คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19491/2556
#554853
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของ ส. ต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. โดยตกลงว่าหาก ส. ผิดนัดไม่ชำระหนี้คืนสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. โจทก์ยินยอมให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างหักเงินได้ส่งให้สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. เพื่อชำระหนี้แทน ส. เมื่อ ส. ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงหักค่าจ้างของโจทก์ซึ่งไม่เกินร้อยละ 10 ชำระหนี้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าจ้าง 16,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าจ้าง 16,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (9 สิงหาคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานควบคุมวัตถุดิบ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,095 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน ในระหว่างทำงานนายสุรชัย สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานอูช่าสยามสตีลย์อินดัสตรีย์ จำกัด ทำสัญญากู้ยืมเงินจากสหกรณ์ โดยมีโจทก์ นายจำเนียรและนายสุรพงษ์ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของนายสุรชัยต่อสหกรณ์ ต่อมานายสุรชัยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงหักค่าจ้างของโจทก์ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2549 (ที่ถูกเป็น 2548) ถึงเดือนเมษายน 2550 และเดือนกรกฎาคม 2550 เดือนละ 700 บาท รวมเป็นเงิน 16,800 บาท ส่งให้แก่สหกรณ์ โจทก์ยังมีข้อโต้แย้งในหนี้ที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาค้ำประกันในเรื่องจำนวนเงินที่นายสุรชัยกู้ยืมไปจากสหกรณ์ ยอดหนี้ที่นายสุรชัยค้างชำระ และลายมือชื่อของผู้รับเงินในหนังสือกู้ยืมเงินไม่เหมือนกับลายมือชื่อของนายสุรชัย แล้ววินิจฉัยว่า หนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์มีต่อสหกรณ์เป็นหนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ เมื่อสหกรณ์ยังไม่ได้ฟ้องให้โจทก์รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยจึงไม่อาจนำหนี้ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันมาหักจากค่าจ้างของโจทก์ได้ การที่จำเลยหักค่าจ้างของโจทก์ในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2548 ถึงเดือนเมษายน 2550 และเดือนกรกฎาคม 2550 เดือนละ 700 บาท รวมเป็นเงิน 16,800 บาท เพื่อนำไปจ่ายให้แก่สหกรณ์ จึงเป็นการหักค่าจ้างโดยไม่ชอบ จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าจ้างที่หักแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัย ไม่ตรงประเด็นตามข้อหาในคำฟ้อง อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหักค่าจ้างของโจทก์โดยไม่รับความยินยอมจากโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ตกลงยินยอมเป็นหนังสือให้จำเลยหักเงินได้ของโจทก์เพื่อนำส่งสหกรณ์ตามสัญญาค้ำประกัน ประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยหักค่าจ้างของโจทก์หรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางนำเรื่องหนี้ของบุคคลที่โจทก์ค้ำประกันว่ายังมีข้อต่อสู้อยู่ ซึ่งมิได้เกี่ยวกับเรื่องความยินยอมของโจทก์ยกมาเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีสิทธิหักค่าจ้างของโจทก์นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยไม่ตรงตามประเด็นในคำฟ้อง อีกทั้งเป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าประเด็นที่ปรากฏในคำฟ้อง อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยหักค่าจ้างโจทก์เพื่อชำระหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากโจทก์เป็นการหักค่าจ้างโดยชอบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงาน พ.ศ.2522 มาตรา 76 หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ตกลงว่าหากนายสุรชัยผิดนัดไม่ชำระหนี้คืนสหกรณ์ โจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินได้ของโจทก์ส่งให้แก่สหกรณ์เพื่อชำระหนี้แทนนายสุรชัยตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 6 ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติข้อยกเว้นให้นายจ้างมีสิทธิหักค่าจ้างของลูกจ้างชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ ในกรณีที่ได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้างได้ และการหักเงินในกรณีดังกล่าวก็ไม่เกินร้อยละ 10 ตามมาตรา 76 วรรคสอง ดังนั้นจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีสิทธิหักค่าจ้างโจทก์เพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างคืนแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชิต โสมิ่งมี
จำเลย — บริษัทอูช่าสยามสตีลย์อินดัสตรีย์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19481/2556
#571896
เปิดฉบับเต็ม

ขณะทำสัญญา Construction, Sale and Purchase Agreement เรือใบคาตามารัน Silkline ยังไม่มีการสร้างขึ้น และจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกแนวคิดและมอบหมายให้ผู้อื่นออกแบบเบื้องต้นซึ่งจำเลยทั้งสองได้จัดซื้อแบบดังกล่าวและได้จัดหาลูกค้าที่ต้องการให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนในการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์และเข้าทำสัญญากับอู่ต่อเรือที่จะให้ได้มาซึ่งเรือคาตามารันที่มีลักษณะจำเพาะตามรูปแบบที่เรียกว่า Silkline ดังกล่าว เจือสมกับข้อความในสัญญาดังกล่าวซึ่งระบุว่า เรือใบคาตามารัน Silkline ที่มีการทำสัญญากันนั้นเป็นเรือใบคาตามารันที่มีลักษณะจำเพาะตามแบบเขียนแนบท้ายสัญญาซึ่งเป็นแนวคิดเท่านั้น ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่า ขณะทำสัญญา ยังไม่เคยมีการสร้างเรือใบคาตามารันในรูปแบบที่เรียกว่า Silkline ตามที่ระบุในสัญญาดังกล่าวมาก่อน

เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาที่ระบุว่า จำเลยทั้งสองซึ่งต่อไปในสัญญาเรียกว่าตัวแทนได้ตกลงในการจัดการหรือจัดเตรียมเรือใบคาตามารันตามแบบท้ายสัญญาซึ่งเป็นแบบเขียนตามแนวคิดโดยระบุว่าลิขสิทธิ์หรือการป้องกันในลักษณะเดียวกันในส่วนของแบบเขียน แนวคิด แบบการต่อเรือที่ถูกจัดเตรียมโดยตัวแทนยังคงเป็นของตัวแทนเพียงผู้เดียว และในสัญญายังระบุถึงความรับผิดชอบของตัวแทนว่าตัวแทนเป็นผู้ตระเตรียมในส่วนของอู่ต่อเรือในการต่อเรือใบคาตามารันให้เสร็จสมบูรณ์ตามแบบเขียนและกำหนดเวลาและตระเตรียมในส่วนของอู่ต่อเรือในการรับประกันฝีมืองานช่างที่ใช้ในการต่อเรือดังกล่าวโดยการรับประกันทั้งหมดที่ได้รับจากผู้ขายโดยอู่ต่อเรือ ตัวแทนจะต้องโอนให้แก่เจ้าของเรือโดยตรง และการรับประกันจะต้องมีผลบังคับในวันที่ทำการส่งมอบและมีการชำระเงินงวดสุดท้ายเต็มจำนวนโดยสมบูรณ์ และต้องมีระยะเวลาในการรับประกันโดยสมบูรณ์ตามที่ผู้ผลิตแจ้งไว้ ทั้งนี้ตามสัญญาข้อ 5 อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาระบุให้ตัวแทนเริ่มต้นทำการจัดซื้อวัสดุต่าง ๆ ให้แก่อู่ต่อเรือหลังจากที่ตัวแทนได้รับเงินตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 21 สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาซื้อขาย แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ตามสัญญาต้องจัดหาอู่ต่อเรือ จัดซื้อวัสดุในการต่อเรือจากเงินที่ได้รับตามสัญญา ควบคุมดูแลให้การต่อเรือเป็นไปตามแบบแนบท้ายสัญญา และต้องดำเนินการให้ผู้ผลิตคืออู่ต่อเรือเป็นผู้รับผิดชอบในการรับประกันฝีมือแรงงานช่างที่ใช้ในการต่อเรือภายหลังมีการส่งมอบสมบูรณ์แล้ว ในสัญญาข้อ 3 ระบุถึงหลักเกณฑ์ในการส่งมอบว่า การส่งมอบเรือดังกล่าวขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเจ้าของเรือในความสมบูรณ์ตามเอกสารแนบท้ายสัญญา แบบเขียน และกำหนดการ และเมื่อมีการชำระเงินทั้งหมดโดยสมบูรณ์และเต็มจำนวนให้กับตัวแทนตามสัญญา โดยตามสัญญาข้อ 5 ระบุว่า สัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อมีการส่งมอบเรือใบคาตามารันให้แก่เจ้าของและมีการชำระเงินงวดสุดท้ายทั้งหมด

เมื่อทางนำสืบของคู่ความได้ความว่า การต่อเรือดังกล่าวไม่มีปัญหาเรื่องการผิดแบบแปลนและกำหนดเวลาแล้วเสร็จ ทั้งปรากฏตามสัญญาจ้างต่อเรือว่า มีการรับประกันสำหรับเรือ ฝีมือแรงงาน และการติดตั้งวัสดุจากอู่ต่อเรือเวฟมาสเตอร์ฯ ในสัญญาดังกล่าวด้วย อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว ทั้งการที่ ซ. ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ไปรับมอบเรือแทนโจทก์ได้เดินทางไปรับมอบเรือดังกล่าวจากอู่เรือดังกล่าว ที่ประเทศมาเลเซีย แล้วนำล่องทะเลกลับมาที่จังหวัดภูเก็ต แสดงว่า ซ. พึงพอใจในเรือที่ต่อส่งผลให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญางวดสุดท้ายให้แก่จำเลยทั้งสองในวันรุ่งขึ้น ถือว่าโจทก์ได้รับมอบเรือไว้ตามหลักเกณฑ์ในการส่งมอบที่ระบุในสัญญาแล้ว สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงสิ้นสุดและจำเลยทั้งสองพ้นจากความรับผิดชอบในเรือดังกล่าว โดยเป็นความรับผิดชอบต่อไปของอู่ต่อเรือตามการรับประกันดังที่ระบุไว้ในสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ของเงินต้น 62,435,238.88 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายไซม่อนต้องการเป็นเจ้าของเรือใบ คาตามารัน Silkline จึงขอให้โจทก์ช่วยสนับสนุนด้านเงินทุนซึ่งโจทก์ตกลงและมีการติดต่อให้จำเลยทั้งสองซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหาเรือใบคาตามารันในประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการ โดยในวันที่ 28 ตุลาคม 2548 โจทก์ได้ทำสัญญา กับจำเลยทั้งสองซึ่งมีมูลค่าตามสัญญา 300,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียและในการว่าจ้างอู่ต่อเรือให้ทำการต่อเรือนั้น จำเลยทั้งสองได้ให้บริษัทซีรัส - เอเชีย จำกัด ซึ่งจำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเชิดเข้าทำสัญญาว่าจ้างเวฟมาสเตอร์ ลังกาวี ยอชท์ เซ็นเตอร์ เอสดีเอน บีเอชดี หรือที่เรียกว่าอู่ต่อเรือเวฟมาสเตอร์ฯ ต่อเรือดังกล่าวให้ ตามสัญญาจ้างต่อเรือ ทั้งนี้โดยการกำหนดรูปแบบและเนื้อความของสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวรวมทั้งการประสานงานกับจำเลยทั้งสองนั้นนายไซม่อน เป็นผู้ดำเนินการแทนโจทก์ เมื่อมีการต่อเรือดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยโจทก์มอบหมายให้นายไซม่อน เดินทางไปรับมอบเรือที่อู่ต่อเรือเวฟมาสเตอร์ฯ ซึ่งอยู่ที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย และล่องเรือดังกล่าวนำกลับมาที่จังหวัดภูเก็ต ต่อมาในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 24 สิงหาคม 2549 โจทก์ได้ชำระเงินงวดสุดท้ายซึ่งเป็นการชำระเงินครบถ้วนตามสัญญา หลังจากนั้นโจทก์นำเรือไปทำการตกแต่งภายใน ตามสัญญาจ้างซึ่งมีนายโรเจอร์ ดิกเกิลแมน เป็นผู้ลงนามเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้รับจ้าง และโจทก์ชำระเงินค่าตกแต่งภายในผ่านทางนายไซม่อน และนายไซม่อน ชำระโดยโอนผ่านบัญชีของจำเลยทั้งสอง ครั้งสุดท้ายที่มีการโอนชำระเงินดังกล่าวครบถ้วนคือวันที่ 31 มกราคม 2550 ตามหลักฐานการโอนเงิน เมื่อชำระค่าตกแต่งเรืองวดสุดท้ายและรับมอบเรือแล้ว นายไซม่อน ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเรือดังกล่าวได้นำเรือออกแล่นในทะเลรวมทั้งให้เช่าบริการเหมาลำ ต่อมาเมื่อวันที่18 มกราคม 2551 ระหว่างที่นายไซม่อน กับนางสาวศิริกร ล่องเรือดังกล่าวไปด้วยกันตามลำพัง ขณะกำลังจะนำเรือเข้าเทียบฝั่งที่เกาะพะยามซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดภูเก็ต เกิดเหตุเรือล่มในทะเลอันเป็นเหตุให้โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วที่โจทก์อุทธรณ์มีใจความโดยสรุปว่า สัญญาเป็นสัญญาซื้อขายเรือใบคาตามารันตามรูปแบบที่ตกลงกันไว้ในสัญญาซึ่งแม้ขณะทำสัญญายังไม่มีการต่อเรือดังกล่าวขึ้นมาก็มีผลทำให้เป็นสัญญาซื้อขายทรัพย์ที่ยังไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง และการที่เรือดังกล่าวล่มในทะเลไม่ใช่ความประมาทเลินเล่อในการนำเรือไปแล่นชนหินโสโครกหรือสิ่งกีดขวางในทะเล แต่เกิดจากความชำรุดบกพร่องของรอยเชื่อมที่ไม่ได้มาตรฐานตามข้อตกลงในสัญญาจ้างต่อเรือ ซึ่งกำหนดให้ใช้มาตรฐานฝีมือช่างเชื่อมของลอยด์ อันเป็นความชำรุดบกพร่องที่ไม่เห็นประจักษ์ในเวลารับมอบเรือ ซึ่งจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ขายเรือดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามสัญญา ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ขณะทำสัญญา เรือใบคาตามารัน Silkline ยังไม่มีการสร้างขึ้น และจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกแนวคิดและมอบหมายให้ผู้อื่นออกแบบเบื้องต้นซึ่งจำเลยทั้งสองได้จัดซื้อแบบดังกล่าวและได้จัดหาลูกค้าที่ต้องการให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนในการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์และเข้าทำสัญญากับอู่ต่อเรือที่จะให้ได้มาซึ่งเรือใบคาตามารันตามรูปแบบที่เรียกว่า Silkline ดังกล่าว ซึ่งเจือสมกับข้อความในสัญญาระบุว่า เรือใบคาตามารัน Silkline ที่มีการทำสัญญากันนั้นเป็นเรือใบคาตามารันที่มีลักษณะจำเพาะตามแบบเขียนแนบท้ายสัญญาซึ่งเป็นแนวคิดเท่านั้น ซึ่งในเรื่องดังกล่าวโจทก์คงมีพยานคือ นายสตีเว่น มาเบิกความได้ความเพียงว่า พยานประกอบอาชีพเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายและได้รับคำบอกเล่าจากนายไซม่อน ซึ่งต่อมาได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตแล้วว่า นายไซม่อน ได้พบข้อมูลเกี่ยวกับเรือใบคาตามารัน Silkline จากการโฆษณาของจำเลยทั้งสอง ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่า ขณะทำสัญญา ยังไม่เคยมีการสร้างเรือใบคาตามารันในรูปแบบที่เรียกว่า Silkline ตามที่ระบุในสัญญาดังกล่าวมาก่อน

เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญา ที่ระบุว่า จำเลยทั้งสองซึ่งต่อไปในสัญญาเรียกว่าตัวแทนได้ตกลงในการจัดการหรือจัดเตรียมเรือใบคาตามารันตามแบบท้ายสัญญาซึ่งเป็นแบบเขียนตามแนวคิดโดยในข้อ 17 ระบุว่า ลิขสิทธิ์หรือการป้องกันในลักษณะเดียวกันในส่วนของแบบเขียน แนวคิด แบบการต่อเรือที่ถูกจัดเตรียมโดยตัวแทนยังคงเป็นของตัวแทนเพียงผู้เดียว และในสัญญาข้อ 8 ระบุถึงความรับผิดชอบของตัวแทนว่าตัวแทนเป็นผู้ตระเตรียมในส่วนของอู่ต่อเรือในการต่อเรือใบคาตามารันให้เสร็จสมบูรณ์ตามแบบเขียนและกำหนดเวลา และตระเตรียมในส่วนของอู่ต่อเรือในการรับประกันฝีมืองานช่างที่ใช้ในการต่อเรือดังกล่าวโดยการรับประกันทั้งหมดที่ได้รับจากผู้ขายโดยอู่ต่อเรือ ตัวแทนจะต้องโอนให้แก่เจ้าของเรือโดยตรง และการรับประกันจะต้องมีผลบังคับในวันที่ทำการส่งมอบและมีการชำระเงินงวดสุดท้ายเต็มจำนวนโดยสมบูรณ์ และต้องมีระยะเวลาในการรับประกันโดยสมบูรณ์ตามที่ผู้ผลิตแจ้งไว้ ทั้งนี้ตามสัญญาข้อ 5 อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาระบุให้ตัวแทนเริ่มต้นทำการจัดซื้อวัสดุต่าง ๆ ให้แก่อู่ต่อเรือหลังจากที่ตัวแทนได้รับเงินตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 21 สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาซื้อขาย แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ตามสัญญาต้องจัดหาอู่ต่อเรือ จัดซื้อวัสดุในการต่อเรือจากเงินที่ได้รับตามสัญญาและควบคุมดูแลให้การต่อเรือเป็นไปตามแบบแนบท้ายสัญญาซึ่งเป็นแบบเขียนตามแนวคิดซึ่งในสัญญาระบุถือว่าเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง และต้องดำเนินการให้ผู้ผลิตคืออู่ต่อเรือเป็นผู้รับผิดชอบในการรับประกันฝีมือแรงงานช่างที่ใช้ในการต่อเรือภายหลังมีการส่งมอบสมบูรณ์แล้ว ซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่องอันเกิดจากฝีมือช่างที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการส่งมอบเรือ และในสัญญาข้อ 3 ระบุถึงหลักเกณฑ์ในการส่งมอบว่า การส่งมอบเรือดังกล่าวขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเจ้าของเรือในความสมบูรณ์ตามที่อ้างอิงตามเอกสารแนบท้ายสัญญาแบบเขียนและกำหนดการ และเมื่อมีการชำระเงินทั้งหมดโดยสมบูรณ์และเต็มจำนวนให้กับตัวแทนตามที่ได้อ้างอิงในส่วนของกำหนดการชำระเงินในสัญญาฉบับนี้ โดยตามสัญญาข้อ 5 ระบุว่า สัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อมีการส่งมอบเรือใบคาตามารันให้แก่เจ้าของและมีการชำระเงินงวดสุดท้ายทั้งหมด

เมื่อทางนำสืบของคู่ความได้ความว่า การต่อเรือดังกล่าวไม่มีปัญหาเรื่องการผิดแบบแปลนและกำหนดเวลาแล้วเสร็จ ทั้งยังปรากฏตามสัญญาจ้างต่อเรือ ข้อ 1.1.8 และข้อ 17.2 ว่า มีการรับประกันสำหรับเรือ ฝีมือแรงงาน และการติดตั้งวัสดุจากอู่ต่อเรือเวฟมาสเตอร์ฯ ในสัญญาดังกล่าวด้วย อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว ทั้งการที่นายไซม่อน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ไปรับมอบเรือแทนโจทก์ได้เดินทางไปรับมอบเรือดังกล่าวจากอู่ต่อเรือเวฟมาสเตอร์ฯ ที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย แล้วนำล่องทางทะเลกลับมาที่จังหวัดภูเก็ต แสดงให้เห็นว่านายไซม่อน มีความพึงพอใจในเรือที่ต่อขึ้นจึงมีการยอมรับมอบนำกลับมาที่จังหวัดภูเก็ต อันส่งผลให้โจทก์มีการชำระเงินตามสัญญา งวดสุดท้ายให้แก่จำเลยทั้งสองในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ซึ่งแม้ได้ความจากพยานโจทก์ปากนายสตีเว่นว่า ในวันที่รับมอบเรือดังกล่าวนายไซม่อน ตรวจสอบพบความชำรุดบกพร่องที่เห็นประจักษ์บางรายการแต่จำเลยทั้งสองได้จัดการให้มีการแก้ไขความชำรุดบกพร่องที่เห็นประจักษ์นั้นแล้ว และยังปรากฏว่าโจทก์ได้โอนเงินงวดสุดท้ายสำหรับงานในส่วนของการตกแต่งภายในของเรือดังกล่าวผ่านทางนายไซม่อน ให้แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550ตามหลักฐานการโอนเงิน ซึ่งแม้งานในส่วนนี้เป็นคนละส่วนกับงานโครงสร้างเรือซึ่งผู้ลงนามในสัญญาตกแต่งเรือคือ นายโรเจอร์ ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่มีการชำระเงินงวดสุดท้ายของงานตกแต่งภายในให้แก่จำเลยทั้งสองเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่า นายไซม่อน มีความพึงพอใจในเรือที่ได้รับมอบว่าถูกต้องตรงตามข้อตกลงในสัญญานั้นแล้ว จึงมีการชำระเงินเสร็จสิ้นทั้งสองสัญญา เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่นายไซม่อน เป็นผู้ที่มีความต้องการเรือดังกล่าวแต่ไม่มีเงินทุนเพียงพอจึงขอให้โจทก์ออกเงินทุนให้ก่อน เป็นเหตุให้โจทก์เข้าทำสัญญากับจำเลยทั้งสอง โดยมีนายไซม่อน เป็นผู้ติดต่อประสานงานตั้งแต่ก่อนมีการทำสัญญาจนมีการทำสัญญา และภายหลังรับมอบเรือมีการดำเนินการจดทะเบียนให้นายไซม่อน เป็นเจ้าของเรือดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์โดยนายไซม่อน ได้รับมอบเรือดังกล่าวไว้ตามหลักเกณฑ์ในการส่งมอบเรือที่ระบุไว้ในสัญญาแล้ว ซึ่งเป็นผลให้สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอันสิ้นสุดตามความในสัญญาข้อ 5 และจำเลยทั้งสองพ้นจากความรับผิดชอบในเรือดังกล่าว โดยเป็นความรับผิดชอบต่อไปของอู่ต่อเรือตามการรับประกันดังที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 7.2 นอกจากนี้ยังได้ความว่า นายไซม่อนซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเรือได้เรียกร้องค่าเสียหายทำนองเดียวกับคดีนี้จากอู่ต่อเรือเวฟมาสเตอร์ฯ โดยเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในประเทศมาเลเซียไว้ด้วยและอยู่ระหว่างรอการวินิจฉัย จึงเป็นพฤติการณ์ที่สอดรับกับข้อตกลงในสัญญา ที่กำหนดให้ตัวแทนต้องโอนการรับประกันที่ได้รับจากอู่ต่อเรือซึ่งเป็นผู้ผลิตให้แก่เจ้าของ ซึ่งจากพฤติการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนายไซม่อน อันเกี่ยวกับสัญญา ที่นายไซม่อน เป็นผู้ที่ต้องการเรือใบคาตามารันดังกล่าวและอยู่เบื้องหลังในการที่โจทก์ซึ่งเป็นนายทุนเข้าทำสัญญา โดยจำเลยทั้งสองทราบเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงต้องตีความคำว่าเจ้าของนั้นว่า คู่สัญญามีเจตนารมณ์ให้มีความหมายรวมถึงนายไซม่อน ซึ่งต่อมาได้มีการจดทะเบียนเป็นเจ้าของเรือดังกล่าวด้วย ทั้งนายสตีเว่น เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองรับว่า ในคดีที่ประเทศมาเลเซีย (หมายถึงคดีที่มีการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาตโตตุลาการในประเทศมาเลเซีย)นั้น โจทก์และนายไซม่อน ได้เข้าสวมสิทธิของจำเลยทั้งสองในนามบริษัทซีรัส - เอเชียจำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาต่อเรือ เรียกร้องค่าเสียหายในกรณีดังกล่าวจากอู่ต่อเรือเวฟมาสเตอร์ฯ จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองพ้นจากความรับผิดชอบตามสัญญา โดยไม่ได้ตกเป็นผู้ผิดสัญญาตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง เมื่อฟังว่าก่อนเกิดเหตุเรือล่มจำเลยทั้งสองพ้นจากความรับผิดชอบตามสัญญาแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นอื่น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58 ม. 60 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอลัสเตอร์ ยัง
จำเลย — นายโรเบอร์ท จอห์น เฮนรี่ โมทท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — สมรศรี ตีระวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19480/2556
#559120
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ถือเป็นการตรวจสอบบรรดาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยภาครัฐเพื่อการควบคุมและกำกับดูแลว่าเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าวเป็นเครื่องหมายอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 ถึง 8 ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภคมิให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องชอบด้วยกฎหมายของเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนในชั้นต้นว่าเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ และอาจมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 ถึง 17 เมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งใด ๆ ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวแล้ว ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ตามมาตรา 18 อันเป็นการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำขอจดทะเบียนในชั้นที่สูงขึ้น ซึ่งในบทบัญญัติตามมาตรา 96 (1) ให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีอำนาจและหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมาตรา 101 วรรคสอง ได้บัญญัติถึงวิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ากำหนด และตามระเบียบคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าด้วยวิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน พ.ศ.2545 ข้อ 18 กำหนดให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีอำนาจพิจารณาทบทวนคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและจะพิจารณาวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอื่นนอกจากที่ปรากฏในคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็ได้ เห็นได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายประสงค์ให้อำนาจแก่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในการวินิจฉัยเกี่ยวกับความถูกต้องชอบด้วยกฎหมายของเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนนั้นว่าเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนตามกฎหมายได้หรือไม่ เช่นเดียวกันกับการวินิจฉัยในชั้นของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า มิได้ถูกจำกัดให้ต้องพิจารณาเฉพาะประเด็นที่มีการยกขึ้นโต้แย้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมิฉะนั้นแล้วจะทำให้กลไกในการตรวจสอบในชั้นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่มีประสิทธิภาพและต้องถูกจำกัดโดยคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือผู้ยื่นคำขอซึ่งไม่น่าจะใช่เจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนี้ เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ย่อมมีอำนาจให้ระงับการจดทะเบียนได้

เครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES เป็นการใช้กลุ่มของคำในอักษรโรมันอย่างเดียวกับที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในลักษณะประดิษฐ์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว ผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES ได้มีการจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก มียอดขายปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับในประเทศไทยมีวางจำหน่ายในร้านค้าทั่วไปทั้งร้านขนาดย่อมและขนาดใหญ่รวมถึงซุปเปอร์มาร์เก็ต ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักกว้างขวางและทำให้เข้าถึงผู้บริโภคง่าย โจทก์ได้ทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์ CLAIROL HERBAL ESSENCES อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี ผ่านสื่อต่าง ๆ หลายรูปแบบ ทำให้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนั้น เครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES ในลักษณะประดิษฐ์ ที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้วยังได้รับการจดแจ้งให้เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามมาตรา 8 (10) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ในส่วนแชมพู CLAIROL HERBAL ESSENCES ครองตลาดแชมพูเพื่อความสวยงามในอันดับที่ 7 มียอดขายปีละประมาณ 300,000,000 บาท เครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES ของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้าที่มีการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าของบุคคลอื่น อันถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้อันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยโจทก์ไม่ต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า HERBAL ESSENCES

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/18712 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1241/2551 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES ทั้งเครื่องหมายโดยไม่ต้องสละสิทธิในคำว่า HERBAL ESSENCES หรือดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES เลขที่ 651573 ของโจทก์โดยไม่ต้องสละสิทธิในคำว่า HERBAL ESSENCES

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1241/2551 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES เลขที่ 651573 ของโจทก์ต่อไป โดยให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำว่า HERBAL ESSENCES ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันเป็นประเด็นนอกเหนือจากที่โจทก์ยกขึ้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ถือเป็นการตรวจสอบบรรดาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยภาครัฐเพื่อการควบคุมและกำกับดูแลว่าเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าวเป็นเครื่องหมายอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 ถึง 8 ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภค มิให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องชอบด้วยกฎหมายของเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนในชั้นต้นว่าเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ และอาจมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 ถึง 17 เมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งใด ๆ ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวแล้วผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ตามมาตรา 18 อันเป็นการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำขอจดทะเบียนในชั้นที่สูงขึ้น ซึ่งในบทบัญญัติตามมาตรา 96 (1) ให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีอำนาจและหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมาตรา 101 วรรคสอง ได้บัญญัติถึงวิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ากำหนด และตามระเบียบคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าด้วยวิธีพิจารณาอุทธรณ์และคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน พ.ศ.2545 ข้อ 18 กำหนดให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีอำนาจพิจารณาทบทวนคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและจะพิจารณาวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอื่นนอกจากที่ปรากฏในคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็ได้ ตามสำเนาระเบียบคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เห็นได้ว่า บทบัญญัติของกฎหมายประสงค์ให้อำนาจแก่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในการวินิจฉัยเกี่ยวกับความถูกต้องชอบด้วยกฎหมายของเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนนั้นว่าเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนตามกฎหมายได้หรือไม่เช่นเดียวกันกับการวินิจฉัยในชั้นของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า มิได้ถูกจำกัดให้ต้องพิจารณาเฉพาะประเด็นที่มีการยกขึ้นโต้แย้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมิฉะนั้นแล้วจะทำให้กลไกในการตรวจสอบในชั้นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่มีประสิทธิภาพและต้องถูกจำกัดโดยคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือผู้ยื่นคำขอซึ่งไม่น่าจะใช่เจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนี้ เมื่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ย่อมมีอำนาจให้ระงับการจดทะเบียนได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยไปพร้อมกันว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ทั้งเครื่องหมายหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES เป็นการใช้กลุ่มของคำในอักษรโรมันอย่างเดียวกับที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในลักษณะประดิษฐ์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วโดยนางกนกลักษณ์ พยานโจทก์ส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นได้ความว่า คำว่า CLAIROL เป็นชื่อของบริษัทแคล์รอล อินคอร์ปอเรเต็ด (Clairol Incorporated) ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2473 โดยถูกใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดและดูแลผม ต่อมาในปี 2500 บริษัทบริสตอล ไมเยอร์ สควิบบ์ ได้ซื้อกิจการของบริษัทแคล์รอล อินคอร์ปอเรเต็ด ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES และได้ผลิตและจำหน่ายสินค้าดังกล่าวตลอดมา จนกระทั่งปี 2544 โจทก์ได้ซื้อกิจการในส่วนของบริษัทแคล์รอล อินคอร์ปอเรเต็ด จากบริษัท บริสตอล ไมเยอร์ สควิบบ์ มาเป็นของโจทก์แล้วโจทก์ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES ได้มีการจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก มียอดขายปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับในประเทศไทยมีวางจำหน่ายในร้านค้าทั่วไปทั้งร้านค้าขนาดย่อมและขนาดใหญ่รวมถึงซุปเปอร์มาร์เก็ต อาทิ Tesco Lotus, Big C, Carrefour, Tops และ Watsons ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักกว้างขวางและทำให้เข้าถึงผู้บริโภคง่าย ซึ่งเฉพาะประเทศไทยมียอดจำหน่ายตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปี 2552 ปีละหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ได้ทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์ CLAIROL HERBAL ESSENCES อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี ผ่านสื่อต่าง ๆ หลายรูปแบบ รวมทั้งโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ อินเทอร์เน็ต ทำให้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศไทยและในต่างประเทศ นอกจากนั้นเครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES ในลักษณะประดิษฐ์ ที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้วยังได้รับการจดแจ้งให้เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทะเบียนเลขที่ คชพ 19 ในส่วนแชมพู CLAIROL HERBAL ESSENCES จะครองตลาดแชมพูเพื่อความสวยงามในอันดับที่ 7 มียอดขายปีละประมาณ 300,000,000 บาท โดยจำเลยมิได้นำสืบพยานหลักฐานโต้แย้งให้รับฟังเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังกล่าวย่อมเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้รับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า CLAIROL HERBAL ESSENCES ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้าที่มีการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าของบุคคลอื่น อันถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้อันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยโจทก์ไม่ต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า HERBAL ESSENCES อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า คำว่า HERBAL ESSENCES เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า HERBAL ESSENCES นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 8 ม. 18 ม. 96 (1) ม. 101
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เดอะ พร๊อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล คัมปะนี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19392/2556
#562526
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทห้าฉบับให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง นำเช็คพิพาททั้งห้าฉบับดังกล่าวมาชำระหนี้เงินกู้และค่าสินค้าแก่โจทก์ แม้โจทก์จะนำสืบว่า จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาทดังกล่าวมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับแก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสลักหลังเช็คทั้งหมดแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงต้องผูกพันตามเนื้อความในเช็คนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 และมาตรา 921, 940 ประกอบมาตรา 989 แม้มูลหนี้ที่โจทก์รับเช็คดังกล่าวไว้ตามที่ปรากฏในทางพิจารณาจะแตกต่างจากคำฟ้องไปบ้าง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับได้ หาได้เป็นกรณีที่พิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์หักดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อวัน และมีการนำไปหักกลบลบหนี้ค่าสินค้าที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยที่ 2 ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่อาจนำสืบได้ จึงต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์นั้นเป็นการไม่ชอบ เนื้อหาของฎีกาส่วนดังกล่าวล้วนแต่คัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาทั้งสิ้น โดยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 331,789.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 310,713.76 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 331,789.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 310,713.76 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มีนาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์นำสืบนอกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทห้าฉบับให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง นำเช็คพิพาททั้งห้าฉบับดังกล่าวมาชำระหนี้เงินกู้และค่าสินค้าแก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้โจทก์จะนำสืบว่า จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาทดังกล่าวมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับแก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสลักหลังเช็คทั้งหมดแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงต้องผูกพันตามเนื้อความในเช็คนั้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 และมาตรา 921, 940 ประกอบมาตรา 989 และแม้มูลหนี้ที่โจทก์รับเช็คดังกล่าวไว้ ตามที่ปรากฏในทางพิจารณาจะแตกต่างจากคำฟ้องไปบ้าง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะฟังข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับได้ หาได้เป็นกรณีที่พิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาประการต่อมาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์หักดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อวัน และมีการนำไปหักกลบลบหนี้ค่าสินค้าที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยที่ 2 ภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่อาจนำสืบได้ จึงต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์นั้นเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า เนื้อหาของฎีกาส่วนดังกล่าวล้วนแต่คัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มาทั้งสิ้น โดยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 921 ม. 940 ม. 989
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมัญชรี ธรรมรักษาสิทธิ์
จำเลย — นายคมสันต์ คงสิริสมบัติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายพยุง ชูสง
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19391/2556
#559144
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ให้ไว้แก่โจทก์ได้นั้น เป็นเพราะจำเลยได้โอนที่ดินพิพาทไปให้บุคคลภายนอกซึ่งถือได้ว่าเป็นความผิดอันเกิดแต่ฝ่ายของจำเลยเอง จำเลยยังคงมีความรับผิดที่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง เพราะอาจมีการเพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นชื่อของจำเลย และดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ กรณีมิใช่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยไม่จำต้องรับผิดดำเนินการดังกล่าวต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการคัดชื่อของผู้ที่มีชื่อร่วมกับจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายแล้วออกจากโฉนดที่ดินแล้วโอนเป็นชื่อของจำเลยและไถ่ถอนจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์นำที่ดินไปจำนองกับธนาคารนำเงินมาชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือแก่จำเลย หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์กับบริวารออกจากที่ดินตามฟ้อง และให้โจทก์ชำระค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากที่ดินตามฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 100,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการคัดชื่อของผู้มีชื่อร่วมกับจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายแล้วออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 941 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ และรับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ 130,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 170,000 บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 2,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาแล้วว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 941 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีชื่อจำเลยและนายเทียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม เมื่อปี 2547 จำเลยตกลงจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ในราคา 160,000 บาท โดยจำเลยส่งมอบที่ดินให้โจทก์เข้าทำประโยชน์และรับชำระราคาบางส่วนจากโจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท และจำเลยตกลงจะดำเนินการขอคัดชื่อนายเทียน ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมซึ่งถึงแก่ความตายแล้วออกจากทะเบียนและไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ โดยหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายวุฒิพงษ์หรือหลอย และต่อมาจำเลยจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินเฉพาะส่วนของนายเทียน โดยการครอบครองและจดทะเบียนโอนขายให้แก่นายวุฒิพงษ์ในวันเดียวกันตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดิน

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนที่ให้จำเลยดำเนินการคัดชื่อของผู้มีชื่อร่วมกับจำเลย (นายเทียน) ออกจากโฉนดที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่นายวุฒิพงษ์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไปแล้ว จึงถือว่าสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยดำเนินการคัดชื่อของผู้มีชื่อร่วมกับจำเลยที่ถึงแก่ความตายไปแล้วออกจากโฉนดที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้นั้น เห็นว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 จำเลยยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทที่ยังสามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่มีต่อโจทก์ได้ กรณีจึงมิใช่เรื่องสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้โจทก์จะขอให้ศาลบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยแล้ว จำเลยจะได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายวุฒิพงษ์และจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินเฉพาะส่วนของนายเทียนโดยการครอบครองแล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่นายวุฒิพงษ์ไปเสียทั้งหมดก็ตาม แต่จำเลยก็ยังคงมีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ได้ให้ไว้แก่โจทก์ซึ่งได้ฟ้องขอให้บังคับชำระหนี้ดังกล่าวไว้แล้ว ซึ่งการที่จำเลยไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ให้ไว้แก่โจทก์ได้นั้น เป็นเพราะจำเลยได้โอนที่ดินพิพาทไปให้บุคคลภายนอกซึ่งถือได้ว่าเป็นความผิดอันเกิดแต่ฝ่ายของจำเลยเอง จำเลยยังคงมีความรับผิดที่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง เพราะอาจมีการเพิกถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นชื่อของจำเลยและดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ กรณีมิใช่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยไม่จำต้องรับผิดดำเนินการดังกล่าวต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่งระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ดำเนินการคัดชื่อนายเทียนซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมซึ่งถึงแก่ความตายแล้วออกจากทะเบียนที่ดินพิพาทและไถ่ถอนจำนองแล้ว ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยดำเนินการคัดชื่อของผู้มีชื่อร่วมกับจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายแล้วออกจากโฉนดที่ดินพิพาท และไถ่ถอนจำนองอีกจึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และคดีนี้จำเลยยื่นฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลมา 3,400 บาท จึงไม่ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยดำเนินการคัดชื่อของผู้มีชื่อร่วมกับจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายแล้วออกจากโฉนดที่ดินพิพาทและไถ่ถอนจำนอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 3,200 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบัวขาว มีศรี
จำเลย — นางสุวาณี จีรพัฒน์หรือจิรพัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายเมธา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19385/2556
#583720
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำใบสั่งซื้อรถรวม 26 คัน จากจำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถ 26 คัน แก่สำนักงานศาลยุติธรรม กำหนดส่งมอบรถภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถให้โจทก์ 2 งวด งวดแรก 16 คัน งวดที่ 2 อีก 5 คัน และโจทก์ได้ส่งมอบให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว จากนั้นจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบรถอีก 5 คัน ให้แก่โจทก์อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โจทก์ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 แต่การเรียกเอาค่าเสียหายนั้น ป.พ.พ. มาตรา 222 แบ่งความเสียหายออกเป็น 2 กรณี กรณีแรกตามวรรคหนึ่ง เป็นความเสียหายเช่นที่ปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ กรณีที่สองตามวรรคสองเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ซื้อรถจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปขายให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรม และก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบรถให้แก่โจทก์ไปแล้วจำนวน 16 คัน โดยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่ามีการระบุวันเวลาส่งมอบรถที่แน่นอนวันใด คงปรากฏตามใบสั่งซื้อว่า "เครดิตการชำระเงิน 30 วัน นับแต่วันส่งมอบรถยนต์" จึงเป็นกรณีที่เวลาอันจะพึงส่งมอบรถไม่ได้กำหนดกันไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถที่เหลือได้โดยพลัน และจำเลยที่ 2 ก็ชอบที่จะส่งมอบรถที่เหลือได้โดยพลันเช่นกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 โจทก์มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถที่ค้าง 10 คัน โดยมีใจความสำคัญว่า โจทก์ได้แจ้งด้วยวาจาผ่าน ม. ขอรับรถภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2549 แต่โจทก์ได้รับแจ้งกลับว่าจำเลยที่ 2 หารถส่งมอบให้ได้เพียง 5 คัน ที่เหลือต้องไปรับเดือนหน้าเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหากไม่สามารถส่งมอบรถได้ทันเวลาภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 จึงขอให้ดำเนินการช่วยเหลือโจทก์โดยด่วน เท่ากับโจทก์กำหนดเวลาแน่นอนให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ทราบแล้วว่าโจทก์ซื้อรถจากจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มีความผูกพันที่จะต้องส่งมอบรถให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรม จำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจความหมายตามหนังสือฉบับดังกล่าวได้ว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่ส่งมอบรถอีก 5 คัน ให้แก่โจทก์ภายในกำหนด โจทก์จะได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรมตามสัญญา แม้ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 2 จะมีหนังสือถึงโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถส่งมอบรถอีก 5 คัน ให้โจทก์ได้เนื่องจากจำเลยที่ 2 ประมาณการสั่งซื้อผิดพลาด ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการส่งมอบรถให้โจทก์ได้ภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 และการที่โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 ถึงจำเลยที่ 2 อีกครั้งโดยสำทับว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายจากค่าปรับของสำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถที่เหลืออีก 5 คัน แก่โจทก์ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 และกำชับว่าให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการส่งมอบรถโดยด่วนเพื่อมิให้เกิดความเสียหายตามมาภายหลังในความผิดพลาดของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 คงเพิกเฉย จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาเมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถครั้งสุดท้าย มิใช่ผิดสัญญาตั้งแต่ครั้งที่จำเลยที่ 2 แจ้งเหตุขัดข้องว่าไม่สามารถส่งมอบรถได้ ตามพฤติการณ์จึงเป็นการชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ว่าโจทก์มีหนี้ที่จะต้องชำระโดยส่งมอบรถให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรม และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 2 ย่อมคาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นก่อนที่จำเลยที่ 2 ผิดสัญญาว่า โจทก์จะได้รับความเสียหายจากการถูกสำนักงานศาลยุติธรรมปรับตามสัญญาอันเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ส่งมอบรถให้แก่โจทก์ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของโจทก์ที่ถูกสำนักงานศาลยุติธรรมปรับจำนวน 1,800,000 บาท เมื่อค่าปรับดังกล่าวเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 ในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 261,249,361.22 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ให้เป็นพับ จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 115,885 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กรกฎาคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าขึ้นศาลแทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าทนายความให้เป็นพับ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่ถูกสำนักงานศาลยุติธรรมปรับจำนวน 1,800,000 บาท จากจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ไม่ส่งมอบรถที่เหลืออีก 5 คัน ให้แก่โจทก์ภายในกำหนด เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 แต่การเรียกเอาค่าเสียหายนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 แบ่งความเสียหายออกเป็น 2 กรณี กรณีแรกตามวรรคหนึ่งเป็นความเสียหายเช่นที่ปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ กรณีที่สองตามวรรคสองเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว ได้ความว่าโจทก์ซื้อรถจากจำเลยที่ 2 แล้วนำไปขายต่อให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรม โดยสัญญาซื้อขายรถที่โจทก์ทำกับสำนักงานศาลยุติธรรมและทำกับจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกัน ดังนี้ ค่าปรับที่โจทก์จะต้องรับผิดตามสัญญาแก่สำนักงานศาลยุติธรรมอันเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ส่งมอบรถที่เหลืออีก 5 คัน แก่โจทก์จึงไม่ใช่ความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การที่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ฎีกา แต่หากจำเลยที่ 2 ได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบรถให้แก่โจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ถูกสำนักงานศาลยุติธรรมปรับ ถือเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายให้แก่โจทก์ จึงมีปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงพฤติการณ์ความเสียหายอันเป็นพฤติการณ์พิเศษของโจทก์ในอีกสัญญาหนึ่งหรือไม่ นางสาวพุทธิกาญจน์ ผู้ช่วยกรรมการฝ่ายขายของโจทก์เบิกความตอบโจทก์และตอบทนายจำเลยที่ 2 ว่า หลังจากโจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์แก่สำนักงานศาลยุติธรรมแล้ว พยานได้โทรศัพท์แจ้งให้นางสาวมุกดา ผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 2 ทราบ และพยานเคยให้พนักงานโจทก์โทรสารไปให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว ข้อนี้โจทก์ไม่มีหลักฐานทางเอกสารมายืนยันว่าได้โทรสารไปให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว และข้อสำคัญเมื่อนางสาวมุกดามาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 โจทก์ก็ไม่ได้ถามค้านเพื่อให้นางสาวมุกดายอมรับหรือให้โอกาสนางสาวมุกดาได้เบิกความชี้แจงความจริงในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ทางนำสืบโจทก์ในข้อนี้จึงเป็นการกล่าวอ้างขึ้นเองลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง แต่อย่างไรก็ดีนายทรงวิทย์ พยานจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นประธานกรรมการผู้บริหารจำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2549 พยานทราบความจริงว่า รถยนต์ที่โจทก์สั่งซื้อจากจำเลยที่ 2 จำนวน 26 คัน โจทก์นำไปขายต่อให้สำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งตรงกับคำให้การของนางสาวมุกดา และสอดคล้องกับข้อความในหนังสือที่จำเลยที่ 2 มีถึงโจทก์ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2549 แสดงว่า ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ซื้อรถจากจำเลยที่ 2 ไปขายให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรม และก่อนหน้าวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้ส่งมอบรถให้แก่โจทก์ไปแล้วบางส่วนจำนวน 16 คัน ยังคงเหลืออีก 10 คัน ที่จำเลยที่ 2 จะต้องส่งมอบรถแก่โจทก์ โดยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่ามีการระบุวันเวลาส่งมอบรถที่แน่นอนวันใด คงปรากฏตามใบสั่งซื้อฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2549 ว่า "เครดิตการชำระเงิน 30 วัน นับแต่วันส่งมอบรถยนต์" เท่านั้น จึงเป็นกรณีที่เวลาอันจะพึงส่งมอบรถไม่ได้กำหนดกันไว้ ดังนี้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถที่เหลือได้โดยพลัน และจำเลยที่ 2 ก็ชอบที่จะส่งมอบรถที่เหลือได้โดยพลันเช่นกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 ได้ความว่า นายทรงวิทย์ทราบเรื่องที่โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ถึงบิดานายทรงวิทย์ ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถที่ค้างส่งจำนวน 10 คัน โดยหนังสือฉบับดังกล่าวมีใจความสำคัญว่า โจทก์ได้แจ้งด้วยวาจาผ่านนางสาวมุกดาขอรับรถภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2549 ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งกลับว่าจำเลยที่ 2 หารถส่งมอบให้ได้เพียง 5 คัน ที่เหลือต้องไปรับเดือนหน้า เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหากไม่สามารถส่งมอบรถได้ทันเวลาภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 จึงขอให้ดำเนินการช่วยเหลือโจทก์โดยด่วน เท่ากับโจทก์กำหนดเวลาแน่นอนให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 มิฉะนั้นโจทก์จะได้รับความเสียหาย ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ทราบแล้วว่าโจทก์ซื้อรถจากจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มีความผูกพันที่จะต้องส่งมอบรถให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรม จำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจความหมายตามหนังสือฉบับดังกล่าวได้ว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่ส่งมอบรถอีก 5 คัน ให้แก่โจทก์ภายในกำหนด โจทก์จะได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรมตามสัญญา แม้ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 2 จะมีหนังสือถึงโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่สามารถส่งมอบรถอีก 5 คัน ให้โจทก์ได้เนื่องจากจำเลยที่ 2 ประมาณการสั่งซื้อผิดพลาด ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการส่งมอบรถ ซึ่งเท่ากับจำเลยที่ 2 แจ้งต่อโจทก์ว่ามีเหตุขัดข้องที่จำเลยที่ 2 ไม่สามารถส่งมอบรถอีก 5 คัน ให้โจทก์ได้ภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 แต่ข้อขัดข้องดังกล่าวก็ไม่ใช่คำยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ปฏิเสธจะไม่ชำระหนี้คือไม่ส่งมอบรถอีก 5 คัน ให้แก่โจทก์เสียเลย ทั้งโจทก์ก็มิได้ถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาโดยยังคงคาดหวังว่าจะได้รับการชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 เพราะขณะนั้นยังเหลือเวลาที่โจทก์จะส่งมอบรถ 5 คัน สุดท้ายให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรมได้ทันภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 อันเป็นเงื่อนเวลาที่ยังเป็นประโยชน์ในการชำระหนี้ของโจทก์อยู่ และเป็นความชอบธรรมที่โจทก์จะป้องกันมิให้ตนได้รับความเสียหายเมื่อยังมีโอกาส การที่ต่อมาโจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 ถึงจำเลยที่ 2 อีกครั้งโดยสำทับว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายจากค่าปรับของสำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถที่เหลืออีก 5 คัน แก่โจทก์ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 และกำชับว่าให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการส่งมอบรถโดยด่วนเพื่อมิให้เกิดความเสียหายตามมาภายหลังในความผิดพลาดของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ยังเพิกเฉยไม่ส่งมอบรถที่เหลืออีก 5 คัน แก่โจทก์ภายในกำหนด จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาเมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถครั้งสุดท้าย มิใช่ผิดสัญญาตั้งแต่ครั้งที่จำเลยที่ 2 แจ้งเหตุขัดข้องว่าไม่สามารถส่งมอบรถได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย พฤติการณ์ดังวินิจฉัยมาจึงเป็นการชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ว่าโจทก์มีหนี้ที่จะต้องชำระโดยส่งมอบรถให้แก่สำนักงานศาลยุติธรรม และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระแก่โจทก์โดยส่งมอบรถภายในกำหนดให้แก่โจทก์ก่อน จำเลยที่ 2 ย่อมคาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นก่อนที่จำเลยที่ 2 ผิดสัญญาว่า โจทก์จะได้รับความเสียหายจากการถูกสำนักงานศาลยุติธรรมปรับตามสัญญาอันเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ส่งมอบรถให้แก่โจทก์ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของโจทก์ที่ถูกสำนักงานศาลยุติธรรมปรับจำนวน 1,800,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถคาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นถึงค่าปรับที่โจทก์จะต้องชำระแก่สำนักงานศาลยุติธรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายโจทก์ฎีกาว่า หากโจทก์ไม่ถูกสำนักงานศาลยุติธรรมปรับเป็นเงิน 1,800,000 บาท โจทก์สามารถนำเงินไปลงทุนได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดเป็นค่าเสียหายถึงวันฟ้องจำนวน 70,273 บาท และการที่โจทก์ถูกสำนักงานศาลยุติธรรมปรับทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงและความน่าเชื่อทางธุรกิจ คิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท รวมทั้งหากจำเลยที่ 2 ส่งมอบรถตรงตามกำหนด โจทก์จะได้รับค่ารถยนต์จำนวน 5,000,000 บาท ในวันที่ส่งมอบรถ ขอคิดค่าเสียหายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเงินทั้งสิ้น 198,287 บาท เห็นว่า ความเสียหายดังกล่าวมิใช่เช่นที่ตามปกติเกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ 2 ไม่ส่งมอบรถจำนวน 5 คัน ให้แก่โจทก์ตามสัญญา และไม่ใช่ความเสียหายที่จำเลยที่ 2 ได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดีสำหรับค่าปรับจำนวน 1,800,000 บาท แม้โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่ไม่สามารถนำไปลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนโดยเทียบเท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ก็ตาม แต่ค่าปรับดังกล่าวเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 ในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้แก่โจทก์ได้ไม่เป็นการเกินไปจากคำฟ้องหรือคำขอโจทก์ ได้ความว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับจากวันรับหนังสือ และจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2550 ตามหนังสือทวงถามและใบตอบรับ จำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดในวันที่ 8 กรกฎาคม 2550

อนึ่ง โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีและผลของคดีโจทก์ได้รับค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เพื่อความเป็นธรรมและเหมาะสมจึงเห็นสมควรกำหนดความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลล่างทั้งสองใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายจากเงินที่โจทก์ถูกปรับจำนวน 1,800,000 บาท ด้วย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 50,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 215 ม. 222 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายคเชนทร์ ไชยสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19376/2556
#618288
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ประเด็นทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ คู่ความมิได้ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ทรัพย์พิพาทใดเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลย คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ ประเด็นชั้นฎีกาจึงมีเพียงว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ ประเด็นฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายจึงมีผลทำให้การสมรสย่อมสิ้นสุดลงก่อนที่คำพิพากษาให้หย่า จะถึงที่สุด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 คดีจึงไม่มีประโยชน์ต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าต่อไปอีกหรือไม่ ทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่มีอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดไปด้วยเหตุความตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1625 จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรส คือที่ดินโฉนดเลขที่ 10055 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 45720, 45721 เงินฝากธนาคารและเงินสด ประมาณ 30,000,000 บาท รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบ็นซ์ รุ่น 240 อี หมายเลขทะเบียน ภม 9990 กรุงเทพมหานคร รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบ็นซ์ รุ่น ซี 180 หมายเลขทะเบียน พอ 555 กรุงเทพมหานคร รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อวอลโว่ รุ่นเอส 80 หมายเลขทะเบียน วฐ 78 กรุงเทพมหานคร และทรัพย์สินอื่น

ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยซึ่งอยู่ในระหว่างรวบรวมให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10055, 45720, 45721, 16600, 16601 และ 16602 ห้องชุดเลขที่ 672/125 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบ็นซ์ รุ่น 240 อี หมายเลขทะเบียน ภม 9990 กรุงเทพมหานคร รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบนซ์ รุ่น ซี 180 หมายเลขทะเบียน พอ 555 กรุงเทพมหานคร รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อวอลโว่ รุ่นเอส 80 หมายเลขทะเบียน วฐ 78 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมาก ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด และให้จำเลยชำระเงินสินสมรสจำนวน 18,696,361.87 บาท ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ประเด็นทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่นั้น คู่ความมิได้ฎีกา ประเด็นการแบ่งสินสมรสดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าทรัพย์พิพาทใดเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลย คำพิพากษาผูกพันคู่ความจึงมีประเด็นชั้นฎีกาจึงมีเพียงว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่

แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายยุทธนา ผู้ร้อง ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และจำเลย ยื่นคำร้องว่าโจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ เห็นว่า ตามสำเนามรณบัตรที่ผู้ร้องอ้างส่งเป็นหลักฐานฟังได้ว่า โจทก์ถึงแก่ความตายวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจริงซึ่งประเด็นฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายจึงมีผลทำให้การสมรสย่อมสิ้นสุดลงก่อนที่คำพิพากษาให้หย่าจะถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 คดีจึงไม่มีประโยชน์ต้องพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าต่อไปอีกหรือไม่ ทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณา ต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่มีอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 ด้วย จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ให้จำหน่ายคดีจำเลยออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1501 ม. 1625
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาง ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางภัทรนันท์ พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19357/2556
#559170
เปิดฉบับเต็ม

แม้บ้านที่เกิดเหตุเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ แต่ก็ยังเป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านที่เกิดเหตุด้วย พื้นที่ส่วนที่เป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านในเวลาราชการจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถาน เพราะประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ และหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง จำเลยทั้งสี่ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้เป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ด ย่อมมีอำนาจเข้าค้น อีกทั้งจำเลยทั้งสี่เข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ 11 นาฬิกา อันเป็นเวลาราชการ โดยไม่ปรากฏว่ามีการค้นเกินเลยจากพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน เหตุที่จำเลยทั้งสี่เข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุและค้นตัวโจทก์ก็เพราะมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง จำเลยทั้งสี่จึงมีอำนาจกระทำเช่นว่านั้นได้ตาม ป.วิ.อ มาตรา 93

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 309, 334, 335 (8), 362, 364, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 365 (2) ประกอบมาตรา 364, 83 เป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยทั้งสี่ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและบุกรุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า แม้บ้านที่เกิดเหตุเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ แต่ก็ยังเป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านที่เกิดเหตุด้วย พื้นที่ส่วนที่เป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านในเวลาราชการจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถาน เพราะประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ และหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง จำเลยทั้งสี่ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้เป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ด ย่อมมีอำนาจเข้าค้น ทั้งข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่เข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ 11 นาฬิกา อันเป็นเวลาราชการ โดยไม่ปรากฏว่ามีการค้นเกินเลยจากพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นการค้นในที่สาธารณสถานซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหมายค้น สำหรับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแม้จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ห้ามปรามมิให้นางเฉลิมศิริถ่ายรูป และเมื่อนายธวัชชัยใช้กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวถ่ายภาพเหตุการณ์ จำเลยที่ 1 ก็เดินออกจากบ้านที่เกิดเหตุ แต่พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่มีเหตุผลพอจะบ่งชี้ให้เห็นได้ประจักษ์ชัดว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาเข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ ที่โจทก์นำสืบว่า วันเกิดเหตุเวลาเช้า โจทก์เผาทำลายเอกสารคำร้องเรียนเรื่องภัยแล้งของลูกบ้านซึ่งเป็นเอกสารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย เพราะไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนให้รับฟังได้ว่าโจทก์เคยได้รับคำร้องเรียนเรื่องภัยแล้งจากลูกบ้าน ที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับนายสานิต ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นคู่แข่งของนายอนุรักษ์ก็ดี หรือที่จำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายความของโจทก์ถามค้านตอนหนึ่งว่า เคยร่วมดื่มสุรากับบุตรชายของนายสานิตก็ดี นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายสานิต และความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 3 กับบุตรชายของนายสานิตดังกล่าวล้วนเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังไม่พอฟังว่าจะกลั่นแกล้งฝ่ายของนายอนุรักษ์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเคยมีความสัมพันธ์กับนายสานิตอันจะเป็นมูลเหตุจูงใจให้มีเจตนาสมคบกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ฝ่ายจำเลยทั้งสี่นำสืบปฏิเสธโดยมีจำเลยทั้งสี่เป็นพยานเบิกความประกอบกันเป็นใจความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสี่ได้เบาะแสจากสายลับว่ามีหัวคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ด ไปรวมตัวกันที่บ้านที่เกิดเหตุ จึงไปตรวจสอบ ปรากฏว่าพบโจทก์และชาวบ้านอีกหลายคน ชาวบ้านเหล่านั้นมีท่าทีตกใจ บางคนขยำเอกสารทิ้ง บางคนฉีกเอกสารทิ้ง ส่วนโจทก์เก็บเอกสารไว้ในกระด้งแล้วนำไปสอดไว้ที่ใต้ชายคา เมื่อนำมาตรวจสอบก็พบว่าเป็นบัญชีรายชื่อราษฎรตำบลหนองแวง และมีเลข 100 กำกับอยู่ จำเลยที่ 1 เชื่อว่าเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง จึงยึดไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐาน แต่ขณะทำบันทึกการตรวจยึดปรากฏว่ามีนายยิ่งสันต์ นายคมกริช นายเมธาสิทธิ์ และนางเฉลิมศิริ ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ นายยิ่งสันต์และนายคมกริชโต้เถียงกับจำเลยทั้งสี่ ส่วนนายเมธาสิทธิ์บอกให้นางเฉลิมศิริถ่ายรูปจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ยกแผ่นกระดาษที่ใช้สำหรับทำบันทึกการตรวจยึดขึ้นปิดบังใบหน้า แต่ไม่ได้ทำท่าจะแย่งกล้องถ่ายรูป ระหว่างนั้นนายยิ่งสันต์หยิบเอกสารที่ถูกตรวจยึดไปดูแล้วส่งให้แก่นายคมกริชพร้อมทั้งพูดว่าให้นำไปทำลาย นายคมกริชส่งต่อให้แก่โจทก์พร้อมทั้งพูดว่าให้นำไปเผาไฟ โจทก์จึงนำเอกสารดังกล่าวไปเผาทำลาย นอกจากนี้จำเลยทั้งสี่ยังมีร้อยตำรวจตรีอดุลย์ เป็นพยานเบิกความเป็นใจความว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งแต่งตั้งพยานเป็นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนหาข่าวในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด ตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง วันเกิดเหตุ เวลา 11 นาฬิกาเศษ พยานกับพวกได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งที่บ้านที่เกิดเหตุ จึงไปตรวจสอบ พบจำเลยทั้งสี่กับราษฎรอีก 2 ถึง 3 คน โดยจำเลยที่ 1 กำลังทำบันทึกการตรวจยึดเอกสาร เมื่อตรวจสอบเอกสารที่ถูกตรวจยึดก็พบว่าเป็นสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน รวมทั้งเอกสารซึ่งมีการตีตารางแล้วเขียนชื่อนามสกุลของราษฎรและหมายเลข 100 ระหว่างนั้นปรากฏว่ามีนายคมกริชและนายยิ่งสันต์กับพวกไปที่บ้านที่เกิดเหตุแล้วกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่รังแกราษฎร พยานเห็นการโต้เถียงรุนแรงจึงเดินไปยังรถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะ แต่ยังเห็นนายยิ่งสันต์แย่งเอาเอกสารจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 3 บอกแก่พยานว่าเอกสารดังกล่าวถูกทำลาย เมื่อเดินย้อนไปดูเหตุการณ์ภายในบ้านที่เกิดเหตุพบเถ้าเอกสารถูกไฟเผาในเตาไฟ หลังจากนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองร้อยเอ็ดไปที่บ้านที่เกิดเหตุแล้วยึดเถ้าเอกสารดังกล่าวไปเพื่อเป็นพยานหลักฐาน คำเบิกความของจำเลยทั้งสี่และร้อยตำรวจตรีอดุลย์ตามที่กล่าวมามีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยปราศจากข้อพิรุธที่จะส่อว่าเป็นการสมคบกันปรุงแต่งข้อเท็จจริงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาของโจทก์ โดยเฉพาะร้อยตำรวจตรีอดุลย์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ในชุดเดียวกับจำเลยทั้งสี่ จึงไม่มีความสงสัยว่าจะเบิกความอันเป็นเท็จเพื่อช่วยให้จำเลยทั้งสี่พ้นจากความผิด อีกทั้งข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่ยังรับฟังได้ว่าเถ้าเอกสารที่โจทก์เผาทำลายปรากฏร่องรอยของชิ้นส่วนบัตรประจำตัวประชาชน ตามสำเนารายงานการตรวจพิสูจน์ นอกจากนี้ พฤติการณ์ที่นายคมกริชและนายยิ่งสันต์แสดงอาการปกป้องโจทก์อย่างออกนอกหน้าก็ยังบ่งชี้ว่าโจทก์เป็นพวกของนายอนุรักษ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดพรรคชาติไทย พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสี่นำสืบจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า เหตุที่จำเลยทั้งสี่เข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุและค้นตัวโจทก์ก็เพราะมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง จำเลยทั้งสี่จึงมีอำนาจกระทำเช่นว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและบุกรุกตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและบุกรุกเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (3) ม. 1 (4) ม. 157 ม. 364 ม. 365 (2)
ป.วิ.อ. ม. 2 (13) ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลอง จิตรเพียร
จำเลย — จ่าสิบตำรวจวิเชียร โพธิโชติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางสาวกัลยา วงษ์สวัสดิ ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19348/2556
#562734
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นหัวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำดอกกรายโดยมีบ้านพักปลูกอยู่ในโครงการ ไม้ยูคาลิปตัสที่ตัดปลูกอยู่บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำ แม้กรมป่าไม้จะเป็นผู้ปลูก โดยพฤตินัยจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำก็ต้องมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นยูคาลิปตัสดังกล่าว เพราะเป็นต้นไม้ของทางราชการ มิใช่วัชพืชหรือต้นไม้ไม่มีค่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ จำเลยจะอ้างว่ากรมป่าไม้ต้องมีหน้าที่ดูแลเพราะกรมป่าไม้เป็นผู้ปลูกไม่ได้ เพราะสถานที่ปลูกอยู่ในเขตโครงการอ่างเก็บน้ำที่จำเลยเป็นหัวหน้าและมีหน้าที่ควบคุมดูแลอยู่ หาใช่อยู่ในสถานที่ของกรมป่าไม้แต่อย่างใดไม่ และกรมป่าไม้ไม่ได้มีหน่วยงานดูแลอยู่ในที่เกิดเหตุ ดังนั้น เมื่อจำเลยจ้างหรือใช้ให้ บ. ไปตัดไม้ยูคาลิปตัสของกลาง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2547 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 147, 157 ริบเลื่อยโซ่ยนต์และรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80 - 2416 ฉะเชิงเทรา ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท รอการลงโทษจำคุก 2 ปี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกคำขอให้ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันและจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการในตำแหน่งนายช่างชลประทาน 6 เป็นหัวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำดอกกราย ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง รู้จักกับนายบุญยิ่ง ผู้มีอาชีพรับจ้างตัดไม้ซึ่งมีบ้านอยู่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง วันที่ 21 พฤษภาคม 2542 นายบุญยิ่งนำคนงานไปตัดต้นยูคาลิปตัสบริเวณอ่างเก็บน้ำดอกกรายโดยตัดเป็นท่อนแล้วขนออกจากบริเวณอ่างเก็บน้ำในวันที่ 23 เดือนเดียวกัน แต่รถบรรทุกที่ใช้ขนเกิดติดหล่มและมีการแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ทราบ นายบุญยิ่งอ้างแก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมว่าจำเลยจ้างให้มาตัดและขนไม้ดังกล่าว จำเลยปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แล้วรายงานผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินคดีแก่นายบุญยิ่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีหน้าที่ดูแลไม้ยูคาลิปตัสที่นายบุญยิ่ง เข้าไปตัดหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยเป็นหัวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำดอกกรายโดยมีบ้านพักปลูกอยู่ในโครงการ ไม้ยูคาลิปตัสที่ตัดปลูกอยู่บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำ แม้กรมป่าไม้จะเป็นผู้ปลูก โดยพฤตินัยจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำก็ต้องมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นยูคาลิปตัสดังกล่าวเพราะเป็นต้นไม้ของทางราชการ มิใช่วัชพืชหรือต้นไม้ไม่มีค่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ จำเลยจะอ้างว่ากรมป่าไม้ต้องมีหน้าที่ดูแลเพราะกรมป่าไม้เป็นผู้ปลูกไม่ได้ เพราะสถานที่ปลูกอยู่ในเขตโครงการอ่างเก็บน้ำที่จำเลยเป็นหัวหน้าและมีหน้าที่ควบคุมดูแลอยู่ หาใช่อยู่ในสถานที่ของกรมป่าไม้แต่อย่างใดไม่ การเป็นผู้ปลูกกับการเป็นผู้ดูแลเป็นคนละเรื่องกัน แม้จะใช้งบประมาณของกรมป่าไม้ปลูกแต่ปลูกในพื้นที่ของกรมชลประทานที่จำเลยมีหน้าที่ดูแลจำเลยก็ต้องมีหน้าที่ดูแลต้นไม้ดังกล่าวจะอ้างว่ากรมป่าไม้ต้องเป็นผู้ดูแลไม่ได้ เพราะกรมป่าไม้ไม่ได้มีหน่วยงานดูแลอยู่ในที่เกิดเหตุ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่าจำเลยมีหน้าที่ดูแลและการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังที่โจทก์ฟ้องจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายสุชาติ อ่างทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายอาทิตย์ พนาจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19332/2556
#554830
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้สิทธิไถ่ที่ดินจากจำเลยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2554 อันเป็นวันครบกำหนดเวลาไถ่ที่ดินซึ่งขายฝาก โดยนำเงินสินไถ่เพื่อไปชำระให้แก่จำเลยที่บ้าน แต่จำเลยบ่ายเบี่ยงอ้างว่าหมดเวลาราชการแล้ว การกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิไถ่ที่ดินซึ่งขายฝากต่อจำเลยภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาขายฝากโดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 ประกอบมาตรา 498 แล้ว จำเลยต้องรับการไถ่ แม้โจทก์ใช้สิทธิไถ่ที่ดินนั้นในเวลา 18 นาฬิกา ซึ่งล่วงพ้นเวลาราชการแล้ว และไม่สามารถจดทะเบียนการไถ่ขายฝากที่ดินในวันดังกล่าวได้ก็ตาม แต่การจดทะเบียนไถ่ทรัพย์ซึ่งขายฝาก กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์คืน เมื่อโจทก์ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากนั้นต่อจำเลยภายในกำหนดเวลาไถ่ตามสัญญาขายฝากโดยชอบแล้ว จึงมีผลผูกพันใช้ยันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิไถ่ที่ดินซึ่งขายฝากได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 113525 ตำบลหนองขอน อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี คืนโจทก์ และรับเงินสินไถ่จำนวน 48,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยรับเงินค่าไถ่ถอนการขายฝาก 48,000 บาท จากโจทก์ แล้วจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 113525 ตำบลหนองขอน อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนไถ่ถอน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 113525 ตำบลหนองขอน อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 43,000 บาท กำหนดไถ่ภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา โดยกำหนดสินไถ่เป็นเงิน 48,000 บาท ต่อมาโจทก์นำเงินสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อไถ่การขายฝาก แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิเสธที่จะรับเงินไว้ เนื่องจากพ้นกำหนดไถ่การขายฝากตามคำร้องขอวางทรัพย์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีสิทธิไถ่ที่ดินซึ่งขายฝากหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบสัญญาขายฝากที่ดิน และสำเนาคำร้องขอวางทรัพย์ว่า โจทก์นำเงินสินไถ่ จำนวน 48,000 บาท ไปชำระให้จำเลยที่บ้าน แต่ไม่พบจึงโทรศัพท์ไปหาจำเลย ภริยาของจำเลยเป็นผู้รับ แจ้งว่าจำเลยอยู่ที่จังหวัดยโสธร จากนั้นประมาณ 20 นาที โจทก์โทรศัพท์ไปหาจำเลยอีก จำเลยเป็นผู้รับและแจ้งว่าหมดเวลาราชการแล้ว ต่อมาโจทก์ติดต่อจำเลยเพื่อขอไถ่การขายฝากอีก จำเลยแจ้งว่าโจทก์ต้องนำเงิน 100,000 บาท มาชำระเป็นค่าที่ดินให้จำเลย วันรุ่งขึ้นโจทก์จึงนำเงินสินไถ่จำนวน 48,000 บาท ตามสัญญาขายฝากที่ดินไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดอุบลราชธานี ตามคำร้องขอวางทรัพย์ เมื่อจำเลยไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ดังที่โจทก์นำสืบมาว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 อันเป็นวันครบกำหนดเวลาไถ่ที่ดินซึ่งขายฝาก โจทก์ใช้สิทธิไถ่ที่ดินจากจำเลยโดยนำเงินสินไถ่เพื่อไปชำระให้แก่จำเลยที่บ้าน แต่ไม่พบจำเลย โจทก์จึงโทรศัพท์แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยบ่ายเบี่ยงอ้างว่าหมดเวลาราชการแล้ว การกระทำของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิไถ่ที่ดินซึ่งขายฝากต่อจำเลยภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาขายฝากโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 492 ประกอบมาตรา 498 แล้ว จำเลยต้องรับการไถ่ แม้โจทก์ใช้สิทธิไถ่ที่ดินนั้นในเวลา 18 นาฬิกา ซึ่งล่วงพ้นเวลาราชการแล้ว และไม่สามารถจดทะเบียนการไถ่การขายฝากที่ดินในวันดังกล่าวได้ก็ตาม แต่การจดทะเบียนไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์คืน เมื่อโจทก์ใช้สิทธิในการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากนั้นต่อจำเลยภายในกำหนดเวลาไถ่ตามสัญญาขายฝากโดยชอบแล้ว จึงมีผลผูกพันใช้ยันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทธิไถ่ที่ดินซึ่งขายฝากได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยรับเงินสินไถ่และจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 492 ม. 498
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหนูหล่ำ เงาเพ็ชร
จำเลย — ร้อยตำรวจโทหรือพันตำรวจโทศักดิ์ชาย พิศชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายภาคภูมิ ตรีพานิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19300/2556
#562720
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 เป็นการยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ เมื่อคำฟ้องของพนักงานอัยการบรรยายว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทด้วย โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องโดยไม่จำต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เช่นนี้ ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมทั้งสี่ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และ 30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างการพิจารณา นางเอี่ยม นายอนุวัฒน์ นางสาวยุพดี และนายยศ ภริยาและบุตรนายวิชัย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี แต่ละครั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสี่

โจทก์ร่วมทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสี่ว่า โจทก์ร่วมทั้งสี่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 บัญญัติว่า "คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้" ดังนี้ การที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ เมื่อคำฟ้องของพนักงานอัยการได้บรรยายว่า ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทด้วย โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องนั้นโดยไม่จำต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ดังที่โจทก์ร่วมทั้งสี่ฎีกา เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เช่นนี้ ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมทั้งสี่ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และ 30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ก็ไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนัก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30
ป.อ. ม. 291
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
โจทก์ร่วม — นางเอี่ยม วิภาคธำรงคุณ กับพวก
จำเลย — นายสุริยา ชาญไชย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายเลอภพอักขรา พรชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19299/2556
#554870
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกร้องทุกข์หรือกล่าวโทษอันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเท่านั้น การที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ จึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน คดีนี้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 ยังไม่มีผลใช้บังคับ ดังนั้น ในการพิจารณาการกระทำความผิดของจำเลย คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงต้องพิจารณาตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 เรื่อง การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้อ 6 ที่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไปได้ แม้ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับก็ไม่กระทบต่อการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะ พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลัง เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ส่งเรื่องกลับไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจที่จะสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 264, 265, 268, 32, 33, 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 ความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเนื่องจากจำเลยกับพวกร่วมเข้าตรวจค้นโดยไม่มีอำนาจในสถานที่ 2 แห่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมสองกระทงจำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยอย่างไร และไม่ได้ระบุเวลาในการกระทำความผิดแต่ละกรรมแยกออกจากกันนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1. ว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับนายเสน่ห์ จำเลยที่ 1 นายมนตรี จำเลยที่ 2 จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2404/2551 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทงต่างกรรมกัน หลังจากนั้นโจทก์บรรยายฟ้องในการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกแต่ละกรรมเป็นข้อ ๆ โดยบรรยายฟ้องข้อ 1 ข. ว่า นายเสน่ห์ จำเลยที่ 1 นายมนตรี จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2404/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านเสริมสวยศิริแฮร์คัท โดยร่วมกันนำหมายค้นอันเป็นเอกสารราชการปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้นใช้อ้างแสดงต่อนางวิไล ช่างทำผมประจำร้านเสริมสวย เข้าตรวจค้นโดยอ้างว่าเพื่อค้นหายาเสพติด เพราะมีผู้แจ้งว่าร้านเสริมสวยจำหน่ายยาเสพติด โดยนายเสน่ห์และนายมนตรีพวกของจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่มีอำนาจกระทำการนั้น และจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการนั้น และบรรยายฟ้องข้อ 1 ค. ว่า ภายหลังจากที่จำเลยกับพวกกระทำความผิดในข้อ ข. แล้ว นายเสน่ห์ จำเลยที่ 1 นายมนตรี จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2404/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านกาแฟนมสด โดยร่วมกันนำหมายค้นอันเป็นเอกสารราชการปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้นใช้อ้างแสดงต่อนายต่อย ผู้ดูแลร้านกาแฟนมสด เข้าตรวจค้นโดยอ้างว่าเพื่อค้นหายาเสพติด เพราะมีผู้แจ้งว่าร้านลักลอบจำหน่ายยาเสพติด โดยจำเลยกับพวกมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจอันมีอำนาจกระทำการนั้น และจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการนั้น แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงเวลาในการกระทำความผิดแต่ละกรรมแยกจากกันและไม่ได้บรรยายฟ้องถึงหน้าที่ของจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อ 1 แล้วว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กับบรรยายฟ้องในข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แต่แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านเสริมสวยศิริแฮร์คัทและร้านกาแฟนมสด โดยร่วมกันนำหมายค้นอันเป็นเอกสารราชการปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้น ใช้อ้างแสดงต่อนางวิไลและนายต่อย เข้าตรวจค้นโดยอ้างว่าเพื่อค้นหายาเสพติดโดยจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการนั้น ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายในฟ้องถึงวันเวลากระทำความผิดในแต่ละกรรมและบรรยายฟ้องให้ปรากฏถึงหน้าที่ของจำเลยและการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยพอสมควรเท่าที่จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนฎีกาในส่วนอื่นของปัญหานี้ จำเลยหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นมาเป็นข้อฎีกา เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยอ้างว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้พนักงานสอบสวนต้องส่งเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ อันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องโอนคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ โดยไม่สามารถนำพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 มาตรา 26 (1) มาใช้บังคับได้นั้น เห็นว่า มาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 อันเนื่องมาจากได้กระทำการตามมาตรา 88 ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อจะดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ในการนี้หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวมิใช่กรณีตามมาตรา 88 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป " นั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกร้องทุกข์หรือกล่าวโทษอันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเท่านั้น ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษจึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน คดีนี้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 ยังไม่มีผลใช้บังคับ ดังนั้น ในการพิจารณาการกระทำความผิดของจำเลย คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงต้องพิจารณาตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 เรื่อง การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้อ 6 ที่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไปได้ แม้ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับก็ไม่กระทบต่อการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดังกล่าว เพราะพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลัง เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ส่งเรื่องกลับไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจที่จะสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป การสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 89
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — สิบตำรวจเอกกฤษณัฐ สร้อยสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายมโน ซอศรีสาคร
ศาลอุทธรณ์ — นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อภิรัตน์ ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19276/2556
#562710
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้งสองฉบับไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกัน ถือได้ว่ามีเจตนาให้ผู้เสียหายจ่ายเงินตามเบี้ยประกันตามกรมธรรม์ซึ่งเป็นเอกสารปลอมแต่ละฉบับแยกจากกันเป็นคนละส่วนคนละจำนวน แม้จำเลยจะกระทำในครั้งเดียวกันก็เป็นความผิดที่เกิดขึ้นต่างหากแยกจากกันได้โดยชัดเจน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็นจำคุก 2 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า กระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายทำปลอมซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ออกให้แก่บริษัทเมืองนิมิตร จำกัด ผู้เสียหาย รวม 2 ฉบับ ตามวิธีการที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ต่อมาจำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายตัวแทนและนายหน้าบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันทั้งที่รู้ว่าเป็นเอกสารปลอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือความผิดหลายกรรมต่างกัน พิเคราะห์แล้วปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันในครั้งเดียวกันหรือต่างครั้งกัน จึงต้องฟังว่ามีการแสดงกรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันในครั้งเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเพียงกรรมเดียว โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันต่างครั้งกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า การที่จำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันถือได้ว่ามีเจตนาให้ผู้เสียหายจ่ายเงินเบี้ยประกันตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมแต่ละฉบับแยกจากกันเป็นคนละส่วนคนละจำนวน แม้จำเลยจะกระทำในครั้งเดียวกันตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ยังถือว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นต่างหากแยกจากกันได้โดยชัดเจนเป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดโดยกล่าวอ้างว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันต่างครั้งกัน อันถือเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันต่างครั้งกันตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวปราณีหรือชนิสราหรือชัชมณฑ์ พวงดอกไม้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสะสม สิริเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19229/2556
#572156
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดนครพนม เขตเลือกตั้งที่ 4 จนถึงวันที่คณะกรรมการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม เขตเลือกตั้งที่ 4 ใหม่ ซึ่งมีผลทำให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลงนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ยังมีผลบังคับใช้ แม้ต่อมาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้ทำการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 แต่ความรับผิดของจำเลยได้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจะถูกยกเลิก โจทก์สามารถอ้างลักษณะของการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนของจำเลยหรือตัวแทน (หัวคะแนน) ตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 อันเป็นมูลเหตุให้จำเลยต้องรับผิดคืนเงินต่างๆ แก่โจทก์ เพราะเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยเข้ารับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและมิได้สิ้นผลบังคับไปพร้อมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเลือกตั้ง ได้วินิจฉัยว่า ควรเชื่อได้ว่าตัวแทน (หัวคะแนน) ของจำเลยให้ทรัพย์สินเพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่จำเลย กรณีจึงเข้าหลักเกณฑ์ข้อห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ตนเองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่และสมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงเช่นนี้ ถือได้ว่า จำเลยต้องออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 97 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 แม้คณะกรรมการเลือกตั้งจะวินิจฉัยต่อไปว่า แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้าน (จำเลย) เป็นผู้ก่อหรือสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำดังกล่าว คงมีผลเพียงว่าจำเลยไม่ถูกดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวเท่านั้น จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นที่ได้มาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งตาม พ.ร.ก.เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมธิการ พ.ศ.2535 ได้ระบุถึงเงินประจำตำแหน่งเงินเพิ่ม เบี้ยประชุม การเดินทางโดยเครื่องบินไว้แล้ว เมื่อจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและขณะเดียวกันก็ได้รับตำแหน่งเป็นกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณากฎหมายและปัญหาต่างๆ นอกจากเงินประจำตำแหน่งตามปกติแล้ว จำเลยยังได้รับเบี้ยประชุมกับค่าโดยสารเครื่องบินอีกด้วย ถือว่าเป็นผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้คืนแก่โจทก์ทั้งสิ้น

สำหรับเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลยนั้น จำเลยมีสิทธิขอให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวต้องเป็นไปตามประกาศสภาผู้แทนราษฎรเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตั้งผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2537 และประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 ตามประกาศทั้งสองฉบับระบุให้ผู้ช่วยดำเนินงานและผู้เชี่ยวชาญได้รับค่าตอบแทนจากโจทก์เป็นรายเดือนในอัตราและกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ดังนั้น การตั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลยจึงเป็นบุคคลที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีคำสั่งตั้งขึ้น โดยกระทรวงการคลังอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าตอบแทนให้บุคคลดังกล่าวได้ การจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลยเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ในการรับเงินยังมีการหักภาษีเงินได้ไว้ก่อนแสดงว่าเงินค่าตอบแทนนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของบุคคลนั้นที่ต้องนำมาคิดคำนวณการเสียภาษีประจำปีภาษีที่มีเงินได้ด้วย กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ว่าเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ตามมาตรา 97 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินส่วนนี้ให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 2,147,850.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,022,210 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ และคำรับของคู่ความแล้วเห็นว่า เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,198,810 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ยุติว่า ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2548 กำหนดเลือกตั้งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ปรากฏว่าจำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดนครพนม เขตเลือกตั้งที่ 4 ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยที่ 131/2549 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 ว่า จากการสืบสวนสอบสวนเชื่อได้ว่าตัวแทนของผู้ถูกคัดค้าน (หัวคะแนนของจำเลย) ได้ให้เสื้อคลุมสีน้ำเงิน มีชื่อสัญลักษณ์ของพรรคกับชื่อของจำเลยพร้อมให้เงินคนละ 200 บาท เพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้าน (จำเลย) อันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มีผลทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขตเลือกตั้งที่ 4 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกคัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมีผลทำให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยนี้ รายละเอียดตามสำเนาคำวินิจฉัย นับแต่จำเลยได้รับการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ถึงเดือนมกราคม 2549 จำเลยได้รับเงินประจำตำแหน่งหลังหักภาษีเงินได้ 1,075,600 บาท เบี้ยประชุมกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการต่างๆ เป็นเงิน 101,500 บาท และค่าเดินทางโดยเครื่องบินเป็นเงิน 21,710 บาท นอกจากนี้โจทก์ได้แต่งตั้งนายณพจน์กร เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลยกับแต่งตั้งนายวิทยา นายสมศักดิ์ นายไพฑูรย์ นายเสน่ห์ และนายสุรัช เป็นผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลย นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ถึงเดือนมกราคม 2549 โจทก์ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้นายณพจน์กรเป็นเงิน 215,300 บาท จ่ายค่าตอบแทนให้นายวิทยา นายสมศักดิ์ นายไพฑูรย์ นายเสน่ห์ และนายสุรัช คนละ 117,620 บาท รวม 588,100 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่โจทก์อาศัยเป็นสิทธิเรียกร้องไม่มีผลบังคับใช้ต่อไปแล้ว เห็นว่า นับแต่จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดนครพนม เขตเลือกตั้งที่ 4 จนถึงวันที่คณะกรรมการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม เขตเลือกตั้งที่ 4 ใหม่ ซึ่งมีผลทำให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลงนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ยังมีผลบังคับใช้ แม้ต่อมาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ทำการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 แต่ความรับผิดของจำเลยได้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 จะถูกยกเลิก โจทก์จึงสามารถอ้างลักษณะของการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนของจำเลยหรือตัวแทน (หัวคะแนน) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดคืนเงินต่างๆ แก่โจทก์ เพราะเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยเข้ารับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรและมิได้สิ้นผลบังคับไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า ตามคำวินิจฉัยสั่งการคณะกรรมการการเลือกตั้ง วินิจฉัยว่าควรเชื่อได้ว่าตัวแทน (หัวคะแนน) ของจำเลยให้ทรัพย์สินเพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่จำเลยกรณีจึงเข้าหลักเกณฑ์ข้อห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ตนเองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่และสมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงเช่นนี้ กรณีถือได้ว่า จำเลยต้องออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 97 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 แม้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะวินิจฉัยต่อไปว่า แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกคัดค้าน (จำเลย) เป็นผู้ก่อหรือสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจในกระทำการดังกล่าว คงมีผลเพียงว่าจำเลยไม่ถูกดำเนินคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกา เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ พ.ศ.2535 ได้ระบุถึงเงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่ม เบี้ยประชุม การเดินทางโดยเครื่องบินไว้แล้ว เมื่อจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในขณะเดียวกันก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณากฎหมายและปัญหาต่างๆ นอกจากเงินประจำตำแหน่งตามปกติแล้ว จำเลยยังได้รับเบี้ยประชุมกับค่าโดยสารเครื่องบินอีกด้วยถือว่า เป็นผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้คืนแก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,198,810 บาท อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ในประเด็นเดียวกันนี้โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดคืนเงินรวมเป็นเงิน 941,341.75 บาท เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดคืนเงินประจำตำแหน่งเบี้ยประชุมกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการต่างๆ และค่าเดินทางโดยเครื่องบินตามฟ้องโจทก์ และพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,198,810 บาท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดเป็นเงิน 941,341.75 บาท จึงเป็นการคิดคำนวณผิดพลาด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปว่าจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีสิทธิขอให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่การตั้งบุคคลดังกล่าวต้องเป็นไปตามประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตั้งผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2537 และประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 ตามประกาศทั้งสองฉบับระบุให้ผู้ช่วยดำเนินงานและผู้เชี่ยวชาญได้รับค่าตอบแทนจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นรายเดือนในอัตราและกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลยจึงเป็นบุคคลที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีคำสั่งตั้งขึ้นโดยกระทรวงการคลังได้อนุมัติให้เบิกจ่ายค่าตอบแทนให้บุคคลดังกล่าวได้ ตามสำเนาหนังสือกรมบัญชีกลางลงวันที่ 14 มีนาคม 2548 การจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลยเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ในการรับเงินยังมีการหักภาษีเงินได้ไว้ก่อน แสดงว่าเงินค่าตอบแทนนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของบุคคลนั้นที่ต้องนำมาคิดคำนวณการเสียภาษีประจำปีภาษีที่มีเงินได้ด้วย กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ว่า เป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวตามมาตรา 97 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินส่วนนี้ให้โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 97
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
จำเลย — นายอรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพย์สิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนันทวัฒน์ ลิ้มธัญลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมณฑิรา จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
พินิจ สายสอาด
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19217/2556
#579633
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 มาตรา 4 นว, 4 ทศ มีเจตนารมณ์กำหนดให้ความช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญต่ำกว่าเดือนละ 5,100 บาท เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นสามารถดำรงชีพอยู่ได้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป กรณีผู้มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญเกินกว่า 5,100 บาท หรือได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญหลายประเภทซึ่งเมื่อรวมกันแล้วเกินกว่า 5,100 บาท เห็นได้ว่ามีรายได้ต่อเดือนสูงพอสมควรเพียงพอต่อการดำรงชีพแล้ว จึงไม่มีสาเหตุที่จะต้องได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ช่วยเหลืออีก การพิจารณาเพื่อกำหนด ช.ค.บ. สำหรับผู้มีสิทธิได้รับบำนาญหลายประเภทจึงต้องรวมบำนาญหลายประเภทนั้นเข้าด้วยกัน จำเลยเป็นข้าราชการบำนาญได้รับบำนาญปกติและ ช.ค.บ. รวมกันเกิน 5,100 บาทอยู่แล้ว เมื่อรวมกับบำนาญพิเศษหรือบำนาญตกทอดของผู้ตายก็ยิ่งเกิน 5,100 บาท มากขึ้นไปอีก จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มตามบทบัญญัติดังกล่าวอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 94,341.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 94,341.25 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์แถลงขอให้ศาลออกหมายเรียกนางสร้อยและนางสาวสุกัญญา ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ จำเลยเป็นข้าราชการบำนาญตำรวจได้รับบำนาญปกติในอัตราเดือนละ 6,190.80 บาท และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ในอัตราเดือนละ 396 บาท รวมเป็นเงินในอัตราเดือนละ 6,586.80 บาท จากกองการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจำเลยเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจอิทธิพล เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2544 จ่าสิบตำรวจอิทธิพลถึงแก่กรรมขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำเลยเป็นผู้ได้รับบำนาญพิเศษในฐานะทายาทโดยธรรมของจ่าสิบตำรวจอิทธิพลผู้ตาย ในอัตราเดือนละ 638.75 บาท และ ช.ค.บ. ในอัตราเดือนละ 19 บาท ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2548 มีประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2548 ให้มีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ 24 กันยายน 2548 เป็นต้นไป โจทก์ได้จ่าย ช.ค.บ. เพิ่มให้แก่จำเลยในฐานะทายาทผู้รับบำนาญตกทอดในอัตราเดือนละ 4,442.25 บาท (5,100 บาท หักด้วยเงินบำนาญพิเศษ 638.75 บาท และ ช.ค.บ. 19 บาท) นับแต่วันที่ 24 กันยายน 2548 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 เป็นเวลา 12 เดือน 7 วัน เป็นเงิน 54,343.25 บาท และนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 เป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงิน 35,538 บาท รวมเป็นเงิน 89,881.25 บาท และเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 มีประกาศบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2548 ซึ่งกำหนดให้เพิ่มอัตรา ช.ค.บ. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป โจทก์ได้จ่าย ช.ค.บ. เพิ่มตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นให้แก่จำเลยในฐานะทายาทผู้รับบำนาญตกทอดในอัตราเดือนละ 255 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 เป็นเวลา 12 เดือน เป็นเงิน 3,060 บาท และนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 เป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงิน 2,040 บาท รวมเป็นเงิน 5,100 บาท รวมเงินที่โจทก์จ่าย ช.ค.บ. เพิ่มให้แก่จำเลยเป็นเงินทั้งสิ้น 94,981.25 บาท โดยนำฝากเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเดชอุดม เลขที่บัญชี 317 - 1 - 62842 - 2 ของจำเลย

คดีมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 มาตรา 4 นว และมาตรา 4 ทศ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2548 และพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2548) หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 มาตรา 3 และมาตรา 4 บัญญัติให้บุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) คือ ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ บำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ และทายาทผู้รับบำนาญพิเศษหรือบำนาญตกทอด ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 มาตรา 4 นว แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2548 บัญญัติว่า "ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ บำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพบำนาญพิเศษ หรือบำนาญตกทอดในฐานะทายาทหรือผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อรวมกับ ช.ค.บ. แล้ว ต่ำกว่าเดือนละ 5,100 บาท ให้ได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มอีกในอัตราเดือนละเท่ากับส่วนต่างของจำนวนเงิน 5,100 บาท หักด้วยจำนวนเบี้ยหวัดหรือบำนาญ และ ช.ค.บ. ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับ" และมาตรา 4 ทศ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2548 บัญญัติว่า "ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม หรือผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ บำนาญพิเศษ เพราะเหตุทุพพลภาพ บำนาญพิเศษ หรือบำนาญตกทอดในฐานะทายาทหรือผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการอยู่แล้วในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ให้ได้รับ ช.ค.บ. ในอัตราดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548เป็นต้นไป (1) ผู้ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ และ ช.ค.บ. อยู่แล้ว ให้ได้รับช.ค.บ. เพิ่มขึ้นอีกในอัตราเดือนละร้อยละห้าของจำนวนเบี้ยหวัดหรือบำนาญและ ช.ค.บ. ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับ (2) ผู้ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเฉพาะเบี้ยหวัดหรือบำนาญ ให้ได้รับ ช.ค.บ. ในอัตราเดือนละร้อยละห้าของจำนวนเบี้ยหวัดหรือบำนาญที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับการคำนวณ ช.ค.บ. ถ้ามีเศษของบาทให้ปัดทิ้ง" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์กำหนดให้ความช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญต่ำกว่าเดือนละ 5,100 บาท เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นสามารถดำรงชีพอยู่ได้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กรณีผู้มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญเกินกว่า 5,100 บาท หรือได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญหลายประเภทซึ่งเมื่อรวมกันแล้วเกินกว่า 5,100 บาท เห็นได้ว่ามีรายได้ต่อเดือนสูงพอสมควรเพียงพอต่อการดำรงชีพแล้ว จึงไม่มีสาเหตุที่จะต้องได้รับ ช.ค.บ. ช่วยเหลืออีก การพิจารณาเพื่อกำหนด ช.ค.บ. สำหรับผู้มีสิทธิได้รับบำนาญหลายประเภท จึงต้องรวมบำนาญหลายประเภทนั้นเข้าด้วยกัน กรณีของจำเลยเป็นข้าราชการบำนาญตำรวจได้รับบำนาญปกติในอัตราเดือนละ 6,190.80 บาท และ ช.ค.บ. ในอัตราเดือนละ 396 บาท จึงเกิน 5,100 บาท อยู่แล้ว เมื่อพิจารณารวมกับบำนาญพิเศษหรือบำนาญตกทอดของจ่าสิบตำรวจอิทธิพลผู้ตายก็ยิ่งเกิน 5,100 บาท มากยิ่งขึ้นไปอีก จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับ ช.ค.บ. ตามที่โจทก์เบิกจ่ายให้จำเลยตามมาตรา 4 นว เป็นเงิน 89,881.25 บาท และ ช.ค.บ. ตามมาตรา 4 ทศ ที่โจทก์คำนวณคลาดเคลื่อนจ่ายเกินไป เป็นเงิน 4,460 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์เบิกจ่ายให้จำเลยเกินไปทั้งสิ้น 94,341.25 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 94,341.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 เมษายน 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 ม. 4 นว ม. 4 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ร้อยตำรวจตรี ประพันธ์ พูลเพิ่ม โดยนางสร้อย พูลเพิ่ม
จำเลย — และนางสาวสุกัญญา พูลเพิ่ม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายธวัช บัวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
นพพร โพธิรังสิยากร
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19144/2556
#559134
เปิดฉบับเต็ม

ข้อที่ว่ากันมาแล้วหรือมิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีจะกล่าวพาดพิงถึงเรื่องอายุความตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่เมื่อมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อีกทั้งปัญหาเรื่องอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องคดีแพ่งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 274,228 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 274,228 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับเรื่องอายุความเพราะจำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นต่อสู้ในคำให้การนั้น ชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสำนวนคดีทั้งหมดสามารถสรุปถึงเรื่องของอายุความได้ จึงถือว่าได้ยกเรื่องอายุความขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น เห็นว่า ข้อที่ว่ากันมาแล้วหรือมิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นข้อพิพาทในคดีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีจะกล่าวพาดพิงถึงเรื่องอายุความตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อีกทั้งปัญหาเรื่องอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องคดีแพ่งมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนี้ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายนิเมธ พรหมพยัต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายสุเมธ นาควโรดม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมศักดิ์ เนตรมัย
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
จักร อุตตโม
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19126/2556
#559159
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักสำคัญในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคนร้ายร่วมกันฆ่าผู้ตาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 และพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่เห็นด้วยกับการฟังข้อเท็จจริงและเหตุผลในการตัดสินของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยแสดงข้อคัดค้านด้วยการคัดลอกคำตัดสินของศาลชั้นต้นทั้งในส่วนข้อเท็จจริงและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยชนิดคำต่อคำ เริ่มจากข้อความที่ศาลชั้นต้น เห็นว่า เป็นต้นมาจนจบคำวินิจฉัย มาหักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ซึ่งข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้พิจารณาแล้วไม่เห็นพ้องด้วยโดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในแง่มุมต่าง ๆ ไว้หลายประการซึ่งต่างไปจากข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัย อันเป็นการหักล้างการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น แม้ฎีกาโจทก์จะกล่าวเพิ่มเติมมาบ้าง 6 ถึง 7 บรรทัด ก็เป็นฎีกาลอย ๆ ที่กล่าวปิดท้ายก่อนที่จะสรุปทำนองเดียวกับศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้มั่นคงและชัดเจนโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายจริง เท่ากับโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านโดยตรงต่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่รับฟังข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลซึ่งผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยนั้น มีข้อเท็จจริงใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับฟังมาไม่ถูกต้องหรือเห็นว่าคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานโจทก์ที่ควรรับฟังในข้อใด และมีข้อวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้เหตุผลไม่สมแก่ข้อเท็จจริงในเรื่องใดและเพราะเหตุใด หรือไม่ลงรอยแก่เหตุผลที่ควรจะเป็นไปในเหตุการณ์ใด ฎีกาของโจทก์จึงมีผลไม่ต่างไปจากการขอถือเอาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นข้อฎีกาของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อการวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยข้อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 581/2551 ของศาลชั้นต้น โดยเรียกจำเลยในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบังอร มารดาของนายอนันต์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุกคนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 20 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 21 ปี 6 เดือน ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และริบหัวกระสุนปืนของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักสำคัญในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคนร้ายร่วมกันฆ่าผู้ตาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 และพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่เห็นด้วยกับการฟังข้อเท็จจริงและเหตุผลในการตัดสินของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยแสดงข้อคัดค้านด้วยการคัดลอกคำตัดสินของศาลชั้นต้นทั้งในส่วนข้อเท็จจริงและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยชนิดคำต่อคำ เริ่มจากข้อความที่ศาลชั้นต้น เห็นว่า เป็นต้นมาจนจบคำวินิจฉัย มาหักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ซึ่งข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้พิจารณาแล้วไม่เห็นพ้องด้วยโดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในแง่มุมต่าง ๆ ไว้หลายประการซึ่งต่างไปจากข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัย อันเป็นการหักล้างการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น แม้ฎีกาโจทก์จะกล่าวเพิ่มเติมมาบ้าง 6 ถึง 7 บรรทัด ว่า คำเบิกความพยานโจทก์ที่แตกต่างกันก็เป็นเพียงข้อปลีกย่อยแห่งคดี แต่สาระสำคัญแห่งคดีตรงกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายจริง ทั้งพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ผู้สอบปากคำพยานและจัดทำเอกสารต่าง ๆ ในคดีนี้ปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 1 ก็เป็นฎีกาลอย ๆ ที่กล่าวปิดท้ายก่อนที่จะสรุปทำนองเดียวกับศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้มั่นคงและชัดเจนโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายจริง เท่ากับโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านโดยตรงต่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่รับฟังข้อเท็จจริงและแสดงเหตุผลซึ่งผิดไปจากที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยนั้น มีข้อเท็จจริงใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับฟังมาไม่ถูกต้องหรือเห็นว่าคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานโจทก์ที่ควรรับฟังในข้อใด และมีข้อวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้เหตุผลไม่สมแก่ข้อเท็จจริงในเรื่องใดและเพราะเหตุใด หรือไม่ลงรอยแก่เหตุผลที่ควรจะเป็นไปในเหตุการณ์ใด ฎีกาของโจทก์จึงมีผลไม่ต่างไปจากการขอถือเอาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นข้อฎีกาของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อการวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยข้อกฎหมายข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของโจทก์มา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
โจทก์ร่วม — นางบังอร สุขจันทร์
จำเลย — นายธีรวุฒิหรือโดม ทองยอดปราสาท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายสมศักดิ์ ธนากิจพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19031/2556
#554846
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงมาในฎีกาว่าจำเลยที่ 1 กระทำการใดขัดต่อบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 88 อันจะทำให้ศาลรับฟังการ์ดบัญชีเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

แม้จำเลยที่ 1 ไม่ส่งสำเนาการ์ดบัญชีให้แก่โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน อันเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 90 แต่การ์ดบัญชีเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงถึงการชำระค่าเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 จึงเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี เมื่อศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ มาตรา 90 ศาลก็มีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถไถนาคันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 47,000 บาท พร้อมค่าขาดประโยชน์ 18,000 บาท

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่ามีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังการ์ดบัญชี เป็นพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สำหรับข้อที่โจทก์ฎีกาว่า การรับฟังพยานหลักฐานของศาลขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 นั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กระทำการใดขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว อันจะทำให้ศาลรับฟังการ์ดบัญชี เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้เป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าการรับฟังพยานเอกสารของศาลขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ไม่ส่งสำเนาการ์ดบัญชี ให้แก่โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน อันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 แต่การ์ดบัญชี เป็นเอกสารสำคัญที่แสดงถึงการชำระค่าเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 จึงเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี เมื่อศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของมาตรา 90 ศาลก็มีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานการ์ดบัญชีมาโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 90 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดชอุดมเทคนิคเอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด
จำเลย — นายพั่วหรือพัว ระนะสวาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายนิพนธ์ รัตนวาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18978/2556
#559122
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการและในสัญญาระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความตกลงนี้ และไม่อาจหาข้อยุติได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการ เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้กับคู่สัญญา ได้แก่ โจทก์กับบริษัท อ. เท่านั้น ไม่มีผลใช้บังคับกับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัท อ. ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารและประทับตราสำคัญของบริษัท อ.ทุกครั้ง ในส่วนที่เกี่ยวกับแผนการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ก็กระทำในนามของบริษัท และบริษัทปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นโดยมีการส่งหนังสือยืนยันยอดหนี้และชำระหนี้ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริษัท อ. ให้การรับรองในการกระทำของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ติดต่อและเจรจาทำความตกลงกับโจทก์แทนบริษัท การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทและกระทำไปภายในขอบอำนาจของตัวแทน

หนังสือค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองทำไว้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัท อ. ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขาย มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย หนังสือค้ำประกันดังกล่าว จึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น ไม่ใช่หนังสือค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 104 ลักษณะ 7 ใช้เป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,849,152.93 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี จากต้นเงิน 6,530,820.07 ดอลลาร์สหรัฐ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,911,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2547) ให้ไม่เกิน 411,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้หากจำเลยทั้งสองชำระเป็นสกุลเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,849,152.93 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี จากต้นเงิน 6,530,820.07 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 411,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ หากชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า เดิมจำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด โจทก์ทำความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขายเลขที่ แอลพีเอ็น - คอริมปิค 01/2000 กำหนดให้โจทก์ส่งสินค้าเป็นเหล็กแผ่นมีราคา และคุณภาพ ตามที่กำหนดในสัญญามีการสั่งซื้อหลายครั้ง ในการสั่งซื้อแต่ละครั้งจะมีการยืนยันคำสั่งซื้อทุกครั้ง โดยอ้างถึงข้อตกลงเดิมสัญญาที่นำมาฟ้องคดีได้แก่ สัญญาเลขที่ 209043, 209045 และ 209050 ภายหลังรับสินค้าเหล็กแผ่นแล้ว บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ชำระค่าสินค้าให้โจทก์เพียงบางส่วน ต่อมามีการทำความตกลงร่วมกันเพื่อยืนยันถึงจำนวนเงินที่ถึงกำหนดและค้างชำระอยู่ ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2544 บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด รับว่ามีหนี้คงค้างชำระโจทก์ 5,743,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ มีข้อตกลงแบ่งชำระหนี้เป็นงวด และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เป็นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2544 กำหนดชำระเงินวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 มีจำเลยทั้งสองเป็นผู้ค้ำประกัน ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2545 รับว่ามีหนี้คงค้างชำระโจทก์จำนวน 5,583,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รวมดอกเบี้ยในอัตราเดิม ต่อมาบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด มีหนังสือยืนยันยอดหนี้ถึงโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่ 5,323,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะคู่ความในคดีนี้ต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการตามสัญญาหรือไม่ นั้น ตามหนังสือความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขาย เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ ในฐานะผู้ขาย กับบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ในฐานะผู้ซื้อ โดยสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงในเรื่องอนุญาโตตุลาการและกฎหมายที่ใช้บังคับในข้อ H ระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความตกลงนี้และไม่อาจหาข้อยุติได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการ ณ สำนักงานศาล กระทรวงยุติธรรม ประเทศไทย คำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้ถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย เห็นว่า ข้อตกลงในเรื่องอนุญาโตตุลาการในสัญญาดังกล่าว เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้กับคู่สัญญา ได้แก่ โจทก์และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด เท่านั้น ไม่มีผลใช้บังคับกับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด หรือไม่ ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การเจรจาทำความตกลงทุกคราวระหว่างโจทก์และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ได้กระทำขึ้นโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตลอดระยะเวลาที่โจทก์ติดต่อกับบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ได้แสดงให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท พร้อมกันนี้จำเลยที่ 1 ยังได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทมาโดยตลอด จำเลยที่ 1 มีอำนาจลงลายมือชื่อในเอกสารและประทับตราสำคัญของบริษัทไว้ทุกครั้ง ในส่วนที่เกี่ยวกับแผนการชำระหนี้นั้น จำเลยที่ 1 ก็ได้กระทำในนามของบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด และบริษัทได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น โดยมีการส่งหนังสือยืนยันยอดหนี้และชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้ง ครั้งล่าสุดชำระเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 เป็นเงิน 160,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว สอดคล้องกับที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ภายหลังที่จำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทแล้ว บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เจรจาทำความตกลงกับโจทก์เพื่อหาทางผ่อนชำระหนี้แทนบริษัท พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ติดต่อและเจรจาทำความตกลงกับโจทก์แทนบริษัท ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 เจรจาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ บริษัทก็ได้ปฏิบัติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันไว้ โดยบริษัทมีหนังสือยืนยันยอดหนี้และชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ อันถือเป็นการให้การรับรองในการกระทำของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด และกระทำไปภายในขอบอำนาจของตัวแทน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าสินค้าที่บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ค้างชำระแก่โจทก์เป็นการส่วนตัว ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในฐานผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ ตามสัญญาหนังสือค้ำประกันมีข้อความว่า จำเลยทั้งสองจะชำระเงินแก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออก โดยบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ถ้าตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวถูกปฏิเสธการชำระเงิน โดยผู้ออกตั๋วฉบับนั้นย่อมแสดงให้เข้าใจได้ชัดเจนว่า ถ้าตั๋วสัญญาใช้เงินถูกปฏิเสธการชำระเงิน จำเลยทั้งสองจะยอมชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์นั่นเอง จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อท้ายเอกสารดังกล่าว เอกสารดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่จำเลยทั้งสองยอมตนเข้าค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ออกให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้รับการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือค้ำประกันไม่ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่สามารถใช้ฟังเป็นพยานหลักฐานให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามเอกสารดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า หนังสือค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองทำไว้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขายเลขที่ แอลพีเอ็น - คอริมปิค 01/2000 และความตกลงว่าด้วยการซื้อขายเลขที่ แอลพีเอ็น - คอริมปิค 01/2001 มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย หนังสือค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น มิใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอากรแสตมป์ ลักษณะ 17 ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานว่าเป็นผู้ค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 411,986.28 ดอลล่าร์สหรัฐ หากชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 680 วรรคสอง ม. 820 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอริมปิค สตีล ออสเตรีย จีเอ็มบีเอ็ช
จำเลย — นายพิพัฒน์ ปรีดาวิภาต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางผัสสพร วิจิตรสกุลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18929/2556
#575207
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สุจริตโดยอ้างว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงที่มาแห่งสิทธิในการฟ้องคดีนี้อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานในข้อเท็จจริงที่ทำให้โจทก์มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลนั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาอำนาจฟ้องและคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจำเลยได้ให้การโต้แย้งในเรื่องอำนาจฟ้องและคำฟ้องเคลือบคลุมไว้แล้ว แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยแถลงสละประเด็นข้อต่อสู้ดังกล่าว โดยกลับมาอุทธรณ์บ่ายเบี่ยงว่าเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สุจริตเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยย่อมถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ส่วนที่จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในใบรับขนของทางอากาศของจำเลย โดยตัวแทนผู้ส่งสินค้าไม่แจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง อันแสดงว่าผู้ส่งยอมรับเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง เป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าผู้ส่งตกลงโดยชัดแจ้งให้จำเลยจำกัดจำนวนเงินที่ต้องรับผิดไม่เกิน 17 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม ตามที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งการจำกัดจำนวนเงินความรับผิดของผู้ขนส่งทางอากาศเช่นนี้เป็นกรณีที่คู่สัญญาจะตกลงกัน ไม่ใช่กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่ามีการตกลงกันโดยผู้ส่งตกลงยอมรับโดยชัดแจ้งหรือไม่ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การไว้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นนี้มาเป็นการวินิจฉัยพยานหลักฐานนอกประเด็นโดยไม่ชอบ ไม่ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

เมื่อเครื่องบินของจำเลยมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและมีการขนถ่ายสินค้าลงจากเครื่องบินเพื่อนำเข้าเก็บในคลังสินค้าของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) พนักงานคลังสินค้าได้ตรวจพบความเสียหายของสินค้าก่อนนำเข้าเก็บในคลังสินค้า และได้ออกรายงานความเสียหายของสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งพร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยทราบแล้วในวันที่ตรวจพบความเสียหาย อันแสดงว่าจำเลยได้ทราบถึงความเสียหายตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว จึงหาจำเป็นที่จะต้องให้ผู้รับตราส่งแจ้งแก่จำเลยซ้ำอีกไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวกับดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องด้วยรวมเป็นเงิน 125,453.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 118,146 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา จำเลยแถลงสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การจำเลยฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2553 ทั้งหมด ซึ่งได้แก่ข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และยอมรับว่าสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหายจริงตามคำฟ้องคงต่อสู้เฉพาะประเด็นตามที่จำเลยให้การในคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 ที่ว่า ผู้รับตราส่งปฏิบัติผิดเงื่อนไขในใบรับขนของทางอากาศที่ต้องแจ้งถึงความเสียหายแก่จำเลยภายใน 14 วัน และจำเลยจะต้องรับผิดเกินกว่าเงื่อนไขในสัญญาหรือไม่เท่านั้น

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,247.74 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันที่ 19 สิงหาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยจะชำระเป็นเงินบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่จ่ายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ถือว่าอัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยรับกันและไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติว่า บริษัทไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด ในประเทศไทยได้สั่งซื้อสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ และบริษัทดังกล่าวได้มอบหมายให้ตัวแทนว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าทางอากาศจากท่าอากาศยานในประเทศดังกล่าวมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยบริษัทดังกล่าวได้เอาประกันภัยสินค้าในระหว่างการขนส่งไว้แก่โจทก์ และสินค้าได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่ง โดยสินค้า IC - DARLINGTON เสียหาย 9,600 ชิ้น และสินค้า IC - DRIVE เสียหาย 16,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวน 128,146 บาท ตามคำฟ้องของโจทก์จริง

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สุจริตโดยอ้างว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายคำฟ้องถึงที่มาแห่งสิทธิในการฟ้องคดีนี้อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ ทั้งโจทก์ยังไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานในข้อเท็จจริงที่ทำให้โจทก์มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลนั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาอำนาจฟ้องและคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งปรากฏว่าจำเลยได้ให้การโต้แย้งในเรื่องอำนาจฟ้องและคำฟ้องเคลือบคลุมไว้ตามคำให้การฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2553 แล้ว แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยแถลงสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมาอุทธรณ์บ่ายเบี่ยงว่าเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สุจริตเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยให้และในปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์เกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในส่วนจำนวนเงินที่ต้องรับผิดนั้น ตามคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในใบรับขนของทางอากาศของจำเลยโดยตัวแทนผู้ส่งสินค้าไม่แจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งอันแสดงว่าผู้ส่งยอมรับเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งที่ระบุไว้ในข้อ 10.1.1 ว่าในกรณีที่มีความเสียหายต่อสินค้าในทันทีหลังจากทราบความเสียหายและอย่างช้าที่สุดภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้าจะต้องแจ้งให้ผู้ขนส่งทราบ แต่ผู้รับตราส่งไม่ได้แจ้งถึงความเสียหายดังกล่าวแก่จำเลยภายในกำหนดตามเงื่อนไขดังกล่าวแต่อย่างใด อันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขความรับผิดของจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งนี้โดยจำเลยไม่ได้ให้การโดยชัดแจ้งว่า ผู้ส่งตกลงโดยชัดแจ้งให้จำเลยจำกัดจำนวนเงินที่ต้องรับผิดไม่เกิน 17 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม ตามที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งการจำกัดจำนวนเงินความรับผิดของผู้ขนส่งทางอากาศเช่นนี้เป็นกรณีที่คู่สัญญาจะตกลงกัน ไม่ใช่กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่ามีการตกลงกันโดยผู้ส่งตกลงยอมรับโดยชัดแจ้งหรือไม่ แต่เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การไว้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยในข้อเท็จจริงนี้แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นนี้มาเป็นการวินิจฉัยพยานหลักฐานนอกประเด็นโดยไม่ชอบ จึงไม่ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้น จึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า มีการแจ้งถึงความเสียหายของสินค้าภายใน 14 วัน นับจากวันรับสินค้า ตามเงื่อนไขในใบรับขนของทางอากาศของจำเลยหรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่อุทธรณ์รับฟังได้ยุติว่า เมื่อเครื่องบินของจำเลยมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและมีการขนถ่ายสินค้าลงจากเครื่องบิน เพื่อนำเข้าเก็บในคลังสินค้าของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) นายภูริต พนักงานคลังสินค้าดังกล่าวตรวจพบความเสียหายของสินค้าก่อนนำเข้าเก็บในคลังสินค้า และได้ออกรายงานความเสียหายของสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่ง และผู้ตรวจพบความเสียหายดังกล่าวได้แจ้งเจ้าหน้าที่ของจำเลยทราบแล้วในวันที่ตรวจพบความเสียหาย อันแสดงว่าจำเลยได้ทราบถึงความเสียหายตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว ทั้งตามเงื่อนไขในใบรับขนของทางอากาศข้อ 10.1.1 ที่จำเลยกล่าวอ้างที่ว่าต้องมีการแจ้งถึงความเสียหายของสินค้าทันทีหรืออย่างช้าภายใน 14 วัน นับแต่วันรับสินค้า นั้น ก็ย่อมเป็นที่เข้าใจได้เป็นปกติธรรมดาว่าเป็นเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ให้จำเลยได้ทราบถึงความเสียหายของสินค้าเร็วที่สุดเป็นสำคัญ และเมื่อจำเลยได้ทราบแล้วไม่ว่าจะได้รับแจ้งจากผู้ใด ก็หาได้มีผลกลับกลายเป็นว่าจำเลยยังไม่ทราบอีกแต่อย่างใด จึงหาจำเป็นที่จะต้องให้ผู้รับตราส่งแจ้งแก่จำเลยซ้ำอีกที่จำเลยอ้างว่า ตามเงื่อนไขข้อ 10.1.1 นี้ เป็นกรณีต้องให้ผู้รับตราส่งหรือผู้เอาประกันภัยเท่านั้นเป็นผู้แจ้งแก่จำเลยย่อมเป็นข้ออ้างที่ไร้เหตุผลให้ฟังเช่นนั้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิจำกัดจำนวนเงินความรับผิดได้เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นโดยไม่ชอบ จำเลยย่อมไม่อาจจำกัดจำนวนความรับผิดได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยรับว่าสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหายตามฟ้องจริง ดังนั้น เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของสินค้าแก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ในจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปตามความเสียหายที่แท้จริง โดยหักค่าขายซากออกแล้วเป็นเงินจำนวน 118,146 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปอีกแต่อย่างใด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 125,453.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 118,146 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คือเฉพาะในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทไทยแอร์เอเชีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา