คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5633/2544
#91355
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันมีกัญชาจำนวน 290 แท่ง น้ำหนัก 576.200 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยโจทก์อ้างบทลงโทษตามมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาในคำขอท้ายฟ้อง มาตราดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงมาตรา 26 ซึ่งเป็นบทห้ามและข้อสันนิษฐานเด็ดขาด เกี่ยวกับการมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้ด้วย เพียงแต่โจทก์มิได้ระบุมาตรา 26 มาในคำขอท้ายฟ้อง ส่วนมาตรา 25 ที่โจทก์ระบุมานั้นไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นที่เห็นได้ว่าการที่โจทก์ระบุมาตรา 25 มาในคำขอท้ายฟ้อง เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างบท มาตราผิด เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๕, ๗๕, ๗๖, ๑๐๒ ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑ และริบยาเสพติดให้โทษของกลาง รถยนต์กระบะของกลางทั้ง ๓ คัน โจทก์จะยื่นคำร้องขอริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๐, ๓๑ ต่อไป

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ ส่วนจำเลยที่ ๕ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแยกต่างหาก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖, ๗๖ วรรคสอง (ที่ถูก พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, ๗๖ วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓) จำคุกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ ๑๔ ปี จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ คนละ ๗ ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๕, ๗๕, ๗๖, และ ๑๐๒ โดยไม่ระบุมาตรา ๒๖ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รับโทษอ้างมาตรา ๒๖ เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ต้องพิพากษายกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันมีกัญชาจำนวน ๒๙๐ แท่ง น้ำหนัก ๕๗๖.๒๐๐ กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยโจทก์อ้างบทลงโทษตามมาตรา ๗๖ แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาในคำขอท้ายฟ้อง มาตราดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงมาตรา ๒๖ ซึ่งเป็นบทห้ามและข้อสันนิษฐานเด็ดขาดเกี่ยวกับการมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้ด้วย เพียงแต่โจทก์มิได้ระบุมาตรา ๒๖ มาในคำขอท้ายฟ้อง ส่วนมาตรา ๒๕ ที่โจทก์ระบุมานั้นไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นที่เห็นได้ว่า การที่โจทก์ระบุมาตรา ๒๕ มาในคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างบทมาตราผิด เมื่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคห้า ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ดังที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกา

ปัญหาข้อที่สองที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฎีกาขอให้กำหนดโทษให้น้อยลงนั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 25 ม. 26 ม. 75 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมควร ดวงแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางภัทรนันท์ พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชนี ตั้งเจริญ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5632/2544
#41233
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงมีประสิทธิภาพในการทำลายสูงยิงเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย โดยรู้อยู่ว่าผู้เสียหายอยู่ในบ้าน หากกระสุนปืนถูกผู้เสียหายอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตของผู้เสียหายได้ ทั้งวิถีกระสุนปืนที่จำเลยจ้องยิงไปนั้นเป้าหมายอยู่บริเวณเก้าอี้ที่ผู้เสียหายนั่งดูเครื่องรับโทรทัศน์อยู่ในขณะที่จำเลยพบเห็นผู้เสียหายในครั้งแรกที่จำเลยเข้าไปในบ้าน ระดับวิถีกระสุนปืนก็อยู่ในระนาบแนวเดียวกับที่ผู้เสียหายนั่งอยู่บนเก้าอี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยเล็งเป้าหมายของวิถีกระสุนปืนไปยังที่จำเลยคาดหมายว่าผู้เสียหายจะกลับมานั่งเก้าอี้ดูเครื่องรับโทรทัศน์เหมือนเดิมที่จำเลยพบเห็นในครั้งแรกหากแต่บังเอิญผู้เสียหายยังไม่ได้กลับไปนั่งเก้าอี้เดิมเท่านั้นจึงทำให้กระสุนปืนที่จำเลยยิงไม่ถูกผู้เสียหายการกระทำของจำเลยจึงไม่บรรลุผล จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนพกขนาด 11 มม. ไม่มีหมายเลขทะเบียนประจำอาวุธปืนจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด 11 มม. จำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในทางสาธารณะ ซึ่งเป็นหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยเปิดเผย ไม่มีเหตุสมควร ไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงประทุษร้ายนายมนูญ คล้ายเกิด ผู้เสียหายจำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่าแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 91,33, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ,72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบกับมาตรา 80 ให้จำคุก10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนางยุพิน รักษา ภริยาผู้เสียหายและพี่สาวจำเลยพยานโจทก์ว่าจำเลยมาที่บ้านพูดคุยกันอยู่ที่ชุดรับแขกแต่จำเลยมีอาการเมาสุรา พยานจึงบอกให้จำเลยกลับไปนอนที่บ้านเมื่อจำเลยออกจากบ้านแล้ว ขณะพยานกำลังจะปิดประตูหน้าบ้านจำเลยใช้อาวุธปืนจ่อที่ปากประตูบ้านจ้องไปทางเครื่องรับโทรทัศน์พยานบอกให้ผู้เสียหายหลบไปที่โต๊ะ มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แล้วจำเลยก็ขึ้นรถยนต์กลับไป กระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกประตูห้องของบุตรสาว ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายนั่งดูวีดีโออยู่ในบ้าน จำเลยมาที่บ้าน ผู้เสียหายจึงไปพูดคุยกับจำเลยที่ชุดรับแขกซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่ง จำเลยมีอาการเมาสุราพูดจาซ้ำซากไปมาจึงให้จำเลยกลับไปก่อนแล้วให้มาพูดกันใหม่ในวันรุ่งขึ้นจำเลยออกจากบ้านไปขณะนางยุพินกำลังปิดประตูบ้านได้ร้องบอกให้ผู้เสียหายหลบ แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายแต่ทะลุประตูห้องบุตรสาวเข้าไปถูกตู้เสื้อผ้า ตามแผนที่สังเขปแสดงบริเวณที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายแสดงสถานที่เกิดเหตุหมาย จ.2 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงมีประสิทธิภาพในการทำลายสูงยิงเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยรู้อยู่ว่าผู้เสียหายอยู่ในบ้าน หากกระสุนปืนถูกผู้เสียหายอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตของผู้เสียหายได้ ทั้งวิถีกระสุนปืนที่จำเลยจ้องยิงไปนั้นเป้าหมายอยู่บริเวณเก้าอี้ที่ผู้เสียหายนั่งดูเครื่องรับโทรทัศน์อยู่ในขณะที่จำเลยพบเห็นผู้เสียหายในครั้งแรกที่จำเลยเข้าไปในบ้านระดับวิถีกระสุนปืนตามที่ปรากฏในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายแสดงสถานที่เกิดเหตุ ภาพที่ 2 และที่ 3 หมาย จ.2 ก็เห็นได้ว่าอยู่ในระนาบแนวเดียวกับที่ผู้เสียหายนั่งอยู่บนเก้าอี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยเล็งเป้าหมายของวิถีกระสุนปืนไปยังที่จำเลยคาดหมายว่าผู้เสียหายจะกลับมานั่งเก้าอี้ดูเครื่องรับโทรทัศน์เหมือนเดิมที่จำเลยพบเห็นผู้เสียหายในครั้งแรก หากแต่บังเอิญผู้เสียหายยังไม่ได้กลับไปนั่งเก้าอี้ที่เดิมเท่านั้น จึงทำให้กระสุนปืนที่จำเลยยิงไม่ถูกผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่บรรลุผลจำเลยจึงย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย ยุพา รักษา
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5628/2544
#41232
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คโดยไม่ได้ลงวันที่ออกเช็คอันเป็นวันกระทำความผิด คำสั่งให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอนและชื่อผู้รับเงินหรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 988(2)(4) และ (6)บังคับให้ต้องมีรายการเหล่านี้ เมื่อไม่มีรายการเหล่านี้ตั้งแต่ขณะออกเช็คจึงเป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง จำเลยผู้ออกเช็คย่อมไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาถนนสรรพสิทธิ์ เลขที่ 0075766 ลงวันที่ 13สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 1,500,000 บาท และเลขที่ 0075765 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 2,000,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและส่งมอบแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำเช็คทั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับโดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินยืมจำนวนหนึ่ง แต่เช็คพิพาททั้งสองฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้เนื่องจากเงินในบัญชีของจำเลยไม่พอจ่าย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายไพบูลย์ ราชอุดม ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานทั้งในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับคือหนี้ตามสัญญากู้เงิน 2 ฉบับ ซึ่งจำเลยทำไว้ต่อโจทก์ ฉบับแรกลงวันที่ 1 กันยายน 2538 จำนวนเงิน2,000,000 บาท และฉบับที่สองลงวันที่ 6 กันยายน 2538จำนวนเงิน 1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือนซึ่งในเบื้องต้นจำเลยได้สั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่เรียกเก็บเงินไม่ได้จนต้องมีการเปลี่ยนเช็คจนมาถึงเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ส่วนจำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานว่า ขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับยังไม่มีข้อความอื่น และจำเลยยังมีนางมิ่งสมร ทองเพ็ญ เป็นพยานเบิกความว่า นางมิ่งสมรเป็นผู้เขียนข้อความอื่นลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามที่โจทก์สั่งซึ่งขณะนั้นเช็คพิพาททั้งสองฉบับมีลายมือชื่อจำเลยสั่งจ่ายไว้แล้วนางมิ่งสมรเคยร่วมทำธุรกิจกับทั้งโจทก์และจำเลยเห็นว่า นายไพบูลย์เป็นประจักษ์พยานโจทก์เพียงปากเดียวที่รู้เห็นเกี่ยวกับการสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับโดยระบุว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ต่อหน้าตน และเบิกความตอบถามค้านทนายจำเลยว่า สำหรับข้อความอื่นที่ปรากฏในเช็คพิพาททั้งสองฉบับมีบุคคลอื่นเป็นผู้เขียน นายไพบูลย์เคยเห็นนางมิ่งสมรสกับจำเลยไปหาโจทก์ และโจทก์เคยฟ้องนางมิ่งสมรในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คแต่นายไพบูลย์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่านายไพบูลย์จำไม่ได้ว่าผู้ใดเป็นผู้เขียนข้อความในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติวิสัย เพราะนายไพบูลย์เป็นลูกจ้างของโจทก์มีหน้าที่เร่งรัดติดตามทวงถามหนี้สินให้แก่โจทก์ เช็คพิพาททั้งสองฉบับมีจำนวนเงินรวมกันสูงถึง 3,500,000 บาท หากนายไพบูลย์รู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับจริงนายไพบูลย์ก็น่าจะจำได้ว่าผู้ที่เขียนข้อความอื่นลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับคือใคร คำเบิกความของนายไพบูลย์จึงขัดต่อเหตุผลและมีน้ำหนักน้อย ผิดกับคำเบิกความของนางมิ่งสมรซึ่งสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของจำเลยว่า ขณะที่นางมิ่งสมรเขียนข้อความอื่นลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับตามที่โจทก์สั่งนั้น เช็คพิพาททั้งสองฉบับมีลายมือชื่อของจำเลยสั่งจ่ายไว้แล้ว นอกจากนี้นายไพบูลย์ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยรับว่า นายไพบูลย์เป็นผู้นำหนังสือมอบอำนาจของจำเลย พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยเป็นของโจทก์ เจือสมกับทางนำสืบของจำเลย แสดงให้เห็นว่าคำเบิกความของจำเลยมีมูลความจริง ส่วนที่นายไพบูลย์เบิกความว่า นางมิ่งสมรเคยถูกโจทก์ฟ้องก่อนมาเบิกความเป็นพยานจำเลยในคดีนี้ นายไพบูลย์ก็มิได้ยืนยันว่านางมิ่งสมรถูกโจทก์ฟ้องต่อศาลใด และถูกฟ้องเมื่อใด อันจะทำให้เห็นว่านางมิ่งสมรมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์และมีเหตุจูงใจให้เบิกความช่วยเหลือจำเลยคำเบิกความของนายไพบูลย์ในข้อนี้จึงเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ทั้งโจทก์เองก็มิได้เข้าเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่อาจทำให้รับฟังว่าคำเบิกความของนางมิ่งสมรคลาดเคลื่อนต่อความจริงและขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ยังไม่มีรายการวันที่ออกเช็คอันเป็นวันกระทำความผิด คำสั่งให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน และชื่อผู้รับเงินหรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 988(2)(4) และ (6) บังคับให้ต้องมีรายการเหล่านี้เมื่อไม่มีรายการเหล่านี้ตั้งแต่ขณะออกเช็คจึงเป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง จำเลยผู้ออกเช็คย่อมไม่มีความผิดทางอาญา จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วรวรรณ สุพัฒน์วงศ์
จำเลย — นาง ชูศรี แท่งทอง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5628/2544
#69642
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่าย เช็คพิพาทยังไม่มีรายการวันที่ออกเช็คอันเป็นวันกระทำความผิด คำสั่งให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน และชื่อผู้รับเงินหรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 988 (2) (4) และ (6) บังคับให้ต้องมีรายการเหล่านี้ เมื่อไม่มีรายการเหล่านี้ตั้งแต่ขณะออกเช็คจึงเป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง จำเลยผู้ออกเช็คย่อมไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ป.อ. มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ. 10 และ จ. 11 ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินยืมจำนวนหนึ่ง แต่เช็คพิพาททั้งสองฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้เนื่องจากเงินในบัญชีของจำเลยไม่พอจ่าย โดยขณะจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ. 10 และ จ. 11 ยังไม่มีรายการวันที่ออกเช็ค อันเป็นวันกระทำความผิด คำสั่งให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน และชื่อผู้รับเงินหรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 988 (2) (4) และ (6) บังคับให้ต้องมีรายการเหล่านี้ เมื่อไม่มีรายการเหล่านี้ตั้งแต่ขณะออกเช็คจึงเป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง จำเลยผู้ออกเช็คย่อมไม่มีความผิดทางอาญา จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 910 ม. 988 ม. 989 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรวรรณ สุพัฒน์วงศ์
จำเลย — นางชูศรี แท่งทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายชัยพร ศรีโบราณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
อำนวย เต้พันธ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5626/2544
#41231
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 37 วรรคสอง กำหนดให้ คชก. ตำบลมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่านาตามสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาที่ผู้ให้เช่าส่งมาด้วย โดยต้องพิจารณาวินิจฉัยทุกกรณีไม่มีข้อยกเว้นแม้ผู้เช่าจะไม่คัดค้านหรือไม่มีคำร้องขอให้วินิจฉัย ก็ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่าสมควรให้การเช่านาสิ้นสุดลง หรืออยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขใดตามมาตรา 37(1) ถึง (4) หรือไม่ เมื่อ คชก. ตำบลวินิจฉัยแล้วผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนา หรือผู้ให้เช่านา หรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาอาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลต่อ คชก. จังหวัดได้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และถ้าไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดก็มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีของโจทก์เมื่อ คชก. ตำบลยังมิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่านาตามมาตรา 37 วรรคสอง โจทก์ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์โดยเสนอคดีต่อศาลได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 443 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานีต่อมาโจทก์ที่ 1 ยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2ถึงที่ 4 ระหว่างที่ที่ดินเป็นของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยเช่าทำนาเมื่อปี 2539 โจทก์ทั้งสี่ประสงค์จะนำที่ดินไปประกอบเกษตรกรรมด้วยตนเองและไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าที่ดินอีกต่อไป จึงมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยและแจ้งการบอกเลิกการเช่านั้นต่อกำนันตำบลคูขวางในฐานะประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลคูขวาง(คชก. ตำบลคูขวาง) จำเลยทราบการบอกเลิกการเช่าแล้วแต่เพิกเฉยและไม่ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสี่ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่พร้อมทั้งรื้อสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ 12,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่เคยมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยและการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องมิได้ผ่านการพิจารณาวินิจฉัยของ คชก. ตำบลคูขวาง โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 443 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ต่อมาโจทก์ที่ 1ยกที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อปี 2534ตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ระหว่างที่ที่ดินพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาททำนาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2527 ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.6 จนกระทั่งวันที่ 27 มีนาคม 2538 โจทก์ทั้งสี่บอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาทต่อจำเลยตามหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่านาเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 พร้อมกับส่งสำเนาหนังสือบอกกล่าวนั้นต่อนายประเกียรติ ปิยะดำรงค์กำนันตำบลคูขวาง ประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบลคูขวาง หรือ คชก. ตำบลคูขวาง จำเลยไม่คัดค้านการบอกกล่าวเลิกการเช่าต่อ คชก. ตำบลคูขวาง และคชก. ตำบลคูขวาง มิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า คชก. ตำบลคูขวางมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 คือ พิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าเช่าการชำระค่าเช่า ระยะเวลาของการเช่าตามคำร้องขอของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่า ดังนั้น แม้มาตรา 37 วรรคสอง จะบัญญัติให้ คชก. ตำบลวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่า แต่ก็ต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 13(2)ดังกล่าวข้างต้น คือ ต้องมีคำร้องขอของผู้ให้เช่าหรือผู้เช่า เมื่อจำเลยไม่คัดค้านการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ คชก. ตำบลคูขวางจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลและ คชก. จังหวัด หมายถึงกรณีมีผู้คัดค้านหรือร้องขอเท่านั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 13 บัญญัติให้ คชก. ตำบล มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) กำหนดอัตราค่าเช่าขั้นสูงของแต่ละท้องที่ในเขตตำบลตามการจำแนกคุณภาพของที่ดินและน้ำ

(2) พิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าเช่าการชำระค่าเช่า ระยะเวลาของการเช่า ตลอดจนข้อพิพาทอื่นหรือค่าเสียหายอันเกิดจากการเช่าตามคำร้องขอของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าและมีคำสั่งใด ๆ ให้ผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าปฏิบัติหรือมิให้ปฏิบัติการใดเพื่อให้เกิดผลตามคำวินิจฉัย

(3) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ คชก. จังหวัด มอบหมาย

...ฯลฯ...

ดังนั้น อำนาจหน้าที่ของ คชก. ตำบลหาได้มีแต่เพียงที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาไม่ หากแต่ยังมีอำนาจหน้าที่อื่นตามมาตรา 13(3) คืออำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตราอื่นแห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนี้เช่น มาตรา 37 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ คชก. ตำบลพิจารณาวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่านาตามสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาที่ผู้ให้เช่าส่งมา อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายข้อนี้บังคับให้ คชก. ตำบลต้องพิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่านาของผู้ให้เช่านาทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้ผู้เช่าจะไม่คัดค้านการบอกเลิกการเช่านาหรือไม่มีคำร้องขอให้วินิจฉัยก็ตาม คชก. ตำบลจำต้องพิจารณาและวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่านานั้น ๆ ว่าสมควรให้การเช่านาสิ้นสุดลงหรือไม่ หรืออยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขใดภายใต้กรอบอำนาจที่กำหนดไว้ในตามมาตรา 37(1) ถึง (4) หรือไม่ ซึ่งเมื่อ คชก. ตำบลคูขวางวินิจฉัยแล้ว ผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนา หรือผู้ให้เช่านาที่เป็นคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาอาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลคูขวางต่อ คชก. จังหวัดได้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีของโจทก์ทั้งสี่เมื่อ คชก. ตำบลคูขวางยังมิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่านาตามเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 37 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ โจทก์ทั้งสี่ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์โดยเสนอคดีต่อศาลได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 13 ม. 37 ม. 56 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บรรจงหรือณัฐวสา บุญสุนานนท์ กับพวก
จำเลย — นาง สังวาลย์ เชื้อไทย
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5626/2544
#69250
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อปี 2534 ระหว่างที่ที่ดินพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาททำนาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2527 จนกระทั่งวันที่ 27 มีนาคม 2538 โจทก์ทั้งสี่บอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาทต่อจำเลยพร้อมกับส่งสำเนาหนังสือบอกกล่าวนั้นต่อประธานคชก. ตำบล จำเลยไม่คัดค้านการบอกกล่าวเลิกการเช่าต่อคชก. ตำบล และคชก. ตำบล มิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ เมื่อ พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 13 (3) บัญญัติให้คชก. ตำบลมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่คชก. จังหวัด มอบหมายด้วย และหาได้มีอำนาจแต่เฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 (2) ไม่ และตามมาตรา 37 วรรคสอง กำหนดให้คชก. ตำบล ต้องพิจารณาวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่านาตามสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาที่ผู้ให้เช่าส่งมาทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้นว่าสมควรให้การเช่านาสิ้นสุดลงหรือไม่หรืออยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขใดภายใต้กรอบอำนาจที่กำหนดไว้ในตามมาตรา 37 (1) ถึง (4) หรือไม่ แม้ผู้เช่าจะไม่คัดค้านการบอกเลิกการเช่านาหรือไม่มีคำร้องขอให้คชก. วินิจฉัยก็ตาม เมื่อคชก. ตำบลวินิจฉัยแล้ว ผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนา หรือผู้ให้เช่านาที่เป็นคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาอาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบล ต่อคชก. จังหวัด ได้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาที่ไม่พอใจ คำวินิจฉัยของคชก. จังหวัด มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ในกรณีของโจทก์เมื่อคชก. ตำบล ยังมิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่านาตามขั้นตอนที่ พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 37 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์โดยเสนอคดีต่อศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่พร้อมทั้งรื้อสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่เดือนละ ๑๒,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ที่ ๑ ทำนาโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่าตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ โจทก์ทั้งสี่ไม่เคยมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยและการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ตามฟ้องมิได้ผ่านการพิจารณาวินิจฉัยของคชก. ตำบลคูขวาง โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสี่บอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาทต่อจำเลยก่อนสิ้นระยะเวลาการเช่านาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี จึงเป็นการบอกเลิกการเช่านาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ ซึ่งมาตรา ๓๗ วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ผู้ให้เช่านาส่งสำเนาการบอกเลิกการเช่านา?ไปยังคชก. ตำบล? เมื่อได้รับสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาดังกล่าวแล้ว ให้คชก. ตำบลพิจารณาวินิจฉัย?" มาตรา ๕๖ บัญญัติว่า "ผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนา ผู้ให้เช่านา? อาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคชก. ตำบล ต่อคชก. จังหวัด?" และมาตรา ๕๗ บัญญัติว่า "คู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคชก. จังหวัด มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้?" ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่ส่งสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาไปยังประธานคชก. ตำบล คชก. ตำบล ต้องพิจารณาวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่านา ดังกล่าวก่อน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๗ วรรคสอง ไม่ว่าจำเลยผู้เช่านาจะคัดค้านการบอกเลิกการเช่านาหรือไม่ หากโจทก์ทั้งสี่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคชก. ตำบล จึงมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคชก. จังหวัด และศาลตามลำดับ ตามมาตรา ๕๖ และมาตรา ๕๗ การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์ทั้งสี่ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ยกที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ เมื่อปี ๒๕๓๔ ระหว่างที่ที่ดินพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาททำนาตั้งแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๒๗ จนกระทั่งวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๘ โจทก์ทั้งสี่บอกเลิกการเช่าที่ดินพิพาทต่อจำเลยพร้อมกับส่งสำเนาหนังสือบอกกล่าวนั้นต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบลคูขวาง หรือคชก. ตำบลคูขวาง จำเลยไม่คัดค้านการบอกกล่าวเลิกการเช่าต่อคชก. ตำบลคูขวาง และคชก. ตำบลคูขวาง มิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่าของโจทก์ทั้งสี่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ มาตรา ๑๓ บัญญัติให้คชก. ตำบล มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดอัตราค่าเช่าขั้นสูงของแต่ละท้องที่ในเขตตำบลตามการจำแนกคุณภาพของที่ดินและน้ำ

(๒) พิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าเช่า การชำระค่าเช่า ระยะเวลาของการเช่าตลอดจนข้อพิพาทอื่นหรือค่าเสียหายอันเกิดจากการเช่าตามคำร้องขอของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าและมีคำสั่งใด ๆ ให้ผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าปฏิบัติหรือมิให้ปฏิบัติการใดเพื่อให้เกิดผลตามคำวินิจฉัย

(๓) อำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่คชก. จังหวัด มอบหมาย

?ฯลฯ?

ดังนั้น คชก. ตำบล มีอำนาจหน้าที่อื่นตามมาตรา ๑๓ (๓) คืออำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตราอื่นแห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนี้ เช่น มาตรา ๓๗ วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ คชก. ตำบล พิจารณาวินิจฉัยการบอกเลิกการเช่านาตามสำเนาหนังสือบอกเลิกการเช่านาที่ผู้ให้เช่าส่งมา อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายข้อนี้บังคับให้ คชก. ตำบล ต้องพิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่านาของผู้ให้เช่านาทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้ผู้เช่าจะไม่คัดค้านการบอกเลิกการเช่านาหรือไม่มีคำร้องขอให้วินิจฉัยก็ตาม คชก. ตำบล จำต้องพิจารณาและวินิจฉัยหนังสือบอกเลิกการเช่านานั้น ๆ ว่าสมควรให้การเช่านาสิ้นสุดลงหรือไม่ หรืออยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขใดภายใต้กรอบอำนาจที่กำหนดไว้ในตามมาตรา ๓๗ (๑) ถึง (๔) หรือไม่ ซึ่งเมื่อ คชก. ตำบลคูขวางวินิจฉัยแล้ว ผู้เช่านา ผู้เช่าช่วงนา หรือผู้ให้เช่านาที่เป็นคู่กรณี หรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาอาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลคูขวางต่อ คชก. จังหวัดได้ตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง และคู่กรณีหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเช่านาที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคชก. จังหวัด มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีของโจทก์ทั้งสี่ เมื่อ คชก. ตำบลคูขวางยังมิได้พิจารณาวินิจฉัยหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่านาตามขั้นตอน ที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ มาตรา ๓๗ วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ โจทก์ทั้งสี่ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์โดยเสนอคดีต่อศาลได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 13 (2) (3) ม. 37 วรรคสอง ม. 56 ม. 57 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบรรจงหรือณัฐวสา บุญสุนานนท์ กับพวก
จำเลย — นางสังวาลย์ เชื้อไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608/2544
#41230
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นคำสั่งในหน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมจำเลย ทั้งพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 มาตรา 87 วรรคท้าย ก็บัญญัติอีกว่า ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยดังกล่าวให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น บทบัญญัติใดที่กำหนดเงื่อนไขให้บุคคลดังกล่าวต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นกรณีกระทำโดยเจตนาเท่านั้น ดังนั้น บทบัญญัติ มาตรา 41(4)ที่ให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน จึงหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบโดยจงใจและไม่มีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบ เมื่อโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าบริษัทนายจ้างยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ และโจทก์ไม่ได้จงใจไม่ส่งเงินสมทบทั้งไม่มีพฤติการณ์ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบ ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์จึงยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 41(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) และเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 โจทก์ออกจากงานเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2535 เนื่องจากเกษียณอายุ โจทก์ได้สมัครเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 39 จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตนเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2536โดยกำหนดให้นำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เนื่องจากบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดให้มีการตอบแทนพนักงานเกษียณอายุที่ใช้ความรู้ความสามารถปฏิบัติงานตลอดมาโดยบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ออกเงินสมทบและนำส่งเงินสมทบให้แก่จำเลยแทนโจทก์ตลอดมาตั้งแต่เริ่มเป็นผู้ประกันตามมาตรา 33 และการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โจทก์ไม่เคยนำส่งเงินสมทบด้วยตนเอง ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2542กองเงินสมทบซึ่งเป็นหน่วยงานของจำเลยได้มีหนังสือที่ รส 0704/0971ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 แจ้งว่าโจทก์ไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542จึงสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม2541 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลย ขอให้โจทก์กลับเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไป จำเลยได้มีคำวินิจฉัยที่ 867/2542 ลงวันที่ 5พฤศจิกายน 2542 ให้ยกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ โจทก์ไม่มีเจตนาไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน โจทก์ไม่ได้นำส่งเงินสมทบเนื่องจากโจทก์ไม่ทราบว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งยกเลิกการนำส่งเงินสมทบให้โจทก์นำส่งเงินสมทบต่อกองทุนประกันสังคมเองโจทก์ไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งยกเลิกฉบับดังกล่าว การขาดส่งเงินสมทบจึงเป็นพฤติการณ์พิเศษอันมิได้เกิดจากความผิดของโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0704/0971 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จำเลยที่ 867/2542 และให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541

จำเลยให้การว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) แต่ได้สิ้นสภาพการเป็นพนักงานเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2535 เนื่องจากครบเกษียณอายุ หลังจากนั้นโจทก์ได้เป็นผู้ประกันตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2536 และเดิมบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)เป็นผู้ส่งเงินสมทบแทนโจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2536 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2541 จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบการยกเลิกการนำส่งเงินสมทบ ให้โจทก์นำส่งเงินสมทบแก่กองทุนประกันสังคมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 หนังสือแจ้งฉบับดังกล่าวส่งถึงภูมิลำเนาโจทก์และมีผู้รับแทนโดยชอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ขาดส่งเงินสมทบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 รวมระยะเวลา 3 เดือนติดต่อกัน กองเงินสมทบจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2542แจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่วันที่ 1ธันวาคม 2541 โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ขอให้พิจารณารับโจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไป คณะกรรมการอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์ โดยเห็นว่าที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ทราบหนังสือแจ้งการยกเลิกการส่งเงินสมทบเนื่องจากผู้รับหนังสือแทนมีสติไม่สมประกอบนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้รับหนังสือแทนสามารถตอบคำถามเข้าใจได้ดีมีอายุเกิน 20 ปี อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับโจทก์ กรณีดังกล่าวจึงไม่ใช่พฤติการณ์ที่จำเป็นที่จะขยายระยะเวลาและดำเนินการนำส่งเงินสมทบได้ตามมาตรา 66แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539เมื่อโจทก์ขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย การที่โจทก์เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และต่อมาการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงเนื่องจากสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ถ้าโจทก์ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไปตามมาตรา 39 โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามที่กฎหมายกำหนดการที่นายจ้างส่งเงินสมทบแทนโจทก์นั้น ไม่ทำให้หน้าที่ในการส่งเงินสมทบของโจทก์สิ้นสุดลงไปแต่ประการใด กรณีนายจ้างของโจทก์หยุดส่งเงินสมทบถ้าโจทก์ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งเงินสมทบต่อไปด้วย เมื่อขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ให้โจทก์ทราบก่อนที่จะมีการยกเลิก และจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ทราบถึงการยกเลิกดังกล่าวหรือมีเจตนาจงใจไม่ส่งเงินสมทบจนเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ต้องสิ้นสุดลง พฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่า การที่โจทก์ขาดส่งเงินสมทบเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายได้เพราะมีพฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ มีเหตุอันควรขยายระยะเวลาให้โจทก์ได้ดำเนินการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเดือนที่ขาดส่งให้ครบตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539 มาตรา 66 และให้โจทก์คงมีสิทธิเป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิม พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0704/0971ที่ให้โจทก์สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 867/2542 ให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 โดยขยายระยะเวลาให้โจทก์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเดือนที่ยังขาดส่งให้ครบภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า จำเลยไม่ได้เป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ออกคำสั่งตามฟ้อง การสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เป็นผลของกฎหมายโดยตรง จำเลยไม่จำต้องมีคำสั่งหรือคำวินิจฉัย จำเลยไม่ได้ทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตนรวมถึงการสิ้นสุดของความเป็นผู้ประกันตนที่เป็นปัญหาพิพาทในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยตามมาตรา 39ว่าหากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยให้ผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการสุดท้ายมีว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้งภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป ตามมาตรา 39 และจำเลยได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 ส่วนบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนของโจทก์ในการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เมื่อบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)ไม่นำส่งเงินสมทบให้แก่กองทุน ย่อมถือได้ว่าโจทก์ขาดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนรวมเป็นเวลา 3 เดือน ติดต่อกัน กรณีไม่ใช่พฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ โจทก์จะอ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539มาตรา 66 ไม่ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533ออกมาใช้บังคับโดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น บทบัญญัติมาตราใดที่กำหนดเงื่อนไขให้บุคคลดังกล่าวต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นกรณีกระทำโดยเจตนาเท่านั้น มาตรา 41(4) ที่บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน จึงหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบโดยจงใจและไม่มีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังว่า โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ และโจทก์ไม่ได้จงใจไม่ส่งเงินสมทบทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์จึงยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 41(4)ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 39 ม. 41 ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มานิดา กาญจนาคม
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608/2544
#69249
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตน รวมถึงการสิ้นสุดของความเป็นผู้ประกันตน อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยตามมาตรา 39 ว่า หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยให้ผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้เมื่อจำเลยแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย

พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น บทบัญญัติมาตราใดที่กำหนดเงื่อนไขให้บุคคลดังกล่าวต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นกรณีกระทำโดยเจตนาเท่านั้น มาตรา 41 (4) ที่บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกันจึงหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบโดยจงใจ และไม่มีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบ โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่า ธนาคาร ท. นายจ้างโจทก์ยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์และโจทก์ไม่ได้จงใจไม่ส่งเงินสมทบ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบ ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์จึงยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 41 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0704/0971 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จำเลยที่ 867/2542 และให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันตนต่อเนื่องจากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ให้โจทก์ทราบก่อนที่จะมีการยกเลิก และจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ทราบถึงการยกเลิกดังกล่าวหรือมีเจตนาจงใจไม่ส่งเงินสมทบจนเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ต้องสิ้นสุดลง พฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่า การที่โจทก์ขาดส่งเงินสมทบเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายได้ เพราะมีพฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ มีเหตุอันควรขยายระยะเวลาให้โจทก์ได้ดำเนินการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเดือนที่ขาดส่งให้ครบตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 66 และให้โจทก์คงมีสิทธิเป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิม พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0704/0971 ที่ให้โจทก์สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 867/2542 ให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องจากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 โดยขยายระยะเวลาให้โจทก์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเดือนที่ยังขาดส่งให้ครบภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ลักษณะ 2 หมวด 1 บัญญัติให้เรื่องการเป็นผู้ประกันตน รวมถึงการสิ้นสุดของความเป็นผู้ประกันตน อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของสำนักงานประกันสังคมจำเลย และยังให้สิทธิแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนต่อจำเลยตามมาตรา 39 ว่า หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมที่สั่งการตามกฎหมายฉบับนี้ ให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่งตามมาตรา 85 คณะกรรมการอุทธรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 86 ก็เป็นคณะกรรมการของจำเลยโดยให้ผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อต้องการให้คณะกรรมการอุทธรณ์ได้ตรวจสอบคำสั่งของเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงเป็นคำสั่งในหน่วยงานของจำเลย นอกจากนี้มาตรา 87 วรรคท้าย ยังได้บัญญัติรับรองสิทธิของโจทก์ไว้อีกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ดังนี้ เมื่อจำเลยแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยมีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้งภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป ตามมาตรา 39 และจำเลยได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้ว ส่วนบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนของโจทก์ในการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เมื่อบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ไม่นำส่งเงินสมทบให้แก่กองทุนย่อมถือได้ว่าโจทก์ขาดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนรวมเป็นเวลา 3 เดือน ติดต่อกัน กรณีไม่ใช่พฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ โจทก์จะอ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 66 ไม่ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ออกมาใช้บังคับโดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่น บทบัญญัติมาตราใดที่กำหนดเงื่อนไขให้บุคคลดังกล่าวต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นกรณีกระทำโดยเจตนาเท่านั้น มาตรา 41 (4) ที่บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน จึงหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบโดยจงใจและไม่มีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบ เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังว่า โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าบริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยกเลิกการส่งเงินสมทบแทนโจทก์ และโจทก์ไม่ได้จงใจไม่ส่งเงินสมทบ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบ ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์จึงยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 41 (4) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 205
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 55
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 39 ม. 41 (4) ม. 85 ม. 86 ม. 87
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 31
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมานิดา กาญจนาคม
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจารุณี ตันตยาคม
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5603/2544
#41229
เปิดฉบับเต็ม

การจำนำเครื่องจักรโดยคู่สัญญาจำนำตกลงให้ ช. กรรมการของลูกหนี้เป็นผู้รักษาทรัพย์สินจำนำและลูกหนี้เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำในการประกอบธุรกิจของตนมาโดยตลอด ซึ่งเครื่องจักรนั้นผู้จำนำสั่งซื้อเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อผลิตสินค้าออกจำหน่ายสร้างรายได้และนำเงินชำระคืนแก่ผู้รับจำนำการจำนำเครื่องจักรจึงเป็นหนทางที่สะดวกและรวดเร็วกว่าการทำจำนอง แสดงให้เห็นถึงเจตนาของลูกหนี้ที่ต้องการใช้เครื่องจักรนำมาผลิตสินค้าเพื่อประโยชน์ของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าสัญญาจำนำจะมีข้อตกลงว่า แม้ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำก็ตามก็เป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาที่แท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 171 เมื่อเจตนาที่แท้จริงของลูกหนี้ต้องการใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินที่จำนำ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับจำนำเครื่องจักรยอมให้ลูกหนี้เข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำ ย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 769(2) แล้ว สิทธิจำนำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงระงับสิ้นไปผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรตามกฎหมายล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทไพรัชวอเตอร์เฮ้าส์ คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอริ่งจำกัด เป็นผู้ทำแผนของลูกหนี้เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งบริษัทไพรัชวอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์สเอฟเอเอส จำกัด เป็นผู้ทำแผนคนใหม่ของลูกหนี้ตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 116 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินสัญญากู้เงินสกุลเงินตราต่างประเทศ สัญญารับชำระหนี้ สัญญารับมอบสินค้าเชื่อ โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1074 และ 1169 ตำบลศาลาแดงอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2536 สัญญาจำนองเครื่องจักรลงวันที่ 24กันยายน 2536 รวม 235 เครื่อง และสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ภายในวงเงินและดอกเบี้ยตามสัญญาก่อนเป็นเงินทั้งสิ้น 4,220,039,187.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยจากต้นเงิน 3,418,860.40 บาท (มูลหนี้อันดับ 1) จากต้นเงิน1,326,140,000 บาท (มูลหนี้อันดับ 4) จากต้นเงิน 1,300,000,000 บาท และ 32,495,094.72 บาท (มูลหนี้อันดับ 5)จากต้นเงิน 210,362,620.88 บาท (มูลหนี้อันดับ 6.2) ดอกเบี้ยตามสัญญาจากต้นเงิน 99,999,994 บาท (มูลหนี้อันดับ 2) ดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญาจากต้นเงิน 10,821,570.74 บาท (มูลหนี้อันดับ 3)ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10.25 ต่อปี จากต้นเงิน 58,834,574.97 บาทและ 577,728,266.78 บาท (มูลหนี้อันดับ 6.1 และ 6.3) นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2541 (วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ)จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 156เป็นผู้มีส่วนได้เสียขอคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ภายในวงเงินและดอกเบี้ยตามสัญญาดังกล่าวเนื่องจากองค์ประกอบสำคัญในการจำนำจะต้องมีการส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำให้แก่ผู้รับจำนำเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้หรือตกลงกันให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้ แต่เมื่อพิจารณาตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ระหว่างลูกหนี้ผู้จำนำกับผู้คัดค้านที่ 1 ผู้รับจำนำและสัญญารักษาทรัพย์สินจำนำลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ผู้รับจำนำกับนายชาญ อัศวโชค ผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ เห็นได้ว่า นายชาญซึ่งเป็นกรรมการลูกหนี้ถือเป็นตัวแทนของผู้จำนำ มิใช่เป็นการให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำ ทั้งเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินจำนำยังคงอยู่ในครอบครองของผู้จำนำและผู้จำนำเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำในการประกอบธุรกิจของตนมาโดยตลอด แสดงว่าผู้รับจำนำยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำ จำนำย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 769(2) ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ผู้รับจำนำและไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกันในส่วนของหลักประกันที่เป็นเครื่องจักรตามสัญญาจำนำเครื่องจักร ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้านที่ 2 ในส่วนที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ลูกหนี้กู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1เพื่อซื้อเครื่องจักรมาใช้ในการผลิตสินค้า โดยผู้คัดค้านที่ 1 รับจำนำเครื่องจักรไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ และลูกหนี้ได้ทำสัญญาจำนำเครื่องจักรให้ไว้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19กรกฎาคม 2538 การจำนำไม่ระงับสิ้นไปตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง เพราะโดยสภาพเครื่องจักรมีขนาดใหญ่ ขนย้ายลำบาก ทั้งลูกหนี้ต้องอาศัยเครื่องจักรในการผลิตสินค้าซึ่งเป็นที่มาของรายได้ลูกหนี้เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และเครื่องจักรยังไม่สามารถจดทะเบียนเครื่องจักรได้ทันทีลูกหนี้จึงมิได้จดทะเบียนจำนองเครื่องจักร แต่ได้ทำสัญญาจำนำเครื่องจักรไว้ก่อนโดยพฤติการณ์ลูกหนี้ได้ส่งมอบเครื่องจักรที่จำนำให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ครอบครองแต่ด้วยสภาพของเครื่องจักรใหญ่ยากแก่การขนย้ายไปเก็บรักษา ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมอบเครื่องจักรที่จำนำให้นายชาญ อัศวโชค เป็นผู้เก็บรักษา โดยนายชาญทำสัญญารักษาทรัพย์สินจำนำไว้ต่อผู้คัดค้านที่ 1 แม้นายชาญจะมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการลูกหนี้ แต่ก็กระทำในฐานะส่วนตัว ไม่ใช่กระทำในฐานะตัวแทนลูกหนี้และลูกหนี้ยินยอมให้นายชาญเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำ ผู้คัดค้านที่ 1สามารถเข้าตรวจตราและขนย้ายเครื่องจักรจำนำได้ทุกเวลา สัญญาจำนำเครื่องจักรระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้จึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 และสัญญารักษาทรัพย์สินจำนำลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ลูกหนี้ในฐานะผู้จำนำได้ส่งมอบเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินจำนำให้แก่ผู้รับจำนำโดยมีผู้รักษาทรัพย์สินจำนำคือนายชาญ อัศวโชค ซึ่งกระทำในฐานะส่วนตัว มิใช่กระทำในฐานะกรรมการหรือพนักงานลูกหนี้ และในสัญญารักษาทรัพย์สินจำนำไม่มีข้อความระบุว่าผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ คือ บุคคลของลูกหนี้จึงเป็นการตกลงกันให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้และไม่ใช่เรื่องผู้รับจำนำยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำ เพราะตามสัญญาจำนำเครื่องจักรคู่สัญญาตกลงกันให้ผู้รักษาทรัพย์สินจำนำตามสัญญารักษาทรัพย์สินจำนำเป็นผู้รักษาเครื่องจักร ถึงแม้ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำ แต่ถ้าว่ายังอยู่ในครอบครองของผู้รักษาทรัพย์สินจำนำข้อตกลงตามสัญญาจำนำเครื่องจักรและสัญญารักษาทรัพย์สินจำนำดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกัน คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม2538 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวนและนัดฟังคำสั่ง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ชอบหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 บัญญัติว่า "อันว่าจำนำนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้จำนำ ส่งมอบสังหาริมทรัพย์สิ่งหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจำนำ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้" ดังนั้น การที่ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงทำสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 โดยมีเงื่อนไขระบุในข้อ 1 ว่าผู้จำนำตกลงจำนำเครื่องจักรตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาไว้แก่ผู้รับจำนำและได้ส่งมอบเครื่องจักรดังกล่าวให้แก่ผู้รับจำนำหรือผู้รักษาทรัพย์สินจำนำเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ทุกลักษณะซึ่งผู้จำนำเป็นหนี้ผู้รับจำนำ และข้อ 3. คู่สัญญาตกลงกันให้ผู้รักษาทรัพย์สินจำนำตามสัญญารักษาทรัพย์สินจำนำท้ายสัญญานี้เป็นผู้รักษาเครื่องจักรแทนผู้รับจำนำ ถ้าแม้ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำ ก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำ แต่ถือว่ายังอยู่ในครอบครองของผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ และตามสัญญารักษาทรัพย์สินจำนำลงวันที่ 19กรกฎาคม 2538 ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้รับจำนำกับนายชาญอัศวโชค ผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ ซึ่งระบุว่าได้กระทำในฐานะส่วนตัวเมื่อพิจารณาจากสัญญาทั้งสองฉบับแล้ว ถือได้ว่าลูกหนี้ได้ส่งมอบเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินจำนำให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงกันให้นายชาญเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1ยอมให้เครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้จำนำ จำนำจึงระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 769(2) หรือไม่เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากสัญญาจำนำเครื่องจักรมีถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษรในข้อ 3. ว่า คู่สัญญาจำนำตกลงกันให้ผู้รักษาทรัพย์สินจำนำเป็นผู้รักษาเครื่องจักร แม้ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำแต่ถือว่ายังอยู่ในครอบครองของผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เครื่องจักรที่จำนำนั้นนายชาญเป็นผู้รักษาทรัพย์สินจำนำโดยลูกหนี้เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำในการประกอบธุรกิจของตนมาโดยตลอดโดยนายปกรณ์ สุวรรณวัฒนะ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้านที่ 1 ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่ 2ว่า ทรัพย์สินจำนำเป็นเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศ ผู้จำนำสั่งซื้อเข้ามาเพื่อผลิตสินค้าออกจำหน่ายการเดินเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าออกมาได้เร็วเท่าใดก็สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้จำนำซึ่งสามารถนำมาชำระคืนให้แก่ผู้รับจำนำ การจำนำเครื่องจักรจึงเป็นหนทางที่สะดวกรวดเร็วกว่าการทำจำนองแสดงให้เห็นถึงเจตนาของลูกหนี้ที่ต้องการที่จะใช้เครื่องจักรนำมาผลิตสินค้าเพื่อประโยชน์ของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้คำนึงถึงการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต การที่ลูกหนี้ทำสัญญาจำนำเครื่องจักรไว้ โดยมีถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษรระบุว่าแม้ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ ก็เป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 เมื่อเจตนาที่แท้จริงของลูกหนี้ต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินจำนำ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับจำนำเครื่องจักรยอมให้ลูกหนี้เข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำ ย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 769(2) แล้วสิทธิจำนำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงระงับสิ้นไปตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โดยเห็นชอบตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้านที่ 2 ในส่วนที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 769 (2)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — ผู้ร้องคัดค้าน
ผู้ร้อง — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้อง — ลูกหนี้
ผู้ร้อง — บริษัท อัลฟาเทค อีเล็คโทรนิคส์ (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5603/2544
#99409
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจำนำเครื่องจักรระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านระบุว่า คู่สัญญาตกลงกันให้ผู้รักษาทรัพย์สินจำนำเป็นผู้รักษาเครื่องจักร แม้ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเครื่องจักรที่จำนำนั้น ช. เป็นผู้รักษาโดยลูกหนี้เป็นผู้ใช้ประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของตนมาโดยตลอด จึงเป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 เมื่อเจตนาที่แท้จริงของลูกหนี้ต้องการที่ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำ การที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับจำนำยอมให้ลูกหนี้เข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำเป็นการยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำตาม ป.พ.พ. มาตรา 769 (2) แล้ว สิทธิจำนำจึงระงับสิ้นไป ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ คอร์ปอเรท รีสตรัคเจอริ่ง จำกัด เป็นผู้ทำแผนของลูกหนี้เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์ส เอฟเอเอส จำกัด เป็นผู้ทำแผนคนใหม่ของลูกหนี้ตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้านที่ 2 ในส่วนที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า สัญญาจำนำเครื่องจักรระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับลูกหนี้มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าหนี้มีประกัน คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ศาลล้มละลายกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวนและนัดฟังคำสั่ง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 747 บัญญัติว่า "อันว่าจำนำนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้จำนำ ส่งมอบสังหาริมทรัพย์สิ่งหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจำนำ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้" ดังนั้น การที่ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงทำสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 โดยมีเงื่อนไขระบุในข้อ 1 ว่า ผู้จำนำตกลงจำนำเครื่องจักรตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาไว้แก่ผู้รับจำนำและได้ส่งมอบเครื่องจักรดังกล่าวให้แก่ผู้รับจำนำหรือผู้รักษาทรัพย์สินจำนำเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ทุกลักษณะซึ่งผู้จำนำเป็นหนี้ผู้รับจำนำ และข้อ 3. คู่สัญญาตกลงกันให้ผู้รักษาทรัพย์สินจำนำตามสัญญารักษาทรัพย์สินจำนำท้ายสัญญานี้เป็นผู้รักษาเครื่องจักรแทนผู้รับจำนำ ถ้าแม้ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำ ก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำ แต่ถือว่ายังอยู่ในครอบครองของผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ และตามสัญญารักษาทรัพย์สินจำนำลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้รับจำนำกับนายชาญผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ ซึ่งระบุว่าได้กระทำในฐานะส่วนตัวเมื่อพิจารณาจากสัญญาทั้งสองฉบับแล้ว ถือได้ว่าลูกหนี้ได้ส่งมอบเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินจำนำให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงกันให้นายชาญเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ยอมให้เครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้จำนำ จำนำจึงระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 769 (2) หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากสัญญาจำนำเครื่องจักรมีถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษรในข้อ 3. ว่า คู่สัญญาจำนำตกลงกันให้ผู้รักษาทรัพย์สินจำนำเป็นผู้รักษาเครื่องจักร แม้ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ แต่ถือว่ายังอยู่ในครอบครองของผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เครื่องจักรที่จำนำนั้นนายชาญเป็นผู้รักษาทรัพย์สินจำนำโดยลูกหนี้เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำในการประกอบธุรกิจของตนมาโดยตลอด โดยนายปกรณ์ผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้านที่ 1 ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ทรัพย์สินจำนำเป็นเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศ ผู้จำนำสั่งซื้อเข้ามาเพื่อผลิตสินค้าออกจำหน่ายการเดินเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าออกมาได้เร็วเท่าใดก็สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้จำนำ ซึ่งสามารถนำมาชำระคืนให้แก่ ผู้รับจำนำ การจำนำเครื่องจักรจึงเป็นหนทางที่สะดวกรวดเร็วกว่าการทำจำนอง แสดงให้เห็นถึงเจตนาของลูกหนี้ที่ต้องการที่จะใช้เครื่องจักรนำมาผลิตสินค้าเพื่อประโยชน์ของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้คำนึงถึงการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต การที่ลูกหนี้ทำสัญญาจำนำเครื่องจักรไว้ โดยมีถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษรระบุว่า แม้ผู้จำนำจะได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเครื่องจักรที่จำนำก็ไม่ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำ ก็เป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 เมื่อเจตนาที่แท้จริงของลูกหนี้ต้องการที่จะให้ประโยชน์จากเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินจำนำ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับจำนำเครื่องจักรยอมให้ลูกหนี้เข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินจำนำ ย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินจำนำกลับคืนไปสู่ครอบครองของผู้จำนำตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 769 (2) แล้ว สิทธิจำนำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงระงับสิ้นไปตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โดยเห็นชอบตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้านที่ 2 ในส่วนที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามสัญญาจำนำเครื่องจักรลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 747 ม. 769 (2)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้คัดค้าน — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัทอัลฟาเทค อิเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5584/2544
#42021
เปิดฉบับเต็ม

ความชำรุดบกพร่องอันเกิดจากการที่ผนังบางส่วนมีรอยแตกร้าวบริเวณระหว่างกำแพงที่เป็นปูนหรือส่วนที่เป็นพื้นกับวงกบอะลูมิเนียมของบานประตูหน้าต่างมีรอยต่อไม่สนิทหรือบางส่วนยาซิลิคอนไม่ทั่วทำให้น้ำฝนสามารถซึมเข้ามาได้นั้น เป็นความชำรุดบกพร่องอันไม่เห็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบ เมื่อมีน้ำฝนตกหนักน้ำฝนซึมเข้ามาจึงจะรู้ว่ามีการชำรุดบกพร่องดังกล่าว แม้ตัวแทนโจทก์เข้าไปสำรวจตรวจสอบแล้ว ก็เป็นการตรวจสอบเพียงว่ามีทรัพย์สินใดเสียหายบ้าง แต่บุคคลดังกล่าวไม่มีความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง การที่ตัวแทนโจทก์เสนอให้โจทก์หาผู้เชี่ยวชาญมาทำการตรวจสอบและโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัท อ. เข้าไปตรวจสอบจึงเป็นการกระทำที่สมควร จะถือว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องแล้วแต่เวลานั้นยังไม่ได้ เมื่อต่อมาบริษัท อ. ตรวจสอบเสร็จและเสนอรายการซ่อมให้โจทก์ทราบ จึงถือได้ว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องนับแต่เวลานั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันดังกล่าวคดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 256,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2535 โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากจำเลยและได้รับโอนการครอบครองไปเรียบร้อยแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้เข้าอยู่อาศัยต่อมาประมาณกลางปี 2538 โจทก์ประสงค์จะเข้าอยู่อาศัย จึงได้ให้ช่างเข้าไปตกแต่ง ขณะกำลังตกแต่งอยู่นั้น ถึงต้นเดือนกันยายน 2538 เกิดมีฝนตกหนัก น้ำฝนรั่วซึมเข้าไปในห้องชุดพิพาท ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2539 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในข้อแรกว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นเวลาปีหนึ่ง นับแต่เวลาที่พบเห็นความชำรุดบกพร่อง จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 474 หรือไม่ โจทก์มีนายสุริยน สัจจาวณิชย์ ผู้ดูแลผลประโยชน์ ของโจทก์ นายฉัตรบดี จารุสกุล ทนายความโจทก์ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบความเสียหาย และนายสิทธิชัย จิรประเสริฐกุล เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นโจทก์ได้มอบหมายให้นายสุริยนไปทำการตรวจสอบพร้อมกับนายฉัตรบดีเมื่อประมาณเดือนกันยายน 2538 พบว่าพื้นห้องและขอบผนังห้องมีรอยด่างซึ่งเกิดจากน้ำรั่วซึม วอลล์เปเปอร์ฉีกขาดหลุดออก พื้นไม้ปาเก้โป่งนูนขึ้นมา ผนังห้องมีรอยแตก พรมปูพื้นผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องปรับอากาศชำรุดเสียหาย ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 จึงได้แนะนำโจทก์ให้ติดต่อหาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบว่าความเสียหายเกิดจากอะไร บริษัทอาคเนย์การช่าง จำกัด ตรวจสอบพบว่าความเสียหายเกิดจากผนังบางส่วนมีรอยแตกร้าว และบริเวณระหว่างกำแพงที่เป็นปูนหรือส่วนที่เป็นพื้นกับวงกบอะลูมิเนียมของบานประตูหน้าต่างมีรอยต่อไม่สนิทหรือบางส่วนยาซิลิคอนไม่ทั่ว ทำให้น้ำฝนสามารถซึมเข้ามาตามห้องชุดตามรอยร้าวหรือรอยต่อที่ไม่สนิทนั้น จึงเกิดความเสียหายดังกล่าวข้างต้น ตามรายงานการสำรวจตรวจสอบเอกสารหมาย จ.4และได้เสนอค่าซ่อมเป็นเงิน 211,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.4 ฝ่ายจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าข้อนำสืบดังกล่าวไม่เป็นความจริง และรับว่าห้องชุดที่ขายให้แก่โจทก์เป็นห้องโล่ง ยังไม่มีการตกแต่งภายใน ปกติจำเลยจะรับผิดชอบห้องชุดต่อผู้ซื้อภายในกำหนดเวลา 1 ปีเท่านั้น เห็นว่า ความชำรุดบกพร่องอันเกิดจากการที่ผนังบางส่วนมีรอยแตกร้าวบริเวณระหว่างกำแพงที่เป็นปูนหรือส่วนที่เป็นพื้นกับวงกบอะลูมิเนียมของบานประตูหน้าต่างมีรอยต่อไม่สนิทหรือบางส่วนยาซิลิคอนไม่ทั่ว ทำให้น้ำฝนสามารถซึมเข้ามาได้นั้นเป็นความชำรุดบกพร่องอันไม่เห็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบ เมื่อมีน้ำฝนหนัก น้ำฝนซึมเข้ามาจึงจะรู้ว่ามีการชำรุดบกพร่องดังกล่าว แม้โจทก์จะได้มอบหมายให้นายสุริยนและนายฉัตรบดีซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนโจทก์เข้าไปสำรวจตรวจสอบเมื่อประมาณเดือนกันยายน 2538 ก็เป็นการตรวจสอบเพียงว่ามีทรัพย์สินใดเสียหายบ้าง แต่บุคคลทั้งสองไม่มีความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง ทั้งในระหว่างนั้นโจทก์ได้ว่าจ้างให้บุคคลอื่นเข้ามาทำการตกแต่งภายในอยู่ด้วยจึงอาจมีการตอกตะปูใช้สว่านเจาะหรืออื่นใด อันเป็นปกติธรรมดาของการตกแต่ง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดรอยแตกร้าวได้ การที่บุคคลทั้งสองเสนอให้โจทก์ติดต่อหาผู้เชี่ยวชาญมาทำการตรวจสอบและโจทก์ได้ว่าจ้างให้บริษัทอาคเนย์การช่าง จำกัด ซึ่งมีความรู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำการตรวจสอบให้แน่ชัด จึงเป็นการกระทำที่สมควรจะถือว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องแล้วแต่เวลานั้นยังไม่ได้เมื่อต่อมาบริษัทอาคเนย์การช่าง จำกัด ได้ตรวจสอบเสร็จและเสนอรายการซ่อมให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2538 ตามเอกสารหมาย จ.4 จึงถือได้ว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องของห้องชุดพิพาทนับแต่เวลานั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2539 ยังไม่พ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต่อไปตามฎีกาโจทก์ว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทอาคเนย์การช่าง จำกัด ตรวจสอบความเสียหายเป็นเงิน 5,000 บาท ค่าจ้างทนายความ 30,000 บาท และค่าซ่อมแซมอาคารและทรัพย์สินที่เสียหายเป็นเงิน 211,000 บาท ตามใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.4 ฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบแก้ว่า ไม่เป็นความจริงอย่างไร เห็นว่า ค่าจ้างตรวจสอบสาเหตุแห่งความเสียหายรวมทั้งทรัพย์สินที่เสียหายเป็นเงิน 5,000 บาท และค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 211,000 บาท นั้น เป็นผลโดยตรงจากความชำรุดบกพร่องของห้องชุดพิพาท และเป็นจำนวนที่สมควรจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนค่าจ้างทนายความ 30,000 บาท นั้น แม้จะฟังว่า เป็นความจริงก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ได้กำหนดอัตราค่าทนายความไว้ในตาราง 6 โดยให้ศาลกำหนดค่าทนายความให้แก่ผู้ชนะคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรระหว่างอัตราขั้นต่ำและอัตราขั้นสูง โดยให้พิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบดูเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าความเรื่องนั้น ไม่ประสงค์จะให้คู่ความกำหนดอัตราค่าทนายความกันเองแล้วมาเรียกจากอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งในคดีนี้ศาลก็จะได้กำหนดอัตราค่าทนายความตามบทบัญญัติดังกล่าว ไว้ตอนท้ายของคำพิพากษาอยู่แล้วจึงไม่กำหนดให้โจทก์ อนึ่ง ที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของค่าเสียหายดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องนั้น ไม่ปรากฏแน่ชัดว่า โจทก์จ่ายเงินค่าตรวจสอบไปเมื่อวันใด ส่วนค่าซ่อมแซมนั้นขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้ซ่อมโจทก์จึงเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับจากวันตามขอไม่ได้ เห็นควรกำหนดให้นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าจ้างตรวจสอบจำนวน 5,000 บาท และค่าซ่อมแซมอาคารพิพาทจำนวน 211,000 บาทรวมเป็นเงิน 216,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 472 ม. 474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พงษ์ศิริ ประเสริฐมนูกิจ
จำเลย — บริษัท พีคทาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5584/2544
#69504
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากจำเลยและได้รับโอนการครอบครองไปเรียบร้อยแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้เข้าอยู่อาศัย ต่อมาประมาณกลางปี 2538 โจทก์ประสงค์จะเข้าอยู่อาศัย จึงได้ให้ช่างเข้าไปตกแต่ง ในระหว่างนั้นเกิดมีฝนตกหนัก น้ำฝนรั่วซึมเข้าไปในห้องชุดพิพาท ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ความเสียหายเกิดจากผนังบางส่วนมีรอยแตกร้าว และบริเวณระหว่างกำแพงที่เป็นปูนหรือส่วนที่เป็นพื้นกับวงกบอะลูมิเนียมของบานประตูหน้าต่างมีรอยต่อไม่สนิทหรือบางส่วนยาซิลิโคนไม่ทั่ว ทำให้น้ำฝนสามารถซึมเข้ามาตามห้องชุดตามรอยร้าวหรือรอยต่อที่ไม่สนิทเป็นความชำรุดบกพร่องอันไม่เห็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบ ต่อเมื่อมีฝนตกหนัก น้ำฝนซึมเข้ามาจึงจะรู้ว่ามีการชำรุดบกพร่อง แม้โจทก์จะได้มอบหมายให้ตัวแทนโจทก์เข้าไปสำรวจตรวจสอบ ก็เป็นการตรวจสอบเพียงว่ามีทรัพย์สินใดเสียหายบ้าง แต่บุคคลทั้งสองไม่มีความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง การที่ตัวแทนโจทก์เสนอให้โจทก์ติดต่อหาผู้เชี่ยวชาญมาทำการตรวจสอบและโจทก์ได้ว่าจ้างให้ผู้ซึ่งมีความรู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำการตรวจสอบให้แน่ชัด จึงเป็นการกระทำที่สมควร เมื่อผู้เชียวชาญได้ตรวจสอบเสร็จและเสนอรายการซ่อมให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2538 จึงถือได้ว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องของห้องชุดพิพาทนับแต่เวลานั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2539 ยังไม่พ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

ค่าจ้างตรวจสอบสาเหตุแห่งความเสียหายรวมทั้งทรัพย์สินที่เสียหายและค่าซ่อมแซมเป็นผลโดยตรงจากความชำรุดบกพร่องของห้องชุดพิพาทที่จำเลยขายให้โจทก์และเป็นจำนวนที่สมควร จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

ป.วิ.พ. ได้กำหนดอัตราค่าทนายความไว้ในตาราง 6 โดยให้ศาลกำหนดค่าทนายความให้แก่ผู้ชนะคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรระหว่างอัตราขั้นต่ำและอัตราขั้นสูง โดยให้พิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบดูเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าความเรื่องนั้น ไม่ประสงค์จะให้คู่ความกำหนดอัตราค่าทนายความกันเองแล้วมาเรียกจากอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งศาลจะกำหนดค่าทนายความไว้ตอนท้ายของคำพิพากษา มิใช่กำหนดตามที่ผู้ชนะคดีจ่ายไปจริง

ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าโจทก์จ่ายเงินค่าตรวจสอบไปเมื่อวันใด ส่วนค่าซ่อมแซมขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้ซ่อม โจทก์จึงเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับจากวันตามขอไม่ได้ ศาลกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโจทก์ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ ๒๑๗/๘๖ ชั้น ๒๐ - ๒๑ ชื่ออาคารชุดคริสตัลการ์เด้น จากจำเลยในราคา ๕,๙๙๖,๑๔๖ บาท ต่อมาประมาณกลางปี ๒๕๓๘ โจทก์ทำการตกแต่งภายในห้องชุด หลังจากนั้นประมาณกลางเดือนกันยายน ๒๕๓๘ มีน้ำฝนไหลซึมตามผนังบริเวณหน้าต่างและส่วนอื่น ๆ ของห้องชุดได้รับความเสียหายโจทก์ว่าจ้างบริษัทอาคเนย์การช่าง จำกัด สำรวจและประเมินค่าเสียหาย แล้วรายงานว่าความเสียหายเกิดจากผนังบางส่วนมีรอยร้าวและบริเวณระหว่างกำแพงที่เป็นปูนหรือพื้นกับวงกบอลูมิเนียมของบานประตูหน้าต่างมีรอยต่อไม่สนิทหรือบางส่วนยาซิลิโคนไม่ทั่ว ค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๑๑,๐๐๐ บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยใช้ค่าเสียหายหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดค่าเสียหาย ค่าจ้างสำรวจความเสียหายและค่าทนายความ รวมเป็นเงิน ๒๕๖,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน ๒๕๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและไม่ชำรุดบกพร่อง ความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเกิดขึ้นภายหลังจากโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์จากจำเลยนานเกือบ ๓ ปี ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นเพียงการคาดคะเนและไกลเกินเหตุ โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากความชำรุดบกพร่องในห้องชุดภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์และเป็นวันที่โจทก์ควรพบเห็นความชำรุดบกพร่อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ยุติว่าเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๕ โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากจำเลยและได้รับโอนการครอบครองไปเรียบร้อยแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้เข้าอยู่อาศัย ต่อมาประมาณกลางปี ๒๕๓๘ โจทก์ประสงค์จะเข้าอยู่อาศัย จึงได้ให้ช่างเข้าไปตกแต่ง ขณะกำลังตกแต่งอยู่นั้นถึงต้นเดือนกันยายน ๒๕๓๘ เกิดมีฝนตกหนัก น้ำฝนรั่วซึมเข้าไปในห้องชุดพิพาททำให้ทรัพย์สินเสียหาย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในข้อแรกว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นเวลาปีหนึ่ง นับแต่เวลาที่พบเห็นความชำรุดบกพร่องจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๗๔หรือไม่ โจทก์มีนายสุริยน สัจจาวณิชย์ ผู้ดูแลผลประโยชน์ของโจทก์นายฉัตรบดี จารุสกุล ทนายความโจทก์ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบความเสียหาย และนายสิทธิชัย จิรประเสริฐกุล เบิกความเป็นพยานว่าเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นโจทก์ได้มอบหมายให้นายสุริยนไปทำการตรวจสอบพร้อมกับนายฉัตรบดีเมื่อประมาณเดือนกันยายน ๒๕๓๘ พบว่าพื้นห้องและขอบผนังห้องมีรอยด่างซึ่งเกิดจากน้ำรั่วซึม วอลล์เปเปอร์ฉีกขาดหลุดออก พื้นไม้ปาเก้โป่งนูนขึ้นมา ผนังห้องมีรอยแตก พรมปูพื้นผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์และเครื่องปรับอากาศชำรุดเสียหาย ตามภาพถ่ายหมาย จ.๓ จึงได้แนะนำโจทก์ให้ติดต่อหาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบว่าความเสียหายเกิดจากอะไร บริษัทอาคเนย์การช่าง จำกัด ตรวจสอบ พบว่าความเสียหายเกิดจากผนังบางส่วนมีรอยแตกร้าว และบริเวณระหว่างกำแพงที่เป็นปูนหรือส่วนที่เป็นพื้นกับวงกบอลูมีเนียมของบานประตูหน้าต่างมีรอยต่อไม่สนิทหรือบางส่วนยาซิลิโคนไม่ทั่ว ทำให้น้ำฝนสามารถซึ่มเข้ามาตามห้องชุดตามรอยร้าวหรือรอยต่อที่ไม่สนิทนั้น จึงเกิดความเสียหายดังกล่าวข้างต้นตามรายงานการสำรวจตรวจสอบเอกสารหมาย จ.๕ และได้เสนอราคาค่าซ่อมเป็นเงิน ๒๑๑,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๔ ฝ่ายจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าข้อนำสืบดังกล่าวไม่เป็นความจริงและรับว่าห้องชุดที่ขายให้แก่โจทก์เป็นห้องโล่ง ยังไม่มีการตกแต่งภายใน ปกติจำเลยจะรับผิดชอบห้องชุดต่อผู้ซื้อภายในกำหนดเวลา ๑ ปี เท่านั้น เห็นว่า ความชำรุดบกพร่องอันเกิดจากการที่ผนังบางส่วนมีรอยแตกร้าวบริเวณระหว่างกำแพงที่เป็นปูนหรือส่วนที่เป็นพื้นกับวงกบอลูมิเนียมของบานประตูหน้าต่างมีรอยต่อไม่สนิทหรือบางส่วนยาซิลิโคนไม่ทั่ว ทำให้น้ำฝนสามารถซึมเข้ามาได้นั้นเป็นความชำรุดบกพร่องอันไม่เห็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบ เมื่อมีน้ำฝนตกหนัก น้ำฝนซึมเข้ามาจึงจะรู้ว่ามีการชำรุดบกพร่องดังกล่าว แม้โจทก์จะได้มอบหมายให้นายสุริยนและนายฉัตรบดีซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนโจทก์เข้าไปสำรวจตรวจสอบเมื่อประมาณเดือนกันยายน ๒๕๓๘ ก็เป็นการตรวจสอบเพียงว่ามีทรัพย์สินใดเสียหายบ้าง แต่บุคคลทั้งสองไม่มีความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างทั้งในระหว่างนั้นโจทก์ได้ว่าจ้างให้บุคคลอื่นเข้ามาทำการตกแต่งภายในอยู่ด้วยจึงอาจมีการตอกตะปูใช้สว่านเจาะหรืออื่นใด อันเป็นปกติธรรมดาของการตกแต่ง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดรอยแตกร้าวได้ การที่บุคคลทั้งสองเสนอให้โจทก์ติดต่อหาผู้เชี่ยวชาญมาทำการตรวจสอบและโจทก์ได้ว่าจ้างให้บริษัทอาคเนย์การช่าง จำกัด ซึ่งมีความรู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำการตรวจสอบให้แน่ชัด จึงเป็นการกระทำที่สมควร จะถือว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องแล้วแต่เวลานั้นยังไม่ได้ เมื่อต่อมาบริษัทอาคเนย์การช่าง จำกัด ได้ตรวจสอบเสร็จและเสนอรายการซ่อมให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๘ ตามเอกสารหมาย จ.๔ จึงถือได้ว่าโจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่องของห้องชุดพิพาทนับแต่เวลานั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ ยังไม่พ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

มีปัญหาต่อไปตามฎีกาโจทก์ว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทอาคเนย์การช่าง จำกัด ตรวจสอบความเสียหายเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท บาท ค่าจ้างทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท และค่าซ่อมแซมอาคารและทรัพย์สินที่เสียหายเป็นเงิน ๒๑๑,๐๐๐ บาท ตามใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.๔ ฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบแก้ว่าไม่เป็นความจริงอย่างไร เห็นว่า ค่าจ้างตรวจสอบสาเหตุแห่งความเสียหายรวมทั้งทรัพย์สินที่เสียหายเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท และค่าซ่อมแซมเป็นเงิน ๒๑๑,๐๐๐ บาท นั้น เป็นผลโดยตรงจากความชำรุดบกพร่องของห้องชุดพิพาท และเป็นจำนวนที่สมควร จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนค่าจ้างทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท นั้น แม้จะฟังว่าเป็นความจริงก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดอัตราค่าทนายความไว้ในตาราง ๖ โดยให้ศาลกำหนดค่าทนายความให้แก่ผู้ชนะคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรระหว่างอัตราขั้นต่ำและอัตราขั้นสูง โดยให้พิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบดูเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าความเรื่องนั้นไม่ประสงค์จะให้คู่ความกำหนดอัตราค่าทนายกันเองแล้วเรียกจากอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งในคดีนี้ศาลก็จะได้กำหนดอัตราค่าทนายความตามบทบัญญัติดังกล่าวไว้ตอนท้ายของคำพิพากษาอยู่แล้วจึงไม่กำหนดให้โจทก์ อนึ่ง ที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของค่าเสียหายดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องนั้น ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าโจทก์จ่ายเงินค่าตรวจสอบไปเมื่อวันใด ส่วนค่าซ่อมแซมนั้น ขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้ซ่อมโจทก์จึงเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับจากวันตามขอไม่ได้ เห็นควรกำหนดให้นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าจ้างตรวจสอบจำนวน ๕,๐๐๐ บาท และค่าซ่อมแซมอาคารพิพาทจำนวน ๒๑๑,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒๑๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมททั้งสามศาลโดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ด้วย

นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยฯ

นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์ ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 474
ป.วิ.พ. ม. ตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
ประเสริฐมนูกิจ — นายพงษ์ศิริ
จำกัด — บริษัทพีคทาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5580/2544
#44002
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยมีข้อต่อสู้รวม 16 ประเด็น แต่คดีไม่มีการชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นจึงนำประเด็นต่าง ๆ ในคำให้การของจำเลยบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกันมาวินิจฉัยรวมกันเป็น 9 ประเด็น โดยมิได้วินิจฉัยเรียงตามประเด็นในคำให้การของจำเลย ซึ่งจำเลยก็อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้ง 9 ประเด็น และขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นที่อ้างว่าขาดไป 7 ประเด็นด้วย ศาลอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยโดยยกประเด็นที่เห็นว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยขึ้นมาวินิจฉัยให้ก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา และในตอนท้ายศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าสำหรับอุทธรณ์นอกจากนี้ของจำเลยไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้แสดงว่าเมื่อจำเลยอุทธรณ์ตามข้อต่อสู้ในคำให้การทั้ง 16 ประเด็นศาลอุทธรณ์ก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนหนึ่งประเด็น เนื่องจากเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีและศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย จากนั้นได้หยิบยกข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นมาวินิจฉัยจนครบถ้วนทุกประเด็น และได้ตรวจวินิจฉัยอุทธรณ์ที่เหลือแล้วเห็นว่าไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยศาลอุทธรณ์จึงไม่วินิจฉัยให้ ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยครบทั้ง 16 ประเด็น ตามข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยแล้วคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) จึงไม่มีเหตุให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,098,230.41 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 971,437.74 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,051,230.41 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 971,437.74 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 สิงหาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่หรือไม่จำเลยฎีกาว่า ตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ได้เสนอต่อศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2541 ข้อ 2. 2.1 ถึง 2.5 ในสาระสำคัญที่ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีโดยมิได้หยิบยกประเด็นสาระสำคัญที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้โดยชอบอย่างแจ้งชัดในคำให้การฉบับลงวันที่ 10พฤศจิกายน 2540 ขึ้นวินิจฉัยและศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกข้ออุทธรณ์ตามข้อ 2. 2.1 ถึง 2.5 ขึ้นวินิจฉัยในคำพิพากษาและพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีโดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อข้อต่อสู้ที่ชอบตามรายละเอียดในคำอุทธรณ์จำเลยฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม2541 ข้อ 2. 2.1 ถึง 2.5 ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยมาตามลำดับชั้นศาลอย่างถูกต้อง เพราะเหตุยังมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยคำพิพากษา คำสั่ง การพิจารณาและการวินิจฉัยเป็นข้ออุปสรรคขัดขวาง อันทำให้จำเลยไม่อาจหยิบยกขึ้นว่ากล่าวเป็นข้อฎีกาเสนอต่อศาลฎีกาได้โดยชอบ จึงขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247, 240, 242(3)(4), 243 มีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นในคดีนี้โดยขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการพิพากษาใหม่ตามข้อที่จำเลยยกต่อสู้ว่ากล่าวให้ครบถ้วน เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยได้ทำสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนนายหน้าเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ โดยจำเลยมอบหมายให้โจทก์ดำเนินการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ให้แก่จำเลยและจำเลยตกลงชำระเงินค่าซื้อหลักทรัพย์ที่สั่งให้โจทก์ซื้อแต่ละคราวพร้อมค่าธรรมเนียมและ/หรือค่านายหน้าแก่โจทก์ตามที่ตกลงขอวงเงินทดรองจ่ายจากโจทก์เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อหลักทรัพย์เป็นวงเงินทดรองจ่ายประเภทที่ 3 เป็นการซื้อขายหุ้นในบัญชีมาร์จินประเภท พี/เอ็น มาร์จิน (P/N MARGIN) ต่อมาจำเลยได้สั่งให้โจทก์ซื้อหุ้นในบัญชีมาร์จิน ประเภทพี/เอ็น มาร์จิน หลายครั้ง โจทก์ได้ดำเนินการซื้อให้โดยออกเงินทดรองไปก่อน ในที่สุดหลังจากหักเงินชำระหนี้แล้วจำเลยมียอดหนี้ส่วนขาดทุนจากการซื้อขายหุ้นค้างชำระในบัญชีมาร์จินประเภท พี/เอ็น มาร์จิน เป็นต้นเงิน 971,437.74 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องวันที่ 29 สิงหาคม 2540 เป็นเงิน79,792.67 บาท รวมเป็นเงิน 1,051,230.41 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 971,437.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสิ้นว่าไม่ต้องรับผิดตามฟ้องโดยยกข้อต่อสู้รวม 16 ประเด็น และขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน1,051,230.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน971,437.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วตั้งประเด็นขึ้นวินิจฉัยรวม 9 ประเด็น โดยศาลชั้นต้นยกประเด็นเรื่องคำขอวงเงินทดรองจ่ายเพื่อซื้อหลักทรัพย์ตามฟ้องต้องปิดอากรแสตมป์ในฐานะเป็นลักษณะตราสารกู้ยืมตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยไว้ในประเด็นข้อที่ 3 และวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องเรียกหนี้จากจำเลยตามสัญญาตัวแทนนายหน้าโดยมีคำขอวงเงินทดรองจ่ายเพื่อซื้อหลักทรัพย์เป็นเอกสารประกอบ มิได้ฟ้องโดยอาศัยคำขอวงเงินทดรองจ่ายดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม กรณีจึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ในฐานะเป็นลักษณะตราสารกู้ยืมตามประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่าคำขอวงเงินทดรองจ่ายดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 หรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ชัดแจ้งในคำให้การแล้ว จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าจำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้จำนวน 16 ประเด็น แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้ในคำพิพากษาเพียง 9 ประเด็น จึงขาดไป 7 ประเด็น จำเลยได้บรรยายกล่าวอ้างเป็นอุทธรณ์ทั้งเจ็ดประเด็นต่อศาลอุทธรณ์ และอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งเก้าประเด็นด้วย และขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งหรือคำพิพากษากลับแก้ ยก ให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาใหม่หรือขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเลยได้อุทธรณ์มาพร้อมกับพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาโดยยกประเด็นที่เป็นฐานของคดีซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยขึ้นมาเป็นประเด็นวินิจฉัยให้แล้วว่า คำขอวงเงินทดรองจ่ายเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่จำเลยกระทำต่อโจทก์นั้นไม่ขัดต่อกฎหมายและใช้บังคับกันได้ จากนั้นศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยทุกประเด็นของคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่จำเลยอุทธรณ์โดยในตอนท้ายศาลอุทธรณ์ได้กล่าวไว้ในคำพิพากษาว่า อนึ่ง สำหรับอุทธรณ์นอกจากนี้ของจำเลยไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้ แล้วพิพากษายืน ดังนี้ แม้ในคำให้การของจำเลยจะมีข้อต่อสู้รวม 16 ประเด็น แต่คดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นจึงได้นำประเด็นต่าง ๆ ในคำให้การของจำเลยบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกันมาวินิจฉัยรวมกันเป็น 9 ประเด็น โดยมิได้วินิจฉัยเรียงตามประเด็นในคำให้การของจำเลยซึ่งจำเลยก็อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งเก้าประเด็นนั้นและขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นที่อ้างว่าขาดไป 7 ประเด็นด้วย ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยโดยยกประเด็นที่เห็นว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยขึ้นมาวินิจฉัยให้ก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาและในตอนท้ายศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า อนึ่ง สำหรับอุทธรณ์นอกจากนี้ของจำเลยไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้ แสดงว่าเมื่อจำเลยอุทธรณ์ตามข้อต่อสู้ในคำให้การทั้งสิบหกประเด็น ศาลอุทธรณ์ก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนหนึ่งประเด็น เนื่องจากเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีและศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยจากนั้นได้หยิบยกข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นมาวินิจฉัยจนครบถ้วนทุกประเด็นและได้ตรวจวินิจฉัยอุทธรณ์ที่เหลือแล้วเห็นว่าไม่เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้ ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยครบทั้งสิบหกประเด็นตามข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) จึงไม่มีเหตุให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นาย ประเสริฐศักดิ์ นริพทะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5576/2544
#41228
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ประการใดอันเกิดขึ้นหรือเกี่ยวกับการกระทำโดยมิชอบในการถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกภาพนั้น โจทก์ย่อมต้องใช้สิทธิเรียกร้องมาในคราวเดียวกันทั้งหมด การที่โจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆอันเกิดแก่การที่โจทก์ต้องขาดจากสมาชิกภาพของจำเลยที่ 1รวมไปกับฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1ในคดีก่อน แต่กลับมาเรียกร้องในคดีนี้โดยอาศัยเหตุแห่งการถอดถอนโจทก์ออกจากสมาชิกภาพคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงิน650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การทำนองเดียวกันว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการของสหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด จำเลยที่ 1 โจทก์เป็นสมาชิกและเป็นกรรมการดำเนินการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ในฐานะกรรมการดำเนินการได้มีมติถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2531 โจทก์กับพวกซึ่งเป็นกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 อีกคนหนึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนมติดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองให้เพิกถอนมติคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 2(10)/2531 (ที่ให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1) ปรากฎตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 26056/2531 ของศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3295/2537 ระหว่างนายสุรพล นพคุณวัฒนากุล ที่ 1 นายสำรวย กฤษณคุปต์ ที่ 2 โจทก์ กับสหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัดจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ในคดีดังกล่าวยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นคณะกรรมการผู้ลงมติในคดีดังกล่าวเรียกค่าเสียหายฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นคดีนี้ กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งแปดได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 26056/2531ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยไว้ว่าพฤติการณ์ของโจทก์(โจทก์ที่ 1 ในคดีดังกล่าว) ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสดงตนเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ซื่อตรงต่อจำเลยที่ 1 (จำเลยในคดีดังกล่าว) หรือทำให้จำเลยที่ 1เสียหายอันเป็นเหตุให้ที่ประชุม (จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8) ลงมติถอดถอนสมาชิกภาพของโจทก์ที่ 1 มติของที่ประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบ ด้วยเหตุนี้การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน สาเหตุก็เนื่องมาจากจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 กรรมการได้มีมติถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531 ดังนั้นโจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ประการใดอันเกิดขึ้นหรือเกี่ยวกับการกระทำโดยมิชอบในการถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกภาพนั้นโจทก์ย่อมต้องใช้สิทธิเรียกร้องมาในคราวเดียวกันทั้งหมด การที่โจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ อันเกิดแก่การที่โจทก์ต้องขาดจากสมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 รวมไปกับการฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แต่กลับมาเรียกร้องในคดีนี้โดยอาศัยเหตุแห่งการถอดถอนโจทก์ออกจากสมาชิกภาพคราวเดียวกันซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 26056/2531 ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ปัญหานี้แม้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้และไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เมื่อเห็นสมควรเพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และ มาตรา 247

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต้องรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้โจทก์บรรยายในคำฟ้องข้อ 2ได้ความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นได้ประชุมคณะกรรมการดำเนินการครั้งที่ 2(10)/2531 และมีมติถอดถอนสมาชิกภาพของโจทก์อ้างว่าโจทก์กระทำการไม่ซื่อตรงหรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 พ.ศ. 2518 ข้อ 13(9) โดยมติดังกล่าวยังได้ถอดถอนสมาชิกภาพของนายสำรวย กฤษณคุปต์สมาชิกของจำเลยที่ 1 หมายเลข 555 อีกคนหนึ่งด้วย เนื่องจากโจทก์และนายสำรวยได้คัดค้านการเลิกจ้างนางสาวเกษมศานต์ ชมภูแดงอดีตเจ้าหน้าที่การเงินของจำเลยที่ 1 และโจทก์กับนายสำรวยยังได้ไปเบิกความเป็นพยานศาลให้แก่นางสาวเกษมศานต์ที่ศาลแรงงานกลางในคดีที่นางสาวเกษมศานต์เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 กรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จนศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่นางสาวเกษมศานต์ 33,000 บาท โจทก์จึงได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนมติดังกล่าวและหลังจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนมติกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้จดแจ้งโจทก์กลับเข้าเป็นสมาชิกตามเดิม และบรรยายในคำฟ้องข้อ 3 ว่าการที่จำเลยที่ 1 ถอดถอนสมาชิกภาพของโจทก์ตามฟ้องข้อ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8ประสงค์ให้โจทก์พ้นจากการเป็นกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1จึงเป็นการแกล้งหรือจงใจใช้สิทธิที่มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่โจทก์ก็นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จงใจกลั่นแกล้งโจทก์อย่างไร นอกจากนี้ตามบันทึกรายงานการประชุมครั้งที่ 2(10)/2531 ปรากฏว่าในวันประชุมดังกล่าวมีกรรมการมาร่วมประชุมทั้งหมด 10 คน คือโจทก์ นายสำรวย จำเลยที่ 2ถึงที่ 8 และนายคำ สายสุด และมีระเบียบวาระการประชุมรวม 9 วาระการพิจารณาถอดถอนจากสมาชิกภาพอยู่ในระเบียบวาระที่ 5 โดยคณะอนุกรรมการสอบสวนความผิดของสมาชิกที่ประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ที่ 3 กับนางสาวจิดาพร วิทยปิยานนท์ ได้เสนอรายงานผลการสอบสวนสมาชิกจำนวน 3 ราย คือ โจทก์ นายสำรวย กฤษณคุปต์และนายเอก ครุฑปรีชาวรรณ โดยคณะอนุกรรมการเสนอความเห็นให้ถอดถอนออกจากสมาชิกภาพทั้งสามราย คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า สมาชิกทั้งสามรายกระทำผิดข้อบังคับของจำเลยที่ 1พ.ศ. 2518 ข้อ 13(9) จึงลงมติให้ถอดถอนโจทก์ นายสำรวยและนายเอกออกจากสมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 โดยกรรมการที่เห็นชอบให้ถอดถอนสมาชิกภาพของโจทก์มีจำนวน 7 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการถอดถอน 1 คน คือนายคำ สายสุดเป็นการลงมติด้วยคะแนน 2 ใน 3 ของกรรมการที่มาประชุม ถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และคณะกรรมการอื่นของจำเลยที่ 1 ได้ประชุมในระเบียบวาระอื่นต่อไปคือ รับทราบรายงานกิจการและรายงานกิจการรถเช่าประจำเดือนมกราคม 2531 พิจารณาคำร้องทุกข์ของสมาชิกรวม 7 เรื่อง และเรื่องอื่น ๆ อีก 6 เรื่อง แสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มาประชุมและลงมติให้ถอดถอนโจทก์ออกจากสมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการกระทำหน้าที่ในการประชุมตามปกติ ไม่ได้มีเจตนาหรือจงใจกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใดแม้ภายหลังศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าพฤติการณ์ของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสดงตนเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ซื่อตรงต่อจำเลยที่ 1 หรือทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายก็ตาม ก็เป็นเรื่องของดุลยพินิจและความเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 วรรคสอง, 77 และ 812 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรพล นพคุณวัฒนากุล
จำเลย — สหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สมชัย สายเชื้อ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5576/2544
#69555
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน เนื่องมาจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 กรรมการได้มีมติถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ประการใดอันเกิดขึ้นหรือเกี่ยวกับการกระทำโดยมิชอบในการถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกภาพนั้น โจทก์ย่อมต้องใช้สิทธิเรียกร้องมาในคราวเดียวกันทั้งหมด การที่โจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ อันเกิดแก่การที่โจทก์ต้องขาดจากสมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 รวมไปกับการฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แต่กลับมาเรียกร้องในคดีนี้โดยอาศัยเหตุแห่งการถอดถอนโจทก์ออกจากสมาชิกภาพคราวเดียวกันซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ปัญหานี้แม้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้และไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เมื่อเห็นสมควรเพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

สหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้ประชุมคณะกรรมการดำเนินการและมีมติถอดถอนสมาชิกภาพของโจทก์ อ้างว่าโจทก์กระทำการไม่ซื่อตรงหรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนมติดังกล่าว และหลังจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนมติกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้จดแจ้งโจทก์กลับเข้าเป็นสมาชิกตามเดิม และโจทก์บรรยายในคำฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 1 ถอดถอนสมาชิกภาพของโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ประสงค์ให้โจทก์พ้นจากการเป็นกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการแกล้งหรือจงใจใช้สิทธิที่มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่โจทก์ก็นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จงใจกลั่นแกล้งโจทก์อย่างไร และการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มาประชุมและลงมติให้ถอดถอนโจทก์ออกจากสมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการกระทำหน้าที่ในการประชุมตามปกติ ไม่ได้มีเจตนาหรือจงใจกลั่นแกล้งโจทก์ แม้ภายหลังศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสดงตนเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ซื่อตรงต่อจำเลยที่ 1 หรือทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย ก็เป็นเรื่องของดุลยพินิจและความเห็นที่แตกต่างกัน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคสอง, 77 และ 812

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นสหกรณ์ประเภทสหกรณ์บริการมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นกรรมการดำเนินการ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้ลงมติถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ไม่ซื่อตรง หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนมติดังกล่าวคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติของจำเลยทั้งหมดดังกล่าว การที่จำเลยทั้งแปดมีมติถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกเป็นเหตุให้โจทก์ต้องขาดจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ขาดประโยชน์จากการนำรถออกรับจ้าง และทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงเกียรติคุณอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 650,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงิน 650,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการของสหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด จำเลยที่ 1 โจทก์เป็นสมาชิกและเป็นกรรมการดำเนินการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ในฐานะกรรมการดำเนินการได้มีมติถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2531 โจทก์กับพวกซึ่งเป็นกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 อีกคนหนึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนมติดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองให้เพิกถอนมติคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 2 (10) /2531 (ที่ให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1) ปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 26056/2531 ของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3295/2537 ระหว่าง นายสุรพล นพคุณวัฒนากุล ที่ 1 นายสำรวย กฤษณคุปต์ ที่ 2 โจทก์ กับสหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด จำเลย หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ในคดีดังกล่าวยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นคณะกรรมการผู้ลงมติในคดีดังกล่าวเรียกค่าเสียหายฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นคดีนี้

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งแปดได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 26056/2531 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยได้ว่า พฤติการณ์ของโจทก์ (โจทก์ที่ 1 ในคดีดังกล่าว) ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสดงตนเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ซื่อตรงต่อจำเลยที่ 1 (จำเลยในคดีดังกล่าว) หรือทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายอันเป็นเหตุให้ที่ประชุม (จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8) ลงมติถอดถอนสมาชิกภาพของโจทก์ที่ 1 มติของที่ประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยเหตุนี้การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน สาเหตุก็เนื่องมาจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 กรรมการได้มีมติถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531 ดังนั้นโจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ประการใดอันเกิดขึ้นหรือเกี่ยวกับการกระทำโดยมิชอบในการถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นสมาชิกภาพนั้น โจทก์ย่อมต้องใช้สิทธิเรียกร้องมาในคราวเดียวกันทั้งหมด การที่โจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ อันเกิดแก่การที่โจทก์ต้องขาดจากสมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 รวมไปกับการฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แต่กลับมาเรียกร้องในคดีนี้โดยอาศัยเหตุแห่งการถอดถอนโจทก์ออกจากสมาชิกภาพคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 26056/2531 ของศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ปัญหานี้แม้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้และไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เมื่อเห็นสมควรเพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต้องรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้โจทก์บรรยายในคำฟ้องข้อ 2 ได้ความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งเป็นคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ขณะนั้นได้ประชุมคณะกรรมการดำเนินการครั้งที่ 2 (10)/2531 และมีมติถอดถอนสมาชิกภาพของโจทก์อ้างว่าโจทก์กระทำการไม่ซื่อตรงหรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 พ.ศ. 2518 ข้อ 13 (9) โดยมติดังกล่าวยังได้ถอดถอนสมาชิกภาพของนายสำรวย กฤษณคุปต์ สมาชิกของจำเลยที่ 1 หมายเลข 555 อีกคนหนึ่งด้วย เนื่องจากโจทก์และนายสำรวยได้คัดค้านการเลิกจ้างนางสาวเกษมศานต์ ชมภูแดง อดีตเจ้าหน้าที่การเงินของจำเลยที่ 1 และโจทก์กับนายสำรวยยังได้ไปเบิกความเป็นพยานศาลให้แก่นางสาวเกษมศานต์ที่ศาลแรงงานกลางในคดีที่นางสาวเกษมศานต์เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 กรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จนศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่นางสาวเกษมศานต์ 33,000 บาท โจทก์จึงได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนมติดังกล่าว และหลังจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนมติกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้จดแจ้งโจทก์กลับเข้าเป็นสมาชิกตามเดิม และบรรยายในคำฟ้องข้อ 3 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ถอดถอนสมาชิกภาพของโจทก์ตามฟ้องข้อ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ประสงค์ให้โจทก์พ้นจากการเป็นกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแกล้งหรือจงใจใช้สิทธิที่มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่โจทก์ก็นำสืบไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จงใจกลั่นแกล้งโจทก์อย่างไร นอกจากนี้ตามบันทึกรายงานการประชุมครั้งที่ 2 (10)/2531 เอกสารหมาย จ.4 ปรากฏว่าในวันประชุมดังกล่าวมีกรรมการมาร่วมประชุมทั้งหมด 10 คน คือ โจทก์ นายสำรวย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และนายคำ สายสุด และมีระเบียบวาระการประชุม 9 วาระ การพิจารณาถอดถอนจากสมาชิกภาพอยู่ในระเบียบวาระที่ 5 โดยคณะอนุกรรมการสอบสวนความผิดของสมาชิกที่ประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ที่ 3 กับนางสาวจิดาพร วิทยปิยานนท์ ได้เสนอรายงานผลการสอบสวนสมาชิกจำนวน 3 ราย คือ โจทก์ นายสำรวย กฤษณคุปต์ และนายเอก ครุฑปรีชาวรรณ โดยคณะอนุกรรมการเสนอความเห็นให้ถอดถอนออกจากสมาชิกภาพทั้งสามราย คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า สมาชิกทั้งสามรายกระทำผิดข้อบังคับของจำเลยที่ 1 พ.ศ. 2518 ข้อ 13 (9) จึงลงมติให้ถอดถอนโจทก์ นายสำรวยและนายเอกออกจากสมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 โดยกรรมการที่เห็นชอบให้ถอดถอนสมาชิกภาพของโจทก์มีจำนวน 7 คน คือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการถอดถอน 1 คน คือ นายคำ สายสุด เป็นการลงมติด้วยคะแนน 2 ใน 3 ของกรรมการที่มาประชุม ถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และคณะกรรมการอื่นของจำเลยที่ 1 ได้ประชุมในระเบียบวาระอื่นต่อไป คือรับทราบ รายงานกิจการและรายงานกิจการรถเช่าประจำเดือนมกราคม 2531 พิจารณาคำร้องทุกข์ของสมาชิก รวม 7 เรื่อง และเรื่องอื่น ๆ อีก 6 เรื่อง แสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มาประชุมและลงมติให้ถอดถอนโจทก์ออกจากสมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการกระทำหน้าที่ในการประชุมตามปกติ ไม่ได้มีเจตนาหรือจงใจกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด แม้ภายหลังศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าพฤติการณ์ของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสดงตนเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ซื่อตรงต่อจำเลยที่ 1 หรือทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายก็ตาม ก็เป็นเรื่องของดุลยพินิจและความเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคสอง, 77 และ 812

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 วรรคสอง ม. 77 ม. 420 ม. 812
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 148 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพล นพคุณวัฒนากุล
จำเลย — สหกรณ์แท็กซี่สยาม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สมชัย สายเชื้อ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5566/2544
#267732
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้ารูปตา 1 ตา และเครื่องหมายการค้ารูปนกอินทรี 1 ตัว และจำเลยได้ทำเครื่องหมายการค้ารูปตา 3 ตา ประกอบกับนกอินทรี 3 ตัว แต่ลักษณะดวงตามีรัศมี 19 เส้น เหมือนรูปตาตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์และรูปนกอินทรีก็ถือกิ่งไม้ 1 กิ่ง กับลูกศร 3 ดอก เหมือนรูปนกอินทรีตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์เช่นกัน คงต่างกันแต่จำนวนดวงตาและจำนวนนกอินทรีเท่านั้น และจำเลยได้นำเครื่องหมายการค้าที่ทำขึ้นไปใช้กับสินค้าของจำเลยนำออกจำหน่าย อันแสดงให้เห็นได้ถึงเจตนาของจำเลยที่จะทำให้ประชาชนสับสน หลงผิด หลงเชื่อว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำเลียนขึ้นและนำไปใช้กับสินค้านั้นเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ย่อมเป็นความผิดตามคำฟ้องได้ โดยไม่จำต้องคำนึงถึงกรณีที่จำเลยทำเลียนเครื่องหมายการค้านั้นแล้ว จำเลยจะนำไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้หรือไม่ หรือนายทะเบียนจะรับจดทะเบียนให้หรือไม่

โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าวนั้น เป็นเพียงเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำเลียนขึ้นนั้น ในภาพรวมของแต่ละเครื่องหมายมีลักษณะเพียงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์เท่านั้น ไม่ได้เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทุกประการจนถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนทั้งสองเครื่องหมายนี้เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน และแม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหานี้ฎีกาขึ้นมาโดยตรงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นความผิด ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

การที่โจทก์จะขอให้ศาลบังคับตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 116 ต้องปรากฏในขณะที่ยื่นคำขอว่าจำเลยได้กระทำการหรือกำลังจะกระทำการปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีคำขอดังกล่าวมาท้ายคำฟ้องซึ่งบรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดข้อหาปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ระหว่างเดือนมกราคม 2536 ถึงปลายเดือนมกราคม 2540 อันเป็นการแสดงว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวเสร็จสิ้นไป ก่อนวันที่โจทก์มีคำขอมาท้ายคำฟ้องประมาณ 7 เดือน ไม่ใช่กรณีที่กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำการหรือกำลังจะกระทำการดังกล่าวในขณะที่โจทก์มีคำขอให้ศาลบังคับตามมาตรา 116 คำขอของโจทก์เช่นนี้จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 116 ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาบังคับให้จำเลยระงับหรือละเว้นการปลอม เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กรณีเช่นนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 273, 274 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 107, 108, 109 และมีคำสั่งให้จำเลยระงับหรือละเว้นการปลอม เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 116

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 274 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109, 116 การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหมายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 90,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 60,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยระงับหรือละเว้นการปลอม เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 274 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 107, 109 การกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองเป็นเครื่องหมายการค้ารูปตา 1 ตา และเครื่องหมายการค้ารูปนกอินทรี 1 ตัว และจำเลยได้ทำเครื่องหมายการค้ารูปตา 3 ตา ประกอบกับนกอินทรี 3 ตัว แต่ลักษณะดวงตามีรัศมี 19 เส้น เหมือนรูปตาตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง และรูปนกอินทรีก็ถือกิ่งไม้ 1 กิ่ง กับลูกศร 3 ดอก เหมือนรูปนกอินทรีตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองเช่นกันคงต่างกันแต่จำนวนดวงตาและจำนวนนกอินทรีเท่านั้น หากนำมาใช้กับสินค้าประเภทเดียวกันย่อมอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จึงนับได้ว่าการที่จำเลยทำเครื่องหมายการค้ารูปตา 3 ตา ประกอบกับนกอินทรี 3 ตัว ซึ่งจำเลยจัดทำโดยเรียงรูปออกเป็น 2 ลักษณะ จำนวน 2 เครื่องหมาย ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองนี้เป็นการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทยดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าตามฟ้องก็ต่อเมื่อเป็นการเลียนโดยมีเจตนาพิเศษที่จะทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งในส่วนความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้อง ข้อ 3 (ก) นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองฟังมาว่า จำเลยได้ทำเครื่องหมายการค้ารูป 3 ตา ประกอบกับนกอินทรี 3 ตัว ซึ่งแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองเพียงจำนวนตาและนกอินทรีเท่านั้น จึงคล้ายเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองถึงขนาดที่จะทำให้ประชาชนหลงผิดได้ชัดเจน และยังปรากฏว่าจำเลยได้นำไปใช้กับสินค้าของจำเลยนำออกจำหน่าย อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นได้ถึงเจตนาของจำเลยที่จะทำให้ประชาชนสับสน หลงผิด หลงเชื่อว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำเลียนขึ้นและนำไปใช้กับสินค้านั้นเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองได้อย่างชัดเจนอยู่ในตัวแล้วย่อมเป็นความผิดตามคำฟ้องข้อ 3 (ก) นี้ได้ ทั้งนี้โดยไม่จำต้องคำนึงถึงกรณีที่จำเลยทำเลียนเครื่องหมายการค้านั้นแล้วจำเลยจะนำไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้หรือไม่ หรือนายทะเบียนจะรับจดทะเบียนให้หรือไม่ และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องข้อ 3 (ก) นี้โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้านำออกจำหน่ายดังกล่าว และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำเลยในความผิดกรรมนี้ กับให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดตามคำฟ้องข้อ 3 (ก) โดยอ้างว่า จำเลยไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนในความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องข้อ 3 (ข) ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง เท่ากับพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่โจทก์ทั้งสองฎีกาเกี่ยวกับความผิดข้อหานี้ว่า เมื่อจำเลยทำเครื่องหมายการค้ารูปตา 3 ตา ประกอบกับรูปนกอินทรี 3 ตัว อีกเครื่องหมายหนึ่งตามคำฟ้องข้อ 3 (ข) ก็ถือว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองอันเป็นความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องนำเครื่องหมายการค้านี้ไปใช้กับสินค้าแต่อย่างใด นั้น เห็นว่า ในความผิดข้อหานี้โจทก์ทั้งสองจะต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า การที่จำเลยทำเครื่องหมายการค้าโดยเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองนี้ จำเลยกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองอันเป็นองค์ประกอบของความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้ว เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองเพียงว่า จำเลยทำเครื่องหมายการค้า เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองขึ้น แต่ไม่ได้นำไปใช้กับสินค้าเพื่อนำออกจำหน่ายแก่ประชาชนเลย โดยจำเลยเพียงแต่นำไปยื่นขอจดทะเบียนเท่านั้น ครั้นเมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนให้จำเลยก็ไม่ได้นำไปใช้กับสินค้านำออกจำหน่าย ซึ่งพฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงเช่นนี้ยังไม่เป็นการบ่งชี้ว่า ในการที่จำเลยทำรูปเครื่องหมายการค้าดังกล่าวขึ้นมานั้น จำเลยมีเจตนาให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยเพียงแต่จะลองนำไปยื่นขอจดทะเบียนแล้วรอดูผลว่านายทะเบียนจะยอมรับจดทะเบียนให้หรือไม่เสียก่อน ซึ่งไม่แน่ว่าจำเลยจะนำเครื่องหมายการค้านั้นไปใช้จริงหรือไม่ ทั้งตามพฤติการณ์ดังกล่าวก็ไม่อาจอนุมานว่าจำเลยมีเจตนาจะนำเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำขึ้นนี้ไปใช้กับสินค้านำออกจำหน่ายมาแต่แรกให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบแสดงให้เห็นได้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำขึ้นเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษดังกล่าว จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามคำฟ้องข้อ 3 (ข)

สำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ในการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำฟ้องข้อ 3 (ค) และ (ง) นั้น โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด โดยจำเลยแจ้งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่าจำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียน 2 ครั้ง ในวันที่ 22 เมษายน 2536 และวันที่ 18 เมษายน 2538 ซึ่งแยกเป็น 2 เครื่องหมาย ทั้งที่จำเลยทราบอยู่แล้วว่าเครื่องหมายการค้า 2 เครื่องหมายนี้เป็นของโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าวนั้น เป็นเพียงเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง โดยเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทำเลียนขึ้นนั้น ในภาพรวมของแต่ละเครื่องหมายมีลักษณะเพียงคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์เท่านั้น ไม่ได้เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองทุกประการจนถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนทั้งสองเครื่องหมายนี้เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามคำฟ้อง ข้อ 3 (ค) และ (ง) และแม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหานี้มาโดยตรงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นความผิด ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบด้วยมาตรา 215 และ มาตรา 225 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับความผิดข้อหานี้ในประการอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 3 (ก) (ข) (ค) (ง) รวม 4 ข้อหา เป็นความผิด 4 กรรม ต้องลงโทษทุกกรรมรวม 4 กรรม นั้น เมื่อได้วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามคำฟ้องข้อ 3 (ก) เพียงข้อหาเดียวเท่านั้นแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวนี้อีกต่อไป

ตามบทบัญญัติมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีหลักฐานโดยชัดแจ้งว่า มีผู้กระทำการหรือกำลังกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 108 มาตรา 109 หรือมาตรา 110 เจ้าของเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วม อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวระงับหรือละเว้นการกระทำดังกล่าวนั้นได้" นั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดมาตรการป้องกันความเสียหายโดยให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ที่ปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 หรือมาตรา 109 ระงับหรือละเว้นการปลอม เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองต่อไปได้ เพื่อป้องกันความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองที่จะเกิดขึ้นจากการปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของตนเท่านั้น มิใช่เป็นบทกำหนดโทษสำหรับลงโทษแก่จำเลยผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามในการขอให้ศาลบังคับตามมาตรา 116 ดังกล่าวนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอมาท้ายคำฟ้องคดีนี้ก่อนวันที่ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ของอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งออกตามความในมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การยื่นคำขอและการพิจารณาคำขอดังกล่าวไว้ในข้อ 12 ถึง 19 มีผลใช้บังคับก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสองจะขอให้ศาลบังคับตามมาตรา 116 นี้ก็ต้องปรากฏในขณะที่ยื่นคำขอว่าจำเลยได้กระทำการหรือกำลังจะกระทำการปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีคำขอดังกล่าวมาท้ายคำฟ้องซึ่งบรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดข้อหาปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองระหว่างเดือนมกราคม 2536 ถึงปลายเดือนมกราคม 2540 อันเป็นการแสดงว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่โจทก์มีคำขอมาท้ายคำฟ้องประมาณ 7 เดือน ไม่ใช่กรณีที่กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำการหรือกำลังจะกระทำการดังกล่าวในขณะที่โจทก์มีคำขอให้ศาลบังคับตามมาตรา 116 คำขอของโจทก์ทั้งสองเช่นนี้จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 116 ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาบังคับให้จำเลยระงับหรือละเว้นการปลอม เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ซึ่งกรณีเช่นนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดข้อหาเลียนเครื่องหมายการค้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 274 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ตามคำฟ้องข้อ 3 (ก) เพียงข้อหาเดียวข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 273
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 218 วรรคแรก ม. 220 ม. 225
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 109 ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดคาร์ลชลีปเปอร์ จีเอ็มบีเอช
แอนด์โค กับพวก
จำเลย — นายนิกร เต็มบุญนาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายยงยุทธ สมัย
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5445 -ที่ 5565/2544
#41227
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารจำเลยจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์โดยพิจารณาจากการที่โจทก์เป็นลูกจ้างอยู่จนถึงวันสิ้นงวดบัญชีและผลการปฏิบัติงานที่ผู้บังคับบัญชาประเมินเท่านั้น แม้จำเลยจะกำหนดอัตราการจ่ายโบนัสไว้โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนของโจทก์เป็นจำนวนแน่นอนแต่ก็มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของวันทำงานทั้งข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงาน ธ. ระบุว่า เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภาระหน้าที่ของพนักงานจำเลยตกลงให้โบนัสพิเศษแก่พนักงานจึงเป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานทำงานให้ มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน จึงไม่ใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 5

โจทก์เป็นพนักงานของธนาคารจำเลยอยู่ในวันสิ้นเดือนมิถุนายน2541 และผลการปฏิบัติงานผ่านการประเมินของผู้บังคับบัญชาตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิมมีสิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 สิทธิของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 มิใช่เกิดขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกับสหภาพแรงงาน ธ. ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นใหม่ภายหลังจากที่โจทก์พ้นจากการเป็นลูกจ้างแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับโบนัสตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงานที่จะมีผลผูกพันลูกจ้าง ต้องเป็นข้อตกลงตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 19 วรรคสอง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นใหม่ย่อมผูกพันเฉพาะลูกจ้างซึ่งทำงานอยู่กับนายจ้างในขณะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นเท่านั้น เมื่อโจทก์ลาออกก่อนที่จำเลยกับสหภาพแรงงานธ. จะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่ ขณะสภาพการจ้างเปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงใหม่โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยและมิได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธ. แล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่จึงไม่ผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวน ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 121

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลย มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องโบนัสว่าจำเลยจ่ายโบนัสให้พนักงานปีละ 2 ครั้งภายในวันที่ 30 มิถุนายน และ 30 ธันวาคมของปี พนักงานที่มีสิทธิได้รับจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องอยู่ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้นงวดบัญชี ในปี 2541 โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดทำงานจนถึงวันสิ้นงวดบัญชีแรกของปี มีสิทธิได้รับโบนัสคนละประมาณ 3 เท่าของเงินเดือน แต่เมื่อสิ้นงวดบัญชีวันที่ 30 มิถุนายน2541 จำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัสให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดโดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉยจนกระทั่งโจทก์ทั้งหมดลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยและทวงถามจำเลยตลอดมา ต่อมาจำเลยยอมจ่ายโบนัสให้โจทก์ทั้งหมดคนละ 1 เท่า ของเงินเดือน คงค้างอยู่คนละประมาณ 2 เท่าของเงินเดือน การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจไม่จ่ายโบนัสให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของโบนัสที่ค้างทุกระยะ 7 วันนับแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 ถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายโบนัสและเงินเพิ่มดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะจ่ายเสร็จแก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดตามฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนให้การว่า ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดว่า จำเลยจะพิจารณาจ่ายโบนัสให้ปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการปิดบัญชีประจำงวด ดังนั้น จำเลยจะพิจารณาโบนัสภายหลังจากการปิดบัญชี และจะจ่ายโบนัสเมื่อได้พิจารณาเสร็จแล้ว แม้บางครั้งจำเลยมีกำไรและพิจารณาจ่ายโบนัสเสร็จสิ้นเร็วก่อนปิดบัญชีประจำงวด ก็ไม่ทำให้เกิดเป็นสภาพการจ้างอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องจ่ายโบนัสให้พนักงานก่อนการปิดบัญชีประจำงวดในปีที่จำเลยขาดทุนและยังพิจารณาโบนัสไม่เสร็จสิ้นสำหรับโจทก์ที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ จำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี 2536 ระหว่างสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพกับจำเลยครบถ้วนแล้ว โจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิได้รับโบนัสตามฟ้องอีก ส่วนโจทก์ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพไม่มีสิทธิได้รับโบนัสตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี 2536แต่จำเลยก็ได้อนุโลมจ่ายโบนัสให้แก่พนักงานส่วนนี้เช่นกัน ดังนั้นการกำหนดอัตราโบนัสของลูกจ้างที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพยังเป็นสิทธิของจำเลย เงินโบนัสไม่ใช่เงินต่าง ๆที่จำเลยจะต้องจ่ายแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 9 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อตกลงร่วมทำขึ้นเมื่อวันที่ 25ธันวาคม 2541 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2541ขณะทำข้อตกลงนี้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดได้พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ด ส่วนโบนัสมีระบุไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 6 ว่า "ธนาคาร (จำเลย) จะพิจารณาจ่ายโบนัสให้ปีละ 2 ครั้งภายหลังการปิดบัญชีประจำงวด ทั้งคู่มือการบริหารงานบุคคลบทที่ 4 ค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น ๆ ก็ระบุว่า จำเลยจ่ายโบนัสให้พนักงานปีละ 2 ครั้ง พนักงานที่มีสิทธิได้รับโบนัสจะต้องปฏิบัติงานในงวดนั้นไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และต้องอยู่ปฏิบัติงานจนถึงสิ้นงวดบัญชี พนักงานจะได้รับการพิจารณาโบนัสตามผลการปฏิบัติงานที่ผู้บังคับบัญชาประเมิน แสดงว่าจำเลยพิจารณาจ่ายโบนัสจากสถานภาพว่ายังเป็นพนักงานอยู่จนถึงวันสิ้นงวดบัญชีหรือไม่และพิจารณาผลการปฏิบัติงานประกอบด้วยเท่านั้น มิได้ให้สิทธิจำเลยนำผลประกอบการของจำเลยมาพิจารณาด้วย ดังนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายโบนัสตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและคู่มือการบริหารงานบุคคล ส่วนวันปิดบัญชีประจำงวดหมายถึงวันสิ้นเดือนมิถุนายนและธันวาคมของปี ซึ่งหมายถึงการจ่ายโบนัสหลังวันดังกล่าวนั้นเอง แต่โดยสภาพน่าจะกำหนดได้กว้าง ๆ ว่าต้องจ่ายก่อนการจ่ายโบนัสงวดถัดไปเท่านั้น โจทก์ทุกคนทำงานกับจำเลยจนพ้นเดือนมิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นวันสิ้นงวดบัญชีงวดแรกของปี 2541 และไม่ปรากฏว่าโจทก์รายใดมีผลประเมินการทำงานไม่สมควรได้รับโบนัสโจทก์ทั้งหมดจึงมีสิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 ครั้งสุดท้ายก่อนโจทก์ทั้งหมดออกจากงาน สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพและจำเลยทำข้อตกลงร่วมฉบับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 ถึงวันที่ 8พฤศจิกายน 2537 และจำเลยออกโครงสร้างเงินเดือนและอัตราโบนัสตามข้อตกลงดังกล่าว ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2538 ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายเช่นกันระบุอัตราโบนัสที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับไว้ชัดเจนหลังจากนั้นจำเลยจ่ายโบนัสให้แก่โจทก์ทุกคนตามอัตราดังกล่าวมาตลอดจนถึงงวดสิ้นเดือนธันวาคม 2540 ส่วนงวดเดือนมิถุนายน2541 จำเลยจ่ายให้เพียงคนละ 1 เท่าของเงินเดือน โจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับโบนัสจำนวนแน่นอนตามข้อตกลงและโครงสร้างดังกล่าว ซึ่งโจทก์ทั้งหมดและจำเลยได้ทำบัญชีเพื่อใช้ประกอบการทำคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายโบนัสตามบัญชีดังกล่าวส่วนที่โจทก์เรียกเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเจ็ดวันนั้น เงินโบนัสไม่ใช่เงินต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 9 โจทก์ทุกคนจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มดังกล่าว แต่เพื่อความเป็นธรรมเห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกคนอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินโบนัสนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแต่ละสำนวนแก่โจทก์ทั้ง 121 คน (โจทก์ทั้ง 121 คนฟ้องเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2543)

โจทก์และจำเลยทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดประการแรกว่าเงินโบนัสที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ทุกคนเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่าเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่นหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ส่วนเงินโบนัสจำเลยจ่ายให้โดยพิจารณาว่าโจทก์ทุกคนยังเป็นลูกจ้างอยู่จนถึงวันสิ้นงวดบัญชีและผลการปฏิบัติงานที่ผู้บังคับบัญชาประเมินเท่านั้นถึงแม้จำเลยจะกำหนดอัตราการจ่ายโบนัสไว้ชัดเจนโดยคำนวณจากฐานเงินเดือนของโจทก์แต่ละคนเป็นจำนวนแน่นอนก็ตาม แต่ก็มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของวันทำงาน ทั้งข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพที่ทำขึ้นตามเอกสารหมาย จ.ล.2 (ในคดีหมายเลขดำที่ 11671-16703/2542 ของศาลแรงงานกลาง) ข้อ 4 วรรคสองระบุว่า เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภาระหน้าที่ของพนักงาน จำเลยตกลงให้โบนัสพิเศษแก่พนักงาน ดังนี้ จะเห็นได้ว่า เงินโบนัสที่จำเลยจ่ายเป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานทำงานให้ มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานจึงไม่ใช่ค่าจ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งหมดอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์โจทก์ทั้งหมดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ส่วนจำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยไม่ได้กำหนดวันจ่ายโบนัสที่แน่นอนไว้ในวันลาออกจากงานโจทก์ทุกคนยังไม่มีสิทธิเรียกร้องโบนัสงวดแรกของปี 2541 จากจำเลย ในระหว่างเวลาดังกล่าวจำเลยมีสิทธิขอให้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเรื่องโบนัสตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 สิทธิรับโบนัสของโจทก์ทุกคนเพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ตามเอกสารหมาย จ.ล.3 กับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ถ้าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมายจ.ล.3 ที่ทำขึ้นใหม่ไม่ผูกพันโจทก์ทุกคน ทั้งโจทก์ทุกคนไม่อาจอ้างเอาสิทธิตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จ.ล.2ซึ่งสิ้นผลไปแล้ว โจทก์ทุกคนจึงไม่มีสิทธิได้รับโบนัสนั้น เห็นว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุให้จำเลยจ่ายโบนัสปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการปิดบัญชีประจำงวดทั้งคู่มือการบริหารงานบุคคล ตามเอกสารหมาย จ.ล.1 บทที่ 4ก็ระบุให้จำเลยจ่ายโบนัสปีละ 2 ครั้ง ส่วนวันปิดบัญชีประจำงวดหมายถึงวันสิ้นเดือนมิถุนายนและธันวาคมของปี เช่นนี้ จึงมีความหมายว่าให้มีการจ่ายโบนัสหลังวันสิ้นเดือนดังกล่าว ซึ่งโดยสภาพกำหนดไว้กว้าง ๆว่าต้องจ่ายก่อนการจ่ายโบนัสงวดถัดไปเท่านั้น ดังนั้น การพิจารณาว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 หรือไม่ ต้องพิจารณาตามข้อบังคับการทำงานดังกล่าวโดยพิจารณาจากสถานภาพการเป็นพนักงานและผลการปฏิบัติงานถึงวันสิ้นงวดบัญชีอันได้แก่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 เมื่อโจทก์ทุกคนมีสถานภาพการเป็นพนักงานอยู่ในวันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 และผลการปฏิบัติงานผ่านการประเมินของผู้บังคับบัญชา สิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 ของโจทก์ทุกคนย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่สิ้นเดือนมิถุนายน 2541 มิใช่เกิดขึ้นในวันที่ 25ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.ล.3 กับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพซึ่งเป็นองค์กรย่อมได้แก่ (ผูกพัน) โจทก์ทุกคนโดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพหรือไม่ ดังนั้น เมื่อสภาพการจ้างเดิมถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงไป สิทธิของโจทก์ทุกคนย่อมถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงไปด้วยโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ยังเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพหรือไม่เช่นกันนั้น เห็นว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงานที่จะมีผลผูกพันลูกจ้างนั้นต้องเป็นข้อตกลงตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 19 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำโดยนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยมีลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันเป็นสมาชิกหรือร่วมกันในการเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกินกว่าสองในสามของลูกจ้างทั้งหมด ให้ถือว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันนั้นทุกคน จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะผูกพันเฉพาะลูกจ้างซึ่งทำงานอยู่กับนายจ้างในขณะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเท่านั้น เมื่อโจทก์ทุกคนลาออกก่อนที่จำเลยกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพจะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม2541 ดังนั้น ขณะสภาพการจ้างเปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงใหม่นี้โจทก์ทุกคนไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยและมิได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพแล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งหมด อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกันสรุปได้ว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์และจำเลยทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชลอ สัตยาลักษณ์ กับพวก
จำเลย — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5445 -ที่ 5565/2544
#69248
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้โดยพิจารณาว่าโจทก์ทุกคนยังเป็นลูกจ้างอยู่จนถึงวันสิ้นงวดบัญชีและผลการปฏิบัติงานที่ผู้บังคับบัญชาประเมินเท่านั้น ถึงแม้จำเลยจะกำหนดอัตราการจ่ายโบนัสไว้ชัดเจนโดยคำนวณจากฐานเงินเดือนของโจทก์แต่ละคนเป็นจำนวนแน่นอนก็ตาม แต่ก็มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของวันทำงาน ทั้งข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานที่ทำขึ้นก็ระบุว่า เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภาระหน้าที่ของพนักงาน เงินโบนัสที่จำเลยจ่ายเป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานทำงานให้ มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานจึงไม่ใช่ค่าจ้าง

ศาลแรงงานไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัสโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์เพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัสโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54วรรคหนึ่ง

ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุให้จำเลยจ่ายโบนัสปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการปิดบัญชีประจำงวด ทั้งคู่มือการบริหารงานบุคคลก็ระบุให้จำเลยจ่ายโบนัสปีละ 2 ครั้ง ส่วนวันปิดบัญชีประจำงวดหมายถึงวันสิ้นเดือนมิถุนายนและธันวาคมของปี มีความหมายว่า ให้มีการจ่ายโบนัสหลังวันสิ้นเดือนดังกล่าว ซึ่งโดยสภาพกำหนดไว้กว้าง ๆ ว่า ต้องจ่ายก่อนการจ่ายโบนัสงวดถัดไปเท่านั้น การพิจารณาว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 หรือไม่ ต้องพิจารณาตามข้อบังคับการทำงานดังกล่าวโดยพิจารณาจากสถานภาพการเป็นพนักงานและผลการปฏิบัติงานถึงวันสิ้นงวดบัญชีอันได้แก่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 เมื่อโจทก์ทุกคนมีสถานภาพการเป็นพนักงานอยู่ในวันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 และผลการปฏิบัติงานผ่านการประเมินของผู้บังคับบัญชา สิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 ของโจทก์ทุกคนย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงานที่จะมีผลผูกพันลูกจ้างนั้นต้องเป็นข้อตกลงตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคสอง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นใหม่จะผูกพันเฉพาะลูกจ้างซึ่งทำงานอยู่กับนายจ้างในขณะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเท่านั้น เมื่อโจทก์ทุกคนลาออกก่อนที่จำเลยกับสหภาพแรงงาน ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ย่อมมีผลว่าขณะสภาพการจ้างเปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงใหม่โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยและมิได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานแล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่จึงไม่ผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวน ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 121

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนฟ้องทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายโบนัสและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินโบนัสที่ค้างทุกระยะ 7 วัน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะจ่ายเสร็จแก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดตามฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายโบนัสพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแต่ละสำนวนแก่โจทก์ทั้ง 121 คน (โจทก์ทั้ง 121 คน ฟ้องเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2543) รายละเอียดจำนวนเงินโบนัสของโจทก์แต่ละรายอยู่ในช่องโบนัสที่เรียกเพิ่มตามบัญชีท้ายคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

โจทก์และจำเลยทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดประการแรกว่า เงินโบนัสที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ทุกคนเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ส่วนเงินโบนัสจำเลยจ่ายให้โดยพิจารณาว่าโจทก์ทุกคนยังเป็นลูกจ้างอยู่จนถึงวันสิ้นงวดบัญชีและผลการปฏิบัติงานที่ผู้บังคับบัญชาประเมินเท่านั้น ถึงแม้จำเลยจะกำหนดอัตราการจ่ายโบนัสไว้ชัดเจนโดยคำนวณจากฐานเงินเดือนของโจทก์แต่ละคนเป็นจำนวนแน่นอนก็ตาม แต่ก็มิใช่เงินที่จำเลยจ่ายตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติของวันทำงาน ทั้งข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพที่ทำขึ้น (ในคดีหมายเลขดำที่ 11671 - 16703/2542 ของศาลแรงงานกลาง) ข้อ 4 วรรคสอง ระบุว่า เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภาระหน้าที่ของพนักงาน จำเลยตกลงให้โบนัสพิเศษแก่พนักงาน ดังนี้จะเห็นได้ว่า เงินโบนัสที่จำเลยจ่ายเป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานทำงานให้ มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน จึงไม่ใช่ค่าจ้าง อุทธรณ์โจทก์ทั้งหมดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดอุทธรณ์ประการที่สองว่า จำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัส โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัสโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์เพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายโบนัสโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนจำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยไม่ได้กำหนดวันจ่ายโบนัสที่แน่นอนไว้ ในวันลาออกจากงานโจทก์ทุกคนยังไม่มีสิทธิเรียกร้องโบนัสงวดแรกของปี 2541 จากจำเลย ในระหว่างเวลาดังกล่าวจำเลยมีสิทธิขอให้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเรื่องโบนัสตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 สิทธิรับโบนัสของโจทก์ทุกคนเพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่กับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ถ้าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นใหม่ไม่ผูกพันโจทก์ทุกคน ทั้งโจทก์ทุกคนไม่อาจอ้างเอาสิทธิตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งสิ้นผลไปแล้วโจทก์ทุกคนจึงไม่มีสิทธิได้รับโบนัสนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุให้จำเลยจ่ายโบนัสปีละ 2 ครั้ง ภายหลังการปิดบัญชีประจำงวด ทั้งคู่มือการบริหารงานบุคคลก็ระบุให้จำเลยจ่ายโบนัสปีละ 2 ครั้ง ส่วนวันปิดบัญชีประจำงวดหมายถึงวันสิ้นเดือนมิถุนายนและธันวาคมของปี เช่นนี้จึงมีความหมายว่า ให้มีการจ่ายโบนัสหลังวันสิ้นเดือนดังกล่าว ซึ่งโดยสภาพกำหนดไว้กว้าง ๆ ว่าต้องจ่ายก่อนการจ่ายโบนัสงวดถัดไปเท่านั้น ดังนั้น การพิจารณาว่าโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 หรือไม่ ต้องพิจารณาตามข้อบังคับการทำงานดังกล่าวโดยพิจารณาจากสถานภาพการเป็นพนักงานและผลการปฏิบัติงานถึงวันสิ้นงวดบัญชีอันได้แก่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 เมื่อโจทก์ทุกคนมีสถานภาพการเป็นพนักงานอยู่ในวันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 และผลการปฏิบัติงานผ่านการประเมินของผู้บังคับบัญชาสิทธิได้รับโบนัสงวดแรกของปี 2541 ของโจทก์ทุกคนย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันสิ้นเดือนมิถุนายน 2541 อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพซึ่งเป็นองค์กรย่อมได้แก่ (ผูกพัน) โจทก์ทุกคนโดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพหรือไม่ ดังนั้น เมื่อสภาพการจ้างเดิมถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงไป สิทธิของโจทก์ทุกคนย่อมถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงไปด้วยโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ยังเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพหรือไม่เช่นกันนั้น เห็นว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงานที่จะมีผลผูกพันลูกจ้างนั้นต้องเป็นข้อตกลงตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำโดยนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน โดยมีลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันเป็นสมาชิกหรือร่วมกันในการเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกินกว่าสองในสามของลูกจ้างทั้งหมด ให้ถือว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันนั้นทุกคน จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะผูกพันเฉพาะลูกจ้างซึ่งทำงานอยู่กับนายจ้างในขณะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเท่านั้น เมื่อโจทก์ทุกคนลาออกก่อนที่จำเลยกับสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพจะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น ขณะสภาพการจ้างเปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงใหม่นี้โจทก์ทุกคนไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยและมิได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพแล้ว ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งหมด ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์และจำเลยทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10 ม. 11 ม. 19 วรรคสอง ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชลอ สัตยาลักษณ์ กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5397/2544
#41226
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีบ้านอยู่ใกล้กัน จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยจำเลยที่ 2 นั่งอยู่ด้วยในขณะที่ อ. เข้ามาพูดคุยกับจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 ย่อมทราบเรื่องดี เมื่อจำเลยที่ 2 รับสิ่งของแล้ว จำเลยที่ 1ก็ขับรถยนต์ออกไป เช่นนี้แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทราบรายละเอียดของการที่ตนขับรถยนต์พาจำเลยที่ 2 มายังสถานที่เกิดเหตุเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เมื่อ อ. นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้จำเลยที่ 2ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการในการรับมอบเมทแอมเฟตามีนนั้นร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วยโดยแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนนั้น

สำหรับความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นโจทก์มีเพียงคำรับในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับคำรับของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนเท่านั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กระทำการใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งยังไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสองกรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 198 เม็ด น้ำหนักเมทแอมเฟตามีน 17.07 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว และซองพลาสติกสำหรับใส่เมทแอมเฟตามีน 1 ซอง เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,15, 66, 102 กับริบเมทแอมเฟตามีน และซองบรรจุเมทแอมเฟตามีน

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 10 ปีจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทเดิมพัน นายดาบตำรวจมานิจ และจ่าสิบตำรวจมาโนช เป็นพยานเบิกความว่า ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1ขับรถยนต์เข้าไปในหมู่บ้านและจอดรถยนต์ที่บริเวณใกล้บ้านพักคนงานก่อสร้าง นายโอเดินเข้าไปยืนข้างรถยนต์และพูดคุยกับจำเลยที่ 2แล้วส่งของให้กัน จากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ออกไปจากหมู่บ้านเห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีบ้านอยู่ใกล้กัน จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยจำเลยที่ 2 นั่งอยู่ด้วยในขณะที่นายโอเข้ามาพูดคุยกับจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 ย่อมทราบเรื่องดี เมื่อจำเลยที่ 2 รับสิ่งของแล้วจำเลยที่ 1ก็ขับรถยนต์ออกไป เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทราบรายละเอียดของการที่ตนขับรถยนต์พาจำเลยที่ 2 มายังสถานที่เกิดเหตุเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เมื่อนายโอนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้จำเลยที่ 2 ดังที่กล่าวมาแล้วย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการในการรับมอบเมทแอมเฟตามีนนั้นร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วยโดยแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 2มีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนนั้น ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า นายโอส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 198 เม็ด แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยทั้งสองรับสารภาพในชั้นจับกุมว่ามีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเพื่อจำหน่ายในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ยังคงรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนนั้นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่า โจทก์นำสืบในข้อนี้ได้แต่เพียงมีคำรับในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับคำรับของจำเลยที่ 2ในชั้นสอบสวนเป็นพยานเท่านั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำการใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้ปริมาณของกลางมีจำนวน 198 เม็ด ซึ่งค่อนข้างมากแต่ก็มีน้ำหนัก 17.07 กรัมซึ่งเท่ากับว่ามีน้ำหนักของสารบริสุทธิ์ไม่ถึงยี่สิบกรัมอย่างแน่นอนจึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสองเมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบที่จะชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคดีนี้สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาแต่เมื่อมีเหตุในลักษณะคดีซึ่งศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,67 ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย เสน่ห์ พุ่มศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5395/2544
#41225
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ จึงไม่วินิจฉัยฎีกาของจำเลยและพิพากษายกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102(3 ทวิ), 127 ทวิพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิและพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสองพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นบทหนักมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย"

พิพากษายกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย สังวาลย์ บุญชู
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา