.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของเงินต้น 2,137,311.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,137,311.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินจำนวน 390,043.86 บาท ไปหักชำระดอกเบี้ยที่คำนวณได้ ณ วันที่ 4 เมษายน 2543 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบ ให้ยึดห้องชุดเลขที่ 5/170 ชั้นที่ 9 อาคารเลขที่ 5 ชื่ออาคารชุด "เซ็นจูเรียน ปาร์ค" ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 7/2536 ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7903, 91168, 91169 ตำบลสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ), พญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย และให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จำนวน 2,390,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราเอ็ม. แอล. อาร์. บวกด้วย 0.5 ต่อปี และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินจำนวน 239,000 บาท กับธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยอมให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) นำเงินในสมุดคู่ฝากเงินมาคิดหักชำระหนี้ได้ทันที ตามสัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ในต้นเงินจำนวน 2,137,311.57 บาท โจทก์ได้รับโอนกิจการจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ในทรัพย์สินรวมถึงหนี้สินคดีนี้ด้วย และโจทก์ได้นำเงินในสมุดคู่ฝากเงินของจำเลยที่ 2 มาคิดหักชำระหนี้ในหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งสามารถคิดหักชำระหนี้ได้เพียงในส่วนดอกเบี้ยเท่านั้น โดยศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,137,311.57 บาท พร้อมดอกเบี้ย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องได้บรรยายถึงมูลเหตุที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 จำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินและค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ให้การยอมรับว่าเป็นผู้จำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกัน ศาลฎีกาได้พิจารณาถึงสัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินระหว่างธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนำหรือธนาคารกับจำเลยที่ 2 ผู้จำนำ ข้อ 1 มีใจความว่า "ผู้จำนำตกลงจำนำสิทธิของผู้จำนำ ซึ่งมีอยู่ตามตราสารสมุดคู่ฝากเงินฝากประจำของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ไว้แก่ผู้รับจำนำจำนวนเงิน 239,000 บาท ทั้งนี้เพื่อประกันการชำระหนี้ทุกลักษณะ เช่น การกู้ยืม... และหนี้อื่น ๆ บรรดาที่ผู้จำนำและ/หรือนายสรรพิทย์ (จำเลยที่ 1) ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า "ลูกหนี้" ได้เป็นหนี้ผู้รับจำนำ..." ข้อ 2 มีใจความว่า "หากหนี้ดังกล่าวในข้อ 1 และ/หรือหนี้อันใดที่ลูกหนี้มีอยู่กับธนาคารถึงกำหนดชำระแล้ว หรือยังอยู่ในระหว่างอายุสัญญา หากธนาคารเห็นสมควรจะเลิกสัญญาหรือขอให้ชำระทั้งหมดเมื่อใด ผู้จำนำขอแสดงเจตนา ณ วันทำสัญญานี้ว่า ผู้จำนำตกลงยินยอมให้ผู้รับจำนำใช้สิทธิของผู้จำนำซึ่งมีอยู่ตามตราสารดังกล่าวข้างต้นที่จำนำหัก ยึด โอนเงินชำระหนี้แก่ธนาคารจนครบถ้วน และหากเป็นกรณีลูกหนี้ค้างชำระ ผู้จำนำตกลงยินยอมเข้ารับเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ ทั้งนี้โดยไม่ต้องบอกกล่าวผู้จำนำก่อน และตกลงรับผิดร่วมกับลูกหนี้ในอันที่จะชำระหนี้ตามสัญญา และ/หรือสัญญาอื่นให้แก่ธนาคารจนครบถ้วนบริบูรณ์ตามสัญญาที่ลูกหนี้ได้เป็นหนี้ธนาคารอยู่นั้น" และข้อ 7 มีใจความว่า "ถ้าลูกหนี้ผิดนัดผู้จำนำยอมให้ผู้รับจำนำบังคับชำระหนี้จากผู้จำนำก่อน และ/หรือจะบังคับจำนำเอาจากผู้จำนำแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ได้ โดยผู้จำนำยินยอมสละสิทธิบรรดาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 688 , 689 และ 690 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้ในฐานะลูกหนี้ร่วมด้วย" ดังนั้น แม้สัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินจะระบุชื่อว่าเป็นเรื่องจำนำและเรียกคู่สัญญาว่าผู้รับจำนำและผู้จำนำดังข้อฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่สาระสำคัญของสัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินมีสาระสำคัญระบุความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระหนี้แก่โจทก์ไว้ 2 กรณี กรณีแรกระบุว่า จำเลยที่ 2 นำสมุดคู่ฝากเงินมาจำนำไว้โดยยอมให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) หักหนี้ของจำเลยที่ 1 จากสมุดคู่ฝากเงินของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ได้ กรณีที่สองระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) อยู่อีกเท่าใด จำเลยที่ 2 ตกลงยินยอมรับผิดชำระแก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จนครบถ้วน และตกลงยินยอมเข้ารับเป็นผู้ค้ำประกันและตกลงรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในอันที่จะชำระหนี้ตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 ได้เป็นหนี้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) และยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมด้วย สัญญาจึงมีความชัดเจนโดยธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) มีเจตนาให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้นและจำเลยที่ 2 มีความผูกพันตามสัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินเพื่อประกันการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ทั้งสองกรณีเช่นกัน กล่าวคือ สัญญาจำนำสิทธิตามสมุดคู่ฝากเงินมีข้อความชัดเจนอยู่แล้วว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้จำนำสมุดคู่ฝากเงินของตนและเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 หามีข้อสงสัยที่จะตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้สินจากธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วข้ออ้างประการอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่มีประโยชน์แก่คดีที่จะวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 680 ม. 688 ม. 689 ม. 690 ม. 747
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสรรพิทย์ รตานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสงค์ แจ้งสุทธิวรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1224/2554
#510261
เปิดฉบับเต็ม

แม้ซองกระสุนปืนพกกึ่งอัตโนมัติของกลางเป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 10 นัด อันเป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 2 (12) ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามฟ้องโจทก์ แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 กำหนดให้ซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 20 นัด เป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จึงถือได้ว่าบทบัญญัติของกฎกระทรวงดังกล่าวที่บัญญัติไว้ภายหลังการกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีซองกระสุนปืนชนิดบรรจุกระสุนปืนได้ 15 นัด ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 101/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 6, 7, 55, 72, 78 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, ริบเมทแอมเฟตามีน ซองกระสุนปืนพกกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม. อาวุธปืนยาวอัดลม ขนาด .177 (4.5 มม.) และเครื่องวิทยุคมนาคมของกลาง โดยเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 55, 78 (ที่ถูก มาตรา 78 วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนปืน ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ จำคุก 2 ปี ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคม จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเฉพาะความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องวิทยุคมนาคม มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษเฉพาะความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม เมื่อลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้ว รวมจำคุก 11 ปี 12 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีน ซองกระสุนปืนพกกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม. อาวุธปืนยาวอัดลม ขนาด .177 (4.5 มม.) และเครื่องวิทยุคมนาคมของกลาง โดยให้เครื่องวิทยุคมนาคมของกลางไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษปรับ 6,000 บาท สถานเดียว ไม่ลงโทษจำคุก ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท เมื่อรวมโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว เป็นจำคุก 8 ปี 8 เดือน และปรับ 804,000 บาท ให้ยกฟ้องความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุนปืน) ที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ไม่ริบซองกระสุนปืนของกลางและให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุนปืน) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และต้องริบซองกระสุนปืนพกกึ่งอัตโนมัติของกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้ซองกระสุนของกลางดังกล่าวเป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 10 นัด อันเป็นซองกระสุนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 2 (12) ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามฟ้องโจทก์ แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 โดยกำหนดไว้ในข้อ 1 ว่า ให้ยกเลิกความใน (12) ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "(12) ซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินยี่สิบนัด เว้นแต่ซองกระสุนที่ใช้กับปืนลูกกรดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 5.6 มม." ดังนี้ ถือได้ว่าตามบทบัญญัติของกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ที่บัญญัติไว้ภายหลังการกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีซองกระสุนชนิดบรรจุกระสุนปืนได้ 15 นัด ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุนปืน) ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและต้องริบซองกระสุนของกลางหรือไม่อีก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490
กฎกระทรวง ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2552) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (1) ม. 55 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายอาคม โผแพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายพัฒนา วงษ์เมตตา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2554
#509269
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน มิใช่แต่เพียงว่าหากเป็นการกระทำครั้งเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป ซึ่งอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้หากผู้กระทำมีเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันหรือประสงค์จะให้เกิดเป็นความผิดหลายฐานต่างกัน การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่คนหางาน ร่วมกันรับสมัครคนหางานโดยมิได้ยื่นคำขออนุญาตต่อนายทะเบียน และร่วมกันรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่จัดส่งคนหางานเพื่อไปทำงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอันเป็นความผิดตามฟ้อง มีลักษณะของความผิดเป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างขั้นตอนและแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละข้อหาต่างหากจากกันได้อย่างแจ้งชัด และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 27, 35, 47, 74, 79, 85 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 786,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสาม

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ต่อมาให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 47 มาตรา 35, 75, 79, 85 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเรียกเก็บเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่ออกใบรับเงิน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 3,930,000 บาท ฐานร่วมกันรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ยื่นคำขออนุญาต ปรับคนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันเก็บเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายจากคนหางานแล้วไม่จัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ลงโทษเฉพาะปรับ 20,000 บาท รวมลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ปรับ 3,956,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ปรับรวมเป็นเงิน 3,956,000 บาท โดยค่าปรับจำนวน 3,930,000 บาท เป็นจำนวนเดียวกันกับค่าปรับของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 1,978,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 คงปรับ 1,978,000 บาท โดยค่าปรับจำนวน 1,965,000 บาท เป็นจำนวนเดียวกับค่าปรับของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กรณีจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแต่ละข้อหาแยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปต่างหากจากกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่คนหางาน ร่วมกันรับสมัครคนหางานโดยมิได้ยื่นคำขออนุญาตต่อนายทะเบียน และร่วมกันรับค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่จัดส่งคนหางานเพื่อไปทำงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา แม้จำเลยทั้งสองกระทำเพียงครั้งเดียวตามที่อ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ในการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน มิใช่แต่เพียงว่าหากเป็นการกระทำครั้งเดียวแล้วจะต้องเป็นกรรมเดียวเสมอไป ซึ่งอาจเป็นหลายกรรมต่างกันได้หากผู้กระทำมีเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันหรือประสงค์จะให้เกิดเป็นความผิดหลายฐานต่างกัน ดังนั้น การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในแต่ละข้อหาตามฟ้องมีลักษณะของความผิดเป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างขั้นตอนและแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละข้อหาต่างหากจากกันได้อย่างแจ้งชัด และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 47 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง, 74, 79, 85 กรณีจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 27 ม. 35 ม. 47 ม. 74 ม. 79 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทจัดหางานกิตติ บราเดอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1206/2554
#562523
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 326 มีความหมายแต่เพียงว่า บุคคลผู้ชำระหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้รับชำระหนี้ออกใบเสร็จให้แก่ตนเป็นสำคัญ เพื่อเป็นพยานหลักฐานใช้ยันต่อเจ้าหนี้ว่าตนได้ชำระหนี้แล้ว หากเป็นการชำระหนี้โดยสิ้นเชิงผู้ชำระหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้เวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ หรือให้ขีดฆ่าเอกสารนั้นได้ด้วย แต่ไม่ได้หมายความถึงว่าหากไม่มีใบเสร็จเป็นสำคัญ หรือไม่มีการเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ หรือไม่มีการขีดฆ่าเอกสารนั้นแล้ว ลูกหนี้จะไม่อาจนำสืบด้วยพยานหลักฐานอย่างอื่นว่ามีการชำระหนี้แล้ว

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คที่ ม. นำมาขายลดไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คฉบับดังกล่าว ลายมือชื่อที่ปรากฏในเช็คเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าลายมือชื่อที่สลักหลังเช็คเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 หาใช่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 4 ที่ต้องนำสืบว่าลายมือชื่อที่สลักหลังเช็คเป็นลายมือชื่อปลอมไม่

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของ ม. ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ โดยไม่ได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601 จึงไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอศาลบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 203,750 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 พี่สาวของจำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายมังกร และจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2546 และของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 21 เมษายน 2546) ต้องไม่เกิน 3,750 บาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายมังกร ร่วมกันชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลสำหรับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางมณี ทายาทของจำเลยที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งนางมณี เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 4 ว่า นายมังกรเคยเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมที่บางอ้อริเวอร์ไซด์ โดยนายมังกรซื้อมาในราคา 400,000 ถึง 500,000 บาท แต่ผ่อนชำระราคาไปเพียง 70,000 ถึง 80,000 บาท เท่านั้น หลังจากนั้นนายมังกรโอนคอนโดมิเนียมดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้โจทก์ไม่ยืนยันว่าเป็นการโอนให้เพื่อชำระหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 ก็ตาม แต่โจทก์เบิกความรับว่านายมังกรบอกโจทก์ว่าเป็นการโอนให้เพื่อชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ 30,000 บาท ส่วนอีก 50,000 บาท ที่โจทก์ไม่เบิกความถึงเลยย่อมเห็นได้อยู่ในตัวว่าเป็นการชำระหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 นั่นเอง เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่โจทก์จะคิดหักเอาราคาคอนโดมิเนียมไว้เป็นค่าดอกเบี้ยโดยไม่หักกลบลบหนี้กับหนี้เงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 ด้วย คำเบิกความของโจทก์ในข้อนี้เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 4 ที่ยืนยันว่า ก่อนที่นายมังกรจะถึงแก่ความตาย ภริยาของนายมังกรเคยบอกจำเลยที่ 4 ว่านายมังกรโอนคอนโดมิเนียมที่บางอ้อริเวอร์ไซด์ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ยอมรับเอาคอนโดมิเนียมจากนายมังกรเป็นการชำระหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 เมื่อเป็นเช่นนี้หนี้ตามเช็คฉบับนั้นจึงเป็นอันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคแรก จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้สลักหลังเช็คฉบับนั้นย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 292 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า "การที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชำระหนี้นั้น ย่อมได้เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่นๆ ด้วย ..." ที่โจทก์ฎีกาว่า หากนายมังกรโอนคอนโดมิเนียมชำระหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์จริง นายมังกรก็ชอบที่จะขอรับเช็คฉบับดังกล่าวคืนจากโจทก์ ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 326 ที่บัญญัติว่า "บุคคลผู้ชำระหนี้ชอบที่จะได้รับใบเสร็จเป็นสำคัญจากผู้รับชำระหนี้นั้น และถ้าหนี้นั้นได้ชำระสิ้นเชิงแล้ว ผู้ชำระหนี้ชอบที่จะได้รับเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ ..." การที่เช็คเอกสารหมาย จ.1 ยังคงอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ย่อมเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่านายมังกรยังไม่ได้ชำระหนี้ให้โจทก์นั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายแต่เพียงว่า บุคคลผู้ชำระหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้รับชำระหนี้ออกใบเสร็จให้แก่ตนเป็นสำคัญ เพื่อเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ยันต่อเจ้าหนี้ว่าตนได้ชำระหนี้แล้ว หากเป็นการชำระหนี้โดยสิ้นเชิงผู้ชำระหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้เวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ หรือให้ขีดฆ่าเอกสารนั้นได้ด้วย แต่ไม่ได้หมายความไปถึงว่าหากไม่มีใบเสร็จเป็นสำคัญ หรือไม่มีการเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ หรือไม่มีการขีดฆ่าเอกสารนั้นแล้ว ลูกหนี้จะไม่อาจนำสืบด้วยพยานหลักฐานอย่างอื่นว่ามีการชำระหนี้แล้วตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.2 แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คเอกสารหมาย จ.2 ไว้ต่อหน้าโจทก์ แต่จำเลยที่ 4 ต่อสู้ว่าลายมือชื่อที่สลักหลังในเช็คฉบับนั้นเป็นลายมือชื่อปลอม ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่จำเลยที่ 4 ที่ต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่า มีการปลอมลายมือชื่อกันจริง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตนให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คเอกสารหมาย จ.2 ที่นายมังกรนำมาขายลดไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คฉบับดังกล่าว ลายมือชื่อที่ปรากฏในเช็คฉบับนั้นเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าลายมือชื่อที่สลักหลังเช็คฉบับนั้นเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 หาใช่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 4 ที่ต้องนำสืบว่าลายมือชื่อที่สลักหลังเช็คฉบับนั้นเป็นลายมือชื่อปลอมดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คเอกสารหมาย จ.2 ต่อหน้าโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างส่งตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ในสำเนาใบเสนอราคา ใบวางบิลและบัตรตัวอย่างลายมือชื่อบัญชีเงินฝากตามเอกสารหมาย จ.16 ศาลฎีกาได้เปรียบเทียบลายมือชื่อที่ปรากฏด้านหลังเช็คเอกสารหมาย จ.2 กับลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ที่ด้านหลังเช็คเอกสารหมาย จ.1 ลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ในเอกสารหมาย จ.16 ลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ในใบแต่งทนายความในคดีนี้ ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2546 ลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ในคำเบิกความของจำเลยที่ 4 และในรายงานกระบวนพิจารณาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2546 แล้ว ปรากฏว่าลายมือชื่อที่ปรากฏด้านหลังเช็คเอกสารหมาย จ.2 มีลักษณะการลากลายเส้นและน้ำหนักที่ลงบนลายเส้นแตกต่างจากลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ในเอกสารอย่างเห็นได้ชัด การที่นายมังกรนำเช็คฉบับใหม่มาเปลี่ยนกับเช็คเดิมหลายครั้ง แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้รับประโยชน์จากการที่ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คให้นายมังกรแต่ประการใด เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับลักษณะของลายมือชื่อด้านหลังเช็คเอกสารหมาย จ.2 ที่แตกต่างไปจากลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 แล้วกรณีอาจเป็นไปได้ว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คเอกสารหมาย จ.2 แต่นายมังกรอ้างต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คให้ดังเช่นในครั้งก่อนๆ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้สลักหลังเช็คเอกสารหมาย จ.2 ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วม กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายมังกร ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ โดยไม่ได้กำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 326 ม. 1601
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์ วงศ์ธนากิจ
จำเลย — นางสาวเพ็ญนภา ปุญญบาล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางมณฑิรา เชื้ออินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1199/2554
#513638
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิใช้ทางพิพาทได้ แต่การที่โจทก์ก่อสร้างเพิงเก็บสินค้าในที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวเป็นการทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์ ทำให้เจ้าของภารยทรัพย์เสียหาย แม้โจทก์จะก่อสร้างเพิงเก็บสินค้าดังกล่าวมาก่อนที่ดินพิพาทจะตกเป็นของจำเลย แต่เมื่อจำเลยบอกกล่าวให้โจทก์รื้อถอนเพิงเก็บสินค้าแล้วโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จึงเป็นการทำละเมิดแก่จำเลย

การที่ อ. เจ้าของที่ดินคนก่อนก่อสร้างรั้วคอนกรีตกีดขวางทางภาระจำยอม ย่อมเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อที่ดินพิพาทโอนมาเป็นของจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่รื้อถอนรั้วคอนกรีตออกไปจากที่ดินพิพาท ส่วนการที่จำเลยสร้างโครงหลังคาเหล็กยึดกับผนังโรงงานของจำเลยซึ่งอยู่ติดกับที่ดินพิพาทโดยไม่มีเสาหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของโครงเหล็กติดตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทนั้นไม่ทำให้ประโยชน์ในการใช้ทางภาระจำยอมของโจทก์ลดลงหรือเสื่อมความสะดวก โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรื้อถอนโครงเหล็กหลังคา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 45223 ตำบลบางแคเหนือ (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอม ให้จำเลยไปจดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยรื้อถอนกำแพงทางทิศเหนือของที่ดินพิพาทยาวตลอดแนว และรื้อถอนโครงเหล็กหลังคาที่ครอบคลุมที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์รื้อถอนได้ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทต่อไปและพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 45223 เฉพาะด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์เนื้อที่ 4 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยรื้อถอนได้ด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ กับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การกระทำของโจทก์ไม่เป็นละเมิดต่อจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ค่าเสียหายไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ฟ้องแย้งเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 45223 ตำบลบางแคเหนือ (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 45224 ตำบลบางแคเหนือ (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนกำแพงทางทิศเหนือของที่ดินพิพาทยาวตลอดแนวที่ดินพิพาท และรื้อถอนโครงเหล็กหลังคาที่ครอบคลุมที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย และให้โจทก์ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 45223 ตำบลบางแคเหนือ (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 3 งาน 19 ตารางวา ด้านหน้าติดถนนเพชรเกษม ด้านตะวันออกติดซอยร่มเย็นอันเป็นถนนสาธารณะ เป็นกรรมสิทธิ์ของนางสุภาณี ต่อมาปี 2520 นางสุภาณีนำที่ดินดังกล่าวออกจัดสรรแบ่งที่ดินด้านติดถนนเพชรเกษมเป็น 9 แปลง เนื้อที่แปลงละ 29 ถึง 32 ตารางวา ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์รวม 9 คูหา และได้ขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ทั้ง 9 คูหา ไปหมดแล้ว คงเหลือที่ดินเดิมซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเนื้อที่ 39 ตารางวา ด้านหลังอาคารพาณิชย์ทั้ง 9 คูหา กว้าง 4 เมตร ยาว 38 เมตร ยาวตลอดความยาวของอาคารพาณิชย์จนจดซอยร่มเย็น โจทก์เป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์และที่ดินโฉนดเลขที่ 45224 ที่นางสุภาณีจัดสรรขาย และอยู่คูหาท้ายสุดนับจากซอยร่มเย็น ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 45224 ของโจทก์ โดยโจทก์และบริวารใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกซอยร่มเย็น โจทก์ได้ก่อสร้างเพิงเก็บสินค้าบนที่ดินพิพาทด้านหลังอาคารพาณิชย์ของโจทก์ เนื้อที่ 4 ตารางวา ใช้เก็บสินค้าของโจทก์มานานกว่าสิบปีแล้ว ในปี 2538 นางสุภาณีขายที่ดินพิพาทให้แก่นางอารีย์รัตน์ และนางอารีย์รัตน์ได้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตในที่ดินพิพาทด้านที่ติดอาคารพาณิชย์ทั้ง 9 คูหา เป็นเหตุให้โจทก์และเจ้าของอาคารพาณิชย์ทุกคนไม่อาจใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกซอยร่มเย็นได้สะดวก ต่อมาปี 2539 นางอารีย์รัตน์ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและโรงงานซึ่งอยู่ติดกับที่ดินพิพาทด้านตรงข้ามกับอาคารพาณิชย์ และจำเลยได้ก่อสร้างโครงเหล็กหลังคายึดติดกับผนังโรงงานของจำเลยคลุมที่ดินพิพาทตลอดความยาวของที่ดิน จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์รื้อถอนเพิงเก็บสินค้า แต่โจทก์เพิกเฉย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า การที่โจทก์สร้างเพิงเก็บสินค้าบนที่ดินพิพาทถือเป็นการทำละเมิดต่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ต้องยอมให้โจทก์และบริวารใช้เป็นทางเข้าออกซอยร่มเย็นอันเป็นทางสาธารณะ อันเป็นลักษณะใช้เป็นทางผ่านเท่าที่โจทก์และบริวารต้องการจะใช้ แต่จำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทย่อมมีสิทธิที่จะใช้สอยที่ดินพิพาทอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์ เพียงแต่การใช้ประโยชน์ของจำเลยต้องไม่ทำให้การใช้เส้นทางในที่ดินพิพาทของโจทก์เสื่อมความสะดวกหรือทำให้ประโยชน์ในการใช้ที่ดินพิพาทของโจทก์ลดลง ดังนั้น การที่โจทก์ก่อสร้างเพิงเก็บสินค้าในที่ดินพิพาท อันเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 4 ตารางวา เพื่อประโยชน์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โดยจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินไม่อาจใช้ประโยชน์จากที่ดินพิพาทในส่วนนั้นได้ เห็นได้ว่า โจทก์ใช้สิทธิในภาระจำยอมทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์ ทำให้เจ้าของภารยทรัพย์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะได้ก่อสร้างเพิงเก็บสินค้าในที่ดินพิพาทมาก่อนที่ดินพิพาทตกมาเป็นของจำเลย แต่เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์บอกกล่าวให้โจทก์รื้อถอนเพิงเก็บสินค้า แต่โจทก์เพิกเฉย การเพิกเฉยของโจทก์ถือเป็นการทำละเมิดแก่จำเลย โจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า การกระทำของโจทก์ไม่ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จึงไม่เป็นการละเมิดต่อจำเลย แต่กลับบังคับให้โจทก์รื้อถอนเพิงเก็บสินค้าออกไป ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดรื้อถอนรั้วคอนกรีตและโครงเหล็กหลังคาหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของรั้วคอนกรีตแม้จำเลยจะมิได้เป็นผู้ก่อสร้าง แต่การที่จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นภารยทรัพย์มาตั้งแต่ก่อนนางอารีย์รัตน์ได้รับโอนมา ซึ่งนางอารีย์รัตน์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะก่อสร้างรั้วคอนกรีตอันทำให้โจทก์หรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์เสื่อมความสะดวกหรือใช้ประโยชน์ในภารยทรัพย์ลดลง เมื่อจำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาจากนางอารีย์รัตน์ จำเลยจึงต้องรับโอนมาทั้งหน้าที่เจ้าของภารยทรัพย์ที่ไม่อาจทำให้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์ลดหรือเสื่อมความสะดวกด้วยเช่นกัน จำเลยจึงต้องมีหน้าที่รื้อถอนรั้วคอนกรีตออกไปจากที่ดินพิพาท ส่วนโครงเหล็กหลังคานั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยก่อสร้างโครงเหล็กหลังคาโดยยึดกับผนังอาคารโรงงานของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ติดกับที่ดินพิพาท โดยไม่มีเสาหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของโครงเหล็กหลังคาติดตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทอันเป็นเห็นได้ชัดว่า ส่วนต่ำสุดของโครงเหล็กหลังคายังอยู่สูงกว่าหลังคาทรงสูงของรถยนต์ปิกอัพที่จอดอยู่บนที่ดินพิพาทไม่น้อยกว่า 2 ฟุต อันแสดงให้เห็นว่า โครงเหล็กหลังคาที่จำเลยก่อสร้างคลุมที่ดินพิพาทไม่ทำให้การใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ลดหรือเสื่อมความสะดวกแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรื้อถอนโครงเหล็กหลังคา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนโครงเหล็กหลังคา ให้โจทก์ชำระเงินเดือนละ 500 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนเพิงเก็บสินค้าออกไปจากที่ดินพิพาทแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินจำนวน 1,400 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1388 ม. 1390
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรชัยหรือสุขชัย เรืองอำไพภัทร
จำเลย — นายไพรินทร์ พาณิชย์ชะวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางนิรมล อิ่มวิทยา
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131/2554
#513617
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2548 โจทก์สั่งซื้อสินค้าเป็นกล่องใส่ซีดีทำด้วยดีบุก จำนวน 5,000,000 ใบราคา 1,470,432 ดอลลาร์สหรัฐ และของเล่นเป็นรถไฟฟ้าทำด้วยไม้ระบบโซนิค จำนวน 5,501,500 ชิ้น ราคา 1,603,429 ดอลลาร์สหรัฐ จากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ชำระเงินมัดจำร้อยละ 20 ของราคาสินค้าในแต่ละประเภทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าทั้งสองประเภทและไม่คืนเงินมัดจำ จึงเป็นการผิดสัญญาต้องคืนเงินและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น แม้ในการติดต่อซื้อขายสินค้ากับโจทก์ โจทก์ติดต่อผ่านจำเลยที่ 2 โดยการส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่ได้อ้างถึงจำเลยที่ 1 แต่ข้อความดังกล่าวจำเลยที่ 2 เขียนเพื่อแจ้งรายละเอียดของวันเวลาตามแผนงานการผลิตกล่องใส่ซีดีตั้งแต่วันเริ่มออกแบบจนถึงวันที่จัดส่งสินค้าเสร็จสิ้น และแจ้งราคาค่าเครื่องมือสำหรับผลิตกล่องใส่ซีดีและรถไฟไม้ให้โจทก์ทราบ รวมถึงการนัดหมายเชื้อเชิญให้โจทก์มาเยี่ยมชมโรงงาน ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อจากจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น ไม่ปรากฏข้อความตอนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปในฐานะส่วนตัว อีกทั้งหลักฐานการโอนเงินก็เป็นชื่อบัญชีของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินแต่ผู้เดียว มิใช่จำเลยที่ 2 ประกอบกับการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นิติบุคคลย่อมจะต้องกระทำโดยผ่านจำเลยที่ 2 ที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายสินค้าที่พิพาทกับโจทก์ในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเพราะกระทำละเมิดแอบอ้างชื่อจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ นั้น ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามมูลหนี้สัญญาซื้อขาย โดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิด ข้ออ้างดังกล่าวถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินฯ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 972,007.42 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 610,400.86 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 289,715.06 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2548 และของต้นเงินจำนวน 320,685.80 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 29,289 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 30,245.50 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับตามคำฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2548 โจทก์สั่งซื้อสินค้าเป็นกล่องใส่ซีดีทำด้วยดีบุก จำนวน 5,000,000 ใบ ราคา 1,470,432 ดอลลาร์สหรัฐ และของเล่นเป็นรถไฟทำด้วยไม้ระบบโซนิค จำนวน 5,501,500 ชิ้น ราคา 1,603,429 ดอลลาร์สหรัฐ จากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ชำระเงินมัดจำร้อยละ 20 ของราคาสินค้าในแต่ละประเภทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารตามสำเนาใบโอนเงิน แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าทั้งสองประเภทและไม่คืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ติดต่อซื้อขายสินค้ากับโจทก์ในฐานะส่วนตัว และยังเป็นการกระทำละเมิดโดยแอบอ้างชื่อจำเลยที่ 1 หลอกลวงให้โจทก์โอนเงินให้นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะนำสืบอ้างว่าการติดต่อซื้อขายสินค้าทั้งหมดกระทำผ่านจำเลยที่ 2 และนายธวัช ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เคยส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์ โดยข้อความดังกล่าวไม่ได้อ้างถึงชื่อจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อความดังกล่าวแล้วกลับพบว่า จำเลยที่ 2 เขียนข้อความดังกล่าวขึ้นเพื่อแจ้งรายละเอียดของวันเวลาตามแผนงานการผลิตกล่องใส่ซีดี ตั้งแต่วันเริ่มออกแบบสินค้าไปจนถึงวันที่จัดส่งสินค้าดังกล่าวเสร็จสิ้น และแจ้งราคาค่าเครื่องมือสำหรับผลิตกล่องใส่ซีดีและรถไฟไม้ให้โจทก์ทราบ รวมถึงการนัดหมายเชื้อเชิญโจทก์ให้มาเยี่ยมชมโรงงานผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว ซึ่งข้อความเหล่านี้ล้วนเกี่ยวพันกับสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อจากจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการเชื้อเชิญให้โจทก์มาเยี่ยมชมโรงงานผู้ผลิตสินค้าในประเทศไทย ก็ยังระบุว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักเอง ไม่ปรากฏข้อความตอนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปในฐานะส่วนตัวดังที่พยานโจทก์เบิกความ ส่วนจำเลยที่ 2 มีนายกมล ทนายจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า ในการซื้อขายสินค้าดังกล่าวมีการออกใบกำกับสินค้า (Invoice) ให้แก่โจทก์ โดยระบุผู้ออกคือจำเลยที่ 1 และเงินมัดจำที่โจทก์โอนผ่านธนาคารมาให้ก็เป็นการโอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาใบโอนเงิน ซึ่งตามหลักฐานการโอนเงินมัดจำผ่านธนาคารของโจทก์ดังกล่าวปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินแต่เพียงผู้เดียว ทั้งเลขที่บัญชีเงินฝากของผู้รับเงินที่ปรากฏในใบโอนเงินดังกล่าว คือ บัญชีเลขที่ 0/550129/019 ก็ตรงกับสำเนาบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชี มิใช่จำเลยที่ 2 ประกอบกับการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล ย่อมจะต้องกระทำโดยผ่านจำเลยที่ 2 ที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายสินค้าที่พิพาทกับโจทก์ในฐานะส่วนตัว ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเพราะกระทำละเมิดแอบอ้างชื่อจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์นั้น คำฟ้องของโจทก์ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามมูลหนี้สัญญาซื้อขาย โจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์อันเป็นนิติเหตุด้วยแต่อย่างใด ดังนี้ แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์จะนำสืบว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ ข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่านั้นก็เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้มาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายสินค้าพิพาทกับโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 76 ม. 77
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทครีเอทีฟ คอนซูเมอร์ คอนเซ็ป อิงค์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเมก้าไลท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1129/2554
#510927
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีอ้างว่า มีเหตุอื่นใดๆ ทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (3) อันก่อสิทธิฟ้องคดีได้โดยสมบูรณ์หาใช่กรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนที่ตั้งขึ้นโดยไม่มีกำหนดการอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นยุติประสงค์จะเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญโดยไม่มีเหตุอันจะต้องดำเนินการตามมาตรา 1056 ประกอบมาตรา 1055 (4) ไม่ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องโดยหาต้องดำเนินการตามมาตรา 1056 ก่อน

การที่จำเลยและโจทก์ที่ 3 หย่าขาดกันตามคำพิพากษาตามยอมนั้น หาอาจหมายความว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน อันเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1061 ได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินส่วนแบ่งผลกำไรแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 52,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยยุติการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับกิจการโรงสีข้าว และขอเลิกหุ้นส่วนสามัญหรือกิจการโรงสีข้าวเพื่อชำระบัญชี กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามคนละไม่น้อยกว่า 7,500 บาท ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะยุติกิจการโรงสีข้าว และให้ศาลสั่งกำจัดจำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนที่โจทก์ทั้งสามกับจำเลยเข้าหุ้นกันเพื่อประกอบกิจการโรงสีข้าวเลิกกัน โดยให้จำเลยยุติการประกอบกิจการโรงสีข้าวของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลย ให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนที่โจทก์ทั้งสามกับจำเลยเข้าหุ้นกันเพื่อประกอบกิจการโรงสีข้าว และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสามเพียง 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยเข้าหุ้นเพื่อประกอบกิจการโรงสีพิพาทร่วมกัน ต่อมาโจทก์ทั้งสามกับจำเลยมีเหตุทะเลาะเบาะแว้งร้ายแรงหลายเรื่อง กล่าวคือ จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ที่ 3 จนโจทก์ที่ 3 ฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลย ซึ่งศาลได้พิพากษาให้หย่ากันแล้ว จำเลยกล่าวหาว่าฝ่ายโจทก์เปิดโรงสีแข่งกับโรงสีของหุ้นส่วนและกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 1 ยักยอกข้าวเปลือกและข้าวสารของหุ้นส่วน พฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอเชื่อว่า มีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) ซึ่งให้อำนาจศาลสั่งให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสามต้องบอกเลิกห้างตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1056 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีอ้างว่า มีเหตุอื่นใด ๆ ทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) อันก่อสิทธิฟ้องคดีได้โดยสมบูรณ์ หาใช่กรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนที่ตั้งขึ้นโดยไม่มีกำหนดกาลอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นยุติ ประสงค์จะเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญโดยไม่มีเหตุ อันจะต้องดำเนินการตามมาตรา 1056 ประกอบมาตรา 1055 (4) ไม่ โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องโดยหาต้องดำเนินการตามมาตรา 1056 ก่อน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า ที่จำเลยให้การว่า "จำเลยกับโจทก์ที่ 3 หย่ากันตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 181/2550 ของศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550" สั้น ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องไปให้การในเรื่องอื่น ๆ นั้น เพียงพอให้ถือว่าจำเลยได้ให้การว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน อันเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำให้การว่าจำเลยและโจทก์ที่ 3 หย่ากันตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 181/2550 ของศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 นั้นหาอาจหมายความว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันได้ไม่ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ถึงเรื่องโจทก์ทั้งสามและจำเลยตกลงกันให้มีการจัดการทรัพย์สินของห้างฯด้วยข้อตกลงแห่งสินสมรสในสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย จ.5 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสาม 1,500 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057 (3) ม. 1061
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวิทย์ ชัยจันทึก กับพวก
จำเลย — นายบุญส่ง พัวพัน
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
มานัส เหลืองประเสริฐ
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128/2554
#512166
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าตามคำร้องของจำเลยไม่ได้อ้างเหตุว่า การปิดหมายไม่ชอบเพราะเหตุใด ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าปิดหมายนัดที่ภูมิลำเนาของจำเลยและทนายจำเลย ในส่วนของโจทก์โจทก์แถลงว่าส่งหมายนัดชอบแล้ว ถือได้ว่าการส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาและศาลชั้นต้นโดยวิธีปิดหมายชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ค่าคำร้องให้เป็นพับนั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องของจำเลยแล้ว หากจำเลยไม่เห็นด้วย และประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งชี้ขาดดังกล่าว ก็ต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 9,446,712.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,011,629.97 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000,000 บาท นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2539 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 12,860 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 12,860 บาท นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ให้นำเงินที่จำเลยชำระมาในวันที่ 4 ธันวาคม 2539 จำนวน 15,000 บาท วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 16,000 บาท และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 10,000 บาท หักออกจากหนี้เบิกเงินเกินบัญชี โดยให้นำไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน เหลือเท่าใดหักชำระต้นเงิน หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 157891 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง จำเลยขอเลื่อนคดีและศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งที่ 3 จำเลยขอเลื่อนคดีอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยอ้างเหตุป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงและเพิ่งยื่นบัญชีพยานในชั้นไต่สวนอนาถา มีพฤติการณ์ประวิงคดีจึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยาน ให้งดการไต่สวน และฟังไม่ได้ว่าจำเลยไม่มีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาลและยากจนจริง ให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนพยานจำเลยและยกคำร้องขอไต่สวนอนาถาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยยื่นคำร้องฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย จึงไม่รับคำร้องฎีกาคำสั่งของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับคำร้องฎีกาคำสั่งของจำเลยต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย จึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ในวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าว ศาลชั้นต้นหมายนัดโจทก์ จำเลย และทนายความของทั้งสองฝ่ายให้มาฟังคำสั่ง โดยระบุในหมายนัดว่า นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาและศาลชั้นต้น เจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายนัดแก่ทั้งสองฝ่ายโดยการปิดหมาย ถึงวันนัดทั้งสองฝ่ายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า ให้งดการอ่านและถือว่าได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวตามกฎหมายแล้ว กับจดรายงานกระบวนพิจารณาด้วยว่า เนื่องจากศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง ดังนั้น หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 7 วัน

เมื่อครบกำหนด 7 วัน จำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระ แต่หลังจากพ้นกำหนด 7 วันแล้ว จำเลยยื่นคำร้องว่า การส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวไม่ชอบ เนื่องจากส่งแก่จำเลยและทนายจำเลยโดยการปิดหมาย จำเลยไม่ทราบแต่อย่างใด และการส่งแก่ฝ่ายโจทก์ก็ไม่ชอบ ขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน

ถึงวันนัด ผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยนำคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยมายื่นต่อศาลชั้นต้น อ้างเหตุว่าจำเลยป่วย โจทก์คัดค้านว่าจำเลยประวิงคดี การส่งหมายนัดแก่โจทก์ชอบแล้ว และการส่งหมายนัดแก่จำเลยและทนายจำเลยก็ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าตามคำร้องของจำเลย คำคัดค้านของโจทก์และเอกสารในสำนวน คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวน จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า ตามคำร้องของจำเลยไม่ได้อ้างเหตุว่าการปิดหมายไม่ชอบเพราะเหตุใด ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าปิดหมายนัดที่ภูมิลำเนาของจำเลยและทนายจำเลย ในส่วนของโจทก์โจทก์แถลงว่าส่งหมายนัดชอบแล้ว ถือได้ว่าการส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาและศาลชั้นต้นโดยวิธีปิดหมายชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ค่าคำร้องให้เป็นพับ กับสั่งว่าเนื่องจากจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 7 วัน ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ โดยอุทธรณ์ว่าคำร้องของจำเลยได้อ้างเหตุผลของการปิดหมายไม่ชอบไว้แล้ว การส่งหมายนัดแก่โจทก์ก็ไม่ชอบ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ โดยจำเลยเสียค่าคำร้องมา 40 บาท ตามคำร้องอุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 1 กันยายน 2546 ศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาเสร็จแล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความทั้งสองฝ่ายฟัง แต่ศาลอุทธรณ์ได้จดรายงานกระบวนพิจารณาว่า การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์และเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่จำเลยชำระ 40 บาท ไม่ถูกต้อง ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยมาชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากจำเลยไม่ชำระให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ ปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงถือว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ เป็นการอุทธรณ์คำสั่งที่ทำเป็นคำร้อง ซึ่งค่ายื่นคำขออื่นๆ ที่ต้องทำเป็นคำร้องในชั้นอุทธรณ์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพียง 40 บาท ตามตาราง 2 ข้อ (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่ 200 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การที่จำเลยไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มอีก 160 บาท จึงชอบแล้ว จำเลยมิได้ทิ้งอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ถือว่าจำเลยทิ้งอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ขอให้พิพากษาว่าจำเลยต้องชำระเพียง 40 บาท และให้ยกคดีขึ้นพิจารณาโดยให้นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าตามคำร้องของจำเลยไม่ได้อ้างเหตุว่าการปิดหมายไม่ชอบเพราะเหตุใด ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าปิดหมายนัดที่ภูมิลำเนาของจำเลยและทนายจำเลย ในส่วนของโจทก์โจทก์แถลงว่าส่งหมายนัดชอบแล้ว ถือได้ว่าการส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาและศาลชั้นต้นโดยวิธีปิดหมายชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาใหม่ ค่าคำร้องให้เป็นพับนั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องของจำเลยแล้ว หากจำเลยไม่เห็นด้วย และประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งชี้ขาดดังกล่าว ก็ต้องทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อศาลอุทธรณ์สั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลให้ครบ แต่จำเลยไม่ยอมชำระ ศาลอุทธรณ์จึงมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดย
บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายทัศน์ ฉันทาวิวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวชุติมา กิจทวีปวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1119/2554
#506407
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศักดิ์ชัย เตชาภิประณัย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์
จำเลย — นาย วัลลภ ชาญศิริวัฒน์ ลูกหนี้ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1114/2554
#510925
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เบิกความยืนยัน โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 290,000 บาท โดยจำเลยรับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามเอกสารหมาย จ.1 แต่จำเลยอ้างว่าเมื่อปี 2535 จำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 50,000 บาท เท่านั้น และในปี 2536-2538 จำเลยได้ทำการชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกปีเป็นจำนวน 3 ครั้ง ต่อมาปี 2539 และปี 2540 จำเลยไม่ได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 แต่ความจริงจำเลยที่ 1 ค้างชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยต่อโจทก์เป็นเงิน 80,000 บาท เท่านั้น ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระต่อโจทก์ตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2540 เป็นจำนวนเงินมากกว่า 30,000 บาท เพราะจำเลยมิได้ค้างชำระดอกเบี้ยเฉพาะในปี 2539 และ 2540 แต่ในปี 2536-2538 จำเลยก็ยังผ่อนชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไม่ครบ การที่จำเลยอ้างว่าในปี 2543 ได้นำเงิน 80,000 บาท ชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ยอมคืนสัญญากู้ยืมเงินให้ถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุน ทั้งจำนวนเงินดังกล่าวก็เป็นเพียงเงินต้นเท่านั้นไม่รวมไปถึงดอกเบี้ยด้วย จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะคืนสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ให้แก่จำเลย จึงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 290,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามคำฟ้องของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นแก่โจทก์ 290,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระต้นเงินแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดชำระเงินกู้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงต้องหักต้นเงิน 50,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์ออก ศาลต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 398,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 290,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 290,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญากู้ (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2540) เป็นต้นไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 290,000 บาท ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 โดยนางสาคร สิงห์สุพรรณ บุตรสาวจำเลยเป็นผู้กรอกข้อความลงในสัญญากู้และลงลายมือชื่อในช่องผู้เขียนและพยาน จำเลยลงลายมือในช่องผู้กู้ โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของเงินหรือผู้ให้กู้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 290,000 บาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยเคยกู้ยืมไปจากโจทก์รวมกับจำนวนเงินที่จำเลยกู้ยืมใหม่ และโจทก์ยังมีสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ที่จำเลยยอมรับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้โดยมีนางสาครบุตรสาวจำเลยเป็นผู้กรอกข้อความและลงชื่อเป็นพยานมานำสืบสนับสนุน ในเบื้องต้นจึงฟังได้ว่าจำเลยได้กู้ยืมไปจากโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 50,000 บาท ตั้งแต่ปี 2535 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ 3 ครั้งในปี 2536 เป็นเงิน 10,000 บาท ปี 2537 และปี 2538 เป็นเงินปีละ 5,000 บาท ต่อมาในปี 2539 และปี 2540 จำเลยไม่ได้ผ่อนชำระดอกเบี้ย โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.1 แต่ความจริงจำเลยค้างชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยโจทก์เป็นเงิน 80,000 บาท นั้น ยังขัดต่อเหตุผล เพราะหากโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน จำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระโจทก์ตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2540 ที่จำเลยทำสัญญากู้กับโจทก์จะเป็นเงินมากกว่า 30,000 บาท เพราะจำเลยมิได้ค้างชำระดอกเบี้ยในปี 2539 และ 2540 เท่านั้น แต่ในปี 2536 ถึงปี 2538 จำเลยยังผ่อนชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไม่ครบ และที่จำเลยอ้างว่าในปี 2543 จำเลยนำเงิน 80,000 บาท ไปชำระให้แก่โจทก์จนครบถ้วนแล้วและจำเลยทวงสัญญาเงินกู้เอกสารหมาย จ.1 คืน แต่โจทก์อ้างว่ายังหาไม่พบ เมื่อพบจะคืนให้นั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบสนับสนุน ทั้งจำนวนเงินดังกล่าวก็เป็นเพียงต้นเงินที่จำเลยอ้างว่าค้างชำระเท่านั้น โดยจำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะคืนสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ให้แก่จำเลยตามที่จำเลยกล่าวอ้าง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 290,000 บาท อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงิน 290,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญากู้ เป็นเวลา 5 ปี รวมเป็นเงิน 398,750 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง โจทก์ฎีกา ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงต้องหักต้นเงินจำนวน 50,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์ออกที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์จำนวน 398,750 บาท จึงไม่ถูกต้อง ต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 1,250 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 655
ป.วิ.พ. ม. 150 ตาราง 1 (2) ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหร่าย อ่อนเขตร์
จำเลย — นางระเบียบ ป้อยแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1108/2554
#512279
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การสั้น ๆ ว่า จำเลยขอปฏิเสธว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 5 ไม่เป็นความจริง กล่าวคือ ธนาคาร ก. ไม่ได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ให้แก่ผู้ทรง จำเลยจึงไม่ได้เป็นหนี้ธนาคาร ก. และไม่เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องนั้น เป็นการให้การแต่เพียงว่า ธนาคาร ก. ยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้เป็นหนี้ธนาคาร ก. จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้เลยว่า จำเลยทั้งสองได้นำเงินที่จะต้องชำระให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ไปเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 2 เพื่อให้ธนาคารหักทอนบัญชีชำระหนี้สินที่มีต่อกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งมานำสืบต่อสู้ในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นและนอกเหนือจากคำให้การ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 713,677.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของเงินต้น 340,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวน 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 713,677.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 340,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากได้เงินชำระหนี้ไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วแลกเงินจำนวน 4 ฉบับ และนำมาให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี รับรองการจ่ายเงิน จำนวน 90,000 บาท 80,000 บาท 80,000 บาท และ 90,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 340,000 บาท ให้แก่บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือตามคำสั่งธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตกลงรับรองการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าก่อนถึงกำหนดเวลาชำระเงินตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับ จำเลยที่ 1 จะนำเงินมามอบให้แก่ธนาคารเพื่อชำระเงินตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับ หากจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระ เป็นเหตุให้ธนาคารในฐานะผู้รับรองการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินต้องชำระเงินให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินแล้ว จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้เงินตามจำนวนที่ธนาคารได้ชำระไปพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำนวน 350,000 บาท และจำเลยที่ 3 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12289 ตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันลำดับ 2 เพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 350,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดจนครบ

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงิน จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิด แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ครบถ้วนแล้ว ต่อมาธนาคารได้นำเงินของจำเลยที่ 2 ไปชำระหนี้ให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินแล้วครบถ้วน การนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการนำสืบนอกประเด็นและนอกคำให้การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้แล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การสั้น ๆ ว่า จำเลยขอปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 5 ไม่เป็นความจริง กล่าวคือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ให้แก่ผู้ทรงแต่อย่างใด จำเลยทั้งหมดจึงไม่ได้เป็นหนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และไม่เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องนั้น เป็นการให้การแต่เพียงว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้เป็นหนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ไว้เลยว่า จำเลยทั้งสองได้นำเงินที่จะต้องชำระให้แก่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ไปเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 2 เพื่อให้ธนาคารหักทอนบัญชีชำระหนี้สินที่มีต่อกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งมานำสืบต่อสู้ในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นและนอกเหนือจากคำให้การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ห้างหุ้นส่วนจำกัดนิวิฐออยล์
จำเลย — โดยนายสูงฟ้า ลิวนานนท์ชัย ผู้ชำระบัญชี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวัชระ จิรัฐิติเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1103/2554
#510921
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 ระบุให้คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ว่า ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 26 มกราคม 2552 ก็เป็นความเข้าใจผิดของจำเลยที่ 1 เอง ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดและศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตโดยมิได้กำหนดวันเริ่มต้นแห่งระยะเวลาที่ขยายออกไปกรณีดังกล่าวจึงต้องนับกำหนดระยะเวลาเดิมกับระยะเวลาที่ขยายออกไปติดต่อกันซึ่งจะครบกำหนดขยายระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สามในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สามเมื่อพ้นกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แล้ว ทั้งตามคำร้องก็อ้างเหตุเพียงว่าประเด็นที่จำเลยที่ 1 จะเสนอต่อศาลอุทธรณ์มีหลายประเด็นซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่มิอาจยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลานั้น จึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66, 101/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2)), 66 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,800,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและคำรับชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 900,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี (ที่ถูก 33 ปี 4 เดือน) และปรับ 1,200,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี (ที่ถูก 3 ปี 4 เดือน) และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 27 ปี 6 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 36 ปี 8 เดือน และปรับ 1,600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1333/2551 ของศาลชั้นต้น (ที่ถูกระบุด้วยว่า คำขออื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง และยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2551 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ มีกำหนด 30 วัน นับแต่วันดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต วันที่ 23 มกราคม 2552 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 อีก 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนด โดยอ้างในคำร้องว่าครบกำหนดอุทธรณ์วันที่ 26 มกราคม 2552 ศาลชั้นต้นอนุญาต วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 3 อีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2552 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คดีนี้ศาลจังหวัดเชียงใหม่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 2 ต้องยื่นฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ซึ่งครบกำหนดวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 พ้นกำหนดระยะเวลาฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาขยายอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 คู่ความย่อมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาดังกล่าวให้คู่ความฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์วันที่ 26 ธันวาคม 2551 ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ดังนี้ ระยะเวลาที่ขยายออกไปจึงเริ่มนับแต่วันที่ครบกำหนดอุทธรณ์คือวันที่ 26 ธันวาคม 2551 โดยเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2551 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง จึงครบกำหนดระยะเวลาขยายอุทธรณ์วันที่ 25 มกราคม 2552 ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดศาลชั้นต้นอนุญาต แม้จำเลยที่ 1 ระบุในคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ว่า ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 26 มกราคม 2552 ก็เป็นความเข้าใจผิดของจำเลยที่ 1 เอง ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด และศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตโดยมิได้กำหนดวันเริ่มต้นแห่งระยะเวลาที่ขยายออกไป กรณีดังกล่าวจึงต้องนับกำหนดระยะเวลาเดิมกับระยะเวลาที่ขยายออกไปติดต่อกันซึ่งจะครบกำหนดขยายระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สาม ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สามเมื่อพ้นกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แล้ว ทั้งตามคำร้องก็อ้างเหตุเพียงว่า ประเด็นที่จำเลยที่ 1 จะเสนอต่อศาลอุทธรณ์มีหลายประเด็นซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่มิอาจยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลานั้น จึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์วันที่ 23 มีนาคม 2552 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาขยายอุทธรณ์ ไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะรับไว้พิจารณาพิพากษาและปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างเป็นคดีแพ่งข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายพิสุทธิ์หรือหนุ่ย แสวงหา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1102/2554
#509390
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และคดีถึงที่สุดก่อนวันที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ใช้บังคับ เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 36 ซึ่งให้เพิ่มมาตรา 100/2 แห่งพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 และคดีของจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2547 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ใช้บังคับแล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2547 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 36 ให้เพิ่มเติมความในมาตรา 100/2 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ขอให้กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิด....กำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ....เมื่อผู้กระทำความผิด... ร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง...." บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ศาลจะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วได้ต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และคดีถึงที่สุดก่อนวันที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังใช้บังคับ เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 36 ซึ่งให้เพิ่มมาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 และคดีของจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2547 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ใช้บังคับแล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศักดิ์สิทธิ์ แก้วกาญจนสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1088/2554
#509923
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย นิคมหรือกบ รามจุล กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี -
ชื่อองค์คณะ
นางเมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1085/2554
#511601
เปิดฉบับเต็ม

การลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งนั้น ศาลต้องลดอัตราโทษขั้นสูงและขั้นต่ำจากโทษที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดที่จำเลยกระทำลงกึ่งหนึ่ง แล้วจึงกำหนดโทษจำเลยในระวางโทษที่ลดแล้วนั้น จะกำหนดโทษจำเลยก่อน แล้วลดมาตราส่วนโทษลงย่อมไม่ถูกต้อง

ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยจำคุก 18 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี แม้ไม่ถูกต้อง แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 12 ปี โดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ ย่อมเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 340, 340 ตรี และริบรถจักรยานยนต์ 2 คัน ที่ใช้ในการกระทำความผิดและอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 340 ตรี ลงโทษจำคุก 18 ปี ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คงจำคุก 9 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว จำคุก 12 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลย จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายและนายมณฑลเป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกัน ขณะที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มาถึงที่เกิดเหตุซึ่งมีแสงสว่างจากไฟฟ้าข้างถนนสามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน นายอดิศักดิ์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายภัทราวุธและจำเลยนั่งซ้อนท้ายได้ขับรถปาดหน้าและขวางทางหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไว้ ผู้เสียหายจึงต้องหยุดรถ เมื่อผู้เสียหายหยุดรถแล้วจำเลยกับนายภัทราวุธได้ลงจากรถจักรยานยนต์ตรงเข้าชกต่อยผู้เสียหาย ทันใดนั้นนายประเสริฐก็ขับรถจักรยานยนต์มาถึงแล้วจอดขวางท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไว้ นายประเสริฐลงจากรถจักรยานยนต์ตรงเข้าถีบผู้เสียหายตกจากรถ จากนั้นนายประเสริฐขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไป โดยนายอดิศักดิ์ร้องขู่ผู้เสียหายไม่ให้ติดตามมิฉะนั้นจะใช้ปืนยิง นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกทรงพล พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่าผู้หญิง 2 คน ที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายประเสริฐมาในที่เกิดเหตุนั้นคือ นางสาววาสนา กับนางสาวสุภัชชา พยานได้สอบคำให้การของทั้งสองไว้ เห็นว่า โจทก์มีทั้งผู้เสียหายและนายมณฑลซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาด้วยในขณะเกิดเหตุเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยร่วมกับนายภัทราวุธ นายอดิศักดิ์และนายประเสริฐทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้วเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป โดยผู้เสียหายและนายมณฑลไม่รู้จัก และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าพยานทั้งสองจะเบิกความกลั่นแกล้งให้ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวนางสาววาสนา และนางสาวสุภัชชา ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายประเสริฐมาด้วยในขณะเกิดเหตุมาเบิกความเป็นพยานก็ตาม แต่โจทก์ก็อ้างคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาววาสนาและนางสาวสุภัชชาเป็นพยาน ซึ่งโจทก์มีร้อยตำรวจเอกทรงพล พนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำพยานทั้งสองมาเบิกความยืนยันประกอบคำให้การของคนทั้งสอง โดยนางสาววาสนาและนางสาวสุภัชชาให้การยืนยันตรงกันว่าเห็นจำเลยร่วมชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุด้วย นางสาววาสนาและนางสาวสุภัชชาไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนโดยเฉพาะได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุนั่นเอง ไม่มีเหตุผลอย่างใดที่คนทั้งสองจะปั้นแต่งเรื่องขึ้นเพื่อที่จะปรักปรำจำเลย เชื่อว่านางสาววาสนาและนางสาวสุภัชชาให้การในชั้นสอบสวนไปตามความจริง จริงอยู่คำให้การชั้นสอบสวนของทั้งสองเป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเสียเลย การที่จะรับฟังพยานบอกเล่าได้หรือไม่เพียงใดนั้นย่อมสุดแล้วแต่เหตุผลเป็นเรื่อง ๆ ไป คำให้การชั้นสอบสวนของทั้งสองจึงรับฟังได้ในฐานะพยานประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ เมื่อฟังจากคำเบิกความของผู้เสียหายและนายมณฑลประกอบกับคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาววาสนาและนางสาวสุภัชชา ทั้งพิเคราะห์จากคำเบิกความของจำเลยที่ว่าในขณะที่จำเลยไปเที่ยวกับนายอดิศักดิ์ นายภัทราวุธ และนายประเสริฐ ก่อนเกิดเหตุจำเลยและพวกไม่มีการตระเตรียมการหรือพูดว่าจะชิงทรัพย์ของผู้เสียหายมาก่อน แต่จากบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ได้ให้การในวันเกิดเหตุหลังจากการถูกจับกุมทันที ได้ความว่าก่อนลงมือกระทำความผิดนายอดิศักดิ์ได้บอกกับจำเลยและพวกว่าจะตามไปปล้นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเพื่อนำไปขาย พฤติการณ์ที่จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายอดิศักดิ์ขับติดตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกมาจากร้านอาหาร โดยมีนายประเสริฐขับรถจักรยานยนต์ติดตามมาด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุนายอดิศักดิ์ขับรถปาดหน้าบังคับให้ผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์ และทันใดนั้นนายประเสริฐก็ขับรถจักรยานยนต์เข้าปิดสกัดไว้ด้านหลังรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย จากนั้นได้ลงจากรถจักรยานยนต์มารุมชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและนายมณฑลผู้ที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมา แล้วเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปและหลังเกิดเหตุจำเลยกับนายภัทราวุธก็ยังคงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายอดิศักดิ์หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไป เช่นนี้ การที่จำเลยนำสืบต่อสู้ในทำนองว่าก่อนเกิดเหตุไม่รู้ว่านายอดิศักดิ์กับนายประเสริฐจะร่วมกันปล้นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาก่อน แตกต่างจากที่จำเลยให้การไว้ในชั้นสอบสวน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยได้ร้องห้ามไม่ให้นายอดิศักดิ์ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเพื่อปล้นเอารถจักรยานยนต์ ก็เป็นการที่จำเลยกล่าวอ้างขึ้นอย่างลอย ๆ ขัดต่อพฤติการณ์ของจำเลยที่กระทำทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกกระทำการปล้นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจริงตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ขณะกระทำผิดจำเลยอายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี ศาลชั้นต้นลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว คงจำคุก 9 ปี แต่ที่ศาลชั้นต้นลดมาตราส่วนโทษโดยกำหนดโทษจำเลยก่อนแล้วจึงลดจากโทษที่กำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง ที่ถูกแล้วต้องลดอัตราโทษขั้นสูงและขั้นต่ำลงกึ่งหนึ่งจากโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่กระทำแล้วจึงลงโทษในระวางโทษนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ แต่เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วลงโทษจำคุกจำเลย 12 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษอันเป็นผลร้ายแก่จำเลยโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว จำคุก 9 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ป.อ. ม. 76 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายอิทธิพล มีพร้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายพะโณมล ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ธนัท วิรบุตร์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1069/2554
#513573
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยที่ว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยคัดค้านเป็นที่ดินของจำเลยเอง หากไม่ใช่ที่ดินของจำเลย จำเลยก็ได้ครอบครองโดยสงบเปิดเผยเป็นระยะเวลาติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ถือเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งเพราะคำให้การของจำเลยในตอนหลังขัดแย้งกันคำให้การของจำเลยในตอนแรกคำให้การในตอนหลังนี้เท่ากับจำเลยได้ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของจำเลยแต่จำเลยครอบครองติดต่อกันโดยสงบเปิดเผยติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี เมื่อคำให้การของจำเลยขัดแย้งกัน จึงเป็นคำให้การที่ไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองหรือไม่ เพราะการครอบครองปรปักษ์มีได้แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540 โจทก์ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 14218 ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย จำเลยทั้งสองคัดค้านแนวเขตที่ดินด้านทิศใต้ว่าโจทก์นำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่จำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ เจ้าพนักงานที่ดินเปรียบเทียบแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ ขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านแนวเขตที่ดินพิพาทหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์นำรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 145 ของจำเลยทั้งสอง โดยมีคันนาเป็นแนวเขตชัดเจน มีจอมปลวกและไม้ยืนต้นอยู่ตรงแนวเขต จำเลยทั้งสองทำนาอยู่ในที่ดินพิพาทมากว่า 40 ปี ไม่เคยรุกล้ำที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองรุกล้ำที่ดินพิพาทจริง ที่ดินพิพาทก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองโดยการครอบครอง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้ระบุตำแหน่งและจำนวนเนื้อที่ของที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านแนวเขตที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 14218 เนื้อที่ 23 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 145 เนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 78 ตารางวา ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย ล.3 ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 4 ตารางวา อยู่ในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองมีประเด็นเรื่องจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 14218 แต่ไม่อาจดำเนินการรังวัดให้เสร็จสิ้นได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองคัดค้านแนวเขตที่ดินของโจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งสองคัดค้านเป็นที่ดินของจำเลยทั้งสองหากไม่ใช่ที่ดินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองก็ครอบครองโดยสงบ เปิดเผยเป็นระยะเวลาติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง คำให้การของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชัดแจ้ง เพราะคำให้การจำเลยทั้งสองตอนแรกยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง ส่วนในตอนหลังกลับให้การว่าหากไม่ใช่ที่ดินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองก็ได้กรรมสิทธิ์จากการครอบครองตามกฎหมาย เท่ากับจำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่เป็นของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองครอบครองติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี คำให้การของจำเลยทั้งสองในตอนหลังจึงขัดแย้งกับคำให้การจำเลยทั้งสองในตอนแรก จึงไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองหรือไม่ เพราะการครอบครองปรปักษ์มีได้แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 14218 ที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม เดิมเป็นที่ดินมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 145 ของจำเลยทั้งสองทับซ้อนกันอยู่ การที่จะพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่จึงต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองของโจทก์ก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดิน พยานโจทก์ได้แก่โจทก์ จ่าสิบเอกเกลี้ยง และนายนเรศไม่เคยมีผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินคงมีแต่นายนเรศที่เบิกความว่า เคยช่วยนายวนบิดาทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทแต่ก็ไม่ทราบว่าที่ดินแปลงพิพาทมีแนวเขตถึงบริเวณใด ส่วนจำเลยทั้งสองมีนายทองมาเอี่ยม ซึ่งเคยเช่าที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองทำนา มาเบิกความสนับสนุนว่าพยานเคยเช่าที่ดินทั้งของโจทก์และจำเลยทั้งสองทำนา ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่พยานเช่าจำเลยทั้งสองทำนา หลังจากเลิกเช่าที่ดินของฝ่ายจำเลย นายดอกรักและจำเลยที่ 2 เข้าไปทำนาต่อมาจนกระทั่งนายดอกรักถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ยังทำนาอยู่จนถึงปัจจุบัน เห็นว่า นายทองเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด และยังเบิกความด้วยว่ารู้จักและสนิทสนมกับโจทก์และจำเลยทั้งสอง ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ คำเบิกความของนายทองจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งนายนเรศพยานโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านสอดคล้องกับคำเบิกความของนายทองว่า ปัจจุบันจำเลยทั้งสองยังทำกินในที่ดินพิพาทอยู่ ที่นายทองเบิกความว่า เช่าที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองทำนามาเป็นเวลาประมาณ 30 ปี แต่กลับเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า เมื่อปี 2537 พยานยังไม่ได้เช่าที่ดินของโจทก์ทำนาแม้จะขัดแย้งกันเองอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่ถึงขนาดเป็นข้อพิรุธแต่อย่างใด ทั้งการที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของนางไว ก็ได้ความตามใบรับรองเขตติดต่อของเจ้าของที่ดินและเจ้าของที่ดินข้างเคียงเอกสารหมาย ล.2 ว่า นางอนงค์สิงห์ศิลา จำเลยที่ 2 ไม่มาระวังชี้แนวเขต การที่จำเลยทั้งสองไม่คัดค้านการออกโฉนดที่ดินของนางไวจึงอาจเป็นเพราะจำเลยทั้งสองไม่ทราบเรื่องที่นางไวชี้แนวเขตที่ดินพิพาทว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของนางไว จึงไม่ได้คัดค้านพยานจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทต่อเนื่องกันตลอดมา ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านแนวเขตที่ดินพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพาน บัวทอง
จำเลย — นายมานพ สิงห์ศิลา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ