คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5815/2544
#42027
เปิดฉบับเต็ม

ข้อที่จำเลยฎีกาว่าบัญชีเงินกู้ที่พิพาทเป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้องนั้น เมื่อโจทก์ได้บรรยายฟ้องระบุว่าจำเลยมีหนี้ที่จะต้องชำระคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวนที่แน่นอนแล้ว แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าวแต่ประการใด จึงถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ข้อเท็จจริงต้องฟังตามคำฟ้องว่าจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวโดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อบัญชีเงินกู้ที่พิพาทเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบัญชีเงินกู้เป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้องหรือไม่ แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,776,025.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,233,461.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเบี้ยประกันภัยครั้งละ 6,301 บาท ทุก 3 ปี ต่อครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและฟ้องโจทก์ไม่บรรยายว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจำนวน 541,563.65 บาท ตามฟ้องอย่างไรดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวมาจากต้นเงินจำนวนเท่าใด ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละเท่าไร จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,775,025.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,233,461.74 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 กรกฎาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 66008 ตำบลสวนหลวง(พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยเคลือบคลุมหรือไม่ปรากฏตามคำฟ้องข้อ 2 โจทก์บรรยายว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2536 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ไปจำนวน 3,500,000 บาท โดยมีข้อตกลงยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จะชำระดอกเบี้ยพร้อมกับผ่อนต้นเงินให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนรวมกันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 52,800 บาท ภายในทุกวันที่ทำสัญญากู้เงินของทุกเดือนตลอดไปนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ทำสัญญากู้เงินจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากผิดนัดไม่ชำระเงินดังกล่าวงวดหนึ่งงวดใดยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินกู้และดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันที และหากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี ยอมให้โจทก์ทบจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระเป็นต้นเงินในวันที่ค้างชำระครบ 1 ปี นั้น ถือเป็นต้นเงินใหม่ที่จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามสัญญาต่อไปจนกว่าจะชำระหนี้โจทก์เสร็จสิ้นและยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่โจทก์เห็นสมควรเมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า และตามคำฟ้องข้อ 4 โจทก์บรรยายว่านับแต่จำเลยกู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือนตามสัญญา ในระหว่างที่จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ โจทก์ได้ทำการปรับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากหนี้เงินกู้ของจำเลยจำนวน 16 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2538 จำเลยได้นำเงินมาชำระให้โจทก์จำนวน 52,800 บาท ซึ่งโจทก์หักชำระดอกเบี้ยจำนวน 36,168.02 บาท หักชำระเป็นต้นเงินจำนวน 16,631.98 บาท นับถึงวันฟ้องจำเลยมีหนี้จะต้องชำระให้แก่โจทก์คิดเป็นต้นเงินจำนวน 3,233,461.74 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 541,563.65 บาท ค่าติดตามทวงถามจำนวน 1,000 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 3,776,025.39 บาท เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยได้บรรยายถึงหลักเกณฑ์ข้อตกลงตามสัญญาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาการชำระดอกเบี้ย การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ครั้งสุดท้ายจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เมื่อใด จำนวนเท่าใด ซึ่งโจทก์หักเป็นเงินดอกเบี้ยและต้นเงินจำนวนเท่าใด และนับถึงวันฟ้องจำเลยมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์คิดเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนเท่าใด ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาสัญญากู้เงิน สำเนาเอกสารการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยและสำเนาบัญชีเงินกู้มาท้ายฟ้องด้วย จึงเป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องได้คิดคำนวณมาถูกต้องหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า บัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.12 เป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้อง จึงเป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 นั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องระบุว่าจำเลยมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 541,563.65 บาท แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าวแต่ประการใดเลย ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ข้อเท็จจริงต้องฟังตามคำฟ้องว่าจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จำนวน 541,563.65 บาท โดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.12 ที่โจทก์นำสืบเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบัญชีเงินกู้เป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้องหรือไม่ แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาง ผ่องพรรณ จงไชโยหรือวิรัตน์โยสินทร์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5815/2544
#69577
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 541,563.65 บาท จำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าว ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ข้อเท็จจริงต้องฟังตามคำฟ้องว่าจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จำนวน 541,563.65 บาท โดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อบัญชีเงินกู้เอกสารที่โจทก์นำสืบเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบัญชีเงินกู้เป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้องหรือไม่ แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยไม่ชอบในศาลล่างทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๗๗๖,๐๒๕.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓,๒๓๓,๔๖๑.๗๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเบี้ยประกันภัยครั้งละ ๖,๓๐๑ บาท ทุก ๓ ปี ต่อครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่รับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ เพราะไม่ปรากฏหลักฐานใดแสดงสถานภาพของโจทก์ นายสิทธิชัย ตันติ์พิพัฒน์ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๗๗๕,๐๒๕.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓,๒๓๓,๔๖๑.๗๔ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ) เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๐๐๘ ตำบลสวนหลวง (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนจำนวน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี และจดทะเบียนจำนองที่ดิน ๑ แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันกู้เงินดังกล่าวไว้แก่โจทก์ในวงเงิน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมรับผิดชดใช้เงินส่วนที่ขาดไปแก่โจทก์จนครบถ้วน

คดีมีปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่า บัญชีเงินกู้เป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้อง จึงเป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ นั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน ๕๔๑,๕๖๓.๖๕ แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าวแต่ประการใดเลย ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ข้อเท็จจริงต้องฟังตามคำฟ้องว่าจำเลยค้างชำระ ดอกเบี้ยแก่โจทก์จำนวน ๕๔๑,๕๖๓.๖๕ บาท โดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อบัญชีเงินกู้ที่โจทก์นำสืบเป็นพยานหลักฐาน เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบัญชีเงินกู้เป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้องหรือไม่ แม้ศาลทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควาแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 93 ม. 172 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางผ่องพรรณ จงไชโยหรือวิรัตน์โยสินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางดวงใจ สิงหนาท
ศาลอุทธรณ์ — นางจิระวรรณ ศิริบุตร
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5806 -ที่ 5807/2544
#41246
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า ทรัพย์มรดกของ อ. มีเพียงใดและโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับมรดกหรือไม่ เพียงใด โดยมิได้กำหนดวิธีการแบ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ตามที่จำเลยให้การต่อสู้ ซึ่งก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนด โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ อ. และโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคนละหนึ่งในสิบส่วนครบตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ ก็ย่อมไม่จำต้องวินิจฉัยถึงวิธีการแบ่งเพราะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 อยู่แล้ว อีกทั้งก็มิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้วินิจฉัยเกี่ยวกับวิธีการแบ่งตามที่จำเลยให้การต่อสู้มาด้วย ก็เป็นเรื่องวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทและไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาฉะนั้น ข้อฎีกาของจำเลยย่อมถือมิได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องมีใจความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดกของนาวาอากาศตรีชัยสิทธิ์ชาครียรัตน์ โจทก์ที่ 2 และนาวาอากาศตรีชัยสิทธิ์เป็นบุตรของหลวงศรีราชรักษา กับนางอุบล ชาครียรัตน์ โจทก์ทั้งสองจึงเป็นทายาทของนางอุบล โดยโจทก์ที่ 1 มีสิทธิรับมรดกนางอุบลแทนที่นาวาอากาศตรีชัยสิทธิ์ โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้นางจิรภาธาราวุฒิ ฟ้องและดำเนินคดีแทนจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางอุบลตามคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2533จนถึงปัจจุบันนางอุบลมีทรัพย์มรดกเท่าที่ทราบ 7 รายการรวมเป็นทรัพย์สินทั้งสิ้น 4,530,000 บาท ซึ่งนางอุบลมีทายาทรวมโจทก์ทั้งสองด้วยจำนวน 10 คน โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับมรดกคนละ 1ใน 10 ส่วน แต่จำเลยไม่ได้ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทจนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งสองเคยทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของนางอุบลส่วนอื่น ๆ ที่มิใช่ที่ดินให้โจทก์ทั้งสองคนละประมาณ 253,000 บาท และแบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 10328 ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี อีกคนละ 1 ใน 10 ส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่10328 ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ใน 10 ส่วน สำหรับวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การแบ่งทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนางอุบล ชาครียรัตน์ เจ้ามรดก คือที่ดินโฉนดเลขที่10328 ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีต้องดำเนินการตามคำสั่งของนางอุบลและทายาททุกคนก็ตกลงให้ปฏิบัติตามคือให้นำออกขายแล้วแบ่งเงินให้แก่ทายาททุกคนนั้นเห็นว่าสำหรับที่ดินมรดกแปลงนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกทำการแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในสิบส่วน จำเลยให้การต่อสู้ว่า ส่วนมรดกที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน และการแบ่งส่วนที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสองกระทำมิได้ ต้องใช้วิธีนำออกขายทั้งแปลงแล้วแบ่งเงินกันเท่านั้นปรากฏว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า ทรัพย์มรดกของนางอุบลมีเพียงใด และโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับมรดกหรือไม่เพียงใด โดยมิได้กำหนดวิธีการแบ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ตามที่จำเลยให้การต่อสู้ ซึ่งก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดโดยวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 10328 ดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนางอุบลและโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคนละหนึ่งในสิบส่วนครบตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ก็ย่อมไม่จำต้องวินิจฉัยถึงวิธีการแบ่งเพราะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 อยู่แล้ว อีกทั้งก็มิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ ดังนี้ แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้วินิจฉัยเกี่ยวกับวิธีการแบ่งตามที่จำเลยให้การต่อสู้มาด้วย ก็เป็นเรื่องวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทและไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาฉะนั้น ข้อฎีกาของจำเลยย่อมถือมิได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วุฒิ ชาครียรัตน์ กับพวก
จำเลย — พลอากาศเอก ชัยศาสตร์ ชาครียรัตน์
จำเลย — ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นาง อุบล ชาครียรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5805/2544
#44628
เปิดฉบับเต็ม

การก่อสร้างอาคารต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากทางราชการหรือดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 39 ทวิก่อน แต่จำเลยกลับทำการก่อสร้างไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นการก่อสร้างของจำเลยจึงเป็นการกระทำผิดโดยเจตนา แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำขออนุญาตก่อสร้าง ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยก่อนหน้านั้นไม่เป็นความผิด

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพียง 120 วัน ทั้งฟ้องว่าระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2539(รวมเวลา 129 วัน)จำเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นการที่ศาลลงโทษปรับจำเลยรายวันตลอดมาจนถึงวันฟ้องและหลังจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น จึงไม่ชอบเพราะเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดดังกล่าวเพียงถึงวันที่ 2ตุลาคม 2539 แสดงว่าหลังจากวันนั้นจำเลยอาจมิได้ฝ่าฝืนคำสั่งหรือได้ปฏิบัติให้ถูกต้องแล้ว การลงโทษปรับจำเลยหลังจากนั้นจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและเกินไปกว่าที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192

จำเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 อันเป็นการกระทำผิดสำเร็จแล้ว และมาตรา 40 บัญญัติว่าในกรณีที่มีการก่อสร้างโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและพิจารณาสั่งตาม มาตรา 41 หรือมาตรา 42 แล้วแต่กรณี การสั่งตามมาตรา 41 หรือมาตรา 42 หมายถึงการสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องและหากเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนได้ แต่โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรื้อถอน จึงไม่ต้องพิจารณาว่ากรณีเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือไม่ เมื่อจำเลยก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง แต่จำเลยยังคงก่อสร้างต่อไป จึงมีความผิดตามมาตรา 40(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมกล่าวคือเมื่อระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม2539 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยได้ก่อสร้างอาคารโครงหลังคาเหล็ก 1 ชั้น และอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น1 คูหา อันเป็นอาคารเพื่อพาณิชยกรรมที่ถนนแจ้งสนิท ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองยโสธร อันเป็นเขตพื้นที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 ใช้บังคับโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวันเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างอาคารดังกล่าวและจำเลยทราบคำสั่งแล้วเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539 แต่จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานยังคงดำเนินการก่อสร้างไปจนถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2539รวม 120 วัน และเมื่อระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม2539 ถึงวันที่ 2ตุลาคม 2539 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยได้บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทางสาธารณประโยชน์ในท้องที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร โดยปลูกสร้างโรงโถงโครงหลังคาเหล็กและอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กดังกล่าวรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นทรัพย์สินของรัฐรวมเป็นเนื้อที่ 192 ตารางเมตรโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 2,3, 4, 21, 40, 65, 67, 70, 79, 80 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2109/2540 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยและบริวารออกจากทางสาธารณประโยชน์และปรับจำเลยตามกฎหมายจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 40(1), 65 วรรคหนึ่ง,วรรคสอง, 67 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง, 70 ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9(1),108 ทวิ วรรคสอง, วรรคสี่ เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารโครงหลังคาเหล็กและอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น 1 คูหาเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียวกัน จำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท และปรับรายวันวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2539 ถึงวันพิพากษาเป็นเงิน 107, 500บาท กับให้ปรับรายวันอีกวันละ 100 บาท นับแต่วันพิพากษาตลอดเวลาที่จำเลยฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นจำคุก 4 เดือน ปรับ 10,000 บาท และปรับรายวันวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2539 ถึงวันพิพากษา เป็นเงิน 106,700 บาท กับให้ปรับต่อไปอีกวันละ 100 บาทนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง และฐานยึดถือครอบครองทางสาธารณประโยชน์ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันจำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี ปรับ 238,200บาท และปรับรายวันวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษาตลอดเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยและบริวารออกไปจากทางสาธารณประโยชน์ส่วนที่รุกล้ำ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2109/2540นั้น คดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษาและคดีนี้โทษจำคุกศาลรอการลงโทษให้แก่จำเลย จึงไม่อาจนับโทษต่อตามขอ คำขอส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิดที่มิได้ยื่นแบบแปลนขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยให้นายช่างเทศบาลจังหวัดยโสธรเป็นผู้เขียนแบบแปลน การก่อสร้างโดยได้รับคำแนะนำจากนายช่างดังกล่าวว่าให้ก่อสร้างไปก่อน แล้วจึงไปยื่นแบบแปลนได้ในภายหลัง จำเลยจึงก่อสร้างไปก่อนโดยเข้าใจว่าสามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายและเมื่อนายวิจัย โสธรวงษ์ แนะนำให้จำเลยไปขออนุญาตจำเลยก็ได้นำแบบแปลนตามเอกสารหมาย ล.2 ไปยื่นขออนุญาตต่อเทศบาลเมืองยโสธร จึงเป็นการขาดเจตนาในการกระทำผิดเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 21 บัญญัติว่า ผู้ใดจะก่อสร้างอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ดังนั้น ในกรณีที่จำเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 21 ดังกล่าวจำเลยก็ต้องดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ คือต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นพร้อมทั้งแจ้งข้อมูลและเอกสารเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบและแผนผังบริเวณแบบแปลน เพื่อให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกใบรับแจ้งให้การที่จำเลยให้นายช่างเทศบาลเขียนแบบแปลนให้จึงไม่ใช่การดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ซึ่งจำเลยมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ย่อมต้องรู้ว่าการก่อสร้างอาคาร ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากทางราชการหรือดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก่อน แต่จำเลยกลับทำการก่อสร้างไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การก่อสร้างของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำผิดโดยเจตนาแม้ต่อมาภายหลังจำเลยจะไปยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยก่อนหน้านั้นไม่เป็นความผิด

จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจำนวน 120 วันนั้นไม่ถูกต้อง เพราะขัดกับคำให้การของนายวิจัย โสธรวงษ์ ตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งให้การว่าจำเลยทำการก่อสร้างโดยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพียง11 วันและไม่รื้อถอนตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพียง 11 วันนั้น เห็นว่า การรับฟังข้อเท็จจริงนั้น ศาลต้องพิเคราะห์จากพยานหลักฐานต่าง ๆ ทั้งหมดในสำนวนมิใช่พิจารณาเฉพาะข้อความเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของเอกสาร คดีนี้โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้รับหนังสือจากนายกเทศมนตรีเมืองยโสธรให้ระงับการก่อสร้างอาคารพิพาทตามเอกสารหมาย จ.5 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539 โดยลูกจ้างของจำเลยเป็นผู้รับแทน ต่อมานายวิจัยมาตรวจสอบอาคารของจำเลยอีกครั้งพบว่าจำเลยยังฝ่าฝืนทำการก่อสร้างต่อไป จึงทำรายงานผู้บังคับบัญชาตามเอกสารหมาย จ.2 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม2539 และเมื่อร้อยตำรวจเอกมานิต สิทธิไพร พนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุในวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ก็พบคนงานกำลังก่อสร้างอาคารพิพาทอยู่ ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2539ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2539 รวมเป็นเวลา 121 วัน แต่โจทก์ ฟ้องว่าจำเลยฝ่าฝืนคำสั่ง 120 วัน นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว และเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพียง 120 วัน ทั้งฟ้องว่าระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม2539 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2539 (รวมเวลา 129 วัน) จำเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยรายวันตลอดมาจนถึงวันฟ้องและหลังจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น คำพิพากษาส่วนนี้จึงไม่ชอบ เพราะเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดดังกล่าว เพียงถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2539 แสดงว่าหลังจากวันนั้นจำเลยอาจมิได้ฝ่าฝืนคำสั่งหรือได้ปฏิบัติให้ถูกต้องแล้ว การลงโทษปรับจำเลยหลังจากนั้นจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและเกินไปกว่าที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ฎีกาโดยตรง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เห็นควรพิพากษาแก้โทษจำเลยให้ถูกต้องตรงกับคำฟ้อง

จำเลยฎีกาต่อไปว่า กรณีของจำเลยเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 41 โดยสั่งให้จำเลยยื่นคำขออนุญาตหรือดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังเป็นคุณแก่จำเลยต้องนำเอากฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 อันจะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทำการก่อสร้างอาคารพิพาทโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้น เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 21 อันเป็นการกระทำผิดสำเร็จแล้ว และมาตรา 40 บัญญัติว่าในกรณีที่มีการก่อสร้างโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและพิจารณาสั่งตามมาตรา 41 หรือมาตรา 42 แล้ว แต่กรณี การสั่งตามมาตรา 41 หรือ มาตรา 42 หมายถึงการสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องและหากเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนได้ แต่คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรื้อถอน จึงไม่ต้องพิจารณาว่ากรณีของจำเลยเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือไม่ เมื่อจำเลยก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างแต่จำเลยทราบคำสั่งแล้วจำเลยยังคงก่อสร้างต่อไป จำเลยย่อมมีความผิดตามมาตรา 40(1) และกรณีนี้มิใช่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยไม่เป็นความผิด จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 2 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายอาญามาบังคับได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับรายวันวันละ 100 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2539 รวมเป็นเวลา 129 วันคิดเป็น ค่าปรับ 12,900 บาท ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ปรับรายวันวันละ 100 บาท รวม 120 วัน คิดเป็นค่าปรับ 12,000 บาท นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 39 ทวิ ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย โกวิท วงศางาม
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5805/2544
#69263
เปิดฉบับเต็ม

ตามที่ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 21 บัญญัติว่า ผู้ใดจะก่อสร้างอาคารต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ การที่จำเลยให้ นายช่างเทศบาลเขียนแบบแปลนให้ไม่ใช่การดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ จำเลยมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ย่อมต้องรู้ว่าการก่อสร้างอาคารต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากทางราชการหรือดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก่อน แต่จำเลยกลับทำการก่อสร้างไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การก่อสร้างของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำผิดโดยเจตนา แม้ต่อมาภายหลังจำเลยจะไปยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยก่อนหน้านั้นไม่เป็นความผิด

จำเลยได้รับหนังสือจากนายกเทศมนตรีให้ระงับการก่อสร้างอาคารพิพาทเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539 โดย ลูกจ้างของจำเลยเป็นผู้รับแทน และเมื่อพนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุในวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ก็พบคนงานกำลังก่อสร้างอาคารพิพาทอยู่ ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2539 รวมเป็นเวลา 121 วัน แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฝ่าฝืนคำสั่ง 120 วัน นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว และเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐาน ฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานท้องถิ่นเพียง 120 วัน ทั้งฟ้องว่าระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2539 (รวมเวลา 129 วัน) จำเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยรายวันตลอดมาจนถึงวันฟ้องและหลังจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องจึงไม่ชอบ เพราะเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดดังกล่าวเพียงถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2539 แสดงว่าหลังจากวันนั้นจำเลยอาจมิได้ฝ่าฝืนคำสั่งหรือได้ปฏิบัติให้ถูกต้องแล้ว การลงโทษปรับจำเลยหลังจากวันนั้นจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและเกินไปกว่าที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นควรพิพากษาแก้โทษจำเลยให้ถูกต้องตรงกับคำฟ้อง

การที่จำเลยทำการก่อสร้างอาคารพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 อันเป็นการกระทำผิดสำเร็จแล้ว และมาตรา 40 บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการก่อสร้างโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจ สั่งให้ระงับการก่อสร้างและพิจารณาสั่งตามมาตรา 41 หรือมาตรา 42 แล้วแต่กรณี การสั่งตามมาตรา 41 หรือมาตรา 42 หมายถึงการสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องและหากเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนได้ แต่โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรื้อถอนจึงไม่ต้องพิจารณาว่ากรณีของจำเลยเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือไม่ เมื่อจำเลยก่อสร้างโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเจ้าพนักงาน ท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง แต่จำเลยทราบคำสั่งแล้วจำเลยยังคงก่อสร้างต่อไปจำเลยย่อมมีความผิดตามมาตรา 40 (1) และกรณีนี้มิใช่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยไม่เป็นความผิด จึง ไม่มีอาจนำบทบัญญัติมาตรา 2 วรรคสอง แห่ง ป.อ. มาบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒, ๓, ๔, ๒๑, ๔๐, ๖๕, ๖๗, ๗๐, ๗๙, ๘๐ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙, ๑๐๘ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๑๐๙/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยและบริวารออกจากทาง สาธารณประโยชน์ และปรับจำเลยตามกฎหมายจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๑, ๔๐ (๑) , ๖๕ วรรคหนึ่ง , วรรคสอง , ๖๗ วรรคหนึ่ง , วรรคสอง , ๗๐ ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙ (๑) , ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง , วรรคสี่ เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานก่อสร้างอาคารโครงหลังคาเหล็กและอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ๑ คูหา เพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียวกัน จำคุก ๒ เดือน ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท และปรับรายวันวันละ ๑๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ถึงวันพิพากษา เป็นเงิน ๑๐๗,๕๐๐ บาท กับให้ปรับรายวันอีกวันละ ๑๐๐ บาท นับแต่วันพิพากษาตลอดเวลาที่จำเลยฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นจำคุก ๔ เดือน ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท และปรับรายวันวันละ ๑๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ ถึงวันพิพากษา เป็นเงิน ๑๐๖,๗๐๐ บาท กับให้ปรับต่อไปอีกวันละ ๑๐๐ บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ?

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยว่า จำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิดที่มิได้ยื่นแบบแปลนขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยให้นายช่างเทศบาลจังหวัดยโสธรเป็นผู้เขียนแบบแปลนการก่อสร้างโดยได้รับคำแนะนำจากนายช่างดังกล่าวว่าให้ก่อสร้างไปก่อน แล้วจึงไปยื่นแบบแปลนได้ในภายหลัง จำเลยจึงก่อสร้างไปก่อนโดยเข้าใจว่าสามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายและเมื่อนายวิจัย โสธรวงษ์ พนักงานเทศบาลเมืองยโสธร ตำแหน่งช่างโยธา ๓ แนะนำให้จำเลยไปขออนุญาตจำเลยก็ได้นำแบบแปลนตามเอกสารหมาย ล.๒ ไปยื่นขออนุญาตต่อเทศบาลเมืองยโสธร จึงเป็นการขาดเจตนาในการกระทำผิด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๑ บัญญัติว่า ผู้ใดจะก่อสร้างอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ ดังนั้น ในกรณีที่จำเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๒๑ ดังกล่าว จำเลย ก็ต้องดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ คือต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นพร้อมทั้งแจ้งข้อมูลและเอกสารเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบและแผนผังบริเวณ แบบแปลน เพื่อให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกใบรับแจ้งให้ การที่จำเลยให้นายช่างเทศบาล เขียนแบบแปลนให้จึงไม่ใช่การดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ ซึ่งจำเลยมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ย่อมต้องรู้ว่าการ ก่อสร้างอาคารต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากทางราชการหรือดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ ก่อน แต่จำเลยกลับทำการก่อสร้างไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การก่อสร้างของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำผิดโดยเจตนา แม้ต่อมาภายหลังจำเลยจะไปยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยก่อนหน้านั้นไม่เป็นความผิด

จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจำนวน ๑๒๐ วันนั้นไม่ถูกต้อง เพราะขัดกับคำให้การของนายวิจัย โสธรวงษ์ ตามเอกสารหมาย จ.๓ ซึ่งให้การว่า จำเลยทำการก่อสร้างโดยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพียง ๑๑ วันและไม่รื้อถอนตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพียง ๑๑ วัน นั้น เห็นว่า การรับฟัง ข้อเท็จจริงนั้น ศาลต้องพิเคราะห์จากพยานหลักฐานต่าง ๆ ทั้งหมดในสำนวนมิใช่พิจารณาเฉพาะข้อความเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของเอกสาร คดีนี้โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือจากนายกเทศมนตรีเมืองยโสธรให้ระงับการก่อสร้างอาคารพิพาทตามเอกสารหมาย จ.๕ เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ โดยลูกจ้างของจำเลยเป็นผู้รับแทน ต่อมานายวิจัยตรวจสอบอาคารของจำเลยอีกครั้งพบว่าจำเลยยังฝ่าฝืนทำการก่อสร้างต่อไป จึงทำรายงานผู้บังคับบัญชาตามเอกสารหมาย จ.๒ ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๓๙ และเมื่อร้อยตำรวจเอกมานิต สิทธิไพร พนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ ก็พบคนงานกำลังก่อสร้างอาคารพิพาทอยู่ ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ รวมเป็นเวลา ๑๒๑ วัน แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฝ่าฝืนคำสั่ง ๑๒๐ วัน นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว และเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพียง ๑๒๐ วัน ทั้งฟ้องว่าระหว่างวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ (รวมเวลา ๑๒๙ วัน) จำเลยก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับ ใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยรายวันตลอดมาจนถึงวันฟ้องและหลังจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น คำพิพากษาส่วนนี้จึงไม่ชอบ เพราะเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดดังกล่าวเพียงถึงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ แสดงว่าหลังจากวันนั้นจำเลยอาจมิได้ฝ่าฝืนคำสั่งหรือได้ปฏิบัติให้ถูกต้องแล้ว การ ลงโทษปรับจำเลยหลังจากนั้นจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและเกินไปกว่าที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ฎีกาโดยตรง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เห็นควรพิพากษาแก้โทษจำเลยให้ถูกต้องตรงกับคำฟ้อง

จำเลยฎีกาต่อไปว่า กรณีของจำเลยเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ โดยสั่งให้จำเลยยื่นคำขออนุญาตหรือดำเนินการ แก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังเป็นคุณแก่จำเลย ต้องนำเอากฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ อันจะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทำการก่อสร้างอาคารพิพาทโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้น เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๑ อันเป็นการกระทำผิดสำเร็จแล้ว และมาตรา ๔๐ บัญญัติว่าในกรณีที่มีการก่อสร้างโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจ มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและพิจารณาสั่งตามมาตรา ๔๑ หรือมาตรา ๔๒ แล้วแต่กรณี การสั่งตามมาตรา ๔๑ หรือมาตรา ๔๒ หมายถึงการสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องและหากเจ้าของอาคารมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนได้ แต่คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรื้อถอน จึงไม่ต้องพิจารณาว่ากรณีของจำเลยเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือไม่ เมื่อจำเลยก่อสร้างโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง แต่จำเลยทราบคำสั่งแล้วจำเลยยังคงก่อสร้างต่อไป จำเลยย่อมมีความผิดตามมาตรา ๔๐ (๑) และกรณีนี้มิใช่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยไม่เป็นความผิด จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา ๒ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายอาญามาบังคับได้ ?

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับรายวันวันละ ๑๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๙ รวมเป็นเวลา ๑๒๙ วัน คิดเป็นค่าปรับ ๑๒,๙๐๐ บาท ความผิดฐาน ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ปรับรายวันวันละ ๑๐๐ บาท รวม ๑๒๐ วัน คิดเป็นค่าปรับ ๑๒,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ม. 21 ม. 39 ทวิ ม. 40 (1) ม. 41 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายโกวิท วงศางาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวสุวนี นภาภาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5804/2544
#69463
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จโดยตกลงราคาและสถานที่ส่งมอบตามชนิดและปริมาตรโดยให้เครดิตแก่จำเลยทั้งสาม 60 วัน ตามสัญญาซื้อขาย การส่งมอบและเรียกเก็บเงินจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โจทก์ออกบิลเรียกเก็บในนามบริษัทจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ได้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสามหลายครั้งตามรายละเอียดในฟ้อง รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 613,122.84 บาท ครบกำหนดชำระเงินแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ทวงถามหลายครั้งจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่ระบุให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และเมื่อเป็นการซื้อขายที่กระทำต่อเนื่องกันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมต่อสู้ได้ว่า มิได้สั่งซื้อหรือได้ชำระราคาส่วนใดไปแล้วเท่าใด

บริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับจ้างก่อสร้างโรงงาน จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีที่อยู่ที่เดียวกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทสาขาหรือบริษัทลูกของจำเลยที่ 3 ด้วย ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินกิจการร่วมกันมาโดยตลอด จึงไม่อาจอ้างความเป็นนิติบุคคลแยกจากกันมาปฏิเสธความรับผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๖๙๕,๖๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๗ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๘๒,๔๘๘ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จกับโจทก์ โดยตกลงราคาต่อหน่วยกันไว้ และจะต้องชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ภายใน ๖๐ วัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้มอบให้จำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จโดยตกลงราคาและสถานที่ส่งมอบตามชนิดและปริมาตร โดยให้เครดิตแก่จำเลยทั้งสาม ๖๐ วัน การส่งมอบและเรียกเก็บเงินจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้โจทก์ออกบิลเรียกเก็บในนามบริษัทจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์ได้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสามหลายครั้งตามรายละเอียดในฟ้อง รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท ครบกำหนดชำระเงินแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่ระบุให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และเมื่อเป็นการซื้อขายที่กระทำต่อเนื่องกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ย่อมต่อสู้ได้ว่า มิได้สั่งซื้อหรือได้ชำระราคาส่วนใดไปแล้วเท่าใด ข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ที่ว่า ไม่สามารถต่อสู้คดีได้จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประการต่อไปว่า ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมรับผิดไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกันนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันรับจ้างก่อสร้างโรงงาน แม้ใบเสร็จรับเงินจะระบุชื่อจำเลยที่ ๓ เป็นลูกค้าก็ตาม แต่ตามเอกสารที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ แจ้งไปถึงโจทก์เรื่องแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่สำนักงานใหม่นั้นปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีที่อยู่ใหม่ที่เดียวกัน และนายทวีปในฐานะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อก็เบิกความว่า ตนเองเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีหน้าที่เป็นฝ่ายจัดซื้อและเบิกความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นบริษัทสาขาหรือบริษัทลูกของจำเลยที่ ๓ อีกด้วย ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ดำเนินกิจการร่วมกันมาโดยตลอด จึงไม่อาจอ้างความเป็นนิติบุคคลแยกจากกันมาปฏิเสธความรับผิดได้

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 67 ม. 291 ม. 295 ม. 297
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพานทอง
จำเลย — บริษัทอินฟรา คอนสตรั๊คชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5801/2544
#44627
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยครอบครองและได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแต่เมื่อ ส. ขอออกโฉนดที่ดินจำเลยไม่ได้คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ ส. ที่ดินตามโฉนดที่ดินซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ตั้งแต่วันที่ออกโฉนดที่ดินคือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524 เป็นต้นไป ต่อมามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของโจทก์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2533 เนื่องจากโจทก์ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ซึ่งยังไม่ถึง 10 ปี เมื่อโจทก์เป็นบุคคลภายนอกได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง การครอบครองปรปักษ์ที่มีอยู่ก่อนนั้นจึงสิ้นไปแม้จำเลยครอบครองต่อมาก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองใหม่ตั้งแต่ปี 2533 จนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้วันที่ 7 มิถุนายน2539 ยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามมาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองร่วมกันเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32297 โดยประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 671/2529 ของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2530 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน2533 จึงมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของโจทก์ทั้งสองเมื่อเดือนมกราคม 2538 จำเลยขออาศัยที่ดินส่วนดังกล่าวเฉพาะส่วนทิศตะวันตกเฉียงเหนือของที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว หากโจทก์ทั้งสองต้องการคืนเมื่อใด จำเลยจะรื้อถอนไปทันที โจทก์ทั้งสองเห็นว่าจำเลยเคยเป็นลูกจ้างโจทก์ที่ 1 จึงยินยอม ต่อมาเดือนมีนาคม 2539 โจทก์ทั้งสองนำช่างรังวัดไปรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าววันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำเลยยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าช่างรังวัดได้รังวัดติดที่ดินของจำเลยเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน ไปด้วย คำคัดค้านดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากจำเลยไม่ใช่เจ้าของที่ดินดังกล่าว ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยแล้ว จำเลยไม่ยอมถอนคำคัดค้าน โจทก์ทั้งสองได้บอกเลิกให้จำเลยอาศัยที่ดินโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ไม่สามารถทำโครงการพัฒนาที่ดินต่อไปได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 100,000 บาท และเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละไม่น้อยกว่า 50,000 บาทขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทภายในอาณาเขตเส้นสีแดง ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32297 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมค่าเสียหายอีกเดือนละ 50,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของนายสัญญา เลาหกุล หรือนางสาวแฉล้ม เลาหกุล แต่นางเยาะยาย จำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ หลังจากปี 2505 นางเยาะถึงแก่กรรม จำเลยจึงเข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อ โดยปลูกบ้านอยู่อาศัยปลูกไม้ผลต่าง ๆ ก่อนโจทก์ฟ้องคดีเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้ว จำเลยครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเจ้าของเดิมไม่เคยโต้แย้ง ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของจำเลยโจทก์ทั้งสองไม่เคยคัดค้านสิทธิของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32297 ตำบลปากพูนอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช กับให้ถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 มิถุนายน2539) จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินดังกล่าวคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่32297 เอกสารหมาย จ.7 ซึ่งที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินดังกล่าวว่ามีนายสัญญา เลาหกุล เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้นายสัญญาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524 ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยได้เข้าครอบครองและได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่เมื่อนายสัญญาขอออกโฉนดที่ดินนั้นปรากฏตามใบไต่สวนเอกสารหมาย จ.5 ว่าจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและไม่มีหลักฐานอื่นใดว่าจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่นายสัญญา ที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าว ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วยย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสัญญาตามกฎหมาย จำเลยจะอ้างว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก็ตาม แต่ก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ตั้งแต่วันที่ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวคือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524 เป็นต้นไป และปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวมาเป็นของโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2533 ตามสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวเอกสารหมาย จ.2 เนื่องมาจากโจทก์ที่ 2 ประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวได้ในราคา 6,120,000 บาท จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 671/2529 ของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2530 ตามรายงานเจ้าหน้าที่และหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.7 แผ่นที่ 16 และ 17 ซึ่งยังไม่ถึง 10 ปี เมื่อจำเลยมิได้ให้การหรือนำสืบว่าโจทก์ทั้งสองมิใช่บุคคลภายนอกและกระทำการไม่สุจริตแล้วโจทก์ทั้งสอง ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต สิทธิการครอบครองปรปักษ์ของจำเลยจึงไม่อาจใช้ยันโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง การครอบครองปรปักษ์ที่มีอยู่ก่อนนั้นจึงสิ้นไปแม้หลังจากที่โจทก์ทั้งสองรับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวมาเป็นของโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทใหม่ตั้งแต่ปี 2533 จนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ วันที่ 7 มิถุนายน 2539 ก็ยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จุไรวรรณ เฟื่องมารยาท กับพวก
จำเลย — นาย หลี กอเซ็ม
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5801/2544
#69262
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดิน ซึ่งมี ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออก โฉนดที่ดินให้ ส. เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524 และเมื่อ ส. ขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ ส. ที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าว ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วยย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ตามกฎหมาย จำเลยจะอ้างว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้ ส. ผู้มีกรรมสิทธิ์ไม่ได้ แม้จำเลยจะมีเจตนาครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ตั้งแต่วันที่ออกโฉนดที่ดิน เป็นต้นไป ต่อมามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่ดินดังกล่าวมาเป็นของโจทก์เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2533 เนื่องจากโจทก์ประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล เมื่อจำเลยมิได้ให้การหรือนำสืบว่าโจทก์มิใช่บุคคลภายนอกและกระทำการไม่สุจริตแล้ว โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต สิทธิการครอบครองปรปักษ์ของจำเลยจึงไม่อาจใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตามมาตรา 1299 วรรคสอง การครอบครองปรปักษ์ที่มีอยู่ก่อนนั้นจึงสิ้นไป แม้หลังจากที่โจทก์รับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ตามโฉนดที่ดินดังกล่าวมาเป็นของโจทก์แล้ว จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทใหม่ตั้งแต่ปี 2533 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดียังไม่ถึง 10 ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองให้จำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมค่าเสียหายอีกเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน

จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เจ้าของเดิมไม่เคยโต้แย้ง ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของจำเลย โจทก์ทั้งสองไม่เคยคัดค้านสิทธิของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ นั้น ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๒๙๗ เอกสารหมาย จ.๒ ซึ่งที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินดังกล่าวว่ามีนายสัญญา เลาหกุล เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และเจ้าพนักงาน ที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้นายสัญญาเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยได้เข้าครอบครอง และได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่เมื่อนายสัญญาขอออกโฉนดที่ดินนั้นปรากฏตามใบไต่สวนเอกสารหมาย จ.๕ ว่าจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและไม่มีหลักฐานอื่นใดว่าจำเลยได้โต้แย้งคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดิน ดังกล่าวให้แก่นายสัญญา ที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าว ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วยย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสัญญาตามกฎหมาย จำเลยจะอ้างว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้นายสัญญาผู้มีกรรมสิทธิ์ไม่ได้ หลังจากนั้นแม้จำเลยจะมีเจตนาครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทก็ตาม แต่ก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ตั้งแต่วันที่ ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวคือวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ เป็นต้นไป และปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวมาเป็นของโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ ตามสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวเอกสารหมาย จ.๒ เนื่องมาจากโจทก์ที่ ๒ ประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวในราคา ๖,๑๒๐,๐๐๐ บาท จากการขาย ทอดตลาดตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๗๑/๒๕๒๙ ของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๐ ตามรายงานเจ้าหน้าที่และหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๗ แผ่นที่ ๑๖ และ ๑๗ ซึ่งยังไม่ถึง ๑๐ ปี เมื่อจำเลยมิได้ให้การหรือนำสืบว่าโจทก์ทั้งสองมิใช่บุคคลภายนอกและกระทำการไม่สุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมได้รับประโยชน์ จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ว่ากระทำการโดยสุจริต สิทธิการครอบครอง ปรปักษ์ของจำเลยจึงไม่อาจใช้ยันโจทก์ทั้งสองซึ่งบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้ จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง การครอบครองปรปักษ์ที่มีอยู่ก่อนนั้นจึงสิ้นไป แม้หลังจากที่โจทก์ทั้งสองรับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวมาเป็นของโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทใหม่ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๙ ก็ยังไม่ถึง ๑๐ ปี จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุไรวรรณ เฟื่องมารยาท กับพวก
จำเลย — นายหลี กอเซ็ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายธนพัฒน์ จงเพิ่มวัฒนะผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5795/2544
#43336
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นองค์การของรัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรฯ มาตรา 6(1) ถึง (8) แม้ตาม (8) จะระบุว่าเพื่อจัดหาปัจจัยในการผลิตและเครื่องอุปโภคและบริโภคอันจำเป็นจำหน่ายให้แก่เกษตรกร แต่ก็กำหนดไว้ว่าต้องเป็นราคาอันสมควร จึงมิใช่เป็นการประกอบการค้าซึ่งมุ่งแสวงหากำไรเป็นปกติธุระ ส่วนที่ตามสัญญาซื้อขายปุ๋ยกำหนดราคาปุ๋ยสูงขึ้นในกรณีที่จำเลยชำระราคาล่าช้านั้น หาได้แสดงว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไรแต่ประการใดไม่โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบการค้าตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

จำเลยชำระราคาปุ๋ยหลายครั้ง มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลาชำระราคาปุ๋ยครั้งสุดท้ายตามมาตรา 193/15 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยร่วมกันชำระเงินจำนวน 137,990.22บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 62,915.22 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 10 ที่ 13 ที่ 20 และที่ 21 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 5 ที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 15 ถึงที่ 17 และที่ 19 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 18 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 17 และที่ 19ถึงที่ 21 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 62,915.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี นับถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 62,915.22 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 15 ถึงที่ 17 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยจากโจทก์จำนวน30,000 กิโลกรัม ราคา 120,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 และที่ 19ถึงที่ 21 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาซื้อขายปุ๋ยและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.7 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 ชำระราคาแล้วบางส่วนครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2534 จำนวน 1,520 บาท คงค้างชำระจำนวน 62,915.22 บาท ที่จำเลยที่ 15 ถึงที่ 17 ฎีกาว่า จำเลยที่ 15ถึงที่ 17 มิได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมายจ.7 ลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอมนั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 15 ถึงที่ 17 เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า โจทก์เป็นองค์การของรัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรพ.ศ. 2517 มาตรา 6(1) ถึง (8) แม้ตาม (8) จะระบุว่าเพื่อจัดหาปัจจัยในการผลิตและเครื่องอุปโภคและบริโภคอันจำเป็นจำหน่ายให้แก่เกษตรกรแต่ก็กำหนดไว้ว่าต้องเป็นราคาอันสมควร จึงมิใช่เป็นการประกอบการค้าซึ่งมุ่งแสวงหากำไรเป็นปกติธุระ ส่วนที่ตามสัญญาซื้อขายปุ๋ยเอกสารหมายจ.5 กำหนดราคาปุ๋ยสูงขึ้น ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระราคาล่าช้านั้นหาได้แสดงว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไรแต่ประการใดไม่ โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบการค้าตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์มิได้มีอายุความ 2 ปีตามบทบัญญัติดังกล่าว ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 จำเลยที่ 1 ชำระราคาปุ๋ยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6พฤศจิกายน 2534 มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15วรรคสอง โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2541 ยังไม่พ้น 10 ปีฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 15 ถึงที่ 17 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 17 และที่ 19 ถึงที่ 21 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 62,915.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี นับถึงวันฟ้องและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 62,915.22 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 15 ถึงที่ 17 ฎีกาขอให้ยกฟ้องดังนั้น คดีจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเท่ากับจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 15 ถึงที่ 17 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คือ ต้นเงินจำนวน62,915.22 บาท และดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี นับถึงวันฟ้องเท่านั้น แต่จำเลยที่ 15 ถึงที่ 17 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 3,450 บาทโดยรวมทุนทรัพย์ต้นเงินและดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยซึ่งเกินกว่า 5 ปี จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกินมา ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินมาแก่จำเลยที่ 15 ถึงที่ 17"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/15 ม. 193/30 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
จำเลย — กลุ่มเกษตรกรทำนาโคกก่อง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5794/2544
#42026
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางนับแต่การที่จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพบนายดาบตำรวจ พ. กับพวกซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนที่จุดนัดพบ เมื่อนายดาบตำรวจ พ. ขอให้จำเลยที่ 1 ไปส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเช่าที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ก็ได้ร่วมเดินทางตามไปด้วย และขณะที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนออกมาส่งมอบให้นายดาบตำรวจ พ. ตรวจนับ จำเลยที่ 3 ก็ได้นั่งล้อมวงดูอยู่ด้วย และขณะนายดาบตำรวจ พ. นับไปได้ 4 ถึง 5 เม็ด จำเลยที่ 3 ยังพูดรับรองว่าไม่ต้องนับหรอก ของที่เอามาเต็มจำนวน 200 เม็ด เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า จำเลยที่ 3 ได้รู้เห็นและมีเจตนาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาตั้งแต่ต้น แม้จะมิได้เป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวด้วยตนเองก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยทั้งสามรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย) จำคุกคนละ 18 ปีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง และคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปีริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสามและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 401 เม็ด น้ำหนัก 36.30 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.06 กรัม ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจพิชิต บุตรโพธิ์ จ่าสิบตำรวจธงชัยสาเหง้า และร้อยตำรวจโทวิชาญ ภาวโคตร ผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า ก่อนจับกุมจำเลยทั้งสาม นายดาบตำรวจพิชิตได้รับแจ้งจากสายลับว่า จำเลยที่ 1 ติดต่อสายลับว่ามีเมทแอมเฟตามีนจะจำหน่ายจำนวน2,000 เม็ด ให้ช่วยหาคนซื้อ โดยจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2541 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ที่บริเวณหน้าโรงเรียนเซนต์แมรี่ จึงรายงานต่อร้อยตำรวจโทวิชาญ ร้อยตำรวจโทวิชาญได้วางแผนจับกุมโดยให้นายดาบตำรวจพิชิตและจ่าสิบตำรวจธงชัยปลอมตัวเป็นผู้ซื้อไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ต่อมาในวันดังกล่าวนายดาบตำรวจพิชิต จ่าสิบตำรวจธงชัยและสายลับไปรอพบจำเลยที่ 1 ที่บริเวณหน้าโรงเรียนดังกล่าวตั้งแต่เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จนกระทั่งเวลา 11.30 นาฬิกา จำเลยทั้งสามเดินทางไปถึงจุดนัดพบ โดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งมาในรถยนต์กระบะอีซูซุมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับ นายดาบตำรวจพิชิตขอให้จำเลยที่ 1 ไปส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเช่าที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นสายลับไปนั่งรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 นายดาบตำรวจพิชิตและจ่าสิบตำรวจธงชัยขับรถยนต์กระบะไปที่บ้านเช่าที่เกิดเหตุในซอยกำนัน 1 แล้วเข้าไปรออยู่ในบ้าน ต่อมาประมาณ10 นาที จำเลยทั้งสามและสายลับก็ตามมาถึงและได้เข้าไปในบ้าน จำเลยที่ 1 บอกนายดาบตำรวจพิชิตว่ามีเมทแอมเฟตามีนเพียง 400 เม็ด จะขายเป็นถุง ถุงละ 200 เม็ด ราคาถุงละ 12,000 บาทนายดาบตำรวจพิชิตตกลงซื้อ แต่ขอนับดูก่อน จำเลยที่ 1 ล้วงเอาเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 ถุง จากกระเป๋ากางเกงมอบให้นายดาบตำรวจพิชิตนับ โดยจำเลยทั้งสามนั่งล้อมวงดูอยู่ ขณะนับไปได้ 4 ถึง 5 เม็ด จำเลยที่ 3 พูดว่าไม่ต้องนับหรอกของที่เอามาเต็มจำนวน 200 เม็ด จำเลยที่ 2 พูดเสริมว่าของที่เอามาไม่ขาดนายดาบตำรวจพิชิตจึงหยุดนับและพูดว่าเชื่อใจกัน ขณะเดียวกันจ่าสิบตำรวจธงชัยส่งสัญญาณวิทยุสื่อสารให้ร้อยตำรวจโทวิชาญกับพวกซึ่งซุ่มรออยู่ที่บริเวณหลังบ้านทราบ ร้อยตำรวจโทวิชาญกับพวกรับสัญญาณดังกล่าวแล้วได้เข้าไปในบ้านและแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด กับรถยนต์กระบะทั้งสองคันที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขับมาดังกล่าว และเมทแอมเฟตามีนอีก 1 เม็ด ซึ่งตรวจค้นพบในรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นของกลางส่งพนักงานสอบสวน ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 3 ว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกอัครศร ศรีสุพัฒน์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่าชั้นสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 3 เช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.6 จ.9 และภาพถ่ายหมาย จ.10 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติการไปตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 3 ทั้งพยานผู้ร่วมจับกุมต่างเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในส่วนสาระสำคัญโดยตลอดทุกลำดับขั้นตอน เชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง และทำบันทึกการจับกุมกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ไปตามที่จำเลยที่ 3 ให้การ ที่จำเลยที่ 3 นำสืบต่อสู้อ้างว่าในชั้นจับกุมจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายจึงยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีเหตุผลให้เชื่อถือ เพราะในชั้นสอบสวนซึ่งไม่มีใครทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ก็ยังลงลายมือชื่อรับสารภาพ ซึ่งแม้จะปรากฏตามคำให้การดังกล่าวว่า จำเลยที่ 3 อ้างว่าพบจำเลยที่ 1 โดยบังเอิญและเพิ่งรู้จักกันในวันเกิดเหตุ แต่จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับแต่การที่จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพบนายดาบตำรวจพิชิตกับพวกที่จุดนัดพบหน้าโรงเรียนเซนต์แมรี่ เมื่อนายดาบตำรวจพิชิตขอให้จำเลยที่ 1 ไปส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายดาบตำรวจพิชิตที่บ้านเช่าที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ก็ได้ร่วมเดินทางตามไปที่บ้านดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่เข้าไปอยู่ในบ้าน เมื่อจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนออกมาส่งมอบให้นายดาบตำรวจพิชิต ตรวจนับดูว่าครบจำนวนที่จะซื้อขายกันหรือไม่ จำเลยที่ 3 ก็ได้นั่งล้อมวงดูอยู่ด้วยและขณะนายดาบตำรวจพิชิตนับไปได้ 4 ถึง 5 เม็ด จำเลยที่ 3 ยังพูดรับรองว่า ไม่ต้องนับหรอกของที่เอามาเต็มจำนวน 200 เม็ด นายดาบตำรวจ พิชิตจึงหยุดนับและพูดว่าเชื่อใจกัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า จำเลยที่ 3 ได้รู้เห็นและมีเจตนาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาตั้งแต่ต้น แม้จะมิได้เป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวด้วยตนเองก็ตาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ และเห็นว่าโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไม่เกินอัตราโทษตามกฎหมายเพราะมิใช่ความผิดตามมาตรา 67 ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกา ทั้งเป็นการใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยที่ 3 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นาย ประมวล รักษาเมือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5794/2544
#69261
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางนับแต่การที่จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ไปพบตำรวจที่ปลอมตัวเป็นผู้ซื้อที่จุดนัดพบ เมื่อตำรวจขอให้จำเลยที่ 1 ไปส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้ที่บ้านเช่าที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ก็ได้ร่วมเดินทางตามไปที่บ้านดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่เข้าไปอยู่ในบ้าน เมื่อจำเลยที่ 1นำเมทแอมเฟตามีนออกส่งมอบให้ตำรวจตรวจนับดูว่าครบจำนวนที่จะซื้อขายกันหรือไม่จำเลยที่ 3 ก็ได้นั่งล้อมวงดูอยู่ด้วย และขณะตำรวจนับไปได้ 4 ถึง 5 เม็ดจำเลยที่ 3 ยังพูดรับรองว่าไม่ต้องนับหรอกของที่เอามาเต็มจำนวน แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า จำเลยที่ 3 ได้รู้เห็นและมีเจตนาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาตั้งแต่ต้น แม้จะมิได้เป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวด้วยตนเองก็รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย) จำคุกคนละ 18 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง และคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางนับแต่การที่จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพบนายดาบตำรวจ พิชิตกับพวกที่จุดนัดพบหน้าโรงเรียนเซนต์แมรี่ เมื่อนายดาบตำรวจ พิชิตขอให้จำเลยที่ 1 ไปส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายดาบตำรวจ พิชิตที่บ้านเช่าที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ก็ได้ร่วมเดินทางตามไปที่บ้านดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่เข้าไปอยู่ในบ้าน เมื่อจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนออกมาส่งมอบให้นายดาบตำรวจ พิชิตตรวจนับดูว่าครบจำนวนที่จะซื้อขายกันหรือไม่ จำเลยที่ 3 ก็ได้นั่งล้อมวงดูอยู่ด้วย และขณะนายดาบตำรวจ พิชิตนับไปได้ 4 ถึง 5 เม็ด จำเลยที่ 3 ยังพูดรับรองว่าไม่ต้องนับหรอกของที่เอามาเต็มจำนวน 200 เม็ด หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า จำเลยที่ 3 ได้รู้เห็นและมีเจตนาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาตั้งแต่ต้น แม้จะมิได้เป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวด้วยตนเองก็ตาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ และเห็นว่าโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไม่เกินอัตราโทษตามกฎหมายเพราะมิใช่ความผิดตามมาตรา 67 ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกา ทั้งเป็นการใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยที่ 3 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายประมวล รักษาเมือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสมชาย อุดมศรีสำราญ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5793/2544
#44626
เปิดฉบับเต็ม

สิ่งเทียมอาวุธปืนพกอัดลมชนิดใช้ยิงกับลูกกระสุนพลาสติกทรงกลมขนาด 6 มม. มิใช่อาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯการที่จำเลยใช้วัตถุดังกล่าวในการขู่เข็ญข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นนายธาราทิตย์ ทองแท้และขอดูใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ของนายธาราทิตย์และขอพานายธาราทิตย์ไปตรวจปัสสาวะที่สถานีตำรวจ โดยจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยกับพวกยังร่วมกันพานางสาวสุรีพร สุกรรมและเด็กหญิงเพ็ญพร ธรรมรุจาจิตร ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงนางสาวสุรีพรกับเด็กหญิงเพ็ญพร ให้นางสาวสุรีพรและเด็กหญิงเพ็ญพรเดินทางร่วมไปกับจำเลยกับพวกเพื่อช่วยจับผู้กระทำผิดกฎหมาย กับร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังนางสาวสุรีพรกับเด็กหญิงเพ็ญพรไว้ในรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-0206 พระนครศรีอยุธยา ทำให้นางสาวสุรีพรและเด็กหญิงเพ็ญพรปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ทั้งร่วมกันพรากเด็กหญิงเพ็ญพรอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนางสมทรง ธรรมรุจาจิตร มารดา เพื่อการอนาจารโดยปราศจากเหตุอันสมควร ร่วมกันพรากนางสาวสุรีพรซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากนายสุรศักดิ์ สุกรรม บิดาเพื่อการอนาจารโดยนางสาวสุรีพรไม่เต็มใจไปด้วย จำเลยยังได้ข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสุรีพร ซึ่งมิใช่ภรรยาของจำเลยจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้งโดยใช้ปืนพกอัดลมพลาสติก 1 กระบอก ขู่เข็ญว่าถ้าขัดขืนจะฆ่าให้ตายโดยนางสาวสุรีพรอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และจำเลยมีเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์จำนวน 1 เครื่อง ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 145, 276, 284, 310,317, 318 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 23 ริบรถยนต์ ปืนอัดลมพลาสติก ซองหนังของกลางส่วนเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางขอให้ริบเพื่อไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 145 วรรคแรก, 276 วรรคสอง, 284 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 318 วรรคสาม พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6, 23 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานจำคุก 6 เดือน ฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้อาวุธปืน จำคุก 16 ปี ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ กับฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นเป็นกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 8 ปีฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 37 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 27 ปี 9 เดือน ริบของกลางทั้งหมด เฉพาะวิทยุคมนาคมริบเพื่อให้ไว้ใช้ในราชการไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสองหรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุรีพร สุกรรม ผู้เสียหายเบิกความว่า บริเวณที่จำเลยขับรถพาไปห่างจากถนนไกลมากและบริเวณดังกล่าวมืด เมื่อจำเลยจอดรถแล้วบังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายไม่ยอมถอดจำเลยบอกว่าหากไม่ถอดจะยัดเยียดข้อหายาบ้าให้ ผู้เสียหายจึงยอมถอด แต่ไม่ยอมถอดเสื้อยกทรง จำเลยจึงหยิบอาวุธปืนจากเอวขึ้นมาขู่จนผู้เสียหายต้องยอดถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด จำเลยพยายามข่มขืนผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม ต่อมาจำเลยหยิบอาวุธปืนมาขู่อีกว่าจะยอมหรือจะให้ทำร้าย ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงยอมให้จำเลยกระทำชำเราเมื่อเสร็จแล้วจำเลยให้ผู้เสียหายใส่เสื้อผ้าแล้วขับรถพาไปที่สวนนก ส่วนพยานจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่าจำเลยถามนางสาวสุรีพรผู้เสียหายว่าหากจะมีอะไรด้วยจะยอมหรือไม่ ผู้เสียหายบอกว่าให้รีบทำเร็ว ๆ และยินยอมให้ร่วมเพศด้วยจำเลยจึงร่วมเพศกับผู้เสียหาย 1 ครั้ง หลังจากนั้นผู้เสียหายได้บอกให้จำเลยซื้อยาคุมมาให้เห็นว่า ผู้เสียหายยังเป็นนักเรียนและอายุยังน้อย ไม่รู้จักกับจำเลยมาก่อนเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เป็นความจริงผู้เสียหายก็ไม่น่าจะเบิกความเช่นนั้นจึงไม่น่าเชื่อว่าจะเบิกความเพื่อกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายยินยอมก็ไม่มีเหตุผล เพราะจำเลยเองก็เบิกความว่าผู้เสียหายกลัวมีท้องจึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราดังที่จำเลยอ้าง ข้ออ้างของจำเลยที่อ้างว่าผู้เสียหายยินยอมจึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การข่มขืนกระทำชำเราดังกล่าวได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนอันเป็นเหตุให้จำเลยรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสองหรือไม่ เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนขู่ผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืนจนผู้เสียหายเกิดความกลัว แต่อาวุธปืนที่ใช้ขู่ โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ หรือไม่ แต่โจทก์ได้ส่งผลการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนของกลางที่พนักงานสอบสวนส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองกำกับการวิทยาเขต 1 ซึ่งเมื่อตรวจพิสูจน์แล้วกองกำกับการวิทยาเขต 1 มีความเห็นว่าอาวุธปืนของกลางที่เป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนพกอัดลมชนิดใช้ยิงกับลูกกระสุนพลาสติกทรงกลมขนาด6 มม. ซึ่งใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุไม่ได้ตามเอกสารหมาย จ.21ดังนั้นอาวุธปืนของกลางที่ส่งไปตรวจพิสูจน์ซึ่งตามคำฟ้องระบุว่าเป็นอาวุธปืนที่จำเลยใช้ขู่ผู้เสียหายอาวุธปืนดังกล่าวก็มิใช่อาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ แต่เป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276วรรคสอง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย จึงเห็นสมควรปรับบทลงโทษและกำหนดโทษเสียใหม่ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษสำหรับความผิดฐานนี้ จำคุก 12 ปีคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก9 ปี เมื่อรวมกับโทษความผิดกระทงอื่นแล้วรวมจำคุก 24 ปี 9 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย ถนอมศักดิ์ ศรีศวร
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5793/2544
#69260
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยและผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์อายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีโดยจำเลยขับรถพาผู้เสียหายไป เมื่อจำเลยจอดรถแล้วบังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้า ผู้เสียหายไม่ยอมถอดจำเลยบอกว่าหากไม่ถอดจะยัดเยียดข้อหายาบ้าให้และต่อมาจำเลยหยิบอาวุธปืนมาขู่ ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงยอมให้จำเลยกระทำชำเรา แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า จำเลยได้ใช้อาวุธปืนขู่ผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืนจนผู้เสียหายเกิดความกลัวเท่านั้น ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ขู่ โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นอาวุธปืนตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ หรือไม่ และตามผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าอาวุธปืนของกลางเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนพกอัดลมชนิดใช้ยิงกับลูกกระสุนพลาสติกทรงกลมขนาด 6 มม. ซึ่งใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุไม่ได้ มิใช่อาวุธปืนตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง มิใช่วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๑๔๕ , ๒๗๖ , ๒๘๔ , ๓๑๐ , ๓๑๗ , ๓๑๘ พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔ , ๖ , ๒๓ ริบรถยนต์ ปืนอัดลมพลาสติก ซองหนังของกลาง ส่วนเครื่องวิทยุคมนาคมของกลาง ขอให้ริบเพื่อไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๕ วรรคแรก , ๒๗๖ วรรคสอง , ๒๘๔ วรรคแรก , ๓๑๐ วรรคแรก , ๓๑๗ วรรคสาม , ๓๑๘ วรรคสาม พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖ , ๒๓?

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง หรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุรีพร สุกรรม ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เบิกความว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภรรยาของจำเลย โดยบริเวณที่จำเลยขับรถพาไปห่างจากถนนไกลมากและบริเวณดังกล่าวมืด เมื่อจำเลยจอดรถแล้ว บังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้า ผู้เสียหายไม่ยอมถอด จำเลยบอกว่าหากไม่ถอดจะยัดเยียดข้อหายาบ้าให้ ผู้เสียหายจึงยอมถอด แต่ไม่ยอมถอดเสื้อยกทรง จำเลยจึงหยิบอาวุธปืนจากเอวขึ้นมาขู่จนผู้เสียหายต้องยอมถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด จำเลยพยายามข่มขืนผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม ต่อมาจำเลยหยิบอาวุธปืนมาขู่อีกว่าจะยอมหรือจะให้ทำร้าย ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงยอมให้จำเลยกระทำชำเรา เห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะเบิกความเพื่อกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลย ทั้งส่วนที่จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายยินยอมก็ไม่มีเหตุผล จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราดังที่จำเลยอ้าง ข้ออ้างของจำเลยที่อ้างว่าผู้เสียหายยินยอมจึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การข่มขืนกระทำชำเราดังกล่าวได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนอันเป็นเหตุให้จำเลยรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสองหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนขู่ผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืนจนผู้เสียหายเกิดความกลัว แต่อาวุธปืนที่ใช้ขู่ โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ หรือไม่ แต่โจทก์ได้ส่งผลการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนของกลางที่พนักงานสอบสวนส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองกำกับการวิทยาการเขต ๑ ซึ่งเมื่อตรวจพิสูจน์แล้วกองกำกับการวิทยาการเขต ๑ มีความเห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนพกอัดลมชนิดใช้ยิงกับลูกกระสุนพลาสติกทรงกลมขนาด ๖ มม. ซึ่งใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุไม่ได้ตามเอกสารหมาย จ. ๒๑ ดังนั้น อาวุธปืนของกลางที่ส่งไปตรวจพิสูจน์ซึ่งตามคำฟ้องระบุว่าเป็นอาวุธปืนที่จำเลยใช้ขู่ผู้เสียหาย อาวุธปืนดังกล่าวก็มิใช่อาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ แต่เป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคสอง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัย จึงเห็นสมควรปรับบทลงโทษและกำหนดโทษเสียใหม่ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษสำหรับความผิดฐานนี้ จำคุก ๑๒ ปี คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๙ ปี เมื่อรวมกับโทษความผิดกระทงอื่นแล้ว รวมจำคุก ๒๔ ปี ๙ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายถนอมศักดิ์ ศรีศวร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายวชิระ เนตรน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5785/2544
#41245
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุไปที่ห้องที่โจทก์เช่าเพื่อเป็นพยานรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ไปฝากเก็บไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่ อันเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน โดยสำคัญผิดคิดว่ามีอำนาจที่จะกระทำได้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีเจตนากระทำความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2) จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามมาตรา 362 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2538 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก)ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านเลขที่ 322/342 ซอยหลังสถานทูตจีน ถนนรัชดาภิเษกแขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร อันเป็นเคหสถานที่โจทก์เช่าไว้ประกอบการค้าจำเลยทั้งสี่กับพวกเข้าขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากเคหสถานดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ อันเป็นการรบกวนการครอบครองเคหสถานของโจทก์โดยปกติสุข โดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป (ข) เมื่อจำเลยทั้งสี่บุกรุกเข้าไปในเคหสถานดังกล่าวแล้ว ได้ร่วมกันลักเอาทรัพย์สินของโจทก์รวม 28 รายการ คิดเป็นเงิน 657,040บาท (ค) จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เห็นการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ตามข้อ (ก) และ (ข)แล้วไม่จับกุมเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365(2), 334, 335(7), 336 ทวิ,157, 91, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ในข้อหาฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 365(2) ส่วนข้อหาอื่นและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีมูลให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ให้ลงโทษปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 365(2) ด้วยหรือไม่นั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1นำกุญแจเปลี่ยนใส่ห้องพิพาทแทนกุญแจของโจทก์และเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินในห้องพิพาทเป็นการกระทำโดยขาดเจตนา จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365(2) ขอให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1ตามฟ้อง แต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงว่าการกระทำของจำเลยที่ 1เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 เท่านั้นโดยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2)ด้วยหรือไม่ โดยไม่ปรากฏเหตุผลการที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(6) ประกอบด้วยมาตรา 215 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) และมาตรา 247 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุได้ไปที่ห้องพิพาทนั้น เป็นเพียงการไปเป็นพยานรู้เห็นในการขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ไปฝากเก็บไว้ที่สถานีตำรวจท้องที่ อันเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนโดยสำคัญผิดคิดว่ามีอำนาจที่จะกระทำได้ ถือไม่ได้ว่ามีเจตนากระทำความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 83 ม. 362 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อมรา ภาณุเจริญกุล
จำเลย — นาง สวลักษณ์ อภิรักษ์ธนากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5785/2544
#69488
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 นำกุญแจเปลี่ยนใส่ห้องพิพาทแทนกุญแจของโจทก์และเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินในห้องพิพาทเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการร่วมกันบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362, 365 (2) ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 362 เท่านั้น โดยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามมาตรา 365 (2) ด้วยหรือไม่ โดยไม่ปรากฏเหตุผล การที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงไม่ชอบด้วย มาตรา 186 (6) ประกอบด้วยมาตรา 215 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และมาตรา 247 ประกอบด้วย

ป.วิ.พ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (๒), ๓๓๔ (๗), ๓๓๖ ทวิ, ๑๕๗, ๙๑, ๘๓

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๑ ในข้อหาฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (๒) ส่วนข้อหาอื่นและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่มีมูล ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๒ ให้ลงโทษปรับ ๒,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) ด้วย หรือไม่นั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๑ นำกุญแจเปลี่ยนใส่ห้องพิพาทแทนกุญแจของโจทก์และเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินในห้องพิพาทเป็นการกระทำโดยขาดเจตนา จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (๒) ขอให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง แต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ เท่านั้น โดยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) ด้วยหรือไม่ โดยไม่ปรากฏเหตุผล การที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย คำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๖ (๖) ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) และมาตรา ๒๔๗ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ โดยเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า การที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจท้องที่เกิดเหตุไปที่ห้องพิพาทนั้น เป็นเพียงการไปเป็นพยานรู้เห็นในการขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ไปฝากเก็บไว้ที่สถานที่ตำรวจท้องที่ อันเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนโดยสำคัญผิดคิดว่ามีอำนาจที่จะกระทำได้ ถือไม่ได้ว่ามีเจตนากระทำความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 62 ม. 365 (2)
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอมรา ภาณุเจริญกุล
จำเลย — นางสาวลักษณ์ อภิรักษ์ธนากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางอารยา วิชิตชลชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5782/2544
#43335
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ผิดนัดชำระดอกเบี้ยในงวดที่สองตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแล้ว ก็ยังมีการร่วมประชุมเจรจาระหว่างโจทก์และจำเลยเพื่อหาทางปฏิบัติตามสัญญากันต่อไปพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยมิได้ถือเอาเงื่อนเวลาแห่งการชำระเงินค่าดอกเบี้ยงวดที่สองเป็นสาระสำคัญ ย่อมเป็นการสละประโยชน์แห่งเงื่อนไขเวลาโดยปริยายแล้ว หากจำเลยจะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ จำเลยจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นหรือต้องรอให้ถึงกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยบอกเลิกสัญญาก่อนวันนัดโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 โจทก์ยังไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีหน้าที่ต้องโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1366, 1368, 1369, 1372, 1373, 7287, 78947 และ 80160ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์โดยปลอดภาระติดพันใด ๆ ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากรค่าใช้จ่ายและค่าภาษีทั้งหมดในการจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยรับเงินค่าที่ดิน 294,675,000 บาท จากโจทก์ และให้จำเลยเพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินจากผู้รับจำนอง หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 1,289,041.10 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 87,309,000 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าของที่ดินที่จำเลยอาจขายให้บุคคลภายนอกได้เป็นดอกเบี้ยวันละ 175,973บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 จนกว่าโจทก์จะส่งมอบที่พิพาทคืนจำเลย คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 11,966,164 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1366, 1368, 1369, 1372, 1373, 7287, 78947 และ80160 ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์โดยปลอดภาระติดพันใด ๆ ภายในกำหนด 30 วัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งหมด ให้โจทก์ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยค้างชำระรวมเป็นเงิน 305,695,037.67 บาท แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนในราคาซื้อขายจำนวน 171,317,000 บาท ค่าธรรมเนียมและภาษีอากรดังกล่าวในราคาซื้อขายที่เกินกว่านี้ให้โจทก์และจำเลยชำระคนละครึ่ง ให้โจทก์ชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยแก่จำเลยตามจำนวนที่จำเลยต้องชำระ โดยเมื่อรวมกับที่โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมและภาษีอากรการจดทะเบียนโอนในราคาซื้อขายที่เกินกว่า 171,317,000 บาท แล้วต้องไม่เกิน11,500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3กำหนดชำระเงินส่วนที่เหลือ 294,675,000 บาท ไว้ในข้อ 2 และในข้อ 2.2 กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน 22,040,075.34 บาท โดยแบ่งเป็น 2 งวด สำหรับงวดแรกโจทก์ผิดนัด แต่ได้นำเงินมาชำระให้ในภายหลัง ซึ่งจำเลยก็รับไว้ และยังตกลงให้เลื่อนการชำระเงินงวดที่สองจากวันที่ 9 กันยายน 2538 ไปเป็นวันที่ 24 กันยายน 2538ซึ่งเมื่อถึงกำหนดวันนัดจำเลยเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ แต่จำเลยยังมิได้บอกเลิกสัญญา นายอภิชาต อาชาเดช กรรมการของจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายความโจทก์ว่าในช่วงระยะเวลาจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับที่สองจนถึงวันที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.10โจทก์และจำเลยอยู่ระหว่างเจรจาตกลงกัน พยานอยู่ด้วยในการเจรจาทุกครั้ง โจทก์พยายามหาแหล่งเงินกู้จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้าจำกัด ต่อมาจำเลยคาดว่าโจทก์ไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้ได้ จึงได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ แม้จะได้เบิกความตอบคำถามติงทนายความจำเลยว่าเหตุที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.10 นั้นเป็นเพราะเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายตามเอกสารหมาย จ.9 ให้แก่จำเลยนั้นไม่สามารถเรียกเก็บเงิน แต่ที่ตอบทนายความโจทก์ไปว่า ที่เลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.10 เนื่องจากทราบว่าโจทก์ไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้ได้นั้น เพราะทราบว่าบริษัทซิทก้า จำกัด ได้จัดเงินกู้ให้แก่โจทก์แล้วแต่โจทก์ปฏิเสธ โดยพยานไม่ทราบว่าโจทก์ไม่สามารถตกลงกับบริษัทซิทก้า จำกัด ได้เพราะเหตุใด พยานเคยไปร่วมประชุมกับโจทก์ที่บริษัทซิทก้า จำกัด แต่ในขณะนั้นสัญญายังไม่เลิก ดังนี้ตามคำเบิกความของนายอภิชาตแสดงว่าหลังจากโจทก์ผิดนัดชำระเงินค่างวดที่สองแล้วก็ยังมีการร่วมประชุมเจรจาระหว่างโจทก์และจำเลยเพื่อหาทางปฏิบัติตามสัญญากันต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยมิได้ถือเอาเงื่อนเวลาแห่งการชำระเงินค่าดอกเบี้ยงวดที่สองเป็นสาระสำคัญย่อมเป็นการสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาโดยปริยายแล้ว หากจำเลยจะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ จำเลยจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้น หรือต้องรอให้ถึงกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยบอกเลิกสัญญาก่อนวันนัดโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 โจทก์ยังไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีหน้าที่ต้องโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามสัญญา ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชาญชัย ชาญชวณิชย์
จำเลย — บริษัท ปิ่นเกล้าการ์เด้นซิตี้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5781/2544
#69448
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำดินเข้าไปถมและปรับระดับพื้นที่ในที่ดินราชพัสดุที่เกิดเหตุโดยสมัครใจ เพราะเชื่อว่าตนจะได้รับโอนสิทธิในที่ดินราชพัสดุดังกล่าว แม้กระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินราชพัสดุจะได้ดินนั้นมาในฐานลาภมิควรได้ก็ตาม แต่เมื่อภายหลังไม่มีการโอนสิทธิการเช่าที่ดินกัน จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะนำดินที่ถมไว้ในที่ดินราชพัสดุคืนไป พฤติการณ์ที่จำเลยได้ให้พวกของจำเลยขุดเอาดินในที่ดินราชพัสดุไปเกินกว่าดินที่จำเลยนำมาถมไว้ โดยไม่รับฟังข้อทักท้วงห้ามปรามของผู้มีสิทธิในที่ดินเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง จึงเป็นการขุดเอาดินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๓๕ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๖๓,๕๒๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๓๕ (๗) วรรคสอง จำคุก ๒ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๖๓,๕๒๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยเบิกความว่า จำเลยซื้อที่ดินที่ติดกับที่ดินราชพัสดุที่เกิดเหตุจากนายลี อาจต้น บิดาของนายสุวรรณ อาจต้น เพื่อนำมาพัฒนาและจัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไป และนายลีได้ทำสัญญาโอนสิทธิในที่ดินราชพัสดุที่เกิดเหตุให้แก่จำเลยด้วย จำเลยจึงได้นำดินไปกองในบริเวณที่ดินที่เกิดเหตุเตรียมปรับที่ดินเพื่อปลูกบ้านจัดสรรขาย ต่อมาเมื่อทราบว่านายสุวรรณเป็นผู้ทำสัญญาเช่าที่ดินที่เกิดเหตุจากราชพัสดุจังหวัดปราจีนบุรี จึงไปติดต่อกับนายสุวรรณเพื่อซื้อสิทธิการเช่าดังกล่าว ตกลงกันได้แล้ว แต่ราชพัสดุจังหวัดปราจีนบุรีไม่ดำเนินการให้ จำเลยจึงให้ลูกจ้างของจำเลยขุดดินที่นำไปกองไว้ในที่ดินราชพัสดุที่เกิดเหตุออกไปโดยมิได้ขุดเอาดินออกจากพื้นดินที่เกิดเหตุออกไป โดยมีภรรยาจำเลยและผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๔ ตำบลนาแขม อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มาเบิกความสนับสนุน เห็นว่า สัญญาต่อท้ายสัญญาขายฝากที่จำเลยอ้างเป็นสัญญาที่นายลีทำกับบุคคลอื่น ซึ่งไม่มีชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญา จำเลยเพียงนำดินเข้าไปกองไว้ในที่ดินที่เกิดเหตุ และการขนดินออกก็เพียงขนเอาดินที่กองออกไปเท่านั้น ดินที่จำเลยนำเข้าไปในที่ดินราชพัสดุที่เกิดเหตุ จำเลยมิได้นำไปกองไว้เฉย ๆ แต่เป็นการเข้าไปถมและปรับระดับพื้นที่ในที่ดินดังกล่าว การกระทำของจำเลยถือเป็นการกระทำโดยสมัครใจเพราะเชื่อว่าตนจะได้รับโอนสิทธิในที่ดินราชพัสดุดังกล่าว ดังนั้น แม้กระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินราชพัสดุจะได้ดินนั้นมาในฐานลาภมิควรได้ก็ตาม แต่เมื่อภายหลังไม่มีการโอนสิทธิการเช่ากัน จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะนำดินที่ถมไว้ในที่ดินราชพัสดุที่เกิดเหตุคืนไป พฤติการณ์ที่จำเลยได้ให้พวกของจำเลยขุดเอาดินในที่ดินราชพัสดุไปเกินกว่าดินที่จำเลยนำมาถมไว้ โดยไม่รับฟังข้อทักท้วงห้ามปรามของผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง จึงเป็นการขุดเอาดินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ ให้ลงโทษจำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินเป็นเงิน ๖๓,๕๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นายกิตติศักดิ์ อินทรวิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5776/2544
#41244
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาโดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งเป็นค่าทนายความที่โจทก์ต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองชั้นอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฎีกาได้ทันที แม้ต่อมาเมื่อพ้นกำหนดในการยื่นฎีกาแล้ว โจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์พร้อมกับนำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลก็ตาม แต่การวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นเวลาภายหลังที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์แล้ว ย่อมไม่มีผลทำให้ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายอันควรรับไว้พิจารณาโจทก์จะอ้างว่าไม่มีเจตนาหรือจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้เพราะมาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 บัญญัติไว้โดยแจ้งชัดว่าโจทก์ผู้ฎีกาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดอันเป็นการบังคับโดยไม่มีบทกฎหมายบัญญัติเปิดช่องไว้เป็นอย่างอื่นเพื่อให้พิจารณาถึงการไม่มีเจตนาหรือจงใจของผู้ฎีกา

เจ้าหน้าที่ศาลคงมีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะในเรื่องค่าขึ้นศาลว่าโจทก์ผู้ฎีกาชำระถูกต้องหรือไม่และมีหน้าที่เรียกให้โจทก์ผู้ฎีกาชำระให้ครบถ้วน แต่ค่าธรรมเนียมที่ต้องนำมาวางศาลเพื่อชำระแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ย่อมล่วงรู้และอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ผู้ฎีกาจะต้องดำเนินการเอง โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ศาลมาเป็นเหตุแก้ตัวในความผิดพลาดบกพร่องของตนได้

กรณีไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมฎีกา ไม่ใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 ซึ่งศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนและร่วมกันใช้ค่าเสียหาย กับค่าเสียหายเป็นเดือน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา กับให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง 5,000 บาท โจทก์ฎีกาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นฎีกาโดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ และโจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่โจทก์จะต้องใช้แทนจำเลยทั้งสอง 5,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ ส่วนค่าทนายความใช้แทนจำเลยทั้งสองชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์นำมาวางจำนวน 5,000 บาท นั้น ให้โจทก์รับคืนไป

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์ยื่นฎีกาโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247ประกอบมาตรา 229 และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์แล้วนั้นกรณีตามฎีกาของโจทก์มีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกาของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 บัญญัติบังคับไว้ว่า ผู้ฎีกาต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับฎีกานั้นด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นฎีกาโดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งเป็นค่าทนายความที่โจทก์ต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองชั้นอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกาย่อมเป็นการไม่ชอบ ดังนั้นศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ได้ทันที แม้ในวันที่ 19กุมภาพันธ์ 2542 เมื่อพ้นกำหนดในการยื่นฎีกาแล้ว โจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์พร้อมกับนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งเป็นค่าทนายความที่โจทก์ต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองชั้นอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลก็ตามแต่การวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวนั้น เป็นเวลาภายหลังที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์แล้วย่อมไม่มีผลทำให้ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายอันควรรับไว้พิจารณา ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าไม่ได้วางค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองพร้อมกับฎีกา เพราะไม่มีเจตนาหรือจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็ดี หรืออ้างว่าเจ้าหน้าที่ศาลคิดค่าฤชาธรรมเนียมแล้วแจ้งว่าถูกต้องครบถ้วนแล้วก็ดี หาเป็นเหตุโดยชอบที่จะสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาไม่เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247ประกอบมาตรา 229 ดังกล่าวบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดว่าโจทก์ผู้ฎีกาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดอันเป็นการบังคับดังกล่าวโดยไม่มีบทกฎหมายบัญญัติเปิดช่องไว้เป็นอย่างอื่นเพื่อให้พิจารณาถึงการไม่มีเจตนาหรือจงใจของผู้ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ทั้งการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ศาลตรวจสอบค่าฤชาธรรมเนียมว่าครบถ้วนแล้วก็ไม่อาจรับฟังได้ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของโจทก์ผู้ฎีกาที่ต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้น เจ้าหน้าที่ศาลคงมีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะในเรื่องค่าขึ้นศาลว่าโจทก์ผู้ฎีกาชำระถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากชำระไม่ถูกต้องครบถ้วนเจ้าหน้าที่ศาลดังกล่าวมีหน้าที่เรียกให้โจทก์ผู้ฎีกาชำระให้ครบถ้วนแต่ค่าธรรมเนียมที่ต้องนำมาวางศาลเพื่อชำระแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ย่อมล่วงรู้และอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ผู้ฎีกาจะต้องดำเนินการเองโจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ศาลมาเป็นเหตุแก้ตัวในความผิดพลาดบกพร่องของตนได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าศาลชั้นต้นอาจใช้ดุลพินิจและมีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขโดยกำหนดระยะเวลาให้โจทก์วางค่าธรรมเนียมก่อนสั่งไม่รับฎีกาจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมนั้น เห็นว่า กรณีไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมกับฎีกา ไม่ใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์วางค่าธรรมเนียมเสียก่อน และสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาว ถนอม กลางน้ำประดิษฐ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5776/2544
#69447
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 บัญญัติบังคับไว้ว่าผู้ฎีกาต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับฎีกานั้นด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นฎีกาโดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งเป็นค่าทนายความที่โจทก์ต้องใช้แทนจำเลยชั้นอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกาย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ได้ทันที การวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวภายหลังที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของโจทก์แล้ว ย่อมไม่มีผลทำให้ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายอันควรรับไว้พิจารณา

ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 บัญญัติไว้โดยแจ้งชัดว่าโจทก์ผู้ฎีกาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดอันเป็นการบังคับ โดยไม่มีบทกฎหมายบัญญัติเปิดช่องไว้เป็นอย่างอื่นเพื่อให้พิจารณาถึงการไม่มีเจตนาหรือจงใจของผู้ฎีกาเจ้าหน้าที่ศาลคงมีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะในเรื่องค่าขึ้นศาลว่าโจทก์ผู้ฎีกาชำระถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากชำระไม่ถูกต้องครบถ้วนเจ้าหน้าที่ศาลดังกล่าวมีหน้าที่เรียกให้โจทก์ผู้ฎีกาชำระให้ครบถ้วน แต่ค่าธรรมเนียมที่ต้องนำมาวางศาลเพื่อชำระแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ย่อมล่วงรู้และอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ผู้ฎีกาจะต้องดำเนินการเองโจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ศาลมาเป็นเหตุแก้ตัวในความผิดพลาดบกพร่องของตนได้

กรณีไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมกับฎีกา ไม่ใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ซึ่งศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์วางค่าธรรมเนียมเสียก่อนและสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จำนวน 1 คัน ไปจากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นฎีกาโดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ และโจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่โจทก์จะต้องใช้แทนจำเลยทั้งสอง 5,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ส่วนค่าทนายความใช้แทนจำเลยทั้งสองชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์นำมาวางจำนวน 5,000 บาท นั้น ให้โจทก์รับคืนไป

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์ยื่นฎีกาโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกา ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์แล้วนั้น กรณีตามฎีกาของโจทก์มีเหตุจะเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกาของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 บัญญัติบังคับไว้ว่า ผู้ฎีกาต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับฎีกานั้นด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นฎีกาโดยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งเป็นค่าทนายความที่โจทก์ต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองชั้นอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลพร้อมกับฎีกาย่อมเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ได้ทันที แม้ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2542 เมื่อพ้นกำหนดในการยื่นฎีกาแล้ว โจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์พร้อมกับนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งเป็นค่าทนายความที่โจทก์ต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองชั้นอุทธรณ์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาวางศาลก็ตาม แต่การวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวนั้น เป็นเวลาภายหลังที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์แล้ว ย่อมไม่มีผลทำให้ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายอันควรรับไว้พิจารณา ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ไม่ได้วางค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนจำเลยทั้งสองพร้อมกับฎีกาเพราะไม่มีเจตนาหรือจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็ดี หรืออ้างว่าเจ้าหน้าที่ศาลคิดค่าฤชาธรรมเนียมแล้วแจ้งว่าถูกต้องครบถ้วนแล้วก็ดี หาเป็นเหตุโดยชอบที่จะสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาไม่ เพราะ ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 229 ดังกล่าวบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดว่าโจทก์ผู้ฎีกาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดอันเป็นการบังคับดังกล่าว โดยไม่มีบทกฎหมายบัญญัติเปิดช่องไว้เป็นอย่างอื่นเพื่อให้พิจารณาถึงการไม่มีเจตนาหรือจงใจของผู้ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ทั้งการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ศาลตรวจสอบค่าฤชาธรรมเนียมว่าครบถ้วนแล้วก็ไม่อาจรับฟังได้ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของโจทก์ผู้ฎีกาที่ต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้น เจ้าหน้าที่ศาลคงมีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะในเรื่องค่าขึ้นศาลว่าโจทก์ผู้ฎีกาชำระถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ หากชำระไม่ถูกต้องครบถ้วนเจ้าหน้าที่ศาลดังกล่าวมีหน้าที่เรียกให้โจทก์ผู้ฎีกาชำระให้ครบถ้วน แต่ค่าธรรมเนียมที่ต้องนำมาวางศาลเพื่อชำระแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ย่อมล่วงรู้และอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ผู้ฎีกาจะต้องดำเนินการเอง โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ศาลมาเป็นเหตุแก้ตัวในความผิดพลาดบกพร่องของตนได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นอาจใช้ดุลพินิจและมีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขโดยกำหนดระยะเวลาให้โจทก์วางค่าธรรมเนียมก่อนสั่งไม่รับฎีกาจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมนั้น เห็นว่า กรณีไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมกับฎีกา ไม่ใช่เรื่องมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ซึ่งศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดระยะเวลาให้โจทก์วางค่าธรรมเนียมเสียก่อนและสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 229 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยานยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวถนอม กลางน้ำประดิษฐ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสญชัย กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5768/2544
#41243
เปิดฉบับเต็ม

การใช้กำลังประทุษร้ายอันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก นั้น ต้องเป็นการประทุษร้ายต่อบุคคลอื่น มิใช่กระทำต่อคนร้าย ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถีบหลังจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดด้วยกันล้มลงแม้จะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยที่ 1 ในขณะจำเลยที่ 1 เดินตามผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก

จำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ได้ชี้มือไปทางผู้เสียหายและวิ่งตามไป แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีอาวุธใดติดตัวมาด้วยหรือแสดงอากรหรือวาจาข่มขู่ผู้เสียหาย จึงไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์และทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสามขาดองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสามคงมีความผิดฐานร่วมลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 336 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันลักเงินสดจำนวน 1,500,000บาท ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยบ้านพรุ ขณะอยู่ในความครอบครองของนายชัยศักดิ์ หงษ์ทองกิจเสรี ผู้จัดการธนาคารดังกล่าว ผู้เสียหาย ไปโดยทุจริตในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยที่ 1มีอาวุธปืนติดตัวและจำเลย (ที่ถูกจำเลยที่ 2) ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และจำเลยทั้งสามได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อการลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม เหตุเกิดที่ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่อมาในวันที่ 4 มกราคม 2540 เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้และยึดเงินจำนวน 1,500,000 บาท ที่ถูกจำเลยทั้งสามเอาไป กับรถจักรยานยนต์1 คัน เป็นของกลาง จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 789/2540 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 33 ริบรถจักรยานยนต์ของกลางและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 789/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกคนละ 18 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 12 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ, 83 ให้จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ลดโทษหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกคนละ 5 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2ได้ถีบหลังจำเลยที่ 1 จนล้มลงแล้วจำเลยที่ 2 แย่งเอากระเป๋าใส่เงินจำนวน 1,500,000 บาท วิ่งไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 3จอดรออยู่ริมถนนขับหลบหนีไป ต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2540 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 3 พร้อมทั้งยึดรถจักรยานยนต์ของกลางและจับจำเลยที่ 2 พร้อมทั้งยึดเงินของกลางจำนวน 1,500,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทโพธสวยสุวรรณ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่าหลังเกิดเหตุผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาได้มีคำสั่งแต่งตั้งชุดสืบสวนสอบสวนคดีอาญา พยานอยู่ในชุดสอบสวนด้วยตามเอกสารหมาย จ.9 จากการสอบสวนมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 น่าจะมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย จึงตั้งข้อหาจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 1 ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 พยานได้แจ้งให้พันตำรวจโทสาคร ทองมุณี และเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนคดีอาญาทราบทุกคน หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยที่ 3 พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลางและจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเงินของกลางจำนวน 1,500,000 บาท โดยพยานไปร่วมจับกุมด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย ซึ่งพันตำรวจโทสาคร ทองมุณีและพันตำรวจตรีคมกฤช ศรีสงค์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3ก็ได้เบิกความสนับสนุนในส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดด้วย โดยเฉพาะพันตำรวจโทสาครยังเบิกความอีกว่า พันตำรวจโทโพธแจ้งทางโทรศัพท์ให้ทราบว่าจำเลยที่ 1 รับสารภาพว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วยซึ่งก็ตรงกับที่พันตำรวจโทโพธเบิกความเช่นกัน พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง อีกทั้งได้ความจากนายขวัญชัย นวลละอองพยานโจทก์ผู้ขายรถจักรยานยนต์แก่จำเลยที่ 3 ว่า ปลายเดือนธันวาคม 2539 ก่อนเกิดเหตุพยานเคยไปนั่งดื่มสุรากับจำเลยที่ 3ที่ร้านอาหารน้องนุชโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมดื่มสุราด้วยแสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของธนาคารที่เกิดเหตุซึ่งนายชัยศักดิ์ หงษ์ทองกิจเสรี ผู้จัดการธนาคารดังกล่าวผู้เสียหายก็เบิกความว่าในการไปเบิกเงินเกือบทุกครั้งจะพาจำเลยที่ 1 ไปด้วยและพนักงานธนาคารทุกคนจะทราบว่าเมื่อมีการหยุดหลายวันในวันเปิดทำการวันแรกจะไปเบิกเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดสาขามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และคดีนี้ก็มีวันหยุดปีใหม่หลายวันวันเกิดเหตุเป็นวันเปิดทำการวันแรกจะต้องไปเบิกเงิน อันเป็นการบ่งชี้ว่าการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แย่งชิงเอาเงินของกลางไปได้ในวันเกิดเหตุเนื่องจากอาศัยข้อมูลจากจำเลยที่ 1 ที่รู้จักกันมาก่อนมิฉะนั้นคงไม่ทราบว่านายชัยศักดิ์จะไปเบิกเงินกันวันใด นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.14โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.15และ จ.16 รวมทั้งบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.14 ระบุให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนต่อหน้าพลตำรวจตรีชูชาติ ทัศนเสถียร พลตำรวจตรีศุภชัย ลิ่มเฉลิมวงศ์และนายตำรวจยศนายพันอีกหลายนายด้วย ซึ่งล้วนเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จึงไม่น่าเป็นได้ว่าจะปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ให้การเช่นนั้น เชื่อว่าจำเลยที่ 1 รับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ เมื่อนำมาประกอบพยานหลักฐานโจทก์อื่น ๆ และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าพันตำรวจโทโพธ พนักงานสอบสวนเบิกความขัดกับพันตำรวจตรีคมกฤช ศรีสงค์ เกี่ยวกับการแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยพันตำรวจโทโพธ โทรศัพท์แจ้งพันตำรวจตรีคมกฤชแล้ว แต่พันตำรวจตรีคมกฤชเบิกความว่าขณะตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 3 พันตำรวจโทโพธไม่ได้แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ให้การอย่างไรแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับสารภาพนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุและจับกุมจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นเดือนมกราคม 2540 แต่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ว่าทั้งพันตำรวจโทโพธและพันตำรวจตรีคมกฤชมาเบิกความต่อศาลเมื่อเดือนเมษายน 2541 เป็นเวลาห่างกันประมาณ 1 ปี พยานโจทก์ทั้งสองย่อมอาจจำเหตุการณ์สับสนและหลงลืมไปบ้าง จึงเบิกความไม่สอดคล้องกันเป็นเรื่องธรรมดา หาเป็นสาระสำคัญไม่ จึงไม่อาจถือว่าขัดกันอันเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับสารภาพตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกามาไม่ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยไม่ใช่สาระสำคัญหาทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่ จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2ถีบหลังจำเลยที่ 1 ล้มลงเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยที่ 1ในขณะจำเลยที่ 1 เดินตามนายชัยศักดิ์ ผู้จัดการธนาคารที่เกิดเหตุผู้เสียหาย แสดงว่าเงินของกลางยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย แต่การใช้กำลังประทุษร้ายอันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรกนั้น ต้องเป็นการประทุษร้ายต่อบุคคลอื่น มิใช่กระทำต่อคนร้ายผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันดังจะเห็นได้จากเหตุที่ทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษหนักขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม ถึงวรรคห้า อันได้แก่การกระทำผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย ผลของการกระทำล้วนเกิดแก่ผู้อื่นทั้งนั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนร้ายผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก และแม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายชัยศักดิ์ผู้เสียหายว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ได้ชี้มือไปทางผู้เสียหายซึ่งวิ่งตามไปก็ตามแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีอาวุธใดติดตัวมาด้วยหรือแสดงอาการหรือวาจาข่มขู่ผู้เสียหายเลย ดังนั้น เพียงแต่จำเลยที่ 2 ชี้มือมาทางผู้เสียหายเท่านั้นยังไม่พอให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามขาดองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามฟ้องจำเลยทั้งสามคงมีความผิดฐานร่วมลักทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้ชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 วรรคหนึ่ง (7) ม. 336 ทวิ ม. 339 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย สมคิด มุกเพชร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา