คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4643/2551
#412838
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่มีเงื่อนไขว่าหากการชำระเงินตามสัญญายังไม่เสร็จสิ้น เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ระบุในสัญญายังคงเป็นสมบัติของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำกลับในสภาพสมบูรณ์ได้ทุกเวลา เป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 เมื่อจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามมาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 จำเลยทำสัญญาซื้อเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ในราคา 759,700 บาท ตกลงแบ่งชำระราคาเป็น 3 งวด งวดที่ 1 ชำระในวันทำสัญญาจำนวน 189,925 บาท งวดที่ 2 ชำระจำนวน 265,895 บาท ภายใน 20 วัน หลังจากทดลองเดินเครื่องใช้งาน งวดที่ 3 ชำระจำนวน 303,880 บาท ภายใน 20 วัน หลังจากใช้งานจริงโดยมีเงื่อนไขในสัญญาว่าหากการชำระเงินตามสัญญายังไม่เสร็จสิ้นเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ระบุในสัญญายังคงเป็นสมบัติของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำกลับในสภาพสมบูรณ์ได้ทุกเวลา ปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยชำระราคาค่าเครื่องจักรเพียง 2 งวด วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 จำเลยทำหนังสือยอมรับสภาพหนี้โดยขอประนอมหนี้และขอลดยอดหนี้จากจำนวน 303,880 บาท ลงเหลือ 200,000 บาท โดยเสนอให้โจทก์ใช้บริการของจำเลยแทนการชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2545 จำเลยมีหนังสือติดต่อให้โจทก์ใช้บริการห้องจัดสัมมนาของจำเลย แต่โจทก์ปฏิเสธและมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนทรัพย์แก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 303,880 บาท จำเลยได้รับหนังสือทวงถามแล้วแต่กลับเพิกเฉย ขอให้จำเลยคืนทรัพย์ตามฟ้องในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 303,880 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามกฎหมายเนื่องจากโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 และได้มีการชำระเงินงวดที่ 1 แล้ว ทำให้สัญญามีผลใช้บังคับในวันดังกล่าวแม้จะถือว่าจำเลยขอประนอมหนี้ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 ก็ตาม แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 เกินเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาซื้อขายหรือวันทำการประนอมหนี้กัน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนแก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 303,380 บาท (ที่ถูก 303,880) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาเพียงว่า สำเนาให้โจทก์ว่าจะคัดค้านหรือไม่ และสั่งในอุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดรับอุทธรณ์ของจำเลย ดังนี้แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยต่อไป ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 จำเลยทำสัญญาซื้อเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ในราคา 759,700 บาท โดยตกลงแบ่งชำระราคาเป็น 3 งวด ปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยชำระราคาค่าเครื่องจักรเพียง 2 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระราคาค่าเครื่องจักรในงวดที่ 3 จำนวน 303,880 บาท ซึ่งถึงกำหนดชำระประมาณเดือนเมษายน 2539 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงว่ามูลหนี้คดีนี้เกิดจากการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน จำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาค่าเครื่องจักร โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบไปแล้วจากจำเลยสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยผิดสัญญา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีเงื่อนไขว่าหากการชำระเงินตามสัญญายังไม่เสร็จสิ้น เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ระบุในสัญญายังคงเป็นสมบัติของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำกลับในสภาพสมบูรณ์ได้ทุกเวลา ดังนี้ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 เมื่อจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาจึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ กรณีไม่ใช่เรื่องโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 459 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเค.บอยเลอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทปากช่องแลนด์มาร์ค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4643/2551
#417696
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งแต่เพียงว่าสำเนาให้โจทก์ว่าจะคัดค้านหรือไม่ โดยไม่ได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยพอแปลได้ความว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีเงื่อนไขว่าหากการชำระเงินตามสัญญายังไม่เสร็จสิ้น เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ระบุในสัญญายังคงเป็นสมบัติของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำกลับในสภาพสมบูรณ์ได้ทุกเวลา ดังนี้สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 เมื่อจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ กรณีไม่ใช่เรื่องโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 จำเลยทำสัญญาซื้อเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ในราคา 759,700 บาท ตกลงแบ่งชำระราคาเป็น 3 งวด งวดที่ 1 ชำระในวันทำสัญญาจำนวน 189,925 บาท งวดที่ 2 ชำระจำนวน 265,895 บาท ภายใน 20 วัน หลังจากทดลองเดินเครื่องใช้งาน งวดที่ 3 ชำระจำนวน 303,880 บาท ภายใน 20 วัน หลังจากใช้งานจริงโดยมีเงื่อนไขในสัญญาว่าหากการชำระเงินตามสัญญายังไม่เสร็จสิ้น เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ระบุในสัญญายังคงเป็นสมบัติของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำกลับในสภาพสมบูรณ์ได้ทุกเวลา ปรากฏว่าหลังจากการทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยชำระราคาค่าเครื่องจักรเพียง 2 งวด วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยขอประนอมหนี้และขอลดยอดหนี้จากจำนวน 303,880 บาท ลงเหลือ 200,000 บาท โดยเสนอให้โจทก์ใช้บริการของจำเลยแทนการชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2545 จำเลยมีหนังสือติดต่อให้โจทก์ใช้บริการห้องจัดสัมมนาของจำเลย แต่โจทก์ปฏิเสธและมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนทรัพย์แก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 303,880 บาท จำเลยได้รับหนังสือทวงถามแล้วแต่กลับเพิกเฉยขอให้จำเลยคืนทรัพย์ตามฟ้องในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 303,880 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ไปจากโจทก์จริงและได้ชำระเงินตามสัญญาแล้ว 2 งวด ปรากฏว่าเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนไม่สามารถใช้งานได้ จำเลยแจ้งโจทก์ให้ส่งพนักงานมาดำเนินการปรับปรุงแก้ไข แต่โจทก์เพิกเฉยถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ชำระเงินงวดสุดท้าย โจทก์แจ้งว่าต้องการตัดชำระหนี้ทางการบัญชีประจำปี จำเลยจึงจัดทำหนังสือขอประนอมหนี้และขอลดยอดหนี้ส่งให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ติดต่อขอใช้โรงแรมจำเลยเพื่อจัดประชุมสัมมนา จำเลยจึงจัดทำหนังสือเสนอราคาการใช้สถานที่ถึงโจทก์ตามปกติทางการค้า ไม่ได้เป็นการเสนอราคาเพื่อตัดชำระหนี้ระหว่างกันแต่อย่างใด คดีโจทก์ขาดอายุความตามกฎหมาย เนื่องจากโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 และได้มีการชำระเงินงวดที่ 1 แล้ว ทำให้สัญญามีผลใช้บังคับในวันดังกล่าวแม้จะถือว่าจำเลยขอประนอมหนี้ในวันที่ 7 พฤศติกายน 2544 ก็ตามแต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 เกินเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาซื้อขายหรือวันทำการประนอมหนี้กัน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 303,380 บาท (ที่ถูก 303,880) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ จำเลยขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาซึ่งศาลชั้นต้นต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาเพียงว่า สำเนาให้โจทก์ว่าจะคัดค้านหรือไม่ และสั่งในอุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดรับอุทธรณ์ของจำเลย ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยต่อไป ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 จำเลยทำสัญญาซื้อเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ในราคา 759,700 บาท โดยตกลงแบ่งชำระราคาเป็น 3 งวด ปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยชำระราคาค่าเครื่องจักรเพียง 2 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระราคาค่าเครื่องจักรในงวดที่ 3 จำนวน 303,880 บาท ซึ่งถึงกำหนดชำระเงินประมาณเดือนเมษายน 2539 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงว่ามูลหนี้คดีนี้เกิดจากการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน จำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาค่าเครื่องจักร โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบไปแล้วจากจำเลย สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยผิดสัญญา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีเงื่อนไขว่าหากการชำระเงินตามสัญญายังไม่เสร็จสิ้น เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ระบุในสัญญายังคงเป็นสมบัติของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำกลับในสภาพสมบูรณ์ได้ทุกเวลา ดังนี้ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 เมื่อจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ กรณีไม่ใช่เรื่องโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟ้องไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1) ม. 459 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเค.บอยเลอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทปากช่องแลนด์มาร์ค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4640/2551
#495721
เปิดฉบับเต็ม

หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับ ส. เป็นหนี้เงินกู้มีอายุความ 10 ปี ขณะที่ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้นั้น ยังไม่หมดอายุความ ดังนั้น จะนำอายุความ 2 ปี เรื่องการรับสภาพความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 มาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า นางสาวสมลักษณ์ ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 4 ครั้ง และได้ทำหนังสือยินยอมรับสภาพหนี้ไว้ให้โจทก์เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2533 จำนวนเงิน 200,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือนนับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้ จะชำระดอกเบี้ยในวันที่ 5 ของทุกเดือน และจะชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดในวันที่ 10 มกราคม 2534 หากผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดยอมให้โจทก์เรียกร้องหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันที นางสาวสมลักษณ์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องนางสาวสมลักษณ์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11296/2539 ให้นางสาวสมลักษณ์ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2539 ซึ่งเป็นวันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี และดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นางสาวสมลักษณ์ไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีหักเงินเดือนของนางสาวสมลักษณ์เดือนละ 5,000 บาท และเงินโบนัสอีกครั้งละ 30 เปอร์เซ็นต์ โจทก์ได้รับเงินไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 144,852.70 บาท ต่อมานางสาวสมลักษณ์ลาออกจากงาน และไม่ชำระหนี้ให้โจทก์อีก ยังคงค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน 317,719.65 บาท ในการที่นางสาวสมลักษณ์ทำหนังสือยินยอมรับสภาพหนี้ให้โจทก์ดังกล่าวมีจำเลยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้ไว้ให้โจทก์จำนวนเงิน 200,000 บาท โดยยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้ในฐานะลูกหนี้ร่วมโจทก์จึงทวงถามหนี้ที่ค้างชำระเอาจากจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 307,276 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้เสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิด เพราะจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีและมูลคดีก็เกิดขึ้นที่ภูมิลำเนาของโจทก์ที่จังหวัดนครปฐม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟัองโจทก์ไว้พิจารณาจึงขัดต่อกฎหมาย จำเลยไม่เคยค้ำประกันการทำหนังสือยินยอมรับไว้พิจารณาจึงขัดต่อกฎหมาย จำเลยไม่เคยค้ำประกันการทำหนังสือยินยอมรับสภาพหนี้ระหว่างนางสาวสมลักษณ์ กับโจทก์ โจทก์จัดทำเอกสารสัญญาค้ำประกันขึ้นเองทั้งฉบับ ลายมือชื่อจำเลยผู้ค้ำประกันเป็นลายมือปลอม หนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้ที่โจทก์อ้างจึงเป็นเอกสารปลอมไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์จะฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่ไม่ได้เพราะหนี้นั้นขาดอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาค้ำประกันและที่โจทก์ฟ้องนางสาวสมลักษณ์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11296/2539 ของศาลชั้นต้นเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่เกิดจากลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่รับสภาพความรับผิด คือวันที่ 10 มกราคม 2533 โจทก์ฟ้องในปี 2539 จึงขาดอายุความ แต่ลูกหนี้มิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่ไม่ได้เพราะหนี้นั้นขาดอายุความแล้ว หนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้มิได้ปิดอากรแสตมป์ขีดฆ่าให้ครบถ้วนถูกต้องจึงไม่อาจรับฟังได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมิได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าโจทก์ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษาตั้งแต่เมื่อใด โดยหักเงินเดือนและโบนัสชำระหนี้แก่โจทก์วันที่เท่าไร จำนวนครั้งละเท่าไร จำเลยไม่อาจให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จำเลยไม่เคยได้รับการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้จากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 307,276 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ธันวาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางจันทร์จิรา ผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาเข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำแก้ฎีกาและสำเนาให้จำเลยแล้วไม่ปรากฏการคัดค้าน จึงพออนุโลมได้ว่าผู้จัดการมรดกของโจทก์ประสงค์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนแล้ว ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้ มีปัญหาต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าตามหนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้ ระบุถึงที่อยู่ของจำเลยว่ามีทั้งที่ทำงานและที่บ้าน สำหรับที่ทำงานคือโรงงานยาสูบ โจทก์จึงระบุที่อยู่ของจำเลยตามคำฟ้องในครั้งแรกว่าเป็นที่ทำงาน ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อส่งหมายไม่ได้โจทก์จึงได้ขอแก้ไขคำฟ้องตามสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยตามที่แนบท้ายคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและขอส่งหมายข้ามเขต นอกจากนี้ตามรายงานการเดินหมายของเจ้าหน้าที่ที่ไปส่งในครั้งแรกก็มิได้ระบุว่าจำเลยลาออกจากที่ทำงานไปแล้ว แต่ให้เหตุผลว่าส่งไม่ได้เพราะไปธุระข้างนอกยังไม่กลับ การที่จำเลยแปลความคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายโจทก์ถามติงว่า โจทก์รู้ว่าจำเลยออกจากงานแล้วก่อนที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องนั้นเป็นการแปลความของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำเบิกความดังกล่าวแสดงว่าหลังจากถูกฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยจึงลาออกจากการเป็นพนักงานโรงงานยาสูบ มิใช่เป็นคดีที่ถูกฟ้องก่อนหน้าคดีนี้ดังความเข้าใจของจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ปัญหาประการต่อมาที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้นั้น โจทก์มีตัวโจทก์เข้าสืบประกอบหนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้ จำเลยปฏิเสธอ้างว่า มิได้ไปอยู่ด้วยในวันดังกล่าวโดยอ้างนางสาวสมลักษณ์ซึ่งเป็นผู้ต้องรับผิดในมูลหนี้เดียวกันมาเป็นพยาน แต่ก็นับเป็นพยานที่มีน้ำหนักน้อยเพราะต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่มีต่อโจทก์เช่นเดียวกัน คดีนี้เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยประกอบกับการเปรียบเทียบลายมือชื่อที่จำเลยเขียนไว้ในเอกสารต่างๆ มาเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นได้ว่า ลายมือชื่อของจำเลยที่ลงชื่อไว้ในใบแต่งทนายความ หรือในบันทึกคำเบิกความของจำเลยเอง ก็ล้วนมีลักษณะการเขียนและลายเส้นที่คล้ายคลึงกัน น่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันกับที่เขียนไว้ในหนังสือค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้ ซึ่งศาลมีอำนาจสันนิษฐานและลงความเห็นเช่นนี้ได้ เพราะเป็นความเห็นอันเป็นธรรมดาสามัญ ซึ่งบุคคลธรรมดาสามารถวินิจฉัยได้ในลักษณะความเหมือน ความต่างหรือคล้ายคลึง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าลายมือชื่อที่ลงไว้ในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้ น่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ปัญหาข้อต่อมาที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 นั้น เห็นว่า หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับนางสาวสมลักษณ์เป็นหนี้เงินกู้มีอายุความ 10 ปี ขณะที่ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้นั้น ยังไม่หมดอายุความ ดังนั้น จะนำอายุความ 2 ปี เรื่องการรับสภาพความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 มาใช้บังคับไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ชอบแล้วเช่นกัน

ปัญหาที่จำเลยฎีกาในประการสุดท้ายว่า จำเลยจะต้องรับผิดเพียงใด เห็นว่าเมื่อจำเลยยินยอมทำหนังสือสัญญาค้ำประกันยินยอมรับสภาพหนี้โดยยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และโจทก์ฟ้องบังคับนางสาวสมลักษณ์ลูกหนี้เดิมยังขาดอยู่เท่าใด ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์จะมาฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันนั้นต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้จนครบได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ชอบแล้วเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/16 ม. 193/30 ม. 193/35
ชื่อคู่ความ
นายจำรัส ฟอพิมาย โดยนางจันทร์จิรา โพธิ์ทองนาค
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางรัชนีกร ทองอ่อน
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4639/2551
#495720
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 144,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 240,520 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีเพียงส่วนต่างระหว่างจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ ไม่จัดให้มีไฟฟ้าให้แสงสว่าง ส่วนจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบทางหลวง ประมาทเลินเล่อไม่ดูแลตามหน้าที่ปล่อยให้จำเลยที่ 1 วางสิ่งของกีดขวางในทางเดินรถและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้รับเหมาซ่อมแซมถนนเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือคำสั่งที่ได้ให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง เหตุละเมิดทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 344,865 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 311,920 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่ได้เสียหายตามฟ้อง และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ จำเลยที่ 1จะต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุความเสียหายหรือภัยอันตรายใด ๆ อันเกิดจากการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 144,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 240,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 144,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 240,520 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีเพียงส่วนต่างระหว่างจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไชยา เล่าวัฒนะยิ่งยง
จำเลย — บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2551
#411354
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโดยในสัญญากำหนดเรื่องการโอนไว้ว่า ผู้ขายจะโอนสิทธิให้ผู้ซื้อในภายหลังเมื่อผู้ซื้อต้องการให้โอน เป็นกรณีที่เวลาอันจะพึงชำระหนี้มิได้กำหนดลงไว้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคแรก สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงอาจบังคับได้ตั้งแต่วันทำสัญญา เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับตามสัญญาเกิน 10 ปีนับแต่วันทำสัญญา ฟ้องของโจทก์ย่อมขาดอายุความตามมาตรา 193/30

เมื่อโจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้โอนตามสัญญาได้เพราะคดีขาดอายุความ จึงมีผลให้ไม่อาจขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินระหว่างผู้ขายกับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินต่อไปให้จำเลยที่ 3 ได้ และแม้จำเลยที่ 3 มิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นกรณีเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการให้ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ข. หน้า 7 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างนายจุ้ยหรือจุ่ยกับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ข. หน้า 7 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจุ้ย หรือจุ่ยไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ณ สำนักงานที่ดินอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ 2 ไร่ หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสามและกองมรดกของนายจุ้ยร่วมกันใช้ราคาที่ดินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการให้ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ระหว่างนายจุ้ยหรือจุ่ยกับจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนการขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจุ้ยหรือจุ่ย ไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ณ สำนักงานที่ดินอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ เนื้อที่ 2 ไร่ หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตาม น.ส. 3 เลขที่ 353 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชกับนายจุ้ยหรือจุ่ย โดยโจทก์ซื้อเพียงบางส่วนเนื้อที่ 2 ไร่ มีข้อสัญญาว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้เมื่อโจทก์แจ้งให้ดำเนินการโอน ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 นายจุ้ยถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย มีข้อความว่า ผู้ขายจะโอนสิทธิให้แก่ผู้ซื้อในภายหลังเมื่อผู้ซื้อต้องการให้โอนแก่ผู้ซื้อ จึงเป็นกรณีเวลาอันจะพึงชำระหนี้มิได้กำหนดลงไว้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงอาจบังคับได้ตั้งแต่วันทำสัญญา คือวันที่ 23 มิถุนายน 2530 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 17 ธันวาคม 2541 เกินกำหนด 10 ปี จึงขาดอายุความตามมาตรา 193/30 โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามหนังสือสัญญาการซื้อขายได้ และย่อมมีผลให้ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างนายจุ้ยกับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตามฟ้องได้ และถือว่าเป็นกรณีเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาถึงจำเลยที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้ออื่นต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 203
ป.วิ.พ. ม. 245 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลียว ตันติศักดิ์
จ่าสิบเอกสมบูรณ์ สัณฐมิตร ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นายจุ้ยหรือจุ่ย สัณฐมิตรหรือสัณฐมิตร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายชาญชัย สุนทรส
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4622/2551
#413753
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามแต่ละคนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทคนละแปลงอยู่ติดต่อกัน จำเลยทั้งสามได้ทำการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิครอบครอง คดีจึงมีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการพิพาทด้วยสิทธิในที่ดิน จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์ทั้งสามจะมีคำขอห้ามจำเลยทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และให้ยกเลิกหรือระงับหรือเพิกถอนการแจกหรือออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาด้วยก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากประเด็นหลักเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสามย่อมได้ไปซึ่งสิทธิในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทคนละแปลง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 จึงต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่คนละคนแยกกัน ที่ดินพิพาทสามแปลงรวมเนื้อที่ 32 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ราคา 229,250 บาท ของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่เศษ ของโจทก์ที่ 2 เนื้อที่ 10 ไร่เศษ และของโจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 12 ไร่ เศษ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และจำเลยที่ 3 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณบ้านซับผาสุก หมู่ที่ 9 ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 9 ไร่เศษ ที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศตะวันตก ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 20693 ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และที่ดินมีสิทธิครอบครองที่อยู่ติดกันของโจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาจากนายวันดีเมื่อปี 2536 ต่อมานายสุรพลบุกรุกที่ดินของโจทก์ที่ 1 บางส่วนศาลมีคำพิพากษาให้นายสุรพลออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1004/2539 ของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 จึงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ที่ 2 ครอบครองที่ดินบริเวณบ้านซับผาสุกหมู่ที่ 9 ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 10 ไร่เศษ มาประมาณ 40 ปี แล้วที่ดินดังกล่าวทางทิศตะวันตกติดกับที่ดินของโจทก์ที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1143 โจทก์ที่ 3 ครอบครองที่ดินบริเวณบ้านซับผาสุขหมู่ที่ 9 ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 12 ไร่เศษ โดยที่ดินดังกล่าวด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินที่มีการครอบครองของโจทก์ที่ 2 ทิศใต้ติดทางสาธารณะทิศตะวันออกติดที่ดินของราชพัสดุซึ่งมีโรงเรียนบ้านซับผาสุกตั้งอยู่ โจทก์ที่ 3 ครอบครอง ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาเป็นเวลา 30 ปีเศษแล้ว ที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีเนื้อที่ติดต่อกันทั้งสามแปลง โจทก์ทั้งสามไม่เคยสละสิทธิการครอบครองหรือยกที่ดินให้แก่ทางราชการ เมื่อประมาณกลางปี 2542 จำเลยทั้งสามร่วมกันตรวจสอบที่ดินบริเวณบ้านซับผาสุก หมู่ที่ 9 ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพื่อรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยเชื่อคำกล่าวของนายสุรพลกับสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลศิลาทิพย์หมู่ที่ 9 กับพวกว่า ที่ดินที่โจทก์ทั้งสามครอบครองทำประโยชน์อยู่ดังกล่าวเป็นที่ว่าง และเป็นที่สาธารณประโยชน์บ้านซับผาสุข ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ทั้งสามได้คัดค้านการดำเนินการของจำเลยทั้งสามมาตลอด ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 2 ประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมาคัดค้านภายใน 30 วัน ซึ่งที่ดินตามประกาศดังกล่าวทับอยู่ในที่ดินที่โจทก์ทั้งสามครอบครองทำประโยชน์อยู่ โจทก์ทั้งสามจึงไปคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่เศษ ของโจทก์ที่ 2 เนื้อที่ 10 ไร่เศษ และของโจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 12 ไร่เศษ ในบริเวณบ้านซับผาสุก หมู่ที่ 9 ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี รวมเนื้อที่ 32 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา และให้ยกเลิก หรือระงับ หรือเพิกถอนการแจกหรือออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ตามประกาศของสำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีสาขาชัยบาดาล เรื่องแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน เดิมเป็นป่าช้าที่เผาและฝังศพของประชาชน ต่อมาใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิครอบครอง จำเลยทั้งสามร่วมกันรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ คดีระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายสุรพลไม่ผูกพันจำเลยทั้งสามขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่เศษ โจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่เศษ และโจทก์ที่ 3 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 12 ไร่เศษ ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอยู่ติดต่อกัน รวมเนื้อที่ 32 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ราคา 229,250 บาท จำเลยทั้งสามได้ทำการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การโต้เถียงว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิครอบครอง คดีจึงมีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นการพิพาทด้วยสิทธิในที่ดินตามฟ้อง จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์ทั้งสามจะมีคำขอห้ามจำเลยทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และให้ยกเลิกหรือระงับหรือเพิกถอนการแจกหรือออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาด้วย ก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากประเด็นหลักเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพราะหากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโจทก์ทั้งสามย่อมได้ไปซึ่งสิทธิในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทคนละแปลง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 จึงต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่คนละคนแยกกัน ที่ดินพิพาทสามแปลงรวมเนื้อที่ 32 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ราคา 229,250 บาท ที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่เศษ ของโจทก์ที่ 2 เนื้อที่ 10 ไร่เศษ และของโจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 12 ไร่ เศษ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งสามมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาฎีกาของโจทก์ทั้งสาม ให้คืนค่าธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปริยะดา ชุ่มชื่น กับพวก
จำเลย — นายธวัชชัย โสดาเนียม นายอำเภอชัยบาดาล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4622/2551
#495635
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการพิพาทด้วยสิทธิในที่ดินตามฟ้อง จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์ทั้งสามจะมีคำขอห้ามจำเลยทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และให้ยกเลิกหรือระงับหรือเพิกถอนการแจกหรืออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาด้วย ก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากประเด็นหลักเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพราะหากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสามย่อมได้ไปซึ่งสิทธิในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทคนละแปลง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 จึงต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน ที่ดินพิพาทสามแปลงรวมเนื้อที่ 32 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ราคา 229,250 บาท ที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่เศษ ของโจทก์ที่ 2 เนื้อที่ 10 ไร่เศษ และของโจทก์ที่ 3 เนื้อใน 12 ไร่เศษ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักในการรับฟังมากว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่เศษ ของโจทก์ที่ 2 เนื้อที่ 10 ไร่เศษ และของโจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 12 ไร่เศษ ในบริเวณบ้านซับผาสุก หมู่ที่ 9 ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี รวมเนื้อที่ 32 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา และให้ยกเลิก หรือระงับ หรือเพิกถอนการแจกหรืออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ตามประกาศของสำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรี สาขาชัยบาดาล เรื่องแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่เศษ โจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่เศษ และโจทก์ที่ 3 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 12 ไร่เศษ ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอยู่ติดต่อกัน รวมเนื้อที่ 32 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ราคา 229,250 บาท จำเลยทั้งสามได้ทำการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การโต้เถียงว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิครอบครอง คดีจึงมีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการพิพาทด้วยสิทธิในที่ดินตามฟ้อง จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์ทั้งสามจะมีคำขอห้ามจำเลยทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และให้ยกเลิกหรือระงับหรือเพิกถอนการแจกหรือออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาด้วย ก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากประเด็นหลักเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพราะหากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสามย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทคนละแปลง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 จึงต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน ที่ดินพิพาทสามแปลงรวมเนื้อที่ 32 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ราคา 229,250 บาท ที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่เศษ ของโจทก์ที่ 2 เนื้อที่ 10 ไร่เศษ และของโจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 12 ไร่เศษ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งสามมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ทั้งสาม ให้คืนค่าธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปริยะดา ชุ่มชื่น กับพวก
จำเลย — นายธวัชชัย โสตเนียม นายอำเภอ ชัยบาดาล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4621/2551
#413196
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เบียดบัง ยักยอกเงินของโรงเรียนของโจทก์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยไป โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ถือเป็นคำฟ้องเพื่อเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยผู้ยึดถือทรัพย์สินของโจทก์ไว้โดยมิชอบในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งมีสิทธิติดตาม เอาคืนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 มิใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ไม่ตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติอายุความในเรื่องละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 และการฟ้องคดีเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่มีกำหนดเวลาให้เจ้าของทรัพย์ใช้สิทธิเช่นนี้ไว้ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 6,578,026.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,784,019.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในมูลละเมิดและเรียกให้ชำระเงินคืน แต่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยโจทก์ทราบว่าจำเลยเป็นผู้ทำละเมิดตั้งแต่ปี 2541

ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความแถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่า พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหายักยอกทรัพย์ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2542 ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 862/2542 หมายเลขแดงที่ 582/2547 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน แล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีนี้ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นมูลละเมิดจากความผิดในทางอาญาของคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2550 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้จัดการโรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ของโจทก์ มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการด้านการเงินและบัญชีของโรงเรียนดังกล่าวได้เบียดบังยักยอกเงินของโรงเรียนของโจทก์จำนวน 4,784,019.05 บาท ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยไป โดยมีคำขอบังคับให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์อันเป็นคำฟ้องเพื่อเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยผู้ยึดถือทรัพย์สินของโจทก์ไว้โดยมิชอบในฐานะที่โจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งมีสิทธิติดตามเอาคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มิใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ไม่ตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติอายุความในเรื่องละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 และการฟ้องคดีเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ไม่มีกำหนดเวลาให้เจ้าของทรัพย์ใช้สิทธิเช่นนี้ไว้ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจึงขาดอายุความแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น การที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีโดยคู่ความยังมิได้สืบพยาน กรณีจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาในประเด็นอื่นที่ได้ชี้สองสถานไว้ต่อไปตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มูลนิธิอิสลามเพื่อการศึกษา
จำเลย — นายสมาแอ ปาทาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางปรานี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4605/2551
#417695
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้มีดปลายแหลม 1 เล่ม และไม้ปลายแหลม 1 อัน เป็นอาวุธแทงผู้เสียหาย 2 ครั้ง ถูกบริเวณหน้าแข้งซ้ายส่วนล่าง บาดแผลกว้าง 3 เซนติเมตร และ 4 เซนติเมตร ลึกตัดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นส่วนหน้าขาด เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 297 ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายชัดเจนแล้วว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสอันเป็นความผิดตาม ป.อ. 297 (8) ส่วนบาดแผลของผู้เสียหายจะเกิดจากไม้ปลายแหลมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา และโจทก์ไม่จำต้องระบุอนุมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย ฟ้องของโจทก์จึงได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ที่เกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และ (6) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้มีดปลายแหลม 1 เล่ม และไม้ปลายแหลม 1 อัน แทงผู้เสียหาย 2 ครั้ง ถูกบริเวณหน้าแข้งซ้ายส่วนล่าง บาดแผลกว้าง 3 เซนติเมตร และ 4 เซนติเมตร ลึกตัดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นส่วนหน้าขาด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายสมเกียรติผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 3 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยใช้มีดปลายแหลมและไม้ปลายแหลมแทงนายสมเกียรติผู้เสียหาย 2 ครั้ง ถูกบริเวณหน้าแข้งซ้ายส่วนล่าง บาดแผลกว้าง 3 เซนติเมตร และ 4 เซนติเมตร ลึกตัดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นส่วนหน้าขาด เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงว่า บาดแผลของผู้เสียหายเกิดจากการแทงโดยไม้ปลายแหลมหรือไม่ และโจทก์ไม่ได้ระบุอนุมาตราของมาตรา 297 ว่าจำเลยกระทำความผิดอนุมาตราใด เป็นฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดและทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้มีดปลายแหลม 1 เล่ม และไม้ปลายแหลม 1 อัน เป็นอาวุธแทงผู้เสียหาย 2 ครั้ง ถูกบริเวณหน้าแข้งซ้ายส่วนล่าง บาดแผลกว้าง 3 เซนติเมตร และ 4 เซนติเมตร ลึกตัดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นส่วนหน้าขาด เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ส่วนบาดแผลของผู้เสียหายจะเกิดจากไม้ปลายแหลมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาและโจทก์ไม่จำต้องระบุอนุมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย ฟ้องของโจทก์จึงได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ที่เกิดกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และ (6) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นนักเลงอันธพาลและไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ทั้งจำเลยให้การต่อสู้คดีและไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยไม่ได้สำนึกในการกระทำความผิด แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ก่อนลดโทษหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโทษเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งชาติ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 297 (8)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายสมเกียรติ อินทร์อ่อน
จำเลย — นายสุชาติ รุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4595/2551
#418035
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงทางภาระจำยอมเรื่องทางเดินและทางรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีข้อตกลงให้ปักเสาไฟฟ้าลงบนที่ดินที่เป็นทางภาระจำยอม แต่ปัจจุบันบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงและเจริญมากขึ้น การใช้ไฟฟ้าตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นที่อาศัยหรือใช้ประกอบกิจการย่อมเป็นสิ่งจำเป็นต่อประชาชนทั่วไป การที่จำเลยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคติดตั้งเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินภาระจำยอมเพื่อนำไปใช้ในที่ดินของจำเลยโดยปักเสาไฟฟ้าอยู่ตามแนวยาวของทางภาระจำยอมด้านข้างไม่เป็นการกีดขวางทางเข้าออกจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเจ้าของสามยทรัพย์ทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 จำเลยย่อมมีสิทธิกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 7940 เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา และด้านทิศใต้กว้างประมาณ 10 เมตร ความยาวจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือประมาณ 960 เมตร ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7459 เนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน 92 ตารางวา ด้านทิศตะวันตกกว้างประมาณ 300 เมตร และอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ ที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ของที่ดินจำเลย โดยไม่มีค่าตอบแทน จำเลยได้ปลูกสร้างโรงงานประกอบกิจการผลิตเสาเข็มและผลิตภัณฑ์คอนกรีตบนที่ดินของจำเลย และได้ดำเนินการปักเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่จำนวน 19 ต้น ลงบนทางภาระจำยอม โดยปักชิดแนวเขตด้านทิศตะวันตกยาวตลอดแนวตั้งแต่ด้านทิศใต้ไปจนสุดทางภาระจำยอมด้านทิศเหนือ และพาดสายไฟฟ้าแรงสูงไปตามเสาไฟฟ้าจนถึงโรงงานของจำเลยเพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการของจำเลย การปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเปลี่ยนแปลงประโยชน์ในภารยทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ของโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิกระทำได้ โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ต้องขาดประโยชน์ในที่ดิน โจทก์ขอคิดค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 50,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าทั้งหมดแล้วขนย้ายออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7940 ตำบลคลองซอยที่ 26 ฝั่งเหนือ อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเช่นเดิม หากจำเลยไม่รื้อถอนก็ให้โจทก์รื้อถอนเองโดยคิดค่าใช้จ่ายจากจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าทั้งหมดแล้วเสร็จ

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 7940 เป็นที่ดินแปลงใหญ่ มีโจทก์และนางสุขศิรีเป็นเจ้าของร่วมกัน ต่อมาได้แบ่งแยกที่ดินและให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7940 เป็นทางเดิน ทางรถยนต์และเพื่อทำสาธารณูปโภค ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7459 โดยซื้อมาจากนางสุขศิรี ขณะนั้นถนนและสาธารณูปโภคในที่ดินโฉนดเลขที่ 7940 ยังดำเนินการสร้างไม่แล้วเสร็จ จำเลยจึงเป็นผู้รับหน้าที่ทำถนนและสาธารณูปโภคในที่ดินโฉนดเลขที่ 7940 ขณะที่จำเลยทำถนน ปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ไม่ได้คัดค้าน การปักเสาไฟฟ้าดังกล่าวทำให้โจทก์และนางสุขศิรีได้รับประโยชน์ ไม่เป็นการเพิ่มภาระแก่ภารยทรัพย์ และเป็นการกระทำตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับนางสุขศิรีที่มีมาแต่เดิม ทั้งทำให้บริเวณนั้นมีแสงไฟฟ้าสว่างเป็นประโยชน์แก่ประชาชน จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ เพราะโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าทั้งหมดและขนย้ายออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7940 ตำบลคลองซอยที่ 26 ฝั่งเหนือ อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าแล้วเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเห็นสมควรให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และนางสุขศิรีเป็นเจ้าของรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 7940 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7459 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ดินของโจทก์และจำเลยอยู่ติดกัน ที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ของที่ดินจำเลยตามบันทึกข้อตกลงฉบับวันที่ 10 มกราคม 2539 เอกสารหมาย จ.5 จำเลยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาวังน้อย ปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนทางภาระจำยอมของโจทก์คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินภาระจำยอมของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7940 ของโจทก์ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 และบันทึกข้อตกลงภาระจำยอม เอกสารหมาย จ.5 ระบุข้อตกลงโดยโจทก์ยอมให้ที่ดินดังกล่าวตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมเรื่องทางเดินทางรถยนต์ทั้งแปลง ดังนั้น สภาพที่ดินดังกล่าวเป็นไปในลักษณะต้องการกันที่ดินเป็นทางเข้าออกโดยเฉพาะไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก ซึ่งต่อมาได้มีการทำถนนในที่ดินเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกของที่ดินสามยทรัพย์ รวมทั้งที่ดินของจำเลยด้วย แม้ตามบันทึกข้อตกลงทางภาระจำยอมเอกสารหมาย จ.5 จะไม่มีข้อตกลงให้ปักเสาไฟฟ้าลงบนที่ดินที่เป็นทางภาระจำยอมก็ตาม แต่เมื่อปัจจุบันบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงและเจริญมากขึ้น การใช้ไฟฟ้าตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นที่อาศัยหรือใช้ประกอบกิจการย่อมเป็นสิ่งจำเป็นต่อประชาชนทั่วไป การที่จำเลยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการติดตั้งเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าบนที่ดินภาระจำยอมเพื่อนำไปใช้ในที่ดินของจำเลยโดยปักเสาไฟฟ้าอยู่ตามแนวยาวของทางภาระจำยอมด้านข้างไม่ได้ปักเสาไฟฟ้าอยู่บนทางภาระจำยอมในส่วนที่เป็นทางเข้าออกไม่เป็นการกีดขวางทางเข้าออกแต่อย่างใดจึงถือไม่ได้ว่า จำเลยเจ้าของสามยทรัพย์ทำการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 จำเลยย่อมมีสิทธิกระทำได้ ทั้งได้ความว่านางสุขศิรีเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7940 ร่วมกับโจทก์เห็นชอบให้จำเลยดำเนินการติดตั้งเสาไฟฟ้าบนที่ดินที่เป็นทางภาระจำยอมได้ จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1388
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐพร พรหมสุทธิ
จำเลย — บริษัท ยู แอนด์ ไอ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4590/2551
#498539
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งต้องจัดการแบ่งมรดกที่ดินซึ่งเดิมมีเนื้อที่ 2 งาน 96 ตารางวา แต่เมื่อรังวัดใหม่พบว่าที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่จริงตามที่รังวัดได้คือ 1 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมแก้ไขเนื้อที่และจดทะเบียนโฉนดที่ดินให้โจทก์ และจำเลยที่ 2 คัดค้านการรังวัดที่ดิน เป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้จำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงเนื้อที่ในโฉนดที่ดินตามที่รังวัดได้จริง และขอให้จำเลยที่ 2 ถอนการคัดค้านการรังวัดที่ดิน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงรวมถึงปัญหาตามประเด็นที่ว่าที่ดินที่รังวัดใหม่มีเนื้อที่เกินกว่าที่ระบุในโฉนดเป็นเขตคลองบางกระเทียมที่ตื้นเขินหรือเป็นของโจทก์หรือไม่อยู่ในตัว เพราะก่อนที่จะวินิจฉัยได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อน หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินที่รังวัดใหม่มีเนื้อที่เกินกว่าที่ระบุไว้ในโฉนดเป็นเขตคลองกระเทียมแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองก็ย่อมไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดีแล้วนั่นเอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยถึงปัญหาว่า ที่ดินที่รังวัดใหม่มีเนื้อที่เกินกว่าที่ระบุในโฉนดเป็นเขตคลองบางกระเทียมตื้นเขินหรือของโจทก์ จึงไม่ได้เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 2685 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และขอให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 2685 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน กับขอให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 2685 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขเนื้อที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 2685 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นประการแรกว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทไว้เพียง 3 ข้อ คือ 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ 2. การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และ 3. โจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดประเด็นและวินิจฉัยว่า ที่ดินที่รังวัดใหม่มีเนื้อที่เกินกว่าที่ระบุในโฉนดเป็นเขตคลองบางกระเทียมที่ตื้นเขินหรือเป็นของโจทก์ชอบหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยในข้อที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกซึ่งต้องจัดการแบ่งมรดกที่ดินซึ่งเดิมมีเนื้อที่ 2 งาน 96 ตารางวา แต่เมื่อรังวัดใหม่พบว่าที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่จริงตามที่รังวัดได้คือ 1 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมแก้ไขเนื้อที่และจดทะเบียนโฉนดที่ดินให้โจทก์ และจำเลยที่ 2 คัดค้านการรังวัดที่ดินเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้จำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงเนื้อที่ในโฉนดที่ดินตามที่ได้รังวัดจริง และให้จำเลยที่ 2 ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดิน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทข้อ 2 ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงรวมถึงปัญหาตามประเด็นที่ว่าที่ดินรังวัดใหม่มีเนื้อที่เกินกว่าที่ระบุในโฉนดเป็นเขตคลองบางกระเทียมที่ตื้นเขินหรือเป็นของโจทก์หรือไม่อยู่ในตัว เพราะก่อนที่จะวินิจฉัยได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อน หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินที่รังวัดใหม่มีเนื้อที่เกินกว่าที่ระบุไว้ในโฉนดเป็นเขตคลองบางกระเทียมแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองก็ย่อมจะไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดีแล้วนั่นเอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยถึงปัญหาว่า ที่ดินที่รังวัดใหม่มีเนื้อที่เกินกว่าที่ระบุในโฉนดเป็นเขตคลองบางกระเทียมตื้นเขินหรือเป็นของโจทก์ จึงไม่ได้เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปเป็นประการสุดท้ายว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน 45 ตารางวา เป็นที่ดินคลองบางกระเทียมที่ตื้นเขินหรือเป็นที่ดินของโจทก์เดิมที่มีการรังวัดผิดพลาด ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังยุติได้ว่า ที่ดินตามโฉนดพิพาทเอกสารหมาย จ.1 นายเฟื้อนบิดาโจทก์ได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำสั่งของศาลจังหวัดสมุทรปราการในคดีหมายเลขแดงที่ 704/2534 เอกสารหมาย จ.2 อาณาเขตของที่ดินทิศเหนือและทิศตะวันตกติดคลองบางกระเทียม ในการรังวัดที่ดินแนวเขตด้านที่ติดต่อคลองบางกระเทียม มีนายพิเชษฐ์ได้รับมอบหมายจากปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอบางเสาธงให้ไประวังแนวเขตที่พิพาทในคดีนี้ ซึ่งการไประวังแนวเขตครั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นายพิเชษฐ์ไม่ได้คัดค้านเกี่ยวกับการรังวัดแนวเขต แต่ในครั้งที่ 4 นายพิเชษฐ์ได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าที่ดินส่วนที่เกินนั้นเป็นส่วนของคลองบางกระเทียมที่ตื้นเขิน อีกทั้งยังเบิกความอีกว่า พยานอาศัยอยู่ในบริเวณที่พิพาทตั้งแต่เด็ก แนวคลองบางกระเทียมในสมัยนั้นมีความกว้างกว่าสมัยนี้มาก บริเวณที่โจทก์ขอรังวัดเพิ่มเติมสมัยก่อนเป็นบริเวณที่น้ำท่วมถึง แต่ปัจจุบันน้ำท่วมไม่ถึงแล้วเนื่องจากประตูน้ำบริเวณตำบลคลองด่านสามารถระบายน้ำได้ทัน เมื่อพิจารณาระวางแผนที่เอกสารหมาย ล.6 ล.7 และ ล.15 แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า หากโจทก์ไม่นำชี้ตามสภาพที่ดินที่โจทก์ชี้ไปจนติดคลองบางกระเทียมโดยชี้ไปตามแนวเขตเดิมโฉนดที่ดิน โจทก์จะได้ที่ดินตามที่กำหนดไว้ในโฉนดตามรูปแผนที่ระวางเอกสารหมาย ล.6 ซึ่งจะเห็นแนวคลองกระเทียมเดิมซึ่งเป็นหมึกสีแดงเกี่ยวกับแนวคลองดังกล่าว จำเลยที่ 2 เคยเดินทางไปตรวจบริเวณที่ดินพิพาทพร้อมกับผู้ใหญ่บ้านแล้วพบว่า สภาพคลองบางกระเทียมประชาชนยังใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาได้ ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.11 จำนวน 6 ภาพ นอกจากนี้ยังพบคูน้ำกว้างประมาณ 2 เมตร ซึ่งด้านท้ายมีการถมดินปิดกั้นไว้เข้าใจว่าเพื่อปิดทางน้ำและสภาพดังกล่าวน่าจะเป็นเหตุให้แม่น้ำบางกระเทียมหรือคลองบางกระเทียมเดิมตื้นเขิน แต่การที่จำเลยที่ 2 เบิกความดังกล่าวมานั้น คูน้ำที่จำเลยที่ 2 อ้างถึงอาจเป็นแนวคลองบางกระเทียมเดิมและมีการตื้นเขินเกิดขึ้นบริเวณกลางคลองทำให้แนวคลองเดิมเปลี่ยนทิศทางจนกลายสภาพเป็นคลองใหม่ในปัจจุบัน ส่วนแนวคลองเดิมก็คือคูน้ำกว้าง 2 เมตรนี้ เมื่อมีการปิดทางเดินของน้ำจึงทำให้มองเห็นเป็นว่าที่ดินที่ตื้นเขินของแม่น้ำบางกระเทียมเป็นส่วนเดียวกับที่ดินพิพาท ในข้อนี้โจทก์มีตัวโจทก์เอง นายเสนีย์ พี่ชายโจทก์ และนางสภาพ พี่สาวโจทก์ นายแบน ผู้ใหญ่บ้าน นายแดง ชาวบ้านอยู่มาตั้งแต่เกิด ซึ่งพยานโจทก์ตามที่กล่าวไม่มีผู้ใดทราบหรือยืนยันหลักเขตที่แน่นอนของที่ดินพิพาทได้ มานำสืบอ้างแต่เพียงว่าแม่น้ำบางกระเทียมหรือคลองบางกระเทียมเดิมถูกกัดเซาะอันจะทำให้เห็นว่า ที่ดินพิพาทไม่ได้ตื้นเขิน แต่ก็มีการเบิกความยืนยันว่า มีการขุดลอกคลองแล้วนำดินมาไว้ริมฝั่ง ซึ่งเจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง อีกทั้งนางสโรชา ซึ่งเป็นผู้ระวังแนวเขตด้านติดแม่น้ำบางกระเทียม พยานโจทก์ก็มาเบิกความว่า ได้รับรองแนวเขตตามที่โจทก์นำชี้ไม่ได้รุกล้ำไปในคลอง (ในน้ำ) ซึ่งลงชื่อรับรอง และยังเบิกความยืนยันอีกว่าแม่น้ำบางกระเทียม หรือคลองบางกระเทียมบางจุดตื้นเขินจนเรือเดินไม่ได้ ทำให้เห็นว่าที่ดินพิพาทที่เกิดจากเนื้อที่ตามโฉนดนั้นเป็นไปได้ว่าเป็นทางน้ำที่ตื้นเขินดังที่กล่าวมาแล้ว ประกอบกับที่ดินพิพาทนี้มีการออกโฉนดตั้งแต่ปี 2415 หรือรัตนโกสินทร์ศก 126 โดยไม่เคยมีการรังวัดแนวเขตมาก่อนเลย จึงเป็นไปได้ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า มีการตื้นเขินของแม่น้ำบางกระเทียมหรือคลองบางกระเทียมเดิม พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ตื้นเขินของแม่น้ำบางกระเทียม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงศักดิ์ อิ่มใจ
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ชาลี ทัพภวิมล
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2551
#498527
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ ข้อ 1 บรรยายสรุปได้ว่า มีคนร้ายเอาไปเสียซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 1 แล้วนำไปทำปลอมโดยนำภาพถ่ายของบุคคลอื่นมาปิดทับภาพถ่ายผู้เสียหายที่ 1 ในบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าว จากนั้น คนร้ายได้นำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าว ไปหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จนได้ซิมการ์ดและหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เสียหายที่ 2 ไป และตามคำฟ้องโจทก์ ข้อ 2 บรรยายว่า ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ซึ่งใช้กระทำผิดโดยใช้กับหมายเลขโทรศัพท์และซิมการ์ดของผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง ทั้งนี้โดยจำเลยรับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง หมายเลขโทรศัพท์และซิมการ์ด ไว้จากคนร้ายโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดลักษณะลักทรัพย์และฉ้อโกง ตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดเจน ทรัพย์แห่งการกระทำผิดฐานรับของโจรอันหนึ่งคือซิมการ์ด ของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นวัตถุมีรูปร่างอันเป็นทรัพย์ตามคำจำกัดความตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 137 ไม่ใช่สิทธิการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือการใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจรซิมการ์ด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 188, 264, 265, 268, 341, 357 ริบของโจร

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องข้อหารับของโจร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ข้อ 1 บรรยายพอสรุปได้ว่า มีคนร้ายเอาไปเสียซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 1 แล้วนำไปทำปลอมโดยนำภาพถ่ายของบุคคลอื่นมาปิดทับภาพถ่ายผู้เสียหายที่ 1 ในบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าว จากนั้น คนร้ายได้นำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าว ไปหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จนได้ซิมการ์ดหมายเลข 661601042 2416 XXX หมายเลขโทรศัพท์ 01 - 209XXXX ของผู้เสียหายที่ 2 ไป และตามคำฟ้องโจทก์ ข้อ 2 บรรยายว่า ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ซึ่งใช้กระทำผิดโดยใช้กับหมายเลขโทรศัพท์ 01 - 209XXXX และซิมการ์ดหมายเลข 661 601042 2416 XXX ของผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง ทั้งนี้โดยจำเลยรับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง หมายเลขโทรศัพท์ 01 - 209XXXX และซิมการ์ดหมายเลข 661 601042 2416 XXX ไว้จากคนร้ายโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดลักษณะลักทรัพย์และฉ้อโกง ตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดเจนทรัพย์แห่งการกระทำผิดฐานรับของโจรอันหนึ่งคือ ซิมการ์ด หมายเลข 661 601042 2416 XXX ของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นวัตถุมีรูปร่างอันเป็นทรัพย์ตามคำจำกัดความตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 ไม่ใช่สิทธิการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือการใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจรซิมการ์ด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ทรัพย์แห่งการกระทำผิดคดีนี้เป็นสิทธิในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือการใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์อันเป็นทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่าง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานรับของโจรนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ทั้งการที่จำเลยรับของโจรดังกล่าวยังเป็นการสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มากขึ้นสร้างความเดือดร้อนแก่สังคมพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน และไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 137
ป.อ. ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นางสาวกรรณิการ์ ม่วงเปีย
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระศักดิ์ นิศามณี
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4583/2551
#412377
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 ผิดข้อตกลงว่าจะไม่ฟ้อง บ. และ ญ. ซึ่งตกลงนำที่ดินมาประกันหนี้เงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 พา บ. และ ญ. ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้เงินกู้และผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับโอนสิทธิจำนองดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 กลับฟ้อง บ. และ ญ. เรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทบสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงและสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ส่วนตัวของโจทก์ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว แม้มีอยู่จริงก็เป็นเรื่องการโต้แย้งระหว่าง บ. และ ญ. กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 โดยตรง ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าสิทธิของโจทก์ที่อ้างว่าถูกกระทบกระเทือนจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอย่างไร เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับหนี้ที่โจทก์กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โจทก์ก็สามารถยกขึ้นเป็นข้อว่ากล่าวเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่อ้างว่าทำให้โจทก์เสียหายได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่เกิดขึ้นจากข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับ บ. และ ญ. ในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่านิติกรรมหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการจำนองซึ่งมีนายบุญยังกับนายบุญสุขเป็นผู้จำนองตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพรางโดยจำเลยทั้งสองแสดงเจตนาลวงเป็นโมฆะ และเพิกถอนนิติกรรมอำพรางดังกล่าวคืนสู่สภาพเดิมแก่นายบุญยังและนายบุญสุขต่อไป ให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้กู้เท่านั้นตามนิติกรรมที่ถูกอำพราง หากจำเลยทั้งสองไม่จัดการขอให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ผิดข้อตกลงว่าจะไม่ฟ้องนายบุญยังและนายบุญสุข ซึ่งตกลงนำที่ดินมาประกันหนี้เงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 พานายบุญยังและนายบุญสุขไปจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้เงินกู้และผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้รับโอนสิทธิจำนองดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 กลับฟ้องนายบุญยังและนายบุญสุขเรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทบสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงและสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ส่วนตัวของโจทก์ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว แม้มีอยู่จริงก็เป็นเรื่องการโต้แย้งระหว่างนายบุญยังและนายบุญสุขกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 โดยตรง ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าสิทธิของโจทก์ที่อ้างว่าถูกกระทบกระเทือนจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอย่างไร เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับหนี้ที่โจทก์กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โจทก์ก็สามารถยกขึ้นเป็นข้อว่ากล่าวเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่อ้างว่าทำให้โจทก์เสียหายได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่เกิดขึ้นจากข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายบุญยังและนายบุญสุขในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองพงษ์หรือเดชา ตรีเหลา
จำเลย — นางนิรมล ถนัดค้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธีระพงศ์ จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2551
#420345
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าว และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แม้การฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้จะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) แต่คดีก่อนซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 นั้น ถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกคำฟ้อง จึงต้องถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงเพราะเหตุที่ได้ฟ้องคดีก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง อายุความสำหรับการฟ้องคดีใหม่จึงยังคงต้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ทั้งนี้ โดยไม่มีเหตุที่ต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง เพราะมิใช่เป็นกรณีที่อายุความได้ครบกำหนดไปแล้วระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีก่อนถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 เกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่เพราะเหตุที่จำเลยชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ

โจทก์แก้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดไม่ขาดอายุความดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจึงขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในส่วนของบัตรดังกล่าว รวมทั้งในส่วนของบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าแก่โจทก์เป็นเงินรวม 409,081.12 บาท เต็มจำนวนตามฟ้อง เป็นการขอนอกเหนือเพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาจะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาเช่นนี้หาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจกท์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดของโจทก์ และนำบัตรที่โจทก์ออกให้ทั้งสองประเภทไปใช้ในการซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนเบิกถอนเงินสดจากสถานประกอบกิจการค้าที่เป็นสมาชิกของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไป และส่งใบแจ้งยอดบัญชีไปเรียกเก็บเงินจากจำเลย แต่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 409,081.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยในมูลหนี้เดียวกันนี้มาครั้งหนึ่งแล้วซึ่งศาลมีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 และชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 แต่โจทก์นำสืบให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้เท่าใด จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายในอายุความตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8319/2543 ของศาลชั้นต้น โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้แล้ว แต่ไม่อุทธรณ์ การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว จำเลยไม่เคยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 และไม่เคยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2543 แต่เป็นเรื่องที่โจทก์กระทำขึ้นเองเพื่อมาฟ้องใหม่ภายในอายุความ และไม่มีเหตุที่จำเลยจะชำระหนี้เพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลง โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนเบี้ยปรับโจทก์กำหนดขึ้นเอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าเป็นเงิน 157,082.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าแต่ละครั้งภายหลังจากวันที่ดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนหนี้ที่มีอยู่ในวันที่ชำระหนี้ ทั้งนี้ ให้หักเป็นดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้หักชำระต้นเงินนอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าขาดอายุความ หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยค้างชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าอยู่แก่โจทก์ ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยให้รับผิดในหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเดียวกันนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2543 โดยวินิจฉัยว่า จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง คดีไม่ขาดอายุความแต่โจทก์นำสืบไม่ได้ว่า จำเลยเป็นหนี้ต้นเงิน ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับค้างชำระจำนวนเท่าใด จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายในอายุความ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8319/2543 ข้อเท็จจริงได้ความจากสำเนาคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 2 ต่อไปว่า คดีก่อนศาลชั้นต้นขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว ในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยนั้น เนื่องจากโจทก์แก้ฎีกามาด้วยว่า ภายหลังวันที่ 11 ธันวาคม 2541 จำเลยได้ชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์อีกรวม 3 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2542 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 และวันที่ 19 มกราคม 2543 ครั้งละ 2,000 บาท จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อใด เห็นว่า คดีก่อนโจทก์นำสืบอ้างว่า จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 แต่ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยชำระหนี้ตามบัตรดังกล่าวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 คดีถึงที่สุดโดยไม่มีอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อนว่า ก่อนวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์เพียงครั้งเดียวคือในวันที่ 11 ธันวาคม 2541 โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2542 และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 ส่วนที่อ้างว่าจำเลยชำระหนี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2543 โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้รับฟังเช่นนั้นได้ พยานโจทก์คงมีแต่นางสาวภัทรวรรณ พนักงานของโจทก์ เบิกความประกอบบันทึกรายการยอดหนี้และใบสรุปการใช้บัตรเครดิตเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ซึ่งเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียวเท่านั้น ใบแจ้งยอดบัญชีเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งโจทก์ส่งให้จำเลยทุกเดือนก็ปรากฏเพียงรายการชำระหนี้ในวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีรายการชำระหนี้อีก โดยเฉพาะคดีก่อนจำเลยก็ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ จึงไม่น่าเชื่อว่า จำเลยจะชำระหนี้ในเวลาต่อมาอันจะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงอีก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 อายุความจึงย่อมสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าว และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แม้การฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้จะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) แต่คดีก่อนซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 นั้น ถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกคำฟ้อง จึงต้องถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงเพราะเหตุที่ได้ฟ้องคดีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง อายุความสำหรับการฟ้องคดีใหม่จึงยังคงต้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ทั้งนี้โดยไม่มีเหตุที่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง เพราะมิใช่เป็นกรณีที่อายุความได้ครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีก่อนถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 เกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่เพราะเหตุที่จำเลยชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอหรือคิดดอกเบี้ยถูกต้องหรือไม่ตามฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ที่โจทก์แก้ฎีกามาด้วยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากใช้บัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดไม่ขาดอายุความดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในส่วนของบัตรดังกล่าว รวมทั้งในส่วนของบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าแก่โจทก์เป็นเงินรวม 409,081.12 บาท เต็มจำนวนตามฟ้องนั้น เป็นการขอนอกเหนือเพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกา จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาเช่นนี้หาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 193/17
ป.วิ.พ. ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นางศิริพร สวัสดิ์ศุภผล
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4575/2551
#419404
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราช แต่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชและอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราช พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชย่อมมีอำนาจสอบสวน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลแขวงนครศรีธรรมราชตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22 (1)

การขอแก้ไขคำให้การ จำเลยสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง เท่านั้น อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาล การที่จำเลยขอเพิกถอนคำให้การรับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ เท่ากับจำเลยยื่นคำให้การใหม่โดยขอถอนคำให้การเดิม ซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขคำให้การหลังจากที่ได้ให้การรับสารภาพแล้วถึง 1 ปี โดยอ้างเหตุว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์นำคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราชมาฟ้องรวมกันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความและอ้างว่าจำเลยไม่เข้าใจจึงรับสารภาพเพื่อให้เรื่องจบเท่านั้น เป็นการให้การปฏิเสธภายหลังจำเลยผิดนัดชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมแล้วเพื่อให้มีการสืบพยานต่อไปอีกถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประวิงคดี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันควร ไม่ชอบที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนเงิน 530,115 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูกมาตรา 352 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 33 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน เป็นจำคุก 99 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 49 เดือน 15 วัน และให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 430,115 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่เกิดในเขตอำนาจศาลจังหวัดปากพนัง ศาลจังหวัดทุ่งสง และศาลแขวงสงขลานั้น ศาลแขวงนครศรีธรรมราชไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาและกรณีมิใช่เป็นเรื่องกระทำความผิดในหลายท้องที่ไม่อาจอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (1) และวรรคสอง (ก) มาใช้บังคับได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าเหตุคดีนี้มิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราชก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชและอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราช พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชย่อมมีอำนาจสอบสวนความผิดคดีนี้ได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนในท้องที่ดังกล่าวแล้ว การสอบสวนจึงชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลแขวงนครศรีธรรมราชได้ ศาลแขวงนครศรีธรรมราชจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจเพราะโจทก์ร่วมและทนายจำเลยหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมและให้สัญญา จำเลยจึงประสงค์ขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตทำให้จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่นั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยอ่านคำอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วสอบถามคำให้การจำเลยในครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 นั้น จำเลยให้การปฏิเสธและแถลงว่ามีทนายแต่ทนายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อม เมื่อถึงวันนัดพร้อมวันที่ 13 ธันวาคม 2545 จำเลยคงให้การปฏิเสธพร้อมยื่นคำให้การที่ทนายจำเลยจัดทำให้ต่อศาลชั้นต้น แต่จำเลยแถลงว่าคดีมีทางตกลงกันได้ ขอให้โจทก์นำผู้รับมอบอำนาจของผู้เสียหายมาเจรจาที่ศาลแล้วขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดพร้อมวันที่ 20 ธันวาคม 2545 เมื่อถึงวันนัดฝ่ายผู้เสียหายมาศาล จำเลยก็ร่วมแถลงต่อศาลว่าคดีมีทางตกลงกันได้ แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบยอดเงินขอเลื่อนคดีไปนัดพร้อมวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เมื่อถึงวันนัดผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา โดยอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังอีกครั้ง จำเลยแถลงว่าเข้าใจและปรึกษาทนายความแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการพร้อมกับยื่นคำให้การที่มีข้อความเช่นเดียวกับรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว ซึ่งทนายจำเลยจัดทำให้ต่อศาลชั้นต้นแล้ว คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยานต่อ จากนั้นจำเลยร่วมแถลงกับฝ่ายโจทก์ร่วมได้ใจความว่า จำเลยขอเวลาผ่อนชำระเงินคืนโจทก์ร่วมจำนวน 530,115 บาท ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2546 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 7 ตุลาคม 2546 จำนวน 100,000 บาท และวันที่ 12 ธันวาคม 2546 จำนวน 130,115 บาท รวม 4 งวด ขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยผิดนัดเรื่อยมาโดยชำระเพียงวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จำนวน 40,000 บาท วันที่ 7 ตุลาคม 2546 จำนวน 20,000 บาท และวันที่ 12 ธันวาคม 2546 จำนวน 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท และขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาอีก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 16 มกราคม 2547 เมื่อถึงวันนัด จำเลยแถลงได้ใจความว่าจำเลยเตรียมเงิน 100,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ร่วม แต่เนื่องจากจำเลยได้เจรจากับผู้บริหารของโจทก์ร่วมเพื่อขอทำงานกับโจทก์ร่วมและหากรับเข้าทำงานโจทก์ร่วมก็จะหักเงินค่าเสียหายจากเงินเดือนที่จำเลยจะได้รับจากโจทก์ร่วมจนกว่าจะครบถ้วนและจำเลยต้องใช้เงินที่เตรียมมาวันนี้เป็นเงินประกันการเข้าทำงาน ขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา ถ้าโจทก์ร่วมไม่รับกลับเข้าทำงานก็จะนำเงินจำนวน 100,000 บาท นี้ผ่อนชำระให้โจทก์ร่วมต่อไป พร้อมแถลงว่าหากไม่นำเงินมาวางหรือมีเหตุขัดข้องประการใดก็จะไม่ขอเลื่อนคดีอีก เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 30 มกราคม 2547 ในวันนัดดังกล่าวจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล แต่มีนางลำยองมาศาลอ้างว่าเป็นพี่จำเลยและแถลงพร้อมยื่นใบรับรองแพทย์ว่าจำเลยป่วยจึงไม่สามารถมาศาลได้ ขอเลื่อนคดี และในวันเดียวกันโจทก์ร่วมแถลงว่าผู้บริหารของโจทก์ร่วมไม่รับจำเลยกลับเข้าทำงาน ศาลชั้นตั้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 เมื่อถึงวัดนัดจำเลยไม่มาศาลโดยอ้างว่าป่วย แต่จำเลยแต่งทนายความคนใหม่ซึ่งมาศาลพร้อมยื่นคำร้องอ้างเหตุต่าง ๆ ขอให้จำหน่ายคดีโจทก์และขอเพิกถอนคำให้การรับสารภาพวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ตามคำให้การเดิม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและไม่อนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การ ทนายจำเลยจึงขอเลื่อนคดีอ้างเหตุจำเลยป่วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 3 มีนาคม 2547 เมื่อถึงวันนัดจำเลยมาศาลและแถลงว่าไม่สามารถหาเงินค่าเสียหายส่วนที่เหลือมาชำระแก่โจทก์ร่วมได้ และอ้างว่าฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้อง ส่วนทนายจำเลยแถลงว่าไม่คัดค้านที่ศาลจะอ่านคำพิพากษา แต่ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกสำนวนการสอบสวนคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งสำนวนการสอบสวนต่อศาลแล้วศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 33 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน เป็นจำคุก 99 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลย 49 เดือน 15 วัน ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 430,115 บาท เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพโดยทนายจำเลยเป็นผู้จัดทำคำให้การให้ และศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาประกอบกับจำเลยแถลงว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนเงินตามคำขอท้ายฟ้องแก่โจทก์ร่วม แต่ขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาไป เป็นเวลาถึง 1 ปี ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อกระบวนพิจารณาในสำนวนกระทำในศาลโดยเปิดเผย จึงเป็นการให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจและมิได้สำคัญผิด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ แม้จำเลยจะให้การหรือไม่เป็นสิทธิของจำเลยก็ตาม แต่การขอแก้ไขคำให้การจำเลยสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสองเท่านั้น มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลย อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลเห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ไขได้ การที่จำเลยขอเพิกถอนคำให้การรับสารภาพวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ตามคำให้การเดิม เท่ากับจำเลยยื่นคำให้การใหม่โดยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องของโจทก์ ซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขคำให้การหลังจากที่ได้ให้การรับสารภาพแล้วถึง 1 ปี โดยอ้างเหตุว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์นำคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราชมาฟ้องรวมกันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความและอ้างว่าจำเลยไม่เข้าใจจึงรับสารภาพเพื่อให้เรื่องจบเท่านั้น เช่นนี้ เห็นได้ว่าเป็นการปฏิเสธภายหลังจำเลยผิดนัดชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมแล้วเพื่อให้มีการสืบพยานต่อไปอีกถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประวิงคดี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันควร ไม่ชอบที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ และคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี มิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาศาลย่อมพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การแล้วจึงได้พิพากษาไปตามคำรับสารภาพนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 22 ม. 163
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด
จำเลย — นางถนอมพันธ์ เมียนแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537/2551
#418548
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ การที่จำเลยที่ 4 เข้าไปดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 ไม่มีผลให้จำเลยที่ 4 กลายเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 และต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย และแม้จำเลยที่ 4 จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนกับชื่อของห้างจำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน 2545 จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันซื้อสินค้าประเภททรายและหินจากโจทก์รวมเป็นเงิน 254,480 บาท กำหนดชำระค่าสินค้าวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 แต่จำเลยทั้งสี่ผิดนัด โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 271,975.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 254,480 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยทั้งสี่ไม่เคยสั่งซื้อและไม่เคยได้รับสินค้าตามฟ้องจากโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 3 เป็นเพียงหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดของห้างไม่เคยสอดเข้าเกี่ยวข้องในกิจการของห้างจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 254,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 17,495.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่แห่งเดียวกัน สำหรับจำเลยที่ 4 เป็นบิดาของจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นประการแรกว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 ได้สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่าลายมือชื่อในช่องผู้รับบิลในใบวางบิลเอกสารหมาย จ.4 ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ทั้งในการอ้างส่งใบวางบิลต่อศาล โจทก์มิได้แนบใบส่งของอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ต่อศาล พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป สินค้าพิพาทที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 กับพวกสั่งซื้อจากโจทก์ล้วนแต่เป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ทั้งโจทก์ยังมีนายถาวรหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์มาเบิกความยืนยันถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยมีใบวางบิล เอกสารหมาย จ.4 เป็นพยานสนับสนุน ซึ่งตามใบวางบิลเอกสารหมาย จ.4 ระบุชื่อผู้รับบิลว่า "อุบลศรีสัมพันธ์" ซึ่งเป็นชื่อส่วนหนึ่งของห้างจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาลายมือชื่อในช่องผู้รับบิลในใบวางบิล เอกสารหมาย จ.4 แล้วเป็นการเขียนแบบย่อด้วยตัวอักษร ส. เพียงตัวเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในช่องผู้แต่งทนายความในใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ก็พบว่ามีลักษณะการเขียนตัวอักษร ส. ที่คล้ายคลึงกัน ตัวจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าในการดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 นั้นโดยปกติจำเลยที่ 2 จะมอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการแทน อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เคยติดต่อสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ในนามส่วนตัวหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 4 เคยติดต่อค้าขายหรือเป็นผู้เคยค้ากันมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์จะทำหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าสินค้า หรือเป็นเรื่องของการระบุชื่อลูกค้าในใบวางบิลผิด ส่วนประเด็นเรื่องใบส่งของนั้น ไม่ปรากฏว่าในการซื้อขายสินค้าพิพาทมีการออกใบส่งของแยกต่างหากตามที่ฝ่ายจำเลยอ้างแต่ประการใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการก็ต้องร่วมรับผิดด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 เป็นประการต่อไปว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้นแม้จะฟังว่าจำเลยที่ 4 เข้าไปดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 ก็หามีผลให้จำเลยที่ 4 กลายเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 และต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย และแม้จำเลยที่ 4 จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนกับชื่อของห้างจำเลยที่ 1 ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080 ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1054 ม. 1080
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลศิริชัยก่อสร้าง
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลศรีสัมพันธ์ โยธาการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537/2551
#494143
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 4 เข้าไปดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 ก็หามีผลให้จำเลยที่ 4 กลายเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 และต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย และแม้จำเลยที่ 4 จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนกับชื่อของห้างจำเลยที่ 1 ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 271,975.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 254,480 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 254,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 17,495.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่แห่งเดียวกัน จำเลยที่ 4 เป็นบิดาของจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นประการแรกว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 ได้สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า ลายมือชื่อในช่องผู้รับบิลในใบวางบิลไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ทั้งในการอ้างส่งใบวางบิลต่อศาลโจทก์มิได้แนบใบส่งของอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ต่อศาล พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป สินค้าพิพาทที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 กับพวกสั่งซื้อจากโจทก์ล้วนแต่เป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ทั้งโจทก์ยังมีนายถาวรหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์มาเบิกความยืนยันถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยมีใบวางบิลเป็นพยานสนับสนุน ซึ่งตามใบวางบิลระบุชื่อผู้รับบิลว่า "อุบลศรีสัมพันธ์" ซึ่งเป็นชื่อส่วนหนึ่งของห้างจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาลายมือชื่อในช่องผู้รับบิลในใบวางบิลแล้วเป็นการเขียนแบบย่อด้วยตัวอักษร ส. เพียงตัวเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในช่องผู้แต่งทนายความในใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ก็พบว่ามีลักษณะการเขียนตัวอักษร ส. ที่คล้ายคลึงกัน ตัวจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าในการดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 นั้นโดยปกติจำเลยที่ 2 จะมอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการแทน อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เคยติดต่อสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ในนามส่วนตัวหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 4 เคยติดต่อค้าขายหรือเป็นผู้เคยค้ากันมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์จะทำหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าสินค้า หรือเป็นเรื่องของการระบุชื่อลูกค้าในใบวางบิลผิดส่วนประเด็นเรื่องใบส่งของนั้น ไม่ปรากฏว่าในการซื้อขายสินค้าพิพาทมีการออกใบส่งของแยกต่างหากตามที่ฝ่ายจำเลยอ้างแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดแล้วจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการก็ต้องร่วมรับผิดด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 เป็นประการต่อไปว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 4 เข้าไปดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 ก็หามีผลให้จำเลยที่ 4 กลายเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 และต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย และแม้จำเลยที่ 4 จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนกับชื่อของห้างจำเลยที่ 1 ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080 ไม่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1025 ม. 1054 ม. 1077 ม. 1080 ม. 1082
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลศิริชัยก่อสร้าง
ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลศรีสัมพันธ์
จำเลย — โยธาการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4536/2551
#412032
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาว่า สัญญากู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิซึ่งจะทำให้คู่สัญญาต้องได้รับความเดือดร้อน ทั้งที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญา อันถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 ในฐานะสถาบันการเงิน แต่ปัญหาดังกล่าวโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 และสัญญากู้ยืมเงินที่มีข้อความว่า สัญญากู้ยืมเงินได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ แต่ไม่ตัดสิทธิของผู้ให้กู้ที่จะเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก่อนกำหนดก็ได้ตามแต่ผู้ให้กู้จะเห็นสมควรโดยมิพักต้องชี้แจงแสดงเหตุ ผู้กู้สัญญาว่าจะชำระหนี้ตามที่ผู้ให้กู้เรียกร้องทันที เป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยใจสมัครของลูกหนี้เอง หาเกี่ยวกับสังคมหรือประชาชนไม่ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ตามลำดับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,303,684.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,303,684.10 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 กันยายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 เฉพาะค่าทนายความให้ใช้แทนจำเลยที่ 1 รวมเป็นเงิน 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นพับทั้งสองศาล

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 สาขานครราชสีมา ขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสาขาดังกล่าว และจำเลยที่ 2 พ้นจากหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2538 โจทก์ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ขายลดตั๋วเงินกับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือค้ำประกัน โดยโจทก์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน โจทก์ขอสินเชื่อ เดินสะพัดทางบัญชีและชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตลอดมา ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2539 โจทก์ประสงค์จะไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นหลักประกันดังกล่าว โดยขอชำระหนี้เพียงบางส่วนอ้างว่าไม่เคยเบิกเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ จำนวน 2,290,506.02 บาท และไม่ยอมชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ทำการไถ่ถอนจำนองให้ อ้างว่าโจทก์ต้องชำระหนี้ทุกสัญญาให้ครบถ้วนเสียก่อน ครั้นวันที่ 10 กันยายน 2539 โจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนและจำเลยที่ 1 ได้ไถ่ถอนจำนองให้แล้ว โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้...

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 5 ของจำเลยที่ 1 น่าจะเป็นการใช้สิทธิซึ่งจะทำให้คู่สัญญาต้องได้รับความเดือดร้อน ทั้งที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญา อันถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 ในฐานะสถาบันการเงินหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ไม่เป็นข้อที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 และปัญหาข้อความตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 5 ที่มีข้อความว่า สัญญากู้ยืมเงินได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ แต่ไม่ตัดสิทธิของผู้ให้กู้ที่จะเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก่อนกำหนดก็ได้ตามแต่ผู้ให้กู้จะเห็นสมควร โดยมิพักต้องชี้แจ้งแสดงเหตุ ผู้กู้สัญญาว่าจะชำระหนี้ตามที่ผู้ให้กู้เรียกร้องทันที ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยใจสมัครของลูกหนี้เอง หาเกี่ยวกับสังคมหรือประชาชนไม่ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ตามลำดับ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้...

อนึ่ง ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเต็มตามทุนทรัพย์ที่ฎีกานั้น เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาบางส่วนของโจทก์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์บางส่วน โดยคงให้เหลือไว้ตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่ศาลฎีการับวินิจฉัย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ 2,500 บาท ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรทองกลการ (1991)
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายพิทยา มูลศาสตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4535/2551
#412647
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องกล่าวอ้างเป็นทางภาระจำยอม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ศาลก็มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วออกจากทางพิพาทได้ เพราะไม่ว่าเป็นทางภาระจำยอมหรือทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
นายสมศักดิ์ รองรัก ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายแพ รองรัก
นางอรวรรณ อ่อนสนิทหรือพรหมชนะ โดยนางสุกัญญา
จำเลย — นิภาประทีป ผู้เข้ารับมรดกความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายชำนาญ สายสีทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4535/2551
#413649
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องกล่าวอ้างเป็นทางภาระจำยอม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ศาลก็มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วออกจากทางพิพาทได้เพราะไม่ว่าเป็นทางภาระจำยอมหรือทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นภาระจำยอมให้จำเลยทั้งสามเปิดทางภาระจำยอม กว้าง 5 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมให้โจทก์เปิดทางเองโดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยที่ 1 ไปขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4527 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ของโจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาท กว้าง 5 เมตร และยาว 30 เมตร ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4527 เลขที่ดิน 9 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งต่างๆ ที่ปิดกั้นทางพิพาทออกไป และจัดทำทางพิพาทให้อยู่ในสภาพที่ใช้ได้ตามปกติ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายแพเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4527 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เนื้อที่ 3 ไร่ 51.7 ตารางวา นายแพได้สร้างบ้านเลขที่ 132 อยู่อาศัยกับภริยาและบุตร ต่อมาบุตรของนายแพมีครอบครัวได้ก่อสร้างบ้านขึ้นอีก 4 หลัง ในบริเวณที่ดินดังกล่าว ด้านทิศตะวันออกของที่ดินที่นายแพติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 4411 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ซึ่งจำเลยที่ 2 พี่สาวของจำเลยที่ 1 สร้างบ้านอยู่อาศัยดูแลแทนจำเลยที่ 1 โดยอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นสามี บิดามารดาของโจทก์ โจทก์ และพี่น้องได้ใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะมาโดยตลอด ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2540 องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักได้ประกาศสอบราคาจ้างโครงการถมหินคลุก ถนนสายบ้านนายมิ่ง หมู่ที่ 1 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง โดยทำการถมหินคลุกผิวจราจรกว้าง 5 เมตร ยาว 200 เมตร หนาเฉลี่ย 0.2 เมตร ต่อมาได้มีผู้รับจ้างดำเนินการถมหินคลุกดังกล่าวรวมทั้งส่วนที่เป็นทางพิพาทด้วย วันที่ 24 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันนำเอาป้าย ขอนไม้และท่อซีเมนต์ปิดกั้นทางดังกล่าวไม่ให้โจทก์และบริวารประมาณ 30 คน ใช้ออกสู่ทางสาธารณะ และวันที่ 27 มิถุนายน 2544 ได้ปักเสาซีเมนต์และทำรั้วลวดหนามปิดกั้น

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4527 เลขที่ดิน 9 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามยอมรับว่าบิดามารดาโจทก์ โจทก์ พี่น้องของโจทก์และบุคคลในครอบครัวซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินแปลงดังกล่าวอาศัยทางพิพาทเดินออกสู่ทางสาธารณะมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยทั้งสามยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่กล่าวอ้างว่าบิดามารดาของโจทก์ได้ขออนุญาตบิดามารดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่จำเลยทั้งสามไม่มีพยานมาสนับสนุนคงมีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลอยๆ เท่านั้น ทั้งขัดกับสารบัญจดทะเบียนว่า ก่อนหน้าที่จำเลยที่ 1 จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมานั้น ที่ดินดังกล่าวเป็นของนายฤกษ์ชัย มิใช่บิดามารดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด บิดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตให้บิดามารดาของโจทก์ใช้ทางพิพาทได้ โจทก์มีนายมิ่ง ซึ่งมีบ้านอยู่ห่างจากบ้านของโจทก์ประมาณ 20 เมตร และนายชมผู้ใหญ่บ้านในท้องที่เกิดเหตุเบิกความยืนยันว่า บิดามารดาของโจทก์ โจทก์ และพี่น้องรวมทั้งบุคคลในครอบครัวของโจทก์อาศัยทางพิพาทเดินเข้าออกมาเป็นเวลานานโดยใช้มาตั้งแต่พยานโจทก์ทั้งสองปากยังเป็นเด็กอยู่ ซึ่งขณะมาเบิกความนายมิ่งมีอายุ 62 ปี ส่วนนายชมมีอายุ 47 ปี ทั้งได้ความจากบันทึกคำให้การของนายวิเชษฐ์ นายสายันต์ นางปรีดา นายชม นายช้อย และนายเมี่ยง ได้ให้การต่อนายประโยชน์ ปลัดอำเภอเมืองตรังว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ประชาชนใช้เป็นทางสาธารณะมาเป็นเวลานาน ดังนั้น การที่เจ้าของที่ดินเดิมปล่อยให้บิดามารดาของโจทก์ โจทก์และบุคคลในครอบครัวของโจทก์ตลอดจนบุคคลทั่วไปใช้ที่ดินพิพาทอย่างทางสาธารณะได้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน รวมทั้งยินยอมให้องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใช้งบประมาณปรับปรุงทางพิพาทให้เป็นถนนต่อเนื่องกับถนนสายบ้านนายมิ่ง โดยที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่อ้างว่าขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักปรับปรุงทางสาธารณะดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อยู่บ้านนั้น ก็ขัดต่อเหตุผล ทั้งนี้เพราะการก่อสร้างถนนมิได้ทำเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น แม้จะเป็นจริงดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับมาพบเห็นว่ามีการทำถนนบนทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ควรที่จะไปโต้แย้งคัดค้าน แต่จำเลยทั้งสามก็หาได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ทางพิพาทดังกล่าวเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมและจำเลยที่ 1 ได้สละให้เป็นทางสาธารณะแล้ว จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะปิดกั้นทางสาธารณะดังกล่าว แม้โจทก์จะฟ้องกล่าวอ้างว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ศาลก็มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วออกจากทางพิพาทได้เพราะไม่ว่าจะเป็นทางภาระจำยอมหรือทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นเดียวกัน ซึ่งปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ได้ความว่าทางพิพาทกว้าง 5 เมตร ยาว 30 เมตร ตรงตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิในทางพิพาทดังกล่าวอีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วลวดหนามออกจากทางพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
นายสมศักดิ์ รองรัก ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายแพ รองรัก
นางอรวรรณ อ่อนสนิทหรือพรหมชนะ โดยนางสุกัญญา
จำเลย — นิภาประทีป ผู้เข้ารับมรดกความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายชำนาญ สายสีทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา