คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9302/2559
#604352
เปิดฉบับเต็ม

ในการยื่นคำร้องขอฝากขังนั้นพนักงานสอบสวนเพียงแต่แสดงข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นว่า การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จและมีเหตุจำเป็นที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อทำการสอบสวนคดีต่อไปอีกจึงขออนุญาตต่อศาลเพื่อขอฝากขังผู้ต้องหาตามกำหนดเวลาเท่านั้น ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำร้องขอฝากขังรวมถึงเอกสารท้ายคำร้องจึงหาได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำร้องขอฝากขังไม่

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถจักรยานยนต์ในขณะที่มีสารเมทแอมเฟตามีนอยู่ในร่างกาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เมื่อข้อหาดังกล่าวกฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตลอดชีวิตหรือโทษสถานหนักกว่านั้น ศาลจึงพิพากษาคดีโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 13 ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารแนบท้ายคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์มาประกอบการพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องในข้อหานี้จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกคนละ 8 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุให้บรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด หมายเลข 08 2624 6148 และ 09 6874 7875 จำนวน 2 เครื่อง ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 3 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฎีกาของโจทก์ว่า สั่งในคำขออนุญาตฎีกา และมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตฎีกาว่า ส่งศาลฎีกาพิจารณา สำเนาให้อีกฝ่ายเพื่อทราบ ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ต่อมาเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งแล้ว ศาลชั้นต้นนัดคู่ความมาฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 24 สิงหาคม 2559 ในวันดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของโจทก์ว่า ให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาภายใน 15 นับแต่วันที่ฟังคำสั่งศาลฎีกา โดยศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาถึงคำสั่งของศาลฎีกาที่สั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา และคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า จึงให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ข้อ 1 ก. หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ก. สรุปได้ความว่า จำเลยที่ 1 เสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถจักรยานยนต์ในขณะที่มีสารเมทแอมเฟตามีนอยู่ในร่างกาย ซึ่งในวันนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1 ฟัง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เมื่อข้อหานี้กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตลอดชีวิตหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลจึงสามารถพิพากษาคดีโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 13 เมื่อศาลมิได้สืบพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ข้อ 1 ก. แล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารแนบท้ายคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ด้วยนั้น เห็นว่า ในการยื่นคำร้องขอฝากขังนั้นพนักงานสอบสวนเพียงแต่แสดงข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นว่า การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จและมีเหตุจำเป็นที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อทำการสอบสวนคดีต่อไปอีก จึงขออนุญาตต่อศาลเพื่อขอฝากขังผู้ต้องหาตามกำหนดเวลาที่ขออนุญาตเท่านั้น ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำร้องขอฝากขังรวมถึงเอกสารท้ายคำร้องจึงหาได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำร้องขอฝากขังไม่ การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหานี้ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 /1 วรรคสองด้วย เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วเป็นจำคุก 8 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 ม. 87
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายคมกฤชหรือจิน ธรรมากาศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางสุธิดา คูหะสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายภีม ธงสันติ
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ จันทพัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9284/2559
#605396
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 นั้น มาตรา 8 ศาลชั้นต้นต้องไต่สวนคำร้อง แล้วส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาว่าจะสั่งรับคำร้องนั้นไว้เพื่อดำเนินการพิจารณาคดีนั้นใหม่หรือไม่ตามมาตรา 9 ซึ่งในการพิจารณาคำร้องของศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" และวรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด" เมื่อคดีอยู่ในชั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นของศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่งรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ตามมาตรา 10 ดังกล่าว มิใช่กรณีที่มีการพิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำพิพากษาตามมาตรา 13 ที่จะฎีกาได้ตามมาตรา 15 (2) ดังนั้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่และให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 10 วรรคสอง ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องทั้งสองมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า นายประยวน ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 917/2552 ของศาลจังหวัดสุรินทร์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะและที่ชุมนุมชนที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการรื่นเริง การมหรสพ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกผู้ร้องที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 12 เดือน นายมานัดหรือมานัส ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 231,213 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2551 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อ้างว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษา นางจุฑามาศและนายเจษฎาพงษ์ ได้ร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ผู้ร้องทั้งสองต่อกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้สอบปากคำนายแพทย์ศิวาเมษฐ์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย กับมีการทดสอบวิถีกระสุนปืนที่ใช้ยิงโจทก์ร่วมและผู้เสียหาย ปรากฏว่าวิถีกระสุนปืน ทิศทางและระยะการยิงที่ทำให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ไม่ใช่วิถีกระสุนปืนที่มาจากการยิงของผู้ร้องที่ 1 จากพยานหลักฐานดังกล่าวกระทรวงยุติธรรมเชื่อว่าผู้ร้องทั้งสองมิใช่คนร้ายที่กระทำความผิด กรณีจึงถือว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีที่แสดงว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้กระทำความผิด

ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 เห็นควรไม่รับคำร้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องทั้งสอง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 นั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นตามมาตรา 8 ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนคำร้อง แล้วส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าจะสั่งรับคำร้องนั้นไว้เพื่อดำเนินการพิจารณาคดีนั้นใหม่หรือไม่ตามมาตรา 9 ซึ่งในการพิจารณาสั่งคำร้องของศาลอุทธรณ์นั้น มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนการไต่สวนและความเห็นแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและสั่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" และวรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด" เมื่อคดีนี้อยู่ในชั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาสำนวนการไต่สวนพร้อมความเห็นของศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่งรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ตามมาตรา 10 ดังกล่าว มิใช่กรณีที่มีการพิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำพิพากษาตามมาตรา 13 ที่จะฎีกาได้ตามมาตรา 15 (2) ดังนั้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่และให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง จึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติมาตรา 10 วรรคสอง ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องทั้งสองมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 8 ม. 9 ม. 10 ม. 13 ม. 15 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายประยวน แสงงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายทรงธน ติระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถาพร ดาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9282/2559
#605724
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกัน มีวันเวลากระทำความผิดและสถานที่เกิดเหตุเช่นเดียวกับคดีนี้ เพียงแต่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของงานศิลปกรรมต่างรายกันเท่านั้น การที่จำเลยนำออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายสินค้าที่มีรูปงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายต่างรายหลายรายการต่อเนื่องในวันเดียวกัน จึงฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายแต่ละรายถือเป็นความผิดกรรมเดียวกัน มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ศปก.อ.33/2558 ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้แล้ว คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องในคดีดังกล่าว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับคดีดังกล่าวจึงระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 8, 15, 27, 31, 61, 70, 75, 76 และ 78 ให้ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ กับนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ศปก.อ.33/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ศปก.อ.33/2558 หมายเลขแดงที่ ศปก.อ.33/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอันถือได้ว่าศาลดังกล่าวได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ฟ้องเป็นผลให้สิทธินำคดีอาญาตามฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกัน มีวันเวลากระทำความผิดและสถานที่เกิดเหตุเช่นเดียวกับคดีนี้ เพียงแต่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของศิลปกรรมต่างรายกันเท่านั้น การที่จำเลยนำออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายสินค้าที่มีรูปงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายต่างรายหลายรายการต่อเนื่องในวันเดียวกัน จึงฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายแต่ละรายถือเป็นความผิดกรรมเดียวกัน มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ศปก.อ.33/2558 ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับความผิดที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้แล้ว คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องในคดีดังกล่าว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับคดีดังกล่าวจึงระงับไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นางสาวณัฎฐณิชา อาลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ปริญญา ดีผดุง
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9274/2559
#606341
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริงตามคำเบิกความโจทก์มาอุทธรณ์เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มอบหมายงานให้โจทก์ทำนอกประเทศไทยโดยมิได้เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางโดยต้องไปฟ้องต่อศาลในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เป็นการอุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

การพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ หาใช่พิจารณาแต่เพียงว่านายจ้างมีสิทธิเลิกสัญญาจ้างตามข้อตกลงในสัญญาจ้างประการเดียวเท่านั้นไม่ แต่จะต้องพิจารณาด้วยว่ากรณีการเลิกจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างและเป็นเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์เพราะเสียดายที่ต้องจ่ายค่าจ้างจำนวนมากแก่โจทก์และเพื่อต้องการลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ อันเป็นการเลิกจ้างที่ให้ประโยชน์แก่นายจ้างฝ่ายเดียว จึงไม่มีเหตุอันจำเป็นและสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงินไทย ศาลแรงงานกลางจึงชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงินไทยแก่โจทก์ได้ ส่วนหนี้ค่าชดเชยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองตกลงจ่ายค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐจำนวนหนึ่งโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองตกลงจ่ายค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 40,249.98 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยบางส่วนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ คงค้างโจทก์อยู่อีก 4,750 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหนี้ค่าชดเชยเป็นหนี้เงินที่กำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ หากจำเลยทั้งสองจะชำระเป็นเงินไทยก็ทำได้โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ซึ่งเป็นสิทธิของลูกหนี้ในการเลือกปฏิบัติการชำระหนี้ ศาลไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสิทธิของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ได้โดยลำพัง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาดเป็นเงินไทยโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่มีการชำระค่าชดเชยบางส่วนไปแล้วนั้น จึงไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินโบนัส 441,798 บาท สิทธิประโยชน์ค่าที่พัก 720,000 บาท ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าสาธารณูปโภค 108,000 บาท ค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับจากประเทศไทยไปประเทศอังกฤษ 576,980 บาท ค่าเล่าเรียนบุตร 330,310.15 บาท กองทุนเงินบำนาญ 209,869.29 บาท ค่าใช้จ่ายในการย้ายถิ่นฐาน 378,740.80 บาท ค่าประกันสุขภาพ 260,707.20 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อการทำงาน 4,114.28 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากประเทศไทยไปประเทศสิงคโปร์ 44,100 บาท ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายสัตว์เลี้ยงของโจทก์จากประเทศไทยไปประเทศสิงคโปร์ 132,361.35 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 9,619,248.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 295,283.49 บาท ค่าชดเชย 1,311,715.68 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 90 วัน เป็นเงิน 1,311,715.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยที่ยังขาดอยู่อีก 155,423.77 บาท และค่าเสียหาย 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทวิลเบอร์เอลลิส จำกัด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบริษัทลูกของบริษัทวิลเบอร์เอลลิส จำกัด และจำเลยที่ 2 เป็นสาขาของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย จำเลยที่ 3 ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งรองประธานกรรมการ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานตกลงจ้างมีกำหนด 1 ปี ค่าจ้างปีละ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งจ่าย 50 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนให้แก่โจทก์ในประเทศไทย ส่วนที่เหลือจ่ายเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในต่างประเทศ หลังจากทำสัญญาจ้างแล้ว ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2550 โจทก์เริ่มทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดระดับภูมิภาค มีหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องการพัฒนาและการเติบโตในธุรกิจกระดาษเคมีภัณฑ์ของนายจ้างในประเทศไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย และเวียดนาม ซึ่งเป็นงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่มีหน้าที่รับผิดชอบและเป็นงานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยที่ 2 ในหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดระดับภูมิภาคในประเทศไทยด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างแบ่งกันจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ตลอดมาตั้งแต่เริ่มจ้าง ปี 2551 โจทก์ได้รับค่าจ้าง 153,000 ดอลลาร์สหรัฐ ปี 2552 โจทก์ได้รับค่าจ้างเพิ่มเป็น 157,000 ดอลลาร์สหรัฐ และปี 2553 โจทก์ได้รับค่าจ้างเพิ่มเป็น 161,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเดือนละ 13,416.66 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปี 2553 จำเลยที่ 1 และที่ 2 แบ่งจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน โดยจำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์เดือนละ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยที่ 2 จ่ายให้โจทก์เดือนละ 5,916.66 ดอลลาร์สหรัฐ รวม 13,416.66 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2553 โจทก์ได้รับหนังสือบอกเลิกจ้างให้มีผลทันทีอ้างว่าผลการปฏิบัติงานและการพัฒนาธุรกิจภายใต้บังคับบัญชาของโจทก์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หนังสือเลิกจ้างใช้ชื่อและตราสัญลักษณ์ของจำเลยที่ 2 และมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อ วันที่ 6 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์เท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน และจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ 35,499.98 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 1,161,587.75 บาท แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาจ้าง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตลอดมา แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ และร่วมกันเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดตามสัญญาจ้างและการเลิกจ้างต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดด้วยเพราะเป็นลูกจ้างที่กระทำการแทนจำเลยที่ 1 หนังสือเลิกจ้างไม่ได้ระบุว่า โจทก์กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน โดยค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์ได้รับปีละ 161,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเดือนละ 13,416.66 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นค่าชดเชย 40,249.98 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 1,317,011.52 บาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2553 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าชดเชยบางส่วนแก่โจทก์ คือ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.7208 บาท จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยบางส่วนแก่โจทก์ 35,499.98 ดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 1,161,587.75 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันชำระค่าชดเชยส่วนที่ขาด 155,423.77 บาท ซึ่งคิดเป็นเงินไทยโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันเดียวกันข้างต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ครบแล้ว แม้หนังสือเลิกจ้างระบุว่าการปฏิบัติงานและการพัฒนาธุรกิจภายใต้บังคับบัญชาของโจทก์ไม่เป็นไปตามที่บริษัทคาดหวัง แต่ก่อนเลิกจ้าง 5 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปรับเพิ่มค่าจ้างให้โจทก์อีกปีละ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียดายที่ต้องจ่ายค่าจ้างจำนวนมากให้แก่โจทก์ จึงเลิกจ้างโจทก์เพื่อลดค่าใช้จ่ายอันเป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์แก่นายจ้างฝ่ายเดียว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยอ้างเหตุเช่นนี้จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าขนย้ายและค่าเดินทางเพื่อการทำงานกับค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับประเทศสิงคโปร์ เงินกองทุนบำนาญและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ครบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าขนย้ายสัตว์เลี้ยงเพราะไม่ได้กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง เมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับประเทศอังกฤษ ค่าเล่าเรียนบุตร ค่าประกันสุขภาพ ค่าที่พักและค่าสาธารณูปโภค รวมทั้งไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสเพราะไม่ได้เป็นลูกจ้างขณะจ่ายเงินโบนัสตามเงื่อนไขการจ่ายเงินโบนัส

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางหรือไม่ หรือต้องไปฟ้องต่อศาลในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยต้องส่งหมายนัดและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 1 ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น อุทธรณ์ข้อนี้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยกข้อเท็จจริงตามคำเบิกความโจทก์มาอุทธรณ์ เพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มอบหมายงานให้โจทก์ทำนอกประเทศไทยโดยมิได้เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยเพื่อนำไปสู่ปัญหาอำนาจฟ้อง จึงเป็นการอุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อสัญญาจ้างและปรับเพิ่มค่าจ้างให้แก่โจทก์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2551 ถึงปี 2553 ระบุเหตุผลการปรับเพิ่มค่าจ้างของปี 2551 ว่าพึงพอใจอย่างมากกับการพัฒนาที่โจทก์ทำไว้ตั้งแต่เข้าร่วมงาน จึงเพิ่มค่าจ้างให้อีกปีละ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ ระบุเหตุผลการปรับเพิ่มค่าจ้างของปี 2552 ว่ามีความท้าทายในการทำธุรกิจช่วงเศรษฐกิจกำลังตกต่ำอย่างต่อเนื่องซึ่งกระทบต่ออุตสาหกรรมกระดาษ จึงปรับเพิ่มค่าจ้างให้อีกปีละ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ และระบุเหตุผลการปรับเพิ่มค่าจ้างของปี 2553 ว่าเป็นปีแห่งการทำงานที่ท้าทายและมีการปรับเพิ่มค่าจ้างให้อีกปีละ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ การปรับเพิ่มค่าจ้างในแต่ละปีให้แก่โจทก์จึงไม่ใช่ด้วยเหตุผลเพื่อให้เหมาะสมกับค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ส่วนเหตุผลในการเลิกจ้างนั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า แม้หนังสือเลิกจ้างระบุว่าการปฏิบัติงานและการพัฒนาธุรกิจภายใต้บังคับบัญชาของโจทก์ไม่เป็นไปตามที่บริษัทคาดหวัง แต่ก่อนเลิกจ้าง 5 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปรับเพิ่มค่าจ้างให้โจทก์อีกปีละ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียดายที่ต้องจ่ายค่าจ้างจำนวนมากให้แก่โจทก์ จึงเลิกจ้างโจทก์เพื่อลดค่าใช้จ่ายอันเป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์แก่นายจ้างฝ่ายเดียว ไม่ใช่ด้วยเหตุว่าผลประกอบการในส่วนที่โจทก์รับผิดชอบขาดทุนมาโดยตลอดซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โอกาสปรับปรุงแก้ไขการทำงานแต่โจทก์ไม่สามารถเพิ่มรายได้และผลกำไรดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์มา จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า เป็นการเลิกจ้างตามสัญญาจ้างที่กำหนดให้นายจ้างเลิกสัญญาจ้างได้หากบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้เท่ากับค่าจ้าง 30 วัน จึงเลิกจ้างได้ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่นั้น หาใช่พิจารณาแต่เพียงว่านายจ้างมีสิทธิเลิกสัญญาจ้างตามข้อตกลงในสัญญาจ้างประการเดียวเท่านั้นไม่ แต่จะต้องพิจารณาด้วยว่ากรณีการเลิกจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างและเป็นเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยเหตุว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียดายที่ต้องจ่ายค่าจ้างจำนวนมากให้แก่โจทก์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายจึงเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นการกระทำที่ให้ประโยชน์แก่นายจ้างฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันจำเป็นและสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงินไทยและให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนคำนวณค่าชดเชยในวันที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าชดเชยบางส่วนแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าเสียหายเป็นเงินไทย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เป็นการเลิกจ้างเพื่อประโยชน์ของนายจ้างฝ่ายเดียวที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงพิพากษาให้จ่ายค่าเสียหายเป็นเงินบาทนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนค่าชดเชยนั้น โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซึ่งได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงินไทยโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 13,416.66 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 40,249.98 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าชดเชยบางส่วน 35,499.98 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาดแก่โจทก์ 4,750 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนี้เงินที่กำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะชำระเป็นเงินไทยก็ทำได้โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ซึ่งเป็นสิทธิของลูกหนี้ในการเลือกปฏิบัติการชำระหนี้ ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้โดยลำพัง ที่ศาลแรงงานกลางใช้อำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาดเป็นเงินไทยโดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 อันเป็นวันที่มีการชำระค่าชดเชยบางส่วนไปแล้วนั้น จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาด 4,750 ดอลลาร์สหรัฐ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.5884 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปีเตอร์ จอห์น เดอ เคลิร์ก
จำเลย — บริษัทคอนแนลบราเดอร์ส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9263/2559
#607983
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเก็บรวบรวมจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 เพื่อแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลายตามวิธีการที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 กำหนด การประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นนั้น พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 32 กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่

การเรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น (ครั้งที่ 1) เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านสอบถามความประสงค์ของเจ้าหนี้ในการดำเนินการแก่ที่ดินพิพาทเพื่อให้การดำเนินคดีล้มละลายสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยผู้คัดค้านได้กำหนดหัวข้อประชุมให้เจ้าหนี้แถลงความประสงค์เกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงและระบุเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ไม่มาประชุมหรือไม่แถลงตามกำหนดจะถือว่าไม่ประสงค์ดำเนินการแก่ทรัพย์ดังกล่าวและไม่คัดค้านการที่ผู้คัดค้านจะรายงานขอให้ศาลมีคำสั่งปิดคดี เมื่อถึงกำหนดวันนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น (ครั้งที่ 1) ไม่มีเจ้าหนี้รายใดมาร่วมประชุมจึงถือว่าเจ้าหนี้ได้สละสิทธิที่จะดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยปริยาย ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่สามารถดำเนินการใด ๆ กับที่ดินพิพาทตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ได้อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 มีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปลดจากการล้มละลาย ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2552 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 ผู้คัดค้านยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 106676และ 159200 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 3 ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ต่อผู้คัดค้าน วันที่ 9 สิงหาคม 2554 ผู้คัดค้านมีคำสั่งว่าการยึดทรัพย์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 106676 และ 159200 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ติดจำนองแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้คัดค้านนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น (ครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 กำหนดหัวข้อประชุมให้เจ้าหนี้แถลงความประสงค์เกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว หากเจ้าหนี้ไม่มาประชุมหรือไม่แถลงตามกำหนดจะถือว่าไม่ประสงค์ดำเนินการแก่ทรัพย์ดังกล่าวและไม่คัดค้านการที่ผู้คัดค้านจะรายงานขอให้ศาลมีคำสั่งปิดคดี ครั้นถึงวันนัดไม่มีเจ้าหนี้มาประชุม ผู้คัดค้านรายงานขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปิดคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 133 ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดคดีวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลายตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2552 ต่อมาผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงไถ่ถอนจำนองจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้รับโอนสิทธิจำนองจากเจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 โจทก์นำผู้คัดค้านยึดที่ดินทั้งสองแปลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 ผู้คัดค้านขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเปิดคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 134 ศาลมีคำสั่งให้เปิดคดีวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ต่อมาจำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้คัดค้านมีอำนาจยึดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเก็บรวบรวม จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 เพื่อแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลายตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 กำหนด การประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นนั้นพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 32 กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ การเรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น (ครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านสอบถามความประสงค์ของเจ้าหนี้ในการดำเนินการแก่ที่ดินพิพาทเพื่อให้การดำเนินคดีล้มละลายสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยผู้คัดค้านได้กำหนดหัวข้อประชุมให้เจ้าหนี้แถลงความประสงค์เกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงและระบุเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ไม่มาประชุมหรือไม่แถลงตามกำหนดจะถือว่าไม่ประสงค์ดำเนินการแก่ทรัพย์ดังกล่าวและไม่คัดค้านการที่ผู้คัดค้านจะรายงานขอให้ศาลมีคำสั่งปิดคดีเมื่อถึงกำหนดวันนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น (ครั้งที่ 1) ไม่มีเจ้าหนี้รายใดมาร่วมประชุมจึงถือว่าเจ้าหนี้ได้สละสิทธิที่จะดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยปริยาย ดังนั้นผู้คัดค้านจึงไม่สามารถดำเนินการใด ๆ กับที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ได้อีกต่อไป ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 106676 และ 159200 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพเรือ
ผู้ร้อง — นายณัฐนันท์ ศาสตรี
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด แลมด้า เทรดดิ้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวชลทิชา แข็งสาริกิจ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9253/2559
#606699
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยทั้งสามเป็นการให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์โดยมีเหตุแห่งการปฏิเสธว่าข้อถือสิทธิในลักษณะพิเศษตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ไม่สมบูรณ์เพราะมีงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วคือสิ่งใดนั้นเป็นข้อเท็จจริงอันสำคัญในการใช้เปรียบเทียบกับการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิของโจทก์ว่าต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร เพื่อจะได้วินิจฉัยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องระบุไว้ในคำให้การโดยชัดแจ้ง จึงถือว่ามีงานที่ปรากฏอยู่แล้วเท่าที่จำเลยทั้งสามให้การระบุไว้ในคำให้การของจำเลยทั้งสามเท่านั้นที่ถือว่าจำเลยทั้งสามมีสิทธินำสืบตามข้ออ้างของตน ส่วนคำให้การปฏิเสธในเรื่องงานที่ปรากฏอยู่แล้วก่อนโจทก์ขอรับอนุสิทธิบัตรที่ไม่ระบุว่าเป็นงานใดนั้น เป็นคำให้การที่ไม่แสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธ จึงไม่มีประเด็นที่จำเลยทั้งสามจะนำสืบถึงงานที่ปรากฏอยู่แล้วนอกเหนือจากที่จำเลยทั้งสามได้ระบุไว้ในคำให้การของจำเลยทั้งสามโดยชัดแจ้งข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ ทป.68/2556 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ว่า จำเลย เรียกโจทก์ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ว่า โจทก์ที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้ว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับ แต่คดีหมายเลขแดงที่ ทป.68/2556 คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายรายปี จำนวนปีละ 3,000,000 บาทนับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2548 จนถึงวันฟ้อง เป็นระยะเวลา 7 ปี รวมจำนวน 21,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสามหยุดการผลิต ลอกหรือเลียนแบบ ขายและมีไว้เพื่อขายซึ่งผลิตภัณฑ์รถย่อยเศษกิ่งไม้ตามอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์รถย่อยเศษกิ่งไม้ในลักษณะพิเศษของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองฝ่ายให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 0303001133 สำหรับการประดิษฐ์ รถย่อยเศษกิ่งไม้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกอนุสิทธิบัตรให้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1651 ข้อถือสิทธิในส่วนที่กล่าวถึงลักษณะพิเศษของการประดิษฐ์นี้คือ ที่แนวขอบด้านข้างด้านหนึ่งของร่องปลายเปิดจะถูกตัดเฉือนออกให้เป็นคมแหลมและที่ด้านข้างอีกด้านหนึ่งของร่องปลายเปิดจะถูกตัดเนื้อบางส่วนออกเพื่อให้เกิดเป็นที่วางใบมีดสำหรับใช้ติดตั้งแผ่นใบมีด ซึ่งที่วางใบมีดจะถูกตัดผิวออกโดยจะมีลักษณะลาดลงมาจากส่วนแนวขอบของปลายเปิดมายังบริเวณด้านในของแป้นใบมีด เพื่อให้ส่วนปลายคมของแผ่นใบมีดที่จะนำมาวางลงบนที่วางใบมีดจะถูกให้ยกตัวขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งใช้ชื่อสกุลเดิมว่านายนิพันธ์ ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 0303001134 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 สำหรับการประดิษฐ์รถย่อยเศษกิ่งไม้และพืชต่าง ๆ กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกอนุสิทธิบัตรให้เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2548 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1634 ข้อถือสิทธิในส่วนที่กล่าวถึงลักษณะพิเศษของการประดิษฐ์นี้ คือ ชุดใบมีดประกอบด้วยแป้นใบมีดจำนวน 2 แผ่น ที่วางตัวในแนวขนานกัน ซึ่งที่ด้านนอกของแป้นใบมีดทั้งสองข้างจะมีที่วางใบมีดที่มีแผ่นใบมีดเฉือนติดตั้งด้วยวิถีทางการยึด ที่ซึ่งระหว่างแป้นใบมีดจะเป็นแกนยึดใบมีดจำนวนหนึ่งที่มีแผ่นใบมีดจำนวนหนึ่งติดตั้งอยู่ในลักษณะที่สามารถโยกตัวไป-มาได้ และที่ด้านหลังของแกนยึดใบมีดแต่ละแกนจะเป็นแกนโลหะที่ถูกยึดอยู่ระหว่างแป้นใบมีดทั้งสองข้าง โดยแกนโลหะจะเป็นตัวที่จะช่วยให้แผ่นใบมีดที่ติดตั้งอยู่ในแกนยึดใบมีดให้เคลื่อนที่กลับไป-กลับมา เมื่อชุดใบมีดหมุนจากการขับเคลื่อนของวิถีทางส่งกำลัง เมื่อโจทก์ได้รับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1651 แล้ว โจทก์ผลิตรถย่อยเศษกิ่งไม้ออกจำหน่ายตามภาพถ่ายในแผ่นโฆษณาสินค้า

มีปัญหาที่สมควรยกขึ้นวินิจฉัยเป็นประการแรกตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า ข้อถือสิทธิในลักษณะพิเศษตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1651 ของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสามให้การโดยอ้างอิงคำฟ้องของโจทก์ที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่ ทป.89/2554 หมายเลขแดงที่ ทป.68/2556 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งจำเลยที่ 3 คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1651 ของโจทก์คดีนี้ และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษารวมกับคดีนี้โดยสรุปความได้ว่า จำเลยทั้งสามคดีนี้ให้การว่า ข้อถือสิทธิในลักษณะพิเศษตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ไม่สมบูรณ์เพราะไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เนื่องจากจำเลยทั้งสามผลิตผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายโดยมีลักษณะการวางใบมีดเหมือนกับข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์มานานก่อนที่โจทก์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร และข้อถือสิทธิในลักษณะพิเศษตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ดังกล่าวก็มีการเผยแพร่ในหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาก่อนโจทก์ขอรับอนุสิทธิบัตร รายละเอียดปรากฏตามหนังสือที่เรียบเรียงโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์อำไพ และหนังสือการใช้ประโยชน์ของไม้สนในป่าทางภาคใต้ (ของสหรัฐอเมริกา) (UTILIZATION OF THE SOUTHERN PINES) เขียนโดยนายปีเตอร์ เอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์ (จำเลยคดีนี้) ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ทป.68/2556 ดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่าคำให้การของจำเลยทั้งสามคดีนี้ให้การปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์โดยมีเหตุแห่งการปฏิเสธว่าข้อถือสิทธิในลักษณะพิเศษตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ไม่สมบูรณ์เพราะมีงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วคือสิ่งใดนั้นเป็นข้อเท็จจริงอันสำคัญในการใช้เปรียบเทียบกับการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิของโจทก์ว่าต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร เพื่อจะได้วินิจฉัยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องระบุไว้ในคำให้การโดยชัดแจ้ง จึงถือว่ามีงานที่ปรากฏอยู่แล้วเท่าที่จำเลยทั้งสามให้การระบุไว้ดังกล่าวข้างต้นเท่านั้นที่ถือว่าจำเลยทั้งสามมีสิทธินำสืบตามข้ออ้างดังกล่าว ส่วนคำให้การปฏิเสธในเรื่องงานที่ปรากฏอยู่ก่อนโจทก์ขอรับอนุสิทธิบัตรที่ไม่ระบุว่าเป็นงานใดนั้น เป็นคำให้การที่ไม่แสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธ จึงไม่มีประเด็นที่จำเลยทั้งสามจะนำสืบถึงงานที่ปรากฏอยู่แล้วนอกเหนือจากที่จำเลยทั้งสามให้การระบุไว้ในคำให้การดังกล่าวข้างต้น ซึ่งตามประเด็นเกี่ยวกับงานที่ปรากฏอยู่ก่อนโจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรตามที่จำเลยทั้งสามให้การไว้ดังกล่าวนั้น โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า ข้อถือสิทธิในลักษณะพิเศษตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นการประดิษฐ์ที่โจทก์พัฒนาขึ้นมาและไม่เคยมีมาก่อน ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบโดยจำเลยที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า รถสับย่อยกิ่งไม้และพืชต่าง ๆ ของจำเลยทั้งสามมีการผลิตออกจำหน่ายเผยแพร่โดยทั่วไปมาก่อนแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีรายละเอียดและพยานหลักฐานที่เป็นรถสับย่อยกิ่งไม้และพืชต่าง ๆ ดังกล่าวหรือเอกสารอื่นใดมาแสดงให้เห็นว่ามีการผลิตมาก่อนเช่นนั้นจริง นอกจากนี้จำเลยทั้งสามก็มีเพียงนายโอฬาร พยานจำเลยทั้งสามมาเบิกความเป็นพยานทำนองว่า พยานเคยเห็นเครื่องของฝ่ายจำเลยตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งก็เป็นคำเบิกความลอย ๆ เช่นกัน โดยไม่มีรายละเอียดให้เห็นว่า พยานมีโอกาสเห็นการประดิษฐ์เกี่ยวกับการวางใบมีดในเครื่องของฝ่ายจำเลยอย่างใด ทั้งพยานปากนี้ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ใบมีดตามเอกสาร ซึ่งเป็นเอกสารที่มีทั้งข้อความและภาพเปรียบเทียบจานยึดใบมีดตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ว่าจะเป็นการลอกเลียนอนุสิทธิบัตรของโจทก์หรือไม่อย่างไร พยานไม่ทราบ เห็นได้ว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามในข้อนี้เลื่อนลอย ปราศจากรายละเอียดและเหตุผล ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามผลิตรถสับย่อยกิ่งไม้และพืชต่าง ๆ และมีการวางใบมีดตามที่โจทก์ขอถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์มาก่อนโจทก์ยื่นขอรับอนุสิทธิบัตร ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสามก็ไม่ได้นำสืบหนังสือของผู้ช่วยศาสตราจารย์อำไพ ส่วนที่นำสืบถึงหนังสือการใช้ประโยชน์ของไม้สนในป่าทางภาคใต้ (ของสหรัฐอเมริกา) เขียนโดยนายปีเตอร์ ก็ไม่ปรากฏชัดถึงการวางใบมีดตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามดังกล่าวยังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงว่าข้อถือสิทธิเกี่ยวกับการวางใบมีดตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วก่อนโจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร และในส่วนเอกสารทางวิชาการ จัดทำโดยจิม และวัตถุพยานตามภาพถ่าย ก็ล้วนเป็นพยานหลักฐานนอกเหนือจากที่จำเลยทั้งสามให้การถึงซึ่งจำเลยทั้งสามไม่มีสิทธินำสืบเอกสารและวัตถุพยานดังกล่าว ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าข้อถือสิทธิเกี่ยวกับการวางใบมีดตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่เพราะเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตรของโจทก์จึงยังคงสมบูรณ์อยู่ในขณะที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 (1)

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเมธ อมรพิมล
จำเลย — บริษัททูอี ดีไซด์ แอนด์ อีควิปเม้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมศักดิ์ พลายเพ็ชร์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9251/2559
#605723
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะเรียกเก็บค่าระวางจากผู้เอาประกันภัยแทนจำเลยที่ 2 รวมทั้งดำเนินการทางพิธีการศุลกากร แจ้งการมาถึงของเรือและออกใบสั่งปล่อยสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่จำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ตกลงร่วมกันรับขนที่ฟ้องร้องในคดีนี้เท่านั้น ไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อันจะทำให้อาจส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีให้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 83 ทวิ วรรคหนึ่ง การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ สำนักทำการงานของจำเลยที่ 1 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง จึงมีคำสั่งให้แก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดหลงดังกล่าว โดยให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 โดยทำเป็นคำร้อง พร้อมกับคำร้องขอส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยที่ 2 นอกราชอาณาจักร ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง โดยให้โจทก์ทำคำแปลหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเป็นภาษาราชการของประเทศที่จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาหรือภาษาอังกฤษพร้อมคำรับรองคำแปลว่าถูกต้องและวางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องผ่านสำนักงานศาลยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศต่อไป จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 83 ทวิ และมาตรา 83 จัตวา

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาสืบหาภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ไปถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2558 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 โจทก์ก็ไม่ดำเนินการภายในกำหนดตามคำสั่งศาลที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยื่นคำโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาล ย่อมเป็นการที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและจำหน่ายคดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 83 จัตวา วรรคหนึ่ง และวรรคสาม มาตรา 174 (2) และมาตรา 132 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 468,750.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 445,064.98 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและมีคำขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตและต่อมามีคำสั่งอนุญาตให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดหมาย

ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์ วันที่ 11 พฤษภาคม 2558 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นตัวแทนในเอกสารรายการสำแดงทั่วไป เช่น เป็นเพียงตัวแทนสายการเดินเรือเฉพาะเรื่องการดำเนินพิธีการทางเอกสาร พิธีการศุลกากร การแจ้งการมาถึงของเรือ การออกใบสั่งปล่อยสินค้า เป็นต้น เท่านั้น ไม่พอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 2 ในราชอาณาจักร ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 83 ทวิ การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ สำนักทำการงานของจำเลยที่ 1 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง จึงมีคำสั่งให้แก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง โดยให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 โดยทำเป็นคำร้อง พร้อมกับคำร้องขอส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยที่ 2 นอกราชอาณาจักรภายใน 45 วัน นับแต่วันนี้ โดยให้โจทก์ทำคำแปลหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเป็นภาษาราชการของประเทศที่จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาหรือภาษาอังกฤษพร้อมคำรับรองคำแปลว่าถูกต้องและวางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องผ่านสำนักงานศาลยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศต่อไป

วันที่ 10 มิถุนายน 2558 โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและขออนุญาตส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 2 และเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในราชอาณาจักร โดยวิธีปิดหมาย

วันที่ 11 มิถุนายน 2558 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง แต่ให้ถือว่าเป็นคำโต้แย้งคำสั่งศาล

วันที่ 23 มิถุนายน 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาสืบหาภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2558 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2558

วันที่ 23 กรกฎาคม 2558 โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อนุญาตให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 และให้โจทก์สืบหาภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณามีคำสั่งว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว

วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงให้ยกคำร้อง เมื่อโจทก์ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 และจัดทำคำแปลและสำเนาคำฟ้องภาษาอังกฤษหรือภาษาราชการของประเทศที่จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด เป็นการที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควร ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) (ที่ถูก ต้องประกอบมาตรา 83 จัตวา วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ด้วย) ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลในฐานะผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นที่ผู้เอาประกันภัยว่าจ้างให้ขนส่งสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทย โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและมีคำขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ดำเนินการขนส่งสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรและมีรายได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักรซึ่งอาศัยสถานที่ทำการหรือภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นสถานที่ก่อให้เกิดรายได้ขึ้น ก่อนฟ้องคดีนี้ไม่เกิน 2 ปี จึงต้องส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 3 (2) (ข) จากคำฟ้องประกอบคำขอส่งหมายเรียกแก่จำเลยที่ 2 แม้ตามคำฟ้องจะระบุที่อยู่ของจำเลยที่ 2 เป็นที่เดียวกับที่อยู่ของจำเลยที่ 1 แต่การที่โจทก์มีคำขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศนอกราชอาณาจักร การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 83 ทวิ กล่าวคือ ต้องส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยที่ 2 นอกราชอาณาจักร หรือหากจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการในราชอาณาจักรด้วยตนเองหรือโดยตัวแทน ให้ส่ง ณ สถานที่ที่จำเลยที่ 2 หรือตัวแทนใช้ประกอบกิจการหรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตัวแทนซึ่งตั้งอยู่ในราชอาณาจักรและในคำฟ้องโจทก์ต้องระบุภูมิลำเนานอกราชอาณาจักรของจำเลยที่ 2 อันเป็นภูมิลำเนาที่แท้จริง เพราะเป็นคนละเรื่องกับสถานที่ที่จะส่งหมายเรียกแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติเป็นข้อยกเว้นให้อาจส่ง ณ สถานที่อันเป็นที่อยู่ของตัวแทนในการประกอบกิจการซึ่งตั้งอยู่ในราชอาณาจักรและไม่ใช่กรณีที่จะนำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 3 (2) (ข) มาปรับใช้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เพราะพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 3 (2) (ข) ไม่ใช่บทบัญญัติที่กำหนดสถานที่ที่จะส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีให้แก่จำเลย แต่เป็นบทบัญญัติที่กำหนดถึงศาลที่มีเขตอำนาจซึ่งโจทก์จะต้องเสนอคำฟ้องคดีแพ่งสามัญ ในกรณีที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร แต่มีสถานที่ที่จำเลยใช้หรือเคยใช้หรือเคยใช้ประกอบกิจการทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไม่ว่าโดยตนเองหรือตัวแทน หรือโดยบุคคลใดเป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการนั้นในราชอาณาจักร ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องสถานที่ที่จะส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีให้แก่จำเลยที่ 2 ที่โต้แย้งกันในคดีนี้แต่อย่างใด ทั้งเมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแล้ว ไม่ว่าจำเลยที่ 2 หรือตัวแทนจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด จึงไม่ใช่กรณีที่จะนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 3 (2) (ข) ซึ่งใช้บังคับแก่คดีแพ่งสามัญมาใช้บังคับกับคดีนี้ได้ เพราะในเรื่องศาลที่มีเขตอำนาจที่จะรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต้องเป็นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 5 และ 7 ดังนั้น เมื่อโจทก์มีคำขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ก็ต้องพิจารณาเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 83 ทวิ กล่าวคือ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงให้ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 2 ซึ่งหมายความว่า จำเลยที่ 1 ต้องเป็นตัวแทนในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 2 ในราชอาณาจักรเป็นประจำปกติ ไม่ใช่เพียงเป็นตัวแทนที่ดำเนินการแทนจำเลยที่ 2 เฉพาะกิจหรือเป็นครั้งคราว หรือเป็นเพียงตัวแทนเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีนี้เท่านั้น ซึ่งโจทก์ผู้ขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่แสดงพยานหลักฐานให้ปรากฏข้อเท็จจริง แต่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันขนส่งสินค้าที่ฟ้องร้องกันในคดีนี้ก็ดี จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินการทางเอกสาร พิธีการศุลกากรแจ้งการมาถึงของเรือ ออกใบสั่งปล่อยสินค้าและการเรียกเก็บค่าระวาง รวมทั้งเอกสารต่าง ๆ เช่น สำเนาใบตราส่งที่ออกโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งมีระบุข้อความให้ติดต่อและเอกสารอื่น ๆ ในสำนวนก็ดี ล้วนแต่เป็นเรื่องที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำการร่วมกับหรือกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าเที่ยวที่มีการฟ้องร้องในคดีนี้ทั้งสิ้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการขนส่งสินค้าครั้งอื่น ๆ เป็นประจำเป็นปกติ หรือจำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 1 ให้เป็นตัวแทนในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 2 ในประเทศไทย อันพอจะถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 2 ในราชอาณาจักรตามความหมายของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 83 ทวิ ดังนี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพยานหลักฐานและเอกสารในสำนวนแล้ววินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเรียกเก็บค่าระวางจากผู้เอาประกันภัยแทนจำเลยที่ 2 รวมทั้งดำเนินการทางพิธีการศุลกากร แจ้งการมาถึงของเรือและออกใบสั่งปล่อยสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรแทนจำเลยที่ 2 แต่ก็รับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ตกลงร่วมกันรับขนที่ฟ้องร้องในคดีนี้เท่านั้น ยังไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศอันจะทำให้อาจส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีให้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 83 ทวิ วรรคหนึ่ง การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ สำนักทำการงานของจำเลยที่ 1 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง จึงมีคำสั่งให้แก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง โดยให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 โดยทำเป็นคำร้อง พร้อมกับคำร้องขอส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยที่ 2 นอกราชอาณาจักร ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง โดยให้โจทก์ทำคำแปลหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเป็นภาษาราชการของประเทศที่จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาหรือภาษาอังกฤษพร้อมคำรับรองคำแปลว่าถูกต้องและวางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องผ่านสำนักงานศาลยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศต่อไป จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 83 ทวิ และมาตรา 83 จัตวา แล้ว และเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาสืบหาภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ไปถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2558 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2558 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 โจทก์ก็ไม่ดำเนินการภายในกำหนดตามคำสั่งศาลที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยื่นคำโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลตามคำคัดค้านฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ด้วย ย่อมเป็นการที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องและจำหน่ายคดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 83 จัตวา วรรคหนึ่ง และวรรคสาม มาตรา 174 (2) และมาตรา 132 (1) แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีด้วยเหตุที่โจทก์ทิ้งฟ้อง แต่ยังมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 นั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นควรมีคำสั่งเสียให้ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคสาม

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 83 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 83 จัตวา วรรคหนึ่ง ม. 83 จัตวา วรรคสาม ม. 132 (1) ม. 174 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย
(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ็กคู่ ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกวี เปรมรัตนชัย
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
ปริญญา ดีผดุง
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9243/2559
#607359
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ของผู้คัดค้านโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอันเป็นการขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าและฟ้องแย้งขอให้ขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดิน แต่ในชั้นพิจารณาผู้ร้องกลับนำสืบอ้างว่าที่ดินที่ครอบครองอยู่นอกเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ที่เช่าจากผู้คัดค้านและเป็นที่ดินที่ตนเองครอบครองอย่างเป็นเจ้าของตลอดมา จึงเป็นการนำสืบนอกเหนือจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานโดยนำข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องนำสืบมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีว่า ที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองปรปักษ์อยู่นอกเขตที่ดินของผู้คัดค้านและมีการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินที่ผู้ร้องครอบครอง แม้ผลแห่งคดีเป็นการยกคำร้องขอของผู้ร้อง ก็เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามคำร้องขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเป็นการวินิจฉัยในปัญหาที่เกี่ยวพันกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือผู้คัดค้าน เห็นว่า เมื่อปัญหาที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองที่ดินของผู้คัดค้านเป็นอันตกไปเพราะไม่อาจรับฟังได้ตามคำร้องขอ จึงต้องรับฟังว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 ส่วนปัญหาที่ว่าการออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อคำร้องขอของผู้ร้องตกไปเพราะข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ตามคำร้องขอ และปัญหาเรื่องการออกโฉนดที่ดินชอบหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 และการออกโฉนดทับที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำร้องขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินเฉพาะส่วน เนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา ของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน แก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและฟ้องแย้งขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องกับบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ คืนที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านในสภาพเรียบร้อย และห้ามผู้ร้องและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินต่อไป รวมทั้งชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านในอัตราปีละ 12,500 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 จนกว่าผู้ร้องและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา อยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ของผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อย ห้ามผู้ร้องและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านในอัตราปีละ 3,500 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 จนกว่าผู้ร้องและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้ผู้ร้องใช้ค่าธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 24 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา ต่อมาเดือนมีนาคม 2553 มีการรังวัดสอบเขตที่ดินพบว่าที่ดินมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 30 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 และการออกโฉนดที่ดินมีการออกทับที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครอง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 7 ไร่ 38 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ของผู้คัดค้านอย่างสงบ เปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ อันเป็นการขอแสดงสิทธิในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าและฟ้องแย้งขอให้ขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดิน แต่ในชั้นพิจารณาผู้ร้องกลับนำสืบอ้างว่าที่ดินที่ครอบครองอยู่นอกเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 18296 ที่เช่าจากผู้คัดค้านและเป็นที่ดินที่ตนเองครอบครองอย่างเป็นเจ้าของตลอดมา จึงเป็นการนำสืบนอกเหนือจากข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานโดยนำข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องนำสืบมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีว่า ที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองปรปักษ์อยู่นอกเขตที่ดินของผู้คัดค้านและมีการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินที่ผู้ร้องครอบครอง แม้ผลแห่งคดีเป็นการยกคำร้องขอของผู้ร้อง ก็เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามคำร้องขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเป็นการวินิจฉัยในปัญหาที่เกี่ยวพันกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือของผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า เมื่อปัญหาตามที่ผู้ร้องอ้างว่า ครอบครองที่ดินของผู้คัดค้านเป็นอันตกไปเพราะเหตุไม่อาจรับฟังได้ตามคำร้องขอ จึงต้องรับฟังว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ปัญหาว่าการออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อคำร้องขอของผู้ร้องเป็นอันตกไปเพราะข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ตามคำร้องขอและปัญหาเรื่องการออกโฉนดที่ดินชอบหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 18296 และการออกโฉนดที่ดินมีการออกทับที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำร้องขอ สำหรับฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องเป็นการยกข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ร้องมิได้ครอบครองที่ดินของผู้คัดค้านซึ่งไม่ใช่กรณีที่จะอ้างถึงการได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งในส่วนคำร้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางจันดี จันทร์รัตน์
ผู้คัดค้าน — นายสุชาติ ฮ้อศิริลักษณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สุนทร ทรงฤกษ์
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9226/2559
#605398
เปิดฉบับเต็ม

การไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 42 เป็นกระบวนพิจารณาหนึ่งเพื่อให้ทราบถึงกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ เหตุผลที่ทำให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตลอดจนความประพฤติของลูกหนี้ว่าได้กระทำหรือละเว้นกระทำการใด ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หรือตามกฎหมายอื่นเกี่ยวกับการล้มละลาย จำเลยจึงต้องให้การตามความเป็นจริง เมื่อจำเลยทราบดีว่าตนเองเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกและศาลแพ่งยังมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับทายาทอื่นอีกด้วย จำเลยมีหน้าที่ต้องแจ้งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตั้งแต่ชั้นชี้แจงกิจการและทรัพย์สินถึงสิทธิของจำเลยในทรัพย์มรดกแม้จะยังไม่มีการแบ่งหรือการจัดการและแม้จำเลยจะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับทายาทอื่นเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดกรวม 2 ฉบับ ก็ตาม จำเลยไม่อาจอ้างได้ว่า จำเลยไม่น่าจะได้รับทรัพย์มรดกเนื่องจากเมื่อคำนวณทรัพย์มรดกและหนี้ของกองมรดกแล้ว จำเลยคิดว่าไม่มีทรัพย์มรดกเหลือ จึงไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น การที่จำเลยเบิกความในการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยต่อศาลโดยไม่แจ้งว่าจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์มรดกดังกล่าว ทั้งที่มีหน้าที่ต้องตอบคำถามของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่จำเลยมีอยู่ และมีสิทธิที่จะได้รับมาทั้งหมดโดยละเอียด จึงเป็นการละเว้นไม่แจ้งข้อความอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองต่อศาล จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 163 (2) ประกอบมาตรา 42

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 163 (2) ประกอบมาตรา 42

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลล้มละลายกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 163 (2) ประกอบมาตรา 42 จำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า วันที่ 14 ธันวาคม 2536 นายบุญวงศ์ บิดาของจำเลยถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยเป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมร่วมกับทายาทอื่น วันที่ 16 มีนาคม 2537 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้ง พันโทอนุวงศ์ นางสาววรศิริ นายเชิดชาย นางวรงค์ศิริ และจำเลยร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญวงศ์ จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับทายาทอื่นเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดกรวม 2 ฉบับ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล. 984/2544 จำเลยทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว วันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 จำเลยให้การสอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลายและกำหนดนัดไต่สวนจำเลยในฐานะลูกหนี้โดยเปิดเผยในวันที่ 25 มิถุนายน 2545 เมื่อถึงวันนัดศาลล้มละลายกลางไต่สวนลูกหนี้โดย วันที่ 14 มกราคม 2546 พันเอกอนุวงศ์ ยื่นคำร้องขอคัดสำเนาเอกสารต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อนำไปใช้ในการยื่นคำร้องขอถอดถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของนายบุญวงศ์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีคำสั่งให้พันเอกอนุวงศ์แถลงเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่จำเลยมีสิทธิได้รับต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีหมายเรียกจำเลยมาให้การสอบสวนเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่มีสิทธิจะได้ดังกล่าว วันที่ 14 มีนาคม 2546 ศาลแพ่งมีคำสั่งถอนจำเลย นางวรงค์ศิริ และนายเชิดชาย ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของนายบุญวงศ์ วันที่ 22 เมษายน 2546 จำเลยมาให้การสอบสวนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ให้การเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์มรดกต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ วันที่ 21 พฤษภาคม 2551 พันเอกอนุวงศ์ ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จากการที่จำเลยปกปิดไม่แจ้งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และหรือที่ประชุมเจ้าหนี้ว่าตนเองมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการสอบสวนแล้วเห็นควรดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ วันที่ 22 เมษายน 2552 พันเอกอนุวงศ์ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของนายบุญวงศ์ ส่งมอบเงินจำนวน 5,300,868.50 บาท ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากกองมรดกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 42 เป็นกระบวนพิจารณาหนึ่งเพื่อให้ทราบถึงกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ เหตุผลที่ทำให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตลอดจนความประพฤติของลูกหนี้ ว่าได้กระทำหรือละเว้นกระทำการใด ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หรือตามกฎหมายอื่นเกี่ยวกับการล้มละลาย จำเลยจึงต้องให้การตามความเป็นจริง ทั้งนี้ เมื่อได้ความว่า จำเลยทราบดีว่าตนเองเป็นทายาทซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายบุญวงศ์ ทั้งวันที่ 16 มีนาคม 2537 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้ง พันโทอนุวงศ์ นางสาววรศิริ นายเชิดชาย นางวรงค์ศิริ และจำเลยร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญวงศ์ จำเลยมีหน้าที่จะต้องแจ้งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตั้งแต่ชั้นชี้แจงกิจการและทรัพย์สินถึงสิทธิของจำเลยในทรัพย์มรดก แม้ทรัพย์มรดกยังไม่มีการแบ่งหรือการจัดการ และจำเลยจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับทายาทอื่นเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดกรวม 2 ฉบับ ในวันที่ 2 เมษายน 2544 ก็ตาม จำเลยไม่อาจอ้างได้ว่า จำเลยไม่น่าจะได้รับทรัพย์มรดกเนื่องจากเมื่อคำนวณทรัพย์มรดกและหนี้ของกองมรดกแล้วจำเลยคิดว่าไม่มีทรัพย์มรดกเหลือ จึงไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น การที่จำเลยเบิกความในการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยต่อศาลโดยไม่แจ้งว่าจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์มรดกดังกล่าว ทั้งที่จำเลยมีหน้าที่ต้องตอบคำถามของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่จำเลยมีอยู่และมีสิทธิที่จะได้รับมาทั้งหมดโดยละเอียด จึงเป็นการละเว้นไม่แจ้งข้อความอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองต่อศาล พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง การที่ศาลล้มละลายกลางกำหนดโทษให้จำคุกจำเลย 8 เดือน นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน และกองทรัพย์สินได้รับเงินจากทรัพย์มรดกในส่วนของจำเลยแล้ว จึงสมควรรอการลงโทษแก่จำเลยเพื่อให้โอกาสกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ที่ศาลล้มละลายกลางไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 42 ม. 163 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวรวงศ์หรือปวริศหรือกานต์ อมาตยกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายเกรียงไกร ศรีสังข์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9204 -ที่ 9207/2559
#606133
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แม้ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 จะมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างได้ แต่ก็หาได้หมายความว่าผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 กับพวกจะมีสิทธิเรียกร้องด้วยวิธีรวมตัวกันชุมนุมประท้วงโดยเดินถือป้ายที่เขียนข้อความไม่สุภาพไปตามสถานที่ต่างๆ ในบริเวณโรงแรมผู้ร้องและโรงแรมอื่นในเครือ นำรถบัสรับส่งพนักงานมาจอดปิดกั้นถนน ใช้เครื่องขยายเสียงกล่าวปราศรัยในลักษณะปลุกระดมและข่มขู่ว่าจะตัดน้ำตัดไฟหากไม่ได้สิ่งที่ต้องการ รวมทั้งมีการกางเต็นท์กลางถนนทำเป็นสถานที่ปรุงอาหารให้ผู้ร่วมชุมนุมรับประทาน ตบมือเสียงดังแสดงความพอใจต่อคำปราศรัยของฝ่ายผู้คัดค้าน มีลักษณะชักชวนให้ลูกจ้างออกมาชุมนุมประท้วงอันเป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะกดดันผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างไม่ การกระทำในลักษณะต่างๆ ดังกล่าวจึงมิใช่การเข้าร่วมเจรจาทำความตกลงกับนายจ้างหรือนัดหยุดงานหรือเป็นส่วนหนึ่งของการนัดหยุดงาน หรือเป็นการชุมนุมหรือเข้าร่วมโดยสงบในการนัดหยุดงาน ผู้คัดค้านดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 99 และเมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องด้วย ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างย่อมมีสิทธิดำเนินการทางวินัยแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อผู้คัดค้านปรากฏตามคำสั่งศาลแรงงานภาค 8

คดีทั้งสี่สำนวนนี้เดิมศาลแรงงานภาค 8 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 82/2552 ที่ 83/2552 ที่ 87/2552 ที่ 88/2552 ที่ 89/2552 และที่ 90/2552 ของศาลแรงงานภาค 8 โดยให้เรียกผู้ร้องทุกสำนวนว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านตามลำดับสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 10 แต่คดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ยุติในศาลแรงงานภาค 8 ไปแล้ว คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและเงินอื่นๆ

ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาว่า รับฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทลากูน่า รีสอร์ท แอนด์ โฮเท็ล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ มีบริษัทลูกซึ่งประกอบธุรกิจสนามกอล์ฟ ธุรกิจสปาและธุรกิจโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต โดยลูกจ้างของบริษัทลูกได้จัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นมารวม 8 สหภาพ ผู้ร้องเป็นบริษัทลูกซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรมชื่อโรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ลากูน่า ภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 ผู้ร้องประกาศให้ลูกจ้างทราบว่า จะจ่ายเงินโบนัสให้ลูกจ้าง 2 สัปดาห์ และไม่ปรับขึ้นเงินเดือนทำให้ลูกจ้างส่วนหนึ่งไม่พอใจและไปรวมตัวขอเจรจากับผู้บริหารโรงแรม ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2552 กลุ่มสหภาพแรงงานของโรงแรมในเครือลากูน่า ภูเก็ต รวม 8 สหภาพ นำหนังสือไปยื่นต่อกรรมการผู้จัดการบริษัทแม่ขอให้จ่ายเงินโบนัส 1 เดือน และปรับขึ้นเงินเดือนร้อยละ 4 กรรมการผู้จัดการของบริษัทแม่และกลุ่มสหภาพแรงงานดังกล่าวนัดประชุมกันวันที่ 29 มกราคม 2552 แต่ก่อนถึงวันประชุมกลุ่มสหภาพแรงงานของโรงแรมในเครือลากูน่า ภูเก็ต แจกใบปลิวชักชวนให้ลูกจ้างออกมาชุมนุมในวันที่ 29 มกราคม 2552 ในการประชุมกลุ่มสหภาพแรงงานทั้งแปดยืนยันขอเงินโบนัส 1 เดือน และปรับขึ้นเงินเดือนร้อยละ 4 จึงตกลงกันไม่ได้ และเลื่อนไปนัดประชุมกันใหม่ ต่อมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 ตัวแทนของกลุ่มสหภาพแรงงานไปขอพบกรรมการผู้จัดการของบริษัทแม่ แต่กรรมการผู้จัดการของบริษัทแม่ไม่อยู่ ในวันเดียวกันมีใบปลิวของกลุ่มสหภาพแรงงานชักชวนลูกจ้างเข้าร่วมชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 12 นาฬิกา ที่สามแยกวายจังชัน บริเวณทางเข้าโรงแรมลากูน่า บีช รีสอร์ท ผู้ร้องประกาศแจ้งลูกจ้างว่าถ้ามีการชุมนุมจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ผู้เข้าร่วมชุมนุมอาจได้รับโทษทางวินัยหรือทางอาญา แต่กลุ่มสหภาพแรงงานของโรงแรมในเครือลากูน่า ภูเก็ต ประกาศตอบโต้มีเนื้อความทำนองว่า ลูกจ้างสามารถออกมาร่วมชุมนุมได้ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ผู้ร้องนัดผู้แทนกลุ่มสหภาพแรงงานประชุมอีกครั้งในเวลา 10 นาฬิกา แต่ได้รับแจ้งจากตัวแทนฝ่ายนายจ้างว่า ฝ่ายนายจ้างไม่สามารถดำเนินการตามที่กลุ่มสหภาพแรงงานเรียกร้องได้ กลุ่มสหภาพแรงงานยืนยันตามข้อเรียกร้องเดิม ระหว่างนั้นมีการรวมตัวกันของลูกจ้างที่หน้าสำนักงาน ฝ่ายบริหารบริษัทแม่ทั้งหมดลงเรือออกจากบริษัทหลบหนีไปทางด้านหลัง ในระหว่างวันที่ 5 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 กรรมการลูกจ้างและลูกจ้างบางคนของผู้ร้องและของโรงแรมอื่นในเครือประมาณ 250 คน ชุมนุมที่ทางเข้าโรงแรมในเครือลากูน่า ภูเก็ต ภายหลังเกิดเหตุดังกล่าวพนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ตดำเนินคดีอาญาแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 กับพวกรวม 36 คน ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ข้อหาความผิดต่อความสงบสุขของประชาชนโดยร่วมกันปิดถนนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยในคดีดังกล่าวทุกคนให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดภูเก็ต พิพากษาว่า จำเลยทุกคนมีความผิดให้ลงโทษจำคุกคนละ 15 วัน และปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แล้วศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และที่ 10 มีบันทึกลงเวลาเข้าทำงานแต่กลับไปอยู่ในบริเวณที่ชุมนุมและผู้คัดค้านที่ 5 ไม่ได้เข้าทำงานเป็นการกระทำความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 9 คือ ไม่มาปฏิบัติงานในวันและเวลาตามที่ได้รับมอบหมาย และข้อ 16 คือละทิ้งสถานที่ทำงานในระหว่างปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า และการที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ทราบคำสั่งของผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างห้ามไม่ให้ออกไปชุมนุมแล้ว แต่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ยังคงฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว ถือว่าเป็นการไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 7 และการที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ถูกดำเนินคดีอาญาเป็นการผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 2 คือกระทำความผิดอาญา กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายเกรียงศักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 3 นายอนุพงค์ ผู้คัดค้านที่ 4 นายอนันต์ ผู้คัดค้านที่ 5 และนายประพันธ์ ผู้คัดค้านที่ 10 คำขออื่นให้ยก

ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ว่า คำสั่งศาลแรงงานภาค 8 ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แม้ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้ร้องจะมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างได้ แต่ก็หาได้หมายความว่าผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 กับพวกจะมีสิทธิเรียกร้องด้วยวิธีรวมตัวกันชุมนุมประท้วงโดยเดินถือป้ายที่เขียนข้อความไม่สุภาพไปตามสถานที่ต่างๆ ในบริเวณโรงแรมผู้ร้องและโรงแรมในเครือลากูน่า ภูเก็ต โดยนำรถบัสรับส่งพนักงานมาจอดปิดกั้นถนน ใช้เครื่องขยายเสียงกล่าวปราศรัยในลักษณะปลุกระดมและข่มขู่ว่าจะตัดน้ำตัดไฟหากไม่ได้สิ่งที่ต้องการ รวมทั้งมีการกางเต็นท์กลางถนนทำเป็นสถานที่ปรุงอาหารให้ผู้ร่วมชุมนุมรับประทาน ตบมือเสียงดังแสดงความพอใจต่อคำปราศรัยของฝ่ายผู้คัดค้าน มีลักษณะชักชวนให้ลูกจ้างออกมาชุมนุมประท้วงอันเป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะกดดันผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างไม่ หากผู้ร้องไม่ยินยอมปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 กล่าวอ้าง ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ก็ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น หาจำต้องกดดันผู้ร้องในลักษณะดังกล่าวข้างต้นไม่ เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 กระทำการดังกล่าวข้างต้นอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างย่อมมีสิทธิดำเนินการทางวินัยแก่ ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ได้ ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 อ้างว่า การกระทำของตนได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องทางอาญาหรือทางแพ่งตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 99 นั้น เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 กับลูกจ้างอื่นร่วมกันชุมนุมประท้วงโดยถือป้ายที่มีข้อความไม่สุภาพ นำรถบัสพนักงานปิดกั้นถนน ปราศรัยในลักษณะปลุกระดมและกดดัน การกระทำในลักษณะต่างๆ ดังกล่าวนั้นย่อมมิใช่การเข้าร่วมเจรจาทำความตกลงกับนายจ้างหรือนัดหยุดงานหรือเป็นส่วนหนึ่งของการนัดหยุดงาน หรือเป็นการชุมนุมหรือเข้าร่วมโดยสงบในการนัดหยุดงานดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 99 เช่นนี้ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 99 เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ไม่ได้เข้าทำงานอันเป็นการกระทำความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องความผิดประเภท "ข" ข้อ 9 คือไม่มาปฏิบัติงานในวันและเวลาตามที่ได้รับมอบหมายและถือว่าผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ละทิ้งสถานที่ทำงานในระหว่างปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้างานตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องความผิดประเภท "ข" ข้อ 16 และการที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ทราบคำสั่งของผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างที่ห้ามไม่ให้ออกไปชุมนุมแล้ว แต่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ยังคงฝ่าฝืน ถือว่าเป็นการไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอันเป็นการผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องความผิดประเภท "ค" ข้อ 7 และการที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อความสงบสุขของประชาชนโดยร่วมกันปิดถนนโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเนื่องมาจากการชุมนุมเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 กับพวกจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 คนละ 15 วัน และปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี อันเป็นความผิดที่ร้ายแรง จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องไม่อาจไว้วางใจให้ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นปรปักษ์ต่อผู้ร้องร่วมทำงานกับผู้ร้องต่อไป มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 10 ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 99
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทบางเทาแกรนด์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายเกรียงศักดิ์ สุทธิรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9202/2559
#607979
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาสัญญาว่าจ้างนักกีฬาฟุตบอลระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว แม้สัญญาดังกล่าวข้อ 3.1 และ 3.2 จะได้ความว่า โจทก์ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของจำเลยทั้งที่กำหนดไว้แล้วในขณะทำสัญญาหรือกำหนดขึ้นใหม่ในภายหน้า ทั้งนี้กฎระเบียบดังกล่าวให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา โจทก์ต้องใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการฝึกซ้อม แข่งขัน และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ทีมหรือผู้บริหารทีมของจำเลยอย่างเคร่งครัด แต่ก็ปรากฏวัตถุประสงค์หลักของสัญญาในข้อ 8 ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้เข้าใจจุดมุ่งหมายของสัญญาฉบับนี้ถูกต้องตรงกันแล้วว่าผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างมีความผูกพันในความสำเร็จของงาน ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จทางการฝึกซ้อม การแข่งขัน และการมีชื่อเสียงของผู้ว่าจ้างตามนโยบายของผู้ว่าจ้างเท่านั้น ประกอบกับระเบียบปฏิบัติแนบท้ายสัญญาข้อ 3 ถึงข้อ 5 ที่กำหนดการจ่ายโบนัสการแข่งขันโดยพิจารณาจากผลการแข่งขันเฉพาะผลการแข่งขันที่ชนะหรือเสมอว่าหากลงแข่งขันชนะจะได้รับโบนัสรวม 6,000 บาทต่อคน แต่หากผลการแข่งขันเสมอจะได้รับโบนัสรวม 3,500 บาทต่อคน กำหนดการประเมินผลและเงินรางวัลที่ได้รับจากการแข่งขันและเงินรางวัลผู้ทำประตูสูงสุดโดยคิดคำนวณจากการให้คะแนนจัดกลุ่มซึ่งคำนึงถึงการลงแข่งขันและการฝึกซ้อม แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์หลักตามสัญญาว่ามุ่งถึงผลการแข่งขันและการมีชื่อเสียงของจำเลยจึงได้กำหนดค่าตอบแทนในความสำเร็จดังกล่าวไว้ ดังนี้ สัญญาว่าจ้างนักกีฬาฟุตบอลระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ฝึกซ้อม แข่งขัน ตลอดจนการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ทีม หรือผู้บริหารทีมของจำเลย โดยมุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จของงานที่รับจ้างซึ่งก็คือผลการแข่งขันและนำไปสู่การมีชื่อเสียงของผู้ว่าจ้างอันเป็นเป้าหมายสำคัญของจำเลย สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 หากแต่เป็นสัญญาในทางแพ่งประเภทหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 4,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการถูกเลิกจ้างเป็นเงิน 649,999.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 28 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวปารดาฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับและระเบียบปฏิบัติของจำเลย ต้นเดือนสิงหาคม 2555 ทีมงานผู้ฝึกสอนของจำเลยปฏิเสธไม่ยอมให้โจทก์เข้าร่วมฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมสโมสรและไม่ใส่ใจดูแลโจทก์ ทั้งแจ้งกับโจทก์ว่าไม่ต้องการว่าจ้างโจทก์ให้เป็นนักกีฬาฟุตบอลประจำสโมสรอีกต่อไป แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาจ้างแรงงาน และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2555 โดยโจทก์ไม่มีความผิด

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่าสัญญาว่าจ้างนักกีฬาฟุตบอลไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน เนื่องจากคู่สัญญามุ่งเน้นถึงความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาว่าจ้างนักกีฬาฟุตบอลระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว แม้สัญญาดังกล่าวข้อ 3.1 และ 3.2 จะได้ความว่า โจทก์ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของจำเลยทั้งที่กำหนดไว้แล้วในขณะทำสัญญาหรือกำหนดขึ้นใหม่ในภายหน้า ทั้งนี้กฎระเบียบดังกล่าวให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา โจทก์ต้องใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการฝึกซ้อม แข่งขัน และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ทีมหรือผู้บริหารทีมของจำเลยอย่างเคร่งครัด แต่ก็ปรากฏวัตถุประสงค์หลักของสัญญาในข้อ 8 ว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้เข้าใจจุดมุ่งหมายของสัญญาฉบับนี้ถูกต้องตรงกันแล้วว่าผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างมีความผูกพันในความสำเร็จของงาน ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จทางการฝึกซ้อม การแข่งขัน และการมีชื่อเสียงของผู้ว่าจ้างตามนโยบายของผู้ว่าจ้างเท่านั้น ประกอบกับระเบียบปฏิบัติแนบท้ายสัญญาข้อ 3 ถึงข้อ 5 ที่กำหนดการจ่ายโบนัสการแข่งขันโดยพิจารณาจากผลการแข่งขันเฉพาะผลการแข่งขันที่ชนะหรือเสมอว่าหากลงแข่งขันชนะจะได้รับโบนัสรวม 6,000 บาทต่อคน แต่หากผลการแข่งขันเสมอจะได้รับโบนัสรวม 3,500 บาทต่อคน กำหนดการประเมินผลและเงินรางวัลที่ได้รับจากการแข่งขันและเงินรางวัลผู้ทำประตูสูงสุดโดยคิดคำนวณจากการให้คะแนนจัดกลุ่มซึ่งคำนึงถึงการลงแข่งขันและการฝึกซ้อม แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์หลักตามสัญญาว่ามุ่งถึงผลการแข่งขันและการมีชื่อเสียงของจำเลยจึงได้กำหนดค่าตอบแทนในความสำเร็จดังกล่าวไว้ ดังนี้ สัญญาว่าจ้างนักกีฬาฟุตบอล จึงเป็นสัญญาที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ฝึกซ้อม แข่งขัน ตลอดจนการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ฝึกสอนเจ้าหน้าที่ทีมหรือผู้บริหารทีมของจำเลย โดยมุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จของงานที่รับจ้างซึ่งก็คือผลการแข่งขันและนำไปสู่การมีชื่อเสียงของผู้ว่าจ้างอันเป็นเป้าหมายสำคัญของจำเลย สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยดังกล่าว จึงมิใช่สัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 หากแต่เป็นสัญญาในทางแพ่งประเภทหนึ่ง เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินตามกฎหมายแรงงานในฐานะลูกจ้างเป็นคดีนี้ แต่โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินหรือค่าเสียหายตามสัญญาในฐานะคู่สัญญาที่ศาลที่มีอำนาจต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายราฟาเอล อานันเซียเซา เดอ ซานตาน่า
จำเลย — บริษัททีโอที สปอร์ต คลับ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุวรรณ์ นามตะ
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9196/2559
#606134
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อค่าจ้างที่โจทก์ค้างจ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขายตามคำสั่งของจำเลยนั้นมิได้มีค่าจ้างที่เป็นส่วนของค่าคอมมิสชันรวมอยู่ด้วย และเมื่อค่า CFI และค่า LAPSE ซึ่งเป็นค่าคอมมิสชันจ่ายล่วงหน้าสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ถูกลูกค้ายกเลิกในภายหลัง ที่โจทก์จะนำมาหักจากค่าจ้างนั้นมิใช่เงินประเภทใดประเภทหนึ่งตามมาตรา 76 (1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่จะให้นายจ้างมีสิทธินำมาหักออกจากค่าจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำค่า CFI และค่า LAPSE ดังกล่าวมาหักออกจากค่าจ้างที่ค้างจ่ายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 40/2555 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ลูกจ้างของโจทก์จำนวน 32 ราย ยื่นคำร้องต่อจำเลย ขอให้สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดของเดือนเมษายน 2555 ซึ่งลูกจ้างบางรายได้ถอนคำร้องแล้ว คงเหลือลูกจ้างเพียง 22 ราย ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งที่ 40/2555 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดแก่ลูกจ้างทั้ง 22 ราย และฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า โจทก์ยังไม่จ่ายค่าจ้างที่เป็นเงินเดือนของเดือนเมษายน 2555 ทั้งค่าจ้างที่ค้างจ่ายนั้นมิได้มีค่าคอมมิสชันรวมอยู่ด้วยเงินเดือนที่โจทก์จ่ายแก่ลูกจ้างบางรายจึงต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์จะนำเอายอดเงินของค่า CFI และค่า LAPSE ส่วนที่โจทก์คำนวณจากยอดขายประกันชีวิตที่ได้มีการยกเลิกมาหักกับค่าจ้างของเดือนเมษายน 2555 ที่โจทก์ค้างจ่ายแก่ลูกจ้างทั้ง 22 ราย หาได้ไม่ ส่วนค่าทำงานในวันหยุดที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างวันละ 200 บาท นั้น ขัดต่อกฎหมายโจทก์จึงต้องจ่ายให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนคำสั่งของจำเลย

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 40/2555 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่าค่าจ้างของเดือนเมษายน 2555 ที่โจทก์ค้างจ่ายลูกจ้างตามคำสั่งของจำเลย มิได้มีค่าจ้างที่เป็นส่วนของค่าคอมมิสชันรวมอยู่ด้วย และเมื่อค่า CFI และค่า LAPSE ที่โจทก์จะนำมาหักนั้น มิใช่เป็นเงินประเภทใดประเภทหนึ่ง ตามมาตรา 76 (1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่จะให้นายจ้างมีสิทธินำมาหักออกจากค่าจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำค่า CFI และค่า LAPSE ดังกล่าวมาหักออกจากค่าจ้างที่ค้างจ่ายได้ ที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่ลูกจ้างทั้ง 22 ราย ตามคำสั่งที่ 40/2555 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว และที่ศาลแรงงานกลางไม่เพิกถอนคำสั่งของจำเลยมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคิวโกว์ จำกัด
นางสาวอรุณธิดา ธาราศักดิ์
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนิวัฒน์ โชติพงศ์สันติ์
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9183/2559
#606127
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีข้อโต้แย้งเรื่องภาระภาษีสรรพสามิต ซึ่งต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตจนทำให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินค่าภาษีสรรพสามิตไม่ทันภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ขอขยายระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม กรมสรรพากรอนุมัติให้ขยายระยะเวลาตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ไม่มีภาระเบี้ยปรับ แต่ยังมีเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 0.75 ต่อเดือน โจทก์จึงมีหนังสือขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลย ต่อมากรมสรรรพากรมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจำเลยพิจารณาแล้วไม่อนุมัติการขอขยายระยะเวลา โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยมีคำสั่งเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย อันเป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีคำสั่งไม่อนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีผลกระทบต่อโจทก์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องตัวบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง โจทก์จึงฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเป็นจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0722/9870 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มลงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 และให้จำเลยพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลาการยื่นแบบรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2546 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2548 เป็นวันที่ 15 สิงหาคม 2548

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ทราบว่าคือใคร ชื่อและนามสกุลอะไร ไม่สามารถเป็นคู่ความตามกฎหมายเพราะไม่ใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่รับฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง จึงให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้คำฟ้องโจทก์มิได้ระบุชื่อและนามสกุลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คดีนี้เป็นการฟ้องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นใช้อำนาจตามกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหาย บุคคลที่ดำรงตำแหน่งในเวลาดังกล่าวย่อมสามารถเข้าเป็นคู่ความได้ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีข้อโต้แย้งเรื่องภาระภาษีสรรพสามิตที่ได้รับจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตามแนวทางที่กำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรี จนต่อมามีการประชุมหารือและยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจนมีความเห็นว่า โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตจนทำให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินค่าภาษีสรรพสามิตไม่ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ยื่นขอขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร ต่อมากรมสรรพากรอนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีในเดือนภาษีพิพาทออกไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้โจทก์ไม่มีภาระเบี้ยปรับ แต่ยังมีเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 0.75 ต่อเดือน โจทก์เห็นว่ากรณีของโจทก์ถือเป็นเหตุอันควรที่จะไม่มีเงินเพิ่มเนื่องจากเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล มิใช่ความบกพร่องของโจทก์ โจทก์มีหนังสือขอให้กรมสรรพากรเสนอเรื่อง การขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มต่อจำเลยเพื่อใช้อำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสองและโจทก์มีหนังสือขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลยโดยตรง ต่อมากรมสรรพากรมีหนังสือมายังโจทก์เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจำเลยพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วไม่อนุมัติการขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยพิจารณาคำร้องของโจทก์และมีคำสั่งนั้น เป็นการทำคำสั่งที่ไม่ถูกต้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0722/9870 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือแจ้งคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติว่า "กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรจะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีได้" และโจทก์ยังมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2546 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2548 อันเป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีคำสั่งไม่อนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีผลกระทบต่อโจทก์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องตัวบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง โจทก์จึงฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเป็นจำเลยได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่า จำเลยไม่สามารถเป็นคู่ความตามกฎหมายเพราะไม่ใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีก เพราะมิทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาตามรูปคดีต่อไปสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลภาษีอากรกลางและชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11)
ป.รัษฎากร ม. 3 อัฏฐ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9179/2559
#606950
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ธ. ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัท ธ. แต่เมื่อบริษัท ธ. ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของบริษัทดังกล่าวย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 ไม่อยู่ในวิสัยที่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 หรือบุคคลกลางอื่น เช่น เจ้าพนักงานบังคับคดี จะเข้าจัดการทรัพย์สินของบริษัทเพื่อชำระบัญชีได้อีกต่อไป อันเป็นกรณีที่กรรมการของบริษัทไม่อาจเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีได้ จึงเห็นสมควรตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้เป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1251 วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นนี้ว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทซึ่งล้มละลายที่การชำระบัญชีจะต้องจัดทำไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายตามมาตรา 1247 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องยกคำร้องขอของผู้ร้องเพื่อบังคับคดีไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้มีคำสั่งเลิกบริษัทธารา สแควร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด และตั้งผู้ร้องเป็นผู้ชำระบัญชี

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลิกบริษัทธารา สแควร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกันเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทธารา สแควร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกันเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทธารา สแควร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ชอบหรือไม่ และกรณีมีเหตุที่จะยกคำร้องขอของผู้ร้องเพื่อบังคับคดีไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า บริษัทดังกล่าวถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2555 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.4162/2555 ของศาลล้มละลายกลาง ไม่มีหนทางที่ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านที่ 1 จะเข้าชำระบัญชีได้อย่างแน่แท้ และในที่สุดศาลล้มละลายกลางก็จะต้องมีคำพิพากษาให้เป็นบริษัทซึ่งล้มละลายเพราะไม่สามารถขอประนอมหนี้ในคดีล้มละลายได้ ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องเพื่อบังคับคดีไปตามคดีล้มละลาย นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 และศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 เมื่อพิเคราะห์สำเนาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเอกสารท้ายฎีกาซึ่งมีเจ้าพนักงานศาลยุติธรรมชำนาญการลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องมาด้วยประกอบกับมีการโฆษณาประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดซึ่งปรากฏรายชื่อลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.4162/2555 ของศาลล้มละลายกลางลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนที่ 105 ง หน้า 144 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2555 แล้ว น่าเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าว แต่เมื่อบริษัทดังกล่าวถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของบริษัทดังกล่าวย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 ไม่อยู่ในวิสัยที่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 หรือบุคคลกลางอื่น เช่น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเข้าจัดการทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวเพื่อชำระบัญชีได้อีกต่อไป อันเป็นกรณีที่กรรมการของบริษัทไม่อาจเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีได้ จึงเห็นสมควรตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ให้เป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นนี้ว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทซึ่งล้มละลายที่การชำระบัญชีจะต้องจัดทำไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายตามมาตรา 1247 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องยกคำร้องขอของผู้ร้องตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกันเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทธารา สแควร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1247 วรรคหนึ่ง ม. 1251 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวเมรี รัตนราชชาติกุล
ผู้คัดค้าน — พันตรีคล้าย นวพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยวัฒน์ ธนวัฒนตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9173/2559
#606719
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปี และให้มีการเลือกตั้งใหม่ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 96 โดยให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่ไม่เกินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ใหม่ รวมทั้งให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยด้วย คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลบังคับเด็ดขาดเฉพาะกรณีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปีและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ อันเกี่ยวกับในส่วนวิธีการและการจัดการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์เท่านั้น แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้บริการท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยรับผิดในทางแพ่งจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรมที่จะต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความเสียก่อนว่าจำเลยกระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงให้จำเลย โดยการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ใด จัดรถรับส่งคนไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ดังนั้น การที่โจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่องเขตเลือกตั้งที่ 12 ใหม่ มิได้เกิดจากจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ใหม่ ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 40,371 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความรวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 1,650 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุสมควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง ประกาศให้มีเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 12 ในวันที่ 24 สิงหาคม 2546 จำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 หมายเลขประจำตัวผู้สมัครเลขที่ 1 หลังจากมีการเลือกตั้งแล้วจำเลยได้คะแนนสูงในลำดับที่ได้รับการเลือกตั้ง โจทก์ประกาศผลการเลือกตั้งให้จำเลยเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ต่อมานายอนันต์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมาว่า จำเลยกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงให้จำเลย โดยการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ใด จัดรถรับส่งคนไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง โฆษณาหาเสียงในวันเวลาที่กฎหมายห้ามโฆษณาหาเสียง โจทก์ดำเนินการสืบสวนสอบสวนแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำการเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และมีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 จึงมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปี สั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ใหม่ จำนวน 1 คน โดยให้จำเลยรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ รวมทั้งให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ต่อมาองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ใหม่ เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 40,371 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ใหม่ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้รับการร้องเรียนจากนายอนันต์ว่าการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 24 สิงหาคม 2546 เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ถึง 24 สิงหาคม 2546 จำเลยกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงให้จำเลยโดยการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ใด จัดรถรับส่งคนไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง โฆษณาหาเสียงในวันเวลาที่กฎหมายห้ามโฆษณาหาเสียง ต่อมาคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ได้สอบปากคำนายสุรพล นายสงคราม และนายสมาน แล้ว นายสุรพลให้การว่าพยานเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขตเลือกตั้ง 12 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 พยานเห็นจำเลยไปหาเสียงที่หมู่บ้านคุ้มทางรถไฟ จำเลยให้เงินไม่ทราบจำนวนแก่นายสงครามไปซื้อสุรามาแจกเพื่อนบ้าน และวันที่ 24 สิงหาคม 2546 เห็นจำเลยไปเดินหาเสียงที่หมู่บ้านดังกล่าวอีกครั้ง นายสงครามให้การว่า พยานเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 12 พยานไม่เคยได้รับเงินจากผู้สมัครรายใด และไม่พบว่ามีผู้ใดกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่วนนายสมานให้การว่าพยานเป็น ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 12 และให้การมีข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันตามสำเนารายงานการสืบสวนสอบสวน ส่วนชั้นพิจารณาโจทก์มีนายคะเชนทร์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง และขณะเกิดเหตุเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งที่เกิดเหตุเป็นพยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะเกิดเหตุพยานออกตรวจหน่วยเลือกตั้งในเขตทุกหน่วย เมื่อผ่านเขตเลือกตั้งที่ 12 เห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งอยู่บริเวณศาลาพักเพื่อรอรถโดยสาร ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนใกล้บ้านนายไพฑูรย์ ห่างจากเขตเลือกตั้งที่ 12 ประมาณครึ่งกิโลเมตร มีรถยนต์กระบะหนึ่งคันจอดอยู่ ไม่ทราบว่าเป็นรถของผู้ใด และไม่ทราบว่าชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 12 หรือไม่ อีกทั้งไม่ทราบว่ามีการแจกเงินหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ปากนี้ไม่ยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงให้จำเลย โดยการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ใด จัดรถรับส่งคนไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง และโจทก์ไม่นำนายสุรพลมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า นายสุรพลเห็นจำเลยไปหาเสียงที่หมู่บ้านคุ้มทางรถไฟแล้ว จำเลยให้เงินไม่ทราบจำนวนแก่นายสงครามไปซื้อสุรามาแจกเพื่อนบ้าน และวันที่ 24 สิงหาคม 2546 เห็นจำเลยไปเดินหาเสียงที่หมู่บ้านดังกล่าวอีกครั้ง อีกทั้งนายสงครามและนายสมานก็ได้ให้การปฏิเสธในชั้นคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนแล้วว่าไม่เคยได้รับเงินจากผู้สมัครรายใด และไม่พบว่ามีผู้ใดกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พยานโจทก์นอกจากนี้ไม่มีผู้ใดเห็นจำเลยมีพฤติการณ์ตามที่นายอนันต์ร้องเรียนดังกล่าว ประกอบกับจำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่เคยแจกเงินซื้อเสียงหรือจัดรถส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ภายหลังจากเลือกตั้งแล้ว จำเลยกับนายไพฑูรย์ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยและนายไพฑูรย์ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงให้จำเลย โดยการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ใด จัดรถรับส่งคนไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า อำนาจในการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ถือว่าเป็นที่สุดและย่อมผูกพันศาลยุติธรรมด้วย ตามนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2546 นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ทำการสืบสวนสอบสวนแล้วเชื่อว่าจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 โจทก์จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปี และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 96 นั้น โจทก์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการที่เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง เมื่อโจทก์พิจารณารายงานการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมาและคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนและปัญหาหรือข้อขัดแย้ง โดยใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแล้วเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 มีผลให้การเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และโจทก์ได้มีคำสั่งดังกล่าวข้างต้นโดยให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่ไม่เกินค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ใหม่ รวมทั้งให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยด้วย ตามสำเนาบันทึกข้อความและคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลบังคับเด็ดขาดเฉพาะกรณีการสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปีและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ อันเกี่ยวกับในส่วนวิธีการและการจัดการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์เท่านั้น แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลบังคับจำเลยซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ใหม่ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยรับผิดในทางแพ่ง โดยโจทก์อาศัยข้ออ้างว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงให้จำเลย โดยการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ใด จัดรถรับส่งคนไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งอันสืบเนื่องมาจากนายอนันต์ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมาว่าจำเลยกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้แก่ตนเอง โดยการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ใด จัดรถรับส่งคนไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งโฆษณาหาเสียงในวันเวลาที่กฎหมายห้ามโฆษณาหาเสียง อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ จนเป็นเหตุให้โจทก์มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยและให้มีการเลือกตั้งใหม่จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรมที่ต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความเสียก่อนว่าจำเลยกระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเสียงให้จำเลย โดยการเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ใด จัดรถรับส่งคนไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้น การที่โจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ใหม่ จึงมิได้เกิดจากจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 12 ใหม่ ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 99 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมกการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายมนูญ สาระกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) — นายภูมินทร์ เมธาจิตติพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9151/2559
#606713
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้เพื่อยื่นต่อศาล หรือส่งให้แก่คู่ความ หรือบุคคลใด ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องไปทำมาใหม่โดยใช้แบบพิมพ์ขนาดกระดาษเอ 4 แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องได้ตามวรรคสองของมาตรา 18 คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ดี เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์แล้ว ก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 27,012.73 บาท ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ให้โจทก์จัดทำคำฟ้องโดยใช้แบบพิมพ์ขนาดกระดาษ เอ 4 มาใหม่ภายใน 7 วัน แล้วเสนอใหม่เพื่อพิจารณาสั่ง โจทก์ไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าขึ้นศาลไม่คืนให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำคำฟ้องโดยใช้แบบพิมพ์ขนาดกระดาษ เอ 4 มาใหม่ภายใน 7 วัน และมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องโดยไม่คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลชั้นต้นที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้เพื่อยื่นต่อศาล หรือส่งให้แก่คู่ความ หรือบุคคลใด ๆ เมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นคำคู่ความแล้ว เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ใช้แบบพิมพ์ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยแบบพิมพ์ศาล พ.ศ.2557 ซึ่งให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป คือวันที่ 1 เมษายน 2557 ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งคืนคำฟ้องให้โจทก์ทำมาใหม่ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 วรรคสอง แม้ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยแบบพิมพ์ศาล พ.ศ.2557 ข้อ 5 และข้อ 7 จะให้ใช้แบบพิมพ์ศาลที่เจ้าพนักงาน คู่ความ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำ ซึ่งมีสัญลักษณ์ ขนาด รูปแบบ และข้อความ รวมทั้งสี ขนาด และรูปแบบตัวอักษรตรงกันหรือแตกต่างเพียงเล็กน้อยจากแบบพิมพ์ที่กำหนดได้โดยอนุโลม และให้ใช้แบบพิมพ์เดิมที่เหลืออยู่ได้ต่อไปจนกว่าจะหมด แต่ต้องไม่เกิน 180 วัน นับแต่วันที่ประกาศใช้ระเบียบดังกล่าวก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการตรวจคำคู่ความดังกล่าวว่า เข้าหลักเกณฑ์ที่จะอนุโลมให้ใช้แบบพิมพ์เดิมหรือเป็นการใช้แบบพิมพ์เดิมที่เหลืออยู่หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำคำฟ้องโดยใช้แบบพิมพ์ขนาดกระดาษ เอ 4 ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ตามที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยแบบพิมพ์ศาล พ.ศ.2557 มาใหม่ภายใน 7 วัน จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อโจทก์ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ก็มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงชอบแล้ว แต่เมื่อกรณีถือว่าเป็นคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมดให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์นั้นจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นทั้งหมดให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 151 ม. 223 ทวิ
ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยแบบพิมพ์ศาล พ.ศ.2557
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุริยา บุดสีสวย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายศิริชัย พลการ
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9127/2559
#606949
เปิดฉบับเต็ม

การที่ที่ประชุมมีมติด้วยเสียงข้างมากอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวาระการประชุมวาระที่ 3 จากเดิมที่ว่า "พิจารณาการแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระและกำหนดอำนาจกรรมการ" เป็นว่า "พิจารณาแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ และแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม และกำหนดอำนาจกรรมการ" ซึ่งวาระการประชุมที่เปลี่ยนแปลงใหม่เหมือนกับวาระการประชุมเดิมเฉพาะในส่วนที่ว่า "พิจารณาแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระและกำหนดอำนาจกรรมการ" ส่วนวาระที่เปลี่ยนแปลงใหม่ที่ไม่ตรงกับวาระการประชุมวาระที่ 3 เดิม คือ แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม ซึ่งการประชุมที่เพิ่มเติมเป็นวาระการประชุมที่กำหนดเร่งด่วนกะทันหัน มิได้เป็นวาระที่กำหนดไว้ในสำเนาหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น จึงเป็นวาระการประชุมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1175 วรรคสอง ที่ว่า คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่นั้น ให้ระบุสถานที่วัน เวลาและสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากัน เมื่อมีการประชุมตามวาระนั้นและมีมติแต่งตั้งกรรมการใหม่ จึงเป็นมติของที่ประชุมใหญ่ที่เกิดจากการประชุมใหญ่ที่ได้มีการนัดเรียกประชุมฝ่าฝืนบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ข้างต้น และแม้ในสำเนาหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นจะกำหนดวาระการประชุมวาระที่ 6 ว่าพิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ไว้ด้วยก็ตาม ที่ประชุมใหญ่ก็ไม่อาจอ้างวาระดังกล่าวเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาเรื่องแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมได้เนื่องจากวาระการประชุมที่ว่า พิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญของการบริหารกิจการบริษัทแต่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย สัพเพเหระมากกว่าที่สามารถหยิบยกขึ้นพิจารณาได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยการพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดล่วงหน้า แต่เรื่องการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมเป็นเรื่องสำคัญของบริษัทที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทควรจะได้ใช้เวลาคิดพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบก่อนวันประชุม หากที่ประชุมใหญ่ใช้วาระดังกล่าวเพื่อประชุมลงมติเรื่องการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมก็อาจจะเป็นการจู่โจมผู้ถือหุ้นมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นและบริษัทได้ มติของที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นเฉพาะในส่วนที่แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมขึ้นมานั้นเป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 แล้ว มติที่ประชุมใหญ่จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 เฉพาะวาระที่ 3

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ประโยชน์ได้เสียของคู่ความทั้งสองฝ่ายขัดกัน จึงขอให้จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวเป็นผู้แทนเฉพาะการของบริษัทจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งห้ารับข้อเท็จจริงกันว่า

1. ในการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 มีผู้ถือหุ้นร่วมประชุมครบทั้งหมด

2. สำหรับวาระการประชุมอื่น ๆ นอกจากวาระที่ 3 คู่ความไม่โต้แย้งกันและยอมรับกันว่าการประชุมวาระอื่น ๆ ดังกล่าวนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

3. ในการประชุมวาระที่ 3 มีการเสนอต่อที่ประชุมให้เปลี่ยนชื่อวาระการประชุมจากเดิม "พิจารณาการแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระและกำหนดอำนาจกรรมการ" เป็น "พิจารณาแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ และแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม และกำหนดอำนาจกรรมการ" และมีการลงมติอนุมัติให้เปลี่ยนชื่อวาระการประชุมตามที่เสนอกับได้มีการลงมติไปตามวาระการประชุมที่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 เฉพาะวาระที่ 3 คือ พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ และแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมและกำหนดอำนาจกรรมการของบริษัท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เสียจากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ว่า คดีมีเหตุให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2553 (ประชุมใหญ่สามัญ) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 ในวาระที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 การที่ศาลจะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดได้ จะต้องได้ความว่ามติที่ประชุมใหญ่เกิดขึ้นจากการประชุมใหญ่ที่ได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกันหรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะ 22 หุ้นส่วนและบริษัท หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท ซึ่งในการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 นั้น ไม่ปรากฏว่าคู่ความได้โต้แย้งว่าการทำคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 แต่อย่างใด แต่ได้ความว่าในวันประชุมใหญ่นั้น ที่ประชุมมีมติด้วยเสียงข้างมากอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวาระการประชุมวาระที่ 3 จากเดิมที่ว่า "พิจารณาการแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระและกำหนดอำนาจกรรมการ" เป็นว่า "พิจารณาแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ และแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม และกำหนดอำนาจกรรมการ" ซึ่งวาระการประชุมที่เปลี่ยนแปลงใหม่เหมือนกับวาระการประชุมเดิมเฉพาะในส่วนที่ว่า พิจารณาแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระและกำหนดอำนาจกรรมการ ส่วนวาระที่เปลี่ยนแปลงใหม่ที่ไม่ตรงกับวาระการประชุมวาระที่ 3 เดิม คือ แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม คดีจึงคงมีปัญหาเพียงว่าวาระการประชุมที่เพิ่มเติมกับมีการประชุมและลงมติในวาระดังกล่าวเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า วาระการประชุมที่เพิ่มเติมเป็นวาระการประชุมที่กำหนดเร่งด่วนกะทันหัน มิได้เป็นวาระที่กำหนดไว้ในสำเนาหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2553 จึงถือว่าเป็นวาระการประชุมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1175 วรรคสอง ที่ว่า คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่นั้น ให้ระบุสถานที่ วัน เวลาและสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษากัน เมื่อมีการประชุมตามวาระนั้นและมีมติแต่งตั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมการใหม่ของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงเป็นมติของที่ประชุมใหญ่ที่เกิดจากการประชุมใหญ่ที่ได้มีการนัดเรียกประชุมฝ่าฝืนบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ข้างต้น แม้ในสำเนาหนังสือเชิญประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2553 จะกำหนดวาระการประชุมวาระที่ 6 ว่าพิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ไว้ด้วยก็ตาม ที่ประชุมใหญ่ก็ไม่อาจอ้างวาระดังกล่าวเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาเรื่องแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมได้ เนื่องจากวาระการประชุมที่ว่า พิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญของการบริหารกิจการบริษัทแต่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย สัพเพเหระมากกว่าที่สามารถหยิบยกขึ้นพิจารณาได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยการพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดล่วงหน้า แต่เรื่องการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมเป็นเรื่องสำคัญของบริษัทที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทควรจะได้ใช้เวลาคิดพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบก่อนวันประชุม หากที่ประชุมใหญ่ใช้วาระดังกล่าวเพื่อประชุมลงมติเรื่องการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมก็อาจจะเป็นการจู่โจมผู้ถือหุ้นมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นและบริษัทได้ จากที่วินิจฉัยตามลำดับ มติของที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2553 เฉพาะในส่วนที่แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมขึ้นมานั้น เป็นมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 วาระที่ 3 เฉพาะในส่วนที่แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1175 วรรคสอง ม. 1195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวคนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ กับพวก
จำเลย — บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (๑๙๙๐) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอรรณพ เขาแก้วผลึก
ศาลอุทธรณ์ — นายวิบูลย์ แสงชมภู
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
เกษม เกษมปัญญา
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9124/2559
#606337
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ห. ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการตายของ ห. ตามที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ก็ตาม แต่ขณะ ห. ถึงแก่ความตาย ห. ยังมิได้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ หลังจาก ห. ตายแล้วก็ได้มีการชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ต่อมาอีก ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การและนำสืบรับว่าหลังจาก ห. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อโจทก์ให้โอนเปลี่ยนชื่อคู่สัญญาตามสัญญาเช่าซื้อจาก ห. มาเป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ดำเนินการให้แต่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงชำระค่าเช่าซื้อดังกล่าวต่อมา พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ห. ประสงค์จะให้เปลี่ยนชื่อคู่สัญญาและชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ของ ห. ให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อดังกล่าว ถือเป็นการสืบสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อแทน ห. อายุความคดีนี้จึงมิได้เริ่มนับแต่วันที่โจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ ห. ตามมาตรา 1754 วรรคสาม แต่ต้องเริ่มนับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 คือวันที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงไม่ว่าจะเนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายตามที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ หรือเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่โจทก์อ้างมาตามฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมเบี้ยปรับและให้ส่งมอบหรือใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 คดีโจทก์ในมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจึงไม่ขาดอายุความสิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์จึงไม่ขาดอายุความเช่นเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามชดใช้ราคาเป็นเงิน 170,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 48,000 บาท กับอีกเดือนละ 6,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาแล้วเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนางเหลี่ยม ที่ตกทอดแก่ตน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ 590 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมของนางเหลี่ยม ซึ่งถึงแก่ความตายในเดือนเมษายน 2548 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 นางเหลี่ยมทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บท 6451 ร้อยเอ็ด จากโจทก์ ราคาเช่าซื้อ 399,532.80 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 6,658.88 บาท รวม 60 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 ตุลาคม 2546 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป ตามสัญญาเช่าซื้อ มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกัน จากนั้นได้มีการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 35 งวด รวมเป็นเงิน 233,060.80 บาท เริ่มผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 36 ประจำงวดที่ 10 กันยายน 2549 เป็นต้นไปเกินกว่า 3 งวด ติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้นางเหลี่ยม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ภายใน 30 วัน แต่โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ตามหนังสือขอให้ชำระค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญา ต่อมาระหว่างเดือนกันยายน 2549 ถึงเดือนพฤษภาคม 2550 จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์อีกรวมเป็นเงิน 12,500 บาท ตามใบแจ้งการชำระเงิน วันที่ 21 กรกฎาคม 2551 จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารว่า รถยนต์คันที่นางเหลี่ยมเช่าซื้อจากโจทก์ได้หายไปจากบ้านเลขที่ 3 ซอยวิภาวดี 16 แขวงและเขตดินแดง เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2549 ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางเหลี่ยมชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่นางเหลี่ยมทำไว้กับโจทก์และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม โจทก์ก็เสียสิทธิที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น แต่จำเลยที่ 3 มิใช่ทายาทของนางเหลี่ยมจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 วรรคสาม จำเลยทั้งสามมิได้ต่อสู้เรื่องความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับนางเหลี่ยมผู้เช่าซื้อตามสัญญาค้ำประกัน มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมย่อมได้ประโยชน์จากข้อต่อสู้ดังกล่าวด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) และแม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อก็ตามแต่การที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่นางเหลี่ยมมีต่อโจทก์ หนี้ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นหนี้อุปกรณ์ของสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งเป็นหนี้ประธาน หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางเหลี่ยมให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการตายของนางเหลี่ยมตามที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ก็ตาม แต่ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า ขณะนางเหลี่ยมถึงแก่ความตายนางเหลี่ยมยังมิได้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ หลังจากนางเหลี่ยมถึงแก่ความตายแล้วก็ได้มีการชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ต่อมาอีก ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การและนำสืบรับว่าหลังจากนางเหลี่ยมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อโจทก์ให้โอนเปลี่ยนชื่อคู่สัญญาตามสัญญาเช่าซื้อจากนางเหลี่ยมมาเป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ดำเนินการให้ แต่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงชำระค่าเช่าซื้อดังกล่าวต่อมา พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเหลี่ยมประสงค์จะให้เปลี่ยนชื่อคู่สัญญาและชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ของนางเหลี่ยมให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อดังกล่าวถือเป็นการสืบสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อแทนนางเหลี่ยม อายุความคดีนี้จึงมิได้เริ่มนับแต่วันที่โจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนางเหลี่ยมตามมาตรา 1754 วรรคสาม แต่ต้องเริ่มนับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 คือวันที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงไม่ว่าจะเนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายตามที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ หรือเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่โจทก์อ้างมาตามฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมเบี้ยปรับและให้ส่งมอบหรือใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 คดีโจทก์ในมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจึงไม่ขาดอายุความ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ดังกล่าวจึงยังไม่ขาดอายุความเช่นเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้วและคู่ความสืบพยานมาจนเสร็จสิ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอีก เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การและนำสืบว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายเนื่องจากถูกคนร้ายลักไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2549 สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันระงับไปนั้น จำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 มาเบิกความยืนยันดังกล่าวว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งจำเลยที่ 1 นำไปใช้ได้หายไปจากบ้านพักเลขที่ 3 ซอยวิภาวดี 16 แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน และมีนางกฤษณา และนายสุนทร พยานจำเลยที่ 1 มาเบิกความว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2549 พยานทั้งสองอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับแจ้งจากจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานครทางโทรศัพท์ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อได้สูญหายไป พยานทั้งสองจึงเพียงแต่ทราบเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปถึง 2 ปี ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าหลังเกิดเหตุได้ไปแจ้งเรื่องดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนแล้ว แต่พนักงานสอบสวนอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ที่เช่าซื้อ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่ได้ลงบันทึกรายงานประจำวันไว้ จำเลยที่ 1 ก็ไม่นำพนักงานสอบสวนที่กล่าวอ้างมาเป็นพยานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าเมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายแล้วจำเลยที่ 1 ได้ขอหนังสือมอบอำนาจจากโจทก์ไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการแต่อย่างใด จึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบมาข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อมาสูญหายเนื่องจากถูกคนร้ายลักไป และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบมาแล้วว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 36 ประจำวันที่ 10 กันยายน 2549 และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกันซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน 30 วันแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ดังนั้น สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจึงเลิกกัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้รถอยู่นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์ได้ เมื่อได้พิจารณาถึงสภาพของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ต้องเสื่อมราคาลง ประกอบกับทางได้เสียของโจทก์กับจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับตามสัญญาเช่าซื้อและภายหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ที่โจทก์ขอค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และหากส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 170,000 บาท นั้น เป็นจำนวนที่สูงเกินไป เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนถึงวันฟ้อง แต่โจทก์ขอมาเพียง 8 เดือน รวมเป็นเงิน 8,000 บาท และเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 22 เดือน และหากส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 120,000 บาท จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าเสียหายดังกล่าวด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 120,000 บาท และให้ชำระค่าขาดประโยชน์ 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 22 เดือน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายจำลอง เสริมแสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายปรีชา พันธไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประเวศ สุธรรมชัย
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9103/2559
#605160
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2.2 ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตามฟ้องข้อ 2.1 ตัดทอนไม้ให้เปลี่ยนรูปไปจากเดิมและบรรยายฟ้องในข้อ 2.3 ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันแปรรูปไม้สักและไม้ประดู่ อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ให้เป็นแผ่น ได้ไม้สักแปรรูป 49 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.72 ลูกบาศก์เมตร และได้ไม้ประดู่แปรรูป 19 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.16 ลูกบาศก์เมตร ตามคำฟ้องดังกล่าวมีความหมายในตัวว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้สักและไม้ประดู่โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73 วรรคสอง (1) เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและไม้ที่จำเลยที่ 1 กับพวกตั้งโรงงานเป็นไม้สัก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องลงโทษตามมาตรา 73 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1), 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 14 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังไม่ได้แปรรูปไม้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูกฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป) จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 18 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี ริบของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (1), 73 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันมีไม้อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง (ที่ถูก ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ต้องลงโทษตามมาตรา 73 วรรคสอง (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายมาในฟ้องข้อ 2.2 ว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตามฟ้องข้อ 2.1 เครื่องยนต์ต้นกำลังสำหรับการแปรรูปไม้ขนาด 13 แรงม้า 1 เครื่อง ใบเลื่อยวงเดือนเส้นผ่าศูนย์กลาง 24 นิ้ว 1 ใบ สายพาน 1 เส้น ลูกกลิ้ง 4 ตัว ค้อน 1 อัน มีดพร้า 1 เล่ม วัดระดับน้ำ 1 อัน ตลับเมตร 1 อัน ประแจเครื่องมือ 1 ชุด น้ำมันเบนซิน 2 แกลลอน เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ทำการเลื่อย ผ่า ตัดทอนไม้ให้เปลี่ยนรูปหรือขนาดไปจากเดิมโดยไม่ได้รับอนุญาตและบรรยายฟ้องต่อมาในข้อ 2.3 ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแปรรูปไม้สักและไม้ประดู่ อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตามฟ้องข้อ 2.1 และอุปกรณ์ตามฟ้องข้อ 2.2 เป็นเครื่องมือทำการเลื่อยไม้สักและไม้ประดู่ให้เป็นแผ่นและเหลี่ยม ได้ไม้สักแปรรูป 49 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.72 ลูกบาศก์เมตร และได้ไม้ประดู่แปรรูป 19 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.16 ลูกบาศก์เมตร ตามคำฟ้องมีความหมายอยู่ในตัวว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกับพวกในความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้สักและไม้ประดู่ตามฟ้องข้อ 2.3 โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73 วรรคสอง (1) เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและไม้ที่จำเลยที่ 1 กับพวกตั้งโรงงานแปรรูปเป็นไม้สัก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องลงโทษตามมาตรา 73 วรรคสอง (1) ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้มีกำหนด 14 ปี นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดโทษของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง 73 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 4 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 48 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายวิรัตน์ สุยะลังกา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายดำรง เรืองขจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9087/2559
#604510
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 15 เดือน ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย และร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 158/2549 ของศาลชั้นต้น จำเลยกระทำความผิดในคดีก่อนในขณะที่มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี และมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ทั้งศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกไม่น้อยกว่าหกเดือน และภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีดังกล่าว (จำเลยพ้นโทษวันที่ 1 กันยายน 2552) จำเลยกลับมากระทำผิดในคดีนี้ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายซ้ำในอนุมาตราเดียวกันอีก และมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการเพิ่มโทษจำเลยมาแล้ว เมื่อความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 93 ได้ ศาลก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 ซึ่งเป็นบทเบากว่าได้ แม้โจทก์จะขอเพิ่มโทษตาม ป.อ. มาตรา 93 โดยไม่ได้ขอตาม ป.อ. มาตรา 92 มาด้วย ก็ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 93, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมายและริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (11) เป็นจำคุก 15 ปี เพิ่มโทษจำเลยข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกข้อหาละ 8 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 16 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 10 เดือน 20 วัน ริบหัวกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ในความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นก่อนลดโทษเป็นจำคุก 15 ปี 12 เดือน ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 15 เดือน ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย และร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 159/2549 ของศาลชั้นต้น จำเลยกระทำความผิดในคดีก่อนในขณะที่มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี และมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ทั้งศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกไม่น้อยกว่าหกเดือน และภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีดังกล่าว (จำเลยพ้นโทษวันที่ 1 กันยายน 2552) จำเลยกลับมากระทำผิดในคดีนี้ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายซ้ำในอนุมาตราเดียวกันอีก และมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการเพิ่มโทษจำเลยมาแล้ว เมื่อความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ได้ ศาลก็มีอำนาจเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ซึ่งเป็นบทเบากว่าได้ แม้โจทก์จะขอเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 โดยไม่ได้ขอตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 มาด้วยก็ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 288 ม. 78 ม. 80 ม. 83 ม. 91 ม. 92 ม. 93 (11)
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นายสมหมายหรือโล้ บุญทะรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายเจตรวินท์ จิตสำราญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุพจน์ ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา