คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5768/2544
#69259
เปิดฉบับเต็ม

การใช้กำลังประทุษร้ายอันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคแรก ต้องเป็นการ ประทุษร้ายต่อบุคคลอื่น มิใช่กระทำต่อคนร้ายผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากเหตุที่ทำให้ผู้กระทำผิด ได้รับโทษหนักขึ้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม ถึงวรรคห้า อันได้แก่การกระทำผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย ผลของการกระทำล้วนเกิดแก่ผู้อื่นทั้งนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี, ๓๓ ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง และนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๗๘๙/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๑ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง, ๓๔๐ ตรี ประกอบมาตรา ๘๓ จำคุกคนละ ๑๘ ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ ๑๒ ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ, ๘๓ ให้จำคุกคนละ ๗ ปี ๖ เดือน ลดโทษหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกคนละ ๕ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ โดยโจทก์และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายชัยศักดิ์ หงษ์ทองกิจเสรี ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาย่อยบ้านพรุ ผู้เสียหายและจำเลยที่ ๑ เดินทางไปเบิกเงินจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลังจากเบิกเงินได้แล้วเดินทางกลับมาถึงธนาคาร ที่ผู้เสียหายเป็นผู้จัดการอยู่โดยจำเลยที่ ๑ ถือกระเป๋าใส่เงินลงจากรถยนต์เดินตามหลังผู้เสียหายเข้าไปในธนาคาร จำเลยที่ ๒ ได้ถีบหลังจำเลยที่ ๑ จนล้มลงแล้วจำเลยที่ ๒ แย่งเอากระเป๋าใส่เงินจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท วิ่งไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ ๓ จอดรออยู่ริมถนนขับหลบหนีไป ต่อมาวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๐ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ ๓ พร้อมทั้งยึดรถจักรยานยนต์ของกลางและจับจำเลยที่ ๒ พร้อมทั้งยึดเงินของกลางจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๒ ถีบหลังจำเลยที่ ๑ ล้มลงเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยที่ ๑ ในขณะจำเลยที่ ๑ เดินตามนายชัยศักดิ์ ผู้จัดการธนาคารที่เกิดเหตุผู้เสียหาย แสดงว่าเงินของกลางยังอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย แต่การใช้กำลังประทุษร้ายอันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคแรก นั้น ต้องเป็นการประทุษร้ายต่อบุคคลอื่น มิใช่กระทำต่อคนร้ายผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากเหตุที่ทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษหนักขึ้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม ถึงวรรคห้า อันได้แก่การกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย ผลของการกระทำล้วนเกิดแก่ผู้อื่นทั้งนั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๒ ใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคนร้ายผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคแรก และแม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายชัยศักดิ์ผู้เสียหายว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ได้ชี้มือไปทางผู้เสียหายซึ่งวิ่งตามไปก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ มีอาวุธใดติดตัวมาด้วยหรือแสดงอาการหรือวาจาข่มขู่ผู้เสียหายเลย ดังนั้น เพียงแต่จำเลยที่ ๒ ชี้มือมาทางผู้เสียหายเท่านั้นยังไม่พอให้ฟังได้ว่าจำเลยที่๒ ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามขาดองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสามคงมีความผิดฐานร่วมลักทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๗) วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสมคิด มุกเพชร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายพิเชษฐ โพธิวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5751/2544
#43334
เปิดฉบับเต็ม

การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 9 ไม่สามารถส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้าจำเลยที่ 9 ย่อมมีหน้าที่จัดหายานพาหนะอื่นขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปให้ถึงจุดหมายปลายทางอันเป็นการรับขนส่งผู้โดยสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 608,609 และพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 9(7)การขนถ่ายผู้โดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จากขบวนรถไฟของจำเลยที่ 9 ที่ปรากฏแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคลภายนอกซึ่งไปมาระหว่างสถานีรถไฟ ล. กับสถานีรถไฟ ค. จึงเป็นการทำแทนจำเลยที่ 9นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จึงอยู่ในฐานะตัวการและตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797

ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 446 หมายความว่า ความเสียหายอันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้แต่ความเสียหายเช่นว่านี้ต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำละเมิดจำเป็นต้องเยียวยาหรือทดแทนความเสียหายให้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีความเสียหายมากยิ่งกว่าความเสียหายต่อร่างกายอีกด้วย ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวดทนทุกขเวทนาระหว่างการรักษาพยาบาลหรือต้องทุพพลภาพพิการต่อไป ความเสียหายเช่นว่านี้กฎหมายให้ศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด เพราะค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินย่อมจะนำสืบคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใดไม่ได้อยู่ในตัว เมื่อพิจารณาจากลักษณะบาดแผลกับวิธีการรักษาบาดแผลของโจทก์ที่ 1 ซึ่งต้องผ่าตัดและเข้าเฝือกหลายครั้ง ต้องรับการรักษาเป็นเวลานานร่วม 3 ปี ต้องทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวดของบาดแผลในระหว่างการรักษาอันเป็นเวลานานยิ่งกว่านั้นสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ต้องทุพพลภาพตลอดชีวิตทั้งเสียบุคลิกภาพเนื่องจากผลของการผ่าตัดทำให้แขนซ้ายสั้นกว่าแขนขวา ถือว่าเป็นความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์ที่ 1ชอบจะเรียกร้องได้

โจทก์ที่ 2 ต้องออกจากงานมาดูแลโจทก์ที่ 1 โดยตลอด ซึ่งก็ต้องขวนขวายหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 รวมทั้งการดำรงชีพของโจทก์ที่ 1 ตลอดมาในระหว่างดำเนินคดีจนถึงที่สุดเป็นเวลานานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ในคดีละเมิด โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 206 แต่โจทก์ที่ 1 ก็มิได้เรียกร้องดอกเบี้ยก่อนฟ้องมาด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 9 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(6) นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 83,333.33 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 83,333.33 บาทแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 6 ที่ 7 ที่ 8และที่ 9 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 83,333.33 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (25 ธันวาคม 2533) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 8 และที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 9ร่วมกันชำระเงิน 31,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 9ร่วมกันชำระเงิน 31,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 31,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 9ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสองเฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 9 ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 9 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2532 โจทก์ทั้งสองโดยสารรถไฟของจำเลยที่ 9 ขบวนรถไฟที่ 91 สายกรุงเทพ - เด่นชัยขณะรถไฟถึงสถานีรถไฟลพบุรีมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้ารถไฟไม่สามารถแล่นต่อไปได้ จำเลยที่ 9 จึงจัดโดยสารรับขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นจากสถานีรถไฟลพบุรีไปส่งยังสถานีรถไฟโคกกระเทียม ในการนี้จำเลยที่ 9มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 เป็นผู้รับขนส่งและดำเนินการแทนในระหว่างรับขนส่งผู้โดยสารไปยังสถานีรถไฟโคกกระเทียม รถโดยสารดังกล่าวเกิดชนกัน เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 9 ตามลำดับดังนี้ จำเลยที่ 9 ฎีกาข้อกฎหมายในประการแรกว่า จำเลยที่ 9 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มีวัตถุประสงค์ในการขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟ ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 มีวัตถุประสงค์ในการรับขนส่งผู้โดยสารโดยทางรถยนต์ ซึ่งแตกต่างกับวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 9ที่รับขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟเท่านั้น และจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 9 การที่จำเลยที่ 9 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ก็มีเจตนาเพื่อให้นำผู้โดยสารไปส่งตามจุดหมายปลายทางตามว่าจ้างคือจากสถานีรถไฟลพบุรีไปยังสถานีรถไฟโคกกระเทียมดังนั้น การที่ผู้ประกอบการขนส่งโดยทางรถยนต์คือจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8รับทำให้ จึงต้องถือว่าเป็นผู้รับจ้างทำการงานให้แก่จำเลยที่ 9 เท่านั้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ไม่มีฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 9 ในการรับจ้างขนส่งผู้โดยสารดังกล่าวไปยังสถานีรถไฟโคกกระเทียม เห็นว่า แม้ว่าจำเลยที่ 9จะมีวัตถุประสงค์ในการรับขนส่งผู้โดยสารโดยทางรถไฟ แต่ก็มีหน้าที่ขนส่งผู้โดยสารเพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางตามที่ตกลงไว้กับผู้โดยสาร ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 9 ไม่สามารถส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้าจำเลยที่ 9 ย่อมมีหน้าที่จัดหายานพาหนะอื่นขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง อันเป็นการรับขนส่งผู้โดยสาร ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 608, 609 และพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2494 มาตรา 9(7) จำเลยที่ 9 ย่อมว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการรับขนส่งผู้โดยสารโดยทางรถยนต์เพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 อยู่แล้ว รับขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปส่งยังสถานีรถไฟโคกกระเทียมได้ เรื่องนี้นายเจฏ สิงห์รัตน์ พยานโจทก์ที่ 1 ซึ่งเคยเป็นนายสถานีรถไฟลพบุรีเมื่อปี 2531 ถึงปี 2534 เบิกความว่า ในฐานะนายสถานีรถไฟได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ซึ่งโดยปกติแล้วรถโดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5และที่ 8 นั้นรับผู้โดยสารโดยทั่วไปอยู่แล้ว ทั้งนี้โดยให้ขนถ่ายผู้โดยสารจากสถานีรถไฟลพบุรีไปสถานีรถไฟโคกกระเทียม และจากสถานีรถไฟโคกกระเทียมไปยังสถานีรถไฟลพบุรีรวม 80 เที่ยว เที่ยวละ 200 บาทตามรายการเอกสารหมาย จ.29 แผ่นที่ 2 เนื่องจากรถไฟขบวนที่โจทก์ทั้งสองโดยสารมาไม่สามารถแล่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางขวางอยู่ดังนี้ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การรับขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 นั้น เป็นการทำแทนจำเลยที่ 9 โดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 9 โดยสัญญาว่าจ้างตามวัตถุประสงค์และประโยชน์ของจำเลยที่ 9 ในการที่จะให้โจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปถึงจุดหมายปลายทางตามที่จำเลยที่ 9 ตกลงไว้กับผู้โดยสารทุกคนอันเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 9 ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่วินิจฉัยมาแล้ว การดำเนินการว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ดังกล่าว แม้ว่าเป็นการรับจ้างทำการงานให้แก่กัน โดยหวังผลสำเร็จของงานดังที่จำเลยที่ 9 ฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อยกเว้นว่าลักษณะนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 เช่นนี้ จะมีความสัมพันธ์กันในฐานะตัวการและตัวแทนไม่ได้ ประกอบกับวิธีการขนถ่ายผู้โดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จากขบวนรถไฟของจำเลยที่ 9 ที่ปรากฏแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคลภายนอกซึ่งไปมาระหว่างสถานีรถไฟลพบุรีกับสถานีรถไฟโคกกระเทียมเช่นนี้แล้ว ยังไม่มีทางเห็นเป็นอย่างอื่นไปได้ว่าจำเลยที่ 3ที่ 5 และที่ 8 มิใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 9 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797

ที่จำเลยที่ 9 ฎีกาต่อไปว่า ผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1มิใช่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 หากแต่เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 4 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 7 โดยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ดังนั้น จำเลยที่ 9 ในฐานะผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ทำการงาน จึงไม่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 กรณีไม่อาจนำหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการแทนมาใช้บังคับได้ เพราะการจ้างทำของมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่าผู้ว่าจ้างจะต้องรับผิดหากเกิดจากความประมาทเลินเล่อในการว่าจ้างผู้ที่ไม่มีความสามารถทำการงานให้แล้ว คาดเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เห็นว่า กรณีของจำเลยที่ 9 นั้น สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 เป็นผู้กระทำละเมิด เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 6 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 7 ดังนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 7 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ได้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 7 นำรถโดยสารเข้าร่วมกิจการด้วย จำเลยที่ 3ที่ 5 และที่ 8 จึงมีฐานะเป็นผู้ประกอบกิจการร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 7ย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 และที่ 7 ซึ่งต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 ได้กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 7 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 425 ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว และเมื่อจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 9 แม้ว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 มิได้เป็นผู้กระทำละเมิดโดยตรง แต่โดยผลแห่งกฎหมายย่อมต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1ที่ 4 และที่ 6 เป็นผู้กระทำโดยตรงจากการรับขนส่งผู้โดยสารของจำเลยที่ 9ดังนั้น ย่อมนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 มาใช้บังคับให้จำเลยที่ 9 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ได้ หาใช่ไม่ต้องรับผิดดังที่จำเลยที่ 9ฎีกาไม่

ที่จำเลยที่ 9 ฎีกาเรื่องการกำหนดค่าเสียหายเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่ 1 นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด" ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาตามรายงานแพทย์เอกสารหมาย จ.2, จ.7, จ.8 และ จ.9 ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.20/1, จ.21/1 และ จ.25 ในเรื่องการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1แล้ววินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน200,000 บาท เป็นการสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยโดยบทบัญญัติดังกล่าว และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยนั้น ผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันนั้นและในเวลาอนาคตด้วย" ซึ่งทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเพราะเหตุการขับรถโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 กล่าวคือ ปรากฏว่าบริเวณต้นแขนซ้ายระหว่างหัวไหล่ถึงข้อศอก กระดูกหัก บางส่วนของกระดูกหายไปและกล้ามเนื้อฉีกหายไปประมาณ 20 เซนติเมตร ขณะที่โจทก์ที่ 1 ไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลเลิดสิน แพทย์ทำการผ่าตัดเนื้อบริเวณแขนที่เริ่มเน่าและกระดูกที่ใช้การไม่ได้ออก แล้วผ่าตัดเอากระดูกบริเวณน่องไปใส่ที่แขนและนำเนื้อบริเวณขามาปิดแผลต้องอยู่โรงพยาบาลถึง 8 เดือนโดยนอนอยู่บนเตียงถึง 5 เดือน เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว โจทก์ที่ 1ยังต้องไปรับการฉายรังสีประมาณเดือนละครั้ง แต่พบว่ากระดูกที่นำมาใส่แทนไม่สามารถเชื่อมต่อกับกระดูกเดิมได้ จึงต้องผ่าตัดเอากระดูกที่ได้รับจากโรงพยาบาลศิริราชมาใส่แทน และต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นต้องไปเปลี่ยนเฝือกที่โรงพยาบาลเป็นระยะจนกระดูกที่ใส่ใหม่เชื่อมต่อกับกระดูกเดิม จึงเข้าเฝือกเฉพาะบริเวณแขนซ้ายโดยก่อนหน้านี้ต้องเข้าเฝือกไว้ทั้งตัว จนถึงเดือนเมษายน 2535 จึงแกะเฝือกที่แขนซ้ายออก นับว่าโจทก์ที่ 1 ต้องเข้ารับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลนานถึง2 ปีเศษ ในระหว่างการรักษาพยาบาลได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผลต้องผ่าตัดหลายครั้ง แม้หลักฐานที่นำมาแสดงว่าได้ใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไม่ครบ 200,000 บาท ดังที่จำเลยที่ 9 ฎีกาอ้างว่ามีเพียง 12,000บาท จึงชอบที่จะได้รับค่ารักษาพยาบาลไป 12,000 บาท เท่านั้น มิใช่200,000 บาท ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เห็นว่า การกำหนดค่าเสียหายในมูลละเมิดนั้นย่อมวินิจฉัยจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงแต่จากค่ารักษาพยาบาลที่ปรากฏตามที่โจทก์ที่ 1 นำสืบเท่านั้น จำเลยที่ 9 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตามทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 นั้น โจทก์ที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเพียงใดต้องทุกข์ทรมานด้วยอาการทุกขเวทนาที่ต้องรับการผ่าตัดหลายครั้งถูกผ่าตัดเอากระดูกที่บริเวณน่องไปใส่บริเวณแขน เอาเนื้อบริเวณขาไปปิดแผล ขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 อายุเพียง 2 ปีเศษเท่านั้น การที่โจทก์ที่ 1 จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินเพียง 200,000 บาทก็ไม่อาจเยียวยาต่อความเสียหายของโจทก์ที่ 1 ที่จะต้องเจริญเติบโตต่อไปภายหน้าได้เท่าที่ควร การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 200,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ติดใจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 9 แล้ว และที่จำเลยที่ 9ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 จำเลยที่ 9 เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดเพียงว่าผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ ซึ่งหมายความว่า หากโจทก์ที่ 1ได้รับความเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ความเสียหายอันเกิดแก่ร่างกายหรืออนามัย หากแต่เกิดจากการต้องเสื่อมเสียอวัยวะหรือความสามารถในการมีบุตรหรือครอบครัว ซึ่งโจทก์ที่ 1 ก็ไม่นำสืบให้เห็นเช่นนั้น จำเลยที่ 9 จึงไม่ต้องรับผิดในค่าทนทุกขเวทนาจำนวน 50,000 บาท นั้น เห็นว่าการทำละเมิดต่อร่างกาย อนามัย หรือค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินนั้น มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 444 และ 445 โดยตรง ส่วนความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 บัญญัติไว้ชัดแจ้งเป็นพิเศษต่างหากว่า ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ คำว่า ความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน จึงหมายความว่า ความเสียหายอันไม่อาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ แต่ความเสียหายเช่นว่านี้ต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำละเมิด จำเป็นต้องเยียวยาหรือทดแทนความเสียหายให้เช่นเดียวกันซึ่งอาจมีความเสียหายมากยิ่งกว่าความเสียหายต่อร่างกายอีกด้วยความเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวดทนทุกขเวทนาระหว่างการรักษาพยาบาลหรือต้องทุพพลภาพพิการต่อไป ความเสียหายเช่นว่านี้กฎหมายให้ศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดเพราะค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินย่อมจะนำสืบว่าคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใดไม่ได้อยู่ในตัว แต่อย่างไรก็ดีโจทก์ที่ 1 ก็ได้นำสืบให้เห็นลักษณะสภาพทางร่างกายและอาการของโจทก์ที่ 1 ที่ได้รับอันตรายสาหัส หลังจากเข้ารักษาที่โรงพยาบาลลพบุรีและโรงพยาบาลรถไฟแล้วส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเลิดสิน โดยนายแพทย์เกียรติ วิฑูรชาติ แพทย์ประจำโรงพยาบาลเลิดสินผู้ตรวจรักษาโจทก์ที่ 1เบิกความว่า ขณะโจทก์ที่ 1 เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเลิดสิน โจทก์ที่ 1ได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนซ้ายด้านหลังมีบาดแผล โดยกล้ามเนื้อด้านหลังฉีกหายไปประมาณ 20 เซนติเมตร สามารถมองเห็นกระดูกของแขนและกระดูกแขนหักด้วย และแขนที่แผลด้านหลังติดเชื้อมีหนองผลของบาดแผลทำให้เส้นประสาทบริเวณแขนขาด ทำให้มือด้านซ้ายงอไม่ขึ้นและไม่สามารถเหยียดนิ้วมือได้ ทั้งยังมีร่องรอยบาดแผลที่ผิวหนังถลอกตามเนื้อตัวร่างกาย ในการรักษาจะต้องตัดเอากระดูกที่หักใช้การไม่ได้เนื่องจากบาดแผลมีกระดูกผุและกระดูกตายออก แล้วนำเหล็กที่ไม่เป็นสนิมมาวางขวางกันไว้ และจะต้องตัดกล้ามเนื้อด้านหลังมาปิดบาดแผลที่มีการเปลี่ยนกระดูกส่วนที่ตายในแขนด้านซ้าย ในส่วนที่เกี่ยวกับการรักษาบาดแผลของโจทก์ที่ 1 นายแพทย์เกียรติเบิกความว่า เมื่อรักษาบาดแผลเสร็จแล้วได้ใส่เฝือกที่แขนซ้ายโจทก์ที่ 1 ไว้ แต่ต้องผ่าเฝือกและนำกระดูกที่ขามาใส่แทนกระดูกส่วนแขนและเข้าเฝือกใหม่อีกครั้งหนึ่งต่อมามีการฝ่าเฝือกและใส่เฝือกใหม่อีกครั้งห่างกันประมาณ 2 ถึง 3 เดือนทั้งนี้โดยโจทก์ที่ 1 ต้องอยู่รับการรักษาที่โรงพยาบาลเลิดสินถึง 6 เดือนและหลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 กลับไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลประมาณเดือนละครั้ง และได้สั่งให้มีการรักษาและทำความสะอาดบาดแผลของโจทก์ที่ 1 ที่บ้านด้วย จากการตรวจรักษาและติดตามผลพบว่ากระดูกขาที่นำไปใส่แทนนั้น ไม่สามารถเชื่อมต่อกับกระดูกเดิมได้เนื่องจากเกิดภาวะติดเชื้อ ดังนั้น จึงมีการผ่าตัดโดยเปลี่ยนเอากระดูกจากโรงพยาบาลศิริราชมาใส่แทนอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระดูกใส่เป็นครั้งที่ 3 เมื่อปี 2534โดยโจทก์ที่ 1 ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลิดสินอีกประมาณ 3 เดือนจากนั้นให้โจทก์ที่ 1 ไปรักษาตัวที่บ้านโดยให้ทำความสะอาดบาดแผลวันละครั้ง และต้องไปเปลี่ยนเฝือกที่โรงพยาบาลเลิดสินเป็นระยะ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2535 จึงแกะเฝือกที่เข้าไว้ที่แขนซ้ายออกเนื่องจากกระดูกเชื่อมต่อกันพอสมควรแล้ว แต่โดยสภาพทั่วไปของแขนซ้ายไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ จึงต้องให้โจทก์ที่ 1 ไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเลิดสินเป็นระยะ จนกระทั่งถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2535ซึ่งเป็นวันที่พยานมาเบิกความ นอกจากนี้นายแพทย์เกียรติยังให้ความเห็นเกี่ยวกับสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ในการที่จะสามารถใช้งานตามปกติต่อไปในอนาคตว่าบริเวณหัวไหล่ด้านซ้ายของโจทก์ที่ 1 ขยับไม่ได้ ข้อศอกไม่สามารถหักงอได้ ข้อมือไม่สามารถหักงอได้ นิ้วไม่สามารถเหยียดตรงได้และการกำนิ้วมือไม่สามารถกำได้เต็มที่เป็นผลให้แขนซ้ายของโจทก์ที่ 1ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติเช่นบุคคลทั่วไป ทั้งแขนด้านซ้ายจะสั้นกว่าแขนด้านขวา และการที่ตัดกล้ามเนื้อด้านหลังมาปิดบาดแผลบริเวณแขนซ้ายทำให้ผิวหนังบริเวณกล้ามเนื้อด้านหลังเกิดอาการตึง อาจมีผลในภายภาคหน้าทำให้ไหล่เอียงได้ ดังนี้ เมื่อพิจารณาจากลักษณะบาดแผลของโจทก์ที่ 1 กับวิธีการรักษาบาดแผลของโจทก์ที่ 1 ซึ่งต้องผ่าตัดและเข้าเฝือกหลายครั้ง กับระยะเวลาที่โจทก์ที่ 1 ต้องรับการรักษาเป็นเวลานานร่วม 3 ปี โดยขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 มีอายุเพียง 2 ปีเศษเท่านั้นแต่ต้องทนทุกขทรมานต่อความเจ็บปวดของบาดแผลในระหว่างการรักษาอันเป็นเวลานาน ยิ่งกว่านั้นสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ต้องทุพพลภาพตลอดชีวิต ทั้งเสียบุคลิกภาพเนื่องจากผลของการผ่าตัดทำให้แขนซ้ายสั้นกว่าแขนขวา ความเสียหายเหล่านี้ถือว่าเป็นความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์ที่ 1 ชอบจะเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 50,000บาท เหมาะสมแล้ว

ที่จำเลยที่ 9 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 9 ไม่ได้ประวิงคดีจึงไม่เห็นด้วยที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 9ต้องรับผิดในดอกเบี้ยมูลละเมิดดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6) เห็นว่าการดำเนินคดีของจำเลยที่ 9 ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐใช้เวลาในการดำเนินคดีนานเกินจำเป็น ส่วนโจทก์ที่ 1 ขณะฟ้องคดีมีอายุเพียง2 ปีเศษเท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลโจทก์ที่ 2 ต้องออกจากงานมาดูแลโจทก์ที่ 1 โดยตลอด ซึ่งก็ต้องขวนขวายหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 รวมทั้งการดำรงชีพของโจทก์ที่ 1 ตลอดมาในระหว่างดำเนินคดีจนคดีถึงที่สุดเป็นเวลานานกว่า10 ปี นอกจากนี้ในคดีละเมิดโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 แต่โจทก์ที่ 1ก็มิได้เรียกร้องดอกเบี้ยก่อนฟ้องมาด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 9 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าเสียหายที่จำเลยที่ 9 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นแก่โจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(6) นั้นชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 9 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 446 ม. 608 ม. 609 ม. 797
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กหญิง นิชนันท์หรือบุหรั่น ภาคสูงเนิน โดยนางหรือนางสาว จำลอง อนุสนธิ์
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ปาน มากบุญดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5751/2544
#258667
เปิดฉบับเต็ม

การรถไฟแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 9 มีหน้าที่ขนส่งผู้โดยสารเพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางตามที่ตกลงไว้กับผู้โดยสาร เมื่อไม่สามารถส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นต่อไปได้ เพราะมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้า จำเลยที่ 9 ย่อมมีหน้าที่จัดหายานพาหนะอื่นขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง อันเป็นการรับขนส่งผู้โดยสารตาม ป.พ.พ. มาตรา 608, 609 และ พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 9 (7) จำเลยที่ 9 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนส่งโดยสารทางรถยนต์รับขนถ่ายผู้โดยสารจากขบวนรถไฟของจำเลยที่ 9 ที่ปรากฏแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคลภายนอกซึ่งไปมาระหว่างสถานีรถไฟ ล. กับสถานีรถไฟ ค. จึงเป็นการทำแทนจำเลยที่ 9 นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 8 จึงอยู่ในฐานะตัวการและตัวแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797

ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 หมายความว่า ความเสียหายอันไม่อาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ แต่ความเสียหายเช่นว่านี้ต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำละเมิด จำเป็นต้องเยียวยาหรือทดแทนความเสียหายให้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีความเสียหายมากยิ่งกว่าความเสียหายต่อร่างกายอีกด้วย ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวดทนทุกขเวทนาระหว่างการรักษาพยาบาล หรือต้องทุพพลภาพพิการต่อไป ความเสียหายเช่นว่านี้กฎหมายให้ศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด เพราะค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินย่อมจะนำสืบคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใดไม่ได้อยู่ในตัว เมื่อพิจารณาจากสภาพทางร่างกายและอาการของโจทก์ ซึ่งต้อง ผ่าตัดและเข้าเฝือกหลายครั้ง ต้องรับการรักษาเป็นเวลานานร่วม 3 ปี และต้องทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวดของ บาดแผลในระหว่างการรักษาอันเป็นเวลานาน ยิ่งกว่านั้นสภาพแขนซ้ายของโจทก์ต้องทุพพลภาพตลอดชีวิต ทั้งเสียบุคลิกภาพเนื่องจากผลของการผ่าตัดทำให้แขนซ้ายสั้นกว่าแขนขวาดังนี้ถือว่าเป็นความเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน ที่โจทก์ชอบจะเรียกร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ให้การว่า โจทก์ที่ 2 มิใช่มารดาและมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของโจทก์ที่ 1 ดังนั้นโจทก์ที่ 1 ผู้เยาว์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ให้การว่า โจทก์ที่ 2 มิใช่มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 8 ให้การว่า รถโดยสารประจำทางหมายเลขทะเบียน 10 - 0659 ลพบุรี มิใช่รถของจำเลยที่ 8 จำเลยที่ 6 มิได้เป็นผู้ขับรถโดยสารดังกล่าวในวันเกิดเหตุ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 9 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม เนื่องจากมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าเพราะเหตุใดจำเลยที่ 9 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ในฐานะตัวการตัวแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 83,333.33 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 83,333.33 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 83,333.33 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (25 ธันวาคม 2533) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

จำเลยที่ 8 และที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 31,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 31,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 31,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 9 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสองเฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 9 ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 9 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 9 ตามลำดับดังนี้ จำเลยที่ 9 ฎีกาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 9 เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มีวัตถุประสงค์ในการขนส่งผู้โดยสาร ทางรถไฟ ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 มีวัตถุประสงค์ในการรับขนส่งผู้โดยสารโดยทางรถยนต์ ซึ่งแตกต่างกับ วัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 9 ที่รับขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟเท่านั้น และจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือ มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 9 การที่จำเลยที่ 9 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ก็มีเจตนาเพื่อให้นำผู้โดยสารไปส่งตาม จุดหมายปลายทางตามว่าจ้างคือจากสถานีรถไฟลพบุรีไปยังสถานีรถไฟโคกกระเทียม ดังนั้น การที่ผู้ประกอบการขนส่งโดยทางรถยนต์คือจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 รับทำให้ จึงต้องถือว่าเป็นผู้รับจ้างทำการงานให้แก่จำเลยที่ 9 เท่านั้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ไม่มีฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 9 ในการรับจ้างขนส่งผู้โดยสารดังกล่าวไปยังสถานีรถไฟ โคกกระเทียม เห็นว่า แม้ว่าจำเลยที่ 9 จะมีวัตถุประสงค์ในการรับขนส่งผู้โดยสารโดยทางรถไฟ แต่ก็มีหน้าที่ขนส่ง ผู้โดยสารเพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางตามที่ตกลงไว้กับผู้โดยสาร ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 9 ไม่สามารถส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้า จำเลยที่ 9 ย่อมมีหน้าที่จัดหายานพาหนะอื่นขนส่ง โจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง อันเป็นการรับขนส่งผู้โดยสาร ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 608, 609 และ พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 9 (7) จำเลยที่ 9 ย่อมว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการรับขนส่งผู้โดยสารโดยทางรถยนต์เพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 อยู่แล้ว รับขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปส่งยังสถานีรถไฟโคกกระเทียมได้ เรื่องนี้นายเจฏ พยานโจทก์ที่ 1 ซึ่งเคยเป็นนายสถานีรถไฟลพบุรีเมื่อปี 2531 ถึงปี 2534 เบิกความว่า ในฐานะนายสถานีรถไฟได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ซึ่งโดยปกติแล้วรถโดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 นั้นรับผู้โดยสารโดยทั่วไปอยู่แล้ว เนื่องจากรถไฟขบวนที่โจทก์ทั้งสองโดยสารมาไม่สามารถแล่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางขวางอยู่ ดังนี้ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การรับขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 นั้น เป็นการทำแทนจำเลยที่ 9 โดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 9 โดยสัญญาว่าจ้างตามวัตถุประสงค์และประโยชน์ของจำเลยที่ 9 ในการที่จะให้โจทก์ทั้งสอง และผู้โดยสารอื่นไปถึงจุดหมายปลายทางตามที่จำเลยที่ 9 ตกลงไว้กับผู้โดยสารทุกคนอันเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 9 ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่วินิจฉัยมาแล้ว การดำเนินการว่าจ้างจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ดังกล่าว แม้ว่าเป็นการรับจ้างทำการงานให้แก่กัน โดยหวังผลสำเร็จของงานดังที่จำเลยที่ 9 ฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อยกเว้นว่าลักษณะนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 เช่นนี้ จะมีความสัมพันธ์กันในฐานะตัวการและตัวแทนไม่ได้ ประกอบกับวิธีการขนถ่ายผู้โดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จากขบวนรถไฟของจำเลยที่ 9 ที่ปรากฏแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคลภายนอกซึ่งไปมาระหว่างสถานีรถไฟลพบุรีกับสถานีรถไฟโคกกระเทียมเช่นนี้แล้ว ยังไม่มีทางเห็นเป็นอย่างอื่นไปได้ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 มิใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 9 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797

ที่จำเลยที่ 9 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 จำเลยที่ 9 เห็นว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดเพียงว่าผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ ซึ่งหมายความว่า หากโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ความเสียหายอันเกิดแก่ร่างกายหรืออนามัย หากแต่เกิดจากการต้องเสื่อมเสียอวัยวะหรือความสามารถในการมีบุตรหรือครอบครัว ซึ่งโจทก์ที่ 1 ก็ไม่นำสืบให้เห็นเช่นนั้น จำเลยที่ 9 จึงไม่ต้องรับผิดใน ค่าทนทุกขเวทนาจำนวน 50,000 บาท นั้น เห็นว่า การทำละเมิดต่อร่างกาย อนามัย หรือค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินนั้น มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 444 และ 445 โดยตรง ส่วนความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินนั้น ป.พ.พ. มาตรา 446 บัญญัติไว้ชัดแจ้งเป็นพิเศษต่างหากว่า ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ คำว่า ความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน จึงหมายความว่า ความเสียหายอันไม่ อาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ แต่ความเสียหายเช่นว่านี้ต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำละเมิด จำเป็นต้องเยียวยาหรือทดแทนความเสียหายให้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีความเสียหายมากยิ่งกว่าความเสียหายต่อร่างกายอีกด้วย ความเสียหาย ที่มิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวดทนทุกขเวทนา ระหว่างการรักษาพยาบาล หรือต้องทุพพลภาพพิการต่อไป ความเสียหายเช่นว่านี้กฎหมายให้ศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดเพราะค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน ย่อมจะนำสืบว่าคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใดไม่ได้อยู่ในตัว แต่อย่างไรก็ดี โจทก์ที่ 1 ก็ได้นำสืบให้เห็นลักษณะสภาพทางร่างกายและอาการของโจทก์ที่ 1 ที่ได้รับอันตรายสาหัส หลังจากเข้ารักษาที่โรงพยาบาลลพบุรี และโรงพยาบาลรถไฟแล้วส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเลิดสิน โดยแพทย์ประจำโรงพยาบาลผู้ตรวจรักษาโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า ขณะโจทก์ที่ 1 เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเลิดสิน โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนซ้ายด้านหลัง มีบาดแผล โดยกล้ามเนื้อด้านหลังฉีกหายไปประมาณ 20 เซนติเมตร สามารถมองเห็นกระดูกของแขนและกระดูกแขนหักด้วยและแขนที่แผลด้านหลังติดเชื้อมีหนอง ผลของบาดแผลทำให้เส้นประสาทบริเวณแขนขาด ทำให้มือด้านซ้าย งอไม่ขึ้นและไม่สามารถเหยียดนิ้วมือได้ ทั้งยังมีร่องรอยบาดแผลที่ผิวหนังถลอกตามเนื้อตัวร่างกาย ในการรักษาจะต้องตัดเอากระดูกที่หักใช้การไม่ได้เนื่องจากบาดแผลมีกระดูกผุและกระดูกตายออก แล้วนำเหล็กที่ไม่เป็นสนิมมาวางขวางกันไว้ และจะต้องตัดกล้ามเนื้อด้านหลังมาปิดบาดแผลที่มีการเปลี่ยนกระดูกส่วนที่ตายในแขนด้านซ้าย ในส่วนที่เกี่ยวกับการรักษาบาดแผลของโจทก์ที่ 1 นายเแพทย์เกียรติเบิกความว่า เมื่อรักษาบาดแผลเสร็จแล้วได้ใส่เฝือกที่ แขนซ้ายโจทก์ที่ 1 ไว้ แต่ต้องผ่าเฝือกและนำกระดูกที่ขามาใส่แทนกระดูกส่วนแขนและเข้าเฝือกใหม่อีกครั้งหนึ่ง ต่อมามีการผ่าเฝือกและใส่เฝือกใหม่อีกครั้งห่างกันประมาณ 2 ถึง 3 เดือน ทั้งนี้โดยโจทก์ที่ 1 ต้องอยู่รับการรักษาที่ โรงพยาบาลเลิดสินถึง 6 เดือน และหลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 กลับไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลประมาณเดือนละครั้ง และได้สั่งให้มีการรักษาและทำความสะอาดบาดแผลของโจทก์ที่ 1 ที่บ้านด้วย จากการตรวจรักษาและติดตามผลพบว่ากระดูกขาที่นำไปใส่แทนนั้น ไม่สามารถเชื่อมต่อกับกระดูกเดิมได้ เนื่องจากเกิดภาวะติดเชื้อ ดังนั้นจึงมีการผ่าตัดโดยเปลี่ยนเอากระดูกจากโรงพยาบาลศิริราชมาใส่แทนอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระดูกใส่เป็นครั้งที่ 3 เมื่อปี 2535 โดยโจทก์ที่ 1 ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลิดสินอีกประมาณ 3 เดือน จากนั้นให้โจทก์ที่ 1 ไปรักษาตัวที่บ้านโดยให้ทำความสะอาดบาดแผลวันละครั้ง และต้องไปเปลี่ยนเฝือกที่โรงพยาบาลเลิดสินเป็นระยะ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2535 จึงแกะเฝือกที่เข้าไว้ที่แขนซ้ายออก เนื่องจากกระดูกเชื่อมต่อกันพอสมควรแล้ว แต่โดยสภาพทั่วไปของแขนซ้ายไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ จึงต้องให้โจทก์ที่ 1 ไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเลิดสินเป็นระยะจนกระทั่งถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่พยานมาเบิกความ นอกจากนี้นายแพทย์เกียรติยังให้ความเห็นเกี่ยวกับสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ในการที่จะสามารถใช้งานตามปกติ ต่อไปในอนาคตว่าบริเวณหัวไหล่ด้านซ้าย ของโจทก์ที่ 1 ขยับไม่ได้ ข้อศอกไม่สามารถหักงอได้ ข้อมือไม่สามารถหักงอได้ นิ้วไม่สามารถเหยียดตรงได้ และการกำนิ้วมือไม่สามารถกำได้เต็มที่ เป็นผลให้แขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติเช่นบุคคลทั่วไป ทั้งแขนด้านซ้ายจะสั้นกว่าแขนด้านขวา และการที่ตัดกล้ามเนื้อด้านหลังมาปิดบาดแผลบริเวณแขนซ้ายทำให้ผิวหนังบริเวณกล้ามเนื้อด้านหลังเกิดอาการตึง อาจมีผลในภายภาคหน้าทำให้ ไหล่เอียงได้ ดังนี้เมื่อพิจารณาจากลักษณะ บาดแผลของโจทก์ที่ 1 กับวิธีการรักษาบาดแผลของโจทก์ที่ 1 ซึ่งต้องผ่าตัดและเข้าเฝือกหลายครั้ง กับระยะเวลาที่โจทก์ที่ 1 ต้องรับการรักษาเป็นเวลานานร่วม 3 ปี โดยขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 มีอายุเพียง 2 ปีเศษเท่านั้น แต่ต้องทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวดของบาดแผลในระหว่างการรักษาอันเป็นเวลานาน ยิ่งกว่านั้นสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ต้องทุพพลภาพตลอดชีวิต ทั้งเสียบุคลิกภาพเนื่องจากผลของการผ่าตัดทำให้แขนซ้ายสั้นกว่าแขนขวา ความเสียหายเหล่านี้ถือว่าเป็นความเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน ที่โจทก์ที่ 1 ชอบจะเรียกร้องได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 ดังที่วินิจฉัย มาแล้ว การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท เหมาะสมแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 446 ม. 608 ม. 609 ม. 797
ชื่อคู่ความ
อนุสนธิ์ — เด็กหญิงนิชนันท์หรือบุหรั่น ภาคสูงเนิน โดยนางหรือนางสาวจำลอง
กับพวก — โจทก์ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายปาน มากบุญดี กับพวก
797 — ป.พ.พ. มาตรา 446, 608, 609,
(7) — พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 9
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงษ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5749/2544
#257583
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โดยจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่ากรณีไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษในอีกคดีหนึ่งได้เพราะความผิดที่จำเลยกระทำในคดี ดังกล่าวและคดีนี้เป็น การกระทำกรรมเดียวกัน การที่จำเลยฎีกาโดยอ้างข้อเท็จจริงและเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้รับฟังว่าการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้และคดีอาญาที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน จึงไม่อาจนับโทษจำเลยต่อได้เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง

ในความผิดตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลอุทธรณ์พิพากษาเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี โดยนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำ ที่ 1362/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 ปี ฐานหลอกลวงผู้อื่นไปทำงานต่างประเทศ จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 7 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขแดง ที่ 3358/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี กระทงเดียว ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ยกฟ้อง ข้อหาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3358/2542 มีประเด็นอย่างเดียวกันและเกี่ยวเนื่องกัน จำเลยทั้งสองกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ขอให้รวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3358/2542 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง และขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1362/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งก็คือ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3358/2542 ของศาลชั้นต้น โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1362/2542 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ต่อสู้ว่ากรณีไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3358/2542 ได้เพราะความผิดที่จำเลยที่ 2 กระทำในคดีดังกล่าวและคดีนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยอ้างข้อเท็จจริงและ เหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้รับฟังว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3358/2542 เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน เป็นความผิดหลายบท จะลงโทษทุกบทไม่ได้ จึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3358/2542 ได้ จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน ฎีกาทั้งสองข้อของจำเลยที่ 2 จึงต้องห้ามตามบทมาตราข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายอิสรภาพ พิพัฒยากรณ์ กับพวก
90 — ป.อ. มาตรา 22,
วรรคหนึ่ง — ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4), 218
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายพิชิต รงคพิชญ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนินนาท สาครรัตน์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5746/2544
#41242
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาของศาลที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดิน น.ส.3 ก. ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้แก่ ว. ต้องถือเสมือนว่าไม่มีการขายทอดตลาด และไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนสิทธิครอบครองให้แก่ ว. ทั้ง ว. ไม่ได้รับความคุ้มครองเพราะมิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด จึงไม่อาจอ้างว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองและจดทะเบียนโดยสุจริตและไม่อาจอ้างว่าคำพิพากษาที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไม่ผูกพันผู้ร้องได้ เมื่อ ว. ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดิน จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินและไม่อาจนำมาจดทะเบียนจำนองแก่ผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 ทั้งการจดทะเบียนจำนองเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 702 แต่การเพิกถอนการขายทอดตลาดเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตา 296 วรรคสอง (เดิม)เป็นคนละกรณีไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ร้องจึงไม่ได้รับความคุ้มครอง จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะปฏิเสธไม่ส่งมอบต้นฉบับ น.ส.3 ก ตามคำสั่งศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้คัดค้านเป็นผู้ประกันจำเลยที่ 3 ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ต่อมาผู้คัดค้านไม่ส่งตัวจำเลยที่ 3 ไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งปรับผู้คัดค้านตามสัญญาประกัน ผู้คัดค้านไม่ชำระค่าปรับพนักงานอัยการจังหวัดสกลนครยื่นคำขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 400 ของผู้คัดค้านนำออกขายทอดตลาด นายวริทธิ์หรือกฤษณะ ศุภผลา ประมูลได้ในราคา 550,000บาท ผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดระหว่างการไต่สวนนายวริทธิ์นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองแก่ผู้ร้องในวงเงิน 2,000,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด นายวริทธิ์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายืน คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดยโสธร ซึ่งบังคับคดีแทน มีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ได้รับจดทะเบียนจำนองที่ดินจากนายวริทธิ์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้มีคำสั่งให้นายวริทธิ์ไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวก่อน ผู้ร้องจึงจะส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องรับจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวในขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยไม่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า นายวริทธิ์เป็นผู้ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 400 จากการขายทอดตลาด ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายวริทธิ์นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ฉบับดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลจังหวัดยโสธรซึ่งบังคับคดีแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)ฉบับดังกล่าวเพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุที่ผู้ร้องจะปฏิเสธไม่ส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ตามคำสั่งของศาลจังหวัดยโสธรดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่าคำพิพากษาของศาลที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ต้องถือเสมือนว่าไม่มีการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) และไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนสิทธิครอบครองให้แก่นายวริทธิ์ ทั้งนายวริทธิ์ไม่ได้รับความคุ้มครองเพราะมิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ในระหว่างการพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด จึงไม่อาจอ้างว่าผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ฉบับดังกล่าวโดยสุจริตและจดทะเบียนโดยสุจริต คำพิพากษาที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไม่ผูกพันผู้ร้องได้ เมื่อนายวริทธิ์ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินแปลงนั้น ไม่อาจนำมาจดทะเบียนจำนองแก่ผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705ทั้งการจดทะเบียนจำนองเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 แต่การเพิกถอนการขายทอดตลาดเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง (เดิม) เป็นคนละกรณีไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ร้องจึงไม่ได้รับความคุ้มครอง จึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะปฏิเสธไม่ส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ตามคำสั่งของศาลจังหวัดยโสธรแต่อย่างใด คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4เฉพาะในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 703 ม. 705 ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
ผู้ร้อง — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
ผู้คัดค้าน — นาง โจม ทองใบ
จำเลย — นาย เคน สมรฤทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5742/2544
#69506
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นเจ้าของเงินตามคำร้องและทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง ศาลจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของนางเพ็ญพร ซ้ายสุวรรณ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๙ และ ๓๑

เลขาธิการได้ประกาศให้ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีโดยปิดประกาศไว้ที่สำนักงานและสถานีตำรวจท้องที่ที่มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นอย่างน้อยเจ็ดวัน และประกาศอย่างน้อยสองวัน ติดต่อกันในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านให้ยกเลิกการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ริบเงินสดจำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท เงินในบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง เลขที่บัญชี ๐๐๒-๓-๐๒๔๐๘-๙ ชื่อบัญชีนายนำชัย ชัยตระกูล และนางเพ็ญพร ซ้ายสุวรรณ พร้อมดอกเบี้ยและเงินในบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่บัญชี ๐๔๔-๓-๐๐๐๗๕-๐ ชื่อบัญชี เด็กชายโชฎก ซ้ายสุวรรณ โดยนางเพ็ญพร ซ้ายสุวรรณ พร้อมดอกเบี้ยให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๑

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ ๑ ว่าผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นเจ้าของเงินในบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง เลขที่บัญชี ๐๐๒-๓-๐๒๔๐๘-๙ ชื่อบัญชี นายนำชัย ชัยตระกูล และนางเพ็ญพร ซ้ายสุวรรณ หรือไม่ เห็นว่าพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านที่ ๑ นำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ ๑ เป็นเจ้าของเงินในบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง เลขที่บัญชี ๐๐๒-๓-๐๒๔๐๘-๙ ชื่อบัญชี นายนำชัย ชัยตระกูล และนางเพ็ญพร ซ้ายสุวรรณ ตามพระราชบัญญัติมาตการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านที่ ๑ ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นเจ้าของเงินตามคำร้องและทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด เมื่อฟังว่าผู้คัดค้านที่ ๑ ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ริบเงินในบัญชีดังกล่าวนั้น ศาลฎีกา เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น ?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเงินในบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารนครธนจำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่บัญชี ๐๔๔-๓-๐๐๐๗๕-๐ ชื่อบัญชี เด็กชายโชฎก ซ้ายสุวรรณ โดยนางเพ็ญพร ซ้ายสุวรรณ เฉพาะเงินตามรายการฝากวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๑ จำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น คำขอให้ริบเงินตามรายการฝากอื่น ๆ ในบัญชีเงินฝากประจำฉบับนี้ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาวศศิวิมล ชัยตระกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738/2544
#42025
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติทนายความฯ มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาลหรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา..."ซึ่งการฝ่าฝืนมาตรา 33 นี้มีโทษทางอาญาตามมาตรา 82 แม้จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกาและมี ย. ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและผู้พิมพ์ เมื่อ ย. มิได้เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความและไม่ปรากฏว่าเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 33 การที่ ย. เรียงหรือแต่งฟ้องฎีกาให้จำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาซึ่งเกิดจากการกระทำอันไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับพิจารณาให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102) ให้จำคุก 30 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีนี้จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา และมีนางยุพิน แปงแก้ว ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงและผู้พิมพ์ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกาคำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่นทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ซึ่งการฝ่าฝืนมาตรา 33 นี้ มีโทษทางอาญาตามมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นางยุพิน แปงแก้ว มิได้เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ และไม่ปรากฏว่าเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 33 การที่นางยุพิน แปงแก้ว เรียงหรือแต่งฟ้องฎีกาให้จำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาซึ่งเกิดจากการกระทำอันไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับพิจารณาให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477 ม. 33 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นางสาว จินตนา อภิเจริญสิน
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5736/2544
#44625
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ผู้รับตราส่งฟ้องจำเลยผู้ขนส่งให้รับผิด เนื่องจากจำเลยมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534และสัญญารับขนของทางทะเลที่จะต้องนำสินค้าที่รับขนไปส่งมอบให้แก่โจทก์และรับเวนคืนใบตราส่ง แต่จำเลยไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้โจทก์ กลับส่งมอบให้ผู้ซื้อโดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่ง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญารับขนของทางทะเล แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะกล่าวอ้างมูลละเมิดมาด้วย แต่เมื่อจำเลยผิดสัญญารับขนของทางทะเลและโจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลผิดสัญญาได้ จึงไม่อาจนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2540 และวันที่ 16มิถุนายน 2540 บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด ได้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ เพื่อสั่งสินค้าไม้แปรรูปจากผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย โดยโจทก์เป็นผู้รับตราส่งโจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ 2 ฉบับตามคำขอ และผู้ขายได้ส่งสินค้ามาทางเรือและส่งใบตราส่งกับเอกสารอื่น ๆ ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้จ่ายสินค้าให้แก่ผู้ขายไป 83,195.45 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,630,566.45 ริงกิต ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2540 โจทก์ตรวจสอบพบว่ามีการส่งสินค้าถึงท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือมาบตาพุด เมื่อวันที่11 เมษายน 2540 และวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 โดยมีจำเลยเป็นผู้ขนส่ง จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์หรือให้แก่บุคคลที่ได้รับอนุญาตจากโจทก์โดยมีการเวนคืนใบตราส่งแต่จำเลยได้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อด้วยการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2540 และวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 โดยมิได้มีการเวนคืนใบตราส่งและมิได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากโจทก์อันเป็นการละเมิดและผิดสัญญารับขนของต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายมิได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าจากบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด และไม่สามารถรับหรือโอนขายสินค้าให้แก่บุคคลอื่นจำเลยต้องรับผิดชอบชดใช้ต้นเงินที่โจทก์จ่ายไปพร้อมดอกเบี้ยโจทก์ขอคิดอัตราแลกเปลี่ยนก่อนวันฟ้องในอัตรา 37.5193 บาท ต่อ1 ดอลลาร์สหรัฐ และอัตรา 9.9673 บาท ต่อ 1 ริงกิต พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ 18 เมษายน2540 และวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย449,614.93 บาท และ 2,017,071.85 บาท รวมเป็นเงินต้น19,373,780.03 บาท และดอกเบี้ย 2,466,686.78 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 21,840,466.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากเงินต้น 19,373,780.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ผู้ซื้อขนถ่ายสินค้าออกจากระวางเรือของจำเลยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2540 และวันที่ 24 กรกฎาคม 2540โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายในวันที่ 17 เมษายน 2541 และวันที่ 23กรกฎาคม 2541 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 21,840,466.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 19,373,780.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2540และวันที่ 16 มิถุนายน 2540 บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ได้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ที่สำนักงานใหญ่เพื่อสั่งซื้อสินค้าไม้แปรรูปจากผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซียโดยมีข้อตกลงว่าเมื่อผู้ขายได้จัดส่งสินค้าลงเรือแล้วให้ผู้ขายเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากสาขาหรือธนาคารตัวแทนของโจทก์ได้ ผู้ขายและผู้ซื้อตกลงมอบสินค้าทั้งหมด ใบตราส่ง กรมธรรม์ประกันภัยและเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์หรือบุคคลที่โจทก์อนุญาตหากผู้ซื้อไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์มีสิทธินำสินค้าออกจำหน่ายนำเงินมาชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตได้ โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต2 ฉบับ ตามคำขอของผู้ซื้อ เมื่อผู้ขายส่งสินค้าพร้อมเอกสารการส่งสินค้าพร้อมเอกสารการขนส่งให้โจทก์ โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าให้ผู้ขายจำนวน 83,195.45 ดอลลาร์สหรัฐไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 และ1,630,566.45 ริงกิต ไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 จำเลยเป็นผู้ขนส่งตามใบตราส่งและโจทก์เป็นผู้รับตราส่ง เรือสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือมาบตาพุดเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 และวันที่ 23กรกฎาคม 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2540 และวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 มีการขนถ่ายสินค้าจากเรือและจำเลยไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง แต่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้มีการเวนคืนใบตราส่งและมิได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากโจทก์ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันนี้ต่อศาลแพ่งธนบุรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 แต่ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2542

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด จึงมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 คดีนี้ถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2540 และวันที่ 15 สิงหาคม 2540 อันเป็นวันที่คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับสิ้นอายุ โจทก์ฟ้องคดีนี้ที่ศาลแพ่งธนบุรี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 เกินกำหนด 1 ปีจึงขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับตราส่งฟ้องจำเลยในฐานะผู้ขนส่งให้รับผิด เนื่องจากจำเลยซึ่งมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 และตามสัญญารับขนของทางทะเลที่จะต้องนำสินค้าที่ตนเองรับขนไปส่งมอบให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งและรับเวนคืนใบตราส่ง แต่จำเลยไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ กลับส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่ง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญารับขนของทางทะเลแม้ตามคำฟ้องโจทก์จะกล่าวอ้างมูลละเมิดมาด้วยแต่เมื่อฟังได้แล้วว่าจำเลยผิดสัญญารับขนของทางทะเลและโจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลผิดสัญญาได้กรณีจึงไม่อาจนำอายุความ 1 ปี ในเรื่องการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา 448 มาใช้บังคับ ดังที่จำเลยอุทธรณ์ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความในมูลละเมิดหรือไม่นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท แสงไทยเดินเรือทะเล 1988 จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5736/2544
#69505
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้รับตราส่งฟ้องจำเลยในฐานะผู้ขนส่งให้รับผิดเนื่องจากจำเลยซึ่งมีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 และตามสัญญารับขนของทางทะเลที่จะต้องนำสินค้าที่ตนเองรับขนไปส่งมอบให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็น ผู้รับตราส่งและรับเวนคืนใบตราส่ง แต่จำเลยไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ กลับส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่ง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญารับขนของทางทะเล แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะกล่าวอ้างมูลละเมิดมาด้วย แต่เมื่อฟังได้ว่าจำเลยผิดสัญญารับขนของทางทะเลและโจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลผิดสัญญาได้ กรณีจึงไม่อาจนำอายุความ 1 ปี ในเรื่องการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มาใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๐ และวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด ได้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ที่สำนักงานใหญ่ เพื่อสั่งซื้อสินค้าไม้แปรรูปจากผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซียโดยโจทก์เป็นผู้รับตราส่ง โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ ๒ ฉบับตามคำขอ และผู้ขายได้ส่งสินค้ามาทางเรือและส่งใบตราส่งกับเอกสารอื่น ๆ ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายไป ๘๓,๑๙๕.๔๕ ดอลลาร์สหรัฐ และ ๑,๖๓๐,๕๖๖.๔๕ ริงกิต ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ โจทก์ตรวจสอบพบว่ามีการส่งสินค้าถึงท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือมาบตาพุด เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๐ โดยมีจำเลยเป็นผู้ขนส่ง จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์หรือให้แก่บุคคลที่ได้รับอนุญาตจากโจทก์โดยมีการเวนคืนใบตราส่ง แต่จำเลยได้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อด้วยการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ โดยมิได้มีการเวนคืนใบตราส่งและมิได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากโจทก์อันเป็นการละเมิดและผิดสัญญารับขนของต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายมิได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าจากบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด และไม่สามารถรับหรือโอนขายสินค้าให้แก่บุคคลอื่น จำเลยต้องรับผิดชดใช้ต้นเงินที่โจทก์จ่ายไปพร้อมดอกเบี้ย โจทก์ขอคิดอัตราแลกเปลี่ยนก่อนวันฟ้องในอัตรา ๓๗.๕๑๙๓ บาท ต่อ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ และอัตรา ๙.๙๖๗๓ บาท ต่อ ๑ ริงกิต พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย ๔๔๙,๖๑๔.๙๓ บาท และ ๒,๐๑๗,๐๗๑.๘๕ บาท รวมเป็นเงินต้น ๑๙,๓๗๓,๗๘๐.๐๓ บาท และดอกเบี้ย ๒,๔๖๖,๖๘๖.๗๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๒๑,๘๔๐,๔๖๖.๘๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากเงินต้น ๑๙,๓๗๓,๗๘๐.๐๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่อาจฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องได้ เพราะโจทก์ได้หักทอนบัญชีเอากับบริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด ผู้ซื้อไปแล้ว โจทก์ไม่ได้สั่งห้ามผู้ซื้อขนถ่ายสินค้าออกจากระวางเรือและไม่ได้ห้ามจำเลยไม่ให้ ผู้ซื้อขนถ่ายสินค้า พฤติการณ์ถือว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ซื้อขนถ่ายสินค้าไปได้ และเมื่อผู้ซื้อขนถ่ายสินค้าออกจากระวางเรือของจำเลยเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๑ และวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑ แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๑ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๑,๘๔๐,๔๖๖.๘๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินต้น ๑๙,๓๗๓,๗๘๐.๐๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๐ และวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ บริษัทยงสวัสดิ์ค้าไม้ จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ได้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ที่สำนักงานใหญ่เพื่อสั่งซื้อสินค้าไม้แปรรูปจากผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศมาเลเซียโดยมีข้อตกลงว่าเมื่อผู้ขายได้จัดส่งสินค้าลงเรือแล้ว ให้ผู้ขายเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากสาขาหรือธนาคารตัวแทนของโจทก์ได้ ผู้ขายและผู้ซื้อตกลงมอบสินค้าทั้งหมด ใบตราส่ง กรมธรรม์ประกันภัยและเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์หรือบุคคลที่โจทก์อนุญาต หากผู้ซื้อไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์มีสิทธินำสินค้าออกจำหน่ายนำเงินมาชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตได้ โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ๒ ฉบับ ตามคำขอของผู้ซื้อ เมื่อผู้ขายส่งสินค้าพร้อมเอกสารการขนส่งให้โจทก์ โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าให้ผู้ขายจำนวน ๘๓,๑๙๕.๔๕ ดอลลาร์สหรัฐไปเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๐ และ ๑,๖๓๐,๕๖๖.๔๕ ริงกิต ไปเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐ จำเลยเป็นผู้ขนส่งตามใบตราส่งและโจทก์เป็นผู้รับตราส่ง เรือสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือมาบตาพุดเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ มีการขนถ่ายสินค้าจากเรือและจำเลยไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง แต่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้มีการเวนคืนใบตราส่งและมิได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากโจทก์ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันนี้ต่อศาลแพ่งธนบุรีเมื่องวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๑ แต่ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๒

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ทำละเมิด เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ อันเป็นวันที่คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับสิ้นอายุ โจทก์ฟ้องคดีนี้ที่ศาลแพ่ง ธนบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๑ เกินกำหนด ๑ ปี จึงขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับตราส่งฟ้องจำเลยในฐานะผู้ขนส่งให้รับผิด เนื่องจากจำเลยซึ่งมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ และตามสัญญารับขนของทางทะเลที่จะต้องนำสินค้าที่ตนเองรับขนไปส่งมอบให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งและรับเวนคืนใบตราส่ง แต่จำเลยไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ กลับส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่ง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญารับขนของทางทะเล แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะกล่าวอ้างมูลละเมิดมาด้วย แต่เมื่อฟังได้แล้วว่าจำเลยผิดสัญญารับขนของทางทะเลและโจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลผิดสัญญาได้ กรณีจึงไม่อาจนำอายุความ ๑ ปี ในเรื่องการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ มาใช้บังคับได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความในมูลละเมิดหรือไม่นั้น ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแสงไทยเดินเรือทะเล 1988 จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวัส ติงสมิตร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5733/2544
#44624
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 23 ธันวาคม 2536 บริษัทโจทก์ซื้อหุ้นของบริษัท ส. จำนวน 18,700,000 หุ้น ซึ่งเกินกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดในบริษัท ส. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 บริษัท ส. ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น ประกาศจ่ายเงินปันผลให้โจทก์จำนวน 175,219,000บาท และโจทก์ไม่ได้โอนหุ้นดังกล่าวไปก่อน 3 เดือน นับแต่ได้เงินปันผลต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2538 บริษัท ซ. และบริษัท อ. ซึ่งถือหุ้นของโจทก์จำนวน 34,879,982 หุ้น ได้ขายหุ้นดังกล่าวให้แก่บริษัท ส. ดังนั้น เมื่อขณะที่บริษัท ส. ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น ประกาศจ่ายเงินปันผลให้โจทก์จำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นวันที่ถือว่าโจทก์มีรายได้ในเงินปันผลนั้น บริษัท ส. ยังมิได้เข้าถือหุ้นในบริษัทโจทก์ เงินปันผลจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ(10)(ข) การที่บริษัท ส. เข้ามาถือหุ้นในบริษัทโจทก์ไม่ว่าจะอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์ได้รับเงินปันผลนั้นมาหรือไม่ก็ตาม ไม่ทำให้เงินปันผลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวน ต้องกลับมาเป็นเงินปันผลที่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้กึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 65 ทวิ(10) วรรคหนึ่ง ไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจให้บริการเป็นนายหน้าตัวแทนในกิจการและธุรกิจทุกประเภท เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2536 โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด จำนวน 18,700,000 หุ้น วันที่ 1กุมภาพันธ์ 2538 บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นประกาศจ่ายเงินปันผลให้โจทก์จำนวน 175,219,000บาท เงินปันผลดังกล่าวโจทก์ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวน เพราะเป็นเงินปันผลเกิน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้หุ้นมาจนถึงวันที่มีเงินปันผล และโจทก์ไม่ได้โอนหุ้นไปก่อน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้เงินปันผล อีกทั้งโจทก์ถือหุ้นในบริษัทจำกัดที่จ่ายเงินปันผลเกินกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทผู้จ่ายเงินปันผล และบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลก็ไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทผู้รับเงินปันผล ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมขณะโจทก์มีเงินได้เงินปันผล ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2538 บริษัทเซ็นทรัลดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จำกัด และบริษัท ซี.อาร์.จี. บริการ จำกัด ซึ่งถือหุ้นของโจทก์อยู่จำนวน 34,879,982 หุ้นได้ขายหุ้นดังกล่าวให้แก่บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด เมื่อเดือนกันยายน 2541 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2538 แจ้งว่าเงินปันผลที่โจทก์ได้รับดังกล่าว ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้เพียงกึ่งหนึ่ง เพราะบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ผู้จ่ายเงินปันผลได้เข้ามาถือหุ้นในบริษัทโจทก์ ก่อนที่โจทก์จะได้รับเงินปันผล ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาเป็นรายได้ทั้งจำนวน และโจทก์แสดงรายได้ดอกเบี้ยรับขาดไปจำนวน29,177.54 บาท จึงประเมินภาษีโจทก์โดยปรับปรุงกำไรสุทธิของโจทก์เสียใหม่ ให้โจทก์เสียภาษีกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้นจำนวน 23,301,133 บาทโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานเป็นการถูกต้องและชอบแล้ว เบี้ยปรับเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เป็นการสมควรแก่กรณีแล้วไม่อาจงดหรือลดให้อีกส่วนเงินเพิ่มไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้โจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวคือวันที่โจทก์มีเงินได้จากเงินปันผลคือวันที่ผู้จ่ายเงินปันผลปิดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อจ่ายเงินปันผล ในการคำนวณรายได้สำหรับเงินปันผลต้องถือเอาวันที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับปันผลตามเกณฑ์สิทธิ ซึ่งได้แก่วันที่บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อจ่ายเงินปันผลมิใช่ถือเอาวันที่โจทก์ได้รับเงินปันผลจริงมาเป็นวันกำหนดว่าโจทก์ถือหุ้นไว้ถึง 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้รับเงินปันผล หรือโอนหุ้นก่อน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่มีรายได้ ทั้งขณะที่โจทก์ได้รับเงินปันผลนั้นผู้จ่ายเงินปันผลมิได้ถือหุ้นโจทก์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมจำเลยตีความว่า เงื่อนไขที่กำหนดให้บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลไม่ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมนั้นหมายความถึง ไม่ได้ถือหุ้นในรอบระยะเวลาบัญชีอันเป็นฐานในการจ่ายเงินปันผลจนถึงวันที่บริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลได้รับเงินปันผลนั้นเป็นการตีความขยายบทกฎหมายให้เป็นโทษแก่ผู้เสียภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย การตีความของจำเลยว่า ผู้จ่ายเงินปันผลเข้ามาถือหุ้นในบริษัทโจทก์ภายหลังที่บริษัทโจทก์มีรายได้เงินปันผลดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำรายได้ ทั้งจำนวนมาคำนวณภาษีเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะถ้าพิจารณาเช่นนี้หากภายหลังบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลเข้ามาถือหุ้นในบริษัทผู้รับเงินปันผล เงินปันผลก่อน ๆที่ยกเว้นภาษีแล้ว ก็จะย้อนหลังทำให้ไม่ได้รับยกเว้นทั้งจำนวน ซึ่งไม่ถูกต้องตามความมุ่งหมายของประมวลรัษฎากร ทั้งตามบทบัญญัติในมาตรา 65 ทวิ(10) มิได้มีเงื่อนไขเวลาไว้ว่า ผู้จ่ายเงินปันผลต้องไม่ถือหุ้นในบริษัทผู้รับเงินปันผลในระยะเวลาใด ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณี ซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียในมูลหนี้นั้น กรณีนี้โจทก์เป็นผู้ต้องเสียภาษีต้องตีความเป็นคุณแก่โจทก์ จำเลยจึงควรต้องถือว่า การถือหุ้นของบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลนั้น ต้องไม่ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ ขณะที่โจทก์มีเงินได้จากเงินปันผลดังกล่าว โจทก์ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานในการไต่สวนตรวจสอบเป็นอย่างดีโดยส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ที่เจ้าพนักงานต้องการทราบทุกครั้ง ข้อพิพาทภาษีอากรรายนี้เกิดเพราะตีความกฎหมายต่างกัน โจทก์ไม่มีเจตนาหลบเลี่ยงภาษีโจทก์จึงไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่สต.2/1002/071/100093 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/15/2543 ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเสียทั้งสิ้น ให้งดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2536 โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด จำนวน 18,700,000 หุ้น ซึ่งเกินกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทดังกล่าววันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น ประกาศจ่ายเงินปันผลให้โจทก์จำนวน175,219,000 บาท และโจทก์ไม่ได้โอนหุ้นดังกล่าวไปก่อน 3 เดือนนับแต่ได้เงินปันผล วันที่ 1 มิถุนายน 2538 บริษัทเซ็นทรัลดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จำกัด และบริษัท ซี.อาร์.จี. บริการ จำกัดซึ่งถือหุ้นของโจทก์จำนวน 34,879,982 หุ้น ได้ขายหุ้นดังกล่าวให้แก่บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด โจทก์มิได้นำเงินปันผลที่ได้รับดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2538 เพราะเห็นว่าเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิทั้งจำนวนตามมาตรา 65 ทวิ(10)(ข) ต่อมาเดือนกันยายน 2541 เจ้าพนักงานประเมินหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนตรวจสอบภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 แล้วมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า โจทก์แสดงรายได้ดอกเบี้ยรับขาดไปจำนวน 29,177.54 บาท และแสดงรายได้ส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษี(เงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด) เกินไปจำนวน87,609,500 บาท ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 23,301,133.72 บาทโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับเงินปันผลที่โจทก์ได้รับจากบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ชอบหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น ประกาศจ่ายเงินปันผลให้โจทก์จำนวน175,219,000 บาท ซึ่งเป็นวันที่ถือว่าโจทก์มีรายได้ในเงินปันผลจำนวนดังกล่าวนั้น บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ยังมิได้เข้าถือหุ้นในบริษัทโจทก์ หรือเคยถือหุ้นในบริษัทโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมาก่อนเงินปันผลจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ(10)(ข)การที่ต่อมาบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด เข้ามาถือหุ้นในบริษัทโจทก์ไม่ว่าจะอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์ได้รับเงินปันผลนั้นมาหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่ทำให้เงินปันผลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวนนั้น ต้องกลับมาเป็นเงินปันผลที่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้กึ่งหนึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ(10) วรรคหนึ่งไปได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับเบี้ยปรับต่อไป"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ สต.2/1002/071/2/100093กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.4)/15/2543 เฉพาะรายการที่ประเมินว่าโจทก์แสดงรายได้ส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษีเกินไปจำนวน 87,609,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สปีดแคช จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5733/2544
#257574
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นประกาศจ่ายเงินปันผลให้โจทก์จำนวน 175,219,000 บาท ซึ่งเป็นวันที่ถือว่าโจทก์มีรายได้ในเงินปันผลจำนวนดังกล่าวนั้น บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ยังมิได้เข้าถือหุ้นในบริษัทโจทก์ หรือเคยถือหุ้นในบริษัทโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมาก่อน เงินปันผลจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเงินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) (ข) การที่ ต่อมาบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด เข้ามาถือหุ้นในบริษัทโจทก์ไม่ว่าจะอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์ได้รับ เงินปันผลนั้นมาหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่ทำให้เงินปันผลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวนนั้น ต้องกลับมาเป็นเงินปันผลที่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) วรรคหนึ่ง ไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ สต.2/1002/071/2/100093 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/15/2543 ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเสียทั้งสิ้น ให้งดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2536 โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด จำนวน 18,700,000 หุ้น ซึ่งเกินกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง ในบริษัทดังกล่าว วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น ประกาศจ่ายเงินปันผลให้โจทก์จำนวน 175,219,000 บาท และโจทก์ไม่ได้โอนหุ้นดังกล่าวไปก่อน 3 เดือน นับแต่ได้เงินปันผล วันที่ 1 มิถุนายน 2538 บริษัทเซ็นทรัลดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จำกัด และบริษัท ซี.อาร์.จี. บริการ จำกัด ซึ่งถือหุ้นของโจทก์จำนวน 34,879,982 หุ้น ได้ขายหุ้นดังกล่าวให้แก่บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด โจทก์มิได้นำเงินปันผลที่ได้รับ ดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2538 เพราะเห็นว่าเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิทั้งจำนวนตามมาตรา 65 ทวิ (10) (ข) ต่อมาเดือนกันยายน 2541 เจ้าพนักงานประเมินหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนตรวจสอบภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 แล้วมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า โจทก์แสดงรายได้ดอกเบี้ยรับขาดไปจำนวน 29,177.54 บาท และแสดงรายได้ส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษี (เงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด) เกินไปจำนวน 87,609,500 บาท ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 23,301,133.72 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับเงินปันผลที่โจทก์ได้รับจากบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ชอบหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น ประกาศจ่ายเงินปันผลให้โจทก์จำนวน 175,219,000 บาท ซึ่งเป็นวันที่ถือว่าโจทก์มีรายได้ในเงินปันผลจำนวนดังกล่าวนั้น บริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด ยังมิได้เข้าถือหุ้นในบริษัทโจทก์ หรือเคยถือหุ้นในบริษัทโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมาก่อน เงินปันผลจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) (ข) การที่ต่อมาบริษัทสรรพสินค้าชิดลม จำกัด เข้ามาถือหุ้นในบริษัทโจทก์ไม่ว่าจะอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์ได้รับเงินปันผลนั้นมาหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่ทำให้เงินปันผลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวนนั้น ต้องกลับมาเป็นเงินปันผลที่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) วรรคหนึ่ง ไปได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับเบี้ยปรับต่อไป

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ สต.2/1002/071/2/100093 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/15/2543 เฉพาะรายการที่ประเมินว่าโจทก์แสดงรายได้ส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษีเกินไปจำนวน 87,609,500 บาท ค่าฤชาธรรมเนียม ทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (10) (ข) ม. 65 ทวิ (10) วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสปีดแคช จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร จำเลย
วรรคหนึ่ง — ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) (ข), 65 ทวิ (10)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2544
#69258
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจ โดยศาลอาจหยิบยกเหตุต่าง ๆ ตาม ป.อ. มาตรา 56 ขึ้นวินิจฉัยประกอบดุลพินิจก็ได้ เมื่อศาลใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยย่อมแสดงว่าศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ อาชีพ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาและภาวะแห่งจิตของจำเลยตลอดจนเหตุอื่นแล้ว โดยศาลไม่จำเป็นต้องระบุถึงเหตุต่าง ๆ ตาม ป.อ. มาตรา 56 ให้ปรากฏโดยแจ้งชัดในคำพิพากษา นอกจากนี้ ป.อ. มาตรา 56 ก็มิใช่บทมาตราซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดหรือบทกำหนดโทษ และไม่ใช่กรณีที่ศาลรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลจึงไม่ต้องปรับบทมาตราดังกล่าวในคำพิพากษา

การกระทำความผิดใดเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้ หาเป็นการปรับบทลงโทษ คลาดเคลื่อนต่อ ป.อ. มาตรา 63 ไม่

เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยมิได้อ้างว่าจำเลยมีจิตฟั่นเฟือน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีจิตฟั่นเฟือน การที่ศาลมิได้นำ ป.อ. มาตรา 65 มาประกอบการวินิจฉัย จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มาปรับใช้ก่อนมีคำพิพากษา และในคำพิพากษาดังกล่าวมิได้มีถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ อาชีพ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา และภาวะแห่งจิตดังที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าว เห็นว่า การจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของศาล โดยศาลอาจหยิบยกเหตุต่าง ๆ ดังกล่าว หรือเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ขึ้นวินิจฉัยประกอบดุลพินิจก็ได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยย่อมแสดงว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้คำนึงถึง อายุ ประวัติ อาชีพ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา และภาวะแห่งจิตของจำเลยตลอดจนเหตุอื่นแล้ว เห็นว่าไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยซึ่งไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะต้องระบุถึงเหตุต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ดังกล่าวให้ปรากฏโดยแจ้งชัดในคำพิพากษาด้วยแต่ประการใด นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ก็มิใช่บทมาตราซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดหรือบทกำหนดโทษ และไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่ต้องปรับบทมาตราดังกล่าวในคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการที่สองว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยจากความผิดที่ไม่ใช่ผลธรรมดาโดยรับฟัง ข้อเท็จจริงว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถยนต์บรรทุกย่อมเสี่ยงต่อการเกิดภยันตรายร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม สมควรแก่การปราบปราม เป็นการนำการกระทำความผิดที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นมาปรับบทลงโทษจำเลยโดยถือว่าเป็น นโยบายปราบปราม จึงเป็นการปรับบทลงโทษคลาดเคลื่อนต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 นั้น เห็นว่า การกระทำความผิดใดเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกสภาพ ความผิดในคดีนี้ขึ้นวินิจฉัย จึงชอบที่จะกระทำได้ หาเป็นการปรับบทลงโทษคลาดเคลื่อนต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการที่สามว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ภาวะสภาพจิตใจย่อมฟั่นเฟือนตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 บัญญัติไว้ แต่ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้หยิบยกบทมาตราดังกล่าวมาประกอบ คำพิพากษาไว้ด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยมิได้อ้างว่าจำเลยมีจิตฟั่นเฟือน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีจิตฟั่นเฟือน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้นำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 มาประกอบการวินิจฉัย จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม. 56 ม. 63 ม. 65
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 186
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายวัชระพันธ์ อัมหะธร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวีระศักดิ์ หมั่นภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5720/2544
#41241
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยไปดูที่เกิดเหตุคดีอื่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา เวลา 8 นาฬิกา รถยนต์ที่ทนายจำเลยขับไปกระทบก้อนหิน ทำให้ก้นถังน้ำมันเครื่องแตกไม่สามารถซ่อมให้เสร็จในวันที่ครบกำหนดอุทธรณ์หรือหากเสร็จก็จะเป็นเวลาเย็น การที่ทนายจำเลยไปคนเดียวและรถของทนายจำเลยมีราคาสองล้านบาท ทั้งไม่รู้จักกับเจ้าของอู่ซ่อมรถจึงไม่อาจทิ้งรถไว้ได้ ถือว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทนายจำเลยไม่อาจยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีซึ่งเป็นศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้ ทนายจำเลยจึงยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งทนายจำเลยอยู่ในเขตศาลในขณะนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ของกลาง

จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นขยายให้ไปแล้ว 1 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าในวันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราโดยยื่นคำร้องว่าไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นได้ทันโดยเหตุสุดวิสัย เนื่องจากทนายจำเลยเดินทางมาดูสถานที่เกิดเหตุที่จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วรถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะเกิดอุบัติเหตุ ไม่สามารถใช้ขับกลับจังหวัดลพบุรีได้ ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรามีคำสั่งว่าลงรับไว้แล้วรีบส่งศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ทนายจำเลยเบิกความปากเดียวลอย ๆ ฟังไม่ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยตามที่อ้าง ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยได้รับอนุญาตให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 28 กันยายน 2541 จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีซึ่งเป็นศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนี้ภายในวันที่ 28กันยายน 2541 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198หากไม่อาจยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีได้โดยเหตุสุดวิสัย จำเลยจะยื่นอุทธรณ์โดยทำเป็นคำร้องต่อศาลซึ่งตนอยู่ในเขตศาลในขณะนั้น (ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา) ก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อทนายจำเลยยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราในวันที่28 กันยายน 2541 เวลา 14.30 นาฬิกา และต่อมาทนายจำเลยได้เบิกความในชั้นไต่สวนขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ว่า ทนายจำเลยได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลจังหวัดลพบุรี และทนายจำเลยได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไป 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาขอขยายวันที่ 29 กันยายน 2541 แต่ศาลจังหวัดลพบุรีขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีนี้ไปเพียงวันที่ 28 กันยายน 2541 ซึ่งในวันที่ 28 กันยายน 2541ทนายจำเลยไปดูที่เกิดเหตุคดีอื่นภายในจังหวัดฉะเชิงเทราเวลาประมาณ8 นาฬิกา ปรากฏว่ารถยนต์ของทนายจำเลยขับไปกระทบก้อนหินขนาดใหญ่เป็นเหตุให้ก้นถังน้ำมันเครื่องแตก ช่างบอกว่าไม่สามารถทำการซ่อมให้เสร็จในวันนี้หรือหากเสร็จก็จะเป็นเวลาเย็น เป็นเหตุให้ทนายจำเลยกลับมายื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีไม่ทัน ทนายจำเลยจึงยื่นคำร้องขออนุญาตยืนอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งเป็นศาลที่ทนายจำเลยอยู่ภายในเขตศาลเนื่องจากทนายจำเลยไปคนเดียวและรถของทนายจำเลยมีราคาประมาณสองล้านบาท และไม่รู้จักกับเจ้าของอู่ซ่อมรถจึงไม่อาจทิ้งรถไว้ที่อู่ซ่อมรถ ทนายจำเลยจึงได้ยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราในวันที่ 28 กันยายน 2541 เวลา 15.30 นาฬิกา เห็นว่าแม้ทนายจำเลยจะเบิกความเพียงปากเดียวว่ารถยนต์ของทนายจำเลยกับถังน้ำมันเครื่องแตกเนื่องจากอุบัติเหตุชนก้อนหินนั้นไม่สามารถซ่อมเสร็จจนขับกลับจังหวัดลพบุรีได้ทันเวลาทำการของศาลจังหวัดลพบุรีในวันที่ 28 กันยายน 2541 และการที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราในวันนั้นเวลา 15.30 นาฬิกา ย่อมแสดงว่ามีเหตุที่ทนายจำเลยไม่อาจที่จะกลับไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีได้ทันตามที่เบิกความจริง การที่ทนายจำเลยไม่เดินทางโดยรถยนต์คันอื่นกลับไปจังหวัดลพบุรี โดยอ้างว่ามาคนเดียว รถยนต์ของทนายจำเลยมีราคาแพงประมาณสองล้านบาท ไม่รู้จักเจ้าของอู่ซ่อมรถ จึงไม่อาจนำรถของทนายจำเลยทิ้งไว้ที่อู่ซ่อมรถยนต์นั้นก็มีเหตุผลให้รับฟังได้ฉะนั้นเหตุการณ์ที่ทนายจำเลยกล่าวอ้างถือว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทนายจำเลยไม่อาจยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีได้ ทนายจำเลยจึงยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งทนายจำเลยอยู่ในเขตศาลในขณะนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 10ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์และให้ถือว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2541 ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้ศาลชั้นต้นพิจารณาดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198
ป.วิ.พ. ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นาย มนัสหรือเจ็ก โล่อนันต์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5720/2544
#69257
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 28 กันยายน 2541 จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนี้ภายในวันที่ 28 กันยายน 2541 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 หากไม่อาจยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลชั้นต้นได้โดยเหตุสุดวิสัย จำเลยจะยื่นอุทธรณ์โดยทำเป็นคำร้องต่อศาลซึ่งตนอยู่ในเขตศาลในขณะนั้นก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 10 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

ทนายจำเลยได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดลพบุรี) และทนายจำเลยได้ ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไป 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาขอขยายวันที่ 29 กันยายน 2541 แต่ศาลชั้นต้น ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีนี้ไปเพียงวันที่ 28 กันยายน 2541 ซึ่งในวันที่ 28 กันยายน 2541 ทนายจำเลยไปดูที่เกิดเหตุคดีอื่นภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา เวลาประมาณ 8 นาฬิกา ปรากฏว่ารถยนต์ของทนายจำเลยขับไปชนก้อนหินขนาดใหญ่ เป็นเหตุให้ก้นถังน้ำมันเครื่องแตก ช่างไม่สามารถทำการซ่อมให้เสร็จในวันเดียวกันหรือหากเสร็จก็จะเป็นเวลาเย็น เป็นเหตุให้ทนายจำเลยกลับมายื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีไม่ทัน ทนายจำเลยจึงยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งเป็นศาลที่ทนายจำเลยอยู่ภายในเขตศาล เนื่องจากทนายจำเลยไปคนเดียวและรถยนต์ ของทนายจำเลยมีราคาประมาณสองล้านบาทและไม่รู้จักกับเจ้าของอู่ซ่อมรถ จึงไม่อาจทิ้งรถยนต์ไว้ที่อู่ซ่อมรถ เมื่อมีเหตุที่ทนายจำเลยไม่อาจที่จะกลับไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดลพบุรี) ได้ทัน ถือว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อันเป็นเหตุสุดวิสัย ทนายจำเลยจึงยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งทนายจำเลยอยู่ในเขตศาลในขณะนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 10 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง?

จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นขยายให้ไปแล้ว ๑ วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าในวันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราโดยยื่นคำร้องว่าไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นได้ทันโดยเหตุสุดวิสัย เนื่องจากทนายจำเลยเดินทางมาดูสถานที่เกิดเหตุที่จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วรถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะเกิดอุบัติเหตุ ไม่สามารถใช้ขับกลับจังหวัดลพบุรีได้ ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรามีคำสั่งว่าลงรับไว้แล้วรีบส่งศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วว่า คดีนี้จำเลยได้รับอนุญาตให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๑ จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีซึ่งเป็นศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนี้ภายในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ หากไม่อาจยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีได้โดยเหตุสุดวิสัย จำเลยจะยื่นอุทธรณ์โดยทำเป็นคำร้องต่อศาลซึ่งตนอยู่ในเขตศาลในขณะนั้น (ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา) ก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕

ทนายจำเลยได้รับมอบหมายจากจำเลยให้ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลจังหวัดลพบุรี และทนายจำเลยได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไป ๑๕ วัน ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาขอขยายวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๑ แต่ศาลจังหวัดลพบุรีขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีนี้ไปเพียงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๑ ซึ่งในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๑ ทนายจำเลยไปดูที่เกิดเหตุคดีอื่นภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา เวลาประมาณ ๘ นาฬิกา ปรากฏว่ารถยนต์ของทนายจำเลยขับไปกระทบก้อนหินขนาดใหญ่ เป็นเหตุให้ก้นถังน้ำมันเครื่องแตก ช่างบอกว่าไม่สามารถทำการซ่อมให้เสร็จในวันนี้หรือหากเสร็จก็จะเป็นเวลาเย็น เป็นเหตุให้ทนายจำเลยกลับมายื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีไม่ทัน ทนายจำเลยจึงได้ยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๑ เวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา เห็นว่า แม้ทนายจำเลยจะเบิกความเพียงปากเดียวว่ารถยนต์ของทนายจำเลยกับถังน้ำมันเครื่องแตกเนื่องจากอุบัติเหตุชนก้อนหินนั้น ไม่สามารถซ่อมเสร็จจนขับกลับจังหวัดลพบุรีได้ทันเวลาทำการของศาลจังหวัดลพบุรีในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๑ และการที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทราในวันนั้นเวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา ย่อมแสดงว่ามีเหตุที่ทนายจำเลยไม่อาจที่จะกลับไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีได้ทันตามที่เบิกความจริง การที่ทนายจำเลยไม่เดินทางโดยรถยนต์คันอื่นกลับไปจังหวัดลพบุรีโดยอ้างว่ามาคนเดียว รถยนต์ของทนายจำเลยมีราคาแพงประมาณสองล้านบาท ไม่รู้จักเจ้าของอู่ซ่อมรถจึงไม่อาจนำรถของทนายจำเลยทิ้งไว้ที่อู่ซ่อมรถยนต์นั้นก็มีเหตุผลให้รับฟังได้ ฉะนั้นเหตุการณ์ที่ทนายจำเลยกล่าวอ้างถือว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทนายจำเลยไม่อาจยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดลพบุรีได้ ทนายจำเลยจึงยื่นคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งทนายจำเลยอยู่ในเขตศาลในขณะนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๐ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์และให้ถือว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๑ ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาดำเนินการต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198
ป.วิ.พ. ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายมนัสหรือเจ็ก โล่อนันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายสมภาศ ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
สุทิน ปัทมราชวิเชียร
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5719/2544
#42024
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีน 2 ถุง จำนวน 4,000 เม็ด ฝังดินอยู่ข้างบ่อน้ำในบริเวณรั้วบ้านของจำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 2 ชี้จุดที่ซุกซ่อน เมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสนอให้เงินเจ้าพนักงานตำรวจ 200,000 บาท เพื่อไม่ให้ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภริยาอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน แสดงพฤติการณ์ว่าต่างยอมรับการกระทำของแต่ละฝ่ายเป็นการกระทำของตน จึงเป็นตัวการกระทำความผิดด้วยกันในการสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66,100, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144, 371, 91, 83, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และของกลางอื่นทั้งหมด กับระวางโทษจำเลยที่ 2เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 25 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 100 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144, 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐร่วมมือสนับสนุนการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้ไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุก 2 ปี แต่เมื่อลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตฐานเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐร่วมมือสนับสนุนการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 แล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุกฐานร่วมกันให้สินบนแก่เจ้าพนักงานมารวมได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) (ที่ถูกและไม่อาจระวางโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 อีกด้วย) รวมโทษทุกกระทงคงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144, 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้ไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุก 2 ปีฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเฉพาะความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเฉพาะฐานนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 3 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 35 ปี 7 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์มือถือของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานร่วมกันให้สินบนแก่เจ้าพนักงานนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้เสนอให้เงินจำนวน 200,000 บาท แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจไม่ให้จับกุมดำเนินคดีนี้ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่อาจเชื่อหรือรับฟัง ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เสนอให้เงินแก่เจ้าพนักงาน โดยจำเลยที่ 3 ถูกเจ้าพนักงานผู้จับกุมหลอกให้นำเงินมาให้เพื่อสร้างพยานหลักฐานมัดจำเลยนั้น เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มาด้วยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีอุกฤษ ภู่กลั่น และร้อยตำรวจเอกสนธยา แต่แดงเพชร เบิกความว่า ก่อนเข้าจับกุมจำเลยทั้งสาม พันตำรวจตรีอุกฤษสืบสวนทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนรายใหญ่ จึงให้สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 เม็ด ราคา 375,000 บาท นัดหมายส่งมอบของกันที่บ้านเช่า หมู่ที่ 4 ตำบลเขาวง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 เช่ามาจากจำเลยที่ 2 ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 เมื่อถึงวันนัดเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ตามแผนล่อซื้อ จำเลยที่ 1 ให้การว่าเพิ่งนำเมทแอมเฟตามีนมาจากบ้านจำเลยที่ 2 และยังคงมีเมทแอมเฟตามีนอีก 2 มัด ฝังดินอยู่ที่บ้านจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินค่าฝากเมทแอมเฟตามีนแก่จำเลยที่ 2 ในราคามัดละ 3,000 บาท เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปที่บ้านจำเลยที่ 2 และรออยู่จนกระทั่งจำเลยที่ 2 กลับมาพร้อมกับจำเลยที่ 3 จึงได้ตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 พบเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ฝังดินอยู่ข้างบ่อน้ำในบริเวณรั้วบ้าน เห็นว่า ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.6 แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะให้การปฏิเสธ แต่ก็ยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางลำดับที่ 2 จำนวน 4,000 เม็ด เจ้าพนักงานตรวจค้นพบที่บริเวณริมบ่อน้ำภายในบริเวณบ้านของตนจริง และตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.3 จุดที่จำเลยที่ 2 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นพบของกลางดังกล่าวก็อยู่ในเขตบ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ภายในแนวรั้วคอนกรีต และตามภาพถ่ายหมาย จ.2 ภาพที่ 16 ถึง 19 ก็เป็นตามที่จำเลยที่ 2 ชี้จุดที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนจุดแรกและจุดที่สองให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ ซึ่งเป็นภาพภายในบริเวณรั้วคอนกรีตตรงกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ซึ่งบุคคลภายนอกไม่สามารถผ่านเข้าออกได้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง จำนวน 4,000 เม็ด ฝังดินอยู่ข้างบ่อน้ำในบริเวณรั้วบ้านของจำเลยที่ 2 และข้อเท็จจริงฟังได้ยุติแล้วว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เสนอให้เงินเจ้าพนักงานตำรวจ 200,000 บาท เพื่อไม่ให้ดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภริยาอาศัยอยู่บ้านเดียวกันเช่นนี้ แสดงพฤติการณ์ว่าต่างยอมรับการกระทำของแต่ละฝ่ายเป็นการกระทำของตนจึงเป็นตัวการกระทำความผิดด้วยกัน ในการสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอที่รับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นาย สมพรหรือป่อง เหล่ามงคล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5714/2544
#43333
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แม้จะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในเรื่องที่ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไป มิใช่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม จำเลยก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาหลักประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เพราะการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยกระทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว เมื่อมีการอุทธรณ์เช่นนี้ย่อมทำให้การบังคับคดีต้องล่าช้าออกไป อาจเสียหายแก่โจทก์ผู้ชนะคดีได้ จำเลยผู้อุทธรณ์จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวให้ครบถ้วน เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 234 ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ต้องยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,759,430 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ25,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานโจทก์จำเลยโดยให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไป จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเป็นกรณีผู้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 จึงมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวัน ต่อมาเมื่อครบกำหนดสิบห้าวันแล้วเจ้าหน้าที่รายงานต่อศาลว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อจำเลยไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลย่อมเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์(น่าจะเป็นทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์) ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าการที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา จำเลยจึงไม่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 บัญญัติว่า ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้น ไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง เห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้น แม้จะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในเรื่องที่ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยต่อไปมิใช่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวคือ จำเลยต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง หาใช่ไม่ต้องนำเงินมาชำระหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลดังที่จำเลยฎีกาไม่ เพราะการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยกระทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว เมื่อมีการอุทธรณ์เช่นนี้ ย่อมทำให้การบังคับคดีต้องล่าช้าออกไป อาจเสียหายแก่โจทก์ผู้ชนะคดีได้ จำเลยผู้อุทธรณ์จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวให้ครบถ้วน เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามตามบทบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ต้องยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเสีย เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 เป็นบทบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติ หาใช่เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบถึงหน้าที่ดังกล่าวซึ่งบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดแต่อย่างใดไม่ เพราะแม้กรณีนี้หากศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์ทันทีโดยมิได้กำหนดเวลาให้จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ก็เป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว หาเป็นการผิดระเบียบแต่อย่างใดไม่ดังนั้น การที่จำเลยเพิกเฉยไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลในเวลาที่ศาลกำหนดเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)ประกอบด้วยมาตรา 246 ก็ตาม ก็ไม่ใช่หลักของข้อวินิจฉัยในคดีนี้ซึ่งต้องพิจารณาเรื่องที่จำเลยผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234โดยตรง จึงต้องสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเสีย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 234 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุขุม เพียรทำดี
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5713/2544
#41240
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 30 วรรคสาม จำเลยที่ 3ผู้ขอคืนของกลางมีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ให้ได้ว่า จำเลยที่ 3ไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด และจะมีการนำทรัพย์สินของกลางดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด ศาลจึงจะไม่ริบของกลาง แต่จำเลยที่ 3นำสืบเพียงว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของของกลาง และไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดเท่านั้นโดยไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างตามกฎหมายดังกล่าวได้ จึงไม่เพียงพอตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวและข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ใกล้ชิดกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อโทรศัพท์มือถือและรถยนต์กระบะเป็นเครื่องมือและยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและมีการประกาศหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันตามกฎหมายแล้ว จึงต้องริบของกลางดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3,800 เม็ด น้ำหนัก341.7 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 103.54 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่สายลับและร้อยตำรวจโทชูตระกูล ยศมาดีผู้ปลอมเป็นผู้ล่อซื้อ ในราคา 152,000 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน3,800 เม็ด ดังกล่าว รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน2 พ - 1583 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อโนเกียหมายเลข 01-6106094 เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33,83, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องว่า รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน 2 พ - 1583 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คันและโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 01-6106094 จำนวน1 เครื่อง ของกลางเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ยานพาหนะที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด โดยใช้เป็นพาหนะและเป็นอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารในการซื้อขายและนำยาเสพติดให้โทษตามฟ้องไปส่งมอบให้แก่ผู้ล่อซื้อและใช้ในการวางแผนส่งมอบยาเสพติดให้โทษให้แก่ผู้ล่อซื้อ ขอให้ริบของกลางดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 30, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศคำร้องในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันแล้ว

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1ขอแก้ไขคำให้การเป็นรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้คืนรถยนต์กระบะและโทรศัพท์มือถือของกลางแก่จำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง(ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง), 66 วรรคสอง, 102พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 25 ปีริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และริบโทรศัพท์มือถือและรถยนต์กระบะของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบโทรศัพท์มือถือและรถยนต์กระบะของกลาง แต่ให้คืนแก่ผู้ร้อง (คือจำเลยที่ 3 ผู้คัดค้าน) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้นว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3,800 เม็ด หนักรวม 341.7 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 103.54 กรัม "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าศาลมีอำนาจริบโทรศัพท์มือถือและรถยนต์กระบะของกลางหรือไม่โจทก์นำสืบว่าโทรศัพท์มือถือและรถยนต์กระบะของกลางเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดคดีนี้ โดยรถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการติดต่อสื่อสารการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางเพราะมีการให้หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกันได้สะดวก เห็นว่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 วรรคสาม จำเลยที่ 3 ผู้ขอคืนของกลางดังกล่าวมีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ให้ได้ว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด และจะมีการนำทรัพย์สินของกลางดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด ศาลจึงจะไม่ริบของกลางดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 นำสืบมาเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของของกลางดังกล่าวและไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดเท่านั้นโดยไม่สามารถพิสูจน์ข้ออ้างตามกฎหมายดังกล่าวได้ จึงไม่เพียงพอตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว และข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ได้ความว่า สายลับทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำเลยที่ 3 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 และอยู่บ้านเดียวกัน อีกทั้งร้อยตำรวจโทชูตระกูลไปติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ที่บ้านของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3ก็อยู่ด้วย และจำเลยที่ 3 ยังขับรถยนต์กระบะไปส่งจำเลยที่ 1 และที่ 2เพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ร้อยตำรวจโทชูตระกูล เห็นได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำโดยมีพฤติการณ์ใกล้ชิดกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงมีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันสมควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1จะกระทำความผิด และจะมีการนำทรัพย์สินของกลางดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 วรรคสามเมื่อของกลางดังกล่าวเป็นเครื่องมือและยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันตามกฎหมายแล้ว จึงต้องริบของกลางดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ริบของกลางดังกล่าว แต่ให้คืนจำเลยที่ 3 ผู้คัดค้านนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง สมนึกหรือนึก พลอยเลี้ยง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5710/2544
#47375
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกมิใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้กระทำไปในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นคดีมรดกไม่ใช่คดีจัดการมรดก

เมื่อข้อเท็จจริงยังมีที่ดินมรดกอีก 3 แปลงที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกยังไม่ได้จัดการแบ่งให้ทายาทแสดงว่าการจัดการมรดกยังอยู่ในระหว่างจัดการ เมื่อจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกจึงเป็นผู้แทนของทายาททั้งปวงโดยนำลักษณะตัวการตัวแทนมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 การที่จำเลยครอบครองทรัพย์มรดกในระหว่างจัดการมรดกถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทตามมาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1368 โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทชอบที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยได้แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 ทั้งนี้ ตามมาตรา 1748

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสามคิดเป็นเงินคนละ 1,750,111 บาท หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินตามฟ้องจำนวน 28 แปลง เป็นส่วนแบ่งของจำเลยในฐานะภริยามิใช่ทรัพย์มรดก ทรัพย์มรดกมีไม่เกิน 3,000,000 บาท ซึ่งจำเลยจัดการแบ่งหมดสิ้นแล้ว และโจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะฟ้องเกินกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หรือเมื่อโจทก์ทั้งสามรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสามคนละ 361,111.10 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นายปาน แดงวิไล ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า นายเอื้อน แก้วสังข์ไชย เจ้ามรดกมีภริยาสองคน คนแรกชื่อนางศรีนวล มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางวารินและนายวิรุฬต่อมานายเอื้อนกับนางศรีนวลเลิกร้างกันไป บุตรทั้งสองเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายเอื้อนบิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ต่อมานายเอื้อนจึงได้มาจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ระหว่างอยู่กินกับจำเลยไม่มีบุตรด้วยกัน โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิรุฬ เมื่อปี 2523 นายวิรุฬถึงแก่ความตาย ต่อมาปี 2526 นายเอื้อนถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเอื้อนได้ดำเนินการจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพิพาทไปแล้วหลายแปลง มีทั้งที่โอนให้แก่ลูกค้าที่ชำระราคาหมดแล้ว และโอนแบ่งมรดกให้แก่ทายาทของนายเอื้อนบางคน รวมทั้งที่โอนให้แก่ตนเองเป็นการส่วนตัวในฐานะที่เป็นภริยาจำนวน 28 แปลง คงมีที่ดินมรดกของนายเอื้อนเหลืออยู่เพียง 3 แปลงเท่านั้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์มรดก มิใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้กระทำไปในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นคดีมรดกไม่ใช่คดีจัดการมรดกดังที่ศาลล่างวินิจฉัย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ายังมีที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกอีกจำนวน 3 แปลง ที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกยังไม่ได้จัดการแบ่งให้แก่ทายาทแสดงว่าการจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุดลงอยู่ระหว่างจัดการ เมื่อจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกจึงเป็นผู้แทนของทายาททั้งปวง โดยนำลักษณะตัวการตัวแทนมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 การที่จำเลยครอบครองทรัพย์มรดกในระหว่างจัดการมรดกถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทตามมาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1368 โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทจึงชอบที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกจากจำเลยได้แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี ทั้งนี้ตามมาตรา 1748 คดีโจทก์ทั้งสามจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1368 ม. 1720 ม. 1733 ม. 1745 ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว สุนีย์ กับพวก
จำเลย — นาง จิบ แก้วสังข์ไชย ในฐานะผู้จัดการมรดก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5710/2544
#99872
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกมิใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้กระทำไปในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นคดีมรดกไม่ใช่คดีจัดการมรดก

เมื่อข้อเท็จจริงยังมีที่ดินมรดกอีก 3 แปลงที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกยังไม่ได้จัดการแบ่งให้ทายาทแสดงว่าการจัดการมรดกยังอยู่ในระหว่างจัดการ เมื่อจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกจึงเป็นผู้แทนของทายาททั้งปวงโดยนำลักษณะตัวการตัวแทนมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 การที่จำเลยครอบครองทรัพย์มรดกในระหว่างจัดการมรดกถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทตาม มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1368 โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทชอบที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยได้แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความตาม มาตรา 1754 ทั้งนี้ ตาม มาตรา 1748

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสามคิดเป็นเงินคนละ ๑,๗๕๐,๑๑๑ บาท หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินตามฟ้องจำนวน ๒๘ แปลง เป็นส่วนแบ่งของจำเลยในฐานะภริยามิใช่ทรัพย์มรดก ทรัพย์มรดกมีไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยจัดการแบ่งหมดสิ้นแล้ว และโจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะฟ้องเกินกำหนด ๑ ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หรือเมื่อโจทก์ทั้งสามรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสามคนละ ๓๖๑,๑๑๑.๑๐ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นายปาน แดงวิไล ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า นายเอื้อน แก้วสังข์ไชย เจ้ามรดก มีภริยาสองคน คนแรกชื่อนางศรีนวล มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ นางวารินและนายวิรุฬ ต่อมานายเอื้อนกับนางศรีนวลเลิกร้างกันไป บุตรทั้งสองเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายเอื้อนบิดาได้รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๗ ต่อมานายเอื้อนจึงได้มาจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ระหว่างอยู่กินกับจำเลยไม่มีบุตรด้วยกัน โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิรุฬ เมื่อปี ๒๕๒๓ นายวิรุฬถึงแก่ความตาย ต่อมาปี ๒๕๒๖ นายเอื้อนถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเอื้อนได้ดำเนินการจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพิพาทไปแล้วหลายแปลง มีทั้งที่โอนให้แก่ลูกค้าที่ชำระราคาหมดแล้ว และโอนแบ่งมรดกให้แก่ทายาทของนายเอื้อนบางคน รวมทั้งที่โอนให้แก่ตนเองเป็นการส่วนตัวในฐานะที่เป็นภริยาจำนวน ๒๘ แปลง คงมีที่ดินมรดกของนายเอื้อนเหลืออยู่เพียง ๓ แปลง เท่านั้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์มรดก มิใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้กระทำไปในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นคดีมรดกไม่ใช่คดีจัดการมรดกดังที่ศาลล่างวินิจฉัย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ายังมีที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกอีกจำนวน ๓ แปลง ที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกยังไม่ได้จัดการแบ่งให้แก่ทายาท แสดงว่าการจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุดลงอยู่ระหว่างจัดการ เมื่อจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกจึงเป็นผู้แทนของทายาททั้งปวง โดยนำลักษณะตัวการตัวแทนมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒๐ การที่จำเลยครอบครองทรัพย์มรดกในระหว่างจัดการมรดกถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทตามมาตรา ๑๗๔๕ ประกอบมาตรา ๑๓๖๘ โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทจึงชอบที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกจากจำเลยได้แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา ๑๗๕๔ แล้วก็ดี ทั้งนี้ตามมาตรา ๑๗๔๘ คดีโจทก์ทั้งสามจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1368 ม. 1720 ม. 1733 ม. 1745 ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุนีย์ กับพวก
จำเลย — นางจิบ แก้วสังข์ไชย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ 9 — นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5706/2544
#44623
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ก่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดด้วยการใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันฆ่าผู้ตายเมื่อข้อเท็จจริงในการพิจารณารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ จ้าง วาน ให้ผู้อื่นไปฆ่าผู้ตาย จึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ก่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดด้วยการใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันฆ่านายภู จำปาอุ่น ผู้ตาย ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมกันใช้เชือกไนลอน ขนาด 2 หุน ยาว 2.65 เมตร จำนวน1 เส้น เป็นอาวุธรัดคอผู้ตายโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามที่จำเลยที่ 1 ใช้ จ้างวาน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 84 และ 33ริบของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 84จำคุกตลอดชีวิต คำรับในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1พ้นโทษในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อแล้ว จึงให้ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11มกราคม 2539 เวลาเช้า มีผู้พบศพนายภู จำปาอุ่น ผู้ตายมีเชือกแขวนคออยู่กับต้นมะม่วงข้างทางระหว่างทางไปบ้านจำเลยที่ 3 กับซอยแยกเข้าหมู่บ้านผู้ตาย ห่างบ้านผู้ตายกับบ้านจำเลยที่ 3 ประมาณ 100 เมตร โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนและยอมรับว่าได้ให้เงินแก่พันตำรวจโทยุทธการ พิพัฒนโกศัย เพื่อให้ยุติการสอบสวนย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดครั้งนี้ และจำเลยที่ 1 ยังรับสารภาพต่อพันตำรวจโทรักศักดิ์ อธิคม โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกบังคับขู่เข็ญ การรับสารภาพดังกล่าวเป็นการรับสารภาพหลังเกิดเหตุหลายวัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมมีโอกาสคิดตรึกตรองได้ก่อน อีกทั้งจำเลยที่ 1ยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพอีกด้วยแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมรู้ในการกระทำผิด นอกจากนี้ก่อนเกิดเหตุโจทก์มีนายสุรพล พรมมาอินทร์ มาเบิกความว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม2539 เวลา 16 ถึง 17 นาฬิกา ขณะที่นายสุรพลเลี้ยงไก่อยู่หลังบ้านมีจำเลยที่ 1 มาหาและบอกว่าประสงค์จะขายที่ดินให้หาบุคคลอื่นมาซื้อ กับพูดอีกว่าผู้ตายสามีจำเลยที่ 1 ขี้เหล้าเมายาทุบตีจำเลยที่ 1 และเอาเงินไปซื้อสุราดื่ม ขอให้นายสุรพลหาคนมาฆ่าผู้ตาย แต่นายสุรพลพูดว่าอย่าไปทำเลย จำเลยที่ 1 พูดว่าจะไปหาคนอื่น นายสุรพลรู้จักจำเลยที่ 1 มา 11 ปี แล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1ก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 1 รู้จักนายสุรพล แม้เรื่องการฆ่าผู้ตายจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ไม่ปรากฏเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 1จะไม่พูดเรื่องการฆ่าผู้ตายกับนายสุรพลซึ่งเป็นการพูดกันสองต่อสองไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย รวมทั้งเป็นสถานที่ที่เป็นส่วนตัวนายสุรพลไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 เชื่อว่านายสุรพลเบิกความไปตามความเป็นจริง พยานหลักฐานของโจทก์เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำตามฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องยืนยันว่าจำเลยที่ 1ก่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดด้วยการใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันฆ่าผู้ตาย แต่ในการพิจารณาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้อง แต่พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้ จ้าง วาน ให้มีการฆ่าผู้ตายจริง จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 84 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาจะรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ จ้าง วานให้ผู้อื่นไปฆ่าผู้ตายก็ตามแต่ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้จ้าง วานให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันฆ่าผู้ตาย จึงเป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ จ้าง วานให้มีการฆ่าผู้ตายตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญซึ่งศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1กระทำความผิดและลงโทษจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 ประกอบด้วยมาตรา 192 วรรคสอง ดังนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6จะได้วินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้ผู้ใดฆ่าผู้ตาย โจทก์คงมีแต่บันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ป.จ.4 (ศาลจังหวัดเลย) และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.22 กับคำเบิกความของนายสุรพลที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไปขอให้หาคนมาฆ่าผู้ตายก่อนเกิดเหตุซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่านั้น ในการสอบปากคำจำเลยที่ 1พันตำรวจโทยุทธการบอกจำเลยที่ 1 ว่า หากบอกตัวผู้ว่าจ้างวาน และผู้ที่ฆ่าผู้ตาย จะกันจำเลยที่ 1 ไว้เป็นพยาน พันตำรวจโทยุทธการบอกจำเลยที่ 1 ว่าตนทราบมาก่อนแล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ร่วมวางแผนในการฆ่าผู้ตาย ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เรียนจบเพียงชั้นประถมปีที่ 4 อ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ กรณีจึงเป็นไปได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพราะเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะกันจำเลยที่ 1 ไว้เป็นพยานและไม่จับจำเลยที่ 1 มาดำเนินคดี ดังนี้ ย่อมมีเหตุให้สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจโดยไม่มีผู้ใดหลอกลวงหรือให้คำมั่นสัญญาใด ๆ หรือไม่ ส่วนนายสุรพลพยานโจทก์ก็ปรากฏว่าไม่ได้เป็นคนในท้องที่ที่เกิดเหตุแต่มาได้ภรรยาในท้องที่นั้น นายสุรพลรู้จักจำเลยที่ 1 แต่ไม่คุ้นเคยกัน เพิ่งจะมาพูดกับจำเลยที่ 1 เรื่องที่จำเลยที่ 1 มาขอให้หาคนฆ่าผู้ตายเป็นครั้งแรก จึงยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะไว้วางใจนายสุรพลผู้ซึ่งจำเลยที่ 1 พูดด้วยเป็นครั้งแรกให้หาคนมาฆ่าผู้ตายให้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองนั้น จะเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยละเอียดและมีเหตุผลที่ดียิ่งก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังในการพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันเป็นเหตุให้ต้องพิพากษายกฟ้องดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาง อรุณ จำปาอุ่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา