คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9454/2553
#508279
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 ก็ตามแต่คดีนี้พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ป.อ. มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนคดีอาญาของศาลจังหวัดนางรองที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องนั้นโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและศาลจังหวัดนางรองมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำหน่ายคดีจากสารบบความเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2545 ดังนั้น ในคดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยนั้น โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปในภายหลังที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้อีกด้วย การถอนฟ้องดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด และย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้ กรณีไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 36 (3) และ 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4278/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายจักรกฤษณ์ ชมชื่น ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2483/2546 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนางรองเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 ต่อมาโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย ตามคำร้องขอถอนฟ้องและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 มิถุนายน 2545 ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยระงับลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เห็นว่า แม้ว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 เอกสารหมาย ล.1 ก็ตาม แต่คดีนี้พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 ของศาลจังหวัดนางรองที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและศาลจังหวัดนางรองมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำหน่ายคดีจากสารบบความเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2545 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องและสำเนารายงานกระบวนพิจารณาท้ายฎีกา ดังนั้น ในคดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยนั้น โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปในภายหลังที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้อีกด้วย การถอนฟ้องดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด และย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 (3) และ 39 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 36 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นายจักรกฤษณ์ ชมชื่น
จำเลย — นายสมศักดิ์ ศรีกิมแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9454/2553
#513426
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 ส่วนคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ป.อ. มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่คดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปในภายหลังที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด ย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 36 (3) และ 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 28 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2544 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยกับนางพรรณีที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันจัดหางานให้แก่นายจักรกฤษณ์ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนหางานและประสงค์ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยจำเลยกับพวกเรียกและรับเงินค่าบริการเป็นการตอบแทนอันเป็นการจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และจำเลยกับพวกโดยมีเจตนาทุจริต ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยกับพวกสามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทำที่ประเทศญี่ปุ่นได้ แต่ต้องเสียเงินเป็นค่าบริการและค่าใช้จ่าย ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทำที่ต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 482,000 บาท ให้จำเลยกับพวก เหตุเกิดที่ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4278/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายจักรกฤษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2483/2546 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนางรองเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 ตามเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย ตามคำร้องขอถอนฟ้องและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 มิถุนายน 2545 เอกสารท้ายฎีกา ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยระงับลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เห็นว่า แม้ว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 เอกสารหมาย ล.1 ก็ตาม แต่คดีนี้พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 ของศาลจังหวัดนางรองที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและศาลจังหวัดนางรองมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำหน่ายคดีจากสารบบความเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2545 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องและสำเนารายงานกระบวนพิจารณาท้ายฎีกา ดังนั้น ในคดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยนั้น โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปในภายหลังที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้อีกด้วย การถอนฟ้องดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด และย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 (3) และ 39 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 36 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นายจักรกฤษณ์ ชมชื่น
จำเลย — นายสมศักดิ์ ศรีกิมแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9433/2553
#502439
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าและใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จำนวน 2 นัด กระสุนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 1 แต่ถูกบริเวณสะโพกผู้เสียหายที่ 2 จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหลบหนีได้ทัน ส่วนผู้เสียหายที่ 2 แพทย์ทำการรักษาพยาบาลได้ทันท่วงที ผู้เสียหายทั้งสองจึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย แต่เป็นเหตุทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นการบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญรวมกันมาโดยไม่ได้แยกข้อเท็จจริงของการกระทำที่เกี่ยวกับผู้เสียหายทั้งสองแต่ละคนออกจากกัน ในลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองโดยมีเจตนาเดียวกันและเป็นกรรมเดียวกัน แม้โจทก์จะระบุมาตรา 91 แห่ง ป.อ.ไว้ในคำขอท้ายฟ้องก็ตาม แต่ก็มีความผิดข้อหาอื่นที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยมาในคำฟ้องเดียวกันนี้ด้วย และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการขยายความพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจคำฟ้องของโจทก์แตกต่างไปจากที่โจทก์บรรยายในฟ้องได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จำคุก 10 ปีฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และ 3 เดือน ตามลำดับ และทางนำสืบของจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 6 ปี 8 เดือนรวมโทษทั้งสี่กระทง คงจำคุก 14 ปี 1 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียว เมื่อรวมกับโทษอื่นที่ศาลชั้นต้นลงโทษมาแล้ว คงจำคุก 6 ปี 17 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายในคำฟ้องว่า จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าและใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จำนวน 2 นัด กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 1 แต่กระสุนปืนถูกบริเวณสะโพกผู้เสียหายที่ 2 จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหลบหนีได้ทัน ส่วนผู้เสียหายที่ 2 แพทย์ทำการรักษาพยาบาลได้ทันท่วงที ผู้เสียหายทั้งสองจึงไม่ถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลย แต่เป็นเหตุทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นการบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญรวมกันมาโดยไม่ได้แยกข้อเท็จจริงว่าการกระทำที่เกี่ยวผู้เสียหายทั้งสองแต่ละคนออกจากกันในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองโดยมีเจตนาเดียวกันและเป็นกรรมเดียวกัน แม้โจทก์จะได้ระบุมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไว้ในคำขอท้ายคำฟ้องอาญาด้วยอันแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมด้วยแล้วก็ตาม แต่ก็มีความผิดข้อหาอื่นที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยมาในคำฟ้องเดียวกันนี้ด้วย และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการขยายความพอที่จะให้จำเลยเข้าใจฟ้องของโจทก์แตกต่างไปจากที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายประจวบหรือโก วิชาดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายประเสริฐ กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9423 -ที่ 9424/2553
#508242
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจะลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะส่วนตัวหรือกระทำการแทนบริษัทจำเลยก็ต้องมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกัน เนื่องจากการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและประทับตราสำคัญของบริษัทโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามฟ้อง ย่อมถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับบริษัทออกเช็คพิพาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวได้โดยไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับบริษัทร่วมกันกระทำผิด และกรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญเนื่องจากมิได้ส่งผลให้ผู้แทนหรือนิติบุคคลพ้นจากความรับผิดทางอาญา ทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วย จึงไม่มีเหตุที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กับนับโทษในคดีทั้งสองสำนวนติดต่อกัน

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำหลายกรรมหลายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ รวมจำคุก 15 เดือน (ที่ถูก จำเลยกระทำผิด 5 กระทง รวมจำคุก 15 เดือน)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องทั้งสองสำนวน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทคลีนเอิรธ์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2538 บริษัทคลีนเอิรธ์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2223 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 17 ตารางวา พร้อมบ้านจากนางโสภาผู้เสียหาย ในราคา 1,250,000 บาท บริบัทดังกล่าวออกเช็คจำนวน 8 ฉบับให้ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าที่ดินและบ้านโดยมีจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของบริษัท ผู้เสียหายได้รับเงินตามเช็คฉบับแรกจำนวน 200,000 บาทแล้วส่วนเช็คที่เหลือ 7 ฉบับ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งหมด เช็คพิพาท 5 ฉบับ เป็นส่วนหนึ่งของเช็คที่บริษัทสั่งจ่ายชำระค่าที่ดินและบ้านให้ผู้เสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักราชดำเนินรวม 5 ฉบับ มอบให้ผู้เสียหายเพื่อชำระค่าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวระบุว่าจำเลยออกเช็คชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเป็นการส่วนตัว มิใช่กระทำการแทนนิติบุคคล แต่ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์กลับปรากฏว่าเช็คดังกล่าวเป็นเช็คส่วนหนึ่งที่บริษัทคลีนเอิรธ์ (ประเทศไทย) จำกัด สั่งจ่ายเพื่อชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้เสียหาย โดยจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลงลายมือชื่อในเช็คพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้จำเลยร่วมรับผิดกับบริษัทฐานเป็นตัวการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง เห็นว่า จำเลยจะลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะส่วนตัวหรือกระทำการแทนบริษัท จำเลยก็ต้องมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกัน เนื่องจากการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและประทับตราสำคัญของบริษัทโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามฟ้อง ย่อมถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับบริษัทออกเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวได้ โดยไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยกับบริษัทร่วมกันกระทำผิด และกรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ เนื่องจากมิได้ส่งผลให้ผู้แทนหรือนิติบุคคลพ้นจากความรับผิดทางอาญา ทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วยจึงไม่มีเหตุที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายกฤตย์ ขวัญโภคา
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สิริรัตน์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9421/2553
#502438
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยมีเนื้อที่ทั้งแปลง 25 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วน เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ในราคา 5,093,600 บาท และจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว เมื่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นเหตุให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด ซึ่งการแปลและตีความคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่มีใจความว่าให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้นถูกต้องตรงตามสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายที่เป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นการซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนทั้งการแปลหรือตีความคำพิพากษาดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีผลเป็นการแก้เนื้อหาคำวินิจฉัยเดิมของศาลชั้นต้น และไม่ใช่เป็นกรณีที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลล่างทั้งสองก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดและผิดหลงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่เป็นการแปลคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15250 ตำบลบึงกาสาม (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก คดีถึงที่สุด โจทก์นำสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษา สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี มีหนังสือลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 หารือมายังศาลชั้นต้นว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเนื้อที่ดินทั้งแปลงจำนวน 25 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา หรือจำนวนเพียง 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ศาลชั้นต้นนัดพร้อมโจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ในวันนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีหนังสือตอบเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงตามคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ฝ่ายเดียวทั้งแปลง โดยมิได้พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตอบแทนค่าที่ดินแก่จำเลย และมิได้กำหนดเวลาให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินส่วนที่เกินกว่าสัญญาคืนจำเลย จึงขอให้กำหนดวิธีการที่โจทก์จะต้องชำระราคาที่ดินตามสัญญาแก่จำเลยให้ชัดเจนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลชั้นต้น และมีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ให้ระงับการโอนหรือเปลี่ยนแปลงนิติกรรมใด ๆในที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้รับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณาแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วแปลคำพิพากษาว่า ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษา หมายถึง การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายต่อกันตามสัญญากล่าวคือ จำนวนที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67ตารางวา โดยโจทก์ผู้จะซื้อจะต้องชำระราคาที่ดินตามที่ตกลงซื้อขายกันจำนวน5,093,600 บาท ให้ครบถ้วนในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยราคาที่ดินที่ซื้อขายกันให้คิดหักกับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวน100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและชำระราคาที่ดินภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2547 หากฝ่ายจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทั้งนี้ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระค่าที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำแปลคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 15250 ตำบลบึงกาสาม (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย มีเนื้อที่ทั้งแปลง 25 ไร่ 1 งาน67 ตารางวา เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวาในราคา 5,093,600 บาท และจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว แต่ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นเหตุให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใดจึงจะเป็นการถูกต้อง ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้นถูกต้องตรงตามสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ที่เป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นการซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนไม่ใช่เป็นการซื้อขายที่ดินทั้งแปลง ทั้งการแปลหรือตีความคำพิพากษาดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีผลเป็นการแก้เนื้อหาคำวินิจฉัยเดิมของศาลชั้นต้นและไม่ใช่เป็นกรณีที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลล่างทั้งสองก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่เป็นการแปลคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมากดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกาค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิมพ์ใจ จันทร์แดง
จำเลย — นายตี๋ อยู่สำราญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายวรสิทธิ์ บรรจงประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9421/2553
#507410
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่เท่าใด และการแปลหรือตีความคำพิพากษาของศาลที่มีใจความว่า ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้น ถูกต้องตรงตามสาระสำคัญของสัญญาอันเป็นการซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนไม่ใช่เป็นการซื้อขายที่ดินทั้งแปลงการแปลหรือตีความคำพิพากษาดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้ถูกต้องโดยไม่มีผลเป็นการแก้เนื้อหาคำวินิจฉัยเดิมของศาลชั้นต้นและไม่ใช่เป็นกรณีที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้คำพิพากษาดังกล่าวจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่การแปลคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15250 ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก คดีถึงที่สุด โจทก์นำสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษา สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี มีหนังสือลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 หารือมายังศาลชั้นต้นว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเนื้อที่ดินทั้งแปลงจำนวน 25 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา หรือจำนวนเพียง 15 ไร่ 67 ตารางวา ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ศาลชั้นต้นนัดพร้อมโจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ในวันนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีหนังสือตอบเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงตามคำพิพากษา

ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2545 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยฝ่ายเดียวทั้งแปลง โดยมิได้พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตอบแทนค่าที่ดินแก่จำเลย และมิได้กำหนดเวลาให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินส่วนที่เกินกว่าสัญญาคืนจำเลย ทั้งนี้เพราะตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามฟ้องมีข้อกำหนดให้โจทก์ต้องชำระราคาที่ดินงวดแรกแก่จำเลยในวันโอนกรรมสิทธิ์และคืนที่ดินดังกล่าวด้วย จึงขอให้กำหนดวิธีการที่โจทก์จะต้องชำระราคาที่ดินตามสัญญาแก่จำเลยให้ชัดเจนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลชั้นต้น และมีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ให้ระงับการโอนหรือเปลี่ยนแปลงนิติกรรมใดๆ ในที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้รับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณาแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วแปลคำพิพากษาว่า ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษา หมายถึง การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายต่อกันตามสัญญา กล่าวคือ จำนวนที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา โดยโจทก์ผู้จะซื้อจะต้องชำระราคาที่ดินตามที่ตกลงซื้อขายกันจำนวน 5,093,600 บาท ให้ครบถ้วนในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยราคาที่ดินที่ซื้อขายกันให้คิดหักกับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันจดทะเบียนอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและชำระราคาที่ดินภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2547 หากฝ่ายจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทั้งนี้ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำแปลคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า การแปลคำพิพากษาไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมากนั้น เห็นว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 15250 ตำบลบึงกาสาม (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย มีเนื้อที่ทั้งแปลง 25 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ในราคา 5,093,600 บาท และจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว แต่ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นเหตุให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใดจึงจะเป็นการถูกต้อง ซึ่งการแปลหรือตีความคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่มีใจความว่า ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ฟังคำพิพากษานั้นถูกต้องตรงตามสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่เป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นการซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนไม่ใช่เป็นการซื้อขายที่ดินทั้งแปลง ทั้งการแปลหรือตีความคำพิพากษาดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีผลเป็นการแก้เนื้อหาคำวินิจฉัยเดิมของศาลชั้นต้นและไม่ใช่เป็นกรณีที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลล่างทั้งสองก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่เป็นการแปลคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมากดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิมพ์ใจ จันทน์แดง
จำเลย — นายตี๋ อยู่สำราญ
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9421/2553
#510177
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยมีเนื้อที่ทั้งแปลง 25 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วน เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา และจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นเหตุให้เกิดปัญหาแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใด การที่ศาลล่างทั้งสองแปลตีความคำพิพากษาว่าให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา นั้นถูกต้องตรงตามสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายที่เป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นการซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนทั้งการแปลหรือตีความคำพิพากษาดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีผลเป็นการแก้เนื้อหาคำวินิจฉัยเดิมของศาลชั้นต้น และไม่ใช่เป็นกรณีที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลล่างทั้งสองก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดและผิดหลงนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่เป็นการแปลคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15250 ตำบลบึงกาสาม (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก คดีถึงที่สุด โจทก์นำสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยื่นคำขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษา สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี มีหนังสือลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 หารือมายังศาลชั้นต้นว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเนื้อที่ดินทั้งแปลงจำนวน 25 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา หรือจำนวนเพียง 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ศาลชั้นต้นนัดพร้อมโจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ในวันนัดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีหนังสือตอบเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงตามคำพิพากษา

ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2545 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ฝ่ายเดียวทั้งแปลง โดยมิได้พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตอบแทนค่าที่ดินแก่จำเลย และมิได้กำหนดเวลาให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินส่วนที่เกินกว่าสัญญาคืนจำเลย ทั้งนี้เพราะตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามฟ้องมีข้อกำหนดให้โจทก์ต้องชำระราคาที่ดินงวดแรกแก่จำเลยในวันโอนกรรมสิทธิ์และคืนที่ดินดังกล่าวด้วย ฉะนั้นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องจึงเป็นไปด้วยความยากลำบากที่จะป้องกันมิให้เกิดปัญหาและการฟ้องร้องกันอีก จึงขอให้กำหนดวิธีการที่โจทก์จะต้องชำระราคาที่ดินตามสัญญาแก่จำเลยให้ชัดเจนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลชั้นต้น และมีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ให้ระงับการโอนหรือเปลี่ยนแปลงนิติกรรมใด ๆในที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวด้วย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้รับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณาแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วแปลชั้นต้นพิจารณาแล้วแปลคำพิพากษาว่า ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษา หมายถึง การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายต่อกันตามสัญญากล่าวคือ จำนวนที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67ตารางวา โดยโจทก์ผู้จะซื้อจะต้องชำระราคาที่ดินตามที่ตกลงซื้อขายกันจำนวน 5,093,600 บาท ให้ครบถ้วนในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยราคาที่ดินที่ซื้อขายกันให้คิดหักกับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวนจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยให้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและชำระราคาที่ดินภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2547 หากฝ่ายจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทั้งนี้ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระค่าที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำแปลคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า การแปลคำพิพากษาไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมากนั้น เห็นว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 15250 ตำบลบึงกาสาม (คลองหกวาสายบนฝั่งใต้) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย มีเนื้อที่ทั้งแปลง 25 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ในราคา 5,093,600 บาท และจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว แต่ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นเหตุให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเนื้อที่เท่าใดจึงจะเป็นการถูกต้อง ซึ่งการแปลหรือตีความคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่มีใจความว่า ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ให้โจทก์จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานั้นถูกต้องตรงตามสาระสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ. 1 ที่เป็นสัญญาต่างตอบแทนและเป็นการซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนไม่ใช่เป็นการซื้อขายที่ดินทั้งแปลง ทั้งการแปลหรือตีความคำพิพากษาดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อให้การบังคับคดีดำเนินต่อไปได้โดยถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีผลเป็นการแก้เนื้อหาคำวินิจฉัยเดิมของศาลชั้นต้นและไม่ใช่เป็นกรณีที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะถึงที่สุดไปแล้ว ศาลล่างทั้งสองก็มีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่เป็นการแปลคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และเป็นการแก้ไขมากดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วน และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เนื่องจากกำหนดเวลาดังกล่าวผ่านพ้นไปแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเวลาเสียใหม่เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ "

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา และให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกาค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิมพ์ใจ จันทน์แดง
จำเลย — นายตี๋ อยู่สำราญ
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9402/2553
#508343
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด แม้ต่อมาก่อนวันนัดพิจารณาคำร้อง โจทก์ขอถอนคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตแล้ว โจทก์ยังคงเป็นคู่ความในคดีและมีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ได้ต่อไป ทั้งการพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์และจำเลยที่ 4 ส่วนเจ้าหนี้มิใช่คู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในชั้นนี้ เมื่อวันนัดพิจารณาคำร้อง โจทก์ไม่คัดค้านการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลล้มละลายกลางจึงชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 พิจารณาคดีใหม่ได้โดยไม่ต้องไต่สวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสี่ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลล้มละลายกลางพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า จำเลยที่ 4 มิได้พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 233/1 ถนนแสงชูโต ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตามที่โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง แต่พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 3 ถนนอู่ทอง ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 4 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยมิชอบ จำเลยที่ 4 เพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 มิได้จงใจขาดนัดพิจารณาและมิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 4 เป็นการชอบแล้วและรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์แทนเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นพิจารณาคดีใหม่สำหรับจำเลยที่ 4 ต่อไป ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2550 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่สั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 พิจารณาคดีใหม่และยกคำร้องขอให้เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์แทนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เดิม โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า การพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 4 และคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 พิจารณาคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า วันนัดพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 4 ศาลล้มละลายกลางสอบถามโจทก์แล้วโจทก์ไม่คัดค้านและมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 พิจารณาคดีใหม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะก่อนหน้านั้นโจทก์ถอนคำขอรับชำระหนี้แล้ว จึงไม่มีส่วนได้เสียในคดีอีกต่อไปนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ก่อนวันนัดพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 4 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตแล้วก็ตาม แต่เมื่อมิได้มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้สถานะของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ยื่นฟ้องคดีมาแต่แรกหมดสิ้นไป โจทก์จึงยังคงเป็นคู่ความในคดีและมีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ได้ต่อไปทั้งการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวเป็นเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างศาลล้มละลายกลางกับโจทก์และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้เท่านั้น ส่วนเจ้าหนี้แม้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้วก็มิใช่คู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในชั้นนี้ เมื่อวันนัดพิจารณาคำร้อง โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้านการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลก็มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้โดยไม่ต้องไต่สวน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 เบญจ ม. 207
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — นางละเอียด ปานสวัสดิ์
จำเลย — นายอุดม ใจดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสิงหะ สัตยธรรม
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สมศักดิ์ จันทรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9366/2553
#504740
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 เสียด้วย เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการฎีกาในปัญหาใดต่อศาลฎีกา เป็นปัญหาเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีข้อโต้แย้งและคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถูกต้องและผิดต่อกฎหมายอย่างใด ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพราะมีพฤติการณ์หลบหนี และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชั่วคราว การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นไม่ได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถือว่ายังไม่ได้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้น เมื่อไม่ได้มีการยกคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขึ้นพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อจากนั้นจึงไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 คงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยอื่นที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายคดี แม้หากคดีนี้จะฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้าง ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีความผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุในลักษณะคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ถึงที่ 9 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับและจำหน่ายคดีชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ต่อมาหลังจากยื่นอุทธรณ์แล้ว แต่ก่อนส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 เสียด้วย เห็นว่า การฎีกาในปัญหาใดต่อศาลฎีกาเป็นปัญหาเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคนจึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีข้อโต้แย้งและคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถูกต้องและผิดต่อบทกฎหมายอย่างใด เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาด้วย เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์หลบหนีไม่มาศาล ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชั่วคราว การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นไม่ได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถือว่ายังไม่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในศาลชั้นต้น เมื่อไม่ได้มีการยกคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขึ้นพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีต่อจากนั้นไปจึงไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 คงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยอื่นที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายคดี แม้หากคดีนี้จะฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีความผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุในลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วยได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยกขึ้นอ้างนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 172 วรรคหนึ่ง ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเพ็ค พลาสติกส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทจูเจียม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9330 -ที่ 9333/2553
#508236
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องโดยขอให้กำหนดประเด็นเพิ่มว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ด้วย หากศาลไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มให้แก่จำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงขอคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่า คำให้การของจำเลยทั้งสามไม่ชัดแจ้งว่าจะต่อสู้ไปในทางใด จึงไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ ถือเป็นการชี้ขาดคำคัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 วรรคสาม จำเลยทั้งสามต้องโต้แย้งคำสั่งชี้ขาดของศาลชั้นต้นนั้นไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคสอง จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้จำเลยทั้งสามจะถือเอาคำร้องของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นคำโต้แย้งคำสั่งศาลแล้วไม่ได้เพราะเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ถึงแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยในปัญหาเรื่องนี้ให้จำเลยทั้งสาม โดยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ก็เป็นการไม่ชอบ เพราะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวมิให้อุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยทั้งสามถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 แปลงโฉนดเลขที่ 13578 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 พร้อมกับทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ 1 อยู่ในสภาพดังเดิม ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,753.74 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สองโจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 2 ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 แปลงโฉนดเลขที่ 13578 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 พร้อมกับทำที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้อยู่ในสภาพดังเดิม ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 22,753.74 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ที่ 2

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สี่โจทก์ที่ 2 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันที่ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 89 วัน คิดเป็นนค่าเสียหายจำนวน 22,753.74 บาท ขอให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2 โฉนดเลขที่ 13579 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 พร้อมกับทำที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้อยู่ในสภาพดังเดิม ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 22,753.74 บาท และให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 3 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ที่ 2

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีพอวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องกล่าวคือ จำเลยที่ 1 ให้การไม่ชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์และไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาท ศาลชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชนะคดีโดยไม่จำต้องสืบพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารอไว้รวมวินิจฉัยสั่งคำร้องนั้นในคำพิพากษา แล้วให้ดำเนินการสืบพยานโจทก์ที่ 1 ต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยแต่ละคนต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 1 โฉนดเลขที่ 13578 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 กับทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ 1 อยู่ในสภาพดีดังเดิม ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่แต่ละคนต่อเติมรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2 โฉนดเลขที่ 13579 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ออกไปเสียจากที่ดินของโจทก์ที่ 2 กับทำให้ที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายเดือน เดือนละ 300 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมรุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยแต่ละคนชำระค่าฤช่าธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 1,000 บาท เป็นรายคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสามได้ให้การต่อสู้คดีถึงเรื่องนี้ไว้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องโดยขอให้กำหนดประเด็นเพิ่มว่าจำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ด้วย หากศาลไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มให้แก่จำเลยทั้งสามจำเลยทั้งสามจึงขอคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่า คำให้การของจำเลยทั้งสามไม่ชัดแจ้งว่าจะต่อสู้ไปในทางใด จึงไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ อันถือเป็นการชี้ขาดคำคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม จำเลยทั้งสามต้องโต้แย้งคำสั่งชี้ขาดของศาลชั้นต้นนั้นไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคสอง จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ จำเลยทั้งสามจะถือเอาคำร้องของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นคำโต้แย้งคำสั่งศาลแล้วไม่ได้ เพราะเป็นการโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นมีสั่งชี้ขาดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ถึงแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะวินิจฉัยในปัญหาเรื่องนี้ให้จำเลยทั้งสามโดยเห็นพ้องด้วยกันศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ก็เป็นการไม่ชอบเพราะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวมิให้อุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยทั้งสามถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสี่สำนวนนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 226 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอินทิรา มังคลสุ กับพวก
จำเลย — นายสุรพงษ์ พาณิชย์เจริญรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9325/2553
#503233
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นโจทก์จะฟ้องได้ต่อเมื่อที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1349 แต่หากเป็นกรณีแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกัน ทำให้ที่ดินที่แบ่งแยกนั้นแปลงใดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะซึ่งหมายถึงทางสาธารณะที่มีอยู่ในขณะแบ่งแยกนั้นแล้ว ก็จะเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1350 เมื่อปรากฏว่า การแบ่งแยกที่ดินพิพาทกับที่ดินของโจทก์ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 กระทำกันในปี 2531 ก่อนมีถนนพุทธมณฑลสาย 1 ในปี 2541 กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1350 มาบังคับได้

ทางจากที่ดินของโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะทั้ง 3 ทาง เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นและไม่ปรากฏว่าเป็นทางสาธารณะ อีกทั้งไม่ใช่ทางที่เป็นภารยทรัพย์ของที่ดินของโจทก์ ซึ่งเจ้าของอาจจะอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ และแม้เจ้าของที่ดินนั้นจะยินยอมให้โจทก์ผ่านที่ดินของตนได้ก็ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมาย ประกอบกับมีระยะทางจากที่ดินของโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะไกลไม่สะดวก จึงฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์ถูกล้อมรอบด้วยที่ดินของผู้อื่นจนไม่อาจออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ แต่การที่จะเปิดทางจำเป็นนั้น ต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความจำเป็นของโจทก์โดยคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอยที่ดินพิพาทให้เสียหายน้อยที่สุด

จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระเป็นเงิน 420,000 บาทแล้ว จำเลยฎีกาขอให้ชดใช้เป็นเงินจำนวนตามที่ขอในฟ้องและชำระค่าขึ้นศาลเต็มจำนวนดังกล่าวมา อันเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมาให้แก่จำเลย

??

??

??

??

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารื้อถอนรั้วคอนกรีตกว้างประมาณ 4 เมตรในที่ดินจำเลยทั้งห้าออกเพื่อเปิดทางเดินให้โจทก์เข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนพุทธมณฑลสาย 1 หากจำเลยทั้งห้าไม่รื้อ ให้โจทก์รื้อเองโดยจำเลยทั้งห้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งห้าจดทะเบียนทางเดินกว้างประมาณ 4 เมตร ในที่ดินจำเลยทั้งห้าเป็นทางจำเป็นหรือภาระจำยอมโดยอายุความ หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ใช้เงิน 2,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หากไม่ชำระก็ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้าตามฟ้องและฟ้องแย้ง โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้ารื้อรั้วในที่ดินพิพาทออกเพื่อเปิดทางให้โจทก์เข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนพุทธมณฑลสาย 1 กับให้โจทก์ใช้ค่าทำถนนแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 120,000 บาท และให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่จำเลยทั้งห้ารวมเป็นเงิน 300,000 บาท ทั้งนี้ นับแต่วันที่มีการรื้อรั้วให้โจทก์ใช้ทางได้เป็นต้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินพิพาทจากที่ดินของโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์จะขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ต่อเมื่อที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 แต่หากเป็นกรณีแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกัน ทำให้ที่ดินที่แบ่งแยกนั้นแปลงใดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะซึ่งหมายถึงทางสาธารณะที่มีอยู่ในขณะแบ่งแยกนั้นแล้ว ก็จะเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เมื่อปรากฏว่าการแบ่งแยกที่ดินพิพาทกับที่ดินของโจทก์ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 กระทำกันในปี 2531 ก่อนมีถนนพุทธมณฑลสาย 1 ในปี 2541 กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 มาบังคับได้ จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จากที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ 3 ทาง กล่าวคือ ทางแรกโจทก์และจำเลยที่ 5 กับเจ้าของที่ดินบริเวณนั้นคนอื่นๆ ใช้เส้นทางตามแนวเส้นประและลูกศรสีน้ำเงินในแผนที่เอกสารหมาย ล. 5 มีการติดตั้งเสาไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ริมทางเดินดังกล่าวตามภาพถ่ายหมาย ล. 7 โจทก์ จำเลยที่ 5 และคนทั่วไปใช้เป็นทางเดินจากที่ดินของตนออกสู่ทางสาธารณะชุมชนบ้านขี้เก้ง แต่ตามแผนที่เอกสารหมาย ล. 5 ทางเดินดังกล่าวต้องผ่านที่ดินเลขที่ 68, 67 และ 61 ซึ่งเป็นของบุคคลอื่น ทางที่ 2 เป็นทางจากที่ดินของโจทก์ด้านทิศใต้ ด้านฝั่งตะวันออกโดยลงเรือผ่านลำกระโดงสาธารณะเข้าออกทางคลองบ้านขี้เก้ง คลองราชมนตรี ออกสู่ชุมชนตลาดบางแคตามเส้นประสีแดงในแผนที่และภาพถ่ายหมาย ล. 8 แต่เส้นทางดังกล่าวต่อมาได้มีการถมลำกระโดงสาธารณะสร้างเป็นถนนพุทธมณฑลสาย 1 แล้ว ก็ไม่อาจใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นทางสาธารณะผ่านได้อีกและต้องผ่านที่ดินเลขที่ 69 และ 70 ของผู้อื่นเพื่อเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ด้วย ส่วนทางที่ 3 เป็นทางออกทางทิศใต้ติดที่ดินของโจทก์ตามที่ดินเลขที่ 68 ที่ได้มีการแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่เดิมเพื่อเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะชุมชนบ้านขี้เก้ง ซึ่งโจทก์ก็ได้นำสืบรับเจือสมว่า มีทางติดที่ดินของโจทก์ด้านทิศใต้ออกสู่ทางสาธารณะ แต่เป็นถนนของเอกชน เห็นว่า ทางจากที่ดินของโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะทั้ง 3 ทาง เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นและไม่ปรากฏว่าเป็นทางสาธารณะ อีกทั้งไม่ใช่ทางที่เป็นภารยทรัพย์ของที่ดินของโจทก์ ซึ่งเจ้าของอาจจะอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ และแม้เจ้าของที่ดินนั้นจะยินยอมให้โจทก์ผ่านที่ดินของตนได้ก็ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมาย ประกอบกับมีระยะทางจากที่ดินของโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะไกลไม่สะดวก จึงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์ถูกล้อมรอบด้วยที่ดินของผู้อื่นจนไม่อาจออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ แต่การที่จะเปิดทางจำเป็นนั้นต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความจำเป็นของโจทก์โดยคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอยที่ดินพิพาทให้เสียหายน้อยที่สุด ดังนั้น จึงสมควรเปิดทางจำเป็นจากที่ดินของโจทก์เข้าสู่ทางพิพาทกว้าง 4 เมตร

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งห้ามีสิทธิเรียกค่าทดแทนเพียงใด เห็นว่า ได้มีการกำหนดให้จำเลยทั้งห้าเปิดทางจำเป็นจากที่ดินของโจทก์เข้าสู่ทางพิพาทลดลงเหลือกว้าง 4 เมตร ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ภาระในที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งห้าลดลง ดังนั้น จำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งห้าจึงเหมาะสมแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้ออื่น ๆ ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยในคำพิพากษา ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระเป็นเงิน 420,000 บาทแล้ว จำเลยทั้งห้าฎีกาขอให้ชดใช้เป็นจำนวนตามที่ขอในฟ้อง และชำระค่าขึ้นศาลเต็มจำนวนดังกล่าวมา อันเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมาให้แก่จำเลยทั้งห้า

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าเปิดทางจำเป็นจากที่ดินของโจทก์เข้าสู่ที่ดินพิพาทกว้าง 4 เมตร คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมาให้แก่จำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุทธิลักษณ์ พรประทานสุข
จำเลย — นายวิศาล รัตนารังสรรค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายนิรันดร์ อนรรฆมณีกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงส์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9325/2553
#508235
เปิดฉบับเต็ม

ทางจำเป็นจะขอได้ต่อเมื่อที่ดินมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1349 แต่หากเป็นกรณีแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกันทำให้ที่ดินที่แบ่งแยกนั้นแปลงใดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะซึ่งหมายถึงทางสาธารณะที่มีอยู่ในขณะแบ่งแยกนั้นแล้ว ก็จะเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1350 เมื่อปรากฏว่าที่ดินของโจทก์และที่ดินพิพาทถูกแบ่งแยกออกจากที่ดินแปลงเดียวกันก่อนมีถนนพุทธมณฑลสาย 1 กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1350 มาบังคับได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะ 3 ทาง แต่เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นและไม่ปรากฏว่าเป็นทางสาธารณะ อีกทั้งไม่ใช่ทางที่เป็นภารยทรัพย์ของที่ดินของโจทก์ ซึ่งเจ้าของที่ดินอาจจะอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางหรือไม่ก็ได้ และแม้เจ้าของที่ดินนั้นจะยินยอมให้โจทก์ผ่านที่ดินของตนได้ก็ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมาย ประกอบกับมีระยะทางจากที่ดินของโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะไกลไม่สะดวก จึงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์ถูกล้อมรอบด้วยที่ดินของผู้อื่นจนไม่อาจออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ แต่การที่จะเปิดทางจำเป็นนั้นต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความจำเป็นของโจทก์โดยคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอยที่ดินพิพาทให้เสียหายน้อยที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ใช้เงิน 2,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หากไม่ชำระก็ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้าตามฟ้องและฟ้องแย้ง โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้ารื้อรั้วในที่ดินพิพาทออกเพื่อเปิดทางให้โจทก์เข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนพุทธมณฑลสาย 1 กับให้โจทก์ใช้ค่าทำถนนแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 120,000 บาท และให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่จำเลยทั้งห้ารวมเป็นเงิน 300,000 บาท ทั้งนี้ นับแต่วันที่มีการรื้อรั้วให้โจทก์ใช้ทางได้เป็นต้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 84418 ของโจทก์กับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 84424 ของจำเลยทั้งห้าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงเดียวกันตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1275 ตำบลบางด้วน (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ซึ่งด้านทิศใต้ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 24847 กับเลขที่ 24848 ของนางเย็น จงพัฒนากิจเรือง และที่ดินโฉนดเลขที่ 87970 ของนางสายหยุด กับผู้มีชื่อ ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 บางส่วนถูกเวนคืนเพื่อทำถนนพุทธมณฑลสาย 1 และเจ้าของที่ดินเดิมได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2531 เมื่อแบ่งแยกแล้วที่ดินโฉนดเลขที่ 84418 ของโจทก์ด้านทิศใต้ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 24848 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 87970 ด้านทิศเหนือติดกับที่ดินพิพาท ด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินของจำเลยที่ 5 ตามโฉนดเลขที่ 84419 ด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินของจำเลยที่ 3 ตามโฉนดเลขที่ 141294 กับเลขที่ 141295 โดยที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 5 กับผู้มีชื่อ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 84418 เดิมเป็นของนางสุดใจ กอบทรัพย์เจริญต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนจากผู้มีชื่อและเข้าร่วมถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 5 ส่วนโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 84418 จากนางสุดใจเจ้าของเดิม ต่อมาปี 2541 ได้มีการสร้างถนนพุทธมณฑลสาย 1 ขึ้น และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งห้าไม่ได้ตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมของที่ดินของโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้า ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินพิพาทจากที่ดินของโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์จะขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ต่อเมื่อที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 แต่หากเป็นกรณีแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกัน ทำให้ที่ดินที่แบ่งแยกนั้นแปลงใดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะซึ่งหมายถึงทางสาธารณะที่มีอยู่ในขณะแบ่งแยกนั้นแล้ว ก็จะเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เมื่อปรากฏว่าการแบ่งแยกที่ดินพิพาทกับที่ดินของโจทก์ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 กระทำกันในปี 2531 ก่อนมีถนนพุทธมณฑลสาย 1 ในปี 2541 กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 มาบังคับได้ จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จากที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ 3 ทาง กล่าวคือ ทางแรกโจทก์และจำเลยที่ 5 กับเจ้าของที่ดินบริเวณนั้นคนอื่นๆ ใช้เส้นทางตามแนวเส้นประและลูกศรสีน้ำเงินในแผนที่เอกสารหมาย ล. 5 มีการติดตั้งเสาไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ริมทางเดินดังกล่าวตามภาพถ่ายหมาย ล. 7 โจทก์ จำเลยที่ 5 และคนทั่วไปใช้เป็นทางเดินจากที่ดินของตนออกสู่ทางสาธารณะชุมชนบ้านขี้เก้ง แต่ตามแผนที่เอกสารหมาย ล. 5 ทางเดินดังกล่าวต้องผ่านที่ดินเลขที่ 68, 67 และ 61 ซึ่งเป็นของบุคคลอื่น ทางที่ 2 เป็นทางจากที่ดินของโจทก์ด้านทิศใต้ ด้านฝั่งตะวันออกโดยลงเรือผ่านลำกระโดงสาธารณะเข้าออกทางคลองบ้านขี้เก้ง คลองราชมนตรี ออกสู่ชุมชนตลาดบางแคตามเส้นประสีแดงในแผนที่และภาพถ่ายหมาย ล. 8 แต่เส้นทางดังกล่าวต่อมาได้มีการถมลำกระโดงสาธารณะสร้างเป็นถนนพุทธมณฑลสาย 1 แล้ว ก็ไม่อาจใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นทางสาธารณะผ่านได้อีกและต้องผ่านที่ดินเลขที่ 69 และ 70 ของผู้อื่นเพื่อเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ด้วย ส่วนทางที่ 3 เป็นทางออกทางทิศใต้ติดที่ดินของโจทก์ตามที่ดินเลขที่ 68 ที่ได้มีการแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 เอกสารหมาย จ. 24 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่เดิมเพื่อเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะชุมชนบ้านขี้เก้งตามแผนที่และภาพถ่ายหมาย ล. 8 ซึ่งโจทก์ก็ได้นำสืบรับเจือสมว่า มีทางติดที่ดินของโจทก์ด้านทิศใต้ออกสู่ทางสาธารณะ แต่เป็นถนนของเอกชน เห็นว่า ทางจากที่ดินของโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะทั้ง 3 ทาง เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นและไม่ปรากฏว่าเป็นทางสาธารณะ อีกทั้งไม่ใช่ทางที่เป็นภารยทรัพย์ของที่ดินของโจทก์ ซึ่งเจ้าของอาจจะอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ และแม้เจ้าของที่ดินนั้นจะยินยอมให้โจทก์ผ่านที่ดินของตนได้ก็ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมาย ประกอบกับมีระยะทางจากที่ดินของโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะไกลไม่สะดวก จึงฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์ถูกล้อมรอบด้วยที่ดินของผู้อื่นจนไม่อาจออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้ แต่การที่จะเปิดทางจำเป็นนั้นต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความจำเป็นของโจทก์โดยคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอยที่ดินพิพาทให้เสียหายน้อยที่สุด ดังนั้น จึงสมควรเปิดทางจำเป็นจากที่ดินของโจทก์เข้าสู่ทางพิพาทกว้าง 4 เมตร

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งห้ามีสิทธิเรียกค่าทดแทนเพียงใด เห็นว่า ได้มีการกำหนดให้จำเลยทั้งห้าเปิดทางจำเป็นจากที่ดินของโจทก์เข้าสู่ทางพิพาทลดลงเหลือกว้าง 4 เมตร ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ภาระในที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งห้าลดลง ดังนั้น จำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งห้าจึงเหมาะสมแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้ออื่น ๆ ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยในคำพิพากษา ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระเป็นเงิน 420,000 บาทแล้ว จำเลยทั้งห้าฎีกาขอให้ชดใช้เป็นจำนวนตามที่ขอในฟ้อง และชำระค่าขึ้นศาลเต็มจำนวนดังกล่าวมา อันเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมาให้แก่จำเลยทั้งห้า

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าเปิดทางจำเป็นจากที่ดินของโจทก์เข้าสู่ที่ดินพิพาทกว้าง 4 เมตร คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมาให้แก่จำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุทธิลักษณ์ พรประทานสุข
จำเลย — นายวิศาล รัตนารังสรรค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9272/2553
#511091
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ทำงานในตำแหน่งผู้บริหารงานลูกค้าอาวุโสสายงานธนบดีธนกิจของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสายงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการแนะนำลูกค้าด้านการลงทุนซึ่งโดยตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 3 รวมถึงลักษณะงานที่ทำย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรเชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และการทำสัญญาขายลดตั๋วแลกเงินกับโจทก์อยู่ในขอบอำนาจของจำเลยที่ 3 ดังนั้น แม้ตามความเป็นจริงจำเลยที่ 3 จะไม่มีอำนาจทำสัญญาขายลดตั๋วแลกเงินกับโจทก์และไม่ได้นำเงินที่ได้รับจากโจทก์ไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการก็ต้องรับผิดชดใช้เงินคืนโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบมาตรา 820 ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 3 จะเป็นละเมิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ในสายงานธนบดีธนกิจ ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2534 จำเลยที่ 1 มอบหมายหรือเชิดจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เชิดตนเองแสดงออกต่อบุคคลภายนอกว่าเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจและเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการธนบดีธนกิจแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชักชวนโจทก์ให้มาใช้บริการธนบดีธนกิจ ซึ่งให้บริการรับฝากเงินและให้คำแนะนำการนำเงินไปลงทุนโดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รับดำเนินการต่าง ๆ แทนลูกค้า ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับเงินไปจากโจทก์แล้วไม่นำเงินไปดำเนินการในบริการธนบดีธนกิจหรือไม่นำเงินไปให้จำเลยที่ 1 เป็นเรื่องของตัวแทนไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ได้มาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ 1 จึงหาอาจอ้างเหตุตัวแทนของตนกระทำการทุจริตเพื่อไม่ส่งมอบเงินคืนแก่โจทก์ได้ไม่ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วม ส่วนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 รับเงินและยักยอกเงินของโจทก์ไปจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยอื่นรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกัน โดยจำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันชดใช้เงินคืนโจทก์จำนวน 84,934,931.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 12,141,882.71 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 97,076,814.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 18,000,000 บาท 25,934,931.51 บาท 3,000,000 บาท 5,000,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท และ 16,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยชักชวนหรือแนะนำให้โจทก์ลงทุนซื้อลดตั๋วแลกเงินและไม่เคยมอบหมายหรือยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนหรือเชิดตนเองเพื่อดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับเงินซื้อลดตั๋วแลกเงินจากโจทก์ และไม่เคยจ่ายผลประโยชน์จากการซื้อลดตั๋วแลกเงินแก่โจทก์ การซื้อลดตั๋วแลกเงินเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ไม่เคยขายตั๋วแลกเงินและไม่เคยรับฝากตั๋วแลกเงินจากโจทก์ หนังสือรับฝากตั๋วแลกเงินท้ายฟ้องไม่ใช่เอกสารของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในขอบอำนาจ ทั้งไม่เคยรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการลงทุนซื้อขายตั๋วแลกเงินของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว โจทก์ฟ้องตั้งข้อหาว่าเป็นการเรียกทรัพย์คืน แต่ตามพฤติการณ์เป็นมูลละเมิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย นายพลศักดิ์ กาญจนจารี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 82,047,546.09 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดใช้เงินดังกล่าวจำนวน 50,211,102.83 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 18,000,000 บาท 17,000,000 บาท 16,000,000 บาท 25,934,931.51 บาท 3,000,000 บาท 5,000,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 วันที่ 6 ธันวาคม 2538 วันที่ 10 ตุลาคม 2538 วันที่ 26 มกราคม 2539 วันที่ 22 ธันวาคม 2538 และวันที่ 20 ธันวาคม 2538 ตามลำดับจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นลูกค้าใช้บริการธนบดีธนกิจของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่โจทก์เข้าเป็นลูกค้านั้น จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการสายงานดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ทำงานในตำแหน่งผู้บริหารงานลูกค้าอาวุโส จำเลยที่ 4 เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 สายงานธนบดีธนกิจของจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการแนะนำลูกค้าด้านการลงทุน เช่น การซื้อลดตั๋วแลกเงินของบริษัทต่าง ๆ ที่นำมาขายแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งลูกค้าจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากกว่านำเงินไปฝากไว้กับธนาคาร สายงานดังกล่าวนี้มีบริการนอกสถานที่ โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 จะไปรับเช็คจากลูกค้าและนำมาเข้าบัญชีให้แทน ในกรณีการซื้อลดตั๋วแลกเงิน ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อลดตั๋วแลกเงินแล้ว หากไม่ประสงค์จะเก็บรักษาตั๋วไว้เอง ลูกค้าอาจฝากตั๋วแลกเงินดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 จะออกใบรับฝากตั๋วแลกเงินพร้อมกับถ่ายสำเนาตั๋วแลกเงินดังกล่าวมอบให้แก่ลูกค้าไว้เพื่อเป็นหลักฐาน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 อยู่นอกเหนืออำนาจที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 เงินที่จำเลยที่ 3 ได้รับจากโจทก์ จำเลยที่ 3 ก็เบียดบังไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว หาได้ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 รับกันได้ความว่า จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ทำงานในตำแหน่งผู้บริหารงานลูกค้าอาวุโสสายงานธนบดีธนกิจของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสายงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการแนะนำลูกค้าด้านการลงทุน ซึ่งโดยตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 3 รวมถึงลักษณะงานที่ทำย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรควรจะเชื่อว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และการทำสัญญาขายลดตั๋วแลกเงินกับโจทก์อยู่ในขอบอำนาจของจำเลยที่ 3 ดังนั้น แม้ตามความเป็นจริงจำเลยที่ 3 จะไม่มีอำนาจทำสัญญาขายลดตั๋วแลกเงินกับโจทก์และไม่ได้นำเงินที่ได้รับจากโจทก์ไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการก็ต้องรับผิดชดใช้เงินคืนโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 820 ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 3 จะเป็นละเมิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 พ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ไม่ และเมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาขายลดตั๋วแลกเงินแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความละเมิดเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาขายลดตั๋วแลกเงินแล้ว ก็หาจำต้องวินิจฉัยในประเด็นเรื่องละเมิดอีก ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเรื่องอายุความละเมิดจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการต่อไปว่า การที่จำเลยที่ 1 สลักหลังตั๋วแลกเงินโดยมีความหมายว่า "ปราศจากสิทธิไล่เบี้ย" จะทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ในการสลักหลังตั๋วแลกเงิน จำเลยที่ 1 ได้จดข้อกำหนดลบล้างความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไว้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามตั๋วแลกเงินได้ เห็นว่า ตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องนั้นโจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาขายลดตั๋วแลกเงิน มิใช่ให้รับผิดตามมูลหนี้ตั๋วแลกเงิน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างคำสลักหลังที่มีข้อกำหนดลบล้างความรับผิดขึ้นต่อสู้โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาในประเด็นปลีกย่อยอื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 822
ชื่อคู่ความ
นายเทียม กาญจนจารี
โดยนายพลศักดิ์ กาญจนจารี
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9266/2553
#504727
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมในศาลภาษีอากรนั้น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาภาษีอากรฯ มาตรา 17 บัญญัติให้ทำได้ต่อเมื่อเป็นกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่จะนำมาใช้บังคับเท่านั้น เมื่อการย่นหรือขยายระยะเวลาได้มีบทบัญญัติมาตรา 19 บัญญัติไว้เป็นพิเศษแล้ว จึงไม่ต้องนำบทบัญญัติ มาตรา 23 แห่งป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยแล้ว เห็นว่าจำเลยเป็นกรมในรัฐบาล จำเลยต้องเสนอเอกสารตามลำดับชั้นตามระเบียบราชการไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อแก้ต่างคดีให้ ซึ่งจำเลยต้องใช้เวลาในการรวบรวมเอกสารพร้อมสรุปข้อเท็จจริง และพึ่งพยานบุคคลไปชี้แจงข้อเท็จจริงแก่พนักงานเพื่อทำคำให้การแก้คดี เป็นเหตุให้พนักงานอัยการไม่อาจทำคำให้การแก้คดียื่นต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายได้ อันเป็นกรณีที่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การและจำเลยก็ได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด ย่อมเป็นการยื่นคำให้การโดยชอบ ไม่ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแต่อย่างใด

ตาม มาตรา 91 แห่ง ป.รัษฎากร บัญญัติว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีอากรประเมิน ดังนั้น การที่จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะต้องมีการประเมินตนเองของผู้มีเงินได้โดยยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษี หรือเป็นการประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมินในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้มีเงินได้ยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์หรือไม่ยื่นรายการ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษี เจ้าพนักงานจึงมีหนังสือเตือนให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่ว่าหนังสือเตือนให้ไปยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจะถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ย่อมไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาแผนกภาษีอากร จึงไม่รับวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯลฯ มาตรา 29

เมื่อหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะฉบับพิพาทมีข้อความ ประเภทการประกอบการ การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการค้าหรือหากำไร ประเภทรายรับ รายรับหรือพึงได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ รวมรายรับทั้งสิ้น อัตราภาษีร้อยละ 3 ภาษีที่ต้องชำระ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น รวมภาษีที่ต้องชำระ ระบุสถานที่ให้โจทก์นำภาษีไปชำระ ระบุเหตุผลที่ประเมินและการงดเบี้ยปรับ ดังนี้ ถือเป็นกรณีจัดให้มีเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญและเหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิงรวมทั้งเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจ หนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวจึงชอบด้วยหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 แล้ว

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ให้นิยามคำว่า ขาย หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ ดังนั้น การที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารให้แก่บริษัทภูเก็ตโกลเด้นแลนด์ จำกัด ผู้ขายเดิม ไม่ว่าจะเป็นการโอนกรรมสิทธิ์เพราะการเลิกสัญญาและกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 หรือการทำนิติกรรมซื้อขายดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวง เพราะโจทก์กับบริษัทภูเก็ตโกลเด้นแลนด์ จำกัด มิได้มีเจตนาให้เกิดผลในทางกฎหมายจากนิติกรรมจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารนั้นก็ตาม กรณีก็ต้องด้วยนิยามคำว่า ขาย ดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 12) ลงวันที่ 26 เมษายน 2526 ข้อ 2 แต่งตั้งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไปสังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่ง ป.รัษฎากรสำหรับท้องที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้บังคับขณะโจทก์ขายที่ดิน และประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่ง ป.รัษฎากร เฉพาะกรณีรับชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและแบบแสดงรายการของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 91/2 (6) นั้นเป็นเพียงการกระทำในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) พร้อมออกใบเสร็จรับเงินให้เท่านั้น มิใช่กระทำในฐานะเจ้าพนักงานประเมินที่ประเมินภาษีโจทก์ ดังนั้น เจ้าพนักงานสรรพากรจึงยังคงเป็นเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีของโจทก์ได้

การที่เทศบาลออกเทศบัญญัติเพื่อเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรตาม พ.ร.บ.รายได้เทศบาล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2534 มาตรา 12, 14 หรือองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ออกข้อบังคับตำบลเพื่อเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร ตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 76 เมื่อที่ดินและอาคารที่โจทก์ขายให้แก่บริษัทภูเก็ตโกลเด้นแลนด์ จำกัด ตั้งอยู่ในเขตตามกฎหมายที่เรียกเก็บภาษีส่วนท้องถิ่นดังกล่าวให้ถือเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร ดังนี้ เจ้าพนักงานประเมินซึ่งมีอำนาจตาม ป.รัษฎากรย่อมมีอำนาจประเมินภาษีส่วนท้องถิ่นได้ เมื่อกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเพื่อราชการส่วนท้องถิ่นแล้วก็จะส่งมอบให้แก่กระทรวงมหาดไทยดำเนินการจัดสรรตาม พ.ร.บ.รายได้ประเภทภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2534 ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ 02008390 - 25461014 - 006 00021 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.4/10/19/48 ลงวันที่ 28 เมษายน 2548 ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินเรียกเก็บและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้จำเลยขยายเวลายื่นคำให้การ และยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดนั้น เป็นคำสั่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยต้องยื่นให้การแก้คดีต่อศาลภายใน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคหนึ่ง และศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายหรือย่นระยะเวลาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 การขยายหรือย่นระยะเวลาดังกล่าวจะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่ศาลภาษีอากรกลางอาจอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การได้ และไม่มีเหตุสุดวิสัย แม้ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก็เป็นการสั่งโดยผิดหลง ไม่เป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าศาลภาษีอากรกลางได้อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และต้องถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 19 บัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ศาลภาษีอากรกำหนด ศาลภาษีอากรมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เป็นกรณีมีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องนำบทบัญญัติมาตรา 23 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2548 มีข้อความว่า เนื่องจากจำเลยเป็นกรมในรัฐบาล ถูกฟ้องเพราะปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อขอให้จัดพนักงานอัยการเป็นทนายความแก้ต่างให้จำเลยในวันที่ 1 สิงหาคม 2548 ทั้งนี้ เพราะต้องเสนอตามลำดับชั้นตามระเบียบของทางราชการ พนักงานอัยการได้แจ้งให้จำเลยนำเอกสารไปให้พนักงานอัยการตรวจสอบ และนำพยานบุคคลไปชี้แจงข้อเท็จจริงแก่พนักงานอัยการเพื่อทำคำให้การแก้คดี ซึ่งจำเลยต้องใช้เวลาในการรวบรวมเอกสารพร้อมสรุปข้อเท็จจริงและนำพยานบุคคลไปพบพนักงานอัยการเพื่อสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่กำหนดระยะเวลายื่นคำให้การแก้คดีสำหรับจำเลยจะครบกำหนดในวันที่ 3 สิงหาคม 2548 พนักงานอัยการไม่อาจทำคำให้การแก้คดียื่นต่อศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ จำเลยจึงขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การออกไปจนถึงวันที่ 3 กันยายน 2548 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า อนุญาตโดยให้จำเลยยื่นคำให้การภายในวันที่ 2 กันยายน 2548 สำเนาให้แก่โจทก์ ดังนั้น การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การออกไปดังกล่าว เป็นกรณีที่ขยายระยะเวลาตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 แล้ว ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เมื่อจำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ขยาย จึงเป็นการยื่นคำให้การโดยชอบ จำเลยมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การ ที่ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การและยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการที่สองมีว่า หนังสือเตือนให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 6 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยไม่ให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน นับตั้งแต่โจทก์ได้รับหนังสือเป็นการลงนามโดยผู้ปฏิบัติราชการแทนสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 8 มิใช่ลงนามโดยเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร หนังสือเตือนดังกล่าวไม่มีรายละเอียด และไม่ถูกต้อง โจทก์จึงไม่ต้องปฏิบัติตาม ทั้งโจทก์ได้รับหนังสือเตือนเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาในหนังสือเตือนแล้ว หนังสือเตือนให้โจทก์ไปยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามมาตรา 91 แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีอากรประเมิน ดังนั้น การที่จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะต้องมีการประเมินตนเองโดยโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษี หรือเป็นกรณีประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมินในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรสงสัยว่า โจทก์แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ หรือเมื่อโจทก์ไม่ยื่นรายการ หนังสือเตือนให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะมิใช่เป็นหนังสือการแจ้งการประเมินโดยเจ้าพนักงานประเมิน ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ตามฟ้อง ดังนั้นหนังสือเตือนให้ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะจะถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้จึงเป็นข้ออุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการที่สามมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบเพราะไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 23 และ 24 แห่งประมวลรัษฎากร คือต้องออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนก่อน และเป็นการประเมินย้อนหลัง มิใช่เป็นการประเมินล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นแบบแสดงรายการ จึงขัดต่อมาตรา 18 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ชอบ นั้น เห็นว่า หมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน มาตรา 15 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่างๆ แห่งลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท ซึ่งมาตรา 23 และ 24 แห่งประมวลรัษฎากรที่โจทก์อ้างนั้นก็อยู่ในหมวด 2 นี้แต่สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะบัญญัติไว้ในหมวด 5 โดยกำหนดวิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมินตามมาตรา 91/15 และ 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น โดยเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมินในหมวด 2 กล่าวคือตามมาตรา 91/15 และ 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวนก่อน จึงไม่ใช้บทบัญญัติของมาตรา 23 และ 24 บังคับแก่ภาษีธุรกิจเฉพาะ ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว และเมื่อปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าโจทก์มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามมาตรา 91/15 (1) และมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากรได้ หาใช่เป็นการประเมินภาษีล่วงหน้าตามมาตรา 18 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรตามที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ปัญหาหนังสือแจ้งการประเมินไม่มีเลขที่หนังสือแจ้งการประเมินและหนังสือแจ้งการประเมินเพิ่มเติมขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 หรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะฉบับพิพาท มีข้อความประเภทการประกอบการ การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ประเภทรายรับ รายรับหรือพึงได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ รวมรายรับทั้งสิ้น 4,000,000 บาท อัตราภาษีร้อยละ 3 ภาษีที่ต้องชำระ 120,000 บาท เงินเพิ่ม 120,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 24,000 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 264,000 บาท ให้โจทก์นำภาษีไปชำระ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาวัฒนา เหตุผลที่ประเมิน โจทก์มีรายรับหรือพึงได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 แต่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงทำการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับเบี้ยปรับจำนวน 240,000 บาท งดให้ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 127/2546 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 เป็นกรณีจัดให้มีเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ เหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจ หนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวจึงชอบด้วยหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37 แล้ว

สำหรับปัญหาที่โจทก์อ้างว่าไม่ใช่เป็นการขายที่ดินพร้อมอาคารแต่เป็นการเลิกสัญญาและคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 91/1 (4) "ขาย" หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ การที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารให้แก่บริษัทภูเก็ตโกลเด้นแลนด์ จำกัด ต้องด้วยคำนิยามคำว่า "ขาย" ดังกล่าวข้างต้น ที่โจทก์อ้างว่าเป็นกรณีโจทก์กับบริษัทภูเก็ตโกลเด้นแลนด์ จำกัด เลิกสัญญาและกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 หรืออ้างว่าการทำนิติกรรมสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวง เพราะความจริงโจทก์กับบริษัทภูเก็ตโกลเด้นแลนด์ จำกัด มิได้มีเจตนาให้เกิดผลในทางกฎหมายซึ่งควรจะเกิดขึ้นจากนิติกรรมจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ เลย ข้ออ้างของโจทก์ไม่อาจหักล้างคำนิยามคำว่าขายตามมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากรดังกล่าวข้างต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการที่สี่มีว่า โจทก์ไม่มีรายรับจากการโอนกรรมสิทธิ์พร้อมอาคารดังกล่าวนั้น เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 12) ลงวันที่ 26 เมษายน 2526 ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ขายที่ดิน ข้อ 2 ได้แต่งตั้งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สังกัดสำนักงานกรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากรสำหรับท้องที่กรุงเทพมหานคร และวรรคสองกำหนดให้การใช้อำนาจของเจ้าพนักงานตามวรรคหนึ่ง สำหรับกรณีการประเมินภาษี การสั่งลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม การไต่สวน สอบสวน หรือซักถามผู้เสียภาษีหรือผู้นำส่งภาษี หรือพยานบุคคล ให้กระทำได้เฉพาะเจ้าพนักงานซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 5 ขึ้นไปเท่านั้น แต่จะให้เจ้าพนักงานซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 หรือระดับ 4 เป็นผู้จดคำให้การก็ได้ สำหรับประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 35) ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 ได้กำหนดให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะกรณีรับชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ และแบบแสดงรายการภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 91/2 (6) ซึ่งเป็นเพียงการกระทำในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 40) พร้อมออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะที่ได้ยื่นแบบฯและชำระภาษีไว้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/10 มิใช่กระทำในฐานะเจ้าพนักงานประเมินที่ทำการประเมินภาษีโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้นเจ้าพนักงานสรรพากรจึงยังคงเป็นเจ้าพนักงานประเมิน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการที่สามมีว่า เจ้าพนักงานสรรพากรไม่มีอำนาจประเมินภาษีส่วนท้องถิ่น และภาษีส่วนท้องถิ่นไม่ใช่ภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากรนั้น เห็นว่า ที่ดินพร้อมอาคารที่โจทก์ขายให้บริษัทภูเก็ตโกลเด้นแลนด์ จำกัด ตั้งอยู่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต หากอยู่ในเขตเทศบาล ตามพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534 มาตรา 12 เทศบาลมีอำนาจออกเทศบัญญัติเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรซึ่งสถานประกอบการอยู่ในเขตเทศบาล และตามมาตรา 14 ภาษีอากรตามมาตรา 12 ให้ถือเป็นภาษีอากรและค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และหากอยู่ในหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 76 องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจออกข้อบังคับตำบลเพื่อเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรซึ่งสถานประกอบการตั้งอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบล และภาษีอากรตามมาตรานี้ให้ถือเป็นภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ดังนั้น ไม่ว่าเทศบาลหรือหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นออกเทศบัญญัติเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นออกข้อบังคับตำบลเพื่อเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร ที่ดินและอาคารที่โจทก์ขายให้แก่บริษัทภูเก็ตโกลเด้นแลนด์ จำกัด ตั้งอยู่ในเขต ตามกฎหมายที่เรียกเก็บภาษีส่วนท้องถิ่นดังกล่าวให้ถือเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินซึ่งมีอำนาจตามประมวลรัษฎากรย่อมมีอำนาจประเมินภาษีส่วนท้องถิ่นนี้ได้ และโดยผลของกฎหมายดังกล่าวให้ถือเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรแล้ว ตามมาตรา 5 แห่งประมวลรัษฎากร ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมดูแลของกรมสรรพากร เจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรย่อมมีอำนาจประเมินภาษีส่วนท้องถิ่นได้ ซึ่งเมื่อกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น แล้ว ได้หักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ แล้ว กรมสรรพากรส่งมอบภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งจำนวนให้แก่กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยจัดสรรตามพระราชบัญญัติจัดสรรรายได้ประเภทภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2534 อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 177 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 91 ม. 91/1 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 19 ม. 24 ม. 29
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
พ.ร.บ.รายได้เทศบาล (ฉบับที่ 3) พ.ศ 2534 ม. 12 ม. 14
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำเนียร สธนเสาวภาคย์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9244/2553
#503249
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 391 ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผลร้ายเกิดแก่บุคคลอื่นซึ่งเป็นบุคคลที่โจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามทำร้ายผู้เสียหายและฐานทำร้ายบุคคลอื่นโดยพลาดไป เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยลงโทษได้ทุกบทหรือบทหนึ่งบทใดได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยทำให้ผู้ใดได้รับผลร้ายจึงเป็นข้อสำคัญ การที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องว่าผลร้ายเกิดเหตุแก่ผู้เสียหายเท่านั้น จึงเป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ มิใช่ข้อแตกต่างที่เป็นเพียงรายละเอียดที่ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง จึงลงโทษจำเลยฐานทำร้ายบุคคลที่โจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้องมิได้ และเมื่อฐานพยายามกระทำผิดลหุโทษต่อผู้เสียหายไม่ต้องรับโทษ ศาลก็ต้องยกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 60 ปรับ 800 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้แก้วเหล้าสาดใส่หน้าของผู้เสียหายไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแต่กาย แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าเหล้าไม่ถูกผู้เสียหายแต่ไปถูกนางพจนีย์ โดยพลาดนั้น ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำตามฟ้องที่ผลร้ายเกิดแก่นางพจนีย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 60 ได้หรือไม่ คดีมีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งฟังได้ว่าจำเลยใช้เหล้าสาดใส่หน้าของผู้เสียหาย อันเป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะกระทำต่อผู้เสียหาย แต่เมื่อเหล้าไปถูกนางพจนีย์เท่ากับผลของการกระทำเกิดแก่นางพจนีย์โดยพลาดไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายและใช้กำลังทำร้ายนางพจนีย์โดยพลาดไปด้วยซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่โจทก์ย่อมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยได้ทุกบทหรือจะขอให้ลงโทษเพียงบทใดบทหนึ่งก็ได้ ดังนั้นข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยและทำให้บุคคลใดได้รับผลร้ายจึงเป็นข้อสำคัญ การที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าผลร้ายเกิดแก่ผู้เสียหายเท่านั้น แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าผลร้ายเกิดแก่นางพจนีย์ จึงเป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ซึ่งศาลต้องยกฟ้อง มิใช่ข้อแตกต่างที่เป็นเพียงรายละเอียดที่ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงที่ว่านางพจนีย์ได้รับผลร้ายเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณาซึ่งมิได้ปรากฏในคำฟ้องเลย ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้อง ต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นางรัตนา มาตร์มงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายกีรติ กีรติยุติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9216/2553
#503220
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในตอนแรกว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเงินกู้ตามฟ้องกับบริษัท ม. จริง แต่ไม่ได้รับเงินกู้ บัญชีเงินกู้ตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์หรือบุคคลอื่นทำขึ้นเอง จำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องและเป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้อง ส่วนตามคำให้การในตอนหลังที่ว่า หากฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ม. เรื่อยมา แต่บริษัท ม. ถูกปิดกิจการ ทำให้ไม่สามารถติดต่อชำระหนี้ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ผิดนัดชำระหนี้ และหากโจทก์มีสิทธิรับช่วงสิทธิและเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิเรียกร้องได้ไม่เกินจำนวนที่โจทก์รับช่วงสิทธิมานั้น มิใช่เป็นคำให้การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้รับเงินกู้ตามฟ้องจากบริษัท ม. จึงมิใช่คำให้การที่ขัดแย้งกันเองหรือไม่ชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ ถือได้ว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ได้แสดงโดยแจ้งชัดว่าปฏิเสธฟ้องของโจทก์รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้ว จึงเป็นคำให้การที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง และมีประเด็นที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะนำสืบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,002,534.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุน โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด มอบอำนาจให้บริษัทรีเทล รีคอฟเวอรี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทน และให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ บริษัทรีเทล รีคอฟเวอรี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด แต่งตั้งให้นายวิชิตเป็นตัวแทนช่วงดำเนินคดีแทนและให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงต่อไปได้ นายวิชิตแต่งตั้งให้นายปิยศักดิ์หรือนางกชมนพรเป็นตัวแทนช่วงดำเนินคดีนี้แทน จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาเงินกู้ และในหนังสือขอรับเงินกู้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในตอนหลังที่ว่า หากศาลฟังว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด (มหาชน) เรื่อยมา แต่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวถูกปิดกิจการทำให้ไม่สามารถติดต่อชำระหนี้ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ผิดนัดชำระหนี้ และหากโจทก์มีสิทธิรับช่วงสิทธิและเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ก็จะมีสิทธิเรียกร้องได้ไม่เกินจำนวนที่โจทก์รับช่วงสิทธิมา ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่เกิน 800,000 บาท นั้น มิใช่เป็นคำให้การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้รับเงินกู้ตามฟ้องจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด (มหาชน) คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่คำให้การที่ขัดแย้งกันเองหรือไม่ชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ ถือได้ว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้แสดงโดยแจ้งชัดว่าปฏิเสธฟ้องของโจทก์ รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้ว จึงเป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และมีประเด็นที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะนำสืบได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ...

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.50 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — นายศุภชัย นิตยพัธน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ศาลอุทธรณ์ — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9213/2553
#504706
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดที่โจทก์ฟ้องคือความผิดฐานปลอมเอกสารและลักทรัพย์จะเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน แต่เมื่อศาลพิจารณาแล้วได้ความว่าข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นความผิดฐานยักยอกและศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ก็ต้องถือว่าคดีนี้เป็นความผิดฐานยักยอกอันเป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ร่วมย่อมถอนคำร้องทุกข์ในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดได้ เมื่อจำเลยไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 334 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 245,000 บาท แก่ผู้เสียหายและริบของกลาง

จำเลยให้ปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอรวรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 30 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 245,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และให้คืนของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมแถลงขอถอนคำร้องทุกข์โจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ความผิดที่โจทก์ฟ้องคือความผิดฐานปลอมเอกสารและลักทรัพย์จะเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน แต่เมื่อศาลพิจารณาแล้วได้ความว่าข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นความผิดฐานยักยอก และศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ก็ต้องถือว่าคดีนี้เป็นความผิดฐานยักยอกอันเป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ร่วมย่อมถอนคำร้องทุกข์ในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดได้ เมื่อจำเลยไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268 ม. 334 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางอรวรรณ ต่อพันธ์ โฮริ
จำเลย — นายพรชัย โชคชัชวาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายคนึง คงบริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอดิเทพ ถิระวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2553
#503270
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกและขุดต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ ขอให้ลงโทษและเรียกค่าเสียหาย 81,000 บาท ซึ่งความรับผิดทางแพ่งเกิดจากการกระทำผิดอาญาอันมีมูลคดีเดียวกัน จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคำพิพากษาคดีส่วนอาญายุติแล้วว่า พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ดังนี้จะฟังข้อเท็จจริงใหม่เป็นอย่างอื่นหาได้ไม่

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 47 จะบัญญัติว่าคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปกลับข้อเท็จจริงที่จำต้องรับฟังตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฎในคำพิพากษาส่วนอาญาได้ จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 81,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธในส่วนอาญาและให้การคดีในส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 พฤษภาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คดีส่วนแพ่ง โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องคดีส่วนแพ่งของโจทก์เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกและร่วมกันขุดต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกไว้ออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง และเรียกค่าเสียหายจำนวน 81,000 บาท ซึ่งความรับผิดทางแพ่งเกิดจากการกระทำผิดอาญาอันมีมูลคดีเดียวกัน จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคำพิพากษาคดีส่วนอาญายุติแล้วว่า พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ดังนี้จะฟังข้อเท็จจริงใหม่เป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างนายฮั้ว นำรถแบ็คโฮไปขุดถอนต้นยูคาลิปตัสในที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์แล้วนายฮั้วให้คนงานของตนนำรถแบ็คโฮไปทำงานตามที่ตนรับจ้างโดยที่จำเลยที่ 1 ไม่ชี้แนวเขตที่ดินของตนถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 นั้น จึงไม่ชอบ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายมาในฟ้องจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งอีกด้วย แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 จะบัญญัติว่าคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปกลับข้อเท็จจริงที่จำต้องรับฟังตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฎในคำพิพากษาส่วนอาญาได้ จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหนุน เต็นรัมย์
จำเลย — นายพิชิต พงษ์พิชิตกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายเทิดศักดิ์ โมราชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2553
#511082
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกและร่วมกันขุดต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกไว้ออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงและเรียกค่าเสียหายจำนวน 81,000 บาท ซึ่งความรับผิดทางแพ่งเกิดจากการกระทำผิดอาญาอันมีมูลคดีเดียวกัน จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคำพิพากษาส่วนอาญายุติแล้วว่าพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ดังนี้ จะฟังข้อเท็จจริงใหม่เป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้าง ฮ. นำรถแบ็คโฮไปขุดถอนต้นยูคาลิปตัสในที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์แล้ว ฮ. ให้คนงานนำรถแบ็คโฮไปทำงานตามที่ตนรับจ้างโดยที่จำเลยที่ 1 ไม่ชี้แนวเขตที่ดินของตนถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 จึงไม่ชอบนอกจากนี้ข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายมาในฟ้องจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่งอีกด้วย แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 47 จะบัญญัติว่าคำพิพากษาส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปกลับข้อเท็จจริงที่จำต้องรับฟังตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาได้จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ทำละเมิดอันจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 81,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธในส่วนอาญาและให้การคดีในส่วนแพ่งว่า จำเลยที่ 2 กระทำการอันเป็นการนอกเหนือคำสั่งของจำเลยที่ 1 โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้ทำละเมิดแล้ว ถือว่าไม่ประสงค์เรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 พฤษภาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คดีส่วนแพ่ง โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องคดีส่วนแพ่งของโจทก์เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่เกิดเหตุ ตั้งอยู่ตำบลหนองขมาร อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ 94 ตารางวา ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.1 มีต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ปลูกอยู่ทั้งแปลง ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องมีคนนำรถแบ็คโฮไปขุดถอนต้นยูคาลิปตัสในที่เกิดเหตุจนหมดคดีส่วนอาญาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกและร่วมกันขุดต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกไว้ออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง และเรียกค่าเสียหายจำนวน 81,000 บาท ซึ่งความรับผิดทางแพ่งเกิดจากการกระทำผิดอาญาอันมีมูลคดีเดียวกัน จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อคำพิพากษาคดีส่วนอาญายุติแล้วว่าพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีแล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ดังนี้ จะฟังข้อเท็จจริงใหม่เป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างนายฮั้วนำรถแบ๊คโฮไปขุดถอนต้นยูคาลิปตัสในที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์แล้วนายฮั้วให้คนงานของตนนำรถแบ็คโฮไปทำงานตามที่ตนรับจ้างโดยที่จำเลยที่ 1 ไม่ชี้แนวเขตที่ดินของตน ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 นั้นจึงไม่ชอบ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายมาในฟ้องจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งอีกด้วย แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 จะบัญญัติว่าคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปกลับข้อเท็จจริงที่จำต้องรับฟังตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนแพ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาได้ จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหนุน เต็นรัมย์
จำเลย — นายพิชิต พงษ์พิชิตกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9202/2553
#510206
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2538 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 จึงทราบว่าเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 บังอาจจดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีเจตนาซ่อนเร้นทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งโจทก์ได้ใช้สิทธิหรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้วให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ เพื่อให้พ้นไปเสียจากการที่โจทก์จะบังคับคดีเอากับทรัพย์ดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะให้โจทก์บังคับคดีได้อีก ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมีความหมายให้เข้าใจได้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำไปโดยรู้ว่าเจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้แล้ว ซึ่งครบองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2531 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 285 (ที่ถูกคือ 205) ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ เพื่อเป็นหลักประกันการทำงานของนายสุพัฒน์ ลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการ ในวงเงิน 200,000 บาท และเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2535 ได้จดทะเบียนขึ้นเงินจำนวนอีก 3,800,000 บาท รวมเป็นวงเงิน 4,000,000 บาท ต่อมานายสุพัฒน์ทำงานบกพร่องผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ฟ้องนายสุพัฒน์และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้นายสุพัฒน์รับผิดชำระเงินจำนวน 7,000,000 บาทเศษ ต่อมาเมื่อปี 2538 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 จึงทราบว่าเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 บังอาจจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 178 และเลขที่ 37 ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีเจตนาซ่อนเร้นทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งโจทก์ได้ใช้สิทธิหรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้วให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เพื่อให้พ้นไปเสียจากการที่โจทก์จะบังคับคดีเอากับทรัพย์ดังกล่าว เพื่อชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองทราบดีว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะให้โจทก์บังคับได้อีก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ให้รอการลงโทษไว้กำหนดคนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำไปโดยรู้ว่าเจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย่อมเป็นฟ้องที่ขาดสาระสำคัญแห่งองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ได้บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ว่า "ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์ของลูกหนี้นั้น แสดงไว้แจ้งชัดว่าหมายถึงทรัพย์สินใดๆ ของลูกหนี้ที่มีอยู่ได้มีการย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปเพียงเพื่อเจตนามิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อปี 2538 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 กับพวกรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 จึงทราบว่าเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 บังอาจจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 178 และเลขที่ 37 ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีเจตนาซ่อนเร้นทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งโจทก์ได้ใช้สิทธิหรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้วให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ เพื่อให้พ้นไปเสียจากการที่โจทก์จะบังคับคดีเอากับทรัพย์ดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะให้โจทก์บังคับคดีได้อีก โดยเมื่อพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแล้วก็เป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์มีความหมายให้เข้าใจได้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำไปโดยรู้ว่าเจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้แล้ว ซึ่งครบองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นๆ ดังนั้น เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรศรีสะเกษ จำกัด
จำเลย — นางสาวต๋งเฮียง พัฒนาจริยา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ตรีวุฒิ สาขากร
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา