คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5706/2544
#69256
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ก่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดด้วยการใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 ร่วมกันฆ่าผู้ตายแต่ในการพิจารณาศาลชั้นต้นพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้อง แม้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาจะรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ จ้าง วานให้ผู้อื่นซึ่งมิใช่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปฆ่าผู้ตาย ก็เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับ ข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดและลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 288, 84 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 215 ประกอบด้วยมาตรา 192 วรรคสอง แม้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นและพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังในการพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันเป็นเหตุให้ต้องพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 84 และ 33 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 230/2539 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 278/2539 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 84 จำคุกตลอดชีวิต คำรับในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 พ้นโทษในคดีที่โจทก์ขอให้ นับโทษต่อแล้ว จึงให้ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อ ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? คดีนี้โจทก์ฟ้องยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ก่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดด้วยการใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันฆ่าผู้ตาย แต่ในการพิจารณาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้อง แต่พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้ จ้าง วาน ให้มีการฆ่าผู้ตายจริง จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 84 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาจะรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้จ้าง วานให้ผู้อื่นไปฆ่าผู้ตายก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ จ้าง วาน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันฆ่าผู้ตาย จึงเป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้ จ้าง วานให้มีการฆ่าผู้ตายตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ซึ่งศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดและลงโทษจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 ประกอบด้วยมาตรา 192 วรรคสอง ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะได้วินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้ผู้ใดฆ่าผู้ตาย โจทก์คงมีแต่บันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ กับคำเบิกความของนายสุรพล พรมมาอินทร์ ที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไปขอให้หาคนมาฆ่าผู้ตายก่อนเกิดเหตุซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่าเท่านั้น ในการสอบปากคำจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพราะเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะกันจำเลยที่ 1 ไว้เป็นพยานและไม่จับจำเลยที่ 1 มาดำเนินคดี ดังนี้ ย่อมมีเหตุให้สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจโดยไม่มีผู้ใดหลอกลวงหรือให้คำมั่นสัญญาใด ๆ หรือไม่ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังมี ข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังในการพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวใน คำฟ้องในข้อสาระสำคัญ อันเป็นเหตุให้ต้องพิพากษายกฟ้องดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษา ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วยในผล

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 192 วรรคสอง ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นางอรุณ จำปาอุ่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายสมศักดิ์ ธรรมชัยเดชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5695/2544
#42023
เปิดฉบับเต็ม

การพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่น แม้ศาลฎีกาจะพิพากษาลงโทษ จ. ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร่วมกับจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม โจทก์จะอ้างข้อเท็จจริงในคดีที่ จ. เป็นจำเลยมาให้ศาลรับฟังลงโทษจำเลยคดีนี้หาได้ไม่เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องดำเนินการพิจารณาและสืบพยานโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288, 364, 365 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1462/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288, 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 13 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้องนายจิรพันธ์หรือพันธ์ ดำมุณี จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3968/2540 ของศาลชั้นต้นกับกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 15 คน ขับรถจักรยานยนต์หลายคันไปที่บ้านนายนิกรเมืองมี ผู้เสียหายที่ 1 แล้วนายจิรพันธ์กับวัยรุ่นอีก 2 คน เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหายที่ 1 ช่วยกันฉุดลากตัวนายสรพงษ์ เมืองมี บุตรผู้เสียหายที่ 1 จะพาออกไปนอกรั้วบ้าน แต่นายสรพงษ์สะบัดหลุดแล้ววิ่งไปหยิบอาวุธปืนมาให้ผู้เสียหายที่ 1 กลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดจึงขับรถจักรยานยนต์ออกไปโดยขว้างลูกระเบิดมาที่รั้วบ้านผู้เสียหายที่ 1 สะเก็ดระเบิดถูกนายประเสริฐขวัญทองอินทร์ ผู้เสียหายที่ 2 บริเวณหลังและขาข้างซ้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.6

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3968/2540 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกับคดีนี้ ศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษนายจิรพันธ์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 231/2542 โดยวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยศาลควรฟังข้อเท็จจริงคดีนี้ไปในทางเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 231/2542 นั้น เห็นว่า การพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่น แม้ศาลจะพิพากษาลงโทษนายจิรพันธ์ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร่วมกับจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม โจทก์จะอ้างข้อเท็จจริงในคดีที่นายจิรพันธ์เป็นจำเลยมาให้ศาลรับฟังลงโทษจำเลยคดีนี้หาได้ไม่ เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องดำเนินการพิจารณาและสืบพยานโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง จึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ระพินหรือพิน ดำมุณี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5688/2544
#69255
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเอากล่องซีดีภาพยนตร์พร้อมปกซึ่งมีภาพและชื่อของภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ ประมาณ 100 เรื่อง วางแสดงไว้ที่หน้าร้านเพื่อเตรียมไว้เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป แม้ภายในกล่องจะไม่มีแผ่นซีดีภาพยนตร์อยู่ก็ตาม แต่จำเลยก็สามารถไปนำแผ่นซีดีภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางที่อยู่หลังร้านออกมาขายให้แก่ผู้ซื้อได้ หากจำเลยมีแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางไว้โดยไม่มีเจตนาเพื่อจะขายแผ่นซีดีและแม้คดีนี้จะไม่มีการล่อซื้อแผ่นซีดีภาพยนตร์จากจำเลย แต่การที่จำเลยมีแผ่นซีดีภาพยนตร์หลายเรื่องหลายแผ่นไว้ พร้อมทั้งมีการวางกล่องกับปกซีดีภาพยนตร์ไว้ในร้านแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่าจำเลยมีแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางไว้เพื่อขายแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง

จำเลยกระทำผิดโดยเพียงแต่มีแผ่นซีดีภาพยนตร์ซึ่งมีบุคคลอื่นทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดไว้เพื่อขายจำนวนเพียง 102 แผ่น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ก็มิได้ขอให้จ่ายเงินแก่ผู้เสียหายคนละเท่า ๆ กัน และไม่ปรากฏเหตุอันควรที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะพิพากษาให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่เข้าเป็นโจทก์ร่วมคนละเท่า ๆ กัน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเป็นให้จ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมทั้งเจ็ดตามคำขอในคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 10, 15, 31, 61, 70, 75, 76, 78 ให้แผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางตกเป็นของเจ้าของสิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้วีซีดีของกลาง 102 แผ่น ตกเป็นของโจทกร่วมทั้งเจ็ดตามส่วน และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ร่วมทั้งเจ็ดคนละเท่าๆ กัน

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดแผ่นซีดีภาพยนตร์จำนวน 102 แผ่น ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดเป็นของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยว่า จำเลยมีแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางไว้เพื่อขายหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่จำเลยเอากล่องซีดีภาพยนตร์พร้อมปกซึ่งมีภาพและชื่อของภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ประมาณ 100 เรื่อง วางแสดงไว้ที่หน้าร้านเพื่อเตรียมไว้เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป แม้ภายในกล่องจะไม่มีแผ่นซีดีภาพยนตร์อยู่ก็ตาม แต่จำเลยก็สามารถไปนำแผ่นซีดีภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางที่อยู่หลังร้านออกมาขายให้แก่ผู้ซื้อได้ หากจำเลยมีแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางไว้โดยไม่มีเจตนาเพื่อจะขายแผ่นซีดีและแม้คดีนี้จะไม่มีการล่อซื้อแผ่นซีดีภาพยนตร์จากจำเลย แต่การที่จำเลยมีแผ่นซีดีภาพยนตร์หลายเรื่องหลายแผ่นไว้ พร้อมทั้งมีการวางกล่องกับปกซีดีภาพยนตร์ไว้ในร้าน ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข้างต้น ก็แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่าจำเลยมีแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางไว้เพื่อขายแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำผิดโดยเพียงแต่มีแผ่นซีดีภาพยนตร์ซึ่งมีบุคคลอื่นทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดไว้เพื่อขายจำนวนเพียง 102 แผ่น เท่านั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ได้ขอให้จ่ายเงินแก่ผู้เสียหายคนละเท่าๆ กัน และไม่ปรากฏเหตุอันควรที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะพิพากษาให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่เข้าเป็นโจทก์ร่วมคนละเท่าๆกัน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้จ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมทั้งเจ็ดตามคำขอในคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท จำเลยรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน และปรับ 75,000 บาท และให้จ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมทั้งเจ็ด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทดิสนีย์ เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ กับพวก
จำเลย — นายจักรกฤษณ์ ตันประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5681/2544
#42022
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตซึ่งมีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกตลอดชีวิต ลงโทษฐานจำหน่าย จำคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสามแล้วฐานผลิต จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายจำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เช่นนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดทั้งสองข้อหาตรงกันกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดฐานนี้ ความผิดฐานนี้จึงมีการแก้ไขเฉพาะโทษ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น ความผิดทั้งสองฐานศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน ห้าปี จึงเป็นคดีต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 103 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางและคืนเงินสดจำนวน 240 บาท ที่ใช้ล่อซื้อให้แก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานผลิตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 43 ด้วย) คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 34 ปี 10 เดือน ริบของกลาง และคืนเงินสด 240 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ส่วนจำเลยที่ 2 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือนจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,65 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตซึ่งมีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกตลอดชีวิต ลงโทษฐานจำหน่าย จำคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสามด้วยเหตุบรรเทาโทษแล้วฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เช่นนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดทั้งสองข้อหาตรงกันกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดฐานนี้ ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงมีการแก้ไขเฉพาะโทษซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น ความผิดทั้งสองฐานศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงเป็นคดีต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ได้กระทำผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 65 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นาย ชั้น สุขสวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5681/2544
#67094
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานผลิตซึ่งมีโทษ หนักที่สุด ให้จำคุกตลอดชีวิต ลงโทษฐานจำหน่าย จำคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสามแล้ว ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เช่นนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดทั้งสองข้อหาตรงกันกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและ ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดฐานนี้ ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงมีการแก้ไขเฉพาะโทษซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น ความผิดทั้งสองฐานศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงเป็นคดีต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ได้กระทำผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๑ เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนอันเป็น ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยการแบ่งบรรจุใส่หลอดกาแฟพลาสติก จำนวน ๑๓ หลอด หลอดละ ๑ เม็ด รวม ๑๓ เม็ด น้ำหนัก ๑.๐๙ กรัม ไว้เพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายโดยขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๓ หลอด รวม ๓ เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา ๒๔๐ บาท อันเป็นการฝ่าฝืน ต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมเงินสด ๒๔๐ บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการจำหน่ายจำนวน ๑๐ หลอด รวม ๑๐ เม็ด หลอดกาแฟ ตัดสั้นเป็นท่อน ๆ จำนวน ๖ ท่อน ไฟแช็ก ๑ อัน ซึ่งจำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้และใช้กระทำผิดดังกล่าว และยึดได้ เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายให้สายลับผู้ล่อซื้อจำนวน ๓ หลอด เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑ ริบของกลางและคืนเงินสดจำนวน ๒๔๐ บาท ที่ใช้ล่อซื้อให้แก่เจ้าของ

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ฐานผลิตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบ มาตรา ๕๓ คงจำคุกคนละ ๓๓ ปี ๔ เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ ๕ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพใน ชั้นจับกุม จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ ๒ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓๖ ปี ๘ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๓๕ ปี ๑๐ เดือน ริบของกลาง และคืนเงินสด ๒๔๐ บาท ที่ใช้ล่อซื้อ แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ ๕ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ ๕ ปี รวมจำคุกคนละ ๑๐ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ หนึ่งในสาม ส่วนจำเลยที่ ๒ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๖ ปี ๘ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๕ ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจาก ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ฐานผลิตและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตซึ่งมีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกตลอดชีวิต ลงโทษฐานจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามด้วยเหตุบรรเทาโทษแล้ว ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๓๓ ปี ๔ เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๓ ปี ๔ เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ ไม่มีความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน แต่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เช่นนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดทั้งสองข้อหาตรงกันกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นการที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดฐานนี้ ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงมีการแก้ไขเฉพาะโทษซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น ความผิดทั้งสองฐานศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงเป็นคดีต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่าไม่ได้กระทำผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ ๑ มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ ๑
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายชั้น สุขสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายกฤษณา รัตนาสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5678/2544
#41239
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานขายยาบรรจุเสร็จหลายขนานโดยจัดเป็นชุดในคราวเดียวกันตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 75 ทวิ,122 และฐานประกอบกิจการและดำเนินกิจการสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16,24กับฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525มาตรา 26,43 นั้น การกระทำความผิดแต่ละข้อหาเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต่างพระราชบัญญัติกันโดยมีเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดปี พ.ศ. 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาล เพื่อการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ การประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการวิชาชีพเวชกรรม การประกอบวิชาชีพ การพยาบาลและผดุงครรภ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์โดยกระทำเป็นปกติธุระ ทั้งนี้โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตและจำเลยรับทำแท้งแก่หญิงซึ่งมีครรภ์โดยทั่วไป อันเป็นการกระทำเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยโรคทางผดุงครรภ์การคุมกำเนิด ซึ่งเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมาย และโดยมิได้รับอนุญาตจากแพทย์สภาและไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย และจำเลยขายยาบรรจุเสร็จหลายขนานโดยจัดเป็นชุดในคราวเดียวกัน กล่าวคือยาพาราเซตามอล ยาเตตราชัยคลิน และยาคลอร์เฟนิรามินอย่างละ 1 เม็ด จำนวน 3 ชุด ให้แก่ผู้มีชื่อซึ่งได้ทำแท้งกับจำเลยโดยมีเจตนาให้ผู้ซื้อใช้ร่วมกันเพื่อบำบัดบรรเทา รักษาหรือป้องกันโรคหรืออาการของโรคหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งนี้โดยจำเลยไม่ได้เป็นเภสัชกรชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาทันตกรรม ซึ่งขายเฉพาะสำหรับคนไข้ของตน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 75 ทวิ, 122 ทวิพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 4, 16, 24, 57พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4, 26, 43ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 33 ริบของกลางทั้งหมดเว้นแต่ของกลางตามบัญชีของกลางคดีอาญา ลำดับที่ 29, 32

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 74 ทวิ, (ที่ถูกมาตรา 75 ทวิ)122 ทวิ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16, 24(ที่ถูกมาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง), 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 26, 43 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขายยาบรรจุเสร็จหลายขนานโดยจัดเป็นชุดในคราวเดียวกันจำคุก 2 ปี ฐานประกอบกิจการและดำเนินกิจการสถานพยาบาลจำคุก 2 ปี ฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจำคุก 2 ปีรวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก3 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ไม่ริบของกลางรายการที่ 29 และ 32 ตามบัญชีของกลางคดีอาญาท้ายฟ้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่าการกระทำความผิดแต่ละข้อหาของจำเลยนั้น เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต่างพระราชบัญญัติกันโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมรวม 3 กระทง ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาง ชูใจ สุขเกษม
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5678/2544
#257573
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำผิดฐานขายยาบรรจุเสร็จหลายขนาน โดยจัดเป็นชุดในคราวเดียวกัน ฐานประกอบกิจการและดำเนินกิจการสถานพยาบาล และฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การกระทำความผิดแต่ละข้อหาของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต่างพระราชบัญญัติกันโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 4, 75 ทวิ, 122 ทวิ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 4, 16, 24, 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 4, 26, 43 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 74 ทวิ, (ที่ถูกมาตรา 75 ทวิ) 122 ทวิ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16, 24 (ที่ถูกมาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง), 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 26, 43?

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดแต่ละข้อหาของจำเลยนั้น เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต่างพระราชบัญญัติกันโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมรวม 3 กระทง ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสรรค์
จำเลย — นางชูใจ สุขเกษม
91 — ป.อ. มาตรา
ทวิ — พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 75 ทวิ, 122
57 — พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง,
43 — พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 26,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายมงคล แสงอรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวนันทา ปัทมสูต
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676 -ที่ 5677/2544
#257572
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลแรงงานกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงสองข้อ คือ ข้อ 1. โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ และข้อ 2. โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เพียงใด แต่คำให้การของจำเลยนอกจากจะทำให้การต่อสู้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่แล้ว จำเลยยังให้การว่าโจทก์ยังฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงอีกด้วย ดังนั้นในประเด็นข้อ 2. นอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่แล้วยังต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้องบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยหรือไม่ด้วยเมื่อศาลแรงงานพิพากษาคดีโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลัง จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานฟังเป็นยุติธรรมมาแล้วเพียงพอที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยประเด็นนี้เสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอีก

ตามคำสั่งที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์อ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม และมาตรา 119 ข้อห้ามดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะไม่ให้นายจ้างยกขึ้นต่อสู้เพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ไม่รวมถึงสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แม้ในคำสั่งที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์จะอ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยก็สามารถยกเหตุว่าโจทก์จงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยขึ้นต่อสู้ในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ได้

การที่โจทก์ทำการตรวจซ่อมรถให้แก่ผู้อื่นในเต็นท์หลังศูนย์บริการของจำเลย ย่อมมีเหตุอันควรที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานอยู่ในศูนย์บริการของจำเลยแห่งเดิมอีกต่อไป การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานที่สาขาอื่นไม่ปรากฏว่ามีการลดตำแหน่งและเงินเดือนของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 12,691 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 13,550.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 62,320 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 61,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า วันเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองตรวจซ่อมรถยนต์ของนายสุพัฒน์ คุ้มเลิศกิจพานิช โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ใช้เครื่องมือของจำเลยและไม่ได้ตรวจซ่อมในศูนย์บริการของจำเลย ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้รับค่าตอบแทน ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่อันเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย และจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อโจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 12,691 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 13,550.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 62,320 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 61,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 7 มกราคม 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงสองข้อ คือ ข้อ 1. โจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ และข้อ 2. โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เพียงใด เท่านั้น แต่ตามคำให้การของจำเลยนอกจากจะให้การต่อสู้ว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่แล้ว ยังฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงอีกด้วย ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยในประเด็น ข้อ 2. ดังกล่าว นอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่แล้ว ยังต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยหรือไม่ตามข้อต่อสู้ของจำเลยอีกด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลัง จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติมาแล้วเพียงพอที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นนี้เสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอีก

สำหรับปัญหาว่าจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่นั้น ปรากฏตามคำสั่งที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองอ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่มิได้ระบุเหตุอื่นไว้ด้วย จำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม และมาตรา 119 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล แต่ข้อห้ามดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะไม่ให้นายจ้างยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นต่อสู้เพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ไม่รวมถึงสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย ดังนั้นแม้ในคำสั่งที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจะอ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ดังกล่าวแล้ว จำเลยก็สามารถยกเหตุว่าโจทก์ทั้งสองจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยขึ้นต่อสู้ในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ และแม้ศาลแรงงานกลางจะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องโจทก์ทั้งสองตรวจซ่อมรถของนายสุพัฒน์ในวันเกิดเหตุว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสองทำการตรวจซ่อมรถให้แก่ผู้อื่นในเต็นท์หลังศูนย์บริการของจำเลยย่อมมีเหตุอันควรที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทั้งสองทำงานอยู่ในศูนย์บริการของจำเลยแห่งเดิมคือที่สาขาสำเหร่อีกต่อไป ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองไปทำงานที่สาขาถนนกิ่งแก้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีการลดตำแหน่งและเงินเดือนของโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม จึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยของเงินจำนวนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระชัย มุ่งงาม
จำเลย — บริษัท ส. เกษตรคาร์เซ็นเตอร์ จำกัด
583 — ป.พ.พ. มาตรา
119 — พ.ร.บ. คุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17,
2522 — พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.
56 — มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายปกรณ์ สุวรรณพรหมา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5676/2544
#41238
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้สองข้อ คือ 1. โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ 2. โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เพียงใด แต่นอกจากจำเลยจะให้การว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่แล้ว ยังให้การว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงด้วย ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยในประเด็นข้อ 2. นอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่แล้ว ยังต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยหรือไม่ด้วย เมื่อพิพากษาคดี โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลัง จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุเพียงว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่มิได้ระบุเหตุอื่นไว้ด้วย จำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสาม และมาตรา 119 แต่ข้อห้ามดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะไม่ให้นายจ้างยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นต่อสู้ เพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ไม่รวมถึงสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย ดังนั้น จำเลยจึงสามารถยกเหตุว่า โจทก์จงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยขึ้นต่อสู้เพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 ได้

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเรื่องโจทก์ตรวจซ่อมรถว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ แต่การที่โจทก์ทำการตรวจซ่อมรถให้แก่ผู้อื่นในเต็นท์หลังศูนย์บริการของจำเลยย่อมมีเหตุอันควรที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานอยู่ในศูนย์บริการของจำเลยแห่งเดิมอีกต่อไป ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานที่สาขาอื่น โดยไม่มีการลดตำแหน่งและเงินเดือน จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้าง จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่ช่างยนต์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,790 บาท และวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่ช่างยนต์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,670 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน วันที่ 7มกราคม 2543 จำเลยปลดโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นพนักงาน โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีความผิดและไม่ได้บอกล่วงหน้าให้โจทก์ทั้งสองทราบตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน สำหรับโจทก์ที่ 1 คิดเป็นเงิน 62,320 บาท และโจทก์ที่ 2 คิดเป็นเงิน 61,360 บาท ทั้งมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายสำหรับโจทก์ที่ 1 จำนวน 49 วัน คิดเป็นเงิน 12,691 บาท และสำหรับโจทก์ที่ 2 จำนวน 53 วัน คิดเป็นเงิน 13,550.33 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 12,691 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 13,550.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 62,320 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 61,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า วันที่ 25 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันหยุด โจทก์ทั้งสองได้ร่วมกันฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โดยโจทก์ทั้งสองได้นำเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ที่เป็นของจำเลยไปหาประโยชน์ส่วนตัวด้วยการนัดหมายกับบุคคลภายนอกให้นำรถมาซ่อมที่สาขาสำเหร่ ซึ่งโจทก์ที่ 2 ทำงานอยู่โดยไม่มีการทำเอกสารสั่งซ่อมตามระเบียบของจำเลย จำเลยถือว่าโจทก์ทั้งสอง กระทำ การทุจริตต่อหน้าที่อันเป็นความผิดร้ายแรง แต่เพื่อให้โจทก์ทั้งสองมิต้องถูกปลดออกจากงาน จำเลยได้เรียกโจทก์ทั้งสองมาตักเตือนเป็นหนังสือและมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองไปทำงานที่สาขาถนนกิ่งแก้ว เพื่อมิให้โจทก์ทั้งสองกระทำซ้ำอีกและสาขาดังกล่าวต้องการช่างยนต์เพิ่ม อันเป็นคำสั่งชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่ยอมย้ายไปถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยเห็นว่าไม่สามารถควบคุมบังคับบัญชา โจทก์ทั้งสองได้จึงปลดโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลย โดยจำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสอง และจำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าจ้างในคราวถัดไป แต่โจทก์ทั้งสองขาดงานโดยไม่ให้เหตุผลอันสมควร จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า วันเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองตรวจซ่อมรถยนต์ของนายสุพัฒน์ คุ้มเลิกกิจพานิช โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้ใช้เครื่องมือของจำเลยและไม่ได้ตรวจซ่อมในศูนย์บริการของจำเลยทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้รับค่าตอบแทน ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ อันเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย และจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อโจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 12,691 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน13,550.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 62,320บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 61,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 7 มกราคม 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองโดยเพียงแต่วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่เท่านั้น ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อต่อสู้ตามคำให้การจำเลยที่ว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง ซึ่งจำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงสองข้อ คือ ข้อ 1. โจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ และข้อ 2. โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่เพียงใด เท่านั้น แต่ตามคำให้การของจำเลยนอกจากจะให้การต่อสู้ว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่แล้ว ยังฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงอีกด้วย ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยในประเด็นข้อ 2. ดังกล่าว นอกจากจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่แล้ว ยังต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยหรือไม่ตามข้อต่อสู้ของจำเลยอีกด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นหลัง จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติมาแล้วเพียงพอที่จะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นนี้เสียเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยอีกสำหรับปัญหาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่นั้น ปรากฏตามคำสั่งที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองอ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ มิได้ระบุเหตุอื่นไว้ด้วย จำเลยจะยกเหตุอื่นเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสามและมาตรา 119 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลแต่ข้อห้ามดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะไม่ให้นายจ้างยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นต่อสู้เพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ไม่รวมถึงสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย ดังนั้นแม้ในคำสั่งที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจะอ้างเหตุเลิกจ้างเพียงเหตุเดียวว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ดังกล่าวแล้ว จำเลยก็สามารถยกเหตุว่าโจทก์ทั้งสองจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยขึ้นต่อสู้ในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ และแม้ศาลแรงงานกลางจะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องโจทก์ทั้งสองตรวจซ่อมรถของนายสุพัฒน์ในวันเกิดเหตุว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสองทำการตรวจซ่อมรถให้แก่ผู้อื่นในเต็นท์หลังศูนย์บริการของจำเลยย่อมมีเหตุอันควรที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทั้งสองทำงานอยู่ในศูนย์บริการของจำเลยแห่งเดิมคือที่สาขาสำเหร่อีกต่อไป ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ทั้งสองไปทำงานที่สาขาถนนกิ่งแก้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีการลดตำแหน่งและเงินเดือนของโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม จึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยของเงินจำนวนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วีระชัย มุ่งงาม กับพวก
จำเลย — บริษัท ส.เกษมคาร์เซ็นเตอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5674/2544
#41237
เปิดฉบับเต็ม

แบบพิมพ์เช็คที่ยังไม่ได้กรอกรายการเท่ากับยังมิได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข อันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้นจึงไม่เป็นเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(7) แม้จำเลยเอาแบบพิมพ์เช็คของผู้เสียหายไป ก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 188

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 188, 266, 268, 335 ให้จำเลยคืนเช็คเลขที่ 3810871,3810872 และ 3810870 หรือใช้ราคาเป็นเงิน 15 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188, 335(11) วรรคแรก, 266(4), 268 (ที่ถูก 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 266(4)) ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นและความผิดฐานลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) วรรคแรกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมสามกระทงจำคุก 3 ปี ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266(4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง) จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมสามกระทง จำคุก6 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนเช็คเลขที่ 3810870,3810871 และ 3810872 หรือใช้ราคาเป็นเงิน 15 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือนเมื่อรวมกับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีก 1 ปี 6 เดือนรวมจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง การที่จำเลยเอาแบบพิมพ์เช็คของผู้เสียหายไป ซึ่งแบบพิมพ์เช็คที่ยังไม่ได้กรอกรายการเท่ากับยัง มิได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข อันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น จึงไม่เป็นเอกสารตามมาตรา 1(7) แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้นแม้จำเลยเอาแบบพิมพ์เช็คของผู้เสียหายไปตามฟ้อง ก็หาเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ไม่"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (7) ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นาย บุญนำ สมเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5674/2544
#257571
เปิดฉบับเต็ม

แบบพิมพ์เช็คที่ยังไม่ได้กรอกรายการเท่ากับยังมิได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข อันเป็น หลักฐานแห่งความหมายนั้น จึงไม่เป็นเอกสารตามมาตรา 1 (7) แห่ง ป.อ. แม้จำเลยเอาแบบพิมพ์เช็คของผู้เสียหายไปตามฟ้องก็หาเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 266, 268, 335 ให้จำเลยคืนเช็คเลขที่ 3810871, 3810872 และ 3810870 หรือใช้ราคาเป็นเงิน 15 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188, 335 (11) วรรคแรก, 266 (4), 268 (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4)) ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นและ ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมสามกระทงจำคุก 3 ปี ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วย มาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง) จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมสามกระทง จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 9 ปี จำเลยให้ การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนเช็คเลขที่ 3810870, 3810871 และ 3810872 หรือใช้ราคาเป็นเงิน 15 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? การที่จำเลยเอาแบบพิมพ์เช็คของผู้เสียหายไป ซึ่งแบบพิมพ์เช็คที่ยังไม่ได้กรอกรายการเท่ากับยังมิได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข อันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น จึงไม่เป็นเอกสารตามมาตรา 1 (7) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้นแม้จำเลยเอาแบบพิมพ์เช็คของผู้เสียหายไปตามฟ้อง ก็หาเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (7) ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายบุญนำ สมเชื้อ
188 — ป.อ. มาตรา 1 (7),
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเรวัตร อิศราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2544
#44622
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจะมิได้นำเอกสารที่จำเลยปลอมขึ้นไปยื่นแสดงต่อผู้เสียหายที่ 4 ด้วยตนเอง แต่มอบอำนาจให้ ส. ไปดำเนินการแทนโดย ส. ไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม มีผลเท่ากับจำเลยไปดำเนินการด้วยตนเอง เมื่อผู้เสียหายที่ 4 ได้รับเอกสารและดำเนินการให้ตามเอกสารนั้น ผู้เสียหายที่ 4 ย่อมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำดังกล่าว

ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องจำเลยทำปลอมสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่ามีการทำปลอมสัญญามาตั้งแต่คำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดก็ไม่มีผลถึงหรือทำให้การกระทำความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเปลี่ยนแปลงไป ข้อแตกต่างดังกล่าวนั้นจึงมิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ เพราะให้การปฏิเสธมาตลอด จึงไม่เป็นเหตุให้พิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสอง

จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมในสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของห้างหุ้นส่วนจำกัด และยื่นจดทะเบียนแก้ไขถอนผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมออกจากการเป็นหุ้นส่วน อันเป็นการระงับสิทธิในห้างหุ้นส่วน ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3และโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยจึงเป็นผู้เสียหายด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจได้จดทะเบียนณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 2สิงหาคม 2534 มีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ลงหุ้นด้วยเงิน 250,000 บาท นายสัมศักดิ์ บัวขาว นางปิ่นทอง ศรพรหมชัยผู้เสียหายที่ 1 และนายเทอดชัย ศรพรหมชัย ผู้เสียหายที่ 2 เป็นหุ้นส่วนลงหุ้นด้วยเงินคนละ 250,000 บาท กับนายพรชัย ศรพรหมชัย ผู้เสียหายที่ 3 เป็นหุ้นส่วนลงหุ้นด้วยเงิน 500,000 บาทต่อมาจำเลยทำปลอมขึ้นทั้งฉบับซึ่งสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3ออกจากหุ้นส่วนโดยถอนเงินลงหุ้นของแต่ละคน อันเป็นการระงับสิทธิของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ในห้างหุ้นส่วนจำกัด อันเป็นความเท็จและจำเลยลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ในเอกสารดังกล่าว โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1ถึงที่ 3 ผู้อื่นและประชาชน ทั้งนี้เพื่อให้นายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดขอนแก่น ผู้อื่นและประชาชนเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง จำเลยใช้โดยอ้างเอกสารสิทธิที่ทำปลอมขึ้นดังกล่าวต่อนายสมพงษ์ นพสุวรรณ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดขอนแก่น ผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ ผู้อื่นและประชาชน ต่อมาจำเลยโดยทุจริตได้หลอกลวงผู้เสียหายที่ 4 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งต่อผู้เสียหายที่ 4 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ทำสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจ โดยผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ยินยอมออกจากการเป็นหุ้นส่วน และแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือรับรองฐานะห้างหุ้นส่วนจำกัด อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานและโดยการหลอกลวงของจำเลยทำให้ผู้เสียหายที่ 4 ทำ ถอน หนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจ โดยผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3มิได้เป็นหุ้นส่วนอีกต่อไป โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ ผู้อื่นและประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 267, 268, 341 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเทอดชัย ศรพรหมชัย ผู้เสียหายที่ 2ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสองและจำเลยยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกฟ้องข้อหาฉ้อโกง และริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ดำเนินการในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจ ตามสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติม เอกสารหมาย ป.จ.12 (ศาลจังหวัดอ่างทอง) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยหรือไม่ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าลายมือชื่อผู้เป็นหุ้นส่วนลำดับที่ (4) ถึง (6) ในสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารหมาย ป.จ.12 (ศาลจังหวัดอ่างทอง) มิใช่ลายมือชื่อของตนทั้งปรากฏว่าหลังจากฝ่ายผู้เสียหายมอบอำนาจให้ทนายความไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย พนักงานสอบสวนได้ส่งลายมือชื่อดังกล่าวไป ให้ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ตรวจพิสูจน์ซึ่งพันตำรวจโทกำจร ชื่นบำรุง ผู้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อดังกล่าวเบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.2 และ ป.จ. 4(ศาลอาญากรุงเทพใต้) ว่า คุณสมบัติของการเขียนรูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกันจึงลงความเห็นว่า แต่ละลายมือชื่อไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ส่วนจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2535 โจทก์ร่วมทะเลาะกับจำเลยและนายสมศักดิ์เกี่ยวกับการที่โจทก์ร่วมนำรถไปทำงานที่อื่นไม่นำเงินที่ได้รับส่งห้างหุ้นส่วน แล้วนำรถไปเก็บรักษาเอง ทำให้รถเสียหายเมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ จึงตกลงเลิกห้างหุ้นส่วนกัน โดยผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมออกจากการเป็นหุ้นส่วนแล้วให้สามีจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนแทน ได้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินกันตามรายการทรัพย์สินและหนี้สินเอกสารหมาย ล.3 จำเลยได้ติดต่อให้นายสุนทร นาแถมทอง ดำเนินการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนใหม่เมื่อนายสุนทรพิมพ์คำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนแล้วนำมามอบให้จำเลย จำเลยมอบให้ผู้เสียหายที่ 3 นำไปให้ผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อ ต่อมาประมาณ 1 สัปดาห์ได้รับเอกสารคืนจึงมอบอำนาจให้นายสุนทรนำไปจดทะเบียนต่อผู้เสียหายที่ 4 และนายสุนทรเบิกความว่า เมื่อจำเลยนำสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมมาคืน จำเลยบอกพยานว่าหุ้นสวนลงลายมือชื่อในสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติม เอกสารหมาย ป.จ.12 (ศาลจังหวัดอ่างทอง)ต่อหน้าจำเลย พยานจึงรับจดทะเบียนให้และเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่าพยานให้นางวันเพ็ญและนายปริญญาลงลายมือชื่อเป็นพยานรับรองลายมือชื่อของหุ้นส่วนทั้งสามโดยไม่เห็นการลงลายมือชื่อของหุ้นส่วนทั้งสาม เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่า นำคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนไปมอบให้ผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อโดยไม่รู้เห็นในการลงลายมือชื่อ แต่กลับยืนยันต่อนายสุนทรว่าผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยเช่นนี้ จึงเป็นพิรุธและมีข้อเคลือบแคลงในความสุจริตของจำเลยและข้อที่จำเลยอ้างว่าการที่ผู้เสียหายที่ 3 มิได้มอบอำนาจให้นายฉลอง สว่างเนตร ทนายความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและตามเอกสารหมาย ป.ล.3 (ศาลจังหวัดสมุทรปราการ) ซึ่งนายฉลองชี้แจงไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดขอนแก่น ก็ระบุแต่เพียงว่า เป็นการปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์ร่วมเท่านั้น น่าเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 3 เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อในเอกสารหมาย ป.จ.12 (ศาลจังหวัดอ่างทอง) ดังกล่าว ก็ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 นำสืบปฏิเสธว่าไม่เคยได้รับเอกสารดังกล่าวจากจำเลยเพื่อนำไปให้ผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อ ทั้งผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมต่างยืนยันว่าไม่เคยตกลงจะออกจากการเป็นหุ้นส่วนดังจำเลยอ้างและผู้เสียหายที่ 3 ก็เบิกความในเรื่องการมอบอำนาจให้ทนายความร้องทุกข์ว่า เหตุที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเพราะทนายความแจ้งว่า ผู้เสียหายไม่จำต้องลงลายมือชื่อทุกคน เมื่อคำนึงเหตุผลที่ว่ามีเหตุจูงใจใดให้ผู้เสียหายที่ 3ต้องปลอมลายมือชื่อเพราะการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดแก่ฝ่ายตน แต่กลับเสียประโยชน์เพราะต้องออกจากการเป็นหุ้นส่วนทั้ง ๆ ที่ตนเป็นฝ่ายลงหุ้นด้วยเงินมาแล้วจำนวนมาก ผิดกับจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์โดยสามีจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนแทนและปรากฏว่าจำเลยได้ใช้ประโยชน์จากเอกสารดังกล่าว โดยทนายจำเลยนำไปอ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อโต้แย้งว่าฝ่ายผู้เสียหายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในรถขุดดินซึ่งเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ดังจำเลยอ้าง และข้อที่จำเลยอ้างว่า หากจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อดังกล่าวคงไม่นำเอกสารไปแสดงต่อฝ่ายผู้เสียหายนั้น เห็นว่า การแสดงเอกสารดังกล่าว จำเลยมุ่งที่จะให้ได้รับประโยชน์ ในการขอรถขุดคืน จำเลยอาจไม่ได้ใส่ใจว่าฝ่ายผู้เสียหายจะรู้หรือไม่จึงไม่เป็นข้อหักล้างว่าจำเลยมิได้ปลอมลายมือชื่อดังที่อ้าง ฉะนั้น แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อ แต่เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ของจำเลยประกอบกับมูลเหตุจูงใจและผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับจากการกระทำดังกล่าว มีน้ำหนักให้เชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วม แม้จำเลยจะมิได้นำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อผู้เสียหายที่ 4 ด้วยตนเอง แต่มอบอำนาจให้นายสุนทรไปดำเนินการแทน โดยนายสุนทรไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม การที่นายสุนทรไปดำเนินการยื่นเอกสารดังกล่าวแทนจำเลยก็มีผลเท่ากับจำเลยไปดำเนินการด้วยตนเอง และเมื่อผู้เสียหายที่ 4 ได้รับเอกสารและดำเนินการให้ตามเอกสารนั้น ผู้เสียหายที่ 4 ย่อมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า ความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นเรื่องจำเลยปลอมสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจ แสดงว่าฝ่ายผู้เสียหายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแล้ว แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่า ลายมือชื่อฝ่ายผู้เสียหายในคำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นลายมือชื่อปลอมฝ่ายผู้เสียหายจึงไม่ได้เข้าเป็นหุ้นส่วนมาแต่แรก ถือว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง นั้นเห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องจำเลยทำปลอมสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้นแม้ทางพิจารณาจะได้ความว่ามีการทำปลอมมาตั้งแต่คำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดก็ไม่มีผลถึงหรือทำให้การกระทำความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ข้อแตกต่างดังกล่าวนั้นจึงมิใช่ข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้เพราะให้การปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้กระทำความผิด ไม่เป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยว่าฝ่ายผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายในการกระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์นั้น ไม่ชอบเพราะฝ่ายผู้เสียหายเป็นผู้ถูกปลอมลายมือชื่อย่อมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำของจำเลยนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นว่า จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1ที่ 3 และโจทก์ร่วมในสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของห้างหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจเอกสารหมาย ป.จ.12 (ของศาลจังหวัดอ่างทอง) และยื่นจดทะเบียนแก้ไขถอนผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมออกจากการเป็นหุ้นส่วนของหุ้นส่วนจำกัดศรพรหมชัยธุรกิจ อันเป็นการจำกัดสิทธิในห้างหุ้นส่วนดังกล่าวผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยจึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ด้วยคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัยว่าผู้เสียหายที่ 4 มิได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงไว้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานนี้และพิพากษายกฟ้องนั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และฉ้อโกง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยเฉพาะความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเพียงกระทงเดียวจึงเท่ากับศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดฐานฉ้อโกงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และโจทก์ก็มิได้ยื่นอุทธรณ์ ความผิดฐานฉ้อโกงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หยิบยกความผิดฐานฉ้อโกงขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้อีกจึงเป็นการไม่ชอบปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนความผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและที่พิพากษายกฟ้องความผิดฐานฉ้อโกง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นายเทอดชัย ศรพรหมชัย
จำเลย — นางปริญดา วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2544
#69254
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายและโจทก์ร่วมแม้จำเลยจะมิได้นำเอกสารปลอมไปแสดงด้วยตนเอง แต่จำเลยมอบอำนาจให้ ส. ไปดำเนินการแทน โดย ส. ไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม การที่ ส. ไปดำเนินการยื่นเอกสารปลอมแทนจำเลย ก็มีผลเท่ากับจำเลยไปดำเนินการด้วยตนเอง

ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องจำเลยทำปลอมสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติม แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่ามีการทำปลอมมาตั้งแต่คำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ก็ไม่มีผลถึงหรือทำให้การกระทำความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ ฟ้องเปลี่ยนแปลงไป ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้เพราะให้การปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่เป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นลายมือชื่อปลอม จึงฟังไม่ได้ว่ามีการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมอยู่แล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้น มิได้ยกขึ้นวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้จึงมิใช่การหยิบยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นขึ้นวินิจฉัย

จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมในสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. และยื่นจดทะเบียนแก้ไขถอนผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่โจทก์ร่วมออกจากการเป็นหุ้นส่วน อันเป็นการ จำกัดสิทธิในห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และโจทก์ร่วมเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย

พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม แจ้งให้เจ้าพนักงาน จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย เฉพาะความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเพียงกระทงเดียว เท่ากับศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งความผิดฐานนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดฐานฉ้อโกง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ และโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ ความผิดฐานฉ้อโกงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกความผิดฐานฉ้อโกงขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้อง ในความผิดฐานนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225

เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนความผิดฐานฉ้อโกง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๗, ๒๖๘, ๓๔๑ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก จำคุก ๒ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ แต่กระทงเดียวตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง และจำเลยยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้ยกฟ้องข้อหาฉ้อโกง และริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ดำเนินการในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ตามสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติม เอกสารหมาย ป.จ. ๑๒ (ศาลจังหวัดอ่างทอง) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยหรือไม่ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า ลายมือชื่อผู้เป็นหุ้นส่วนลำดับที่ (๔) ถึง (๖) ในสัญญาหุ้นส่วน แก้ไขเพิ่มเติมเอกสารหมาย ป.จ. ๑๒ (ศาลจังหวัดอ่างทอง) มิใช่ลายมือชื่อของตน ทั้งปรากฏว่าหลังจากฝ่ายผู้เสียหายมอบอำนาจให้ทนายความไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย พนักงานสอบสวนได้ส่งลายมือชื่อดังกล่าวไปให้ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ตรวจพิสูจน์ ซึ่งผู้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อดังกล่าวเบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า คุณสมบัติของการเขียน รูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกันจึงลงความเห็นว่า แต่ละลายมือชื่อไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน และที่จำเลยอ้างว่า นำคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนไปมอบให้ผู้เสียหายที่ ๑ และโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อ โดยไม่รู้เห็นในการลงลายมือชื่อ แต่กลับยืนยันต่อ ส. ว่าผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ และโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อต่อหน้าจำเลยเช่นนี้ จึงเป็นพิรุธและมีข้อเคลือบแคลงในความสุจริตของจำเลย ฉะนั้น แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อ แต่เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ของจำเลยประกอบกับมูลเหตุจูงใจและผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับจากการกระทำดังกล่าว มีน้ำหนักให้เชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของ ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ และโจทก์ร่วมแม้จำเลยจะมิได้นำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อผู้เสียหายที่ ๔ ด้วยตนเอง แต่มอบอำนาจให้ ส. ไปดำเนินการแทน โดย ส. ไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม การที่ ส. ไปดำเนินการยื่นเอกสารดังกล่าวแทนจำเลย ก็มีผลเท่ากับจำเลยไปดำเนินการด้วยตนเอง และเมื่อผู้เสียหายที่ ๔ ได้รับเอกสารและดำเนินการให้ตามเอกสารนั้น ผู้เสียหายที่ ๔ ย่อมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า ความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นเรื่องจำเลยปลอมสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. แสดงว่าฝ่ายผู้เสียหายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแล้ว แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่า ลายมือชื่อฝ่ายผู้เสียหายในคำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นลายมือชื่อปลอม ฝ่ายผู้เสียหายจึงไม่ได้เข้าเป็นหุ้นส่วนมาแต่แรก ถือว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง นั้น เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องจำเลยทำปลอมสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่ามีการทำปลอมมาตั้งแต่คำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ก็ไม่มีผลถึงหรือทำให้การกระทำความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ข้อแตกต่างดังกล่าวนั้นจึงมิใช่ข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ เพราะให้การปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้กระทำความผิด ไม่เป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสอง และข้อที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่า ลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นลายมือชื่อปลอม จึงฟังไม่ได้ว่า มีการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมอยู่แล้ว เพียงแต่ศาลชั้นต้นมิได้ยกขึ้นวินิจฉัย ซึ่งอาจเนื่องมาจากเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยปลอมสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยปัญหานี้จึงมิใช่การหยิบยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นดังจำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่า ฝ่ายผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายในการกระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์นั้น ไม่ชอบเพราะฝ่ายผู้เสียหายเป็นผู้ถูกปลอมลายมือชื่อ ย่อมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำของจำเลยนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นว่า จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ และโจทก์ร่วมในสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. เอกสารหมาย ป.จ. ๑๒ (ของศาลจังหวัดอ่างทอง) และยื่นจดทะเบียนแก้ไขถอนผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ และที่โจทก์ร่วมออกจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. อันเป็นการจำกัดสิทธิในห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ และโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยจึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ด้วย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่าผู้เสียหาย ที่ ๔ มิได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงไว้ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานนี้และพิพากษายกฟ้องนั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และฉ้อโกง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยเฉพาะความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเพียงกระทงเดียวจึงเท่ากับศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา ๓๔๑ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดฐานฉ้อโกงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ และโจทก์ก็มิได้ยื่นอุทธรณ์ ความผิดฐานฉ้อโกงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ หยิบยกความผิดฐานฉ้อโกงขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้อีกจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนความผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ และโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและที่พิพากษายกฟ้องความผิดฐานฉ้อโกง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 84
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 15 ม. 28 (2) ม. 192 วรรคสอง ม. 193 ทวิ ม. 195 ม. 215 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
ศรพรหมชัย — นายเทอดชัย
จำเลย — นางปริญดา วิเชียรวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายพงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5657/2544
#44621
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 มิได้บังคับเด็ดขาดว่าศาลจำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำฟ้องทั้งหมดเพราะหากศาลเห็นว่าประเด็นใดแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยได้ อันเป็นอำนาจทั่วไปของศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2526 โจทก์กับจำเลยตกลงร่วมกันซื้อที่ดินที่หมู่บ้านมาบลูกจันทร์ อำเภอปลวกแดงจังหวัดระยอง แล้วร่วมกันครอบครองที่ดินดังกล่าวมาด้วยกัน ต่อมาปี 2531 กรมชลประทานเวนคืนที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ 35 ไร่เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จึงเหลือที่ดินซึ่งโจทก์กับจำเลยร่วมกันครอบครองเนื้อที่ 46 ไร่เศษ จากนั้นในปี 2533 ทางราชการมีประกาศให้ที่ดินซึ่งโจทก์กับจำเลยร่วมกันครอบครองเป็นเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2518 โจทก์กับจำเลยจึงตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินออกเป็น 2 ส่วน เท่า ๆ กัน โจทก์ได้ที่ดินทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและจำเลยได้ที่ดินทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เนื้อที่แปลงละ 23 ไร่69 ตารางวา ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2533 โจทก์นำเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเข้ารังวัดปักเขตในที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์เพื่อให้ทางราชการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือ ส.ป.ก. 4-01 ที่ดินของโจทก์คือที่ดินแปลงเลขที่ 3กลุ่มที่ 455 หรือแปลงเลขที่ 455/3 ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2536จำเลยยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยองอ้างว่าโจทก์นำรังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยเนื้อที่ 15 ไร่โดยโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่เพียง 7 ไร่ และในเดือนเดียวกันนั้นจำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านไม้ชั้นเดียวไม่มีเลขที่ปลูกมันสำปะหลัง สับปะรด และพืชผลอื่นในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยไปถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองแปลงเลขที่ 3 กลุ่มที่ 455 หรือแปลงเลขที่455/3 หมู่ที่ 2 ตำบลปลวกแดง อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยองเนื้อที่ 23 ไร่ 69 ตารางวา ซึ่งจำเลยยื่นไว้ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยรื้อถอนบ้านไม้ชั้นเดียวไม่มีเลขที่พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ใช้ค่าเสียหายอีกจำนวนปีละ 100,000 บาท นับถัดจากปีที่ฟ้องทุกปีจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์กับจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองระเวิง - เขาสมเส็ด และตกลงแบ่งที่ดินกันคนละ 35 ไร่ โดยที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ทางทิศตะวันตก และที่ดินส่วนของจำเลยอยู่ทางทิศตะวันออก เมื่อรังวัดปรากฏว่ามีเนื้อที่เพิ่มขึ้น จึงตกลงแบ่งที่ดินทางทิศเหนือของจำเลยให้โจทก์อีก 6 ไร่ 2 งาน ส่วนจำเลยได้เพิ่มอีก 2 ไร่ หลังจากนั้นจำเลยแบ่งการครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินแก่บุตร 2 คน คือนางสาวบุญชู พุดสมญา และนายสำลอง พุดสมญา คนละ 12 ไร่จำเลยเข้าทำประโยชน์และปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท ต่อมากรมชลประทานเวนคืนที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันตกเนื้อที่ 35 ไร่เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ต่อมาในปี 2533 โจทก์นำเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินไปรังวัดที่ดินรุกล้ำที่ดินของจำเลยเนื้อที่ 17 ไร่ จำเลยจึงทำหนังสือคัดค้านไว้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน2536 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 1รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2526โจทก์กับจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองระเวิง - เขาสมเส็ด เนื้อที่ 70 ไร่ ในราคา 230,000 บาทตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2526 กรมชลประทานนำสำรวจรังวัดที่ดินเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่เพิ่มขึ้น 14 ไร่และถูกเวนคืนอยู่ในลำดับที่ 15 เนื้อที่ 35 ไร่คงเหลือเนื้อที่ 49 ไร่ตามสำเนาแผนที่และรายชื่อเจ้าของที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่1 กุมภาพันธ์ 2528 โจทก์ได้รับหนังสืออนุญาตให้ได้รับการผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (สทก.1) เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ ตามเอกสารหมาย ล.1 ส่วนจำเลยได้รับหนังสือสทก.1 เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2528 ตามเอกสารหมาย ล.2 ครั้นปี 2533 ทางราชการประกาศให้ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2533 โจทก์นำรังวัดปักเขตที่ดินส่วนของโจทก์เนื้อที่29 ไร่ 35 ตารางวา เพื่อออก ส.ป.ก. 4-01 โดยที่ดินของโจทก์คือแปลงเลขที่ 3 กลุ่มที่ 455 หรือแปลงที่ 455/3 ตามสำเนาบันทึกการนำทำการรังวัดสำเนาแผนที่ที่ดินแปลงเลขที่ 455/3 และสำเนาแผนที่ต้นร่างเอกสารหมาย จ.6 จ.7 และ จ.16 ต่อมา วันที่ 21 มิถุนายน 2534 โจทก์ได้รับค่าทดแทนที่ดิน บ้านเรือน และต้นไม้ที่ถูกเวนคืนจากกรมชลประทานเป็นเงินรวมทั้งสิ้นจำนวน979,122 บาท ส่วนจำเลยได้รับค่าทดแทนต้นไม้เป็นเงินรวมทั้งสิ้นจำนวน 189,235 บาท จากนั้นวันที่ 24 มิถุนายน 2536 จำเลยยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยองว่าโจทก์นำรังวัดที่ดินรุกล้ำที่ดินของจำเลยเนื้อที่ 15 ไร่ เพราะที่ดินส่วนของโจทก์มีเนื้อที่เหลือหลังจากถูกกรมชลประทานเวนคืนเพียง 8 ไร่ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.8 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบด้วยมาตรา 131(2) และไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 142(1) ถึง (6) เพราะจำเลยได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1จึงไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 ที่บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อแต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องเว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามอนุมาตรา (1) ถึง (6) นั้น เป็นการกำหนดขอบเขตของการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาล ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยตามประเด็นปัญหาที่ศาลได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถาน และห้ามมิให้พิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือคำขอท้ายฟ้อง แต่มิได้บังคับเด็ดขาดว่าศาลจำต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหาดังกล่าวทั้งหมดเพราะหากศาลเห็นว่าประเด็นปัญหาใดแม้วินิจฉัยให้ ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยในประเด็นปัญหาดังกล่าวได้ อันเป็นอำนาจทั่วไปของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว ก็ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์หาได้ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิเนื่องจากเหตุที่จำเลยยื่นคำคัดค้านการที่โจทก์นำรังวัดที่ดินพิพาทไม่ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์อีก ฉะนั้น การใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 142 ประกอบด้วยมาตรา 131(2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังที่โจทก์ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง รัตนา รัตนปรีดากุล
จำเลย — นาง จ้อย พุดสมญา
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5657/2544
#69253
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 142 ที่บัญญัติห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏ ในคำฟ้อง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามอนุมาตรา (1) ถึง (6) เป็นการกำหนดขอบเขตของการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาล ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยตามประเด็นปัญหาที่ศาลได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถาน แต่มิได้บังคับ เด็ดขาดว่าศาลจำต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหาดังกล่าวทั้งหมด หากศาลเห็นว่าประเด็นปัญหาใดแม้วินิจฉัยให้ ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยในประเด็นปัญหาดังกล่าว อันเป็นอำนาจทั่วไปของศาล

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์อีก การใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 246 ประกอบด้วยมาตรา 142 และ 131 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยไปถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครอง ซึ่งจำเลยยื่นไว้ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๖ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำเลยรื้อถอนบ้านไม้ชั้นเดียวไม่มีเลขที่พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์กับจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองระเวิง - เขาสมเส็ด และตกลงแบ่งที่ดินกันคนละ ๓๕ ไร่ โดยที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ทางทิศตะวันตก และที่ดินส่วนของจำเลยอยู่ทางทิศตะวันออก จำเลยเข้าทำประโยชน์และปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท ต่อมากรมชลประทานเวนคืนที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันตกเนื้อที่ ๓๕ ไร่ เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ต่อมาในปี ๒๕๓๓ โจทก์นำเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินไปรังวัดที่ดินรุกล้ำที่ดินของจำเลยเนื้อที่ ๑๗ ไร่ จำเลยจึงทำหนังสือคัดค้านไว้เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๖ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๙,๕๐๐ บาท และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มิได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๑ (๒) และไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๔๒ (๑) ถึง (๖) เพราะจำเลยได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ที่บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อแต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามอนุมาตรา (๑) ถึง (๖) นั้น เป็นการกำหนดขอบเขตของการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาล ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยตามประเด็นปัญหาที่ศาลได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถาน และห้ามมิให้พิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือคำขอท้ายฟ้อง แต่มิได้บังคับเด็ดขาดว่าศาลจำต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหาดังกล่าวทั้งหมด เพราะหากศาลเห็นว่าประเด็นปัญหาใดแม้วินิจฉัยให้ ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยในประเด็นปัญหาดังกล่าวได้ อันเป็นอำนาจทั่วไปของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว ก็ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์หาได้ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิเนื่องจากเหตุที่จำเลยยื่นคำคัดค้านการที่โจทก์นำรังวัดที่ดินพิพาทไม่ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์อีก ฉะนั้น การใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๑๔๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๑ (๒) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังที่โจทก์ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ในส่วนนี้ชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๓,๐๐๐ บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 131 (2) ม. 142 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัตนา รัตนปรีดากุล
จำเลย — นางจ้อย พุดสมญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
อภิชาต สุขัคคานนท์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5655/2544
#69252
เปิดฉบับเต็ม

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้มีคำวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคท้าย อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า คดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางหรือไม่ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งว่า "อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 46 ทศ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของบุคคลที่มีอยู่ในความครอบครองจำเลยทั้งหมดมีกำหนด 180 วัน นับแต่วันที่ลงในคำสั่งอายัด" ซึ่งวิธีอายัดทรัพย์สินให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม และ ป.รัษฎากร มาตรา 12 วรรคสี่ กับระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอายัดทรัพย์สินตามความในมาตรา 12 แห่ง ป.รัษฎากร พ.ศ. 2539 ข้อ 15 ได้ระบุเรื่องผลการอายัดไว้ในข้อ (2) (ก) ว่า "สิทธิเรียกร้องให้ชำระเงิน การอายัดสิทธิเรียกร้องแห่งรายได้เป็นคราว ๆ ซึ่งรวมถึงจำนวนเงินที่ถึงกำหนดชำระภายหลังการอายัดนั้นด้วย แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าคำสั่งอายัดนั้นรวมถึงเงินที่ต้องชำระภายหลังการอายัดด้วยหรือไม่" เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสืออายัดค่าจ้างของโจทก์ ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยเป็นคราว ๆ โดยมิได้ระบุยกเว้นเงินที่จะถึงกำหนดชำระแก่โจทก์ภายหลังการอายัด คำสั่งอายัดจึงรวมถึงค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยภายหลังการอายัดด้วยจนกว่าคำสั่งอายัดจะสิ้นผล เมื่อต่อมาศาลอาญาได้มีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาการอายัดทรัพย์สินของโจทก์ออกไปอีก 180 วัน ระยะเวลาการอายัดที่ศาลอาญาขยายให้ดังกล่าวมีผลครอบคลุมถึงค่าจ้างในระยะเวลาที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างและดอกเบี้ยตามที่ฟ้องให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ระหว่างทำงานให้แก่จำเลย จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๒ จนถึงวันฟ้อง โดยอ้างว่าธนาคารแห่งประเทศไทย มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ถ. ๓๖๓๗/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีผลอายัดทรัพย์สินของโจทก์ถึงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ เท่านั้น การที่จำเลยค้างจ่ายเงินค่าจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งว่า คำสั่งอายัดทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ถ. ๓๖๓๗/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ เป็นคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ที่มีอยู่ในความครอบครองของจำเลย ณ วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ เท่านั้น และให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๗๙๙,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ แต่ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ ธปท.ถ. ๓๖๓๗/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔๖ ทศ และศาลอาญามีคำสั่งขยายระยะเวลาการอายัดทรัพย์ของโจทก์ออกไปอีก ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๓ ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านหรือขอเพิกถอนคำสั่งอายัดต่อศาลอาญา สิทธิเรียกร้องเงินเดือนของโจทก์ภายหลังวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ยังคงอยู่ภายใต้คำสั่งอายัดดังกล่าวจนกว่าจะครบกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำเลยได้รับหนังสือธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ถ. ๓๖๓๗/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ให้อายัดทรัพย์สินของโจทก์ มีกำหนด ๑๘๐ วัน อ้างว่าโจทก์กระทำผิดขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาศาลอาญาได้อนุญาตให้ขยายเวลาอายัดทรัพย์สินของโจทก์ออกไปอีก ๑๘๐ วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๓ แล้ววินิจฉัยว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยให้อายัดทรัพย์สินทุกประเภทของโจทก์ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลย ณ วันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งอายัด คือวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ไม่รวมถึงทรัพย์สินของโจทก์ที่จะได้รับจากจำเลยหลังวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไป พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายของเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๒ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๔๓ เมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายและเงินประกันสังคมแล้ว เป็นเงิน ๑,๓๘๗,๒๖๗.๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๓) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้มีคำวินิจฉัยที่ ๗๖/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๓ ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙ วรรคท้าย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสองว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างค้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ พิเคราะห์คำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ถ. ๓๖๓๗/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ที่ระบุว่า "อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๖ ทศ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าว (โจทก์) ? จึงแจ้งมายังท่าน เพื่ออายัดทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าว (โจทก์) ที่มีอยู่ในความครอบครองทั้งหมด มีกำหนด ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ลงในคำสั่งอายัดนี้?" เห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกคำสั่งอายัดโดยอาศัยอำนาจในมาตรา ๔๖ ทศ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งวิธีอายัดทรัพย์สินนั้นให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม และประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ วรรคสี่ กับระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอายัดทรัพย์สินตามความในมาตรา ๑๒ แห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อ ๑๕ ได้ระบุเรื่องผลการอายัดไว้ในข้อ (๒) (ก) ว่า "สิทธิเรียกร้องให้ชำระเงิน การอายัดสิทธิเรียกร้องแห่งรายได้เป็นคราว ๆ ซึ่งรวมถึงจำนวนเงินที่ถึงกำหนดชำระภายหลังการอายัดนั้นด้วย แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าคำสั่งอายัดนั้นรวมถึงเงินที่ต้องชำระภายหลังการอายัดด้วยหรือไม่" ซึ่งปรากฏว่า คดีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสืออายัดค่าจ้างของโจทก์ ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยเป็นคราว ๆ โดยมิได้ระบุยกเว้นเงินที่จะถึงกำหนดชำระแก่โจทก์ภายหลังการอายัด ดังนั้น คำสั่งอายัดจึงรวมถึงค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยภายหลังการอายัดคือค่าจ้างหลังวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ ด้วย จนกว่าคำสั่งอายัดจะสิ้นผล ปรากฏว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้อายัดทรัพย์สินของโจทก์มีกำหนด ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่ลงในคำสั่งนั้น ต่อมาศาลอาญาได้มีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาการอายัดทรัพย์สินของโจทก์ออกไปอีก ๑๘๐ วัน จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๓ ระยะเวลาการอายัดที่ศาลอาญาขยายให้ดังกล่าวจึงมีผลครอบคลุมถึงค่าจ้างในระยะเวลาที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยคือระหว่างเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๒ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๔๓ ด้วย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างและดอกเบี้ยตามที่ฟ้องให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12
ป.วิ.พ. ม. 223
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคท้าย ม. 31
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 5 ม. 46 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเลอศักดิ์ จุลเทศ
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5650/2544
#41236
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้โดยให้คุมความประพฤติของจำเลย ต่อมาระหว่างคุมความประพฤติจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ ดังนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้และเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดจะฎีกาต่อไปไม่ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาฯ มาตรา 17 วรรคสอง การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือนและปรับ 10,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนดระยะเวลา1 ปี และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดทุกประเภทกับให้เข้าร่วมกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ระหว่างคุมความประพฤติจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลชั้นต้นที่ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ โดยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนอีก ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 87/2543ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในคดีดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอไว้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือนและปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนด 1 ปี และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดทุกประเภท กับให้เข้าร่วมกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ต่อมาพนักงานคุมประพฤติรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ระหว่างคุมความประพฤติจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลชั้นต้นที่ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นได้เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้วคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522มาตรา 17 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาต่อไปไม่ได้ ที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 17 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ปราโมทย์ กลิ่นขจร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645/2544
#41235
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ร่วม โดยส่งมอบเช็คให้ อ. พนักงานของโจทก์ร่วมในทันทีที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่าย เมื่อ อ. รับเช็คแล้วได้กรอกจำนวนเงินและวัน เดือน ปี ที่ออกเช็คลงในเช็คต่อหน้าจำเลยและโดยความยินยอมของจำเลย แม้จำเลยเพียงแต่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค แต่รายการดังกล่าว จำเลยหาจำต้องเป็นผู้เขียนลงไว้ด้วยลายมือของจำเลยเองไม่ ถือได้ว่าเป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์แล้วเมื่อจำเลยเป็นผู้ออกเช็ค และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2541 จำเลยออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยด่านช้าง ลงวันที่ 8 เมษายน 2541จำนวนเงิน 150,000 บาท มอบให้บริษัทกรุงไทยแทรคเตอร์ จำกัด ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ที่อยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาผู้เสียหายนำเช็คเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าในวันที่ 24 เมษายน 2541 เวลากลางวัน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธไม่ใช้เงินโดยให้เหตุผลว่า "ยังไม่มีการตกลงกับธนาคาร"ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทกรุงไทยแทรคเตอร์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(3) จำคุก3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่าเช่ารถขุดดินให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยส่งมอบเช็คพิพาทให้นายอมรศักดิ์ ห่วงรักพนักงานของโจทก์ร่วม นายอมรศักดิ์ กรอกจำนวนเงินและวัน เดือน ปีที่ออกเช็คลงในเช็คพิพาทต่อหน้า จำเลยในขณะรับมอบเช็คพิพาท เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดใช้เงิน โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์มาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า ที่จำเลยยอมให้นายอมรศักดิ์กรอกจำนวนเงินและวัน เดือน ปีที่ออกเช็คลงในเช็คพิพาทต่อหน้าจำเลยในขณะนายอมรศักดิ์รับมอบเช็คพิพาทนั้น จำเลยจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่ เห็นว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่าเช่ารถขุดดินให้แก่โจทก์ร่วม โดยส่งมอบเช็คพิพาทให้นายอมรศักดิ์พนักงานของโจทก์ร่วมในทันทีที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท ซึ่งเมื่อนายอมรศักดิ์รับเช็คพิพาทจากจำเลยแล้วได้กรอกจำนวนเงินและวันเดือน ปี ที่ออกเช็คลงในเช็คพิพาทต่อหน้าจำเลยและโดยความยินยอมของจำเลยในทันทีที่รับมอบเช็คพิพาทจำนวนเงินและวัน เดือน ปี ที่ออกเช็คซึ่งนายอมรศักดิ์กรอกลงในเช็คพิพาทต่อหน้าจำเลยและโดยความยินยอมของจำเลยนั้นก็ตรงกับข้อตกลงในหนังสือสัญญาเช่าที่จำเลยทำกับโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 แม้จำเลยจะเพียงแต่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทก็ตาม แต่จำนวนเงินที่ลงในเช็คพิพาทและรายการวัน เดือน ปีที่ออกเช็คจำเลยหาจำต้องเป็นผู้เขียนลงไว้ในเช็คพิพาทด้วยลายมือของจำเลยเองไม่ จำเลยอาจให้บุคคลอื่นเขียนหรือพิมพ์ข้อความดังกล่าวให้ก็ได้ หากข้อความถูกต้องตรงกับเจตนาของจำเลยในการออกเช็คพิพาทก็ถือว่าเป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์แล้ว ซึ่งในทางธุรกิจการค้าก็มีการปฏิบัติเหมือนการกระทำดังจำเลยเช่นกันที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คอาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คที่พนักงานที่เกี่ยวข้องเสนอรายละเอียดในการออกเช็คมาพร้อมกับเช็คที่เขียนหรือพิมพ์รายการวัน เดือน ปี และจำนวนเงินที่ลงในเช็คครบถ้วนแล้วเพื่อให้ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คนั้น ก็เป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์ ดังนั้น ในกรณีเช่นนี้ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาทแล้ว อีกทั้งเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยย่อมทราบได้ในขณะออกเช็คพิพาทที่สมบูรณ์นั้นโดยทันทีว่าจะให้มีการใช้เงินตามเช็คในวันใดซึ่งในวันนั้นจำเลยผู้ออกเช็คพิพาทจะต้องเตรียมเงินไว้ในบัญชีที่ธนาคารอันจะพึงจ่ายเงินตามเช็คพิพาทนั้นได้ ต่อมาเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดใช้เงิน แต่เงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่ายเงินตามเช็คพิพาทจนธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังว่า จำเลยออกเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ที่ออกเช็ค ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คและพิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกา ไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยชำระค่าเช่าตามเช็คพิพาทในวันที่ 6 มีนาคม 2541 จำนวน 90,000 บาท และโดยการโอนเงินเข้าบัญชีของนายอมรศักดิ์ พนักงานของโจทก์ร่วมตามใบรับฝากเงินเอกสารหมาย ล.2 หนี้ตามเช็คพิพาทจึงระงับไปแล้วนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยใหม่ ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากนายอมรศักดิ์ว่าจำเลยยังมิได้ชำระค่าเช่าตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนเงินจำนวน90,000 บาท และการโอนเงินตามใบรับฝากเงินดังกล่าวเป็นการชำระค่าเช่าเดือนแรกที่จำเลยค้างชำระ มิใช่เป็นการชำระค่าเช่าตามเช็คพิพาทซึ่งจำเลยเองก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านยอมรับว่าการชำระเงินจำนวน90,000 บาท และการโอนเงินจำนวนดังกล่าว เป็นการชำระค่าเช่าของเดือนมีนาคม 2541 อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของนายอมรศักดิ์ว่าเป็นการชำระค่าเช่าเดือนแรกจริงคำเบิกความของนายอมรศักดิ์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟัง อีกทั้งการชำระเงินจำนวนดังกล่าวก็เป็นการชำระก่อนเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระทั้งสิ้น จึงเชื่อได้ว่าเป็นการชำระค่าเช่าเดือนแรกไม่ใช่เป็นการชำระค่าเช่าตามเช็คพิพาทดังที่จำเลยอ้าง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุพรรณบุรี
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัท กรุงไทย แทรคเตอร์ จำกัด
จำเลย — นาง เกียว แซ่โซว
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645/2544
#69251
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่าเช่ารถขุดดินให้แก่โจทก์ร่วม โดยส่งมอบเช็คพิพาทให้ อ. พนักงานของโจทก์ร่วมในทันทีที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้จำเลยจะเพียงแต่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทก็ตาม แต่จำนวนเงินที่ลงในเช็คพิพาทและรายการวัน เดือน ปี ที่ออกเช็คจำเลยหาจำต้องเป็นผู้เขียนลงไว้ในเช็คพิพาทด้วยลายมือของจำเลยเองไม่ จำเลยอาจให้บุคคลอื่นเขียนหรือพิมพ์ข้อความดังกล่าวให้ก็ได้ หากข้อความถูกต้องตรงกับเจตนาของจำเลยในการออกเช็คพิพาทก็ถือว่าเป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์แล้ว เมื่อ อ. รับเช็คพิพาทจากจำเลยแล้วกรอกจำนวนเงินและวัน เดือน ปี ที่ออกเช็คต่อหน้าจำเลยโดยความยินยอมของจำเลยในทันทีที่รับมอบเช็คพิพาท ในกรณีนี้ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาท เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทกรุงไทยแทรคเตอร์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๑) (๓) จำคุก ๓ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่าเช่ารถขุดดินให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยส่งมอบเช็คพิพาทให้นายอมรศักดิ์ ห่วงรัก พนักงานของโจทก์ร่วม นายอมรศักดิ์กรอกจำนวนเงินและวัน เดือน ปี ที่ออกเช็คลงในเช็คพิพาทต่อหน้าจำเลยในขณะรับมอบเช็คพิพาท เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดใช้เงิน โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่าเช่ารถขุดดินให้แก่โจทก์ร่วม โดยส่งมอบเช็คพิพาทให้นายอมรศักดิ์พนักงานของโจทก์ร่วมในทันทีที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท ซึ่งเมื่อนายอมรศักดิ์รับเช็คพิพาทจากจำเลยแล้วได้กรอกจำนวนเงินและวัน เดือน ปี ที่ออกเช็คลงในเช็คพิพาทต่อหน้าจำเลยและโดยความยินยอมของจำเลยในทันทีที่รับมอบเช็คพิพาท จำนวนเงินและวัน เดือน ปี ที่ออกเช็คซึ่งนายอมรศักดิ์กรอกลงในเช็คพิพาทต่อหน้าจำเลยและโดยความยินยอมของจำเลยนั้นก็ตรงกับข้อตกลงในหนังสือสัญญาเช่าที่จำเลยทำกับโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ. ๒ แม้จำเลยจะเพียงแต่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทก็ตาม แต่จำนวนเงินที่ลงในเช็คพิพาทและรายการวัน เดือน ปี ที่ออกเช็คจำเลยหาจำต้องเป็นผู้เขียนลงไว้ในเช็คพิพาทด้วยลายมือของจำเลยเองไม่ จำเลยอาจให้บุคคลอื่นเขียนหรือพิมพ์ข้อความดังกล่าวให้ก็ได้ หากข้อความถูกต้องตรงกับเจตนาของจำเลยในการออกเช็คพิพาทก็ถือว่าเป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์แล้ว ซึ่งในทางธุรกิจการค้าก็มีการปฏิบัติเหมือนการกระทำดังจำเลยเช่นกัน ที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คอาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คที่พนักงานที่เกี่ยวข้องเสนอรายละเอียดในการออกเช็คมาพร้อมกับเช็คที่เขียนหรือพิมพ์รายการวัน เดือน ปี และจำนวนเงินที่ลงในเช็คครบถ้วนแล้วเพื่อให้ผู้มีอำนาจลงลายมือสั่งจ่ายในเช็คนั้นก็เป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์ ดังนั้น ในกรณีเช่นนี้ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาทแล้ว อีกทั้งเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยย่อมทราบได้ในขณะออกเช็คพิพาทที่สมบูรณ์นั้นโดยทันทีว่าจะให้มีการใช้เงินตามเช็คในวันใด ซึ่งในวันนั้นจำเลยผู้ออกเช็คพิพาทจะต้องเตรียมเงินไว้ในบัญชีที่ธนาคารอันจะพึงจ่ายเงินตามเช็คพิพาทนั้นได้ ต่อมาเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดใช้เงิน แต่เงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่ายเงินตามเช็คพิพาทจนธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ฟังว่า จำเลยออกเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ที่ออกเช็ค ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 910 ม. 987 ม. 988
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัทกรุงไทยแทรคเตอร์ จำกัด
จำเลย — นางเกียว แซ่โซว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นายอนันต์ คงบริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิ์เดช จีนสลุต
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5633/2544
#41234
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีกัญชาน้ำหนัก 576.200 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยโจทก์อ้างบทลงโทษตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตราดังกล่าวได้อ้างถึงมาตรา 26 ซึ่งเป็นบทห้ามและข้อสันนิษฐานเด็ดขาดเกี่ยวกับการมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้ด้วย เพียงแต่โจทก์มิได้ระบุมาตรา 26 มาในคำขอท้ายฟ้องส่วนมาตรา 25 ที่โจทก์ระบุมานั้นไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างบทมาตราผิดศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 ร่วมกันมีกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวน 290 แท่ง น้ำหนัก 576.200กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและร่วมกันจำหน่ายกัญชาจำนวนดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3และนายตนุ ตั้งแก้วขจี กับพวกอีก 1 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องในราคา979,200 บาท โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกดังกล่าวชำระเงินค่ากัญชาล่วงหน้าให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 เป็นเงิน 300,000 บาทอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกรวม2 คน ข้างต้นร่วมกันมีกัญชา จำนวน 290 แท่ง น้ำหนัก 576.200กิโลกรัม ดังกล่าวข้างต้นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 25, 75, 36, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบยาเสพติดให้โทษของกลาง รถยนต์กระบะของกลางทั้ง 3 คัน โจทก์จะยื่นคำร้องขอริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31 ต่อไป

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 4 ที่ 6และที่ 7 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ส่วนจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแยกต่างหาก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26, 76 วรรคสอง(ที่ถูกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 76 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83)จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 14 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3คนละ 7 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,25, 76 และ 102 โดยไม่ระบุมาตรา 26 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับโทษโดยอ้างมาตรา 26 เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ต้องพิพากษายกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ร่วมกันมีกัญชาจำนวน 290 แท่ง น้ำหนัก 576.200 กิโลกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยโจทก์อ้างบทลงโทษตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาในคำขอท้ายฟ้องมาตราดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงมาตรา 26 ซึ่งเป็นบทห้ามและข้อสันนิษฐานเด็ดขาดเกี่ยวกับการมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้ด้วย เพียงแต่โจทก์มิได้ระบุมาตรา 26มาในคำขอท้ายฟ้อง ส่วนมาตรา 25 ที่โจทก์ระบุมานั้นไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นที่เห็นได้ว่า การที่โจทก์ระบุมาตรา 25 มาในคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างบทมาตราผิด เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคห้า ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สมควร ดวงแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา